แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฐิน แสดงบทความทั้งหมด



ศึกษาเรื่องเดิม - คำเรียกชื่อกฐิน

----------------------------------

ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจ ก็จะเพี้ยนไปเรื่อยๆ

ผมสังเกตเห็นว่า เวลานี้มีคนเรียกชื่อกฐินด้วยความเข้าใจผิดเพี้ยนกันหลายคำ ขอนำมาทำความเข้าใจดังนี้

...................

(๑) “กฐินสามัคคี” - คำนี้กู่ไม่กลับแล้ว

กฐินสามัคคีของเดิมแท้คือ มีคนไปจองเป็นเจ้าภาพกฐินหลายราย แล้วแย่งกันเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้เพราะกฐินมีเจ้าภาพได้รายเดียวคือใช้ผ้ากฐินผืนเดียว เมื่อคนหนึ่งทอดแล้ว คนอื่น ๆ ก็หมดสิทธิ์ ทอดซ้ำอีกไม่ได้ นี่คือเหตุที่จะทอดกฐินต้องจองก่อนเพื่อให้คนทั้งหลายรู้ จะได้ไม่มาทอดซ้ำ และเพราะมาจองหลายรายจึงต้องแย่งกัน 

คนฉลาดหาทางออกให้ได้ทอดหมดทุกรายด้วยการขอให้ทุกรายสามัคคีกัน คือรวมกันเป็นรายเดียว ใช้ผ้ากฐินผืนเดียวกัน เรียกชื่อว่า “กฐินสามัคคี” หมายความว่าที่แย่งกันเป็นเจ้าภาพนั้น บัดนี้ทุกรายสามัคคีกันแล้ว

นี่คือความหมายเดิมแท้ของคำว่า “กฐินสามัคคี” 

แต่เวลานี้ความหมายนี้ไม่มีใครรู้จักแล้ว แม้ไม่ได้แย่งกันเลยก็เรียกว่ากฐินสามัคคี นี่คือที่ผมว่ากู่ไม่กลับ

(๒) “กฐินตกค้าง”  ความหมายเดิมแท้คือ ไม่มีคนจองกฐิน หมายความว่า เมื่อถึงเวลาที่ควรจะมีผู้มาจองกฐินแล้ว แต่ไม่มีใครจอง จึงพูดกันว่า "กฐินตกค้าง"

ถามว่า ต้องมีผู้จองกฐินภายในเมื่อไร จึงจะไม่เป็นกฐินตกค้าง?

ตอบว่า ภายในวันออกพรรษา

อธิบายว่า ก่อนวันออกพรรษาของปีนั้น ถ้ามีผู้จองกฐิน ไม่ถือว่ากฐินตกค้าง เพราะกฐินเริ่มทอดได้ตั้งแต่วันออกพรรษา คือแรมค่ำ ๑ เดือน ๑๑ เป็นต้นไป นั่นหมายความว่า วัดต่าง ๆ ต้องมีผู้จองกฐินก่อนแล้วจึงจะทอดกฐินได้ตามปกติ คือตั้งแต่วันออกพรรษา

แต่ถ้าจนถึงวันที่เริ่มทอดกฐินได้แล้ว ก็ยังไม่มีใครมาจองกฐิน นั่นแหละจึงจะเรียกได้ว่า “กฐินตกค้าง” แม้จะมาจองหลังออกพรรษาแล้วก็คงอยู่ในฐานะกฐินตกค้างอยู่นั่นเอง

ดังนั้น ถ้ายังไม่ถึงวันออกพรรษา ก็ยังพูดไม่ได้ว่าวัดไหนกฐินตกค้าง เพราะอาจจะมีผู้มาจองในวันออกพรรษาก็ได้ ต้องออกพรรษาแล้วก็ยังไม่มีใครจอง นั่นแหละจึงจะพูดได้ว่า “กฐินตกค้าง” 

แล้วกรณีที่ไม่ได้รับกฐิน เพราะไม่มีใครมาทอด จะเรียกว่าอะไร เรียกว่า “กฐินตกค้าง” ได้หรือไม่

คำตอบคือ จะเรียกว่า “กฐิน” ได้ก็ต่อเมื่อมีการทอดกฐิน แต่เมื่อไม่มีการทอดกฐิน ก็เรียกว่า “กฐิน” ไม่ได้ ในเมื่อไม่มีกฐิน แล้วจะเอากฐินที่ไหนมาตกค้าง

กรณีอย่างนี้ควรเรียกว่า “ค้างกฐิน” เทียบคำว่า “ค้างชำระหนี้” คือมีหนี้อยู่ แต่ยังไม่มีเงินชำระ จึง “ค้างหนี้” ไว้ก่อน

วัดก็เหมือนกัน มีสิทธิ์ที่จะรับกฐินได้ แต่ไม่มีใครเอากฐินมาทอด จึง “ค้างกฐิน”

“ค้างหนี้” คือไม่ได้ชำระหนี้ หรือไม่ได้รับหนี้

“ค้างกฐิน” คือไม่มีใครมาทอดกฐิน หรือไม่ได้รับกฐิน

แต่ก็ไม่แน่ ถ้าไม่ศึกษาให้เข้าใจ วัดที่ไม่มีใครเอากฐินไปทอด ต่อไปอาจจะมีคนพูดเพี้ยนเป็น “กฐินตกค้าง” ไปอีกคำหนึ่ง-ทำนองเดียวกับ “กฐินสามัคคี” ที่เพี้ยนไปเรียบร้อยแล้ว

(๓) “กฐินโจร” คือกฐินที่ทอดโดยไม่ได้จอง เป็นกรณีที่เกี่ยวอยู่กับ “กฐินตกค้าง” ด้วย 

หมายความว่า วัดที่จะทอดกฐินโจรได้ต้องเป็นวัดที่กฐินตกค้างเท่านั้น ถ้าเป็นวัดที่มีคนจองกฐินแล้ว วัดก็ต้องรู้อยู่แล้วคนนั้นคนนี้เป็นเจ้าภาพ จะรับกฐินของใครอื่นไม่ได้ กฐินโจรก็ย่อมจะทอดไม่ได้อยู่เอง

เพราะฉะนั้น ผู้จะทอดกฐินโจรจึงต้องรู้มาก่อนแล้วว่าวัดนั้นไม่มีใครจองกฐิน ซึ่งก็คือต้องเป็นวัดที่ “กฐินตกค้าง” นั่นเอง

กฐินที่ผู้ทอดไปบอกล่วงหน้าว่าจะทอด แต่ยังไม่ทอดทันที แบบนี้ก็เรียกว่า “กฐินโจร” ไม่ได้ ต้องบอกแล้วทอดเดี๋ยวนั้นเลย ถ้าจะกำหนดเป็นเวลา อย่างช้าก็ต้องภายในวันนั้น ถ้าบอกวันนี้ แต่ทอดพรุ่งนี้ ก็จะเข้าลักษณะจองกฐิน ไม่เป็นกฐินโจรที่แท้จริง

คำว่า “กฐินโจร” มีอธิบายนัยหนึ่งว่า วัดไม่รู้ตัวว่าจะมีคนเอากฐินมาทอด พอรู้เข้าสิ กฐินก็มาถึงแล้ว เหมือนโจรที่จู่โจมเข้าปล้น เจ้าทรัพย์ไม่รู้ตัวมาก่อน

นัยหนึ่งว่า “กฐินโจร” เพี้ยนมาจาก “กฐินจร” คือเจ้าภาพทอดกฐินเที่ยวจรดูวัดไปเรื่อย ๆ เจอวัดที่ไม่มีคนจองกฐิน ก็จู่เข้าไปทอดทันที

เพราะฉะนั้น จะพูดว่า “กฐินโจร” หรือจะทอด “กฐินโจร” ก็ต้องพูดหรือทำให้ตรงกับความหมาย ก็คือศึกษาให้เข้าใจ มิฉะนั้นเดี๋ยวก็จะเพี้ยนไปอีก

(๔) “จุลกฐิน” เวลานี้เริ่มจะเพี้ยนแล้ว

“จุลกฐิน” ของเดิมแท้คือกฐินที่ทอดในวันสุดท้ายของเทศกาลกฐิน ทอดแล้วหมดเขตทอดกฐินพอดี

ต้นเหตุของจุลกฐินเกิดในสมัยที่ยังไม่มีผ้าที่ขายตามร้านตลาดดาษดื่น ต้องทอผ้าใช้เอง มีผู้ไปรู้ว่ามีวัดที่กฐินตกค้าง เกิดศรัทธาที่จะทอด แต่ไปรู้เอาในวันสุดท้ายของเทศกาลกฐิน คือมีเวลาที่จะเตรียมผ้าไปทอดเพียงวันเดียว ผ้าที่ทอไว้แล้วก็ไม่มี ด้ายที่กรอไว้แล้วก็ไม่มี ฝ้ายที่จะเอามาปั่นเป็นด้ายทอผ้าก็ยังอยู่ในไร่ จึงต้องเร่งทำกันเป็นโกลาหล เริ่มจากไปเก็บฝ้ายมาปั่น มากรอนั่นเลย กว่าจะปั่นด้าย กรอด้าย เอาไปทอ ตัด เย็บ ย้อมเป็นผ้าไตรได้ผืนหนึ่งต้องช่วยกันชุลมุนวุ่นวายมาก ถ้าวางแผนไม่ชำนาญ กะงานไม่เป็น เกณฑ์คนช่วยไมได้ กำกับดูแลไม่ถูก เป็นเสร็จไม่ทัน คนที่เป็นต้นคิดมีจิตศรัทธาจึงต้องเป็นคนที่มีบารมี มีบริวาร และมีทุนทรัพย์พอสมควรทีเดียว

เป็นอันว่าเมื่อร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันทุกฝ่าย ฝ้ายในไร่ก็กลายเป็นผ้ากฐินได้ผืนหนึ่ง เสร็จทันเวลาทอดในวันนั้นได้พอดี ทอดแล้วพระมีเวลาทำพิธีกรานกฐินได้ทันภายในวันนั้นตามพุทธบัญญัติ รุ่งขึ้นก็หมดเขตกฐินพอดี อย่างนี้คือ-จุลกฐิน

จุลกฐินที่ทำกันเดี๋ยวนี้ ถ้าว่ากันตามสภาพสังคมก็ว่าได้ว่าไม่จำเป็น เพราะผ้าหาง่าย ซื้อเอาไปทอดได้เลย เว้นไว้แต่จะทำเพื่อรักษาประเพณีหรือเพื่อแสดงความสามัคคีของกลุ่มชน ถ้าตั้งเจตนาเช่นนั้นก็ควรแก่การอนุโมทนา แต่ควรทำให้ตรงตามต้นเหตุของเดิม คือเริ่มทำกันในวันสุดท้ายของกฐิน เริ่มตั้งแต่เก็บฝ้ายไปเลย (ฝ้ายนั้นต้องปลูกเตรียมไว้ล่วงหน้า) ทำเสร็จเอาไปทอดก็หมดเวลาพอดี ทำให้เหมือนของเดิม 

เท่าที่ฟังมา จุลกฐินสมัยนี้ไม่ได้กำหนดทอดวันสุดท้าย ทอดแล้วยังเหลือวันทอดกฐินอีกตั้งหลายวัน แบบนี้ไม่สมกับชื่อ “จุลกฐิน” ซึ่งมีความหมายว่ากฐินเร่งด่วน เพราะมีเวลาจำกัด

แถมนิดหนึ่ง เมื่อวันก่อนผมอ่านโพสต์ของญาติมิตรท่านหนึ่ง ท่านพูดถึงจุลกฐิน ที่ผมติดใจก็คือท่านบอกว่า จุลกฐินมีกล่าวไว้ในคัมภีร์อรรถกถาฎีกาด้วย อ่านแล้วดีใจ แต่เสียดายที่ท่านไม่ได้บอกว่ามีกล่าวไว้ในอรรถกถาฎีกาเล่มไหน จะได้ตามไปศึกษาได้ถูก

(๕) “กฐินพระราชทาน” อันนี้เป็นเรื่องแถมจริง ๆ ครับ

คือเป็นที่เข้าใจกันแล้วว่า “กฐินพระราชทาน” คือกฐินหลวงประเภทหนึ่ง แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เสด็จฯ ไปทอดด้วยพระองค์เอง หากแต่พระราชทานผ้าและเครื่องกฐินให้แก่ผู้ขอรับพระราชทานนำไปถวายพระสงฆ์ในพระอารามหลวง แบบนี้เรียกว่า “กฐินพระราชทาน”

หลักของกฐินพระราชทานก็คือ (๑) ผ้าและเครื่องกฐินเป็นของหลวงพระราชทานมา (๒) ทอด ณ พระอารามหลวงซึ่งมีกำหนดไว้แน่นอนว่าคืออารามไหนบ้าง

แต่มาระยะหลัง ๆ นี้ เกิดมีกรณีใหม่ คือ มีผู้ขอพระราชทานผ้ากฐินนำไปทอด ณ วัดราษฎร์ คือวัดทั่วไปที่ไม่ใช่พระอารามหลวง แล้วเรียกกันว่า “กฐินพระราชทาน” 

ผมเคยร้องถามลอยลมไปหลายปีแล้ว แต่ยังไม่ได้ยินคำตอบ คือถามว่า กฐินดังที่ว่านี้เรียกว่า “กฐินพระราชทาน” ได้ใช่ไหม มีหลักฐานเป็นทางราชการบอกไว้ใช่ไหมว่าเรียก “กฐินพระราชทาน” ได้ หรือว่าเรียกกันไปเอง?

ถ้าใช่ ถ้าได้ ก็จะได้บันทึกไว้เป็นหลักความรู้ว่า “กฐินพระราชทาน” มี ๒ แบบ คือ -

(๑) ผ้ากฐินเป็นของหลวง พระราชทานไปทอด ณ พระอารามหลวง นี่แบบเดิม 

(๒) มีผู้ขอพระราชทานผ้ากฐินไปทอด ณ วัดราษฎร์เป็นกรณีพิเศษ นี่แบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามา 

จึงขอฝากคำถามไปกับสายลมอีกครั้งหนึ่งครับ

----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๙:๓๑ 

[full-post]


