แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทองย้อย แสดงบทความทั้งหมด



อย่าพิพากษาก่อนฟังคำให้การ (๑)

----------------------------------

เวลามีคนมาบอกเล่า หรือแม้ได้รับข้อมูลจากสื่อ ว่าผู้นั้นทำอย่างนั้นอย่างนี้ คนส่วนมากมักจะเกิดความรู้สึกชอบหรือชังผู้ที่ถูกกล่าวถึงนั้นในทันทีทันใดโดยไม่ทันได้เฉลียวใจคิดว่าเรื่องจริง ๆ เป็นอย่างไร และเรารู้เรื่องจริงแล้วหรือ

จึงขอเตือนสติท่านทั้งปวงที่มักตั้งความรู้สึกเช่นนั้นว่า อย่าพิพากษาใครก่อนที่จะได้ฟังคำให้การของเขา 

ถ้าเป็นคนที่เรารู้จักและยังพบปะเจอะเจอกันเสมอ และเราปรารถนาดีต่อเขาอย่างจริงใจ ก็จงใช้ความกล้าหาญถามเขาดูตรง ๆ ว่าเรื่องที่มีคนพูดกันนั้น จริง ๆ แล้วมันเป็นยังไงกันแน่ เราก็จะได้ฟัง “คำให้การของจำเลย” โดยตรงจากปากของผู้ที่เป็นต้นเรื่องต้นเหตุ 

แต่ถ้าหากเป็นคนที่เราไม่รู้จัก หรือไม่อยู่ในฐานะที่จะเข้าไปสอบถามโดยตรงได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม วิธีที่ดีที่สุดคือ จงวางเรื่องนั้นเสีย

แต่ถ้าเป็นเรื่องที่วางไม่ได้ หรือเป็นด้วยอยากรู้อยากเห็น อยากจะคิดจะทำอะไรต่อไปอีก ตามวิสัยคนใจไม่อยู่สุข วิธีที่ถูกต้องก็คือ สืบสวน สืบเสาะ ค้นหา ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งปวงให้ถึงที่สุดเสียก่อน

ต่อจากนั้นก็ใช้วิจารณญาณไตร่ตรองชั่งน้ำหนักเอาเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ

แล้วต่อจากนั้นจึงค่อยชอบหรือชังตามเหตุอันควรแก่ผล

สิ่งที่ควรเว้นอย่างที่สุดก็คือ ถ้ายังไม่ได้ตรวจสอบจนได้ความจริงชัดเจน ก็อย่าเที่ยวเอาเรื่องนั้นไปวิพากษ์วิจารณ์กับใคร ๆ ต่อไปอีก เพราะจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย นอกจากสนองความมันในอารมณ์ ซึ่งอันที่จริงแล้วก็คือท่านกำลังประพฤติสิ่งที่เขาเรียกกันมาแต่ไหนแต่ไรว่า “ปากบอน” นั่นเอง

ท่านย่อมว่า “สิ่งที่ท่านเห็น อาจไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิด”

เชิญสดับเรื่องราวต่อไปนี้เป็นอุทาหรณ์

.........................................................

หมายเหตุ: เรื่องนี้นำมาจากคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๕ เรื่องโกณฑธานเถรวัตถุ สำนวนแปลตามธัมมปทัฏฐกถาแปล ในที่นี้ได้ขัดเกลารูปประโยคให้เป็นภาษาธรรมดา แต่ก็คงสำนวนบาลีไว้ด้วย พึงอ่านโดยโยนิโสมนสิการเถิด

.........................................................

กุณฑธานะ

.........................................................

พระเถระผู้เป็นมหาสาวกองค์หนึ่ง เป็นบุตรพราหมณ์ในพระนครสาวัตถี  เรียนจบไตรเพทตามลัทธิพราหมณ์ ต่อมาเมื่อสูงอายุแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใส จึงบวชในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่นั้นมาก็มีรูปหญิงคนหนึ่งติดตามตัวตลอดเวลา จนกระทั่งได้บรรลุพระอรหัต รูปนั้นจึงหายไป ท่านได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่า เป็นเอตทัคคะในการถือเอาสลากเป็นปฐม

.........................................................

รูปสตรีติดตามพระเถระไปทุกแห่ง

.........................................................

จำเดิมแต่วันที่พระเถระนั้นบวชแล้ว รูปสตรีรูปหนึ่งติดตามไปกับพระเถระโดยที่พระเถระไม่เห็นรูปสตรีนั้น แต่คนทั้งหลายเห็น เมื่อท่านเที่ยวบิณฑบาตอยู่ภายในบ้าน คนถวายภิกษาทัพพีหนึ่งแล้วพูดว่า

“ท่านเจ้าข้า ส่วนนี้เป็นของสำหรับท่าน แต่ส่วนนี้สำหรับสตรีผู้สหายของท่าน”

ดังนี้แล้วก็ถวายภิกษาอีกทัพพีหนึ่ง

.........................................................

บุพกรรมของพระเถระ

.........................................................

ถามว่า บุพกรรมของท่านเป็นอย่างไร?

ตอบว่า ได้ยินว่าในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ภิกษุ ๒ รูปเป็นสหายกัน เป็นผู้กลมเกลียวกันอย่างยิ่งดุจคลอดจากครรภ์มารดาเดียวกัน

ปรกติในยุคแห่งพระพุทธเจ้าที่มีพระชนมายุยืนนาน ภิกษุทั้งหลายย่อมประชุมกันทำอุโบสถสังฆกรรมปีละครั้ง หรือบางทีก็ ๖ เดือนครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้น เมื่อถึงวันกำหนดทำอุโบสถ ภิกษุทั้งสองรูปนั้นก็ออกไปจากที่อยู่ด้วยหมายใจว่าจะไปโรงอุโบสถ

.........................................................

เทวดาแกล้งทำพระเถระให้แตกกัน

.........................................................

เทวดาผู้เกิดในชั้นดาวดึงส์ตนหนึ่ง เป็นเทวดาเกเร เห็นท่านทั้งสองแล้วคิดว่า “ภิกษุสองรูปนี้ช่างกลมเกลียวกันเหลือเกิน เราอาจทำลายภิกษุเหล่านี้ได้หรือหนอ?” คิดพลางก็ติดตามดูในขณะที่ภิกษุทั้งสองกำลังเดินไปโรงอุโบสถ

ระหว่างทางนั้น ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “ผู้มีอายุ ขอท่านจงรออยู่สักครู่หนึ่ง ผมขอแวะถ่ายอุจจาระก่อน”

เทวดาเกเรเห็นได้โอกาส จึงนิรมิตเพศเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง เมื่อภิกษุรูปนั้นเสร็จธุระแล้วออกมาจากพุ่มไม้ หญิงเนรมิตก็ปรากฏตัวออกมาจากพุ่มไม้ เอามือข้างหนึ่งเกล้ามวยผม ข้างหนึ่งจัดผ้านุ่ง เดินตามออกมาข้างหลัง

ภิกษุรูปนั้นไม่เห็นหญิงนั้น

แต่ภิกษุรูปที่ยืนคอยอยู่เหลียวมาดู ก็เห็นผู้หญิงทำกิริยาอย่างนั้นเดินตามออกมา

.........................................................

รังเกียจกันด้วยสีลเภท

.........................................................

ฝ่ายเทวดารู้ว่าภิกษุรูปที่ยืนรอได้มองเห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว ก็หายตัวไป

เมื่อภิกษุรูปที่เข้าไปหลังพุ่มไม้เดินมาถึง ภิกษุรูปที่คอยอยู่ได้พูดขึ้นว่า “ผู้มีอายุ ศีลของท่านทำลายเสียแล้ว”

ภิกษุรูปนั้นกล่าวว่า “ผู้มีอายุ การกระทำแบบนั้นของผมไม่มี”

ภิกษุรูปที่ยืนรอก็กล่าวว่า “หญิงรุ่นสาวเดินตามออกมาข้างหลังท่านเมื่อกี้นี้เอง ท่านทำอย่างนี้ให้ผมเห็น แล้วยังพูดปฏิเสธได้ว่า การกระทำแบบนั้นของผมไม่มี”

ภิกษุนั้นปานประหนึ่งถูกสายฟ้าฟาดลงที่กระหม่อม กล่าววิงวอนว่า

“ผู้มีอายุ ขอท่านจงอย่าให้ผมฉิบหายเลย การกระทำแบบนั้นของผมไม่มีจริง ๆ”

ภิกษุที่เห็นเหตุการณ์ก็พูดว่า

“ผมเห็นด้วยนัยน์ตาทั้งสองเอง จักเชื่อท่านได้อย่างไร”

ดังนี้ แล้วก็แตกกันดุจท่อนไม้ ต่างคนต่างแยกกันไป

เมื่อถึงโรงอุโบสถแล้ว ภิกษุรูปที่เห็นเหตุการณ์ก็นั่งด้วยตั้งใจว่าจักไม่ทำอุโบสถร่วมกับภิกษุนี้

ภิกษุผู้ถูกกล่าวหาแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

“ท่านขอรับ จุดดำแม้เท่าเมล็ดงาย่อมไม่มีในศีลของผม”

ภิกษุรูปที่เห็นเหตุการณ์ก็กล่าวยันว่า

“กรรมชั่วนั้นผมเห็นมากับตาตัวเอง”

.........................................................

เทวดาขยายความจริง

.........................................................

ฝ่ายเทวดาเกเรเห็นภิกษุรูปที่เห็นเหตุการณ์ไม่ปรารถนาจะทำอุโบสถร่วมกับภิกษุรูปที่ตนแกล้ง ก็หวนคิดได้ว่า “เราทำกรรมหนักเสียแล้ว” จึงมาปรากฏตัวชี้แจงว่า

“ความทำลายแห่งศีลของพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าย่อมไม่มี แต่ข้าพเจ้าเป็นผู้ทำกรรมชั่วนั้นเองเพียงเพื่อจะลองใจดูเท่านั้น ขอท่านจงทำอุโบสถร่วมกับพระผู้เป็นเจ้านั้นเถิด”

ภิกษุรูปที่เห็นเหตุการณ์ เมื่อเห็นเทวดามาลอยอยู่ในอากาศชี้แจงอยู่เช่นนั้นก็เข้าใจความเป็นจริง จึงได้ยอมทำอุโบสถร่วมกัน แต่ก็หาได้เป็นผู้มีจิตชิดเชื้อในภิกษุผู้เป็นสหายเหมือนในกาลก่อนไม่

ในเวลาสิ้นอายุ ภิกษุเหล่านั้นได้ไปบังเกิดในเทวโลกแสนสบาย

.........................................................

เทวดามาเกิดเป็นพระกุณฑธานะ

.........................................................

ฝ่ายเทวดาเกเรไปเกิดในอเวจี หมกไหม้อยู่ในอเวจีนั้นสิ้นพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้มาเกิดในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้วได้บรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา

ตั้งแต่วันที่ท่านบวชแล้ว รูปสตรีนั้นก็ได้ปรากฏตามหลังท่านดังกล่าว เพราะเหตุนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงได้ขนานนามท่านว่า กุณฑธานะ (ชื่อเดิมของท่านว่า ธานะ ส่วนคำว่า กุณฑ หรือ โกณฑ มีความหมายในทำนอง คนเจ้าชู้)

(ยังมีต่อ)

-------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๕ พฤษภาคม ๒๕๖๗

๑๙:๐๓ 

[full-post]



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,284)


นิพพาน มรณะ ตาย

ไม่ใช่ว่าใช้กับใครก็ได้ทุกคนทุกคำ

(๑) “นิพพาน”

ภาษาไทยอ่านว่า นิบ-พาน เขียนแบบบาลีเป็น “นิพฺพาน” (มีจุดใต้ พฺ ตัวหน้า) อ่านว่า นิบ-พา-นะ รากศัพท์มาจาก -

(1) นิ (คำอุปสรรค = ไม่มี, ออก) + วาน (ตัณหา, เครื่องร้อยรัด), แปลง ว เป็น พ, ซ้อน พฺ ระหว่างอุปสรรคและบทหลัง 

: นิ + วาน = นิวาน > นิพาน : นิ + พฺ + พาน = นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวธรรมที่ออกพ้นจากตัณหาที่เรียกว่า วานะ”

(2) นิ (คำอุปสรรค = ไม่มี, ออก) + วา (ธาตุ = ดับ, สงบ) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), ซ้อน วฺ ระหว่างอุปสรรคและธาตุ (นิ + ว + วา), แปลง วฺว (คือ ว ที่ซ้อนเข้ามาและ ว ที่เป็นธาตุ) เป็น พฺพ 

: นิ + ว + วา = นิววา + ยุ > อน = นิววาน > นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวธรรมเป็นเหตุดับไปแห่งไฟราคะเป็นต้น”

(3) น (คำนิบาต = ไม่, ไม่มี) + วาน (ตัณหา, เครื่องร้อยรัด), แปลง อะ ที่ น เป็น อิ (น > นิ), แปลง ว ที่ วาน เป็น พ, ซ้อน พฺ ระหว่างนิบาตและบทหลัง

: น + วาน = นวาน > นิวาน > นิพาน : นิ + พฺ + พาน = นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวะธรรมเป็นที่ไม่มีตัณหา หรือสภาวธรรมที่เมื่อบุคคลได้บรรลุแล้วย่อมไม่มีตัณหา”

“นิพฺพาน” (นปุงสกลิงค์) มีความหมายดังนี้ - 

(1) การดับของตะเกียงหรือไฟ (the going out of a lamp or fire) 

(2) อนามัย, ความรู้สึกว่าร่างกายมีความผาสุกสวัสดี (health, the sense of bodily well-being) 

(3) การดับไฟทางใจ 3 กอง คือ ราค, โทส และ โมห (The dying out in the heart of the threefold fire of rāga, dosa & moha: ความกำหนัด, ความโกรธ และความหลง lust, ill-will & stupidity) 

(4) ความรู้สึกมีสุขภาพในด้านดี, ความมั่นคง, ความถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ, ชัยชนะและความสงบ, ความพ้นจากอบายมุข, ความสุขสำราญ (the sense of spiritual well-being, of security, emancipation, victory and peace, salvation, bliss)

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า - 

“นิพพาน : การดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นโลกุตตรธรรม และเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา.”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“นิพพาน : (คำนาม) ความดับสนิทแห่งกิเลสและกองทุกข์. (คำกริยา) ดับกิเลสและกองทุกข์, ตาย (ใช้แก่พระอรหันต์). (ป.; ส. นิรฺวาณ), โบราณใช้ว่า นิรพาณ ก็มี. (จารึกสยาม).”

(๒) “มรณะ” 

เขียนแบบบาลีเป็น “มรณ” อ่านว่า มะ-ระ-นะ รากศัพท์มาจาก มรฺ (ธาตุ = ตาย) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), แปลง น เป็น ณ

: มรฺ + ยุ > อน = มรน > มรณ แปลตามศัพท์ว่า “ความตาย” 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “มรณ” ว่า death, as ending this [visible] existence, physical death; dying (ความตาย, ในฐานสิ้นชีวิต [ที่เห็นได้] นี้, ความตายทางกาย; การถึงแก่กรรม)

“มรณ” ในภาษาไทยใช้เป็น “มรณ-” (มีคำอื่นมาสมาสข้างท้าย) “มรณ์” และ “มรณะ” 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“มรณ-, มรณ์, มรณะ : (คำนาม) ความตาย, การตาย. (ป., ส.). (คำกริยา) ตาย.”

(๓) “ตาย” 

เป็นคำไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“ตาย ๑ : (คำกริยา) สิ้นใจ, สิ้นชีวิต, ไม่เป็นอยู่ต่อไป, สิ้นสภาพของการมีชีวิต, เช่น สภาวะสมองตาย; เคลื่อนไหวไม่ได้ เช่น มือตาย ตีนตาย; ไม่เดินเพราะเครื่องเสียหรือหยุดเป็นต้น เช่น รถยนต์ตาย นาฬิกาตาย; ยืนแต้มอยู่อย่างเดียว เช่น ลูกเต๋าตายหก คือออกแต้มหกเสมอ; ลักษณะที่ประตูในการเล่นการพนันบางประเภท เช่น โป ถั่ว ไม่ออกเลย หรือนาน ๆ จึงจะออกสักครั้งหนึ่ง; ผิดตามที่กติกากำหนดไว้ในการเล่นกีฬาหรือการละเล่นบางชนิด.

อภิปรายขยายความ :

มีผู้แสดงความเห็นว่า คำว่า “นิพพาน” “มรณะ” “ตาย” มีความหมายเหมือนกันทุกคำ 

แม้แต่คำว่า “นิพพาน” ที่เราเข้าใจกันว่าเป็นศัพท์สูง ก็แปลตามศัพท์ว่า ดับ หรือเย็น ไฟดับ ก็เรียกว่า ไฟนิพพาน ขาวต้มร้อน ๆ ตักใส่ชามไว้ ตอนนี้เย็นแล้วพร้อมจะกินได้ ก็เรียกว่า ข้าวต้มนิพพาน คนตาย ก็เรียกว่า คนนิพพาน 

เพราะฉะนั้น “นิพพาน” “มรณะ” “ตาย” จะใช้คำไหนก็ใช้ได้กับทุกคนและใช้ได้ทุกคำ

พระมหาทองย้อยมรณภาพ จะพูดหรือเขียนว่า “พระมหาทองย้อยตาย” ก็ใช้ได้ ไม่ได้ผิดที่ตรงไหน

พลเรือตรี ทองย้อยตาย จะพูดหรือเขียนว่า “พลเรือตรี ทองย้อยนิพพาน” ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน ไม่ได้ผิดที่ตรงไหนเลย

ถ้าเรายอมรับเหตุผลเช่นนี้ว่าถูกต้อง แล้วใช้ภาษากันตามสะดวก ภาษาไทยอันงดงามของเราก็จะกลายเป็นภาษาที่อัปลักษณ์ที่สุดในโลก

“นิพพาน” ใช้กับใคร

“มรณะ” ใช้กับใคร

“ตาย” ใช้กับใคร

ภาษาไทยเรามีหลัก

จงมีน้ำใจรักที่จะเรียนรู้

..............

