แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรหันต์ แสดงบทความทั้งหมด


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,933)


อรหัต - อรหันต์

ต่างกันอย่างไร

ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรม เมื่อบรรลุมรรคผลถึงที่สุด จะมีคำบรรยายว่า “ในที่สุดก็บรรลุพระอรหัต”

ถ้าพูดว่า “ในที่สุดก็บรรลุพระอรหันต์” จะถูกต้องหรือไม่?

“บรรลุพระอรหัต”

“บรรลุพระอรหันต์”

เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร?

(๑) “อรหัต”

อ่านว่า อะ-ระ-หัด บาลีเป็น “อรหตฺต” อ่านว่า อะ-ระ-หัด-ตะ โปรดสังเกตว่าไม่ใช่ “อรหนฺต” แต่เป็น “อรหตฺต” ถ้าไม่ระวังให้ดีจะเริ่มสับสนตั้งแต่ตรงนี้

“อรหตฺต” รากศัพท์มาจาก “อรหนฺต” นั่นเอง คือ “อรหนฺต” ลบ อนฺต ปัจจัย (อรหนฺต > อรห) + ตฺต ปัจจัย

ตฺต ปัจจัย เป็นปัจจัยในภาวตัทธิต ใช้แทนศัพท์ว่า “ภาว” = ความเป็น ศัพท์ที่ลงปัจจัยตัวนี้จึงต้องแปลว่า “ความเป็นแห่ง-” หรือ “ภาวะแห่ง-”

: อรหนฺต > อรห + ตฺต = อรหตฺต แปลตามศัพท์ว่า “ความเป็นแห่งพระอรหันต์” หรือ “ภาวะแห่งพระอรหันต์” หรือ “ความเป็นพระอรหันต์” 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อรหตฺต” ไว้ดังนี้ -

(1) the state or condition of an Arahant, i. e. perfection in the Buddhist sense = Nibbāna (ภาวะหรือความเป็นพระอรหันต์, คือ ความดีเลิศโดยสมบูรณ์ในความหมายของพระพุทธศาสนา = นิพฺพาน) 

(2) final & absolute emancipation, Arahantship, the attainment of the last & highest stage of the Path (การหลุดพ้นสุดท้ายและโดยสมบูรณ์, ความเป็นพระอรหันต์, การบรรลุชั้นสุดท้ายและสูงสุดของมรรค)

“อรหตฺต” ในภาษาไทยใช้ว่า “อรหัต” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“อรหัต, อรหัต- : (คำนาม) ความเป็นพระอรหันต์. (ป. อรหตฺต; ส. อรฺหตฺตฺว).”

(๒) “อรหันต์” 

อ่านว่า อะ-ระ-หัน แม้พจนานุกรมฯ จะบอกว่าอ่านว่า ออ-ระ-หัน ก็ได้ แต่ผู้เขียนบาลีวันละคำขอเชิญชวนให้อ่านว่า อะ-ระ-หัน (อะ- ไม่ใช่ ออ-) 

คำนี้เดิมอ่านว่า อะ-ระ-หัน อย่างเดียว แต่คนที่ไม่สังเกตเรียนรู้ไปอ่านตามความเข้าใจเอาเองว่า ออ-ระ-หัน แล้วก็มีคนอ่านตามกันมากขึ้น แล้วก็ยอมรับกันว่าอ่านว่าออ-ระ-หัน ก็ได้ ไปเข้าทางทฤษฎีที่ว่า ภาษาเป็นสิ่งสมมุติ แล้วแต่ว่าจะตกลงกัน ไม่มีผิดไม่มีถูก ถ้าถือตามทฤษฎีนี้เราก็ไม่จำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้อะไร พูดเขียนอ่านไปตามที่เข้าใจเอาเองก็ใช้ได้หมด ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง

คำว่า “อรหันต์” รูปศัพท์เดิมในบาลีเป็น “อรหนฺต” อ่านว่า อะ-ระ-หัน-ตะ มีรากศัพท์มาได้หลายทาง เช่น :

(1) อรห (ธาตุ = สมควร) + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้ควรแก่การบูชาพิเศษของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย”

(2) น (คำนิบาต = ไม่, ไม่ใช่) > อ + รห (ธาตุ = สละ, ทอดทิ้ง) = อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้อันคนดีไม่ควรทอดทิ้ง”