ศึกษาเรื่องเดิม - อานิสงส์กฐิน (๒)
-------------------------------
ที่ควรรู้ต่อไปก็คือ อานิสงส์กฐินทั้ง ๕ ข้อที่ภิกษุผู้รับกฐินจะพึงได้นั้น เป็นอานิสงส์ของการจำพรรษาด้วย
หมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่า ภิกษุที่อยู่จำพรรษาครบถ้วน ๓ เดือนโดยพรรษาไม่ขาด พอออกพรรษาก็จะได้รับอานิสงส์ทั้ง ๕ ข้อนั้นทันที
พูดได้ว่า จะได้รับกฐินหรือไม่ได้รับกฐิน ก็ได้อานิสงส์ทั้ง ๕ ข้อนั้นอยู่แล้ว
อ้าว! ถ้าเช่นนั้นอานิสงส์กฐินจะมีประโยชน์อะไร-ในเมื่อแม้ได้รับกฐินก็ได้อานิสงส์เหล่านั้นอยู่แล้ว
ตรงนี้แหละครับที่ไม่มีใครยกมาพูดมาบอกกันให้รู้เรื่อง-ก็เพราะไม่ได้ศึกษาเรื่องเดิมนี่แหละ
จำพรรษาครบ ๓ เดือน ได้อานิสงส์ ๕ ข้อ
รับกฐิน ก็ได้อานิสงส์ ๕ ข้อ เหมือนกันเป๊ะ
เหมือนกันก็จริง แต่ไม่เหมือนกัน! 
จำพรรษาครบ ๓ เดือน ได้อานิสงส์ ๕ ข้อ แต่ได้แค่เดือนเดียวนับจากวันออกพรรษา
รับกฐิน ก็ได้อานิสงส์ ๕ ข้อเหมือนกัน แต่ได้นานถึง ๕ เดือนนับจากวันออกพรรษา
ตรงนี้ไงคือประโยชน์ของอานิสงส์กฐินที่ไม่มีใครเอามาพูด
......................
อานิสงส์อีกอย่างหนึ่งที่เกิดจากการรับกฐินก็คือ ขยายเวลาที่จะหาผ้ามาผลัดเปลี่ยนไตรจีวรชุดเดิม
จำพรรษาครบ ๓ เดือน มีเวลาหาผ้ามาผลัดเปลี่ยนไตรจีวรชุดเดิม ๑ เดือน คือตั้งแต่วันออกพรรษาจนถึงวันลอยกระทง (พูดอย่างนี้เพื่อให้คนที่อยู่ในวัฒนธรรมไทยนึกภาพได้ง่ายขึ้น)
แต่ถ้าได้รับกฐิน จะได้รับสิทธิพิเศษ มีเวลาหาผ้ามาผลัดเปลี่ยนไตรจีวรชุดเดิมได้นานถึง ๕ เดือน นับจากวันออกพรรษา
ตรงนี้แหละครับคือปฐมเหตุที่ทำให้เกิดค่านิยม “ทอดกฐินได้อานิสงส์มาก” ที่ยังสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้-โดยที่เมื่อถามเข้าก็ไม่มีใครตอบได้ว่าได้อานิสงส์มากคือได้อะไร ได้อย่างไร
ทำไมจึงว่า-ตรงนี้คือปฐมเหตุ-ตรงที่พระที่ได้รับกฐินได้รับสิทธิพิเศษ มีเวลาหาผ้ามาผลัดเปลี่ยนไตรจีวรชุดเดิมได้นานถึง ๕ เดือน-เป็นปฐมเหตุอย่างไร?
จะเข้าใจเรื่องนี้ ต้องถอยไปดูสถานการณ์เมื่อ ๒๖๐๐ ปีมาแล้ว
สมัยโน้นผ้าหายาก ไตรจีวรที่พระใช้มีพุทธบัญญัติให้มีใช้เพียงชุดเดียว ซ้ำยังเป็นผ้ามือสอง คือผ้าใช้แล้วที่เรียกว่า “บังสุกุลจีวร” อายุการใช้งานก็สั้นกว่าผ้าทั่วไป 
๑ ปี มีพุทธบัญญัติให้เปลี่ยนได้ครั้งหนึ่ง พระท่านใช้ได้ถึง ๑ ปี นับว่าประโยชน์สูงประหยัดสุดจริง ๆ 
ช่วงเวลาที่มีพุทธานุญาตให้หาผ้ามาเปลี่ยนชุดเดิมก็คือ นับจากวันออกพรรษาไป ๑ เดือน ระยะเวลา ๑ เดือนนี้เรียกว่า “จีวรกาล” แปลว่า “ช่วงเวลาหาจีวร”
สภาพดังที่ว่ามานี้-ผ้าก็หายาก ระยะเวลาก็จำกัด-ยุคสมัยนี้ผ้าเหลือเฟือ อาจจะนึกภาพไม่ออก แต่ถอยไปเมื่อ ๒๖๐๐ ปี ขอให้ตรองดูเถิดว่า พระท่านจะลำบากกันเพียงไร 
ชาวบ้านที่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เห็นเป็นโอกาสที่จะได้สงเคราะห์พระให้พ้นจากความลำบากเรื่องผ้า จึงพากันถวายผ้ากฐินกันอย่างเต็มที่ เพราะเห็นได้ชัดว่า พระที่ได้รับกฐินจะได้ขยายเวลาหาผ้าจากเดือนเดียวออกไปถึง ๕ เดือน เรียกว่ามีเวลาหายใจได้สบาย ๆ 
ที่ว่า “ทอดกฐินได้อานิสงส์มาก” จึงมีที่ไปที่มาจากตรงนี้
ที่ไปที่มาตรงนี้ ปัจจุบันนี้ไม่มีใครนึกถึงอีกแล้ว เพราะ-อย่างที่ว่า-ผ้าเหลือเฟือ นึกไม่เป็นเห็นไม่ได้ว่าพระจะต้องลำบากเรื่องผ้าที่ตรงไหน จึงต่างก็ประดิษฐ์คิดค้นเหตุผลที่ว่า-ทอดกฐินมีอานิสงส์มากกันไปต่าง ๆ นานา โดยไม่ได้นึกถึงเหตุผลต้นเดิมที่แท้จริง-ก็เพราะไม่ได้ศึกษาเรื่องเดิมนั่นแล
......................
ที่ว่ามานั้นเป็นอานิสงส์ส่วนพิเศษของผู้ทอดกฐิน มีเฉพาะบุญทอดกฐินเท่านั้น ที่ผู้คนทั้งหลายทุ่มเทช่วยเหลือสนับสนุนการทอดกฐินกันอึกทึกครึกโครมอยู่ทุกวันนี้ ปฐมเหตุเกิดจากเล็งเห็นบุญพิเศษตรงนี้
อานิสงส์ส่วนปกติที่ผู้ทอดกฐินจะได้รับก็คือ อานิสงส์ที่เกิดจากการถวายสังฆทาน ทั้งนี้เพราะทอดกฐินเป็นสังฆทานตรงตัว
ใครยังแว่วคำอปโลกน์กฐินที่พระท่านว่าอยู่บ้าง? --
.........................................................
... ผ้ากฐินทาน...เป็นของบริสุทธิ์ดุจเลื่อยลอยมาโดยนภากาศ แล้วแหละตกลงในท่ามกลางระหว่างสงฆ์ จะได้จำเพาะเจาะจงแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็หามิได้ ...
.........................................................
นี่แหละ สังฆทานตัวแม่เลยทีเดียว!
ได้ถวายสังฆทาน ๑ ได้สงเคราะห์พระให้พ้นความลำบากในการหาผ้ามาผลัดเปลี่ยนจีวรอันเป็นบุญพิเศษอีก ๑ นี่แลคืออานิสงส์ของผู้ทอดกฐิน
......................
ต่อไปนี้ เวลาใครพูดถึงบุญกฐินว่ามีอานิสงส์มาก ก็ขอให้นึกถึงเหตุผลดังบรรยายมานี้ ทั้งคนพูด ทั้งคนที่ฟังเขาพูด จะได้ไม่หลงทางตาม ๆ กันไป-อย่างที่คนส่วนใหญ่กำลังเป็นอยู่
บรรยายอานิสงส์ของผู้รับกฐินและอานิสงส์ของผู้ทอดกฐิน สิ้นกระแสความเพียงเท่านี้
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๖
๑๖:๕๖



ศึกษาเรื่องเดิม - อานิสงส์กฐิน (๑)

-------------------------------

เราพูดกันทั่วไปว่า ทอดกฐินมีอานิสงส์มาก หรือทอดกฐินได้อานิสงส์มาก

ทุกวันนี้ที่ผู้คนทั้งหลายทุ่มเทช่วยเหลือสนับสนุนการทอดกฐินกันอึกทึกครึกโครม-โดยเฉพาะบริจาคเงินกันหนัก ๆ อันเป็นเหตุให้ต้องถามกันทุกวัดไปว่าทอดกฐินได้เงินเท่าไร-ก็เนื่องมาจากเชื่อกันว่าทอดกฐินได้อานิสงส์มากนี่แหละ

ถามว่า ทอดกฐินได้อานิสงส์มาก อะไรคืออานิสงส์กฐิน ได้อานิสงส์มากคือได้อะไร ได้อย่างไร

รับรองว่า ใบ้รับประทาน

พูดภาษาราชการว่า ตอบไม่ได้ ไม่ทราบ ไม่รู้

รู้แต่ว่า “ทอดกฐินได้อานิสงส์มาก” แค่นี้พอ อย่าถามเซ้าซี้ รำคาญ ไปให้พ้น ๆ รู้ว่าอะไรคืออานิสงส์กฐินก็ไม่ได้ช่วยให้น้ำมันลดราคาสักหน่อย จบ 

เวลานี้เราเป็นอย่างนี้ทั่วไปหมดแล้ว มีความเชื่อ มีศรัทธาในสิ่งที่ตนทำ แต่ไม่ได้ศึกษาเรื่องเดิม ไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง-แม้ในสิ่งที่กำลังทำนั่นเอง

......................

ก่อนหาคำตอบ ลองคิดเทียบดูกับเรื่องถวายสังฆทาน

เราพูดกันว่า ถวายสังฆทานได้อานิสงส์มากกว่าบุคลิกทาน

บุคลิกทาน = ให้แก่ใครคนใดคนหนึ่งคนเดียว

สังฆทาน = ให้แก่สงฆ์ คือให้แก่ส่วนรวม

ให้แก่ใครคนใดคนหนึ่งคนเดียว คนนั้นก็ได้เสวยผลประโยชน์ไปคนเดียว คนอื่น ๆ อด

ให้แก่สงฆ์ คือให้แก่ส่วนรวม คนทั้งหลายได้เสวยประโยชน์ร่วมกัน ได้ประโยชน์แก่คนหมู่มาก

ที่ว่า “ถวายสังฆทานได้อานิสงส์มาก” เพราะมีคนเป็นอันมากได้ประโยชน์จากการให้ของเรา สังฆทานจึงมีอานิสงส์มากกว่าบุคลิกทาน เราตอบได้ว่ามีเหตุผลอย่างนี้

แล้ว-ทอดกฐินได้อานิสงส์มากล่ะ มีเหตุผลอย่างไร?

ตรงนี้แหละที่เราส่วนมากไม่ได้ศึกษาเรื่องเดิม

อาจจะมีคนยกเหตุผลนั่นนี่โน่นมาอธิบายได้ว่า นี่ไงคืออานิสงส์กฐิน แต่เชื่อได้เลยว่า เป็นอานิสงส์ที่คิดเอาเองทั้งนั้น ไม่ใช่อานิสงส์ตามเรื่องเดิมที่ท่านแสดงไว้

......................

เบื้องต้น แยกให้ชัดว่า อานิสงส์กฐินที่กำลังว่าอยู่นี้มี ๒ ส่วน คือ อานิสงส์ของผู้รับกฐิน และอานิสงส์ของผู้ทอดกฐิน

ชักงงละสิ ต้องแยกอย่างนี้ด้วยหรือ ไม่เห็นมีใครบอก

ก็-กำลังบอกอยู่นี่ไง

อานิสงส์ของผู้รับกฐิน คืออานิสงส์ที่จะได้แก่ภิกษุผู้ได้รับกฐิน หรือที่ภาษาวินัยเรียกว่า “ผู้กรานกฐิน” อานิสงส์ส่วนนี้มี ๕ ข้อ ตามที่ท่านแสดงไว้ในพระวินัยปิฎกตอนที่เรียกว่า “กฐินขันธกะ” เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าว่า -

.........................................................

อนุชานามิ  ภิกฺขเว  วสฺสํ  วุตฺถานํ  ภิกฺขูนํ  กฐินํ  อตฺถริตุํ  ฯ  

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้วได้กรานกฐิน 

อตฺถตกฐินานํ  โว  ภิกฺขเว  ปญฺจ  กปฺปิสฺสนฺติ  ฯ

พวกเธอผู้ได้กรานกฐินแล้วจักได้อานิสงส์ ๕ ประการ คือ:- 

อนามนฺตจาโร

(๑) จาริกไปไหนไม่ต้องบอกลา 

อสมาทานจาโร

(๒) จาริกไปไหนไม่ต้องนำไตรจีวรไปครบสำรับ

คณโภชนํ

(๓) ฉันคณโภชน์ได้

ยาวทตฺถจีวรํ

(๔) เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา

โย  จ  ตตฺถ  จีวรุปฺปาโท  โส  เนสํ  ภวิสฺสตีติ  ฯ

(๕) จีวรอันเกิดขึ้น ณ ที่นั้นจักได้แก่พวกเธอ

อตฺถตกฐินานํ  โว  ภิกฺขเว  อิมานิ  ปญฺจ  กปฺปิสฺสนฺติ  ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ ๕ ประการนี้จักได้แก่เธอทั้งหลายผู้ได้กรานกฐินแล้ว

ที่มา: กฐินขันธกะ วินยปิฎก มหาวรรค ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๕ ข้อ ๙๖ 

.........................................................

ผมเอาอานิสงส์กฐินสำหรับพระทั้ง ๕ ข้อ ไปเขียนเป็น “บาลีวันละคำ” แต่ละข้อมีความหมายอย่างไร ตามไปอ่านคำอธิบายที่ลิงก์ข้างล่างนี้ครับ

.........................................................

(๑) อนามนฺตจาโร

..................................

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid029QsjtkQRAywToDNt1MqwE9NNUhV72fWebq3fumyYQ1T8sMiDvSCTW2UgH87BxJ6cl

..................................

(๒) อสมาทานจาโร

..................................

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid02ewwp12pKRDCGsEWSa7Drwdkz9q661xPgALetkdUL6JzXhwZTSP6PxSsgAJhvKkGul

..................................

(๓/๑) คณโภชน์

..................................

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid09uAUgdyiFVCQKP8sxxLSgwDiJjpihnDKRx6H8mmx6RatUF9zonrQcEJmm38uAQmSl

..................................

(๓/๒) ปรัมปรโภชน์

..................................

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid0BPSTfWaZpiV2yc2v5SAt5y8gXr59QNR8GexUkiKJ7YkqFUyc1crf26kQMbX3nJUAl

..................................

(๔) อดิเรกจีวร

..................................

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid02GhQf6QCFMe1a4LMQngNhaVpDycp12tPM6U3c4x7vo7VGYa8qd6mNbnVSEmiZXsZtl

..................................

(๕) จีวรุปฺปาโท

..................................

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid033kUqCaJ9p8nwBrXLoCYvKMRL3wehArxYf61srvQg6tvBcDJi4cAmtd1JhTmaCBunl

.........................................................

ขณะเขียนบาลีวันละคำชุดนี้ ผมก็รำพึงกับตัวเองไปด้วยว่า งานเช่นนี้ควรเป็นภาระของชาววัด-คือพระภิกษุสามเณร-ศึกษาค้นคว้าแล้วนำมาบอกกล่าวแก่ชาวบ้าน ไม่ควรจะเป็นภาระของชาวบ้านอย่างผมต้องมาทำเอง

แต่ข้อเท็จจริงที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ พระภิกษุสามเณรของเราท่านไม่ศึกษาพระไตรปิฎก แม้ที่เรียนบาลีแท้ ๆ ก็ไม่ศึกษา

ท่านบอกกันว่า ใครจะศึกษาพระไตรปิฎกหรือไม่ศึกษา ควรเป็นไปตามอัธยาศัย-ทั้ง ๆ ที่เป็นหน้าที่แท้ ๆ เป็นหน้าที่โดยตรงด้วย

ญาติมิตรที่ติดตามผมมา จะเห็นว่า เรื่องนี้ผมพยายามกระทุ้ง กระแทก กระทบ เพื่อให้กระเทือนไปถึงแนวคิดแบบนั้น-แนวคิด-ใครจะศึกษาพระไตรปิฎกหรือไม่ศึกษา ควรเป็นไปตามอัธยาศัย ว่าเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง ต้องปรับแก้กันใหม่

แต่ไม่ได้ผลอะไร ใครจะว่าอย่างไรท่านก็คงไม่ศึกษาอยู่นั่นเอง ใครจะทำอะไรท่านได้

.........................................................

ท่านผู้ใดใครผู้หนึ่งทราบว่า มีพระภิกษุสามเณรกำลังศึกษาพระไตรปิฎกอยู่ที่ไหน พระภิกษุสามเณรเหล่านั้นท่านได้ความรู้มาแล้วก็นำมาบอกกล่าวชี้แจงแก่สังคม ท่านทำอยู่เป็นประจำ ทำอยู่ที่นั่น ทำอยู่ที่โน่น ลองตามไปดูมั่งสิ อย่ามัวแต่หลับตาพูด ... 

ท่านผู้ใดใครผู้หนึ่งทราบอย่างนี้ ขอความกรุณานำมาบอกกล่าวกันมั่งนะครับ จะได้ช่วยกันอนุโมทนา ช่วยกันถวายกำลังใจ ช่วยกันถวายการอุปถัมภ์บำรุง-แบบเดียวกับที่เราช่วยกันอุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสามเณรที่เรียนบาลีตามสำนักต่าง ๆ นั่นเลย 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องอะไรประเด็นไหนที่สังคมยังไม่เข้าใจ ยังเป็นปัญหาคาใจ ยังเข้าใจผิดพลาด ยังเชื่อและทำกันผิด ๆ ตั้งเป้าไว้เลยว่าจะศึกษาเรื่องนั้น ๆ ให้เข้าใจถูกต้องประจักษ์จริง แล้วนำมาบอกกล่าวชี้แจงแก่สังคม 

พระภิกษุสามเณรรูปไหนสำนักไหนตั้งใจทำงานเช่นว่านี้ จะได้ช่วยกันอนุโมทนา ช่วยกันถวายกำลังใจ และช่วยกันถวายการอุปถัมภ์บำรุงให้เต็มที่

.........................................................