ดูก่อนภราดา!

ชนชาติใด -

: เรียนรู้หลักภาษาของตนเองช่ำชอง

: ใช้ภาษาถูกต้องแม่นยำ

: นั่นคือความจำเริญทางวัฒนธรรมของชนชาตินั้น


[full-post]



 ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,274)


อนธการ

ไม่ใช่ อนธกาล

อ่านว่า อน-ทะ-กาน

“อนธการ” เขียนแบบบาลีเป็น “อนฺธการ” (มีจุดใต้ นฺ) อ่านว่า อัน-ทะ-กา-ระ ประกอบด้วย อนฺธ + การ 

โปรดสังเกตว่า บาลีอ่านว่า อัน-ทะ- ไม่ใช่ อน-ทะ-

(๑) “อนฺธ” 

อ่านว่า อัน-ทะ รากศัพท์มาจาก -

(1) อนฺธ (ธาตุ = มืดมิด, เสียการเห็น) + อ (อะ) ปัจจัย

: อนฺธ + อ = อนฺธ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มืดมิด”

(2) อมฺ (ธาตุ = เจ็บไข้, ป่วย) + ธ ปัจจัย แปลง มฺ ที่สุดธาตุเป็น น (อมฺ > อนฺ)

: อมฺ + ธ = อมธ > อนฺธ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ป่วยทางจักษุ” (คือตาพิการ)

“อนฺธ” ปกติใช้เป็นคุณศัพท์ มีความหมายว่า -

(1) บอด, ถูกทำให้แลไม่เห็น, ถูกปิดตา (blind, blinded, blindfolded)

(2) มืดมนทางใจ, มีใจไม่สดใส, โง่, แลไม่เห็น (mentally blinded, dull of mind, foolish, not seeing)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“อันธ- : (คำวิเศษณ์) มืด, มืดมน, เช่น อันธกาล; โง่, ทึบ, เช่น อันธปัญญา; มองไม่เห็น, บอด, เช่น อันธจักษุ. (ป., ส.).”

(๒) “การ”

บาลีอ่านว่า กา-ระ รากศัพท์มาจาก กรฺ (ธาตุ = ทำ) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, “ทีฆะต้นธาตุด้วยอำนาจปัจจัยเรื่องด้วย ณ” คือ อะ ที่ ก-(รฺ) เป็น อา (กร > การ) 

: กรฺ + ณ = กรณ > กร > การ แปลตามศัพท์ว่า “การทำ” มีความหมายว่า -

(1) การกระทำ, กิริยาอาการ, วิธีทำ (doing, manner, way)

(2) กรรม, การบริการ, การกระทำที่แสดงความเมตตา หรือความเคารพ หรือความนับถือ (deed, service, act of mercy or worship, homage)

(3) ผู้ทำ, หรือผู้จัดการหรือผู้ค้า (one who does, handles or deals)

ในภาษาไทย เรานำคำว่า “การ” มาใช้และกลายเป็นคำไทยจนแทบจะไม่ได้นึกว่าเป็นบาลี เช่นคำว่า “จัดการ” “เผด็จการ” เป็นต้น

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “การ” ในภาษาไทยไว้ว่า -

(1) การ ๑ : (คำนาม) งาน, สิ่งหรือเรื่องที่ทำ, มักใช้เข้าคู่กับคำ งาน เช่น การงาน เป็นการเป็นงาน ได้การได้งาน, ถ้าอยู่หน้านาม หมายความว่า เรื่อง, ธุระ, หน้าที่, เช่น การบ้าน การครัว การคลัง การเมือง, ถ้าอยู่หน้ากริยา ทำกริยาให้เป็นนาม เช่น การกิน การเดิน.

(2) -การ ๒ : (คำนาม) ผู้ทำ, มักใช้เป็นส่วนท้ายสมาสคำบาลีและสันสกฤต เช่น กรรมการ ตุลาการ, ถ้าอยู่หลังคำอื่นที่ไม่ใช่คำศัพท์ มีความหมายเป็นเฉพาะก็มี เช่น กงการ เจ้าการ นักการ ผู้บังคับการ ผู้กำกับการ.

(3) -การ ๓ : คำประกอบท้ายสมาสคำบาลีและสันสกฤต มีความหมายเหมือน การ ๑ เช่น ราชการ พาณิชยการ.

อนฺธ + การ = อนฺธการ (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “กระทำความมืด” หมายถึง ความบอด, ความมืด, ความไม่แหลมคมหรือสุกใส, ความพิศวงงงงวย (blindness, darkness, dullness, bewilderment)

บาลี “อนฺธการ” อ่านว่า อัน-ทะ-กา-ระ ใช้ในภาษาไทยเป็น “อนธการ” (ไม่มีจุดใต้ น) อ่านว่า อน-ทะ-กาน ก็มี เป็น “อันธการ” อ่านว่า อัน-ทะ-กาน ก็มี

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

(1) อนธการ : (คำนาม) ความมืด, ความมัว, ความมืดมน; เวลาค่ำ; ความเขลา; อันธการ ก็ว่า. (ป.).

(2) อันธการ : (คำนาม) ความมืด, ความมัว, ความมืดมน; เวลาค่ำ; ความเขลา; อนธการ ก็ว่า. (ป.).

ขยายความ :

ในภาษาไทย ที่ใช้เป็น “อนธการ” เข้าใจว่าเพื่อให้รับสัมผัสกับคำว่า “มืดมน” เมื่อพูดควบกันเป็น “มืดมนอนธการ” อ่านว่า มืด-มน-อน-ทะ-กาน

ส่วนที่ใช้เป็น “อันธการ” เป็นการใช้ตามรูปและเสียงคำเดิมในบาลี และอาจใช้ต่อท้ายคำที่ลงท้ายด้วยเสียง-อัน เช่น “โมหันอันธการ” เป็นต้น 

แต่ “โมหัน” พจนานุกรมฯ สะกดเป็น “โมหันธ์” เพราะฉะนั้น จะเขียนเป็น “โมหันอันธการ” ไม่ได้ ครั้นจะเขียนเป็น “โมหันธ์อันธการ” ก็กลายเป็นมี “อันธ” ซ้อนกัน 2 คำ ไม่เหมาะ เพราะฉะนั้น “อันธการ” ก็ต้องใช้ต่อท้ายคำอื่นที่รับสัมผัสกันได้ตามลีลา “คำคล้องจอง” ในภาษาไทย

โปรดสังเกตว่า “อนธการ” และ “อันธการ” -การ ร เรือ ไม่ใช่ -กาล ล ลิง อย่าสะกดผิด

เช่น “มืดมนอนธการ” อย่าสะกดเป็น “มืดมนอนธกาล” 

และกรุณาอย่าบิดเบือนความหมาย เช่นอธิบายไปว่า “มืดมนอนธกาล” (-กาล ล ลิง) น่าจะใช้ได้และเหมาะสมกว่า คือหมายถึง “เวลาที่มืดมน” ดีกว่า “-อนธการ” (-การ ร เรือ) ที่แปลว่า “กระทำความมืด” ซึ่งไม่ชัดเจนว่าคืออะไร

เพราะ “อนธการ” คำนี้มาจากบาลี และความหมายเช่นนี้ในบาลีไม่มีศัพท์ว่า “อนฺธกาล” (-กาล ล ลิง) มีแต่ “อนฺธการ” (-การ ร เรือ) 

การบอกว่า “อนธกาล” (-กาล ล ลิง) ก็ใช้ได้ ย่อมมีโทษอย่างน้อย 3 ประการ คือ -

1 ทำให้เกิดความสับสนว่าคำนี้สะกดอย่างไรกันแน่ -การ หรือ -กาล 

2 ถ้าบอกว่าใช้ได้ทั้งสองคำ ก็เป็นการให้ความรู้ที่ผิด ผิดทั้งหลักฐานและหลักวิชา เป็นการประทุษร้ายทางปัญญาต่อสังคม

3 เป็นการทำให้คำผิดกลายเป็นคำถูกเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งเวลานี้มีผู้ทำเช่นนั้นมากพอแล้ว และผู้ที่เจริญแล้วไม่พึงทำ

..............

ดูก่อนภราดา!

: คนพาลทำบาปได้ทั้งในที่มืดและที่สว่าง

: บัณฑิตก็ทำบุญได้ทั้งในที่สว่างและที่มืด

[full-post]



 ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,275)


ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์

“ภิกฺขเว” เป็นคำบาลี อ่านว่า พิก-ขะ-เว

“ดูกรสงฆ์” เป็นคำแปลเป็นไทย นิยมอ่านว่า ดู-กะ-ระ-สง

ในร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกจะมีคำว่า “ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์...” แทรกอยู่ตรงขึ้นต้นแหล่แทบทุกครั้ง นั่นย่อมหมายความว่า มหาเวสสันดรชาดกเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าให้ภิกษุสงฆ์ฟัง จึงมีคำว่า “ภิกฺขเว” อันเป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกภิกษุแทรกอยู่เป็นระยะตลอดทั้งเรื่อง

“ภิกฺขเว” เป็นรูปคำที่แจกวิภัตติแล้ว คำเดิมเป็น “ภิกฺขุ” (พิก-ขุ) มีรากศัพท์มาได้หลายทาง ดังนี้ -

(1) “ผู้ขอ” : ภิกฺขตีติ ภิกฺขุ = ภิกฺขฺ (ธาตุ = ขอ) + รู ปัจจัย, ลบ ร, รัสสะ อู เป็น อุ

(2) “ผู้นุ่งห่มผ้าที่ถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย” : ภินฺนปฏธโรติ ภิกฺขุ = ภินฺนปฏ = ผ้าที่ถูกตัดเป็นชิ้นๆ, ธโร = ผู้ทรงไว้ = ภิทฺ (ธาตุ = ทำลาย) + รู ปัจจัย, รัสสะ อู เป็น อุ

(3) “ผู้เห็นภัยในการเวียนตายเวียนเกิด” : สํสาเร ภยํ อิกฺขตีติ ภิกฺขุ = ภย (ภัย) + อิกฺขฺ (ธาตุ = เห็น) + รู ปัจจัย, ลบ ย, ลบ ร, รัสสะ อู เป็น อุ

(4) “ผู้ทำลายบาปอกุศล” : ภินฺทติ ปาปเก อกุสเล ธมฺเมติ ภิกฺขุ = ภิทฺ (ธาตุ = ทำลาย) + รู ปัจจัย, ลบ ร, รัสสะ อู เป็น อุ

(5) “ผู้ได้บริโภคอมตรสคือพระนิพพาน” : ภกฺขติ อมตรสํ ภุญฺชตีติ ภิกฺขุ = ภกฺขฺ (ธาตุ = บริโภค) + รู ปัจจัย, ลบ ร, รัสสะ อู เป็น อุ

, แปลง อะ ที่ ภ-(กฺขฺ) เป็น อิ (ภกฺขฺ > ภิกฺข)

“ภิกฺขุ” (ปุงลิงค์) แจกด้วยวิภัตตินามหมวดอาลปนะ พหูพจน์ เปลี่ยนรูปเป็น “ภิกฺขเว” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” 

ขยายความ :

คำว่า “ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์...” ที่ยกมาเป็นบาลีวันละคำนี้ไม่ใช่คำเต็ม คำแปลเต็ม ๆ ในร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกมีหลากหลายสำนวน ผู้เขียนบาลีวันละคำตรวจสอบดูในร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกทั้ง 13 กัณฑ์ พบคำว่า “ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์...” 39 แห่ง ดังต่อไปนี้ -

..............

กัณฑ์ที่ ทศพร สำนวนกรมพระปรมานุชิตชิโนรส 2 แห่ง

ภิกฺขเว  ดูกรสงฆ์ทั้งหลาย

ภิกฺขเว  ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสิกขา

กัณฑ์ที่ 2 หิมพานต์ สำนวนกรมพระปรมานุชิตชิโนรส 3 แห่ง

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสังวร

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสังวรสิกขา

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลวิสุทธิญาณ

กัณฑ์ที่ 3 ทานกัณฑ์ สำนวนสำนักวัดถนน 3 แห่ง

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลโอภาส

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลวิสุทธิสิกขา

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลวิเศษ

กัณฑ์ที่ 4 วนประเวศน์ สำนวนกรมพระปรมานุชิตชิโนรส 4 แห่ง

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสังวร

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสมาธิพรหมจรรยา

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสังวรอินทรีย์

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสมาธิปัญญา

กัณฑ์ที่ 5 ชูชก สำนวนพระเทพมุนี (ด้วง) วัดสังกระจาย 4 แห่ง

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ศรีวิสุทธิวงศ์อัครชิโนรสวิเศษ ผู้ทรงศีลสมณเพศพวกบรรพชา

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ศรีรัตนวงศ์วิสุทธิชาติ ผู้มีญาณวุฒิยุตต์ยิ่งเปรมปราชญ์ ประหานหักกิเลส

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์สยัมภูญาณพงศ์พุทธเวไนย ผู้มีอุกฤษฐญาณูปนิสัยสุดสิ้นเสร็จกิเลสสงคราม

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์สมาทานธุดงค์อรัญญิกาวาส ผู้สิ้นเสียสันโดษ ตัดปลิโพธข้องข่มขาดควรจะคำนึง

กัณฑ์ที่ 6 จุลพน สำนวนกรมพระปรมานุชิตชิโนรส 1 แห่ง

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้กลัวภัยในวัฏสงสาร

กัณฑ์ที่ 7 มหาพน สำนวนพระเทพโมลี (กลิ่น) 1 แห่ง

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสังวรวินัย ผู้เห็นภัยในสังสารวัฏโดยพิเศษ

กัณฑ์ที่ 8 กุมาร สำนวนเจ้าพระยาพระคลัง (หน) 2 แห่ง

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสมาธิปัญญา

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสมาธิปัญญา

กัณฑ์ที่ 9 มัทรี สำนวนเจ้าพระยาพระคลัง (หน) 3 แห่ง

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสังวรญาณ

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงพรหมจารี

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลวิสุทธิสิกขา

กัณฑ์ที่ 10 สักกบรรพ สำนวนกรมพระปรมานุชิตชิโนรส 5 แห่ง

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลวิสุทธิสังวร

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสมาธิอินทรีย์

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลาทิคุณพิเศษ

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสังวรสิกขา

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสมาธิญาณ

กัณฑ์ที่ 11 มหาราช สำนวนกรมพระปรมานุชิตชิโนรส 2 แห่ง

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลวิสุทธิสิกขา

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสังวรวิสุทธิ์

กัณฑ์ที่ 12 ฉกษัตริย์ สำนวนกรมพระปรมานุชิตชิโนรส 4 แห่ง

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสังวรอินทรีย์

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสมาธิญาณ

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสมาธิญาณ

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร

กัณฑ์ที่ 13 นครกัณฑ์ สำนวนกรมพระปรมานุชิตชิโนรส 5 แห่ง

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสังวรวิเศษ

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสมาธิอินทรีย์

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลวิสุทธิสังวร

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงจตุปาริสุทธศีลวิเศษ

ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสังวรอินทรีย์

..............

ข้อสังเกต :

บรรดาคำแปล “ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์” ทั้ง 13 กัณฑ์ 39 แห่ง เฉพาะกัณฑ์ชูชกมี 4 แห่ง คำแปลทั้ง 4 แห่งประกอบศัพท์ยืดยาวมากกว่าทุกแห่งทุกกัณฑ์ จนดูเป็นบุคลิกพิเศษของกัณฑ์นี้

..............

ดูก่อนภราดา!

: พระพุทธเจ้าปรินิพพานมานานไกล

: ถ้าไม่เรียนพระธรรมวินัย จะมีใครมาเรียกสติเตือนเรา

[full-post]

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,276)


อาคตสถาน

ถึงจะไม่เรียกไม่ขาน ก็ควรรู้ความหมาย

อ่านว่า อา-คะ-ตะ-สะ-ถาน

ประกอบด้วยคำว่า อาคต + สถาน

(๑) “อาคต” 

อ่านว่า อา-คะ-ตะ รากศัพท์มาจาก อา (คำอุปสรรค = ทั่ว, ยิ่ง, กลับความ) + คมฺ (ธาตุ = ไป) + ต ปัจจัย, ลบที่สุดธาตุ (คมฺ > ค)

: อา + คมฺ = อาคมฺ + ต = อาคมต > อาคต แปลตามศัพท์ว่า “มาแล้ว”

หลักภาษา : อา คำอุปสรรคปกติใช้นำหน้าธาตุ มีความหมายหลายอย่างคือ ทั่ว, ยิ่ง, กลับความ ในที่นี้ใช้ในความหมายว่า “กลับความ” คือนำหน้าธาตุตัวใด ทำให้ความหมายของธาตุตัวนั้นกลับความเป็นตรงกันข้าม เช่น -

“ทา” ธาตุ มีความหมายว่า “ให้”

เมื่อมี อา นำหน้า เป็น “อาทา” ความหมายกลับตรงกันข้าม จาก “ให้” กลายเป็น “เอา” (รับเอา, คว้าเอา, ยึดเอา)

“หรฺ” ธาตุ มีความหมายว่า “นำไป”

เมื่อมี อา นำหน้า เป็น “อาหร” ความหมายกลับตรงกันข้าม จาก “นำไป” กลายเป็น “นำมา” 

ในที่นี้ “คมฺ” ธาตุ มีความหมายว่า “ไป”

เมื่อมี อา นำหน้า เป็น “อาคม” ความหมายกลับตรงกันข้าม จาก “ไป” กลายเป็น “มา” 

(๒) “สถาน” 

บาลีเป็น “ฐาน” (ถา-นะ) รากศัพท์มาจาก ฐา (ธาตุ = ตั้งอยู่) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ)

: ฐา + ยุ > อน = ฐาน แปลตามศัพท์ว่า “ที่เป็นที่ตั้งแห่งผล” 

“ฐาน” ใช้ในความหมายหลายอย่างตามแต่บริบท เช่น สถานที่, เขตแคว้น, ตำบล, แหล่ง, ที่อาศัย, ฐานะ, การตั้งอยู่, การดำรงอยู่, การหยุดอยู่, การยืน, ที่ตั้ง, ตำแหน่ง, เหตุ, โอกาส (ภาษาอังกฤษอาจใช้ได้หลายคำ เช่น place, region, locality, abode, part, state, condition, standing position, location, ground)

บาลี “ฐาน” สันสกฤตเป็น “สฺถาน”

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า -

(สะกดตามต้นฉบับ)

“สฺถาน : (คำนาม) สถล, ที่, ตำแหน่ง; การอยู่; สมพาท, ความแม้น; อวกาศหรือมัธยสถาน; ที่แจ้งในเมือง, ทุ่ง, ฯลฯ; เรือน, บ้านหรือที่อาศรัย; บริเฉท; บุรี, นคร; สำนักงาร; บท, สถิติ; การหยุด; place, site, situation; staying; resemblance, likeness; leisure or interval; an open place in a town, a plain, &c.; a house, a dwelling; a chapter; a town, a city; an office; degree, station; halt.”

