แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิโรธสมาบัติ แสดงบทความทั้งหมด


 

นิโรธสมาบัติ

      "นิโรธสมาบัติ" ตามวิเคราะห์ศัพท์ว่า :- "นิรุชฺฌติ นิโรโธ ฯ สมาปชฺชนํ สมาปตฺติ นิโรธสฺส สมาปตฺติ นิโรธสมาปตฺติ ฯ 

      ความดับของจิตและเจตสิกเรียกว่า "นิโรธ" ในขณะที่มีนิโรธนี้ จิตตชรูปก็ย่อมไม่เกิด การเข้าหรือการทำความเพียรเรียกว่า "สมาบัติ" พระอนาคามีหรือพระอรหันต์จะเข้านิโรธสมาบัติ เข้ามหัคคตสมาบัติตั้งแต่ปฐมฌานเป็นต้น โดยลำดับ และออกจากสมาบัตินั้นแล้ว ตั้งสติกำหนดความเกิดดับของสังขารทั้งหลาย จนกระทั้งถึงอากิญจัญญายตนสมาบัติ เมื่อออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติแล้วต้องทำบุพกิจ ๔ ประการ

      ๑. นานาพัทธอวิโกปนะ อธิษฐานว่าวัตถุสิ่งของที่อยู่ใกล้ชิดกับตัว เช่น จีวรก็ดี บาตรก็ดีอย่าได้เสียหาย ส่วนวัตถุสิ่งของที่ไม่อยู่กับตัวคืออยู่ที่อื่น บริขารต่างๆเหล่านี้ ก็อย่าได้เสียหายไปด้วย น้ำ ไฟ โจร อธิษฐานอย่างนี้ เรียกว่า นานาพัทธอวิโกปนะ

      ๒. สังฆปฏิมานนะ อธิษฐานว่า ขณะที่สงฆ์ประชุมสันนิบาตนั้นหากคณะสงฆ์ต้องการตัวก็ให้ออกจากสมาบัติเถิดอย่างนี้ เรียกว่า สังฆปฏิมานนะ

      ๓. สัตถุปักโกสนะ อธิษฐานว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพุทธประสงค์ที่จะรับสั่งหาเราก็ให้ออกจากสมาบัติเถิดอย่างนี้ เรียกว่า สัตถุปักโกสนะ 

      ๔ อัทธานปริจเฉทะ อธิษฐานว่า พระอริยบุคคลที่ประสงค์จะเข้านิโรธสมาบัติต้องพิจารณาอายุขัยของตนว่าภายใน ๓ วันจะตั้งอยู่ได้ตลอดหรือไม่ ถ้าไม่พิจารณาเสียก่อนหากว่าภายใน ๗ วันนั้นหมดอายุขัยก็ต้องออกจากสมาบัติ หากพิจารณาเห็นว่าจะหมดอายุขัยภายใน ๗ วันแล้ว ก็ไม่ควรเข้านิโรธสมาบัติ เพราะถ้ายังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็ย่อมเสียประโยชน์ของตน ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็ยังไม่ได้โปรดสัตว์ว่าตนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ยังไม่ได้ให้โอวาทานุศาสน์แก่ผู้อื่น ฉะนั้นจึงต้องพิจารณา

      ผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติอยู่นั้น จะไม่มีอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งมาทำให้ตายได้ เพราะอำนาจของสมาธิวิปผาราฤทธิ์ (โปรดคูอิทธิฤทธิ์ในอภิญญาวาระที่ได้กล่าวมาแล้ว)

      เมื่อได้ทำบุพกิจ ๔ อย่างเสร็จแล้ว ก็เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนชวนะเกิด ๒ ครั้ง และดับลงแล้วย่อมถึงนิโรธสมาบัติทันที

      ถามว่า ขณะเข้านิโรธสมาบัตินั้น จิตเจตสิกไม่เกิด อารมณ์ต่างๆ แม้แต่อารมณ์นิพพานก็ไม่มี เช่นนี้จะถือว่ามีความสุขได้อย่างไร ?