อานิสงส์กฐิน ยังไม่สิ้นกระแสความครับ ต้องต่ออีกตอน

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๔:๕๕ 

[full-post]


ศึกษาเรื่องเดิม - เลี้ยงอาหารงานกฐิน

------------------------------------

คติเดิมของวัดต่างๆ นั้น ถือว่าเจ้าภาพกฐินเป็นแขก อาจเป็นเพราะเจ้าภาพกฐินในสมัยเดิมๆ นั้นมักจะมาจากต่างถิ่นเป็นส่วนมาก เมื่อเป็นคนต่างถิ่น ก็ถือว่าเป็นแขก วัดในฐานะเจ้าของบ้านก็ต้องรับรองเลี้ยงดู เป็นไปตามหลักที่รู้กันทั่วไป ดังที่มักยกพระราชนิพนธ์รัชกาลที่หกมาอ้างว่า

...................

เป็นธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณ

ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ

...................

ต่อมา แม้เจ้าภาพจะเป็นคนในพื้นถิ่นนั้นเอง ไม่ได้มาจากต่างถิ่น แต่ก็ถือเป็นธรรมเนียมว่า เจ้าภาพกฐินคือแขกของวัด วัดต้องรับรองเลี้ยงดู

ดังนั้น พอถึงวันทอดกฐิน วัดก็จะตั้งโรงครัว เลี้ยงดูแขกคือเจ้าภาพกฐินประสมไปกับเลี้ยงดูชาวบ้านที่มาช่วยงานวัด เช่นช่วยจัดสถานที่และเตรียมการต่างๆ 

การเลี้ยงอาหารในงานกฐินจึงมีมูลเหตุดังที่ว่า ซึ่งอาจพูดเป็นคำกลางๆ ว่า เลี้ยงคนมาทำบุญกับเลี้ยงคนมาช่วยงาน

อาหารที่เลี้ยงกัน นอกจากวัดตั้งโรงครัวแล้ว ถ้าประมาณการว่าแขกเหรื่อน่าจะไม่มาก วัดก็อาจจะใช้วิธีขอข้าวหม้อแกงหม้อแทนการตั้งโรงครัว เป็นการประหยัดไปได้ทางหนึ่ง

.........................................................

คำว่า “ข้าวหม้อแกงหม้อ” นั้น คนรุ่นใหม่คงไม่รู้จักแล้ว แม้แต่คำว่า “แกง” นั่นเองก็เข้าใจไปคนละอย่างกับคนรุ่นเก่า เรื่องนี้มีโอกาสคงต้องเอาไปพูดกันในชุด “ศึกษาเรื่องเดิม” สักทีหนึ่ง

.........................................................

สรุปว่า เจตนาเดิมของการเลี้ยงอาหารในงานกฐินคือ เลี้ยงคนมาทำบุญกับเลี้ยงคนมาช่วยงาน

.........................

ทุกวันนี้ งานกฐินก็ยังมีการเลี้ยงอาหารเหมือนเดิม แต่ที่มาของอาหารเปลี่ยนไปจากเดิม 

วัดตั้งโรงครัวเหมือนสมัยก่อนยังมีอยู่บ้าง แต่ก็น้อยลงจนแทบจะหาดูไม่ได้แล้ว กรรมวิธีหุงหาก็เปลี่ยนไปเป็นแบบสมัยใหม่ (เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ศิลปะ “หุงข้าวกระทะ” ของไทยเรากำลังจะสูญ!)

ขอข้าวหม้อแกงหม้อยังทำกันอยู่ แต่รูปแบบเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากวิธีหาบสำรับกับข้าวมาจากบ้าน เปลี่ยนเป็น “ออกร้าน” คือใครมีศรัทธาก็แจ้งความประสงค์กับทางวัด ถึงวันทอดกฐินก็เอาอาหารมาตั้งโต๊ะตั้งร้านปรุงหรือตักแจกเลี้ยงคน 

วิธีกินก็เปลี่ยนจาก “ตั้งวง” เป็นรับอาหารไปหาที่นั่งกินเอาตามสะดวก

รูปแบบที่เปลี่ยนไปเหล่านี้ เป็นเหตุให้คนมองการเลี้ยงอาหารในงานกฐินเปลี่ยนไปจากเดิม คือแทนที่จะเป็นการเลี้ยงคนมาทำบุญกับเลี้ยงคนมาช่วยงาน ก็พากันมองเห็นเป็นโรงทานเลี้ยงอาหารแก่คนทั่วไป

เมื่อทุกวัดที่ทอดกฐินเลี้ยงอาหารในรูปแบบ-โรงทานเลี้ยงอาหารแก่คนทั่วไป-เช่นนี้ ก็จึงเกิดมีคนประเภทหนึ่ง ไปวัดในวันทอดกฐินเพียงเพื่อจะได้กินอาหาร ไม่ได้คิดจะไปทำบุญหรือไปช่วยงานใดๆ 

คนประเภทนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ จนทุกวันนี้พูดได้ว่า-มากกว่าคนไปทำบุญและไปช่วยงานหลายต่อหลายเท่า

๑๐๐ คน 

ตั้งใจไปทำบุญหรือไปช่วยงาน ๑ คน

อีก ๙๙ คนตั้งใจไปกิน

และคนที่ตั้งใจไปกินนั้น แทบทั้งหมด “กินแล้วสะบัดตูด” คือไม่ช่วยหยิบจับเก็บกวาดใดๆ ทั้งสิ้น แถมทำสกปรกเทอะเทอะทั่วไปอีกต่างหาก

นี่คือสิ่งที่คนส่วนมากประพฤติกันในการเลี้ยงอาหารงานกฐินทุกวันนี้

ฝ่ายผู้นำอาหารมาออกร้าน เจตนาก็เริ่มเปลี่ยนไปจากสมัยเดิม 

สมัยเดิม ตั้งใจนำอาหารมาเลี้ยงคนทำบุญและคนช่วยงานกฐิน

กินแล้วก็อนุโมทนาสาธุขอบบุญขอบคุณแก่กันและกัน

สมัยใหม่ ตั้งใจนำอาหารมาออกโรงทาน แทบจะไม่ได้นึกถึงบุญกฐิน

กินแล้วจะสะบัดตูดไปก็ไม่ว่าอะไร ไม่ติดใจ ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย เชิญตามสบาย แค่มากินก็ขอบคุณแล้ว

สมัยก่อน คนกินขอบคุณเจ้าของอาหาร

สมัยนี้ เจ้าของอาหารต้องขอบคุณคนกิน 

.........................

เพราะไม่ศึกษาเรื่องเดิม การเลี้ยงอาหารในงานกฐินทุกวันนี้จึงเคลื่อนที่ไปจากเดิม โดยทุกฝ่ายพร้อมใจกันทำให้เป็นเช่นนั้น

สมัยก่อน ทอดกฐินเป็นบุญหลัก เลี้ยงอาหารกันเป็นส่วนประกอบ

สมัยนี้ เลี้ยง-กินอาหารเป็นงานหลัก ทอดกฐินเป็นส่วนประกอบ

น้ำหนักจะแปรผันไปเรื่อยๆ เช่นนี้ จนในที่สุด น้ำหนักของกฐินตามพระธรรมวินัยก็จะค่อยๆ หมดไป 

ดังที่ทุกวันนี้ -

.........................................................

กฐินตามพระธรรมวินัยอยู่ที่ “ผ้า” 

แต่กฐินของข้าอยู่ที่ “เงิน”

.........................................................

เป็นดังนี้ทั่วไปหมดแล้ว

.........................

ความเปลี่ยนแปลงนั้น เราหยุดยั้งรั้งถ่วงไว้ไม่ได้ก็จริง แต่ถ้าได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องเดิมให้เข้าใจชัดแจ้ง เราก็จะมองเห็นภาพที่ชัดเจน

ภาพที่ชัดเจนนั้นจะช่วยให้เรากำหนดท่าทีที่ถูกที่ควรได้ว่า ควรจะยอมให้อะไรเปลี่ยนแปลงไป และควรจะพยายามรักษาอะไรไว้ 

สำหรับการเลี้ยงอาหารในงานกฐิน เมื่อศึกษาเรื่องเดิมแล้ว แม้จะรักษารูปแบบไว้ไม่ได้ อย่างน้อยก็จะช่วยให้รักษาเนื้อหาสาระไว้ได้มากที่สุด

จะได้ไม่หลงดีใจว่าได้มาออกโรงทานก็เป็นบุญแล้ว

แต่วิธีเลี้ยง ไปทำลายหลักการของการเลี้ยงอาหารงานกฐินของเดิมลงไปเสียหมดสิ้น

เชื่อหรือไม่ มีบางวัด ปรากฏว่าเจ้าภาพกฐินอดข้าว!

เพราะอาหารที่นำมาออกร้านนั้น “แขกดอย” ทยอยกันเข้ามาฟาดเรียบไปก่อนแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า 

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๗:๕๖ 

[full-post]



ศึกษาเรื่องเดิม - กฐินสามัคคี

----------------------------

“กฐิน” ภาษาไทยอ่านว่า กะ-ถิน บาลีอ่านว่า กะ-ถิ-นะ 

คำว่า “กฐิน” ถ้าเป็นคำนาม แปลว่า “ไม้สะดึง” คือไม้แบบสำหรับขึงเพื่อตัดเย็บจีวร (a wooden frame used in sewing the robes) ถ้าเป็นคุณศัพท์ มีความหมายว่า แข็ง, แนบแน่น, ไม่คลอนแคลน, หนัก, หยาบกร้าน, โหดร้าย (hard, firm, stiff, harsh, cruel)

ในที่นี้ “กฐิน” หมายถึงผ้าที่มีผู้ถวายแก่ภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษาครบสามเดือนแล้วเพื่อผลัดเปลี่ยนจีวรชุดเดิม มีพระพุทธานุญาตให้สงฆ์ยกผ้านั้นให้แก่ภิกษุรูปหนึ่งที่จำพรรษาอยู่ด้วยกันเพื่อทำเป็นจีวร สบง หรือสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่ง โดยภิกษุทั้งหมดที่จำพรรษาร่วมกันนั้นต้องช่วยกันทำเพื่อแสดงถึงความสามัคคี 

คำว่า “กฐินสามัคคี” ในที่นี้ หมายถึงรูปแบบของกฐินที่ชาวบ้านนำกฐินไปทอด

คำนี้ไม่มีปัญหาในการเขียนและอ่าน แต่มีปัญหาในการทำความเข้าใจ 

...................

กฐินสามัคคีมีมูลเหตุมาจากกรณีต่อไปนี้ คือ - 

๑ มีผู้ต้องการจะทอดกฐินที่วัดเดียวกันหลายราย 

๒ แต่ละรายสามารถทอดได้ตามลำพัง ไม่จำเป็นต้องร่วมกับใคร หรือไปหาใครมาร่วม 

๓ ปกติ ใครมาจองก่อน ก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าภาพแต่เพียงรายเดียว แต่กรณีนี้คือมาจองพร้อมกันหลายราย แต่ละรายจึงมีสิทธิ์ที่จะได้เป็นเจ้าภาพเท่ากัน และไม่มีรายไหนยอมถอย

๔ แต่กฎกติกาของกฐินมีอยู่ว่า “เจ้าภาพทอดกฐินต้องมีรายเดียว เมื่อรายหนึ่งทอดแล้ว รายอื่นๆ จะทอดอีกไม่ได้”

๕ ทางออกคือทำอย่างไร? จับฉลาก? หรือประมูลกันว่าใครจะถวายบริวารกฐิน (เช่นเงินบำรุงวัด) มากกว่ากัน? หรือต่อยกันให้รู้แล้วรู้รอด ใครชนะได้เป็นเจ้าภาพ ฯลฯ

๖ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ในที่สุดก็ได้ทอดกฐินเพียงรายเดียว รายอื่นๆ อด

๗ จึงเป็นที่มาของ “กฐินสามัคคี” คือทุกรายพร้อมใจกันรวมตัวให้เป็นรายเดียว แล้วเป็นเจ้าภาพร่วมกัน ก็จะได้ทอดกฐินด้วยกันหมดทุกราย

นี่คือความหมายที่ถูกต้องของคำว่า “กฐินสามัคคี”

...................

“กฐินสามัคคี” จึงไม่ได้หมายความว่า มีใครจองวัดขอเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน แล้วก็ไปเที่ยวชักชวนญาติสนิทมิตรสหายแบ่งสายกันบอกบุญร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ดังที่นิยมทำกันอยู่ แล้วก็เรียกกันว่า "กฐินสามัคคี"

คนทั่วไปมักเข้าใจคำว่า “กฐินสามัคคี” ตามความหมายนี้ 

“กฐินสามัคคี” ตามความหมายเดิมอันเป็นความหมายที่ถูกต้อง คือ หลายรายแย่งกันเป็นเจ้าภาพ แล้วปรองดองรวมกันเป็นเจ้าภาพเดียว

“กฐินสามัคคี” ตามความหมายใหม่ เจ้าภาพรายเดียว ไม่ได้แย่งกับใคร แต่สามัคคีกันภายในคณะของตัวนั่นเอง

“กฐินสามัคคี” ตามความหมายนี้กำลังกลายเป็นความหมายที่ถูกต้องอีกความหมายหนึ่ง ก็เพราะไม่ศึกษาเรื่องเดิม

...................

อีกกรณีหนึ่ง ทอดกฐินวัดเดียว แต่มีเจ้าภาพหลายคณะนั่งกันเต็มศาลา แต่ละคณะต่างก็มีเครื่องกฐินของตนพร้อมเสร็จ พอถึงเวลาทอดก็ทยอยกันเข้าไปถวายทีละคณะ ดังที่หลายๆ วัดนิยมทำกัน แล้วอ้างว่าเป็น “กฐินสามัคคี” 

“กฐินสามัคคี” แบบนี้โปรดทราบว่า ผิดกฎกติกาของการทอดกฐิน ผิดหลักเกณฑ์ที่กำหนดว่า วัดหนึ่งทอดกฐินได้คณะเดียว คือมีเจ้าภาพรายเดียว

กฐินสามัคคีก็คือมีเจ้าภาพหลายรายนั่นแหละ แต่ต้องรวมกันเป็นรายเดียวก่อนจะเข้าไปทอด 

การที่ยังแยกกันเป็นคณะๆ แบบนั้นอันที่จริงจะต้องเรียกว่า “กฐินไม่สามัคคี” เพราะถ้าสามัคคีกันจริงจะต้องรวมกันเป็นคณะเดียวตามกฎของกฐิน

...................

สรุปว่า 

(๑) บุญกฐินไม่เหมือนบุญอื่น เมื่อคนหนึ่งทำแล้ว คนอื่นจะมาทำซ้ำที่กันอีกไม่ได้ จึงต้องจองก่อน เป็นการบอกกล่าวให้รู้ว่า ใครจะมาทอดซ้ำอีกไม่ได้ 

(๒) แต่ถ้าเกิดมีคนอยากจะทอดวัดเดียวกันรายหลาย วิธีที่จะทำให้ทอดได้หมดทุกรายก็คือ ทุกรายต้องรวมตัวกันเป็นรายเดียวก่อน เมื่อรวมกันเป็นรายเดียวแล้วทอด ก็เท่ากับได้ทอดหมดทุกรายนั่นเอง 

.........................................................

รวมหลายๆ รายเข้าเป็นรายเดียว 

รวมหลายๆ คณะเข้าเป็นคณะเดียว

แล้วทุกรายทุกคณะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว 

มีผ้ากฐินผืนเดียวกันเข้าไปทอดพร้อมกันทีเดียว 

ไม่มีการแบ่งแยกคณะใดๆ ทั้งสิ้น 

นี่คือความหมายที่ถูกต้องของคำว่า “กฐินสามัคคี”

.........................................................