ภาษาไทยใช้ตามรูปสันสกฤตเป็น “สถาน” 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“สถาน ๑ : (คำนาม) ที่ตั้ง เช่น สถานเสาวภา สถานพยาบาล สถานพักฟื้น สถานบริบาลทารก, ถ้าใช้ประกอบคำอื่นหมายถึง ที่, แหล่ง, เช่น โบราณสถาน ศาสนสถาน ฌาปนสถาน ปูชนียสถาน สังเวชนียสถาน; ประการ เช่น มีความผิดหลายสถาน. (ส.; ป. ฐาน).”

อาคต + สถาน = อาคตสถาน (อา-คะ-ตะ-สะ-ถาน)

อภิปรายขยายความ :

“อาคตสถาน” ถ้าเป็นรูปบาลี ก็คือ อาคต + ฏฺ + ฐาน = อาคตฏฺฐาน (อา-คะ-ตัด-ถา-นะ) แปลว่า “ที่ตั้งอันมาแล้ว” หมายถึง ข้อความหรือเรื่องราวมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ใด เมื่อยกข้อความหรือเรื่องราวในคัมภีร์นั้นมาแสดง ก็บอกไว้ด้วยว่ายกมาจากคัมภีร์อะไร เล่มไหน หน้าไหน พูดเป็นภาษานิยมว่า “เรื่องนี้มาในคัมภีร์นั้น” 

คัมภีร์ที่เรายกเรื่องนั้นมานั่นแหละท่านเรียกเป็นคำศัพท์วิชาการว่า “อาคตฏฺฐาน” ภาษาไทยใช้อิงสันสกฤตเป็น “อาคตสถาน” 

ความหมายที่อธิบายมานี้ ถ้าใช้คำอังกฤษว่า reference คนรุ่นใหม่จะเข้าใจทันที

สรุปสั้น ๆ “อาคตฏฺฐาน” หรือ “อาคตสถาน” ก็คือ-ที่คำอังกฤษเรียกว่า reference นั่นเอง

คำว่า “อาคตสถาน” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 

..............

ดูก่อนภราดา!

: จะใช้คำฝรั่งก็ไม่เป็นไร

ถ้าคำไทยยังไม่มี

: จะใช้คำฝรั่งทำไม

: ถ้าคำไทยของเราก็มี

[full-post]

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,277)


ทะเลสาบ

สะกดอย่างนี้ บาลีว่าอย่างไร

คัมภีร์สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัยปิฎก เป็นคัมภีร์แบบเรียน 1 ใน 5 คัมภีร์ของนักเรียนบาลีตามหลักสูตรบาลีของคณะสงฆ์ไทย ฉบับแปลเป็นไทยมีคำแปลว่า “ทะเลสาบ” อยู่ 2 แห่ง เมื่อตามไปดูต้นฉบับบาลีก็พบว่า -

แห่งหนึ่งแปลจากคำบาลีว่า “โลณิสมุทฺท” อยู่ในสมันตปาสาทิกา ภาค 3 หน้า 121 

อีกแห่งหนึ่งแปลจากคำบาลีว่า “โลณิ” อยู่ในสมันตปาสาทิกา ภาค 3 หน้า 142

พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลชุด 91 เล่มของมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 24 (สังยุตนิกาย สคาถวรรค) อรรถกถามหาสมยสูตร มีคำแปลว่า “ทะเลสาบ” หลายแห่งในหน้า 207-208 ตามไปดูต้นฉบับบาลีก็พบว่า แปลจากคำบาลีว่า “กุณาลทห” ภาษาไทยแปลว่า “ทะเลสาบอันเป็นที่อาศัยอยู่แห่งนกดุเหว่า” (“กุณาล” แปลว่า นกดุเหว่า)

เป็นอันว่า คำแปลว่า “ทะเลสาบ” ที่พบในคัมภีร์บาลีที่แปลเป็นไทย แปลจากคำบาลีว่า “โลณิสมุทฺท” “โลณิ” และ “ทห”

“โลณิสมุทฺท” อ่านว่า โล-นิ-สะ-มุด-ทะ แปลว่า “ทะเลน้ำเค็ม”

“โลณิ” อ่านว่า โล-นิ แปลว่า “แหล่งที่มีน้ำเค็ม”

“ทห” อ่านว่า ทะ-หะ แปลตามศัพท์ว่า “แหล่งที่ขังน้ำไว้” 

หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) แปล “ทห” ว่า สระ บึง หนอง 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ทห” ว่า a lake (ทะเลสาบ)

ขยายความ :

คำว่า “ทะเลสาบ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“ทะเลสาบ : (คำนาม) ห้วงน้ำใหญ่ที่มีแผ่นดินล้อมรอบ มี ๒ ชนิด คือ ทะเลสาบน้ำจืด และทะเลสาบน้ำเค็ม. (ข. สาบ ว่า จืด).”

ดูตามนิยามของพจนานุกรมฯ แล้วดูคำบาลีคือ “โลณิสมุทฺท” และ “โลณิ” ที่แปลว่า “ทะเลสาบ” ผู้แปลน่าจะเข้าใจว่า ทะเลสาบหมายถึงแหล่งน้ำที่เป็นน้ำเค็ม แต่ไม่ใช่ทะเล 

แหล่งน้ำที่เป็นน้ำจืด เรามีคำเรียกที่คุ้นกันดีคือ ห้วยหนองคลองบึง แต่มีแหล่งน้ำบางแห่งที่ไม่ใช่ทะเล แต่เป็นน้ำเค็ม จึงเรียกยักเยื้องไปว่า “ทะเลสาบ” คือ เรียก “ทะเล” เพราะเป็นน้ำเค็ม เรียกว่า “สาบ” (แปลว่า จืด) เพราะมาอยู่ในแหล่งที่ปกติเป็นที่ขังน้ำจืด 

ความเข้าใจของคนไทย-โดยเฉพาะคนที่แปล “โลณิสมุทฺท” และ “โลณิ” ว่า “ทะเลสาบ”-คงเป็นเช่นว่านี้ คือเข้าใจว่า ทะเลสาบต้องเป็นน้ำเค็ม

แต่เมื่อดูคำนิยามของพจนานุกรมฯ บอกว่า ทะเลสาบมี 2 ชนิด คือ ทะเลสาบน้ำจืด และทะเลสาบน้ำเค็ม ก็ชวนให้สงสัยว่า ผู้แปล “โลณิสมุทฺท” และ “โลณิ” ว่า “ทะเลสาบ” รู้หรือเปล่าว่า ทะเลสาบมี 2 ชนิด ถ้ารู้ ทำไมจึงไม่แปลให้ชัดลงไปตามศัพท์ว่า “ทะเลสาบน้ำเค็ม” (“โลณิ” แปลว่า เค็ม) 

ถ้า “โลณิสมุทฺท” และ “โลณิ” แปลว่า “ทะเลสาบน้ำเค็ม” แล้ว “ทะเลสาบน้ำจืด” เล่า คำบาลีจะว่าอย่างไร?

คำว่า “ทห” ที่แปลว่า “ทะเลสาบ” เหมือนกันนั้น รอดตัวไป เพราะรูปศัพท์ไม่ได้ระบุว่าเค็มหรือจืด เป็นอันว่า “ทห” เป็นทะเลสาบได้ทั้ง 2 ชนิด ทั้งยังมีคำแปลเป็นอังกฤษว่า a lake เป็นเครื่องรับรอง นั่นคือ “ทะเลสาบ” ใช้คำบาลีว่า “ทห” ได้แน่นอน

“ทะเลสาบ” คำอังกฤษว่า lake

พจนานุกรมอังกฤษ-บาลี แปล lake เป็นบาลีดังนี้: 

(1) taḷāka ตฬาก (ตะ-ลา-กะ) = บึง, หนอง

(2) sara สร (สะ-ระ) = สระน้ำ

(3) daha ทห (ทะ-หะ) = ห้วงน้ำ, สระน้ำ, ทะเลสาบ

นอกจากนี้ ยังมี lake อีกบางคำ ดังนี้ -

natural lake: 

jātassara ชาตสฺสร (ชา-ตัด-สะ-ระ) = สระธรรมชาติ, ทะเลสาบ 

artificial lake: 

(1) vāpi วาปิ (วา-ปิ) = บึง 

(2) jalāsaya ชลาสย (ชะ-ลา-สะ-ยะ) = แหล่งน้ำ 

small lake: 

pallala ปลฺลล (ปัน-ละ-ละ) = หนอง, สระ

สรุป :

นอกจาก “โลณิสมุทฺท” และ “โลณิ” ซึ่งหมายถึง “ทะเลสาบน้ำเค็ม” แล้ว คำว่า “ทะเลสาบ” ยังใช้คำบาลีได้อีกหลายคำ คือ -

(1) ตฬาก (ตะ-ลา-กะ) = บึง, หนอง

(2) สร (สะ-ระ) = สระน้ำ

(3) ทห (ทะ-หะ) = ห้วงน้ำ, สระน้ำ, ทะเลสาบ

(4) ชาตสฺสร (ชา-ตัด-สะ-ระ) = สระธรรมชาติ, ทะเลสาบ 

(5) วาปิ (วา-ปิ) = บึง 

(6) ชลาสย (ชะ-ลา-สะ-ยะ) = แหล่งน้ำ 

(7) ปลฺลล (ปัน-ละ-ละ) = หนอง, สระ

..............

แถม :

ที่ยกคำว่า “ทะเลสาบ” มาเขียนเป็นบาลีวันละคำ เนื่องจากได้อ่านข้อความที่มีผู้เขียนเผยแพร่ทางสื่อมวลชน เอ่ยถึง “ทะเลสาบ” หลายครั้ง แต่ทุกครั้งสะกดเป็น “ทะเลสาป” คือ “-สาป” ใช้ ป ปลา ซึ่งเป็นการสะกดผิด

โปรดช่วยกันจำไว้ว่า คำว่า “ทะเลสาบ” “-สาบ” บ ใบไม้ ไม่ใช่ ป ปลา

..............

ดูก่อนภราดา!

: สะกดถูกฉับพลัน ความรู้มาทันฉับไว

: เพียงแค่เปิดใจ หมั่นเปิดพจนานุกรม

[full-post]

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,278)


ลหุภาโว

“ความเป็นคนผลุนผลัน” หมายความว่าอย่างไร

อ่านว่า ละ-หุ-พา-โว

ประกอบด้วยคำว่า ลหุ + ภาโว

(๑) “ลหุ” 

อ่านว่า ละ-หุ รากศัพท์มาจาก ลงฺฆฺ (ธาตุ = ไป, เป็นไป) + อุ ปัจจัย, ลบ งฺ แล้วแปลง ฆฺ เป็น หฺ (ลงฺฆฺ > ลฆฺ > ลหฺ)

: ลงฺฆฺ + อุ = ลงฺฆุ > ลฆุ > ลหุ (คุณศัพท์) แปลตามศัพท์ว่า “อาการที่เป็นไปอย่างเบา” หมายถึง เบา, เร็ว (light, quick)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“ลหุ : (คำวิเศษณ์) เบา; เร็ว, ฉับไว; ใช้ในตำราฉันทลักษณ์ หมายถึง พยางค์ที่มีเสียงเบา ได้แก่ พยางค์ที่ประกอบด้วยสระเสียงสั้นที่ไม่มีตัวสะกด เช่น จะ มิ ดุ, ใช้เครื่องหมาย (สระ อุ) แทน, คู่กับ ครุ ซึ่งใช้เครื่องหมาย (ไม้หันอากาศ) แทน.”

(๒) “ภาโว” 

รูปคำเดิมเป็น “ภาว” อ่านว่า พา-วะ รากศัพท์มาจาก ภู (ธาตุ = มี, เป็น) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, แผลง อู เป็น โอ, แปลง โอ เป็น อาว

: ภู + ณ = ภูณ > ภู > โภ > ภาว แปลว่า ความมี, ความเป็น, ภาวะ, ธรรมชาติ (being, becoming, condition, nature)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“ภาว-, ภาวะ : (คำนาม) ความมี, ความเป็น, ความปรากฏ, เช่น ภาวะน้ำท่วม ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ. (ป., ส.).”

ลหุ + ภาว = ลหุภาว (ละ-หุ-พา-วะ) แปลว่า “ความเป็นสิ่งที่เบา” “ความเป็นผู้เบา” หรือ “ความเบา”

“ลหุภาว” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “ลหุภาโว”

ขยายความ :

คำว่า “ลหุภาโว” ที่นักเรียนบาลีรู้จักกันดีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค 5 เรื่องพระโลฬุทายี (โลฬุทายิตฺเถรวตฺถุ เรื่องที่ 124 ชราวรรค) 

พระโลฬุทายีเป็นพระที่มักสวดมนต์ผิดงานอยู่เรื่อย เช่นงานมงคลสวดบทอวมงคล งานอวมงคลสวดบทมงคล พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อชาติก่อนพระโลฬุทายีก็พูดผิด ๆ ถูก ๆ แบบนี้มาแล้ว แล้วตรัสเล่าอดีตชาติ

เรื่องในอดีตชาติ พระโลฬุทายีเป็นพ่อ พระพุทธเจ้าเป็นลูก ลูกชายรับราชการเป็นที่โปรดปรานของพระราชา พ่อทำนา อยู่มาวัวที่ใช้ไถนาซึ่งมีอยู่ 2 ตัวตายไปตัวหนึ่ง พ่อบอกให้ลูกไปทูลขอวัวกับพระเจ้าแผ่นดิน

ลูกมีเหตุผลบางประการ บอกว่าพ่อควรไปทูลขอด้วยตัวเอง แล้วก็ซักซ้อมระเบียบการเข้าเฝ้า ฝึกคำพูดกราบทูลให้พ่อ เนื่องจากพ่อหัวทึบหน่อยต้องใช้เวลาฝึกซ้อมตั้งปีหนึ่งจนพอจะแน่ใจว่าสามารถเข้าเฝ้ากราบทูลขอวัวได้

เหตุผลของลูกที่ไม่ทูลขอวัวให้พ่อปรากฏอยู่ในข้อความที่เป็นความคิดของลูก ดังนี้

...........................

โสมทตฺโต "สจาหํ  ราชานํ  ยาจิสฺสามิ,  ลหุภาโว  เม  ปญฺญายิสฺสตีติ  จินฺเตตฺวา  ...

โสมทัต (คือลูก) คิดว่า “ถ้าเราจักขอพระราชทานไซร้ ความเป็นคนผลุนผลันจักปรากฏแก่เรา” 

...........................

“ลหุภาโว  เม  ปญฺญายิสฺสติ” 

แปลตามสำนวนแปลเดิมว่า “ความเป็นคนผลุนผลันจักปรากฏแก่เรา”

“ความเป็นคนผลุนผลัน” คำบาลีว่า “ลหุภาโว” แปลตามศัพท์ว่า “ความเป็นคนเบา” หมายถึง มีใจเบา, เบาความคิด, ไม่ใช้ความคิดในเรื่องสำคัญ (light-minded)

พิจารณาในเรื่องพ่อ-ลูกที่พระพุทธองค์ตรัสเล่า “ลหุภาโว” ก็คือ ความเห็นแก่แต่จะได้ คือจะเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวจนลืมนึกถึงความควรไม่ควร

ลูกเกรงว่า สังคมจะมองอย่างนั้น (ลหุภาโว  เม  ปญฺญายิสฺสติ = ความเป็นคนผลุนผลันจักปรากฏแก่เรา) จึงไม่ยอมทูลขอวัว แต่ให้พ่อไปทูลขอเอง

ผลของการที่พ่อเข้าเฝ้าทูลขอวัวเองเป็นอย่างไร ท่านเล่าไว้ในคัมภีร์ว่า -

วันเข้าเฝ้า ลูกไปอยู่ในที่เฝ้าก่อนตามตำแหน่งหน้าที่ ถึงเวลาพ่อก็เข้าเฝ้าตามระเบียบที่ซักซ้อมไว้

คำกราบทูลตามที่ซักซ้อมไว้เป็นดังนี้ -

...........................

เทฺว เม โคณา มหาราช          เยหิ เขตฺตํ กสาม เส

เตสุ เอโก มโต เทว                ทุติยํ เทหิ ขตฺติย.