      ตอบว่า ผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติต้องการให้รูปนามดับชั่วคราวในชีวิตนี้ เพราะธรรมดาของพระอนาคามีและพระอรหันต์ย่อมเบื่อหน่ายต่อการเกิดดับของรูปนาม การที่อยู่กับรูปนามทั้งสองนี้เหมือนอยู่กับอสุภะ และถือเสมือนเป็นภัยหรือศัตรู ตามความรู้สึกของท่านนั้น เบญขันธ์นี้เป็นภาระที่หนักมากที่สุด (ภารา หเว ปญจกฺขนฺธา) เหมือนกับบุรุษที่ได้แบกหามของที่มีน้ำหนักมากอยู่ตลอดเวลาฉะนั้น ท่านจึงต้องการพักผ่อนจากการปรุงแต่งของรูปนามชั่วคราวคือหนีภัยเพื่อหาความสุขระยะหนึ่ง ในธรรมบทอรรถกถาอธิบายว่า

      "อุทยพฺพยา สงฺขารํ อุกฺกณฺฑิตฺวาน โยนิโส สุขํ วิริสฺสามาติ สมาปชฺชนฺติ เต สุขํ ฯ

      เพราะเบื่อหน่ายการเกิดดับของสังขาร พระอนาคามีและพระอรหันต์ทั้งหลายย่อมเข้าสมาบัติ เพื่อจะได้อยู่สุขสบายของท่าน

      การเข้านิโรธในมนุษยภูมินั้นเข้าได้เพียง ๗ วัน แต่ในรูปพรหมนั้นไม่จำกัดต้องการเข้านานเท่าใดก็ใด้ ท่านที่จะเข้านิโรธสมาบัติได้ต้องเป็นพระอรหันต์และพระอนาคามีที่ได้ฌานสมาบัติ  เพราะการเข้านิโรธสมาบัติต้องเข้าฌานเสียก่อนโดยเข้าตั้งแต่ปฐมฌาน, ทุติยฌาน, ตติยฌาน, จตุตถฌาน แล้วต่ออรูปสมาบัติ ๔ รวมเป็นสมาบัติ ๘ ประการแล้วก็เข้านิโรธสมาบัติ แต่ทุกๆ ฌานต้องมีวิปัสสนาประกอบเสมอ (เว้นอากิญจัญญายตนฌาน ซึ่งต้องทำบุพกิจแทนวิปัสสนาและเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ที่เกิดเพียง ๒ ขณะจากนั้น ก็ถึงนิโรธสมาบัติ)


วิถีจิตของนิโรธสมาบัติ

ภ น ท ม ปริ อุ นุ โค ฌ ฌ (นิโรธสมาบัติ) ผ ภ ภ


วิธีนิโรธสมาบัตินี้ อภิธัมมัตถสังคหะกล่าวว่า

      ทุวิกฺขตฺตุํ จตุตฺถารูปชวนํ ชวติ ตโต ปรํ นิโรธํ ภุสฺสติ วุฏฺฐานกาเล จ อนาคามิผลํ วา อรหตฺตผลํ วา ยถารหเมกวารํ อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุทฺเธ ภวงฺคปาโตว โหติ ฯ

      ในขณะที่จะเข้าถึงนิโรธสมาบัติ จตุตถอรูปสมาบัติย่อมเกิด ๒ ครั้ง แล้วถึงนิโรธทีเดียว เมื่อออกจากนิโรธ จิตเป็นอนาคามิผลหรือเป็นอรหัตตผลก็ตาม ย่อมเกิดขึ้น ๑ ครั้งแล้วดับ จิตเป็นภวังค์ต่อไป

      ในวิถีนั้น ฌานนี้ได้แก่เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ถ้าในอนาคามีบุคคลเป็นกุศลฌาน ผลก็เป็นอนาคามิผล ถ้าในอรหันตบุคคล ฌานก็เป็นกิริยาฌาน ผลก็เป็นอรหัตตผลบริกรรมเป็นต้น ซึ่งนำหน้าอุเบกขาฌานนั้นคือ มหากุศลหรือมหากิริยาอุเปกขาสหคตญาณสัมปยุตตจิต สำหรับภวังค์นั้น ถ้าในกามสุตติภูมิ ๗ ก็ได้แก่ มหาวิปากญาณสัมปยุตตจิต ๔ ถ้าในรูปภูมิ ๑๕ (เว้นอสัญญสัตตภูมิ) ก็ได้แก่ รูปาวจรวิปากจิต ๕


เหตุใกล้ของสมาบัติ

      นิโรธสมาบัตินี้ เป็นอานิสงส์ของฌานสมาบัติประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา

      ผลสมาบัตินี้ เป็นอานิสงส์ของวิปัสสนาภาวนา

      อภิญญานี้ เป็นอานิสงส์ของโลกียฌานสมาธิ

      นิโรธสมาบัตินี้ คูณด้วยกามภูมิ รูปภูมิได้ ๒ คุณต่อไปด้วยพระอนาคามี และพระอรหันต์ได้ ๔ และคูณต่อไปอีกด้วยติกขบุคคลและมันทบุคคลได้ ๘ เนวสัญญานาสัญญายตนฌานชวนะเกิด ๒ ครั้ง

      ถามว่า ขณะจะเข้านิโรธสมาบัตินั้น เหตุใดเนวสัญญานาสัญญายตนฌานชวนะ เกิดได้เพียง ๒ ครั้ง ?

      ตอบว่า นับตั้งแต่ปฐมฌานเป็นต้นไป สมถะและวิปัสสนาต้องคำเนินไปดูกันเสมอ (ยุคนัทธนัย) โคยลำดับ ทั้งนี้มิใช่มุ่งหมายจะเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานสมาบัติโดยตรง แท้จริงมุ่งหมายจะเข้านิโรธสมาบัติ ฉะนั้นเนวสัญญานาสัญญายตนฌานสมาบัตินั้นตั้งอยู่นานไม่ได้ เมื่อเนวสัญญานาสัญญายตนฌานชวนะเกิด ๒ ครั้ง แล้วเข้าสู่นิโรธสมาบัติทันที

      ถามว่า พระอนาคามีและพระอรหันต์ทั้ง ๒ นี้เข้านิโรธสมาบัติได้ เหตุใด พระโสดาบันและพระสกทาคามีทั้ง ๒ นี้ จึงเข้านิโรธสมาบัติไม่ได้ ?

      ตอบว่า พระโสดาบันและพระสกทาคามี ๒ ประเภทนี้ยังไม่สามารถประหาณกามฉันทนิวรณ์อนุสยธาตุอันเป็นอุปสรรคของสมาธิลงได้หมดสิ้น ฉะนั้น อริยบุคคลทั้ง ๒ ประเภทนี้สมาธิจึงมีกำลังน้อยทำให้เข้านิโรธไม่ได้ ส่วนพระอนาคามีและพระอรหันต์ ๒ ประเกทนี้ ได้ประหาณกามฉันทนิวรณ์อนุสยธาตุหมดสิ้นเด็ดขาดแล้ว สมาธิจึงมีกำลังมากทำให้เข้านิโรธสมาบัติได้ ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคคพระบาลี กล่าวไว้ว่า :-

      สมาธิปริพนฺธสฺส กามราคสฺส หายินํ อตฺถิตฺตา อนุปุพฺพาย นิโรโธ กามรูปีนํ ฯ

      อนาคามีและอรหันต์ที่อยู่ในกามสุคติภูมิ ๗ และรูปภูมิ ๑๕ ทั้ง ๒ บุคคลนี้ มีสมาบัติ ๘ โดยลำดับ กามราคานุสัย อันเป็นอุปสรรคของสมาธินั้น ท่านได้ประหาณโดยเด็ดขาคแล้ว ฉะนั้นจึงเข้านิโรธสมาบัติได้สบาย

      กามภูมิที่เป็นมนุสสภูมิ เข้านิโรธสมาบัติ ได้เพียง ๗ วัน ในมนุสสภูมินั้น นิโรธสมาบัติเข้าได้อย่างมากที่สุด ๗ วันเท่านั้น ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า

      "อาหารรูปชีวินํ ภูตฺตสฺส เอกทิวสํ สตฺตาหํ วา ยาปนโต กาเมสตฺตาหเมว ฯ" 

      สัตว์ทั้งหลายที่อาศัยอาหารเป็นอยู่ วันหนึ่งบริโภคมื้อหนึ่งก็สามารถอยู่ได้ ๗ วัน ฉะนั้นในมนุสสภูมิ จึงเข้านิโรธสมาบัติได้ ๗ วันเท่านั้น สำหรับ รูปภูมิ นั้นต้องการเข้านิโรธสมาบัติเท่าไรก็เข้าได้ เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร เนื่องจากมีปีติเป็นอาหารนั่นเอง สำหรับเทวภูมินั้นเข้านิโรธสมาบัติได้ ๑ เดือน - ๒ เดือน เพราะอาหารทิพย์ ที่เทวดาบริโภคมื้อหนึ่งสามารถอยู่ได้ ๑ - ๒ เดือน