(3) อริ ( = ข้าศึก) > อร + หนฺ (ธาตุ = กำจัด) = อรหน ลบที่สุดธาตุ > = อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้กำจัดข้าศึกคือกิเลสได้แล้ว”

(4) อร ( = ดุม กำ กง อันประกอบเข้าเป็นวงล้อ) + หนฺ (ธาตุ = กำจัด, เบียดเบียน) = อรหน ลบที่สุดธาตุ > อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้หักซึ่งวงล้อแห่งสังสารวัฏได้แล้ว”

(5) น (คำนิบาต = ไม่ใช่, ไม่มี) > อ + รห ( = การไปมา) = อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้ไม่มีการไปมา” คือไม่ไปเกิดในภพภูมิไหนๆ อีก

(6) น (คำนิบาต = ไม่ใช่, ไม่มี) > อ + รห ( = ความลับ, ที่ลับ, ความชั่ว) = อรห + อนฺต ปัจจัย = อรหนฺต แปลว่า “ผู้ไม่มีความลับ” (ไม่มีความไม่ดีไม่งามที่จะต้องปิดบังใครๆ) “ผู้ไม่มีที่ลับ” (สำหรับที่จะแอบไปทำความไม่ดีไม่งาม) “ผู้ไม่มีความชั่ว”

บาลี “อรหนฺต” ในภาษาไทยใช้ว่า “อรหันต์” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“อรหันต-, อรหันต์ : (คำนาม) ชื่อพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดใน ๔ ชั้น คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ เรียกว่า พระอรหันต์. (ศัพท์นี้ใช้ อรหา หรือ อรหัง ก็มี แต่ถ้าใช้เป็นคําวิเศษณ์หรืออยู่หน้าสมาสต้องใช้ อรหันต). (ป.; ส. อรฺหนฺต).”

คำที่ออกจาก “อรหนฺต” และคุ้นกันคำหนึ่งคือ “อรหํ” (อะ-ระ-หัง)

“อรหนฺต” แจกด้วยวิภัตตินามที่ 1 (ปฐมาวิภัตติ) เอกวจนะ ปุงลิงค์ ลง สิ วิภัตติ ตามสูตรว่า “เอา นฺต กับ สิ เป็น อํ”

: อรหนฺต + สิ (-นฺต + สิ = อํ : อรห + อํ) = อรหํ 

“อรหํ” เขียนแบบไทยเป็น “อรหัง” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“อรหัง : (คำนาม) พระพุทธเจ้า; พระอรหันต์. (ป. อรหํ).”

ขยายความ :

“อรหัต” เป็นคนละคำกับ “อรหันต์”

“อรหัต” หมายถึง “ภาวะแห่งพระอรหันต์” เป็นนามธรรม

“พระอรหันต์” หมายถึง ตัวบุคคลผู้บรรลุธรรม 

“บรรลุพระอรหัต” ได้

แต่ “บรรลุพระอรหันต์” ไม่ได้

ถ้อยคำต่างกันเล็กน้อย

แต่ความหมายต่างกันมาก

..............

ดูก่อนภราดา!

: เรียนรู้คำ ไม่ยาก

: เรียนรู้คน ไม่ง่าย

 

[full-post]



ถามว่า พระอรหันต์มีทุกข์หรือไม่? 


คำถามนี้ ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า "อรหันต์" ก่อน

       - ถ้าจะชี้ลงไปว่าส่วนใดในร่างกายเป็นพระอรหันต์ ก็คงตอบไม่ได้ ดุจการชี้ลงไปในส่วนต่าง ๆ ของร่างยกาย ไม่มีคำว่า "นาคเสน" เลย (มิลินทปัญหา) 

       - รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่พระอรหันต์, ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง.... ก็ไม่ใช่พระอรหันต์....ไม่มีอรหันต์ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ... ไม่มีอรหันต์ใน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง...ฯ 

       - เพราะฉะนั้น คำว่า "อรหันต์" จึงเป็นสมมติบัญญัติพิเศษ ที่อาศัยการประชุมกันของขันธ์ ๕ และการได้บรรลุคุณวิเศษ คืออรหัตตมรรค-อรหัตตผล ชื่อว่า "อรหันต์" จึงเป็นเนมิตตกนาม ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจของคุณวิเศษที่ท่านได้บรรลุ

          ยถา ขนฺเธสุ สนฺเตสุ    โหติ สตฺโตติ สมฺมติ

          กิเลเสหารกตฺตาย       ตถารหาติ วิชฺชติ. 