ขอเดชะ 

โคสำหรับไถนาของข้าพระพุทธเจ้ามี ๒ ตัว

ในโค ๒ ตัวนั้น ตัวหนึ่งล้มเสียแล้ว

ขอสมมุติเทพจงพระราชทานตัวที่ ๒ เถิดพระเจ้าข้า

...........................

แต่ครั้นถึงเวลากราบทูลจริง พ่อกลับกราบทูลไปเสียอีกอย่างหนึ่ง

คำกราบทูลจริงเป็นดังนี้ -

...........................

เทฺว เม โคณา มหาราช

เยหิ เขตฺตํ กสาม เส

เตสุ เอโก มโต เทว

ทุติยํ คณฺห ขตฺติย.

ขอเดชะ 

โคสำหรับไถนาของข้าพระพุทธเจ้ามี ๒ ตัว

ในโค ๒ ตัวนั้น ตัวหนึ่งล้มเสียแล้ว

ขอสมมุติเทพจงทรงรับเอาตัวที่ ๒ มาเสียเถิดพระเจ้าข้า

...........................

แทนที่จะทูลขอโค กลับทูลถวายโค

พระราชารู้ว่าตาพ่อพูดผิด ตรัสให้พูดใหม่ ก็ยังพูดผิดเหมือนเดิม จึงทรงเย้าไปทางลูกว่า ที่บ้านมีวัวมากหรือ 

ลูกมีปฏิภาณดีกราบทูลว่า ถ้าพระราชทานไปก็จะมีมากพระเจ้าข้า

คำตอบนี้พระราชาทรงโปรดมาก พระราชทานวัว ๑๖ ตัว มากกว่าที่ขอหลายเท่า นอกจากนี้ยังพระราชทานสิ่งของต่าง ๆ อีกมาก

พ่อมาเป็นพระโลฬุทายี ลูกมาเป็นพระพุทธเจ้า

เรื่องนี้น่าขบขันในความเขลาของผู้เป็นพ่อ น่าชมปฏิภาณของผู้เป็นลูก แต่ที่ควรชมเป็นพิเศษก็คือ หลักการครองตนของผู้อยู่ใกล้ชิดนายและเป็นคนโปรดของนาย

เท่าที่ประพฤติกันทั่วไป คนประเภทนี้มักอาศัยอำนาจหรือบารมีของนายแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวกันอย่างเต็มที่ 

ความประพฤติเช่นนี้ท่านเรียกว่า “ลหุภาโว” = “ความเป็นคนผลุนผลัน” คือความเห็นแก่แต่จะได้จะเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวจนลืมนึกถึงความควรไม่ควร

..............

ศึกษาเรื่องพระโลฬุทายีในคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=21&p=7

..............

ดูก่อนภราดา!

: ยอมอด มักจะได้

: เห็นแก่ได้ มักจะอด

[full-post]

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,279)


ราชูปถัมภ์

ต้นแบบที่ทำให้สังคมน่าอยู่

อ่านว่า รา-ชู-ปะ-ถำ

ประกอบด้วยคำว่า ราช + อุปถัมภ์

(๑) “ราช” 

บาลีอ่านว่า รา-ชะ รากศัพท์มาจาก -

(1) ราชฺ (ธาตุ = รุ่งเรือง) + อ (อะ) ปัจจัย

: ราชฺ + อ = ราช แปลตามศัพท์ว่า “ผู้รุ่งเรืองโดยยิ่งเพราะมีเดชานุภาพมาก” หมายความว่า ผู้เป็นพระราชาย่อมมีเดชานุภาพมากกว่าคนทั้งหลาย

(2) รญฺชฺ (ธาตุ = ยินดี พอใจ) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ ลบ ญฺ แผลง ร เป็น รา 

: รญฺชฺ + ณ = รญฺชณ > รญฺช > รช > ราช แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ยังคนทั้งหลายให้ยินดี” หมายความว่า เป็นผู้อำนวยความสุขให้ทวยราษฎร์ จนคนทั้งหลายร้องออกมาว่า “ราชา ราชา” (พอใจ พอใจ) 

ท่านพุทธทาสภิกขุให้คำจำกัดความ “ราช” หรือ “ราชา” ว่าคือ “ผู้ที่ทำให้ประชาชนร้องออกมาว่า พอใจ พอใจ”

“ราช” หมายถึง พระราชา, พระเจ้าแผ่นดิน ใช้นำหน้าคำให้มีความหมายว่า เป็นของพระเจ้าแผ่นดิน, เกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดิน หรือเป็นของหลวง

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“ราช ๑, ราช- : (คำนาม) พระเจ้าแผ่นดิน, พญา (ใช้แก่สัตว์) เช่น นาคราช คือ พญานาค สีหราช คือ พญาราชสีห์, คำนี้มักใช้ประกอบกับคำอื่น, ถ้าคำเดียวมักใช้ว่า ราชา.”

(๒) “อุปถัมภ์”

บาลีเป็น “อุปตฺถมฺภ” อ่านว่า อุ-ปัด-ถำ-พะ รากศัพท์มาจาก -

(1) อุป (คำอุปสรรค = เข้าไป, ใกล้, มั่น) + ถมฺภฺ (ธาตุ = ผูกติด) + อ (อะ) ปัจจัย, ซ้อน ตฺ ระหว่างอุปสรรคกับธาตุ (อุป + ตฺ + ถมฺภ) 

: อุป + ตฺ + ถมฺภ = อุปตฺถมฺภ + อ = อุปตฺถมฺภ แปลตามศัพท์ว่า “การเข้าไปผูกติดไว้”

(2) อุป (คำอุปสรรค = เข้าไป, ใกล้, มั่น) + ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + รมฺภ ปัจจัย, ซ้อน ตฺ ระหว่างอุปสรรคกับธาตุ (อุป + ตฺ + ธรฺ), แปลง ธ ที่ ธ-(รฺ) เป็น ถ, ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (ธรฺ > ธ) และ ร ต้นปัจจัย (รมฺภ > มฺภ)

: อุป + ตฺ + ธรฺ > ถรฺ = อุปตฺถร + รมฺภ = อุปตฺถรรมฺภ > อุปตฺถมฺภ แปลตามศัพท์ว่า “การเข้าไปรองรับไว้”

(3) อุป (คำอุปสรรค = เข้าไป, ใกล้, มั่น) + ถมฺภ (เสา), ซ้อน ตฺ ระหว่างอุปสรรคกับ ถมฺภ (อุป + ตฺ + ถมฺภ)

: อุป + ตฺ + ถมฺภ = อุปตฺถมฺภ แปลตามศัพท์ว่า “การเข้าไปเป็นเสา”

“อุปตฺถมฺภ” (ปุงลิงค์) หมายถึง -

(1) การอุปถัมภ์, การส่งเสริม, การค้ำจุน (a support, prop, stay)

(2) การปลดเปลื้อง, การปล่อยทุกข์ (relief, ease)

(3) การให้กำลังใจ (encouragement)

บาลี “อุปตฺถมฺภ” สันสกฤตเป็น “อุปสฺตมฺภ”

สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ว่า -

“อุปสฺตมฺภ : (คำนาม) เครื่องบำรุงชีวิต, เช่น อาหาร, การหลับนอน, การระงับราคะ; support of life, as food, sleep, restraint of the passions.”

“อุปตฺถมฺภ” ในภาษาไทยตัดตัวสะกดออก ใช้เป็น “อุปถัมภ์”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“อุปถัมภ์ : (คำนาม) การคํ้าจุน, การคํ้าชู, การสนับสนุน, การเลี้ยงดู. (คำกริยา) คํ้าจุน, คํ้าชู, สนับสนุน, เลี้ยงดู. (ป. อุปตฺถมฺภ; ส. อุปสฺตมฺภ).”

ราช + อุปถัมภ์ ใช้สูตร “ทีฆะสระหลัง” = ทีฆะสระที่พยางค์แรกของคำหลัง คือ อุ เป็น อู 

: ราช + อุปถัมภ์ = ราชุปถัมภ์ > ราชูปถัมภ์ 

อีกสูตรหนึ่ง “แผลง อุ เป็น โอ”

: ราช + อุปถัมภ์ = ราชุปถัมภ์ > ราโชปถัมภ์ 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“ราชูปถัมภ์, ราโชปถัมภ์ : (คำนาม)  ความอุปถัมภ์ของพระราชา ใช้ว่า พระบรมราชูปถัมภ์. (ป.).”

ขยายความ :

ถามว่า ที่เรียกว่า “ราชูปถัมภ์” คือใครทำอะไร?

ตอบว่า ตามระบบเดิม คือพระเจ้าแผ่นดินทรงสนับสนุนหรือช่วยเหลือกิจต่าง ๆ ที่ประชาราษฎรทำกันขึ้น เพราะตามระบบเดิมพระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารบ้านเมือง ประชาราษฎรทำอะไรย่อมอยู่ในความรู้เห็นของพระเจ้าแผ่นดินทั้งสิ้น เมื่อทรงเห็นว่ากิจที่ประชาราษฎรทำกันนั้นเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองหรือต่อส่วนรวม ก็จะทรงสนับสนุนคือช่วยเหลือด้วยประการต่าง ๆ เพื่อให้กิจนั้นดำเนินไปได้ด้วยดี ส่งผลดีต่อบ้านเมืองหรือส่วนรวมสมตามความมุ่งหมาย เรียกกิจที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสนับสนุนหรือช่วยเหลือนั้นว่า อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์

ปัจจุบันนี้ เราเปลี่ยนระบบใหม่ มีคณะบุคคลที่เรียกว่า “รัฐบาล” เป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารบ้านเมือง ถ้าว่ากันตามหลัก เมื่อประชาชนทำกิจที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองหรือต่อส่วนรวม รัฐบาลควรจะเป็นผู้สนับสนุนและช่วยเหลือแบบเดียวกับที่พระเจ้าแผ่นดินได้เคยทรงกระทำมา เพราะรัฐบาลได้อำนาจในการบริหารบ้านเมืองไปจากพระเจ้าแผ่นดิน จึงควรต้องทำหน้าที่อันพระเจ้าแผ่นดินทรงเคยทำมานั้นด้วย

ปัจจุบันนี้ กิจต่าง ๆ ที่ประชาราษฎรทำกันขึ้นและพระเจ้าแผ่นดินทรงสนับสนุนหรือช่วยเหลือ ที่เรียกว่าอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยังปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป

กิจต่าง ๆ ที่ประชาชนทำกันขึ้นและรัฐบาลเข้าไปสนับสนุนหรือช่วยเหลือ ก็ควรจะปรากฏให้สังคมเห็นไม่น้อยไปกว่ากัน

..............

ดูก่อนภราดา!

: สังคมอยู่ยากขึ้นทุกวัน

: เพราะการช่วยเหลือเกื้อกูลกันมีน้อยลงไปทุกที

[full-post]

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,280)


พุทธสมาคม

ฐานที่มั่นของพระพุทธศาสนาฝ่ายชาวบ้าน

อ่านว่า พุด-ทะ-สะ-มา-คม

ประกอบด้วยคำว่า พุทธ + สมาคม

(๑) “พุทธ”

เขียนแบบบาลีเป็น “พุทฺธ” (โปรดสังเกต มีจุดใต้ ทฺ) อ่านว่า พุด-ทะ รากศัพท์มาจาก พุธฺ (ธาตุ = รู้) + ต ปัจจัย, แปลง ธฺ ที่สุดธาตุเป็น ทฺ, แปลง ต เป็น ธฺ (นัยหนึ่งว่า แปลง ธฺ ที่สุดธาตุกับ ต เป็น ทฺธ)

: พุธฺ + ต = พุธฺต > พุทฺต > พุทฺธ (พุธฺ + ต = พุธฺต > พุทฺธ) แปลตามศัพท์ว่า “ผู้รู้ทุกอย่างที่ควรรู้”

“พุทฺธ” แปลตามศัพท์ได้หลายนัย ดังนี้ -

(1) สพฺพํ พุทฺธวาติ พุทฺโธ = ผู้ทรงรู้ทุกอย่างที่ควรรู้

(2) ปารมิตาปริภาวิตาย ปญญาย สพฺพมฺปิ เญยฺยํ อพุชฺฌีติ พุทฺโธ = ผู้ทรงรู้เญยธรรมทั้งปวงด้วยพระปัญญาที่ทรงสั่งสมอบรมมาแล้วเต็มเปี่ยม 

(3) พุชฺฌิตา สจุจานีติ พุทฺโธ = ผู้ตรัสรู้สัจธรรม 

(4) โพเธตา ปชายาติ พุทฺโธ = ผู้ทรงยังหมู่สัตว์ให้รู้ตาม 

(5) สพฺพญฺญุตาย พุทฺโธ = ผู้ทรงรู้ธรรมทุกอย่าง

(6) สพฺพทสฺสาวิตาย พุทฺโธ = ผู้ทรงเห็นแจ้งธรรมทุกอย่าง

(7) อภิญฺเญยฺยตาย พุทฺโธ = ผู้ทรงรู้ยิ่ง

(8 ) วิสวิตาย พุทฺโธ = ผู้ทรงทำพระนิพพานให้แจ้ง

(9) ขีณาสวสงฺขาเตน พุทฺโธ = ผู้ทรงสิ้นอาสวกิเลส

(10) นิรุปกฺกิเลสสงฺขาเตน พุทฺโธ = ผู้ทรงปราศจากอุปกิเลส

(11) เอกนฺตวีตราคโทสโมโหติ พุทฺโธ = ผู้ทรงปราศจากราคะ โทสะ โมหะโดยส่วนเดียว

(12) เอกนฺตนิกฺกิเลโสติ พุทฺโธ = ผู้ทรงสิ้นกิเลสแล้วโดยส่วนเดียว

(13) เอโก อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโรติ พุทฺโธ = ผู้ตรัสรูพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณลำพังพระองค์เดียว 

(14) อพุทฺธิวหตฺตา พุทฺธิปฏิลาภตฺตา พุทฺโธ = ผู้ทรงกำจัดอวิชชาและทรงได้วิชชา

(15) สวาสนสมฺโมหนิทฺทาย พุชฺฌติ ปพุชฺฌติ ปพุชฺฌนํ กโรตีติ พุทฺโธ = ผู้ทรงตื่น ทรงปลุก ทรงทำให้ตื่นตัวจากความหลับไหลด้วยอำนาจสัมโมหะพร้อมทั้งวาสนา 

(16) พุชฺฌติ วิกสติ พุชฺฌนํ วิกสนํ กโรตีติ พุทฺโธ = ผู้ทรงเบิกบาน แจ่มใส ทรงทำความเบิกบานแจ่มใส 

(17) เทฺว วฏฺฏมูลานิ ขนฺธสนฺตานโต สยเมว อุทฺธรตีติ พุทฺโธ = ผู้ทรงเพิกถอนรากเหง้าแห่งวัฏฏะทั้งสองจากขันธสันดานได้ด้วยพระองค์เอง 

(18) เทว อตฺเถ อุทฺธริตฺวา ธาเรตีติ พุทฺโธ = ผู้ทรงยกประโยชน์สองประการขึ้นไว้ 

(19) พาลสงขาเต ปุถุชฺชเน วฏฺฏทุกฺขโต อุทฺธรติ อุทฺธรณํ กโรตีติ พุทฺโธ = ผู้ทรงยกปุถุชนคนพาลขึ้นจากวัฏทุกข์ 

ความหมายของ “พุทฺธ” ตามที่เข้าใจกันทั่วไปมักแปลว่า -

(1) ผู้รู้ = รู้สรรพสิ่งตามความเป็นจริง

(2) ผู้ตื่น = ตื่นจากกิเลสนิทรา ความหลับไหลงมงาย

(3) ผู้เบิกบาน = บริสุทธิ์ผ่องใสเต็มที่

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “พุทฺธ” ว่า -

One who has attained enlightenment; a man superior to all other beings, human & divine, by his knowledge of the truth, a Buddha (ผู้ตรัสรู้, ผู้ดีกว่าหรือเหนือกว่าคนอื่นๆ รวมทั้งมนุษย์และเทพยดาด้วยความรู้ในสัจธรรมของพระองค์, พระพุทธเจ้า)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“พุทธ, พุทธ-, พุทธะ : (คำนาม) ผู้ตรัสรู้, ผู้ตื่นแล้ว, ผู้เบิกบานแล้ว, ใช้เฉพาะเป็นพระนามของพระบรมศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา เรียกเป็นสามัญว่า พระพุทธเจ้า. (ป.).”

ในที่นี้ “พุทธ” หมายถึง พระพุทธศาสนา โดยเล็งถึงผู้นับถือพระพุทธศาสนา และการทั้งปวงอันเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา

(๒) “สมาคม” 

บาลีอ่านว่า สะ-มา-คะ-มะ รากศัพท์มาจาก สํ > สม ( = พร้อมกัน, รวมกัน) + อา ( = ทั่ว, ยิ่ง, กลับความ) + คม (ธาตุ = ไป, ถึง) 

: สํ > สม + อา + คม = สมาคม แปลตามศัพท์ว่า “มาพร้อมกัน” “มารวมกัน” (คม” แปลว่า “ไป” อา + (คำอุปสรรค “กลับความ”) จาก “ไป” กลายเป็น “มา”) 

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของคำว่า “สมาคม” ไว้ดังนี้ :

(1) การประชุม, การเข้าร่วมพวกร่วมคณะ, การคบค้า.

(2) แหล่งหรือที่ประชุมของบุคคลหลายคนมาร่วมกันด้วยมีจุดประสงค์เพื่อประโยชน์บางประการ เช่น เข้าสมาคม สมาคมศิษย์เก่า.

(3) (คำที่ใช้ในกฎหมาย) นิติบุคคลที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะต่อเนื่องร่วมกันและมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน. (ป., ส.).

(4) คบค้า, คบหา, เช่น อย่าสมาคมกับคนพาล ให้สมาคมกับนักปราชญ์.