: ศึกษาเรื่องเดิมให้เข้าใจเจนจิต

: ป้องกันไม่ให้ผิดกลายเป็นถูก

.........................................................

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๖:๓๖

[full-post]

 


Hansa Dhammahaso


ภิกษุรูปเดียวรับผ้ากฐินทางตรงไม่ได้

ภิกษุรูปเดียวสามารถอัพเกรดผ้าจีวรเป็นผ้ากฐินได้

.

พูดเอาไว้ตรงนี้ เพราะต้องการเตือนพระ หรือญาติโยมที่กำลังแปรเจตนารมณ์พระพุทธเจ้า และเหล่าพระอรรถกถาจารย์ผิดคิดไปว่าพระภิกษุรูปเดียวก็สามารถไปรับกฐินได้ จึงพากันโพนทนาว่าเชิญชวนกันว่า มาเถิดพวกเราไปทอดผ้ากฐินแก่ภิกษุผู้จำพรรษารูปเดียวกันเถิด

.

ประเด็นนี้ หลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)  ท่านระวังในการใช้คำในการอธิบายมาก ท่านชี้ว่า "พระภิกษุจำพรรษาอยู่รูปเดียว เป็นเจ้าของผ้าที่ถวายแก่สงฆ์ ที่นั่นทั้งหมด และเธอจะกรานกฐินได้ เมื่อมีพระภิกษุมาประชุมกันเป็นสงฆ์ รวมเธอด้วยครบ 5 รูป"

.

จะเห็นว่าถ้ามองเจตนารมณ์ของพุทธองค์จากพระไตรปิฏก และอธิบายความเพิ่มเติมจากอรรถกถาจนมาถึงหลวงพ่อสมเด็จฯ ตามนัยที่ปรากฏในจีวรักขันธกะ ยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า "ผ้าจีวร"  ไม่ใช่ผ้ากฐิน ทรงมุ่งจะอนุเคราะห์พระภิกษุจึงอัพเกรดผ้าจีวรให้เป็นผ้ากฐิน เพื่อจักได้รับอานิสงส์กฐิน

.

ต้นทางของเรื่องราวทั้งหมด เป็นผ้าจีวรที่โยมตั้งใจถวายแก่สงฆ์มิใช้ผ้ากฐิน พระพุทธเจ้าย้ำว่า เราเรียกเจตนาว่าเป็นกรรม (เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ) ถ้าญาติโยมแปรเจตนาพระพุทธเจ้าผิดก็นับเป็นบาปกรรมชั้นหนึ่ง แล้วยิ่งคิดและปฏิบัติผิดโดยไม่ทราบ หรือมีเจตนาแอบแฝงด้วยการเริ่มเชิญชวนว่า เราจะถวายผ้ากฐินแก่พระรูปเดียว และเชิญชวนผู้คนจัดพิธีทอดกฐิน  อันนี้ เริ่มต้นเจตนาก็ผิดแล้ว กฐินจึงไม่เป็นกฐิน และอาจจะพาลให้คนรับกฐินกลายเป็นหมันไปอีกโสตหนึ่ง

.

อย่างไรก็ดี ในเจตนานั้นรับรู้ตั้งแต่ต้นว่า พระภิกษุในวัดท่านมีจีวรเก่าคร่ำคร่าเต็มทน เราคนเดียว หรือญาติมิตรตั้งใจนำจีวรไปถวายสงฆ์เป็นสังฆทาน  แล้วก็กลับบ้านไปทำมาหากินต่อไป ส่วนพระภิกษุรูปนั้น ถ้าจะเปลี่ยนจีวรใหม่ก็ได้ แต่ถ้ามุ่งจะรับอานิสงส์กฐินไปถึงกลางเดือน 4 ก็นิมนต์พระภิกษุมาให้ครบ 5 รูปเพื่อรับทราบการกรานผ้าจีวรเป็นผ้ากฐินก็ได้

.

หวังใจว่า พระภิกษุที่มิได้จำพรรษาในวัดนั้นๆ  รวมถึงญาติโยมจะไม่เข้าใจผิด หรือแปรเจตนารมณ์พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรรถกถาจารย์ผิด คิดไปว่า เราสามารถถวายผ้ากฐินแก่พระรูปเดียวได้ จึงพากันเชิญชวนกันไปจัดงานทอดกฐินถวายท่าน 

.

แต่ที่ต้องระวังยิ่งกว่านั้น คือการมีเจตนาแอบแฝงมุ่งระดมทุนที่เป็นบริวารกฐิน โดยใช้การทอดผ้ากฐินเป็นข้ออ้าง กลุ่มนี้จะใช้ประเด็นรูปเดียวรับกฐินได้ มาใช้ประโยชน์ในการดำเนินการจัดเตรียมงานทอดกฐินสามัคคีเพื่อระดมทุน

.

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย โดยการล่วงไปแห่งเรา ธรรมและวินัยจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย การผิดต่อวินัยนับว่าเป็นผิดต่อศาสดา การไม่เคารพวินัยย่อมหมายถึงการไม่เคารพพระศาสดา เมื่อไม่สนใจพระวินัยยังจะถือว่ามีพระพุทธศาสนาให้เราเคารพนับถืออยู่กระนั้นหรือ??  หรือถ้าเราตีความพระวินัยตามใจฉัน จะได้ชื่อว่าเราเป็นศาสดาเสียเองใช่ไหม?? ด้วยเหตุนี้ การอันตรธานของพระพุทธศาสนาย่อมจักได้ชื่อว่าได้เกิดขึ้นด้วยเหตุฉะนี้


[full-post]


เรื่องพระรูปเดียว (๑)

-----------------

เมื่อวานนี้ (๑๑ กันยายน ๒๕๖๖) ผมโพสต์เรื่องที่มีผู้บอกว่าสามเณรก็รับกฐินได้ คือถ้าพระไม่ครบ ๕ รูป และหาพระไม่ได้ ก็สามารถเอาสามเณรมาร่วมให้ครบ ๕ รูป รับกฐินได้ 

ผมชี้ให้เห็นว่า คนที่พูดเช่นนั้นพูดด้วยความเข้าใจผิด อย่าเชื่อ

ตามหลักพระวินัย สามเณรรับกฐินไม่ได้ โปรดเข้าใจตามนี้

วันนี้ก็มีอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอีกเช่นกัน

.........................................................

มหาภัยที่กำลังครอบงำสังคมไทยอยู่ในเวลานี้คือ เห็นใครพูดผิด เขียนผิด ทำอะไรผิด ก็ไม่มีใครคิดจะทักท้วงเตือนติง ต่างพากันนิ่งเฉยเลยผ่าน ถือว่าธุระไม่ใช่ไปหมด 

คนทำผิดพูดผิดก็ไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าตนทำผิด เพราะไม่มีใครบอก ผลงานผิดๆ ก็ปรากฏอยู่อย่างนั้น ใครไม่รู้มาเห็นเข้าก็เอาไปอ้างต่อไปอีก เรื่องที่ผิดก็กระจายแพร่หลายมากขึ้นไปอีก

.........................................................

ที่ผมว่ามีอีกเรื่องหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่พาดพิงอยู่กับเรื่องกฐินเช่นเดียวกัน

ขออัญเชิญต้นเรื่องมาจากพระไตรปิฎกเพื่อให้ช่วยกันศึกษาเป็นหลักความรู้ไว้เป็นเบื้องต้นก่อน แล้วจึงจะอภิปราย 

ขออนุญาตยกคำบาลีกำกับไว้ด้วยเพื่อเป็นหลักฐานข้อมูล อดทนอ่านกันหน่อยนะครับ ไม่ถนัดบาลีก็อ่านเฉพาะภาษาไทย

.........................................................

(๑) เตน  โข  ปน  สมเยน  อญฺญตโร  ภิกฺขุ  เอโก  วสฺสํ  วสิ  ฯ

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง (อญฺญตโร) จำพรรษาอยู่รูปเดียว (เอโก)

(๒) ตตฺถ  มนุสฺสา  สงฺฆสฺส  เทมาติ  จีวรานิ  อทํสุ  ฯ

คนทั้งหลายในถิ่นนั้นได้ถวายจีวร (จีวรานิ) ด้วยเปล่งวาจาว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์ (สงฺฆสฺส  เทม)

(๓) อถโข  ตสฺส  ภิกฺขุโน  เอตทโหสิ 

จึงภิกษุรูปนั้นได้ดำริดังนี้ว่า

(๔) ภควตา  ปญฺญตฺตํ  จตุวคฺโค  ปจฺฉิโม  สงฺโฆติ

พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างน้อยชื่อว่าสงฆ์

(๕) อหญฺจมฺหิ  เอกโก

แต่เราอยู่รูปเดียว

(๖) อิเม  จ  มนุสฺสา  สงฺฆสฺส  เทมาติ  จีวรานิ  อทํสุ

และคนเหล่านี้ได้ถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์ ดังนี้

(๗) ยนฺนูนาหํ  อิมานิ  สงฺฆิกานิ  จีวรานิ  สาวตฺถึ  หเรยฺยนฺติ  ฯ

ถ้ากระไรเราจะพึงนำจีวรของสงฆ์เหล่านี้ไปพระนครสาวัตถี

(๘ ) อถโข  โส  ภิกฺขุ  ตานิ  จีวรานิ  อาทาย  สาวตฺถึ  คนฺตฺวา  ภควโต  เอตมตฺถํ  อาโรเจสิ  ฯ

ครั้นแล้ว ภิกษุรูปนั้นได้นำจีวรเหล่านั้นไปพระนครสาวัตถี กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

(๙) ตุยฺเหว  ภิกฺขุ  ตานิ  จีวรานิ  ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภารายาติ  ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ (ภิกฺขุ) จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอนั่นแหละ (ตุยฺเหว) จนถึงเวลาเดาะกฐิน

(๑๐) อิธ  ปน  ภิกฺขเว  ภิกฺขุ  เอโก  วสฺสํ  วสติ  ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในข้อนี้ ภิกษุจำพรรษารูปเดียว

(๑๑) ตตฺถ  มนุสฺสา  สงฺฆสฺส  เทมาติ  จีวรานิ  เทนฺติ  ฯ

คนทั้งหลายในถิ่นนั้นถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า พวกข้าพเจ้าถวายแก่สงฆ์

(๑๒) อนุชานามิ  ภิกฺขเว  ตสฺเสว  ตานิ  จีวรานิ  ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภารายาติ  ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (ภิกฺขเว) เราอนุญาตจีวรเหล่านั้นแก่ภิกษุรูปนั้นแหละ (ตสฺเสว) จนถึงเวลาเดาะกฐิน 

ที่มา: จีวรขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๒ ข้อ ๑๖๔

.........................................................

สรุปเรื่องก็คือ 

พระจำพรรษารูปเดียว

โยมถวายจีวรแก่สงฆ์ (สงฺฆสฺส  เทมาติ  จีวรานิ  อทํสุ)

พระจะถือเอาเป็นของตัวก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้ถวายเป็นส่วนตัว แต่ถวายสงฆ์

แต่ในที่นั้นไม่มีสงฆ์ มีแต่พระรูปเดียว 

จะทำอย่างไรดี

พระก็เลยเอาจีวรไปทูลถามพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าตรัสว่า 

.........................................................

ตุยฺเหว  ภิกฺขุ  ตานิ  จีวรานิ  ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภาราย

จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอนั่นแหละจนถึงเวลาเดาะกฐิน

.........................................................

เนื้อหาสาระหรือประเด็นของเรื่องมีแค่นี้

หลักปฏิบัติจากเรื่องนี้ก็คือ -

.........................................................

กรณีพระจำพรรษารูปเดียว แล้วมีผู้ถวายจีวรแก่สงฆ์

ท่านว่าจีวรนั้นตกเป็นของพระรูปนั้น

แต่มีสิทธิ์ครอบครองใช้สอยได้จนถึงเวลาเดาะกฐินเท่านั้น

.........................................................

เรื่องที่ยกมาจากพระไตรปิฎกข้างต้นโน้น มีผู้แสดงความเข้าใจดังต่อไปนี้ -

.........................................................

เนื้อความนี้เราสามารถรู้ได้จากพระดำรัสของพระพุทธองค์ที่ว่า "ผ้าเหล่านี้เป็นของเธอผู้เดียวจนสิ้นสุดเขตกฐิน" แสดงว่าพระรูปนั้นกรานกฐินมาแล้ว จึงนำผ้าที่เหลือมาทูลถวายพระผู้มีพระภาค

.........................................................

คำว่า "ผ้าเหล่านี้เป็นของเธอผู้เดียวจนสิ้นสุดเขตกฐิน" เป็นคำที่แปลมาจากประโยคบาลีในพระไตรปิฎกที่ว่า -

“ตุยฺเหว  ภิกฺขุ  ตานิ  จีวรานิ  ยาว  กฐินสฺส  อุพฺภาราย”

พระไตรปิฎกแปลบางฉบับแปลอย่างที่ท่านผู้นั้นยกมา คือแปลว่า "ผ้าเหล่านี้เป็นของเธอผู้เดียวจนสิ้นสุดเขตกฐิน"

แต่ในที่นี้ผมแปลว่า “จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอนั่นแหละจนถึงเวลาเดาะกฐิน”

เรื่องถ้อยคำภาษา เอาไว้ว่ากันอีกตอนหนึ่ง 

แต่ตอนนี้พิจารณาเฉพาะประเด็นที่ท่านแสดงความเห็นว่า-

(๑) แสดงว่าพระรูปนั้นกรานกฐินมาแล้ว

(๒) จึงนำผ้าที่เหลือมาทูลถวายพระผู้มีพระภาค

คำว่า “พระรูปนั้นกรานกฐินมาแล้ว” เป็นคำพูดเพื่อยืนยันว่า พระรูปเดียวรับกฐินได้ โดยมีเรื่องราวตามที่ยกมานี้เป็นข้อยืนยันรับรอง

.........................................................

คำว่า “กรานกฐิน” หมายถึง (๑) มีผู้ถวายผ้าแก่สงฆ์ (๒) สงฆ์ (คือภิกษุอย่างน้อย ๔ รูป + ภิกษุที่สงฆ์ยกผ้าให้อีก ๑ รูป) พร้อมใจกันยกผ้านั้นให้ภิกษุรูปหนึ่ง (๓) ภิกษุทุกรูปในที่นั้นอนุโมทนา 

นี่คือ กรานกฐิน

.........................................................

โปรดช่วยกันพิจารณาว่า เรื่องที่ยกมาจากพระไตรปิฎกข้างต้นโน้น มีข้อความตอนไหนที่ระบุว่า (๑) พระรูปนั้นกรานกฐินมาแล้ว?

สรุปเรื่องที่ยกมาจากพระไตรปิฎกข้างต้นโน้นก็คือ พระจำพรรษารูปเดียว โยมเอามาผ้ามาถวายสงฆ์ พระสงสัยว่าเราอยู่รูปเดียว ไม่ใช่สงฆ์ จะทำอย่างไรกับผ้านี้ จึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผ้านั้นเป็นเธอ แต่เธอเป็นเจ้าของผ้าได้จนถึงเวลาเดาะกฐินเท่านั้น-จบ

ไม่มีข้อความตรงไหนเลยที่บอกว่าพระรูปนั้นกรานกฐินมาแล้ว

ซึ่งเท่ากับ-ไม่มีข้อความตรงไหนเลยที่บอกว่าพระรูปเดียวรับกฐินได้

หมายความว่า จะอ้างเรื่องราวตรงนี้มายืนยันว่า-นี่ไง พระรูปเดียวรับกฐินได้ ดังนี้ ไม่ได้ครับ เพราะไม่มีข้อความไหนในเรื่องราวตรงนี้ที่ยืนยัน-หรือแม้ที่พอจะตีความได้-ว่านี่คือพระรูปเดียวรับกฐินได้

พระรูปเดียวรับกฐินได้ ต้องยกหลักฐานจากตอนอื่นหรือจากคัมภีร์อื่น-ถ้ามี-มายืนยัน แต่ไม่ใช่เรื่องราวตรงนี้

ความเข้าใจข้อที่ (๒) ที่ว่า “จึงนำผ้าที่เหลือมาทูลถวายพระผู้มีพระภาค” นี่ยิ่ง go to big ไปกันใหญ่ 

โปรดกลับไปอ่านเรื่องข้างต้นทบทวนดู ไม่มีข้อความตรงไหนเลยที่บอกว่า พระรูปนั้น “นำผ้าที่เหลือมาทูลถวายพระผู้มีพระภาค”

ท่านไปเอาความเข้าใจนี้มาจากไหน?