          เพราะอาศัยการคุมเข้าของขันธ์ทั้ง ๕ จึงมีสมมติบัญญัติว่า "สัตว์" ฉันใด

          เพราะข้อที่บุคคลเป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งหลาย จึงมีสมมติบัญญัติว่า "อรหันต์" ฉันนั้น ฯ
          (นิติเมธี : ประพันธ์)

       - คำว่า "อรหันต์" เป็นคุณนาม (เนมิตตกนาม) ที่เกิดเพราะการได้บรรลุอรหัตตมรรค อรหัตตผล แห่งบุคคลบัญญัติ ซึ่งใช้สื่อสารกันเพื่อให้เกิดการเข้าใจไม่สับสน

 

เพราะฉะนั้น เมื่อจะตอบโดยบัญญัติโวหารบุคคล ก็จะได้ความว่า...

       พระอรหันต์ (ที่เป็นสมมติบัญญัติบุคคล) ที่ท่านยังไม่ปรินิพพาน ท่านก็ยังมีทุกข์บางอย่าง (อันเป็นผลพวงแต่ขันธ์ซึ่งอดีตกรรมซัดมา) และไม่มีทุกข์บางอย่าง 

      ทุกข์มีมากมายหลายอย่าง ซึ่งแบ่งเป็นพวกใหญ่ๆ ได้ ๓ พวก คือ

      ๑. กายิกทุกข์ ได้แก่ทุกข์ที่เป็นไปทางกาย อาศัยกายทวารเกิดขึ้น เช่น เจ็บ ปวด เมื่อย... ทุกข์ชนิดนี้จัดเป็นผลของอกุศลกรรมที่เคยทำไว้ในชาติก่อนๆ (คืออาศัยรูป ได้แก่กายปสาท ซึ่งเป็นกัมมชรูปที่เป็นผลมาแต่อดีตกุศลกรรม ประจวบเข้ากับปโยคะในปัจจุบัน คือการกระทบกับโผฏฐัพพารมณ์ เกิดผัสสะพร้อมกับทุกขสหคตกายวิญญาณจิตขึ้น, และทุกขสหคตกายวิญญาณจิตก็เป็นผลที่อดีตอกุศลกรรมซัดมา) ทุกข์อย่างนี้ยังมีอยู่กับพระอรหันต์ 

(ข้อสังเกต : แม้เป็นทุกข์ที่อาศัยกายทวารเกิด แต่สิ่งที่รับรู้ความทุกข์นั้น เป็นเรื่องของจิตและเวทนาเจตสิก)

      ๒. เจตสิกทุกข์ ได้แก่ทุกข์ทางใจ อันได้แก่โทมนัสเวทนาที่เกิดพร้อมกับโทสมูลจิต ทุกข์ชนิดนี้ท่านละได้หมดแล้วตั้งแต่ได้บรรลุพระอนาคามิมรรค

      ๓. สังขารทุกข์ ทุกข์ของสังขาร สังขารในที่นี้ได้แก่สังขารธรรมคือรูปนาม ขันธ์ ๕ ความที่ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วทนอยู่ไม่ได้ต้องดับไปนั่นแหละเป็นทุกข์ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสถามภิกษุปัญจวัคคีย์ และพระองค์ตรัสสรูปว่า "รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง สิ่งที่ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์..." ตราบใดที่นามและรูปยังเป็นไปอยู่ ทุกข์ชนิดนี้ก็มีอยู่ร่ำไป ฯ 

      เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็ยังมีสังขารทุกข์ เพราะท่านยังมีนามรูป รวมความว่าพระอรหันต์ที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านมีทุกข์ที่อาศัยกายทวารเป็นไป คือทุกขสหคตกายวิญญาณจิต ท่านไม่มีทุกข์ (ทุกขเวทนาหรือโทมนัสเวทนา) อันเกิดแต่โทสมูลจิต เพราะท่านละได้แล้ว ต่อเมื่อท่านดับขันธปรินิพพาน ทุกข์ทั้งหลายก็เป็นอันดับหมดไม่มีเหลือ.