ในที่นี้คำว่า “สมาคม” มีความหมายตามนัยแห่งข้อ (2)

พุทธ + สมาคม = พุทธสมาคม แปลว่า “สมาคมแห่งพระพุทธศาสนา” 

คำว่า “พุทธสมาคม” จะเข้าใจว่า หมายถึงสมาคมของผู้นับถือพระพุทธศาสนา ก็ได้ หมายถึงสมาคมเพื่อการกระทำกิจทั้งปวงเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ก็ได้

อภิปรายขยายความ :

“พุทธสมาคม” เป็นองค์กรที่ชาวพุทธก่อตั้งขึ้นเพื่อทำกิจการหรือกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา มักจะมีคำต่อท้ายขยายความ เช่นต่อท้ายด้วยชื่อจังหวัดหรืออำเภอเป็นต้น

ตัวอย่างเช่น -

พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 

พุทธสมาคมจังหวัดนครปฐม 

พุทธสมาคมอำเภอสัตหีบ

พุทธสมาคมแปดริ้ว

พุทธสมาคมจี่ฮงแห่งประเทศไทย

สมัยหนึ่ง ผู้นำสังคมของไทยมีแนวคิดตั้งพุทธสมาคมประจำจังหวัดต่าง ๆ ให้ครบทุกจังหวัด ขยายสาขาออกไปถึงอำเภอได้ด้วยก็ยิ่งดี

แต่ ณ วันนี้ ไม่มีใครรับรองยืนยันว่า มีพุทธสมาคมประจำจังหวัดต่าง ๆ ครบทุกจังหวัดหรือยัง 

ถ้ามีครบก็นับว่าเป็นการดี แต่จะนับว่าเป็นการดีอย่างยิ่งก็คือ พุทธสมาคมต่าง ๆ ได้ปฏิบัติกิจการหรือทำกิจกรรมอะไรบ้างที่เป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนา ช่วยปกป้องพระพุทธศาสนา หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง 

เรามีศูนย์รวมข้อมูลของพุทธสมาคมต่าง ๆ เพื่อให้สอบถามหรือให้ศึกษาหาความรู้บ้างหรือไม่

หรือว่า-ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีใครรู้อนาคตของใคร?

พุทธสมาคมเป็นฐานที่มั่นที่ดีที่สุดของพระพุทธศาสนาฝ่ายชาวบ้าน-เหมือนวัดก็คือฐานที่มั่นที่ดีที่สุดของพระพุทธศาสนาฝ่ายชาววัด

เราใช้ฐานที่มั่นที่เรามีอยู่นี้สร้างความมั่นคงให้พระพุทธศาสนาได้คุ้มค่าหรือยัง?

..............

ดูก่อนภราดา!

: งานเพื่อพระพุทธศาสนารอท่าอยู่ทุกที่

: คนที่ความสามารถพอมีก็มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

: แต่เราแห้งแล้งน้ำจิตที่คิดจะทำงาน


[full-post]

 


ทองย้อย แสงสินชัย
#บาลีวันละคำ (4,281)

มหาผล
มีหลายคนที่ยังไม่รู้
อ่านว่า มะ-หา-ผน
ประกอบด้วยคำว่า มหา + ผล

(๑) “มหา” 
อ่านว่า มะ-หา ในภาษาไทยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -
“มหา ๑ : (คำวิเศษณ์) ใหญ่, ยิ่งใหญ่, มักใช้เป็นส่วนหน้าของสมาส บางทีก็ลดรูปเป็น มห เช่น มหรรณพ มหัทธนะ มหัศจรรย์.”
คำว่า “มหา” รูปคำเดิมในบาลีเป็น “มหนฺต” อ่านว่า มะ-หัน-ตะ รากศัพท์มาจาก มหฺ (ธาตุ = เจริญ) + อนฺต ปัจจัย
: มหฺ + อนฺต = มหนฺต แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ขยายตัว” มีความหมายว่า ยิ่งใหญ่, กว้างขวาง, โต; มาก; สำคัญ, เป็นที่นับถือ (great, extensive, big; much; important, venerable)
“มหนฺต” เป็นคำเดียวกับที่ใช้ในภาษาไทยว่า “มหันต์”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -
“มหันต-, มหันต์ : (คำวิเศษณ์) ใหญ่, มาก, เช่น โทษมหันต์. (เมื่อเข้าสมาสกับศัพท์อื่น เป็น มห บ้าง มหา บ้าง เช่น มหัคฆภัณฑ์ คือ สิ่งของที่มีค่ามาก, มหาชน คือ ชนจำนวนมาก). (ป.).”
ในที่นี้ มหันต- เข้าสมาสกับ -ผล เปลี่ยนรูปเป็น “มหา” 

(๒) “ผล”
บาลีอ่านว่า ผะ-ละ รากศัพท์มาจาก ผลฺ (ธาตุ = สำเร็จ, เผล็ดผล, แตกออก, แผ่ไป) + อ (อะ) ปัจจัย
: ผลฺ + อ = ผล แปลตามศัพท์ว่า (1) “สิ่งที่เผล็ดออก” (2) “สิ่งเป็นเครื่องแผ่ไป” คือขยายพืชพันธุ์ต่อไป (3) “อวัยวะเป็นเครื่องผลิตบุตร” 
“ผล” (นปุงสกลิงค์) ในบาลีใช้ในความหมายดังนี้ -
(1) ผลของต้นไม้ ฯลฯ (fruit of trees etc.)
(2) ผลที่ได้รับ, ผลที่เกิดตามมา, การสำเร็จผล, พรที่ได้ (fruit, result, consequence, fruition, blessing)
(3) ลูกอัณฑะข้างหนึ่ง (a testicle)
ในที่นี้ “ผล” ใช้ในความหมายตามข้อ (1)

ในภาษาไทย ถ้าใช้เดี่ยวๆ หรืออยู่ท้ายคำ อ่านว่า ผน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ -
“ผล : (คำนาม) ส่วนของพืชที่เจริญมาจากรังไข่ เช่น ผลมะม่วง ผลมะปราง; สิ่งที่เกิดจากการกระทำ เช่น ผลแห่งการทำดี ผลแห่งการทำชั่ว; ประโยชน์ที่ได้รับ เช่น ทำนาได้ผล เรียนได้ผล; ในพระพุทธศาสนา เป็นชื่อแห่งโลกุตรธรรม มี ๔ ชั้น คือ โสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผล, คู่กับ มรรค; ลักษณนามเรียกผลไม้ เช่น มะม่วง ๒ ผล มะปราง ๓ ผล; จำนวนที่ได้จากการคำนวณ เช่น ๕ กับ ๗ บวกกัน ได้ผลเท่ากับ ๑๒, ผลลัพธ์ ก็ว่า. (ป., ส.).”
มหนฺต + ผล = มหนฺตผล > มหาผล แปลว่า “ผลไม้ที่มีขนาดใหญ่” หมายถึง ผลไม้ที่ไม่เหมาะที่พระภิกษุสามเณรจะฉันในเวลาวิกาล


ขยายความ :
คัมภีร์สมันตปาสาทิกา อรรถกถาวินัยปิฎก กล่าวถึงผลไม้ที่เรียกว่า “มหาผล” ไว้ดังนี้ -
..............
ฐเปตฺวา  ธญฺญผลรสนฺติ  สตฺต  ธญฺญานิ  ปจฺฉาภตฺตํ  น  กปฺปนฺตีติ  ปฏิกฺขิตฺตานิ  ฯ  
ด้วยพระบาลีว่า ฐเปตฺวา  ธญฺญผลรสํ (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำผลไม้ทุกชนิด เว้นน้ำเมล็ดธัญชาติ) ธัญชาติ 7 ชนิดเป็นอันห้ามแล้วว่าไม่ควรในปัจฉาภัต (คือหลังเที่ยงวัน)
ตาล นาฬิเกร ปนส ลพุช อลาวุ กุมฺภณฺฑ ปุสผล ติปุส เอลาลุกาติ  นว  มหาผลานิ  
มหาผล 9 ชนิด คือ ผลตาล ผลมะพร้าว ผลขนุน ผลสาเก น้ำเต้า ฟักเขียว แตงไทย แตงโม ฟักทอง (เป็นอันทรงห้ามด้วย)
สพฺพญฺจ  อปรณฺณํ  ธญฺญคติกเมว  ฯ
และอปรัณชาติทุกชนิดก็มีคติอย่างธัญชาติเหมือนกัน
ตํ  กิญฺจาปิ  น  ปฏิกฺขิตฺตํ  อถโข  อกปฺปิยํ  อนุโลเมติ  
มหาผลและอปรัณชาตินั้นไม่ได้ทรงห้ามไว้ (ตรง ๆ) ก็จริง ถึงกระนั้นย่อมเข้ากับสิ่งที่เป็นอกัปปิยะ
ตสฺมา  ปจฺฉาภตฺตํ  น  กปฺปตีติ  ฯ
เพราะเหตุนั้น จึงไม่ควรในปัจฉาภัต
ที่มา: สมันตปาสาทิกา ภาค 3 หน้า 204-205
..............
ประมวลความว่า พืชผลที่เอามาปรุงเป็นเครื่องดื่ม พระภิกษุสามเณรฉันหลังเที่ยงวันได้ คือที่เรารู้จักกันว่า “อัฐบาน” (อัด-ถะ-บาน) แปลว่า “เครื่องดื่ม 8 ชนิด” มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า “น้ำปานะ” คือ -
(1) อมฺพปานํ น้ำมะม่วง 
(2) ชมฺพุปานํ น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า 
(3) โจจปานํ น้ำกล้วยมีเม็ด 
(4) โมจปานํ น้ำกล้วยไม่มีเม็ด 
(5) มธุกปานํ น้ำมะซาง 
(6) มุทฺทิกปานํ น้ำลูกจันหรือองุ่น
(7) สาลุกปานํ น้ำเหง้าอุบล 
(8 ) ผารุสกปานํ น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่ 

ในพระวินัยกำหนดไว้อีกว่า ธัญชาติ 7 ชนิด (สตฺต  ธญฺญานิ) เป็นของต้องห้าม ฉันหลังเที่ยงวันไปแล้วไม่ได้
ธัญชาติ 7 ชนิด คือ -
(1) สาลิ = ข้าวสาลี
(2) วีหิ = ข้าวเจ้า
(3) ยโว = ข้าวเหนียว
(4) โคธุโม = ข้าวละมาน
(5) กงฺุคุ = ข้าวฟ่าง 
(6) วรโก = ลูกเดือย
(7) กุทฺรูโส = หญ้ากับแก้ 

อรรถกถายกความข้อนี้ขึ้นมาขยายความว่า ผลไม้ประเภท “มหาผล” 9 ชนิด (นว  มหาผลานิ) ก็เป็นของต้องห้ามด้วย
มหาผล 9 ชนิด คือ -
(1) ตาล = ผลตาล
(2) นาฬิเกร = มะพร้าว
(3) ปนส = ขนุน
(4) ลพุช = สาเก
(5) อลาวุ = น้ำเต้า
(6) กุมฺภณฺฑ = ฟักเขียว 
(7) ปุสผล = แตงไทย
(8 ) ติปุส = แตงโม
(9) เอลาลุก = ฟักทอง
พืชผลที่ต้องห้ามอีกประเภทหนึ่งคือ “อปรณฺณ” (อะ-ปะ-รัน-นะ) คือ ถั่ว งา และผักต่าง ๆ (นอกจากข้าว) ฉันหลังเที่ยงวันไปแล้วไม่ได้
เรื่องนี้มีรายละเอียดที่ควรศึกษาให้กระจ่างชัด โดยเฉพาะคำบาลีที่เป็นชื่อของพืชผลต่าง ๆ ศัพท์ไหนหมายถึงผลอะไรหรือพืชอะไร ควรพิจารณาโดยถี่ถ้วน 
ถ้าช่วยกันศึกษาค้นคว้าหลาย ๆ คน ก็จะเป็นผลดี นี่คืองานของนักเรียนบาลีโดยตรง
น่าเสียดายระคนน่าแปลกใจ
งานที่ควรทำมีอยู่มาก
คนที่มีความรู้สามารถทำได้ดีก็มีอยู่มาก
แต่คนที่ลงมือทำงาน หาได้ยาก
..............
เพื่อเป็นความรู้กว้างขวางขึ้น ขอยกข้อความบางตอนที่คำว่า “ปานะ” จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต มาเสนอเพิ่มเติม ผู้สนใจพึงศึกษาข้อความเต็ม ๆ ต่อไปเถิด (ในที่นี้ปรับแต่งย่อหน้าเพื่อให้อ่านง่าย)
..............
... จะเห็นว่า มะซางเป็นพืชที่มีข้อจำกัดมากสักหน่อย น้ำดอกมะซางนั้นต้องห้ามเลยทีเดียว ส่วนน้ำผลมะซาง จะฉันล้วน ๆ ไม่ได้ ต้องผสมน้ำ จึงจะควร ทั้งนี้เพราะกลายเป็นของเมาได้ง่าย 
วิธีทำปานะที่ท่านแนะไว้ คือ ถ้าผลยังดิบ ก็ผ่าฝานหั่นใส่ในน้ำ ให้สุกด้วยแดด ถ้าสุกแล้วก็ปอกหรือคว้าน เอาผ้าห่อ บิดให้ตึงอัดเนื้อผลไม้ให้คายน้ำออกจากผ้า เติมน้ำลงให้พอดี (จะไม่เติมน้ำก็ได้ เว้นแต่ผลมะซางซึ่งท่านระบุว่าต้องเจือน้ำจึงควร) แล้วผสมน้ำตาลและเกลือเป็นต้นลงไปพอให้ได้รสดี 
ข้อจำกัดที่พึงทราบคือ 
๑. ปานะนี้ให้ใช้ของสด ห้ามมิให้ต้มด้วยไฟ ให้เป็นของเย็นหรือสุกด้วยแดด (ข้อนี้พระมติสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสว่า ในบาลีไม่ได้ห้ามน้ำสุก แม้สุกก็ไม่น่ารังเกียจ) 
๒. ต้องเป็นของที่อนุปสัมบันทำ จึงควรฉันในเวลาวิกาล (ถ้าภิกษุทำ ถือเป็นเหมือนยาวกาลิก เพราะรับประเคนมาทั้งผล) 
๓. ของประกอบเช่นน้ำตาลและเกลือ ไม่ให้เอาของที่รับประเคนค้างคืนไว้มาใช้ (แสดงว่ามุ่งให้เป็นปานะที่อนุปสัมบันทำถวายด้วยของของเขาเอง) ...
..............
: ผู้หาวิธีที่จะปฏิบัติตาม ก็ต้องศึกษา
: ผู้หาช่องทางที่จะละเมิด ก็ต้องศึกษา
แต่เจตนาย่อมจะต่างกัน
ดูก่อนภราดา!
ท่านมีเจตนาแบบไหน?

[full-post]



ค่าของพระพุทธปฏิมากับค่าของการเรียนบาลี (๒)

---------------------------------------------

ถามว่า สร้างพระพุทธปฏิมาขึ้นมาทำไม?

ตอบว่า เพื่อเป็นสื่อระลึกถึงพระพุทธคุณ

ระลึกถึงพระพุทธคุณแล้วจะได้เกิดอุตสาหะศึกษาปฏิบัติธรรมตามคำสอนเพื่อบรรลุถึงความพ้นทุกข์อันเป็นเป้าหมายของชีวิต

เศรษฐี นักสะสมของเก่า รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์-ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวหรือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติต่าง ๆ ที่เอาพระพุทธปฏิมาไปเป็นสมบัติ ไม่ว่าจะเอาไว้ดูเป็นส่วนตัว เอาไว้อวดมิตรสหาย หรือเอาไปตั้งแสดงเพื่อให้สาธารณชนเข้ามาดู --

ถามว่า-มีกี่คนที่ดูพระพุทธปฏิมาเพื่อระลึกถึงพระพุทธคุณให้สมกับเจตนารมณ์ของการสร้างพระพุทธปฏิมาขึ้นมา?

ส่วนใหญ่-หรือแทบทั้งหมด-ดูในแง่พุทธศิลป์

และพุทธศิลป์นี้อธิบายได้เป็นหลักวิชา เขียนเป็นตำราเล่มโต เรียนถึงปริญญาโท จบดอกเตอร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีโน่นทีเดียว 

เพราะฉะนั้น ใครจะว่าพุทธศิลป์ไม่มีสาระไม่ได้เด็ดขาด

ทุกฝ่ายล้วนยอมรับว่า ค่าของพระพุทธปฏิมาในแง่พุทธศิลป์นี่ต่างหากคือคุณค่าที่แท้จริง-แท้จริงยิ่งกว่าการที่จะดูพระพุทธปฏิมาให้เกิดพุทธานุสติแล้วเจริญสติปฏิบัติธรรมต่อไป-ดังที่มีผู้อธิบายไว้

การมองคุณค่าของพระพุทธปฏิมาแบบนี้แหละที่ผมเปรียบเทียบไปถึงค่านิยมการเรียนบาลีในบ้านเรา

เปรียบเทียบว่าอย่างไร?

เป้าหมายของการเรียนบาลี ก็แบบเดียวกับเป้าหมายของการสร้างพระพุทธปฏิมา

สร้างพระพุทธปฏิมาขึ้นมาก็เพื่อเป็นอุปกรณ์สื่อให้ระลึกถึงพุทธคุณ เหมือนเรียนบาลีก็เพื่อเอาความรู้บาลีไปใช้งานคือศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก-แหล่งรวมพระธรรมวินัยคำสอนในพระพุทธศาสนาซึ่งบันทึกไว้เป็นภาษาบาลี และเป็นแหล่งเดียวในโลกที่ใช้ภาษาบาลี

แต่แล้ว เรากลับพากันมองพระพุทธปฏิมาว่ามีคุณค่าในทางพุทธศิลป์ ไม่ได้มองว่าพระพุทธปฏิมาคือสื่อให้ระลึกถึงพระรัตนตรัยตามความมุ่งหมายเดิมของการสร้างพระพุทธปฏิมา

เหมือนอะไร?