ผมพยายามมองในแง่ดี เป็นไปได้ไหมว่าท่านตั้งใจจะพูดว่า “นำผ้าที่เหลือมาทูลถามพระผู้มีพระภาค”

แต่เขียนพลาดไป กลายเป็น “นำผ้าที่เหลือมาทูลถวายพระผู้มีพระภาค”

จึงควรจะยกประโยชน์ให้ แต่ถึงกระนั้น คำว่า “ผ้าที่เหลือ” ก็ยังไม่ตรงตามต้นฉบับอยู่นั่นเอง

ต้นฉบับในพระไตรปิฎกใช้คำว่า “ตานิ  จีวรานิ  อาทาย” (ดูข้อความที่ข้อวงเล็บ ๙ (๙) ข้างต้น) แปลว่า “นำจีวรเหล่านั้นไป” ส่อความว่า นำจีวรไปทั้งหมด ไม่ใช่นำไปเฉพาะ “ผ้าที่เหลือ”

และ “ผ้าที่เหลือ” ก็ไม่น่าจะมี เพราะเมื่อเขาถวายผ้าแล้ว พระรูปนั้นจะต้องใช้ผ้านั้นนุ่งห่มจึงจะมี “ผ้าที่เหลือ” ได้ แต่นี่ท่านไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดีกับผ้า ก็แปลว่าท่านยังไม่ได้ใช้ผ้าเลย แล้วจะมี “ผ้าที่เหลือ” ได้อย่างไร 

ยังไม่หมดประเด็นครับ 

แต่ ๒ ประเด็นที่ยกมานี้เป็นอันยืนยันว่า ผู้อ่านพระไตรปิฎกตอนนี้แล้วแสดงความเห็นเช่นนั้น ไม่เข้าใจประเด็น-หรือก็คือเข้าใจผิดนั่นเอง

ประเด็นที่เหลือ ว่ากันตอนหน้าครับ

--------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๒ กันยายน ๒๕๖๖

๑๕:๕๘ 

[full-post]

 


พระรับกฐิน

------------

แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมีใครสงสัยว่า พระวัดนี้ไม่ครบ ไปนิมนต์วัดอื่นมาให้ครบเพื่อรับกฐิน ได้หรือไม่

ที่ไม่สงสัยเพราะเป็นที่รู้เข้าใจตรงกันทั่วสังฆมณฑลว่า รับกฐินต้องมีพระไม่น้อยกว่า ๕ รูป จำพรรษาวัดเดียวกัน

ที่ว่า “รู้เข้าใจตรงกันทั่วสังฆมณฑล” นั้น ดูจากตรงไหน

ดูจากตรงที่-ก่อนเข้าพรรษา วัดไหนพระไม่ถึง ๕ รูป ทั้งสมภาร ทั้งชาวบ้าน จะเดือดร้อนมาก จะหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆ

วิธีหนึ่งที่ทำกันทั่วไปก็คือ ไปขอพระจากวัดที่มีพระมากพอ ให้มาจำพรรษาที่วัดนั้น

วิธีนี้ ทุกวันนี้ก็ยังมีทำกันอยู่ 

.........................................................

ผมถามญาติที่เป็นคนวัดไพรสะเดา อำเภอปากท่อว่า ปีนี้วัดไพรสะเดาพระจำพรรษาเท่าไร

ญาติตอบว่า เหลือ ๙ รูป คุณอา

อ้าว ไปไหนหมดล่ะ 

วัดอื่นเขามาขอไปหมด เหลือแต่พระแก่ๆ พระหนุ่มๆ เขาเอาไปหมด

อ้าว ทำไมล่ะ

ก็วัดเขาพระไม่พอรับกฐิน

.........................................................

เรื่องนี้ผมเคยเล่าแล้ว

ญาติที่ตอบนี่เป็นคนรุ่นใหม่ บ้านนอก ซ้ำเป็นผู้หญิงด้วย ยังรู้และเข้าใจเรื่องนี้ดี-เรื่องพระไม่พอรับกฐิน

บางพื้นถิ่น ไปขอพระวัดไหนไม่ได้จริงๆ ถึงกับขอร้องให้ผู้ชายในหมู่บ้านบวชเพื่อให้มีพระพอรับกฐิน ก็เคยทำกันมา

เรื่องนี้ผมก็เคยเล่าแล้ว

เรื่องแบบนี้ผมไม่ได้เห็นกับตา แต่ได้ฟังผู้ใหญ่เล่ากันมา และผมเชื่อว่ามีแบบนี้จริงๆ

ถ้าพระไม่พอ ถึงเวลาทอดกฐินก็ไปนิมนต์พระต่างวัดมาให้ครบ แบบนี้ก็ทำได้-รับกฐินได้ เขาจะต้องดิ้นรนขวนขวายให้มีพระจำพรรษาครบให้เหนื่อยยากไปทำไม

จำพรรษารูปเดียว หรือ ๒ รูป ๓ รูป ถึงเวลารับกฐินก็ไปนิมนต์พระต่างวัดมาให้ครบ ๕ รูป ทำแบบนี้สบายกว่า และคงทำกันทั่วไปแล้ว

แต่ก็ไม่มีที่ไหนทำ

มีแต่ดิ้นรนขวนขวายให้มีพระจำพรรษาครบตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษา

และทุกวันนี้ก็ยังมีวัดที่ทำแบบนี้-ไปขอพระต่างวัดมาจำพรรษา

วัดที่ถูกขอพระก็จะเข้าใจปัญหานี้ดี ถ้ามีพระพอก็ยินดีแบ่งไปให้เสมอ เพราะต่างก็รู้เข้าใจหลักเรื่องพระรับกฐินตรงกัน -

พระรับกฐินได้ ต้องอย่างน้อย ๕ รูป จำพรรษาวัดเดียวกัน

คณะสงฆ์ไทยถือหลักนี้มาแต่ไหนแต่ไร จนเป็นที่รู้กันทั้งชาววัดและชาวบ้าน

ส่วนกรณี-กฐินพระรูปเดียว ถ้าวัดไหนจะทำ วิธีที่เรียบร้อยที่สุดคือ ให้คณะสงฆ์วินิจฉัยก่อนว่าทำได้หรือไม่

จบที่คำวินิจฉัยของคณะสงฆ์-หมายถึงมหาเถรสมาคม

ไม่ใช่จบที่ความเห็นของบุคคล

ถ้าคณะสงฆ์ยังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องนี้

ขอความกรุณา อย่าเพิ่งทำครับ

..................

ทีนี้ก็มาถึงหลักวิชาพระวินัย

ทำไม รับกฐินต้องมีพระอย่างน้อย ๕ รูป?

ตัวเลข ๕ รูป มาจากไหน?

เรื่องนี้ต้องถอยไปตั้งหลักที่ “สังฆกรรม” 

๑ “สังฆกรรม” หมายถึง กิจที่พระวินัยกำหนดไว้ให้ภิกษุต้องทำโดยที่ประชุมสงฆ์ เช่น การบวช การสวดพระปาติโมกข์ เป็นต้น

๒ กิจที่ว่านี้พระวินัยกำหนดไว้แล้วว่าคืออะไรบ้าง ๑ ๒ ๓ ... ไม่ต้องมานั่งถามกันว่านี่เป็นสังฆกรรมหรือเปล่า

๓ คำว่า “โดยที่ประชุมสงฆ์” หมายความว่า สังฆกรรมชนิดไหนต้องมีภิกษุเข้าประชุมกี่รูปจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม เรื่องนี้พระวินัยก็กำหนดไว้แล้วเช่นกัน

องค์ประชุมของสงฆ์ตามมาตรฐานคือ มีภิกษุเข้าร่วมประชุมอย่างน้อยที่สุด ๔ รูป คำที่เรียกรู้กันทั่วไปคือ “พระสี่รูปครบองค์สงฆ์”

การประชุมสงฆ์ก็แบบเดียวกับการประชุมสภา คือต้องมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมตามจำนวนที่กำหนดไว้จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม คือเปิดประชุมได้

แต่สังฆกรรมกำหนดเงื่อนไขแยกย่อยออกไปอีก ดังที่กล่าวแล้ว-สังฆกรรมชนิดไหนต้องมีภิกษุเข้าประชุมกี่รูปจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม เช่น 

- สวดพระปาติโมกข์ ต้องมีภิกษุเข้าประชุมอย่างน้อย ๔ รูป

- บวชพระ ต้องมีภิกษุเข้าประชุมอย่างน้อย ๑๐ รูป

- ให้มานัตเพื่อออกจากอาบัติสังฆาทิเสส ต้องมีภิกษุเข้าประชุมอย่างน้อย ๒๐ รูป

อย่างนี้เป็นต้น

ไม่ใช่ว่าสังฆกรรมอะไรๆ ก็ใช้องค์ประชุม ๔ รูปตะพึดไป

หวังว่าคงมองภาพออกแล้วนะครับ

ทีนี้ก็มาถึงรับกฐิน

รับกฐิน พระวินัยกำหนดไว้ว่า เป็นสังฆกรรมที่ต้องมีภิกษุเข้าร่วมประชุมอย่างน้อย ๔ (สี่) รูป แต่-

ตรง “แต่” นี่แหละครับต้องกำหนดให้ดี

.........................................................

แต่ในการรับกฐินนั้น ต้องมีภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้ที่สงฆ์มอบผ้ากฐินให้ ที่เรียกรู้กันว่า “องค์ครอง”

ภิกษุที่เป็นองค์ครองนี้ พระวินัยท่านไม่ให้นับเข้าในองค์ประชุม คือต้องตัดออกไปจากจำนวนภิกษุที่เข้าร่วมประชุม

.........................................................

เพราะฉะนั้น: รับกฐิน ต้องมีภิกษุเข้าร่วมประชุมอย่างน้อย ๔ รูป + องค์ครองอีก ๑ รูป = ๕ รูป

ต้องมีพระจำพรรษาอยู่วัดเดียวกันอย่างน้อย ๕ รูป จึงจะรับกฐินได้

ตัวเลข ๕ รูป มีที่มาที่ไปอย่างนี้

------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๗ กันยายน ๒๕๖๖

๑๖:๔๒

[full-post]


กฐินพระองค์เดียว

พุทธบัญญัติในการกรานกฐิน

      ขอโอกาสพูดย่อ ๆ รวบรัดว่า พระพุทธานุญาตที่เรียกว่าเป็นพุทธบัญญัติในเรื่องกฐิน มาในกฐินทันธกะ แห่งพระวินัยปิฎก (วินย.๕/๕๖/๑๓๖) ว่า

"อนุชานามิ ภิกฺขเว วสฺสํ วุตฺถานํ ภิกขูนํ กฐินํ อตฺถริตุํ.  ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลาย ผู้จำพรรษาแล้ว กรานกฐิน"

      ต่อจากนั้น ได้ตรัสแสดงสังมกรรมที่เรียกว่าการ "กรานกฐิน" ไว้ดังนี้ "ภิกษุทั้งหลาย ก็แล สงฆ์พึงกรานกฐินอย่างนี้ คือ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึ่งประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้-

       "ท่านผู้เจริญ ขอสงม์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินผืนนี้เกิดขึ้นแล้วแก่สงฆ์

       ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่ สงฆ์พึงให้ผ้ากฐินผืนนี้ แก่ภิกษุมีชื่อนี้

       เพื่อกรานกฐิน"  (นี้เป็นญัตติ)

       "ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินผืนนี้เกิดขึ้นแล้วแก่สงฆ์

       สงฆ์ให้ผ้ากฐินผืนนี้ แก่ภิกษุมีชื่อนี้ เพื่อกรานกฐิน การให้ผ้ากฐินผืนนี้แก่

       ภิกษุชื่อนี้ เพื่อกรานกฐิน ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่

       ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงกล่าว"

       "ผ้ากฐินผืนนี้ สงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุมีชื่อนี้ เพื่อกรานกฐิน ชอบแก่สงฆ์

       เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้อย่างนี้" (นี้เป็นกรรมวาจา)


       กฐินตามพระพุทธานุญาตนี้ เป็นสังฆกรรมสำหรับภิกษุอย่างน้อย ๕ รูป ซึ่งได้จำพรรษาอยู่ในวัดเดียวกัน โดยภิกษุ ๔ รูปเป็นสงฆ์ผู้มอบให้ผ้ากฐิน และภิกษุ ๑ รูปเป็นผู้ได้รับผ้ากฐินที่สงฆ์มอบให้นั้น

      พุทธวินิจฉัยกรณีภิกษุจำพรรษารูปเดียวได้รับถวายผ้าในฤดูกฐิน 

     ในกรณีที่วัดใดมีภิกษุจำพรรษาถ้วนไตรมาสแต่อยู่รูปเดียว เมื่อมีผู้ถวายผ้าแก่เธอเป็นของสงฆ์ ก็ได้ทรงวินิจฉัย ตามเรื่องที่มาในจีวรขันธกะ แห่งพระวินัยปิฎก (วินย.๕@๖๔/๒เ๒๒) ว่า

     "ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาอยู่ผู้เดียว คนทั้งหลายในถิ่นนั้น ได้ถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์" ภิกษุรูปนั้นได้มีปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างน้อยจึงชื่อว่าสงฆ์ แต่เรารูปเดียว และคนเหล่านี้ได้ถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์" ถ้ากระไร เราพึงนำจีวรของสงฆ์เหล่านี้ไปพระนครสาวัตถี

      ครั้นแล้ว ภิกษุนั้นได้นำจีวรเหล่านั้นไปพระนครสาวัตถี กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

      "ดูกรภิกษุ จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอนั่นแหละ จนกว่ากฐินเดาะ" "ภิกษุทั้งหลาย ก็ในข้อนี้ ภิกษุจำพรรษารูปเดียว ประชาชนในถิ่นนั้น ถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า พวกข้าพเจ้าถวายแก่สงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตจีวรเหล่านั้นแก่ภิกษุนั้นเท่านั้น จนกว่ากฐินเดาะ"

      ถึงตอนนี้ อรรถกถาแห่งจีวรขันธกะนั้น ก็บอกวิธีปฏิบัติให้ (วินย อ.๓/๒๔๑) ว่า "ถ้าได้ภิกษุคณปูรกะ กฐินก็เป็นอันได้กราน จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอตลอด ๕ เดือน ถ้าไม่ได้กรานกฐิน จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอตลอดจีวรมาสเดือนเดียวเท่านั้น"

      ตามนี้ก็เป็นอันว่า แม้ภิกษุจำพรรษาแล้วอยู่รูปเดียว ก็มีทางที่จะกรานกฐิน โดยมีภิกษุอื่นมาร่วมประชุมเป็นคณปูรกะ (ให้ครบองค์สงฆ์) ก็จะทำสังมกรรมให้เธอกรานกฐินได้ 

      ในตอนนี้ ในคัมภีร์ที่เป็นหลักฐานอ้างอิง มีข้อผิดแผกขัดแย้งกันบ้าง ที่สำคัญ ๒ ประการ แต่ขอข้ามไปก่อน จับที่หลักก่อน เห็นได้ชัดว่า ตามพุทธบัญญัติเรื่องกฐินนี้ สังฆกรรมในการ "กรานกฐิน" มีสาระสำคัญอยู่ที่ว่า สงฆ์ (มีภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างน้อย) ตกลงกันมอบผ้ากฐิน (ที่ทุกรูปเป็นเจ้าของร่วมกัน ให้แก่ภิกษรูปหนึ่งเอาไปกราน*" (ข้อความนี้ว่า "สงฆ์พึงให้ผ้ากฐิน แก่ภิกษผู้กรานกฐิน ด้วยญัตติทุติยกรรม ซึ่งมาในคัมภีร์ปริวาร เท่ากับบ่งบอกว่า กฐินต้องมีภิกษุอย่างน้อย ๕ รูป) 