----------------

      คำว่า "อรหันต์" เป็นสมมติบัญญัติ คือ ปุคคลบัญญัติ ใช้ร้องเรียกผู้ที่บรรลุอรหัตตมรรค อรหัตตผล 

      เมื่อว่าโดยธรรมาธิษฐานแล้ว มีเพียงขันธ์ อายตนะ ธาตุ...เท่านั้น หามีสัตว์บุคคลไม่, แต่เพราะอาศัยปุคคลบัญญัติ ซึ่งเนื่องด้วยขันธ์นั่นเอง จึงมีเสียงร้องเรียก คน-สัตว์...และอาศัยคุณธรรมที่ได้บรรลุ จึงมีเสียงร้องเรียกว่า "อรหันตบุคคล" ซึ่งโดยปรมัตถ์แล้ว ขันธ์ ๕ ไม่ใช่อรหันต์, อรหันต์ ก็ไม่มีในขันธ์ ๕ ... สมมติบัญญัติ ใช้สื่อสารร้องเรียกกันเท่านั้น ... 

ขันธ์ ๕ นั่นเอง เป็นตัวทุกข์ (สังขารทุกข์) ที่รู้ว่าขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ก็เพราะมีอนิจจลักษณะปรากฏให้เห็นในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย... ถ้าไม่มีขันธ์ ๕ (หมายเอานิพพาน) ก็ไม่มีทุกข์, ทุกข์ไม่มีที่เกิด...

 

      เพราะฉะนั้น ที่กล่าวว่า "พระอรหันต์ก็ยังเป็นทุกข์" นั้น โดยแท้จริงก็คือ ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ หาใช่พระอรหันต์ไม่...


---------///--------- 

[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

เทวดาที่เป็นพระอรหันต์อยู่ในภูมิเทวดาได้หรือไม่

   ถาม ฆราวาสที่บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วจะต้องบวช มิฉะนั้นก็ต้องปรินิพพาน มีเหตุผลอะไรนอกจากว่าฆราวาสเป็นเพศต่ำ และถ้าเทวดาท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์เล่า ท่านจะอยู่ในภูมิของเทวดาได้หรือไม่ ในเมื่อเทวดาก็ไม่ใช่นักบวช หรือจะบวชเป็น พระภิกษุอย่างมนุษย์ก็ไม่ได้

   ตอบ ปัญหาข้อนี้ขอตอบตามหลักฐานที่พบในอรรถกถาจุฬวัจฉโคตตสูตร ม. มู. หรือที่อรรถกถาเรียกชื่อสูตรนี้ว่า เตวิชชวัจฉสูตร ซึ่งกล่าวว่า คฤหัสถ์ที่บรรลุพระอรหัตแล้ว ย่อมไม่ดำรงอยู่ด้วยเพศของคฤหัสถ์นั้น เพราะว่าชื่อว่า เพศคฤหัสถ์เป็นเพศต่ำ เป็นเพศเลว จึงไม่อาจจะทรงคุณอันสูงสุดไว้ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อบรรลุพระอรหัตแล้วย่อมบวชในวันนั้น หรือย่อมปรินิพพาน แต่ว่าภุมเทวดา คือเทวดาผู้อยู่ตามภาคพื้นดิน เมื่อบรรลุพระอรหัตแล้วย่อมดำรงอยู่ได้ เพราะมีโอกาส คือที่ที่ท่านจะหลีกเร้นได้ ในบรรดากามภพที่เหลือ พระอริยะ ๓ จำพวก คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีอยู่ในมนุษย์ได้

   ในกามาวจรเทวโลก มีพระอริยะ ๒ จำพวกเท่านั้น คือพระโสดาบันและพระ สกทาคามี พระอนาคามีและพระอรหันต์ไม่อาจดำรงอยู่ในกามาวจรเทวโลกได้ เพราะว่าที่นั้นไม่ใช่ที่อยู่ของชนผู้มีความละอาย และที่อันปกปิดที่สมควรแก่ความสงบสงัดของพระอรหันต์ทั้งหลาย ก็ไม่มีในกามาวจรเทวโลกนั้น เพราะฉะนั้นพระขีณาสพ คือพระอรหันต์ย่อมปรินิพพานในที่นั้น พระอนาคามีจุติจากที่นั้นไปบังเกิดในสุทธาวาส