เหมือนค่านิยมการเรียนบาลีในบ้านเราเวลานี้

ทุกวันนี้นักเรียนบาลีในบ้านเรามองคุณค่าของบาลีในแง่ที่เป็นวุฒิทางการศึกษา เรียนบาลี สอบให้ได้ เป็นพระประโยค ๙ เป็นสามเณรนาคหลวง แล้วก็จะได้ศักดิ์และสิทธิ์เช่นนั้น ๆ

เราคิดกันแค่นี้

แต่ไม่มีใครคิดถึงการเอาความรู้บาลีไปใช้งานคือศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก-แหล่งรวมพระธรรมวินัยคำสอนในพระพุทธศาสนา ตามความมุ่งหมายเดิมของการเรียนบาลี-เหมือนไม่มีใครมองคุณค่าของพระพุทธปฏิมาว่าคือสื่อให้ระลึกถึงพระรัตนตรัย

การมองคุณค่าของพระพุทธปฏิมาในแง่พุทธศิลป์นั้น ใครจะมาบอกว่าไม่มีสาระ ไม่ได้เด็ดขาด คุณค่าทางศิลปะเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ฉันใด

การยึดเอาคุณค่าของบาลีในแง่ที่เป็นวุฒิทางการศึกษา เรียนแล้วได้ศักดิ์และสิทธิ์ ก็ฉันนั้น ใครจะมาบอกว่าผิด ไม่ได้เด็ดขาด ศักดิ์และสิทธิ์ของผู้จบบาลีเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก 

การจะไปบอกผู้ครอบครองพระพุทธปฏิมาให้มองพระพุทธปฏิมาในฐานะเป็นสื่อระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเถิด ดังนี้ เป็นเรื่องยากที่ผู้ครอบครองพระพุทธปฏิมาจะยอมรับแล้วปฏิบัติตาม ฉันใด

การจะไปบอกนักเรียนบาลีให้เรียนบาลีเพื่อเอาความรู้ไปใช้งานคือศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกกันเถิด ก็ฉันนั้น เป็นเรื่องยากที่นักเรียนบาลีบ้านเราจะยอมรับแล้วปฏิบัติตาม 

...................

แล้วจะทำอย่างไรกัน?

ก็-ไม่ต้องทำอะไร

สภาพที่เกิดขึ้นแล้วในเวลานี้ก็คือ ไม่มีใครทำอะไร ซึ่งก็คือ-อยู่กันไปอย่างที่เป็นอยู่นี่แหละ ไม่ต้องทำอะไร

ใครจะมองพระพุทธปฏิมาในแง่พุทธศิลป์ ก็ปล่อยให้มองไป ไม่ต้องไปชักชวนหรือชักจูงให้มองพระพุทธปฏิมาเป็นสื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย-ตามเจตนาของการสร้างพระพุทธปฏิมา

ใครจะเรียนบาลีเพื่อให้ได้วุฒิทางการศึกษา ได้เป็นพระประโยค ๙ ได้เป็นสามเณรนาคหลวง ได้ศักดิ์และสิทธิ์จากการเรียนบาลี ก็ปล่อยให้เรียนไป เรียนแบบนี้อธิบายประโยชน์ได้ตั้งร้อยแปดพันประการ ไม่ต้องไปชักชวนหรือชักจูงให้เรียนบาลีเพื่อไปทำงานศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกให้เหนื่อยแรง 

ใครจะมองพระพุทธปฏิมาว่าเป็นสื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย ควรจะให้เป็นไปตามอัธยาศัย ไม่ต้องไปบังคับกะเกณฑ์หรือไปพูดจูงใจอะไรกัน ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ มีอิสระที่จะคิดได้เอง

ใครจะเรียนบาลีเพื่อศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกก็เช่นเดียวกัน ควรจะให้เป็นไปตามอัธยาศัย ไม่ต้องไปบังคับกะเกณฑ์หรือไปพูดจูงใจอะไรกัน ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ มีอิสระที่จะคิดได้เอง

นี่คือความเหมือนกันระหว่างการมองคุณค่าของพระพุทธปฏิมากับการมองคุณค่าของการเรียนบาลี

ทุกวันนี้เราปล่อยให้เป็นไปแบบนี้

...................

เท่าที่ผมทราบ ในเมืองไทยเรานี้มีทองย้อยคนเดียวที่ตะโกนโหวกเหวกบอกนักเรียนบาลีให้เอาความรู้บาลีไปทำงานบาลี-คือศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก 

ในฐานะเป็นคนเดียวที่ทำแบบนี้ ผมมีข้อสังเกตผลจากการร้องตะโกนโหวกเหวกแบบนี้ นั่นก็คือ นักเรียนบาลีบ้านเราไม่ยอมเข้าใจ

.........................................................

นักเรียนบาลีบ้านเราพากันเข้าใจว่า ถ้าเรียนบาลีเพื่อศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก ก็จะต้องสลัดทิ้งศักดิ์และสิทธิ์ที่เคยได้จากการเรียนบาลี ต้องวางศักดิ์ศรีประโยค ๙ ต้องลืมศักดิ์ศรีสามเณรนาคหลวง รวมความว่าต้องสูญเสียผลประโยชน์ทั้งปวงที่เคยได้ นั่นคือชีวิตนี้ต้องไม่มี ไม่ได้ ไม่เอาอะไรทั้งนั้น

แล้วใครจะยอม? 

.........................................................

นี่คือความเข้าใจผิดชนิดสุดขั้วโลก

เรียนบาลีเพื่อศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก ไม่ทำให้ใครสูญเสียอะไรที่เคยมีเคยได้แม้เพียงปลายขนทราย

ศักดิ์และสิทธิ์จากการเรียนบาลี ศักดิ์ศรีประโยค ๙ ศักดิ์ศรีสามเณรนาคหลวง ผลประโยชน์ทั้งปวงที่เคยได้ ยังคงได้ครบถ้วน นักเรียนบาลียังมุ่งหน้าไปหาสิ่งเหล่านี้ได้เต็มกำลังเหมือนเดิม การเรียนบาลีเพื่อศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกไม่กระทบผลประโยชน์เหล่านี้เลยแม้แต่น้อย

ตรงกันข้าม เรียนบาลีเพื่อศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก ผลประโยชน์เหล่านี้มีแต่จะเพิ่มพูนทวีตรีคูณยิ่ง ๆ ขึ้นไป

สังคมมีแต่จะอนุโมทนาสาธุการ -

.........................................................

สาธุ ท่านจบประโยค ๙ ด้วย 

ศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกทำงานรักษาพระศาสนาด้วย

พระเณรอย่างนี้หาได้ยาก

เมืองไทยเราโชคดีที่มีพระเณรอย่างนี้อยู่ทั่วไป

.........................................................

แปลกมากที่นักเรียนบาลีบ้านเรามองความจริงข้อนี้ไม่เห็น คิดแบบนี้ไม่เป็น

สำนักเรียนทุกแห่ง ครูสอนบาลีทุกรูป ล้วนแต่บอกนักเรียนว่า ปลายทางของการเรียนบาลีอยู่ที่สอบประโยค ๙ ได้ ถนนสายบาลีสิ้นสุดแค่สอบประโยค ๙ ได้

.........................................................

เรียนบาลีคือเรียนวิธีรักษาพระศาสนา สอบประโยค ๙ ได้คือต้นทางแห่งการรักษาพระศาสนา ถนนสายบาลีไม่ได้สิ้นสุดแค่นี้ แต่ยังมีต่อไปอีกยาวไกล ผู้เรียนบาลีเพื่อศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกยังคงได้รับศักดิ์และสิทธิ์ทั้งปวงเหมือนเดิมและมีแต่จะมากกว่าเดิม และที่มากขึ้นอย่างวิเศษสุดก็คือ ได้ทำงานสืบอายุพระศาสนาเป็นยอดแห่งมหากุศล

ศักดิ์และสิทธิ์เพื่อประโยชน์ชาตินี้ ก็ยังได้ยังมีเหมือนเดิม

เพิ่มพูนขึ้นด้วยงานบุญสืบอายุพระศาสนาเพื่อประโยชน์ชาติหน้าและทุกภพทุกชาติ

.........................................................

ความข้อนี้ ถ้าสำนักเรียนทุกแห่ง ครูสอนบาลีทุกรูป บอกนักเรียนบาลีไปตั้งแต่เริ่มเรียน บอกกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนทุกคนเห็นประจักษ์ใจว่านี่คือหัวใจของการเรียนบาลี ...

ถ้าช่วยกันพูด ช่วยกันทำอย่างนี้

บาลีก็จะมีค่าสูงกว่าเป็นแค่วุฒิการศึกษา

เหมือน-พระพุทธปฏิมามีค่าสูงกว่าเป็นแค่พุทธศิลป์ 

-------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

๑๖:๔๕



ค่าของพระพุทธปฏิมากับค่าของการเรียนบาลี (๑)

---------------------------------------------

พระพุทธปฏิมาหรือพระพุทธรูปนั้น ได้ยินมาว่าคนต่างศาสนาบางศาสนาเขาเรียกว่า “รูปเคารพ”

และเรียกศาสนาที่มีรูปเคารพ เช่นพระพุทธศาสนา ว่า-ศาสนาที่บูชารูปเคารพ

พระพุทธปฏิมา ในสายตาของศาสนาที่ปฏิเสธรูปเคารพ เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง และถูกมองไกลไปถึงว่า ผู้ที่เคารพพระพุทธปฏิมาเป็นมนุษย์ที่งมงายไร้สาระ

อย่าว่าถึงคนต่างศาสนาเลย แม้แต่คนที่แสดงตนอยู่ในสังกัดพระพุทธศาสนานี่เองแท้ ๆ ก็มีหลายคนหลายสำนักที่โจมตีพระพุทธปฏิมา

เคยเห็นมีผู้แสดงความเห็นว่า พระไหว้แม่ดีกว่าไหว้พระพุทธรูป

เรื่องพระพุทธปฏิมากับพระพุทธศาสนา เมื่อก่อนไม่มีปัญหา แต่คนสมัยนี้กลับไม่เข้าใจ

ไม่เข้าใจยังพอว่า แต่เข้าใจผิดนี่สิ ยุ่งมาก

...................

พระพุทธปฏิมาเป็นเครื่องช่วยให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ-คุณพระรัตนตรัย

พระพุทธปฏิมาอุปมาเหมือนอุปกรณ์ฝึกว่ายน้ำ

เด็กที่ว่ายน้ำไม่เป็น ลงน้ำต้องมีอุปกรณ์-เช่นห่วงยาง-ช่วยไม่ให้จมน้ำ

เมื่อว่ายน้ำเป็นแล้วก็ไม่ต้องใช้ห่วงยางอีกต่อไป

ไม่มีเด็กหัดว่ายน้ำคนไหนไม่ต้องใช้อุปกรณ์

ไม่มีนักว่ายน้ำคนไหนสวมอุปกรณ์ลงแข่งว่ายน้ำ 

เนื่องจากศักยภาพหรือที่ภาษาธรรมเรียกว่า “อินทรีย์” ของมนุษย์แต่ละคนมีไม่เท่ากัน บางคนระลึกถึงพระพุทธคุณได้โดยสติปัญญาล้วน ๆ บางคนต้องอาศัยผู้แนะนำ หรืออาศัยบางสิ่งบางอย่างเป็นสื่อชักจูง พระพุทธปฏิมาจึงเป็นประโยชน์แก่ผู้มีอินทรีย์ยังไม่แก่กล้าใช้เป็นสื่อระลึกถึงพระพุทธคุณ

เมื่อฝึกระลึกถึงจนอินทรีย์แก่กล้าคล่องแคล่วดีแล้ว คราวนี้จะระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเมื่อไรก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยพระพุทธปฏิมาอีกต่อไป

แต่ไม่ได้แปลว่า เมื่อถึงตอนนั้นก็ให้ทำลายพระพุทธปฏิมานั้นทิ้งเสียเพราะไม่ต้องใช้เป็นเครื่องช่วยฝึกอีกแล้ว

คนที่มาข้างหลัง-ที่อินทรีย์ยังอ่อนอยู่ยังมีอีกมาก

คนเหล่านั้นจะได้อาศัยพระพุทธปฏิมานั้นเป็นอุปกรณ์ช่วยระลึกถึงพระรัตนตรัย-เหมือนกับที่เราเคยได้ใช้มา-ต่อไปได้อีก

นี่คือเหตุผลที่สร้างพระพุทธปฏิมาขึ้นมาและดูแลรักษาพระพุทธปฏิมานั้นไว้สืบมา

พระพุทธปฏิมาทุกองค์ไม่ได้เกิดขึ้นได้เอง แต่ต้องมีผู้สร้างขึ้น

พระพุทธปฏิมาประจำที่อันมีอยู่ในแดนดินถิ่นต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นจากผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนนั้น ๆ สร้างขึ้น

ถ้าเผอิญใครจะรู้สึกขัดหูขัดตา หรือถึงขั้นเห็นว่าเป็นอัปรีย์จังไรที่มีพระพุทธปฏิมาอยู่ตรงนั้น และต้องการจะทำลายให้สูญสิ้นไป (ดังที่เคยมีผู้ทำเช่นนั้นเป็นที่รู้เห็นกันทั่วโลกมาแล้ว) ก็ขอให้ลองคิดดูว่า -

ชนชาติที่สร้างพระพุทธปฏิมาไว้ตรงนั้นตอนนี้เขาไปอยู่ที่ไหน 

เขายินยอมยกดินแดนตรงนั้นถวายให้แก่ผู้เข้าไปครอบครองอยู่ในปัจจุบัน

หรือว่าผู้เข้าไปครอบครองดินแดนนั้นอยู่ในปัจจุบันเข้าไปรุกรานขับไล่ยื้อแย่งยึดครองดินแดนนั้นโดยอำนาจป่าเถื่อน

แล้วใช้อำนาจป่าเพื่อนนั้นทุบทำลายพระพุทธปฏิมาที่เขาสร้างขึ้นด้วยศรัทธาให้พินาศสูญสิ้น

และนั่นเป็นการกระทำของผู้เจริญแล้ว-กระนั้นหรือ?

...................

คราวนี้ย้อนกลับมาดูพระพุทธปฏิมาที่มีอยู่ในประเทศไทย 

พระพุทธปฏิมาที่สร้างขึ้นไว้ประจำที่แห่งหนึ่ง อาจถูกเคลื่อนย้ายไปไว้ในที่อีกแห่งหนึ่ง 

จากวัดหนึ่งไปไว้อีกวัดหนึ่งในภูมิภาคเดียวกันก็มี

จากภูมิภาคหนึ่งไปอีกภูมิภาคหนึ่งก็มี

จากรัฐหนึ่งไปอีกรัฐหนึ่งก็มี

จะเรียกว่ายื้อแย่งปล้นชิงหรือจะเรียกอะไร ก็แล้วแต่จะคิดจะเรียก

แต่ย่อมกระทำด้วยศรัทธาปรารถนาจะได้ไว้สักการบูชา 

ใช้สำนวนว่า-อัญเชิญไปประดิษฐาน

เช่นพระแก้วมรกต จากประเทศนั้นประเทศนี้ ในที่สุดมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ

เช่นพระพุทธชินราชจังหวัดพิษณุโลก ก็เคยมีความคิดจะอัญเชิญมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ แต่เดชะเทพยดาบันดาลให้ระงับความคิดนั้นเสียได้ พระพุทธชินราชจึงยังคงประดิษฐานที่จังหวัดพิษณุโลกสืบมา

...................

ยังมีการเคลื่อนย้ายพระพุทธปฏิมาอีกวิธีหนึ่งที่นิยมประพฤติกันจนทุกวันนี้ นั่นคือวิธีโจรกรรม 

เมื่อคิดคำนึงถึงเจตนารมณ์ของการสร้างพระพุทธปฏิมาแล้ว วิธีโจรกรรมจัดว่าเป็นวิธีที่วิปริตสุดขั้วโลก

เล่าเป็นตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง-เรื่องจริงและผมอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ

พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ กษัตริย์ขอม สร้างพระพุทธปฏิมาที่เรียกขานกันว่า “พระชัยพุทธมหานาค” ทั้งหมด ๒๐ กว่าองค์เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐานตามหัวเมืองที่อยู่ในอำนาจขอมในสมัยนั้น หนึ่งในเมืองเหล่านั้นคือ ชยราชปุระ หรือราชบุรีในปัจจุบัน

พระชัยพุทธมหานาคนี้ปัจจุบันเหลือแค่องค์เดียวที่วัดมหาธาตุราชบุรี ส่วน ๒๐ กว่าองค์นอกนั้นไม่เหลือแล้ว

องค์ที่อยู่ที่วัดมหาธาตุราชบุรีก็เกือบจะไม่เหลือเหมือนกัน ขโมยมายกเอาไป แต่พระที่เฝ้าอยู่ท่านเห็นเสียก่อน ยกเคลื่อนที่ไปได้ไม่ไกล ตั้งแต่นั้นมาต้องดูแลรักษากันอย่างแข็งแรง

ถามว่า ขโมยพระเอาไปทำไม?

ตอบว่า เอาไปขาย

แล้วคนรับซื้อ รับซื้อไปทำไม?

รับซื้อเอาไปขายต่อ

คนรับซื้อต่อ รับซื้อต่อเอาไปทำไม?

เอาไปขายให้เศรษฐี-นักสะสมของเก่า

แล้วเศรษฐี-นักสะสมของเก่าซื้อเอาไปทำไม?

ซื้อเอาไปดู ...