     (วิธีปฏิบัติในการกราน ท่านแสดงไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม ๘ คือคัมภีร์ปริวาร. วินย ๘/อ๑๔๗/๔๓๕ ซึ่งบอกไปจนตลอดว่า เมื่อกรานแล้ว ภิกษุนั้นมาแจ้ง ให้ภิกษุทั้งหลายอนุโมทนา)

     

     ในกรณีที่ภิกษุอยู่จำพรรษารูปเดียว เมื่อมีผ้าที่เขาถวายแก่สงฆ์ มีพุทธวินิจฉัยข้างต้นชัดเจนแล้วว่า ผ้าเป็นของภิกษรูปนั้นผู้เดียว ภิกษุอื่นไม่ว่ากี่รูป ถึงจะเป็นสงฆ์ ก็ไม่มีสิทธิในผ้านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ คือ เมื่อภิกษุรูปนั้นเป็นเจ้าของผ้านั้นแล้ว และสงฆ์ไม่มีสิทธิในผ้านั้น สังฆกรรมในการที่สงฆ์จะมอบให้ผ้ากฐินแก่ภิกษุนั้น ก็ทำไม่ได้ หมายความว่า สังฆกรรมในขั้นตอนของการมอบให้ผ้ากฐิน ก็เป็นอันข้ามไปเลย ภิกษุนั้น ซึ่งเป็นเจ้าของผ้านั้นอยู่แล้ว ก็เพียงเอาผ้านั้นไปกราน เสร็จแล้วก็มาบอกแจ้งแก่เหล่าภิกษุที่มาประชุมนั้น ภิกษุที่มาประชุมสงฆ์นั้น เมื่อไม่มีสิทธิมอบผ้าให้แก่ภิกษผู้กรานกฐิน ก็ไม่มีสิทธิที่จะอนุโมทนาด้วย จึงได้แต่เพียงรับทราบการกรานกฐินของเธอเท่านั้น พูดสั้นๆ ว่า เป็นกฐินที่ไม่มีสังฆกรรมในการมอบให้ผ้ากฐิน (ซึ่งเป็นสาระสำคัญของพุทธบัญญัติเรื่องกฐิน ส่งฆ์ไม่ได้เป็นเจ้าการในสังมกรรม เป็นกฐินที่เพียงให้สงฆ์รับทราบการกรานของภิกษุ (ผู้เป็นเจ้าของผ้าอยู่แล้ว สงฆ์เพียงมาประชุมกันรับทราบ จะพูดให้เกียรติ ก็ว่ามาประชุมกันอนุมัติ หรือเป็นกฐินโดยการอนุมัติของสงฆ์ (แทนที่สงฆ์จะทำสังฆกรรมมอบให้ผ้ากฐิน และอนุโมทนาการกรานกฐิน แล้วได้รับอานิสงส์ด้วยกันทั้งหมด ก็ได้แค่นิมนต์สงฆ์มารับทราบ/อนุมัติการกรานกฐิน จบเท่านั้น)

      คงจะเป็นด้วยเหตุผลนี้ เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสงฆ์ไม่เป็นเจ้าการผู้ทำการมอบให้ผ้ากฐินของสงฆ์แก่ภิกษุ เป็นเพียงการอนุเคราะห์ภิกษุที่จัดเรื่องส่วนตัวให้เสร็จ ท่านจึงไม่จัดเรื่องนี้ไว้ในกฐินขันธกะ แต่รวมไว้ในจีวรขันธกะ

      ข้อผิดแผกซับซ้อนในวิธีปฏิบัติ และข้อผิดแผกขัดแย้งของหลักฐานอ้างอิง

      ที่กล่าวมานั้น เป็นคำอธิบายสำหรับเรื่องภิกษุจำพรรษาอยู่รูปเดียว (หรืออยู่กันมากกว่านั้นก็ตาม แต่ไม่ครบ ๕ รูป) ในจีวรขันธกะ ขอยุติไว้เท่านั้น

      ทีนี้ หันกลับมาดูเรื่องในกฐินขันธกะกันอีก มีคำอธิบายว่า ในกรณีที่ภิกษุผู้จำพรรษาต้น (ปุริมิกา) ซึ่งมีสิทธิกรานกฐิน มีจำนวนไม่ครบ ๕ รูป (จะมี ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือ ๔ รูป ก็ตาม) แต่มีภิกษุอื่นอยู่ในวัดด้วย ก็ให้เอาภิกษผู้จำพรรษาหลัง (ปัจฉิมิกา) เป็นคณปูรกะทำสังมกรรมกรานกฐินได้ (ทำได้ตลอดตั้งแต่มอบให้ผ้ากฐิน เพราะอยู่วัดนั้นด้วยกัน ร่วมเป็นเจ้าของผ้าได้ด้วย แต่พระที่เป็นดณปูรกะไม่มีสิทธิอนุโมทนา และไม่ได้อานิสงส์กฐิน 

     ที่กล่าวนี้ว่าตามอรรถกถา

     อย่างไรก็ดี ตรงนี้มีข้อผิดแผกแตกต่างกันของข้อความในคัมภีร์ที่เป็นหลักฐานอ้างอิง คือ สมันตปาสาทิกา อรรถกถาแห่งพระวินัยปิฎก ฉบับที่ใช้เป็นแบบเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์ไทย มีคำอธิบายตรงนี้ว่า (วินย. อ.๓/๒๑๐)

     "ปุริมิกาย อุปคตานมฺปน สพฺเพ ปจฺฉิมิกา คณปูรกา โหนฺติ อานิสํสํ น ลภนฺติ อานิสโส อิตเรสํเยว โหติ" ฯ 

     "ภิกษุผู้จำพรรษาหลังเป็นคณปูรกะของภิกษุผู้เข้าพรรษาต้นได้ทั้งหมด แต่ไม่ได้อานิสงส์ อานิสงส์มีแก่ภิกษุผู้เข้าพรรษาต้นเท่านั้น"

      แต่ สมันตปาสาทิกา ฉบับอักษรพม่าที่เนื่องกับฉัฏฐสังคีติ (วินย มหาวคุค.อ.388 ไม่เป็นอย่างนี้ คือ ตอนที่ฉบับแบบเรียนบาลีของไทยว่า "สพฺเพ ปจฺฉิมิกา คณปูรกา" นั้น ฉบับอักษรพม่ามีเพียงว่า "สพฺเพ คณปูรกา" (ไม่มีคำว่า ปจฺฉิมิกา) ได้ทราบว่า สมันตปาสาทิกา ฉบับมหาจุฬาๆ ก็ตรงกับฉบับอักษรพม่าที่เนื่องกับฉัฏฐสังคีติ]

      อนึ่ง อรรถกถาและฎีกาวินัยทั้งหลาย ฉบับอักษรพม่าที่เนื่องกับฉัฏฐสังคีติ ในข้อความเดียวกันนี้ ก็มีเพียงว่า "สพฺเพ คณปูรกา" (ไม่มีคำว่า ปจฺฉิมิกา) ทั้งนั้น (ได้แก่ วินยสงคห.อ. 297, วินยาลงฺการ-ฎีก 2.125, วินยวินิจฺฉย-ฎีกา 2.231) แต่พอดูอรรถกถาแห่งพระปาฏิโมกข์ คือ กังขาวิตรณี มีคำอธิบายเรื่องนี้ในตอนว่าด้วยกฐินสิกขาบท ซึ่งทั้งฉบับอักษรไทย (กงฺขา.อ.๕๒๔/๑๘๒)/ และอักษรพม่า (กงฺขา.อ. 152) ตรงเป็นอย่างเดียวกัน ดังนี้

      ... ยตฺถ จตฺตาโร วา ตโย วา เทฺว วา เอโก วา ปุริมวสฺสํ อุปคโต, ตตฺถ ปจฺฉิมวสฺสูปคเต คณปูรเก กตฺวา อตฺถริตพฺพํ, เต จ คณปูรกาว โหนฺติ, อานิสํเส น ลภนฺติ, 

        "ในวัดใด ภิกษุ ๔ หรือ ๓ หรือ ๒ หรือ ๑ รูป ก็ตาม เข้าพรรษาต้น, ในวัดนั้น พึงกรานโดยเอาภิกษุที่เข้าพรรษาหลังเป็นคณปูรกะ แต่ภิกษุที่เข้าพรรษาหลังเหล่านั้น เป็นเพียงคณปูรกะเท่านั้นไม่ได้อานิสงส์)

      เมื่อดูตามนี้ ก็ได้ความตรงกับสมันตปาสาทิกา ฉบับแบบเรียนอักษรไทยข้างต้น โดยเฉพาะกังขาวิตรณี ดูจะมีข้อความบ่งชัดมาก ให้เห็นว่ากฐินเป็นสังฆกรรมของภิกษุทั้งหลายที่อยู่ในวัดเดียวกัน แต่ถ้าถือตามสมันดปาสาทิกา ฉบับอักษรพม่า  ที่ไม่ใส่คำว่า "ปจฺฉิมิกา" ผู้ร่วมสังมกรรมก็รวมทั้งพระวัดอื่นได้ด้วย เรื่องนี้ ขอยกให้พิจารณาชั่งกันดู

     อย่างไรก็ตาม เรื่องตรงนี้ ไม่ไปขัดแย้งอะไรกับเรื่องภิกษุจำพรรษาอยู่วัดรูปเดียว พูดถึงในจีวรขันธกะ คือเรื่องในจีวรขันธกนั้น ภิกษุอยู่รูปเดียว (หรือ ๒-๓-๔ รูป ก็ตาม แต่ไม่ครบ ๕) ผ้าที่ญาติโยมถวาย จึงเป็นของเธอผู้เดียว (หรือของพระที่อยู่กันนั้น) ไม่มีภิกษุอื่นเช่นพระจำพรรษาหลังอยู่ด้วย จึงไปเอาพระที่อื่นมาเป็นคณปูรกะ ที่ไม่มีสิทธิมอบให้ผ้ากฐิน ได้แค่มารับทราบการกรานของเธอ

     ส่วนเรื่องในกฐินขันธกะนี้ ภิกษุอยู่ในวัดด้วยกันมากพอหรือเกิน ๕ รูป แต่ผู้ที่จำพรรษาต้นซึ่งมีสิทธิกรานกฐินมีเพียงรูปเดียว (หรือ ๒-๓-๔ รูป ก็ตาม แต่ไม่ครบ ๕) ผ้าที่ญาติโยมถวาย เป็นของภิกษุอื่นที่อยู่ในวัดด้วย จึงเอาพระองค์อื่นในวัดเป็นคณปูรกะ ที่มีสิทธิมอบให้ผ้ากฐิน แต่ไม่ได้อานิสงส์


มติในหลักฐานอ้างอิงที่ขัดแย้งกัน

      เรื่องปลีกย่อยหรือรายละเอียดต่างๆ ที่กล่าวในคัมภีร์ทั้งหลายมากมาย จะขอเว้นไว้ จะขอพูดอีกอย่างเดียวซึ่งน่าสนใจ และอาจจะช่วยให้มองเรื่องชัดขึ้น ดังได้บอกแล้วว่า ถ้ามีภิกษุจำพรรษาแล้วอยู่รูปเดียว เมื่อเธอได้ผ้า ก็เอาภิกษุที่อื่นมาเป็นคณปูรกะ  แต่เพียงมาให้ครบเป็นสงฆ์ที่จะรับทราบการกราน ไม่ได้มามอบให้ผ้ากฐิน คงเป็นด้วยเหตุนี้ คัมภีร์บางแห่งจึงบอกว่า (วชิรพุทธิ ฎีกา 497  เอโกปิ ตโย คณปูรเก ลภิตฺวา กถินํ อตฺถริตุํ ลภติ ...(ภิกษุแม้เพียงรูปเดียว ได้ภิกษุ ๓ รูปเป็นคณปูรกะ ก็กรานกฐินได้)

      แต่อีกคัมภีร์หนึ่งค้านเต็มที่ (วินยาลงการะฎีกา 2/95 ท่านว่า การกรานกฐินต้องมีอย่างต่ำ ๕ รูปเด็ดขาด น้อยกว่านั้นไม่ได้ เพราะรูปหนึ่งนั้นแยกมาเป็นผู้รับหรือผู้ได้ผ้า จึงต้องมีอีก ๔ รูปทำหน้าที่ของสงฆ์ (อย่างน้อยเป็นผู้รับแจ้ง รับทราบ หรือจะว่าอนุมัติ ก็แล้วแต่)

      เขียนบันทึกมา กลายเป็นค่อนข้างยืดยาว คงได้ความสั้นๆ ว่า "พระรูปเดียวกรานกฐินได้" เป็นพุทธานุญาตพิเศษ โดยเป็นสังฆกรรมแบบตัดข้ามขั้นตอน ซึ่งสงฆ์ไม่ได้เป็นเจ้าการ แต่สงฆ์เพียงมารับทราบ ดังที่อจจะเรียกว่าเป็นการกรานกฐินโดยอนุมัติของสงฆ์ (ไม่ใช่กรานกฐินกับผ้าของสงฆ์ที่สงฆ์มอบให้ และไม่เป็นการกรานที่ให้เกิดผลแก่สงฆ์ แต่กรานกับผ้าที่เป็นของตนเองแล้วโดยพุทธานุญาตพิเศษ และได้อานิสงส์ที่เป็นผลเฉพาะตน)

     อย่างไรก็ตาม เมื่อมองโดยรวม จะเห็นพระพุทธคุณ ในการที่ทรงยกย่องให้ความสำคัญแก่ภิกษุจำนวนมากมาย ที่บางทีต้องไปอยู่ลำพังโดดเดี่ยวในที่ห่างไกล จะได้เข้มแข็ง มีกำลังที่จะรักษาวัด รักษาพระศาสนา และปฏิบัติศาสนกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนยิ่งขึ้นไป โดยที่ในขณะเดียวกันนั้น ก็ให้อิงสงฆ์ ไม่มองข้าม ไม่ละเลยความสำคัญของสงฆ์

------------------------------

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

๑๕ กันยายน ๒๕๕๒





[full-post]

 


๐๔ งานปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะ เนื่องในงานทอดกฐิน พระอาจารย์มหาสมบูรณ์ ฉนฺทโก

 
[full-post]

 


๐๓ งานปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะ เนื่องในงานทอดกฐิน พระอาจารย์มหาสมบูรณ์ ฉนฺทโก

 
[full-post]

 


๐๒ งานปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะ เนื่องในงานทอดกฐิน พระอาจารย์มหาสมบูรณ์ ฉนฺทโก

 
[full-post]

 


๐๑ งานปฏิบัติธรรมบวชเนกขัมมะ เนื่องในงานทอดกฐิน พระอาจารย์มหาสมบูรณ์ ฉนฺทโก

 
[full-post]

 


เรื่องเพี้ยนๆ ที่ควรเรียนให้รู้ทัน (๔) 

-----------------------------------

ในสังคมไทย มีเรื่องเพี้ยนๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอยู่หลายเรื่อง ขอยกมาพูดสัก ๓ เรื่อง คือ เรื่องบวช เรื่องใส่บาตร และเรื่องทอดกฐิน

.......................

๓ เรื่องทอดกฐิน (๒)

...................

กฐินพระคือผ้า

กฐินข้าคือเงิน

...................