----------------

      * "ในวิสุทธิมรรค ถามว่า นิโรธสมาบัติ เข้าได้ในภพ (ภูมิ) ไหน ? แก้ว่า เข้าได้ในปัญจโวการภพ(ภูมิ) เพราะต้องการเข้ามานสมาบัติ ๘ หรือ ๙ ควบคู่กันกับการเจริญวิปีสสนาไปตามลำดับสภาวะ ดังนั้นเทวภูมิ ก็อยู่ในปัญจโวการภูมิ จึงเข้านิโรธสมาบัติได้"

----------------

นิโรธสมาบัติไม่เรียกว่า สังขตะ เรียกว่า นิปผันนะ

      ถามว่า นิโรธสมาบัติเป็นสังขตะหรืออสังขตะ เป็นโลกียะหรือโลกุตตระ ?

      ตอบว่า สิ่งใดทีมีปรมัตถสภาวะชัดแจ้งเป็น สังขตะก็มี อสังขตะกีมี โลกียะก็มี โลกุตตระก็มี แต่นิโรธสมาบัตินี้ไม่มีปรมัตถสภาวะ ฉะนั้น จะว่าเป็นสังขตก็ไม่ได้ อสังขตะก็ไม่ได้ จะว่าเป็นโลกียะหรือโลกุตตระก็ไม่ได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าจะจำแนกว่าเป็นนิปผันนะหรือนิปผันนะ ก็ต้องถือว่าเป็นนิปผันนะ เนื่องจากว่าพระอริยบุคคลที่เข้านิโรรสมาบัตินั้น ต้องพยายามเจริญสมถวิปัสสนาภาวนาโดยลำดับขึ้นมาจึงสามารถเข้านิโรรสมาบัติได้ ฉะนั้น นิโรรสมาบัตินี้จึงถือว่าเป็นนิปผันนะ แปลว่าสำเร็จ ในวิสุทธิมรรค ปัญญานิทเทส ว่า

      "สงฺขตาติปี อสงฺขตาติปี โลกียาติปี โลกุตฺตราติปี น วตฺตพฺพา ตสฺมา สภาวโต นตฺถิตาย ยสฺมา ปน สา สมาปชฺชนฺตสฺส วเสน สมาปนฺนา นาม โหติ ตสฺมา นิปฺผนฺนาติ วตฺตํ วฏฺฏติ โน อนิปฺผนฺนา ฯ"

      นิโรธสมาบัตินี้ไม่พึงกล่าวว่า เป็นสังขตะบ้าง อสังขตะบ้าง โลกียะบ้าง โลกุตตระบ้าง เพราะไม่มีสภาวะ แต่พระอริยบุคคลที่จะเข้านิโรธสมาบัตินั้น ต้องพยายามเจริญสมถวิปัสสนาภาวนาจึงจะเข้านิโรธสมาบัติได้ ฉะนั้น นิโรธสมาบัติ นี้ จึงเรียกว่า "นิปผันนะ" มิใช่ "อนิปผันนะ"

      เพราะเหตุที่นิโรธสมาบัติไม่มีสภาวะของตนเอง จะนั้น ภิกษุใดที่ไม่สามารถเข้านิโรธสมาบัติ แต่อวดอ้างว่าเข้าได้ ภิกษุนั้นมิได้ต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งผิดกับกรณีที่ภิกษุใดยังไม่บรรลุมรรค, ผล, นิพพาน แต่อวดอ้างว่าบรรลุแล้ว ภิกษุนั้นต้องอาบัติปาราชิกโดยแน่นอน เพราะมรรค, ผล, นิพพานมีสภาวะ


อยเมตฺถ สมาปตฺติเภโท ฯ

สมาบัตติเภท ในกรรมฐานสังคหวิภาคนี้ จบเพียงเท่านี้

นิฏฺฐิโต จ วิปสฺสนากมฺมฏฺฐานนโย ฯ

วิปัสสนากรรมฐานนัยจบเพียงเท่านี้

----------///----------


[full-post]

 


นิทานเรื่อง “นิโรธสมาบัติ”