   ส่วนพระอริยบุคคล ๔ จำพวก ย่อมดำรงอยู่ในภพที่สูงกว่ากามาวจรเทวโลกได้ นั่นคือดำรงอยู่ในรูปภพและอรูปภพได้ และเมื่อพิจารณาดูแล้วก็เห็นจริงตามท่าน เพราะ ว่าพระอรหันต์นั้นถ้าท่านดำรงอยู่ในเพศของคฤหัสถ์ อยู่ตามบ้านเรือนอย่างคฤหัสถ์ซึ่ง อุดมไปด้วยกามคุณนานา ย่อมไม่สมควรแก่ท่าน แม้ในเทวโลกตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกาชั้นสูงเป็นต้นไปจนถึงปรนิมมิตวสวดีนั้นเล่า ก็ยิ่งพรั่งพร้อมไปด้วยกามคุณอันเลอเลิศ หันไปทางไหนก็ล้วนแต่กามคุณทั้งสิ้น ภพภูมิเช่นนี้จึงไม่สมควรเป็นที่อยู่ของท่าน ในเมื่อ ท่านละกามคุณเสียสิ้นแล้ว พอใจแต่ความสงบสงัด แต่ที่ที่สงบสงัดในกามาวจรเทวโลกก็ไม่มี มีแต่ที่ที่น่ารื่นรมย์ด้วยกามคุณทั้งสิ้น เทวดาในกามาวจรเทวโลกทั้ง ๖ ชั้นนี้ เมื่อบรรลุเป็นพระอนาคามีแล้วย่อมไม่อยู่ในที่นั้น จุติไปเกิดในรูปพรหมชั้นสุทธาวาส ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ก็ปรินิพพานในที่นั้นเหมือนในมนุษย์เหมือนกัน แต่ในรูปภพ และอรูปภพที่สูงกว่ากามาวจรเทวโลกนั้นพระอริยะสามารถจะอยู่ได้ทั้ง ๔ พวก

   สรุปว่า การที่คฤหัสถ์บรรลุพระอรหัตแล้วต้องบวชหรือปรินิพพานในวันนั้น เพราะเพศคฤหัสถ์เป็นเพศต่ำไม่อาจทรงคุณธรรมอันสูงสุดได้ ส่วนในเทวดาชั้นกามาวจร พระอรหันต์ท่านก็อยู่ไม่ได้เพราะไม่ใช่ที่อยู่ของผู้มีความละอาย ทั้งสถานที่ที่มิดชิดควรแก่วิเวกก็ไม่มี มีแต่ที่ที่วุ่นวายด้วยกามคุณอย่างเดียว ส่วนรูปภพ อรูปภพ นอกจากพระอริยะชั้นต่ำจะอยู่ได้แล้ว พระอรหันต์ก็อยู่ได้


[full-post]

 


“อรหันต์” ศัพท์ที่ใช้ในทางพุทธศาสนา แต่นำมาใช้กันเกล่อ


“อรหันต์” ศัพท์ที่ใช้ในทางพุทธศาสนา แต่นำมาใช้กันเกล่อ

ศัพท์ที่มาจากคำในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ก็จะมีความหมายที่ท่านกำหนดไว้ หรือนิยามไว้ในทางพุทธศาสนา บางครั้งเป็นคำที่มีความหมายเฉพาะ มีที่มาที่ไปชัดเจน ถ้าเป็นคุณศัพท์ของบุคคล ก็จะเกี่ยวโยงไปถึงคุณธรรมที่มีอยู่กับบุคคลผู้นั้นด้วย ว่า “บุคคลนั้น ได้ชื่อว่าอย่างนั้น เพราะคุณธรรมอะไร หรือเพราะเหตุอะไร….” ถ้านำไปใช้ในที่อื่น ๆ บางครั้ง ก็อาจก่อให้เกิดความสับสนว่า มีความหมายว่าอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อนำไปใช้กับบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป…ในสมัยปัจจุบันนี้…


ดังนั้นในคัมภีร์สัททาวิเสส ที่เกี่ยวกับไวยากรณ์บาลี ท่านจึงตั้งสูตรไว้ว่า “ชินวจนยุตฺตํ หิ” (ศัพท์ที่จะสร้าง หรือนำมาตั้งวิเคราะห์) ต้องสมควรกับพระดำรัสของพระชินเจ้า ฯ (กัจจายนะ, ปทรูปสิทธิฯ) หมายความว่า ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่จะอธิบายความในพระไตรปิฎก หรืออรรถกถา คำ ๆ นั้น จะต้องเหมาะสมกับพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว…ฯ (ไม่ใช่บัญญัติศัพท์ขึ้นเอง แล้วอธิบาย ให้ความหมายไปต่าง ๆ นานา)