ขออนุญาตขึ้นต้นด้วยคำนี้ เพราะนี่เป็นจุดเพี้ยนใหญ่ที่สุดของเรื่องทอดกฐิน

“กฐินข้าคือเงิน” - หมายถึง กฐินที่ข้าพเจ้าชาวไทยทอดกันในทุกวันนี้ถือว่าเงินสำคัญที่สุด ผ้าเป็นส่วนประกอบ

คนไทยทอดกฐินกันทุกวันนี้ไม่ได้สนใจเรื่องการผลัดเปลี่ยนไตรจีวรของภิกษุ ไม่ได้ติดใจเรื่องการสนับสนุนให้สงฆ์เกิดความสมัครสมานสามัคคีมีน้ำใจร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกันในกิจของสงฆ์และของเพื่อนภิกษุด้วยกัน

ทอดกฐินเสร็จ ถามกันว่าได้เงินเท่าไร สนใจแค่นี้

ค่านิยมนี้ครอบงำความคิดของคนทั่วไป ใครอยากจะเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน คิดอยู่เรื่องเดียว-มีเงินพอหรือเปล่า

ค่านิยมนี้ครอบงำวัดหลายวัด - ถ้าเงินไม่ถึง อย่ามาจองกฐินวัดอาตมา

อย่างสุภาพที่สุดก็บอกว่า เปิดโอกาสให้คนที่มีกำลังมากกว่าเถอะโยม วัดจะได้ประโยชน์มากกว่า

ความผิดเพี้ยนนี้เกิดจาสภาพสังคมด้วย นั่นคือ สมัยนี้ผ้าหาง่าย ไตรจีวรมีพอ ต้องพูดว่ามีเหลือเฟือ การผลัดเปลี่ยนไตรจีวรประจำปีของภิกษุไม่ใช่ปัญหาและไม่ใช่เรื่องน่าสนใจอีกต่อไป การอาศัยการทอดกฐิน-รับกฐิน-กรานกฐิน เป็นทางแสดงออกถึงความสมัครสมานของสงฆ์ก็พร่ามัวลงไปจนมองแทบไม่เห็น จนในที่สุดก็ไม่มีใครสนใจ

ทอดกฐินได้อานิสงส์แรง ที่เคยถือกันมาแต่กาลก่อน ก็ยังคงถือกันอยู่อย่างเหนียวแน่น แต่น้ำหนักของอานิสงส์เคลื่อนที่จากผ้าไปอยู่ที่เงิน

“องค์กฐิน” ของคนสมัยก่อนหมายถึงผ้าที่จะนำไปถวายสงฆ์ (“เฉพาะผ้ากฐิน บางทีก็เรียกว่า องค์กฐิน”-พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔)

“องค์กฐิน” ของคนสมัยนี้หมายถึงพุ่มเงินที่แห่ไปในขบวนกฐิน

ที่ว่ามานี้คือภาพรวมที่เป็นความหมายของคำว่า “กฐินข้าคือเงิน” 

เรื่องนี้ ถ้าไม่ทำความเข้าใจกันให้ดี เพื่อนก็จะขัดใจกัน นั่นคือ เมื่อเห็นว่ากฐินคือเงินเช่นนี้แล้ว พอใครมาพูดว่า กฐินคือผ้า ก็จะถูกมองว่าคนพูดแบบนี้ไม่เห็นความสำคัญของเงิน 

วัดจำเป็นต้องใช้เงิน การสร้างวัด การดูแลวัด การบูรณปฏิสังขรณ์วัด การบริหารจัดการวัด ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในวัด รวมความว่าทุกสิ่งทุกอย่างในกระบวนการที่จะทำให้วัดคงเป็นวัดอยู่ได้ต้องใช้เงินทั้งสิ้น จะมาว่าเงินไม่สำคัญได้อย่างไร

เขาบอกว่า-กฐินคือผ้า

ไม่ได้บอกว่า-เงินไม่สำคัญ

ทำไมคิดไกลไปอย่างนั้นได้

เรื่องนี้จะว่าง่ายก็ง่ายนิดเดียว นั่นคือ แยกเงินออกจากกฐินให้เด็ดขาด

ทอดกฐิน คือถวายผ้าให้แก่สงฆ์

หาเงิน คือหาเงินให้วัด

แยกกันชัดๆ เป็นคนละเรื่องกันอยู่แล้ว

ไม่มีใครปฏิเสธว่าวัดไม่จำเป็นต้องใช้เงิน หาเงินให้วัดจึงเป็นเรื่องดี จะหาด้วยวิธีไหนก็ช่วยกันหาไป คนที่บอกว่ากฐินคือผ้าก็ไม่เคยไปคัดค้านขัดขวางการหาเงินเข้าวัด มีแต่จะช่วยหา

แม้แต่จะหาเงินด้วยวิธีทอดกฐินนั่นเองก็สามารถทำได้ ไม่ได้ขัดข้องอะไรเลย แต่ต้องไม่ทำให้กฐินเสียหลัก 

หลักของกฐินคือ ๑ เจ้าภาพเดียว ๒ ผ้าผืนเดียว ง่ายๆ แค่นี้

ธรรมเนียมการจองกฐิน และคำว่า “กฐินสามัคคี” เป็นพยานยืนยันว่า คนเก่าเขาเข้าใจหลักนี้ดี

ทำบุญอื่นๆ ไม่ต้องจอง ใครมาก่อนทำก่อน มาทีหลังก็ทำได้อีก ใครสะดวกเมื่อไรทำเมื่อนั้น แต่บุญกฐินทำอย่างนั้นไม่ได้ คนหนึ่งทอดแล้ว คนอื่นจะมาทอดซ้ำอีกไม่ได้ 

นี่คือเหตุผลที่ต้องจอง เพราะจะได้ไม่มาทอดซ้ำซ้อนกัน 

ทอดซ้ำซ้อนกันไม่ได้ เพราะกฐินมีได้เจ้าภาพเดียว

กฐินสามัคคี-เกิดจากแย่งกันเป็นเจ้าภาพ เพราะเจ้าภาพมีได้รายเดียว รายหนึ่งได้ทอด รายอื่นๆ อด ถ้ามีเจ้าภาพได้หลายรายจะต้องแย่งกันทำไม เอ็งอยากทอดก่อน ทอดไป เดี๋ยวข้าทอดทีหลังก็ได้ แต่ทอดกฐินทำแบบนั้นไม่ได้ จึงต้องแย่งกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งก็คงทอดได้รายเดียวอยู่นั่นเอง ดังนั้นจึงเกิดความคิด ทุกรายรวมกันเป็นรายเดียว เป็นเจ้าภาพเดียว เท่ากับได้ทอดกฐินหมดทุกราย 

นี่คือความหมายเดิมแท้ของคำว่า “กฐินสามัคคี” คือเริ่มต้นด้วยการแย่งกันเป็นเจ้าภาพ แล้วจบลงด้วยการรวมตัวเป็นเจ้าภาพร่วมกัน-เจ้าภาพเดียว

เมื่อรวมตัวกันเป็นเจ้าภาพเดียวได้ ก็สอดคล้องกับ-ผ้าผืนเดียว เจ้าภาพเดียว ผ้าผืนเดียว ก็ถูกต้องแล้ว ไม่ต้องมีผ้าของใครของมัน เพราะทุกคนเป็นเจ้าของผ้าผืนเดียวนั้นร่วมกัน กฐินเป็นกองๆ กฐินเป็นคณะๆ ก็ไม่ต้องมี

จะแบ่งเป็นกองเป็นคณะเพื่อจะได้หาเงินได้เยอะๆ ก็แบ่งได้ แต่เมื่อจะน้อมนำผ้ากฐินเข้าไปถวายสงฆ์ ต้องรวมกันให้เหลือเพียงกองเดียวคณะเดียว ซึ่งนั่นก็หมายถึงเจ้าภาพเดียว และมีผ้าผืนเดียวที่ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ 

ถ้าทำแบบนี้ เงินก็ยังหาได้ กฐินก็ไม่เสียหลัก 

แต่ที่ทำกันทุกวันนี้ไม่ได้เป็นแบบนี้ 

แบ่งกฐินเป็นกองๆ เป็นคณะๆ เพื่อที่จะได้หาเงินได้มากขึ้น

ถึงเวลาถวาย ก็กองใครกองมัน คณะใครคณะมัน น้อมนำเข้าไปถวาย

หาเงินได้มาก แต่เสียหลักของกฐิน

นี่คือโทษที่มีมูลรากมาจากคติ “กฐินข้าคือเงิน”

โทษอีกอย่างหนึ่งของการตีค่ากฐินเป็นเงิน-เป็นโทษที่นึกไม่ถึง-ก็คือ เท่ากับเป็นการกีดกันคนจนไม่ให้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพทอดกฐินนั่นเอง

คนจน ทำได้อย่างเดียวคือบริจาคเงินตามมีตามเกิดร่วมสมทบเป็นบริวารกฐิน แต่จะเป็นเจ้าภาพทอดกฐินเองไม่ได้ เพราะมี “กำแพงเงิน” ขวางทางไว้

พอจะไปจองกฐิน ถูกทัก-มีเงินเท่าไร วัดนี้เงินไม่ถึงไม่รับจอง จนแล้วยังไม่เจียมตัว สะเออะจะเป็นเจ้าภาพ ฯลฯ

แม้ไม่พูดออกมาตรงๆ ใจก็คิด ที่ใจคิดก็เพราะถูกครอบงำด้วยคติ-กฐินคือเงิน ทอดกฐินต้องมีเงิน 

ถ้าไม่ช่วยกันแยกเงินออกจากกฐิน แต่ยังพากันเห็นกฐินเป็นเงินอยู่อย่างนี้ ในที่สุดกฐินของพระพุทธองค์ก็จะเพี้ยนจนไม่เหลือเนื้อเดิม

ปีหนึ่งมี ๑๒ เดือน กฐินมีเวลาทอดเพียง ๑ เดือน เราทอดกฐินในความหมายเดิม คือถวายผ้าให้สงฆ์ ได้บุญบริสุทธิ์ ทั้งยังรักษากฐินของพระพุทธองค์ให้เป็นกฐินบริสุทธิ์ได้ด้วย เราก็ยังมีเวลาอีกตั้ง ๑๑ เดือนที่จะช่วยกันหาเงินเข้าวัดได้สบายๆ 

เจ้าภาพรายใด วัดไหน ทอดกฐินหาเงินเข้าวัดด้วย และไม่ทำให้กฐินเสียหลักด้วย ขอกราบอนุโมทนาสาธุมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

.....................

ผู้คนมองเห็นกฐินเป็นเงิน เราคงห้ามไม่ได้ แต่ที่พอจะทำได้ก็คือ ขอร้องขอแรงให้ช่วยกันศึกษาหาความรู้เรื่องกฐิน-และทุกเรื่องที่เป็นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา-ศึกษาไปให้ถึงต้นเรื่องต้นเค้าเดิม จนได้ความรู้ที่ถูกต้องว่าเรื่องเดิมเป็นอย่างไร แล้วช่วยกันเผยแผ่ความรู้นั้นให้แพร่หลายต่อไป 

คนที่รู้เข้าใจแล้ว เมื่อเห็นสิ่งที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน จะได้มองออกบอกถูกว่าตรงกันหรือต่างกันกับของเดิมอย่างไร ต่อจากนั้นก็จะสามารถกำหนดท่าทีของตัวเองได้ว่าควรทำอย่างไรหรือไม่ควรทำอย่างไร

เวลานี้จุดอับ จุดอ่อน หรือจุดบอดของพวกเราชาวพุทธก็คือ ไม่มีอุตสาหะที่จะศึกษาเรียนรู้ไปให้ถึงต้นเรื่องต้นเค้า แต่ใช้วิธีจับเอาเฉพาะที่เห็นที่ทำกันในปัจจุบัน แล้วตัดสินผิดถูกไปตามความเห็นของตัวเอง เรื่องเพี้ยนๆ จึงเกิดขึ้น คงอยู่ และดำเนินต่อไปไม่จบสิ้น

เมื่อก่อน โครงสร้างการบริหารงานคณะสงฆ์ของเรามีองค์การศึกษา และองค์การเผยแผ่ ซึ่งนับว่าเหมาะสมมาก คือ องค์การศึกษาทำหน้าที่ส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรเรียนรู้หลักพระธรรมวินัย องค์การเผยแผ่ทำหน้าที่ส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรเผยแผ่ความรู้ที่ได้มาไปสู่สังคม 

พอเปลี่ยนมาเป็นมหาเถรสมาคม องค์การทั้งหลายที่เคยมีก็สลายตัว ตัวบุคคลที่รับผิดชอบงานก็พร่ามัว การลงมือทำงานก็เลือนราง 

ขอให้ช่วยกันศึกษาหาความรู้ ก็เหมือนพูดกับลม

ขอให้ช่วยกันเผยแผ่ความรู้ที่ได้มาไปสู่สังคม ก็เหมือนพูดกับอากาศ

แม่ทัพนายกองของเรามีครบ

แต่งเครื่องรบพร้อม

แต่ไม่ออกรบ ใครจะทำไม

-------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๘:๓๑

[full-post]

 


เรื่องเพี้ยนๆ ที่ควรเรียนให้รู้ทัน (๓) 

-----------------------------------

ในสังคมไทย มีเรื่องเพี้ยนๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาอยู่หลายเรื่อง ขอยกมาพูดสัก ๓ เรื่อง คือ เรื่องบวช เรื่องใส่บาตร และเรื่องทอดกฐิน

.......................

๓ เรื่องทอดกฐิน (๑)

...................

กฐินพระคือผ้า

กฐินข้าคือเงิน

...................

ขออนุญาตขึ้นต้นด้วยคำนี้ เพราะนี่เป็นจุดเพี้ยนใหญ่ที่สุดของเรื่องทอดกฐิน

“กฐินพระคือผ้า” - หมายถึง กฐินที่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาตไว้ คือการถวายผ้าเพื่อให้พระผลัดเปลี่ยนไตรจีวรชุดเดิมชุดเดียวที่ใช้มาทั้งปี

การถวายผ้าเพื่อให้พระผลัดเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มชุดเดิมนี่คือเจตนาดั้งเดิมแท้ของการทอดกฐิน ซึ่ง ณ วันนี้คนที่มองเห็นแทบจะไม่มีแล้ว

จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ชัดก็ต้องถอยไปตั้งหลักกันที่สมัยพุทธกาล 

สมัยโน้นผ้าหายาก ผู้จะบวชต้องมีเครื่องใช้ประจำตัวครบ-ที่รู้จักกันว่า “อัฐบริขาร” คือเครื่องใช้ ๘ อย่าง 

๓ ใน ๘ คือผ้า ๓ ผืน - ผ้านุ่ง ผ้าห่ม และผ้าห่มกันหนาว ถ้าพูดว่า สบง จีวร สังฆาฏิ คงนึกภาพออกทันที

ความสำคัญของผ้า ๓ ผืนนี้มีแค่ไหน ก็ขอให้ดูที่รายละเอียดการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้บวช รายการหนึ่งที่ยกขึ้นมาตรวจสอบคือ -

..................................

“ปริปุณฺณนฺเต ปตฺตจีวรํ?”

แปลว่า “บาตรจีวรมีครบนะ”

..................................