__ แนวคิดเรื่อง “นิโรธสมาบัติ” เป็นความพิเศษของพระพุทธศาสนา คือ ความสามารถของพระอริยบุคคลที่ดับนามขันธ์ ๔ และรูปขันธ์ (บางส่วน) ได้ โดยที่ยังมีชีวิตอยู่ ในปัญจโวการภูมิที่ตนได้สำเร็จฌานนั้น ๆ (ไม่เหมือนการดับนามขันธ์ ของพวกอสัญญสัตตพรหม ที่ต้องสิ้นชีวิตก่อนแล้ว จึงไปเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ ไม่มีนามขันธ์ มีแต่รูปขันธ์, และไม่เหมือนพวกอรูปพรหมทั้งหลายที่ดับรูปขันธ์ได้เมื่อตายแล้วไปเกิดในอรูปภูมิ มีแต่นามขันธ์ ไม่มีรูปขันธ์)

__ แนวคิดเรื่องการดับ รูป – นาม นั้น เป็นแนวคิดของนักคิดค้นหาทางออกจากทุกข์ ด้วยคิดว่า นาม – รูป นั้น เป็นตัวทุกข์ เป็นต้นเหตุของทุกข์…(ว่าตามความจริงแล้ว ก็มาถูกทาง แต่เมื่อบุญ-บารมียังไม่พอ ก็เลยทำให้แฉลบนอกทางได้) ทฤษฎีการดับนาม-รูป มีก่อนพุทธกาลและร่วมสมัยกับพุทธกาล ดังที่ปรากฎในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา

__ ทฤษฎีเรื่องการดับนามขันธ์ ก็คือแนวคิดของพวกอสัญญสัตตพรหม ด้วยเข้าใจว่า นามขันธ์ เป็นตัวรับรู้ทุกข์ในลักษณะต่าง ๆ เมื่อเจริญฌานจนถึง จตุตถฌาน (จตุกกนัย), หรือปัญจมฌาน (ปัญจกนัย) แล้ว มีแนวคิดเบื่อหน่ายในนามขันธ์ จึงเจริญฌานที่เรียกว่า “สัญญาวิราคภาวนา” คือภาวนาเพื่อคลายความยินดีพอใจในสัญญา (นามขันธ์) เมื่อได้สำเร็จฌานนั้น… สิ้นชีวิตลง ก็ไปเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ในอสัญญสัตตภูมิ…ฯ

__ ทฤษฎีเรื่องการดับรูปขันธ์ ก็เป็นแนวคิดอีกอย่างหนึ่งของนักแสวงหาธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นจากทุกข์ (โมกษะ) ด้วยเข้าใจว่า รูปขันธ์นั้นพัวพันด้วยกามและเป็นเหตุของความทุกข์ต่าง ๆ จึงเกิดความเบื่อหน่าย และได้ค้นพบวิธีดับรูปขันธ์ได้สำเร็จ คือฌานที่เรียกว่า “รูปวิราคภาวนา” (ภาวนาที่คลายความยินดีพอใจในรูป) โดยอาศัยการเพิกรูปปัญจมฌานที่มีกสิณ ๙ เป็นอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ตนได้แล้วนั่นเองเป็นบาท ทำอากาสานัญจายตนฌานให้เกิดขึ้น…ฯลฯ… จากนั้นเมื่อสิ้นชีวิต ก็ไปเกิดในภูมิที่ไม่มีรูปขันธ์ มีเพียงนามขันธ์ ๔ เท่านั้น…ฯ

__ แนวคิดเรื่องการดับรูปขันธ์ คือได้อรูปฌาน นี้ มีเจ้าลัทธิที่ปรากฎในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา โดยชื่อของ “อาฬารดาบส กาลามโคตร, และอุทกดาบส รามบุตร” ดาบสทั้ง ๒ สามารถทำอรูปฌานที่ ๓ (และอรูปฌานที่ ๔ คือ อากิญจัญญายตนฌาน, และเนวสัญญานาสัญญายตนะ) ให้เกิดขึ้นได้ ตามลำดับ (ตำราฝ่ายมหายาน กล่าวว่า “ดาบสทั้งสอง ได้เพียงอรูปฌานที่ ๓ คือ อากิญจัญญายตนฌานเท่านั้น” แต่อุทกดาบส สามารถบอกแนวทางให้กับพระโพธิสัตว์ทำได้ถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ, ตำราฝ่ายเถรวาท กล่าวเป็นนัยว่า อุทกดาบส ทำได้ถึงอรูปฌานที่ ๔) หลังจากสิ้นชีวิตแล้ว ดาบสทั้งสองก็ไปเกิดในอรูปภูมิ …ฯ