บางครั้งเราใช้ศัพท์ที่ไม่สมควร โดยไม่คำนึงถึงผลดี หรือผลเสียที่จะเกิดแก่บุคคลนั้น ๆ อย่างคำว่า “อรหันต์” ดังที่กล่าวแล้ว…ถ้อยคำนี้ อาจจะมีปรากฎทั่วไปก่อนพุทธกาล, หรือในสมัยนั้นพวกอัญญเดียรถีย์ใช้เรียกนักบวชในลัทธิต่าง ๆ เหมือนกัน…. แต่เมื่อคำ ๆ นี้ปรากฎแพร่หลายในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา และพุทธศาสนาก็ได้ให้คำนิยามไว้อีกอย่างหนึ่งที่แตกต่างออกไปจากลัทธิศาสนาอื่น ๆ…เมื่อมีนักเขียนสมัยใหม่นำมาใช้เรียกบุคคลทั่ว ๆ ไป ว่า “อรหันต์” ความสับสนเกี่ยวกับความหมาย หรือนิยามของคำก็อาจมีได้ หรือมีได้อย่างแน่นอน ว่า ความหมายที่แท้จริงเป็นอย่างไร ? คำว่า “อรหันต์” ในพุทธกาล หรือในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ต่างจากคำว่า “อรหันต์” ในสมัยนี้อย่างไร ???


บางครั้งก็อาจจะเป็นผลดี ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เกิดความสงสัยในคำ ๆ นี้ แล้วก็จะได้ศึกษาความหมายที่แท้จริงต่อไป…. คำถามก็คือว่า “จะมีสักกี่คนที่สนใจจะทราบความหมายของคำ ๆ นี้ อย่างแท้จริง” …


คำว่า “อรหันต์” เป็นชื่อ หรือเป็นคุณวิเศษของบุคคล ที่ได้บรรลุพระอรหัต (นิพพาน) ซึ่งมีความหมาย ๕ นัย คือ


นัยที่ ๑ หมายความว่า ผู้ไกลจากกิเลส คือ ทรงละกิเลสได้แล้ว

นัยที่ ๒ หมายความว่า ผู้กำจัดอริได้แล้ว คือ ทรงกำจัดข้าศึก คือ กิเลสได้แล้ว

นัยที่ ๓ หมายความว่า ผู้หักซี่กำของวงล้อสังสารวัฏได้แล้ว ด้วยขวาน คือ พระญาณ

นัยที่ ๔ หมายความว่า ผู้ควรแก่ปัจจัย ๔ และการบูชาอันวิเศษทั้งหลาย

นัยที่ ๕ หมายความว่า ผู้ไม่มีที่ลับ คือ ไม่มีที่ลับในการทำบาป


สรุปความสั้น ๆ คำว่า “อรหันต์” ตามความประสงค์ในพุทธศาสนา คือ “ผู้ที่กำจัดอนุสัยกิเลสได้ทั้งหมด เป็นสมุจเฉทปหาณ”


ผลของการกำจัดกิเลสได้ทั้งหมดนั่นเอง จึงทำให้ผู้นั้น

– เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “ไกลจากกิเลส”

– เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “กำจัดข้าศึกได้แล้ว”

– เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “หักซี่กำวงล้อแห่งวัฏฏจักร”

– เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “เป็นผู้ควรเพื่อทักษิณาทาน”

– เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “ไม่มีที่ลับในการทำบาป”


การที่คำว่า “อหรหันต์” มีชื่อหรือมีความหมายไปหลาย ๆ อย่าง นั้น ก็เป็นอุบายในการเทศนาธรรมของพระพุทธเจ้า เพื่อให้เหมาะสมแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์นั่นเอง…


นอกจากนี้ คำว่า “อรหันต์” ยังมีความหมายอื่น ๆ อีกคือ


– ผู้สมควรรับปัจจัยมีจีวรเป็นต้น และควรได้รับการบูชาพิเศษ (จีวราทิปจฺจเย อรหติ ปูชาวิเสสญฺจาติ อรหา, อรห ธาตุ ในความหมายว่า “สมควร” อนฺต ปัจจัย)