นี่สมัยทวาฯ นี่สมัยเชียงแสน 

นี่สมัยอู่ทองยุคต้น นี่อู่ทองยุคปลาย 

นี่สมัยอยุธยา นี่สมัยรัตนฯ

นี่เนื้อสัมฤทธิ์ นี่เนื้อชิน 

นี่เนื้อหินเขียว นี่เนื้อหินทรายสีชมพู 

ฯลฯ

พระเกศอย่างนั้น 

พระกรรณอย่างนี้ 

พระพักตร์อย่างโน้น

ฯลฯ

เศรษฐี-นักสะสมของเก่ารับซื้อพระที่โจรกรรมมาล้วนแต่เอามาดูในแง่ที่เรียกกันว่า “พุทธศิลป์” แบบนี้ทั้งนั้น

ไม่มีใครดูเพื่อระลึกถึงพระพุทธคุณเป็นบาทฐานสำหรับเจริญวิปัสสนาเพื่อบรรลุมรรคผลต่อไป-ให้สมกับเจตนารมณ์ของการสร้างพระพุทธปฏิมาขึ้นมา

...................

เป็นอันว่า -

ขโมย มองพระพุทธปฏิมาเป็น “ทรัพย์”

เศรษฐี-นักสะสมของเก่า มองพระพุทธปฏิมาเป็น “ศิลป์”

ไม่มีใครมองพระพุทธปฏิมาในฐานะเป็น “สื่อ” เพื่อเข้าถึงธรรม

เขาสร้างพระพุทธปฏิมาขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อเข้าถึงธรรม

แต่โจรกรรมพระพุทธปฏิมาเอาไปดูเป็นงานศิลปะ

ถ้าไม่เรียกว่าวิปริตสุดขั้วโลก จะเรียกว่าอะไร

พฤติกรรมแบบนี้ ผมมองเปรียบเทียบไปถึงค่านิยมการเรียนบาลีในบ้านเรา

เปรียบเทียบว่าอย่างไร

คงต้องหาโอกาสอธิบายต่อไป

------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

๑๔:๓๕

[full-post]



เราจะรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้อย่างไร

-------------------------------------

ถ้าศึกษาต้นบัญญัติสิกขาบทหรือศีลของพระ จะพบว่ามีสิกขาบทจำนวนมากที่เกิดจากคำตำหนิของชาวบ้านว่า “พระทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างไปจากชาวบ้าน” หรือ “พระทำอย่างนี้ก็เหมือนชาวบ้านนี่เอง”

เราจึงน่าจะจับหลักได้ว่า วิถีชีวิตของพระต่างจากชาวบ้าน 

อะไรที่พระทำลงไปแล้วชาวบ้านรู้สึกว่า-ทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากชาวบ้าน นี่ต้องระวัง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะมีพุทธบัญญัติห้ามไว้หรือไม่ก็ตาม

แน่นอนว่า การดำรงชีพของพระกับชาวบ้าน หลาย ๆ อย่างทำเหมือนกัน เช่นต้องกิน ต้องนอน ต้องใช้สอยปัจจัยสี่เหมือนกัน 

หลาย ๆ อย่างที่ชาวบ้านเขาทำกันอย่างไร 

พระก็ต้องทำอย่างนั้น 

แต่ก็มีอีกหลาย ๆ อย่างที่ชาวบ้านเขาทำได้ 

แต่พระทำไม่ได้ 

และหลาย ๆ อย่างที่-ถ้าพระไปทำเข้า ก็จะเป็นที่มาของคำพูดที่ชาวบ้านเขาพูดกันว่า-พระทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับพวกเราชาวบ้าน

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า พระจะดำรงรักษา “ภาวะที่ต่างจากชาวบ้าน” ไว้ได้หรือเปล่า หรือดำรงรักษาไว้ได้มากน้อยแค่ไหน 

ถ้าดำรงรักษาไว้ได้มาก 

ชาวบ้านก็เคารพนับถือมาก 

เหตุผลที่เคารพนับถือมากก็คือ-พระท่านทำได้ แต่เรายังทำไม่ได้เหมือนท่าน เราจึงควรเคารพนับถือและสนับสนุนส่งเสริมท่าน

แต่ถ้าดำรงรักษาไว้ได้น้อย 

ความเคารพนับถือของชาวบ้านก็จะน้อยลงไป 

เหตุผลที่เคารพนับถือน้อยลงไปก็คือ-พระก็ไม่ต่างอะไรกับพวกเรา แล้วจะต้องเคารพนับถือไปทำไม

...........................

หลักอีกอย่างหนึ่งที่ควรจะได้จากการศึกษาพระธรรมวินัยก็คือ อะไรก็ตามที่-ถ้าไม่ต้องบวชก็ทำได้ นี่ต้องระวัง 

ทุกวันนี้เราจะเห็นว่า พระทำนั่นนี่โน่นหลายอย่าง โดยเหตุผลว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม 

แต่มักจะไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามว่า นั่นนี่โน่นที่พระท่านทำ และอ้างว่า-หรือมีผู้ยอมรับว่า-เป็นประโยชน์ต่อสังคม-นั้น ถ้าไม่บวช ทำได้ไหม 

หรือว่าต้องบวชเท่านั้นจึงจะทำได้ ไม่บวชทำไม่ได้

๑ สิ่งนั้น บวชหรือไม่บวชก็ทำได้

๒ สิ่งนั้น ต้องบวชเท่านั้นจึงจะทำได้ ไม่บวชทำไม่ได้

ถ้ายกสองเรื่องนี้ขึ้นมาถาม ก็จะกลายเป็นอีกประเด็นหนึ่ง 

นั่นคือประเด็นที่ว่า-พระพุทธเจ้าทรงตั้งคณะสงฆ์ให้คนเข้ามาบวชเพื่อทำอะไรกัน?

ถ้าสิ่งนั้น บวชหรือไม่บวชก็ทำได้ 

พระพุทธเจ้าจะทรงตั้งคณะสงฆ์ให้คนเข้ามาบวชทำไม-ในเมื่อไม่บวชก็ทำสิ่งนั้นได้อยู่แล้ว?

ถ้าสิ่งนั้น ต้องบวชเท่านั้นจึงจะทำได้ ไม่บวชทำไม่ได้

บวชแล้วไม่ทำสิ่งนั้น แต่ไพล่ไปทำสิ่งอื่น ๆ-ซึ่งแม้ไม่บวชก็ทำได้

แบบนี้ จะเข้ามาบวชทำไม?

นี่คือประเด็นที่ต้องคิด

...........................

เรื่องบวชแล้วทำอะไรหรือไม่ทำอะไร นี่สำคัญมาก 

เพราะเป็นการตอบคำถามว่า เราจะรักษาพระศาสนาไว้ได้อย่างไร 

บวชแล้วไม่ทำสิ่งที่ต้องทำ แต่ไปทำสิ่งที่-แม้ไม่บวชก็ทำได้ 

ถ้าเป็นแบบนี้ทั่วไปหมด เราจะรักษาพระศาสนาไว้ได้หรือ?

และประการสำคัญ ทำอย่างไรที่จะไม่ให้-สิ่งที่เรารักษากันมาและจะรักษากันต่อไปนั้น ลงท้ายกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่ “คำสอนของพระพุทธเจ้า”

.........................................................

อย่าลืมว่า พระพุทธศาสนาคือคำสอนของพระพุทธเจ้า

.........................................................

เวลานี้มีแนวคิดว่า สมัยนี้เป็นสมัยปุถุชน ไม่มีพระอริยะแล้ว เพราะฉะนั้นจะมาเกณฑ์ให้ปุถุชนต้องทำอะไร ๆ เหมือนพระอริยะไม่ได้หรอก มีพระไว้รักษาวัดก็ดีเท่าไรแล้ว ศีลข้อไหนรักษาได้ก็รักษาไป ข้อไหนรักษาไม่ได้ก็ต้องปล่อยไป 

สรุปว่า การเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ไม่จำเป็นต้องตั้งมาตรฐานไว้ที่-ต้องมุ่งปฏิบัติขัดเกลาตนเองเพื่อบรรลุมรรคผล-เสมอไป

เชื่อว่าแนวคิดนี้คงมีคนเห็นด้วยเยอะ

เห็นด้วยกับการลดมาตรฐานของการบวชลงมา

.........................................................

“เราควรพัฒนาศักยภาพของเราขึ้นไปหามาตรฐาน

ไม่ใช่ลดมาตรฐานลงมาให้เท่ากับศักยภาพของเรา”

ผมเชื่ออย่างนี้

.........................................................

แม้เราจะยังพัฒนาตัวเองขึ้นไปถึงมาตรฐานไม่ได้ แต่ก็ควรจะรักษามาตรฐานเอาไว้ให้ได้ เพื่อที่ว่า-คนที่เกิดมาภายหลังจะได้เห็นมาตรฐานนั้น-เหมือนกับที่เราเคยเห็น

ใครมีวิริยะอุตสาหะ ก็จะได้พัฒนาตัวเองขึ้นไปสู่มาตรฐานนั้นต่อไป

และนั่นคือวิธีที่จะรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้อย่างถูกต้อง

พระพุทธศาสนาคือคำสั่งสอนที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า ย่อมดำรงอยู่และดำเนินไปได้ ด้วยประการฉะนี้

-----------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

๑๗:๓๕


[full-post]



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,273)


ผู้หญิงนำหน้า

เป็นค่านิยมของบาลี

ในภาษาบาลีเมื่อเอ่ยถึงเพศชายหญิงคู่กัน มีหลายคำที่นิยมเอาคำเพศหญิงนำหน้า เท่าที่นึกได้ตอนนี้มี 3 คำ คือ มาตาปิตา อมฺมตาตา ชายปติกา

(๑) “มาตาปิตา” 

อ่านว่า มา-ตา-ปิ-ตา แยกศัพท์เป็น มาตา + ปิตา 

(ก) “มาตา” เป็นศัพท์ที่แจกรูปตามวิภัตติแล้ว ศัพท์เดิมเป็น “มาตุ” อ่านว่า มา-ตุ รากศัพท์มาจาก -

(1) มานฺ (ธาตุ = รัก, ทะนุถนอม) + ราตุ ปัจจัย, ลบ ร ที่ ราตุ (ราตุ > อาตุ), ลบพยัญชนะที่สุดธาตุและสระ (มานฺ > มา > ม)

: มานฺ > มา > ม + ราตุ > อาตุ : ม + อาตุ = มาตุ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้รักบุตรโดยธรรมชาติ”

(2) ปา (ธาตุ = ดื่ม) + ตุ ปัจจัย, แปลง ป ที่ ปา เป็น ม (ปา > มา)

: ปา + ตุ = ปาตุ > มาตุ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ยังบุตรให้ดื่มนม”

มาตุ + สิ วิภัตติ, แปลง อุ กับ สิ เป็น อา = มาตา หมายถึง แม่ (mother) 

“มาตา” คือที่เราแปลงใช้ในภาษาไทยเป็น “มารดา” 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บคำว่า “มารดา” ไว้กับคำว่า “มารดร” บอกไว้ว่า -

“มารดร, มารดา : (คำนาม) แม่. (ป. มาตา; ส. มาตฺฤ).

(ข) “ปิตา” อ่านวา ปิ-ตา รากศัพท์มาจาก -

(1) ปา (ธาตุ = รักษา, คุ้มครอง) + ริตุ ปัจจัย, ลบ ร ที่ ริตุ (ริตุ > อิตุ), ลบสระที่สุดธาตุ (ปา > ป)

: ปา > ป + ริตุ > อิตุ : ป + อิตุ = ปิตุ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้คุ้มครองบุตร”

(2) ปิ (ธาตุ = ยินดี, ชอบใจ) + ริตุ ปัจจัย, ลบ ร ที่ ริตุ (ริตุ > อิตุ), ลบสระที่สุดธาตุ (ปิ > ป)

: ปิ > ป + ริตุ > อิตุ : ป + อิตุ = ปิตุ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้รักบุตร”

ปิตุ + สิ วิภัตติ, แปลง อุ กับ สิ เป็น อา = ปิตา หมายถึง พ่อ (father) 

“ปิตา” ใช้ในภาษาไทยเป็น “บิดา”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“บิดา : (คำนาม) พ่อ (ใช้ในภาษาทางการ), โดยปริยายหมายความว่า ผู้ให้กำเนิด เช่น บิดาแห่งประวัติศาสตร์. (ป. ปิตา; ส. ปิตฤ).”

การประสมคำ :

มาตา + ปิตา = มาตาปิตา (มา-ตา-ปิ-ตา) แปลว่า “มารดาและบิดา” 

รูปคำอื่นที่พบได้ คือ

- มาตาปิตุ เช่น มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ แปลว่า “การบำรุงมารดาและบิดา” 

- มาตาปิตโร เป็นรูปคำที่แจกด้วยปฐมาวิภัตติ พหุวจนะ แปลโดยพยัญชนะว่า “อันว่ามารดาและบิดาทั้งหลาย”

จะเห็นได้ว่า มารดาคือเพศหญิงนำหน้า

(๒) “อมฺมตาตา” 

อ่านว่า อำ-มะ-ตา-ตา แยกศัพท์เป็น อมฺม + ตาตา

(ก) “อมฺม” อ่านว่า อำ-มะ รูปคำเดิมเป็น “อมฺมา” อ่านว่า อำ-มา รากศัพท์มาจาก อมฺ (ธาตุ = ไป, ถึง; บูชา) + ม ปัจจัย + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์ 

: อมฺ + ม = อมฺม + อา = อมฺมา แปลตามศัพท์ว่า (1) “ผู้อันบุตรธิดาไปหา” (คือเข้ามาคลอเคลีย) (2) “ผู้อันบุตรธิดาบูชา” หมายถึง แม่ (mother) 

(ข) “ตาตา” อ่านตรงตัวว่า ตา-ตา รูปคำเดิมเป็น “ตาต”อ่านว่า ตา-ตะ รากศัพท์มาจาก ตา (ธาตุ = ดูแล, รักษา) + ต ปัจจัย 

: ตา + ต = ตาต แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ดูแลบุตร” หมายถึง พ่อ (father) 

การประสมคำ :

(1) อมฺมา + ตาต ลบสระหน้า (อมฺมา > อมฺม) 

: อมฺมา + ตาต = อมฺมาตาต > อมฺมตาต แปลว่า “แม่และพ่อ” 

(2) “อมฺมตาต” แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) พหุวจนะ ปุงลิงค์ เปลี่ยนรูปเป็น “อมฺมตาตา” (อำ-มะ-ตา-ตา) แปลว่า “แม่และพ่อทั้งหลาย” 

ขยายความ : “อมฺมตาต”

“อมฺม” ใช้เป็นคำเรียกสตรี เด็กหญิง หรือลูกสาว แต่โดยปกติใช้ในกรณี -

(1) เด็ก ๆ ร้องเรียกมารดา = แม่จ๋า, คุณแม่ที่รัก (by children in addressing their mother = mammy, mother dear)

(2) โดยทั่วไป เมื่อร้องเรียกสตรีอย่างคุ้นเคย = คุณนาย, คุณหญิง, ที่รัก (in general when addressing a woman familiarly = good woman, my lady, dear)

“ตาต” ใช้เป็นคำเรียกคนคนเดียวหรือมากกว่านั้นด้วยความรัก, อย่างเพื่อนฝูง หรือด้วยความเคารพ, ทั้งที่หนุ่มกว่าและแก่กว่าผู้พูด, ไม่ว่าจะเหนือกว่าหรือต่ำกว่า (used as term of affectionate, friendly or respectful address to one or more persons, both younger & older than the speaker, superior or inferior)

บางกรณี “ตาต” ใช้เป็นคำที่ลูกเรียกพ่อก็ได้ พ่อแม่เรียกลูกชายก็ได้

“อมฺม - ตาต” เมื่อลูกเรียกพ่อแม่ มีความหมายเหมือน mammy - daddy ในภาษาอังกฤษ

เมื่อรวมกันเป็น “อมฺมตาตา” ใช้ในกรณีร้องทักที่ชุมนุมชน ตรงกับคำอังกฤษว่า Ladies and gentlemen หรือที่นักการเมืองบ้านเรานิยมใช้ในการปราศรัยหาเสียงขึ้นต้นว่า “พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย” นั่นเอง

จะเห็นได้ว่า ภาษาไทยพ่อนำหน้า แต่ภาษาบาลีแม่คือเพศหญิงนำหน้า

(๓) “ชายปติกา”

อ่านว่า ชา-ยะ-ปะ-ติ-กา แยกศัพท์เป็น ชาย + ปติกา

(ก) “ชาย” อ่านว่า ชา-ยะ รูปคำเดิมเป็น “ชายา” รากศัพท์มาจาก -

(1) ชนฺ (ธาตุ = เกิด) + ย ปัจจัย, แปลง นฺ ที่สุดธาตุเป็น อา (ชนฺ > ชา) + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์ 

: ชนฺ + ย = ชนฺย > ชาย + อา = ชายา แปลตามศัพท์ว่า “ผู้เป็นแดนเกิดแห่งบุตร” 

(2) ชิ (ธาตุ = ชนะ) + ย ปัจจัย, แปลง อิ เป็น อา (ชิ > ชา) + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์ 

: ชิ + ย = ชิย > ชาย + อา = ชายา แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ชนะ” 

“ชายา” หมายถึง ภรรยา, เมีย (wife)

(ข) “ปติกา” อ่านว่า ปะ-ติ-กา รูปคำเดิมเป็น “ปติ” รากศัพท์มาจาก -

(1) ปา (ธาตุ = รักษา, ดูแล) + ติ ปัจจัย, รัสสะ อา ที่ ปา เป็น อะ (ปา > ป)

: ปา + ติ = ปาติ > ปติ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้รักษา”

(2) ปตฺ (ธาตุ = ไป, เป็นไป) + อิ ปัจจัย

: ปตฺ + อิ = ปติ แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ดำเนินไปข้างหน้า”

“ปติ” ในบาลีใช้ในความหมายว่า -

(1) พ่อบ้าน, นาย, เจ้าของ, ผู้นำ (lord, master, owner, leader)

(2) สามี (husband)

การประสมคำ :

(1) ชายา + ปติ ลบสระหน้า (ชายา > ชาย) 

: ชายา + ปติ = ชายาปติ > ชายปติ แปลว่า “ภรรยาและสามี” “เมียและผัว”

(2) ชายปติ ลง ก-สกรรถ (กะ-สะ-กัด) = ชายปติก แจกด้วยวิภัตตินามที่หนึ่ง (ปฐมาวิภัตติ) พหุวจนะ เปลี่ยนรูปเป็น “ชายปติกา” แปลว่า “ภรรยาและสามีทั้งหลาย” “เมียและผัวทั้งหลาย”

จะเห็นได้ว่า ภรรยาคือเพศหญิงนำหน้า

..............