__ อรูปฌานทั้ง ๔ สามารถดับรูปขันธ์ได้ทั้งหมด, อนึ่ง เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น คล้าย ๆ จะมีความพยายามที่จะดับนามขันธ์ คือสัญญา (จริง ๆ ก็หมายเอานามขันธ์ทั้ง ๔) ด้วย จนได้ชื่อว่า “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” คือมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ แต่จริง ๆ แล้วยังมีสัญญา มีนามขันธ์ ๔ ที่ละเอียด…ยังมีตัวรู้อยู่…ไม่ใช่ทางที่หลุดพ้นอย่างแท้จริง ซึ่งในข้อนี้ พระโพธิสัตว์ ถกเถียงกับอุทกดาบสมาแล้ว…โดยพระโพธิสัตว์ ให้ความเห็นว่า “นิพพาน หรือโมกษะจริง ๆ ต้องดับอายตนะ คือ มนายตนะและธัมมายตนะ คือ ตัวรู้ (จิต-เจตสิก) จึงจะเรียกว่าถึงความดับ (ทุกข์ดับ) คือ นิพพานอย่างแท้จริง … (ขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์) ตราบใดที่ยังมีตัวรู้ คือนามขันธ์อยู่ นั่นไม่ใชทุกข์ดับอย่างแท้จริง เพราะ “นิพพาน คือ ภาวะที่ไม่มีกิเลสและขันธ์ ๕”


แนวคิดหรือทษฤฎีในทางพุทธศาสนา ก็คือ ว่า

– ฌานระดับโลกียะ คือรูปปัญจมฌาน ที่มีสัญญาวิราคภาวนาเป็นอารมณ์ สามารถดับนามขันธ์ ๔ ได้ ด้วยกำลังแห่งฌาน (เป็นแนวคิดของพวกอสัญญีสัตว์)

– แนวคิดของลัทธิรูปวิราคภาวนา ให้สำเร็จการดับรูปขันธ์ได้ ด้วยกำลังแห่งฌาน และเมื่อถึงอากิญจัญญายตนะ ซึ่งมีนัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ มีพยายามที่จะดับสัญญา (ตัวรู้) ก็เพ่งอากิญจัญญายตนะฌานของตนที่ดับไปแล้ว และสำเร็จฌานใหม่ขึ้นมาอีกโดยชื่อว่า “เนวสัญญานาสัญญายตนะ”

เนวสัญญานาสัญญายตนะฌานลาภีบุคคล เข้าใจว่า “ตนบรรลุโมกษะสิ้นสุดแล้ว จึงพอใจอยู่ในอารมณ์และเสวยสิ่งนั้นตามความเข้าใจผิดของตนเอง”

*แนวคิดทั้ง ๒ ค่ายดังกล่าวมานี้ ดับนาม และดับรูปได้ ด้วยกำลังแห่งฌาน ซึ่งเป็นการดับที่ปลายเหตุ (แต่ก็ถือว่าชั้นยอด)

– แนวคิดของพระโพธิสัตว์พุทธเจ้า เห็นว่า “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” นั้น ไม่ใช่โมกษะอันเป็นอันติมะ เพราะมีตัวรู้ (นามขันธ์ ๔) อยู่ แนวคิดของพระองค์คือ “ต้องดับทั้งนามและรูป” และแล้ว ปฏิปทาเพื่อดับนามและรูป จึงเกิดขึ้น คือต้องคลายความยินดีพอใจทั้งนามและรูป (นามรูปวิราคภาวนา) ภาวนาเพื่อคลาย เพื่อสำรอก…ฉันทราคะ (ตัณหา) ซึ่งเป็นต้นเหตุ เป็นมูลราก (สมุทัย) ของนามและรูป (เป็นการดับที่ต้นเหตุของนาม-รูปอย่างแท้จริง)

– เมื่อพระโพธิสัตว์พุทธเจ้าทำสำเร็จ คือบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงได้นามว่า “สัพพัญญุตญาณสัมมาสัมพุทธ” แล้ว เพื่อแสดงให้ชาวโลกและเจ้าลัทธิต่าง ๆ ได้รู้ว่านี่ คือนิพพาน อันเป็นอันติมะสิ้นสุดทุกข์อย่างแท้จริง ก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง คือนิโรธสมาบัติ (สามารถดับจิตได้จริง ๆ) เมื่อออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ก็ยังดำรงชีวิตอยู่ มาเล่าประสบการณ์การเข้านิโรธสมาบัติให้ชาวโลกและเจ้าลัทธิต่าง ๆ ฟังได้… แต่ถ้านิพพานจริง ๆ คือดับขันธปรินิพพาน … ก็ไม่มีโอกาสกลับมาเล่าถึงนิพพานแบบ อนุปาทิเสสนิพพาน ได้อีกแล้ว…. //