– ผู้ที่บุคคลควรบูชา (อรหิตพฺโพ ปูเชตพฺโพติ อรหา, อรห ธาตุ + อนฺต ปัจจัย)

– ผู้ที่คนดีไม่ควรละ หรือสละ ความหมายคือ ควรคบหา เข้าไปฟังธรรม เป็นต้น (สปฺปุริเสหิ น รหิตพฺโพ น ปริจฺจชิตพฺโพติ อรหา, น+รห แปลง น เป็น อ)

– ผู้ไม่มีการไป (ไม่มีการมา) คือการกลับมาเกิดในภพต่าง ๆ อีก (รโหติ คมนํ วุจฺจติ, นตฺถิ เอตสฺส รโห คมนํ คตีสุ ปจฺจาชาตีติ อรหา, น+รห แปลง น เป็น อ)

– ผู้ไม่มีสิ่งที่จะต้องละ คือ ไม่มีบาปธรรมที่ต้องละอีก (น สนฺติ เอตสฺส รหา ปาปธมฺมาติ อรหา, น+รห แปลง น เป็น อ)


มีคำ ๔ คำ ที่ควรทำความเข้าใจให้ยิ่งต่อไป คือ คำว่า “อรหัง, อรหา, อรหัตตะ, อรหันต์”


– คำว่า “อรหัง” แปลว่า พระอรหันต์, ผู้เป็นพระอรหันต์ เป็นศัพท์ที่ใช้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่ทั่วไปแก่พระอรหันตสาวก…ฯ อย่างเช่นที่สวดว่า “อรหัง สัมมาสัมพุทโธ ภควา… ฯ

– คำว่า “อรหา” แปลว่า พระอรหันต์, ผู้เป็นพระอรหันต์ เป็นศัพท์ที่ใช้กับพระอรหันตสาวกทั่วไป

– คำว่า “อรหัตตะ” หมายถึงธรรมที่บรรลุ คือ พระนิพพาน ฯ จริง ๆ แล้ว คำนี้ เป็นคำรวมไว้ซึ่งธรรมที่เป็นตัวบรรลุพระนิพพานรวมเข้าไปด้วย คือ อรหัตตมรรคจิตตุปบาท ซึ่งก็คือ อรหัตตมรรคจิต พร้อมกับเจตสิกที่เกิดร่วมกันในขณะแห่งมรรคจิตนั้น, และ อรหัตตผลจิตตุปบาท ซึ่งก็คือ อรหัตตผลจิต พร้อมด้วยเจตสิกธรรมที่เกิดพร้อมกันกับอรหัตตผลจิตนั้น

– คำว่า “อรหันต์” เป็นนามศัพท์ที่ใช้เรียกบุคคลที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ เป็นคำรวม ๆ ของคำว่า “อรหัง, อรหา” นั่นเอง แต่เขียนในเชิงของภาษาไทย


สรุปว่า “ศัพท์ที่เป็นคำใช้เฉพาะในพุทธศาสนา มีที่มาที่ไป เป็นไปด้วยเหตุ-ผล มีการวิเคราะห์ความหมาย… มิใช่ศัพท์ที่ใคร ๆ ก็เอามาเรียกหรือใช้กันลอย ๆ”


บางครั้งการนำมาใช้ลอย ๆ ก็อาจเป็นการทำลายความหมายดั้งเดิมของพุทธศาสนา อย่างเช่น คำว่า “อรหันต์” ในหนังจีนที่ใช้กัน เช่น “ฝ่ามืออรหันต์” ทำไปทำมา ทำให้คนที่ไม่เข้าใจ หลงผิดไปว่า “พระอรหันต์มีวิทยายุทธ์ฝ่ามือพิฆาต ฆ่าศัตรู หรือข้าศึกได้ด้วยฝ่ามือ…เข้าใจผิดไปว่า “พระอรหันต์ยังฆ่าคน หรือฆ่าสัตว์ต่าง ๆ ได้” อันเป็นการทำลายหลักการของพระพุทธศาสนาที่ว่า “พระอรหันต์ คือผู้ที่กำจัดกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว แล้วจะมาฆ่าคน ฆ่าสัตว์ต่าง ๆ ได้อีกอย่างไร ?”

--------------------

VeeZa

๒๖ เมษายน ๒๕๖๐

[right-side]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.