เรียนบาลีก็จะเห็นว่า วัฒนธรรมบาลีนั้นยอมให้สตรีนำหน้าได้

มีผู้คิดว่า พระพุทธศาสนากีดกันสตรี กดขี่สตรี ไม่ให้เกียรติสตรี ผู้คิดเช่นนี้สมควรทบทวนดูว่า เราศึกษาพระพุทธศาสนาทั่วถึงหรือยัง

..............

ดูก่อนภราดา!

: ลังเล ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำ

: รวนเร ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้ตาม

[full-post]


 

ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,265)


ดันทุรัง

ดันเข้าคลังบาลีอีกสักคำ

“ดันทุรัง” เป็นคำไทย อ่านว่า ดัน-ทุ-รัง

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“ดันทุรัง : (คำวิเศษณ์) ดื้อดึงไม่ยอมแพ้, ดื้อดึงไม่เข้าเรื่อง, ดัน ก็ว่า.”

พจนานุกรมฯ ไม่ได้บอกว่า “ดันทุรัง” เป็นภาษาอะไรหรือมาจากภาษาอะไร

“ดัน” เป็นคำไทยแน่นอน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“ดัน : (คำกริยา) ทำให้เคลื่อนที่ออกจากตัว เช่น ดันประตูให้เปิด, ยันหรือค้ำไว้ เช่น ดันประตูไว้ไม่ให้เข้ามา; (ภาษาปาก) ใช้เป็นคำไม่สุภาพหมายถึงขืนทำ เช่น กางเกงคับยังดันสวมเข้าไปได้, ทำสิ่งที่ไม่น่าจะทำ เช่น ดันขึ้นไปอยู่บนยอดไม้.”

แล้ว “ทุรัง” เป็นภาษาอะไร?

เมื่อพจนานุกรมฯ ไม่ได้บอกไว้ ก็ต้องใช้วิธีเดา เรียกให้เป็นวิชาการก็ว่าสันนิษฐาน

ผู้เขียนบาลีวันละคำสันนิษฐานว่า “ทุรัง” มาจาก “ทุร” ในบาลีสันสกฤต

คำรูปร่างอย่างนี้ พจนานุกรมฯ เก็บไว้ 2 คำ คือ “ทุร-” (ทุ- สระอุ) และ “ทูร-” (ทู- สระอู) บอกไว้ดังนี้ -

(1) ทุร- : (คำวิเศษณ์) คำประกอบหน้าคำศัพท์ หมายความว่า ชั่ว, ยาก, ลำบาก, น้อย, ไม่มี, เช่น ทุรค ว่า ที่ไปถึงยาก, ทางลำบาก. (ส.).

(2) ทูร- : (คำวิเศษณ์) คำประกอบหน้าคำศัพท์ หมายความว่า ไกล เช่น ทูรบถ ทูรมรรคา ว่า ทางยาว, ทางไกล. (ป.).

บาลี “ทุร” มาจาก “ทุ” คำอุปสรรค นักเรียนบาลีจำคำแปลกันมาว่า “ชั่ว, ยาก, ลำบาก, ทราม, น้อย” 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ทุ” ว่า bad, wrong, perverseness, difficulty, badness (ชั่ว, ผิด, ยาก, ลำบาก, ทราม, การใช้ไปในทางที่ผิด, ความยุ่งยาก, ความเลว)

หลักของการประกอบ “ทุ” หน้าคำอื่น : 

๑ ถ้าเป็นคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ แปลง ทุ เป็น ทุร หรือจะว่าลง ร-อาคม (ระ-อา-คม) ก็ได้ เช่น -

ทุ + อภิรม : ทุ > ทุร (ทุ + ร) + อภิรม = ทุรภิรม = ยากที่จะยินดี

ทุ + อาคต : ทุ > ทร (ทุ + ร) + อาคต = ทุราคต = มาถึงได้ยาก

๒ ถ้าเป็นคำที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ให้ซ้อนพยัญชนะตัวหน้าของคำนั้น เช่น -

ทุ + กร : ทุ + กฺ + กร = ทุกฺกร = ทำได้ยาก

ทุ + จริต : ทุ + จฺ + จริต = ทุจฺจริต = ประพฤติชั่ว

ทุ + พล : ทุ + พฺ + พล = ทุพฺพล = กำลังน้อย, ไม่มีกำลัง

๓ คำที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ถ้าไม่แปลง ทุ เป็น ทุร (หรือไม่ลง ร-อาคม) และไม่ซ้อนพยัญชนะตัวหน้าเนื่องจากไม่นิยมใช้เป็นตัวซ้อน ให้แปลง ทุ เป็น ทู หรือจะว่า ทีฆะ อุ เป็น อู ก็ได้ เช่น -

ทุ + วิญฺเญยฺย : ทุ > ทู + วิญฺเญยฺย = ทูวิญฺเญยฺย = รู้ได้ยาก, ยากที่จะรู้

“ทุ” ที่เปลี่ยนรูปเป็น “ทุร-” ที่เราคุ้นกันในภาษาไทยคำหนึ่งคือ “ทุเรศ” (ดูรายละเอียดที่ “ทุเรศ” บาลีวันละคำ (1,763) 4-4-60) ซึ่งมาจาก ทุร + อีศ แผลง อี เป็น เอ : ทุร + อีศ = ทุรีศ > ทุเรศ 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“ทุเรศ ๑ : (คำวิเศษณ์) ลักษณะที่ขัดหูขัดตา น่ารังเกียจ หรือน่าสมเพช เป็นต้น, (ภาษาปาก) คำที่เปล่งออกมาแสดงการไม่ยอมรับหรือแสดงความรังเกียจ.”

“ทุเรศ” คำนี้ บางทีพูดแบบมีสร้อยคำเป็น “ทุเรศทุรัง”

สันนิษฐานว่า “ทุรัง” ในคำว่า “ทุเรศทุรัง” นี่เอง ที่เอามาพูดควบกับ “ดัน” หรือจะว่าเอามาเป็นคำสร้อยของ “ดัน” เป็น “ดันทุรัง” ซึ่งพจนานุกรมฯ บอกความหมายไว้ว่า “ดื้อดึงไม่ยอมแพ้, ดื้อดึงไม่เข้าเรื่อง, ดัน ก็ว่า.”

ที่ว่ามานี้เป็นข้อสันนิษฐานของผู้เขียนบาลีวันละคำแต่เพียงผู้เดียว ญาติมิตรทั้งปวงไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยแต่ประการใด

..............

ดูก่อนภราดา!

: ถ้ารู้จักยอมรับว่าผิด

: ก็เป็นบัณฑิตทันที

[full-post]

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,267)


มหายาน

หญ้าปากคอกอีกคำหนึ่ง

อ่านแบบไทยว่า มะ-หา-ยาน

“มหายาน” อ่านแบบบาลีว่า มะ-หา-ยา-นะ ประกอบด้วยคำว่า มหา + ยาน 

(๑) “มหา” 

อ่านว่า มะ-หา รูปคำเดิมในบาลีเป็น “มหนฺต” (มะ-หัน-ตะ) รากศัพท์มาจาก มหฺ (ธาตุ = เจริญ) + อนฺต ปัจจัย

: มหฺ + อนฺต = มหนฺต แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ขยายตัว” มีความหมายว่า ยิ่งใหญ่, กว้างขวาง, โต; มาก; สำคัญ, เป็นที่นับถือ (great, extensive, big; much; important, venerable)

“มหนฺต” เป็นคำเดียวกับที่ใช้ในภาษาไทยว่า “มหันต์”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“มหันต-, มหันต์ : (คำวิเศษณ์) ใหญ่, มาก, เช่น โทษมหันต์. (เมื่อเข้าสมาสกับศัพท์อื่น เป็น มห บ้าง มหา บ้าง เช่น มหัคฆภัณฑ์ คือ สิ่งของที่มีค่ามาก, มหาชน คือ ชนจำนวนมาก). (ป.).”

ในที่นี้ มหันต- เข้าสมาสกับ -ยาน เปลี่ยนรูปเป็น “มหา” 

(๒) “ยาน”

บาลีอ่านว่า ยา-นะ รากศัพท์มาจาก ยา (ธาตุ = ไป, ถึง, เป็นไป) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ)

: ยา + ยุ > อน = ยาน แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องไปสู่ที่ปรารถนา” หรือ “สิ่งสำหรับทำให้เคลื่อนไป” 

“ยาน” (นปุงสกลิงค์) ในบาลีหมายถึง -

(1) การไป, การดำเนินไป (going, proceeding) 

(2) ยาน, พาหนะ (carriage, vehicle)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ -

“ยาน ๑ : (คำนาม) เครื่องนำไป, พาหนะต่าง ๆ เช่น รถ เกวียน เรือ, มักใช้เข้าคู่กับคำ พาหนะ เป็น ยานพาหนะ. (ป., ส.).”

มหนฺต + ยาน = มหนฺตยาน > มหายาน แปลว่า “ยานพาหนะขนาดใหญ่” “ยานที่มีขนาดกว้างใหญ่”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ -

“มหายาน : (คำนาม) ชื่อนิกายในพระพุทธศาสนาฝ่ายเหนือที่ถือกันในทิเบต จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และญวน เป็นต้น, อาจริยวาท ก็ว่า.”

ขยายความ :

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต อธิบายคำว่า “มหายาน” ไว้ดังนี้ -

..............

มหายาน : “ยานใหญ่”, นิกายพระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นหลังพุทธปรินิพพานประมาณ ๕๐๐–๖๐๐ ปี โดยสืบสายจากนิกายที่แตกแยกออกไปเมื่อใกล้ พ.ศ.๑๐๐ (ถือกันว่าสืบต่อไปจากนิกายมหาสังฆิกะ ที่สูญไปแล้ว) เรียกชื่อตนว่ามหายาน และบางทีเรียกว่าโพธิสัตวยาน (ยานของพระโพธิสัตว์) พร้อมทั้งเรียกพระพุทธศาสนาแบบเก่า ๆ รวมทั้งเถรวาทที่มีอยู่ก่อนว่า หีนยาน (คำว่าหีนยาน จึงเป็นคำที่เกิดขึ้นภายหลัง แต่ใช้เรียกสิ่งที่เก่ากว่า) หรือเรียกว่าสาวกยาน (ยานของสาวก), มหายานนั้นมีผู้นับถือมากในประเทศแถบเหนือของทวีปเอเชีย เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ทิเบต และมองโกเลีย บางทีจึงเรียกว่า อุตรนิกาย (นิกายฝ่ายเหนือ) เป็นคู่กับ ทักษิณนิกาย (นิกายฝ่ายใต้) คือ เถรวาท ที่นับถืออยู่ในประเทศแถบใต้ เช่น ไทยและลังกา ซึ่งทางฝ่ายมหายานเรียกรวมไว้ในคำว่า หีนยาน, เนื่องจากเถรวาท เป็นพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม จึงมีคำเก่าเข้าคู่กันอันใช้เรียกนิกายทั้งหลายที่แยกออกไป รวมทั้งนิกายย่อยมากมายของมหายาน หรือเรียกมหายานรวม ๆ ไปว่า อาจริยวาท หรือ อาจารยวาท (ลัทธิของอาจารย์ ที่เป็นเจ้านิกายนั้นๆ), ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งที่น่าสังเกตคือ เถรวาท ไม่ว่าที่ไหน ในประเทศใด ก็ถือตามหลักการเดิมเหมือนกันหมด ส่วนมหายาน แยกเป็นนิกายย่อยมากมาย มีคำสอนและข้อปฏิบัติแตกต่างกันเองไกลกันมาก แม้แต่ในประเทศเดียวกัน เช่น ในญี่ปุ่น ปัจจุบันมีนิกายใหญ่ ๕ แยกย่อยออกไปอีกราว ๒๐๐ สาขานิกาย และในญี่ปุ่นพระมีครอบครัวได้แล้วทุกนิกาย แต่ในไต้หวัน เป็นต้น พระมหายานไม่มีครอบครัว.

..............

แถม :

เพื่อให้เข้าใจพระพุทธศาสนาทั้ง 2 นิกายได้กว้างขวางขึ้น ขอนำคำอธิบายคำว่า “หินยาน, หีนยาน” จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต มาเสนอประกอบกันไว้ในที่นี้ ดังนี้ -

..............

หินยาน, หีนยาน : “ยานเลว”, “ยานที่ด้อย” (คำเดิมในภาษาบาลีและสันสกฤตเป็น ‘หีนยาน’, ในภาษาไทย นิยมเขียน ‘หินยาน’), เป็นคำที่นิกายพุทธศาสนาซึ่งเกิดภายหลัง เมื่อประมาณ พ.ศ.๕๐๐–๖๐๐ คิดขึ้น โดยเรียกตนเองว่า มหายาน (ยานพาหนะใหญ่มีคุณภาพดีที่จะช่วยขนพาสัตว์ออกไปจากสังสารวัฏได้มากมายและอย่างได้ผลดี) แล้วเรียกพระพุทธศาสนาแบบอื่นที่มีอยู่ก่อนรวมกันไปว่าหีนยาน (ยานพาหนะต่ำต้อยด้อยคุณภาพที่ขนพาสัตว์ออกไปจากสังสารวัฏได้น้อยและด้อยผล), พุทธศาสนาแบบเถรวาท (อย่างที่บัดนี้นับถือกันอยู่ในไทย พม่า ลังกา เป็นต้น) ก็ถูกเรียกรวมไว้ในชื่อว่าเป็นนิกายหินยานด้วย

ปัจจุบัน พุทธศาสนาหินยานที่เป็นนิกายย่อย ๆ ทั้งหลายได้สูญสิ้นไปหมด (ตัวอย่างนิกายย่อยหนึ่งของหินยาน ที่เคยเด่นในอดีตบางสมัย คือ สรวาสติวาท หรือเรียกแบบบาลีว่า สัพพัตถิกวาท แต่ก็สูญไปนานแล้ว) เหลือแต่เถรวาทอย่างเดียว เมื่อพูดถึงหินยานจึงหมายถึงเถรวาท จนคนทั่วไปมักเข้าใจว่าหินยานกับเถรวาทมีความหมายเป็นอันเดียวกัน บางทีจึงถือว่าหินยานกับเถรวาทเป็นคำที่ใช้แทนกันได้ แต่เมื่อคนรู้เข้าใจเรื่องราวดีขึ้น บัดนี้จึงนิยมเรียกว่า เถรวาท ไม่เรียกว่า หินยาน

เนื่องจากคำว่า “มหายาน” และ “หินยาน” เกิดขึ้นในยุคที่พุทธศาสนาแบบเดิมเลือนรางไปจากชมพูทวีป หลังพุทธกาลนานถึง ๕-๖ ศตวรรษ คำทั้งสองนี้จึงไม่มีในคัมภีร์บาลีแม้แต่รุ่นหลังในชั้นฎีกาและอนุฎีกา, ปัจจุบัน ขณะที่นิกายย่อยของหินยานหมดไป เหลือเพียงเถรวาทอย่างเดียว แต่มหายานกลับแตกแยกเป็นนิกายย่อยเพิ่มขึ้นมากมาย บางนิกายย่อยถึงกับไม่ยอมรับที่ได้ถูกจัดเป็นมหายาน แต่ถือตนว่าเป็นนิกายใหญ่อีกนิกายหนึ่งต่างหาก คือ พุทธศาสนาแบบทิเบต ซึ่งเรียกตนว่าเป็น วัชรยาน และถือตนว่าประเสริฐเลิศกว่ามหายาน

ถ้ายอมรับคำว่ามหายาน และหินยานแล้วเทียบจำนวนรวมของศาสนิก ตามตัวเลขในปี ๒๕๔๘ ว่า มีพุทธศาสนิกชนทั่วโลก ๓๗๘ ล้านคน แบ่งเป็นมหายาน ๕๖% เป็นหินยาน ๓๘% (วัชรยานนับต่างหากจากมหายานเป็น ๖%) แต่ถ้าเทียบระหว่างประดานิกายย่อยของสองยานนั้น (ไม่นับประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีตัวเลขไม่ชัด) ปรากฏว่า เถรวาทเป็นนิกายที่ใหญ่มีผู้นับถือมากที่สุด; บางทีเรียกมหายานว่า อุตรนิกาย เพราะมีศาสนิกส่วนใหญ่อยู่ในแถบเหนือของทวีปเอเชีย และเรียกหินยานว่า ทักษิณนิกาย เพราะมีศาสนิกส่วนใหญ่อยู่ในแถบใต้ของทวีปเอเชีย.

..............

ดูก่อนภราดา!

: ถ้ายังดูถูกกันอยู่ทุกวันวาร

: ไม่ว่าอะไรยานก็ไปพระนฤพานด้วยตัวเองไม่ได้

: ไม่ต้องพูดถึงว่าจะพาใครไปด้วยนั่นเลย

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.