ข้อสังเกต –

__ “นิโรธสมาบัติ” เกิดต่อจากเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานจิตกุศล-กริยา คือ เนวสัญญาณาสัญญายตนะ…นั้น จิตก็จวนเจียนจะดับอยู่แล้ว คือ พอขณะที่สองของเนวสัญญายตนะกุศล หรือ กริยา…ดับลง ไม่มีจิตเกิดต่ออีก คือ จิตขาดช่วงไป จะเป็นระยะสั้น ๆ เป็นนาที, เป็นชั่วโมง, เป็นวัน, เป็น ๗ วัน ก็ตาม ก็ถือว่าจิตไม่ได้เกิดติดต่อกันและขาดหายไปหลายขณะจนนับไม่ได้ว่ากี่แสน กี่ล้านขณะ…, สมมติว่าจิตจะเกิดต่อจากเนวสัญญา… จิตนั้นควรจะเป็นจิตอะไร ? ก็ต้องตอบว่า “อนาคามิผล-อรหัตตผลจิต” รู้ได้อย่างไร? ก็รู้ได้ตรงที่ เมื่อพ้นจากนิโรธสมาบัติแล้ว ก็มี อนาคามิผล-อรหัตตผลจิต ดวงใดดวงหนึ่งเกิดขึ้น (แล้วแต่ผู้ใดเข้านิโรธสมาบัติว่าเป็นพระอนาคามีหรือเป็นพระอรหันต์) (ในข้อนี้ตรงตามนัยของ “มิคปทวลัญชนัย” นัยที่อุปมาดุจนายพรานตามรอยเท้าของเนื้อไป เมื่อเนื้อวิ่งอยู่บนแผ่นดิน ก็เห็นรอยเท้าได้ชัดเจน แต่เมื่อเนื้อวิ่งข้ามแผ่นหินไป ไม่มีรอยเท้าปรากฎให้เห็น นายพรานจะรู้ว่าเนื้อไปทางไหน ก็ไปเดินดูรอบ ๆ ของแผ่นหิน เมื่อเนื้อวิ่งพ้นแผ่นหิน ก็ต้องเหยียบลงที่แผ่นดิน รอยเท้าก็จะปรากฏให้นายพรานได้เห็น) อุปมาฉันใด…อุปไมยก็ฉันนั้น ฯ


__ สรุปว่า “จิตที่ไม่เกิด คืออนาคามิผล- หรือ อรหัตตผล” (คือถึงคิวของตนเองที่จะเกิดต่อจากเนวสัญญา…แต่ไม่เกิด) เมื่อไม่เกิด ก็เลยพูดว่า “จิตดับ” (นิโรธ) เมื่อพูดว่า จิตดับ ก็คงมีหลายท่านที่คิดว่า เนวสัญญานา…กุศลหรือกริยานั่นแหละดับ เพราะเป็นดวงสุดท้ายก่อนที่จิตจะขาดช่วงไป, จริง ๆ จิตทุกดวง ก็เกิด-ดับ ๆ อยู่แล้ว…แต่การเกิด-ดับ โดยปกติของจิตทั้งปวง ก็เกิด-ดับติดต่อกันไป ไม่มีช่วงระยะเวลาที่จิตดวงก่อนดับไปแล้ว จิตดวงต่อมาที่จะเกิดต่อ ต้องรอเวลานาน ๆ เหมือนนิโรธสมาบัติ…ฯ

(ไม่ควรจะกล่าวว่า “จิตทั้งหมด ดับ” จริง ๆ จิตเกิดได้ทีละดวงอยู่แล้ว)


(เรื่อง “นิโรธสมาบัติ” เป็นเรื่องของ พระอนาคามี,และพระอรหันต์ ผู้มีอธิการอันได้กระทำไว้แล้ว…ปุถุชน ก็เพียงรับรู้และเชื่อตาม…เท่านั้น, แต่เพียงแค่เชื่อ อย่างมีเหตุผล และทำจิตให้เลื่อมใส…ก็ได้บุญกุศลมหาศาลแล้ว…)


————-

นิติเมธี – เขียน

๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๕

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.