ถ้าผ้าไตรจีวรมีไม่ครบ ก็บวชไม่ได้

ผ้า-เครื่องนุ่งห่มของภิกษุ ในระยะต้นกำหนดให้ใช้ผ้าที่เขาทิ้งแล้ว ที่เรียกว่า “บังสุกุลจีวร” ตามศัพท์แปลว่า “ผ้าเปื้อนฝุ่น” ซึ่งก็หมายถึงผ้าที่ทิ้งแล้วนั่นเอง ผู้จะบวชต้องไปเที่ยวหาผ้าเช่นนั้นมาเลือกเอาเนื้อผ้าส่วนที่ยังพอใช้ได้มาเย็บปะติดปะต่อเป็นผืน และนี่เองที่มาของจีวรพระที่มีรอยตะเข็บเต็มไปทั้งผืน

หลายคนมีปัญหายังบวชไม่ได้เพราะยังหาผ้าไม่ได้ และมีบางรายที่หมดโอกาสได้บวชเนื่องจากประสบเหตุเสียชีวิตในระหว่างที่กำลังเที่ยวหาผ้าอยู่นั่นเอง - นี่คือความสำคัญของผ้า

“ผ้าป่า” ก็มีปฐมเหตุมาจากการที่ภิกษุต้องใช้ผ้าที่ทิ้งแล้วนี่เอง มูลเหตุของผ้าป่าก็คือ ชาวบ้านที่เข้าใจถึงปัญหาของภิกษุเกี่ยวกับเรื่องต้องใช้ผ้าที่ทิ้งแล้ว ประสงค์จะสงเคราะห์ภิกษุมิให้ต้องลำบากด้วยการเที่ยวหาผ้า จึงทำอุบายเอาผ้าไปวางทิ้งไว้ตามทางที่รู้ว่าจะมีภิกษุผ่านไปมา เมื่อภิกษุไปพบเข้าและเห็นว่าไม่มีตัวเจ้าของอยู่ในที่นั้น ก็จะเก็บผ้านั้นไปทำจีวร

ภิกษุสมัยก่อนอยู่ป่าเป็นพื้น ชาวบ้านก็เอาผ้าไปทอดไว้ตามป่า จึงเรียกผ้าเช่นนั้นว่า “ผ้าป่า” คำบาลีว่า “บังสุกุลจีวร”

ศีล ๒๒๗ ข้อของภิกษุ มีหมวดที่ว่าด้วยผ้าโดยเฉพาะ เรียกว่า “จีวรวรรค” มีข้อหนึ่งที่บัญญัติว่า “ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนหนึ่ง ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์” ในทางปฏิบัติก็คือ ก่อนรุ่งอรุณทุกวัน ภิกษุจะต้องมีผ้าอยู่ติดตัวครบ ๓ ผืน การปฏิบัติเช่นนี้คำเก่าเรียกว่า “รักษาผ้าครอง” และเรียกกิริยาที่มีผ้าอยู่ติดตัวครบ ๓ ผืนว่า “ครองผ้า” นี่ก็แปลว่าการดูแลรักษาผ้าเป็นเรื่องสำคัญมาก เรื่องนี้พระรุ่นเก่าจะรู้และเข้าใจกันดี แต่พระรุ่นใหม่สมัยนี้ ผมไม่แน่ใจ เผลอๆ อาจจะไม่รู้ว่า “ครองผ้า” คืออะไรด้วยซ้ำไป 

ในพระวินัยปิฎก มีเรื่องหมวดหนึ่งว่าด้วยผ้าโดยเฉพาะ เรียกว่า “จีวรขันธกะ” อยู่ในลำดับต่อจากเรื่องกฐิน

เรื่องนางวิสาขาทูลขอพุทธานุญาตถวายผ้าอาบน้ำฝน เรื่องหมอชีวกทูลขอพุทธานุญาตถวายจีวรสำเร็จรูป (คือที่เรียกว่า คหบดีจีวร คู่กับบังสุกุลจีวร) เป็นต้น มีบันทึกไว้ในพระวินัยปิฎก เรื่องเหล่านี้บอกให้รู้ถึงความสำคัญและความจำเป็นระหว่างผ้ากับวิถีชีวิตสงฆ์

และเพราะเข้าใจถึงความจำเป็นและความสำคัญของผ้าเช่นนี้ เมื่อถึงฤดูกาลเปลี่ยนผ้าประจำปีของภิกษุ ชาวบ้านจึงถือเป็นโอกาสถวายผ้ากฐินเป็นการบำเพ็ญบุญพิเศษ 

ประกอบกับหลักเกณฑ์และวิธีการรับกฐินมีเงื่อนไขที่ภิกษุที่จำพรรษาอยู่ด้วยกันจะต้องแสดงออกถึงความมีน้ำใจและความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นความสมัครสมานสามัคคีในหมู่สงฆ์ด้วยอีกสถานหนึ่ง ชาวบ้านก็ยิ่งมีศรัทธาอุตสาหะบำเพ็ญบุญทอดกฐินกันเข้มแข็งยิ่งขึ้น 

ในเมืองไทยเรานี้ ถือกันว่าการทอดกฐินเป็นบุญที่มีอานิสงส์แรง นิยมทำกันอย่างคึกคักแข็งแรงมาแต่โบราณนานไกล จนเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่ง ดังเป็นที่ทราบกัน

จุลกฐิน-เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นได้ชัดว่า คนโบราณเข้าใจดีที่สุดว่ากฐินเป็นเรื่องของการถวายผ้าจริงๆ

จุลกฐินคืออะไร?

ต้นเรื่องจริงๆ ของจุลกฐินก็คือ มีผู้ไปพบวัดที่มีพระจำพรรษาครบองค์สงฆ์ที่จะรับกฐินได้ แต่ไม่มีใครเอากฐินไปทอด 

นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ใช่ปัญหา แต่ที่เป็นปัญหาก็คือ ไปรู้เอาในวันสุดท้ายที่จะหมดเขตทอดกฐิน 

เขตทอดกฐินมีเดือนเดียว คือตั้งแต่ออกพรรษาถึงกลางเดือน ๑๒

สมัยนั้นผ้าไตรไม่ได้มีขายตามร้านขายยาทั่วไปเหมือนสมัยนี้ สมัยก่อนจะบวชลูกชายทีต้องทอผ้า ตัด เย็บ ย้อม ทำผ้าไตรกันเอง ใครเคยรู้บ้าง

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ทางเดียวที่จะช่วยสงเคราะห์สงฆ์ให้ได้กรานกฐิน-ซึ่งก็คือทางเดียวที่จะทอดกฐินได้ ก็คือ ต้องทำผ้ากฐินกันเอง

เริ่มตั้งแต่เก็บฝ้าย ปั่นฝ้าย กรอด้าย ทอผ้า-ผืนเล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้ก็คือสบง ตัด เย็บ ย้อม ให้สำเร็จเป็นผ้ากฐิน มีเวลาแค่เช้าชั่วค่ำ เพราะสงฆ์จะต้องกรานกฐินเสร็จก่อนรุ่งอรุณ ลองนึกดูเถิดว่าจะโกลาหลวุ่นวายขนาดไหน ถ้าบริหารจัดการไม่แน่น วางแผนไม่ดี บารมีไม่พอ รับรองได้ว่า-ยากที่จะทำสำเร็จ

ตรงนี้แหละที่เกิดสำนวนไทยว่า “ยุ่งเป็นจุลกฐิน” 

เพราะฉะนั้น ใครสมัยก่อนที่สามารถทำ “จุลกฐิน” ได้สำเร็จ ย่อมควรแก่การน้อมคารวะในศรัทธาประสาทะอย่างแท้จริง

จุลกฐินจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ยืนยันว่า สมัยก่อนผ้ากับพระเป็นเรื่องสำคัญแน่ๆ และหัวใจแท้ๆ ของกฐินคือผ้าผืนเดียวเท่านั้น

“กฐินพระคือผ้า” มีอรรถาธิบายดังบรรยายมา ด้วยประการฉะนี้

...............................................

เรื่องทอดกฐิน ยังไม่สิ้นกระแสความ 

ตอนหน้าว่าด้วย “กฐินข้าคือเงิน”

...............................................

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๗:๒๙

[full-post]



ชวนกันไปให้ถึงต้นน้ำ

----------------------

มีญาติมิตรท่านหนึ่งแสดงความเห็นว่า “กฐินห้ามใช้เงิน” 

ผมฟังแล้วก็นึกถึงคำพูดของสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ท่านไม่เห็นด้วยกับการที่สังคมอำนวยความสะดวกถวายพระ เช่นบนรถโดยสารมีที่นั่งเฉพาะพระภิกษุเป็นต้น ท่านมองว่าเป็นการ “ให้อภิสิทธิ์” ท่านว่าพระก็คือผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ควรจะได้อภิสิทธิ์ใดๆ 

สุภาพสตรีท่านท่านนั้นแสดงความเห็นไว้เรื่องหนึ่งว่า -

...................................................

และความเชื่อห้ามโดนตัวผู้หญิง ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคลอยู่ดี ไม่ควรที่จะต้องไปบังคับคนอื่นให้ทำตามด้วย หรือต้อง(บังคับ)เสียสละเพื่อให้คุณไปสู่นิพพาน

...................................................

จากความคิดนี้ทำให้มีผู้เอาไปสรุปว่า -

๑ ห้ามผู้หญิงโดนตัวพระ 

๒ การห้ามโดนตัวผู้หญิง เป็น “ความเชื่อ”

ที่ต้องรีบทำความเข้าใจก็คือ -

๑ เป็นเรื่องที่ห้ามพระโดนตัวผู้หญิง ไม่ใช่ห้ามผู้หญิงโดนตัวพระ

คือเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับพระ ไม่ใช่บทบัญญัติที่ใช้บังคับผู้หญิง ต้องแบ่งเขตแดนให้ถูก และพูดให้ตรง ไม่ใช่พูดมั่วๆ

๒ การห้ามพระโดนตัวผู้หญิงเป็นพุทธบัญญัติ ไม่ใช่เป็น “ความเชื่อ”

แม้แต่จะพลิกแพลงไปพูดใหม่ว่า “เชื่อกันว่าการห้ามโดนตัวผู้หญิงเป็นพุทธบัญญัติ” ก็ยังผิดอยู่นั่นเอง เพราะการห้ามพระโดนตัวผู้หญิงนั้นมีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นพุทธบัญญัติ ไม่ใช่เป็นเพียงความเชื่อว่าเป็นพุทธบัญญัติ ใครจะเชื่ออย่างไรหรือจะไม่เชื่ออย่างไร หลักฐานก็มีปรากฏอยู่ทนโท่ว่าเรื่องนี้พระพุทธองค์ทรงบัญญัติห้ามไว้จริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่ทำตามกันมาตามความเชื่อ

เวลานี้เราเอา “ความเชื่อ” กับ “ความจริง” ไปพูดปนกันพัลวันไปหมด เช่น “เชื่อกันว่าคนเราเกิดมาแล้วต้องตาย”

“คนเราเกิดมาแล้วต้องตาย” - นี่เป็นความจริง ไม่ใช่ความเชื่อ

เจาะลึกเข้าไปอีกหน่อย --

“ห้ามพระโดนตัวผู้หญิง” นี้ ตัวพุทธบัญญัติท่านใช้คำว่า “กายสํสคฺค” (กา-ยะ-สัง-สัก-คะ) แปลว่า “การเคล้าคลึงด้วยกาย” (bodily contact) เป็นคำที่ผมเชื่อว่าชาวบ้านส่วนมากไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยมีใครเอามาพูด แม้แต่ชาววัดที่มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติเองก็เถอะ ถ้าไม่เรียนไม่ค้นไปถึงต้นฉบับก็จะไม่รู้จักเหมือนกัน

ข้อความเต็มๆ ทั้งมาตราเป็นภาษาบาลีว่า -

...................................................

โย  ปน  ภิกฺขุ  โอติณฺโณ  วิปริณเตน  จิตฺเตน  มาตุคาเมน  สทฺธึ  กายสํสคฺคํ  สมาปชฺเชยฺย  หตฺถคาหํ  วา  เวณิคาหํ  วา  อญฺญตรสฺส  วา  อญฺญตรสฺส  วา  องฺคสฺส  ปรามสนํ  สงฺฆาทิเสโสติ  ฯ (วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๓๗๗)

...................................................

หนังสือ วินัยมุข เล่ม ๑ พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แปลไว้ว่า -

...................................................

อนึ่ง ภิกษุใด กำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม จับมือก็ตาม จับช้องผมก็ตาม ลูบคลำอวัยวะอันใดอันหนึ่งก็ตาม เป็นสังฆาทิเสส

...................................................

ถ้าตามไปดูรายละเอียดที่ต้นฉบับบาลี ก็จะพบว่า คำที่เป็นคำหลักแต่ละคำจะมี “บทนิยาม” กำกับไว้ด้วย เช่น “ภิกษุ” (ภิกฺขุ) หมายถึงใคร “กำหนัดแล้ว” (โอติณฺโณ) หมายความว่าอย่างไร เป็นต้น จะคิดเอาเองเข้าใจเอาเอง หรือตีความเอาเองหาได้ไม่

......................

ยกเรื่องนี้มาเทียบเป็นตัวอย่างไว้ก่อนก็เพื่อจะบอกว่า หลักพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนานั้นจะพูดเอาเองเข้าใจเอาเองไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของเรื่อง ไม่ใช่ต้นธาตุต้นธรรม พระพุทธองค์ท่านเป็นเจ้าของ (ดังมีคำเรียกว่า “พระธรรมสามี” แปลว่า ผู้เป็นเจ้าของพระธรรม) เราจึงควรพยายามไปให้ถึงต้นทางต้นน้ำต้นฉบับที่บันทึกหลักพระธรรมวินัย ศึกษาให้ชัดว่าท่านตรัสไว้อย่างไรกันแน่

เห็นบางท่าน-หลายท่านนิยมยกหัวข้อธรรมศัพท์วิชาการคำนั้นคำนี้มาอธิบายแล้ว ได้แต่เอาใจช่วย หวังว่าท่านจะพูดตรงกับต้นฉบับ ไม่ใช่พูดตามความเข้าใจเอาเอง หรือเพียงอ้างว่า-ก็อาจารย์นั่นนี่โน่นท่านว่าไว้หรือตำราโน่นนี่นั่นเขียนไว้อย่างนี้

ข้อจำกัดอย่างยิ่งก็คือ เราส่วนมากไม่รู้ภาษาบาลีอันเป็นภาษาต้นฉบับ ทำได้อย่างดีที่สุดก็คือศึกษาจากคำแปลซึ่งทางวิชาการต้องนับว่าเป็นข้อมูลชั้นทุติยภูมิ (Secondary sources) แปลถูกก็รอดตัวไป แปลผิดก็เสี่ยงต่อการเข้าใจผิด ยิ่งฟังจากอาจารย์ตาม “ลัทธินับถือคำอาจารย์” หลักธรรมวินัยคำเดียวกันเรื่องเดียวกัน ต่างสำนักต่างอาจารย์อาจจะอธิบายต่างกันไป ยิ่งเสี่ยงที่จะห่างไกลจากต้นฉบับมากขึ้นไปอีก

บางเรื่องเราก็คงนึกไม่ถึงว่าเป็นความเสี่ยง-เช่นการพิมพ์ผิด

ต้นฉบับว่า “เหมือนต้นยางที่กรีดด้วยมีด”

พิมพ์ออกมาเป็น “เหมือนต้นยางที่กรีดด้วยมือ”

ถ้ารู้จักเฉลียวใจ ก็อาจรอดตัว แต่ถ้าอ่านเพลินไปและเชื่อตามตัวหนังสือ ก็ไปคนละโลกได้ง่ายๆ

คนที่รู้บาลีจึงได้เปรียบอยู่บ้าง คือสามารถตรวจสอบไปถึงต้นฉบับได้ คนที่ได้แต่ศึกษาจากคำแปลก็เสี่ยงกันไป

ผมจึงตั้งชื่อเรื่องนี้ว่า-ชวนกันไปให้ถึงต้นน้ำ อย่าทำเพียงแค่ดักช้อนเอาตามกลางน้ำปลายน้ำ

พูดตรงๆ ก็คือ ศึกษาให้เข้าใจถูกต้องแน่ชัดก่อนจึงค่อยเอาไปพูดต่อ

......................

กลับไปที่ต้นเรื่อง - “กฐินห้ามใช้เงิน”

โปรดเข้าใจให้ถูกต้องว่า กฐินไม่ได้ห้ามใช้เงิน

ผมแน่ใจว่า ผมไม่เคยพูดหรือเขียนไว้ที่ไหนเลยว่า “กฐินห้ามใช้เงิน” แต่พูดย้ำอยู่บ่อยๆ ว่า กฐินสำเร็จด้วยผ้าผืนเดียว ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน ไม่ควรฉวยโอกาสเอาพุทธานุญาตเรื่องกฐินมาเป็นช่องทางหาเงิน ยิ่งถ้าทำด้วยวิธีที่ผิดไปจากพุทธบัญญัติดังที่มักทำกันในสมัยนี้ เช่น เชิญชวนเป็นเจ้าภาพกฐินเป็นกองๆ ประมูลไตรกฐินเป็นไตรๆ เท่าจำนวนพระเป็นต้น เพียงเพื่อจะได้เงินมากขึ้น ก็ยิ่งไม่สมควรด้วยประการทั้งปวง

แต่ในกระบวนการทอดกฐินนั้น ใครมีศรัทธาจะบริจาคเงินเพื่อสมทบบุญที่เรารู้กันว่าเป็น “บริวารกฐิน” มากน้อยเท่าไรสามารถทำได้ ไม่มีข้อห้ามแต่ประการใด เพียงแต่ขอให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า กฐินสำเร็จด้วยผ้าผืนเดียวจากเจ้าภาพเดียว ไม่ใช่สำเร็จด้วยการบริจาคเงินมากๆ

น่าอนุโมทนาสาธุการกับหลายๆ วัด-และวัดส่วนมาก ที่ประกาศชัดเจนว่า วัดอาตมา มีผ้าผืนเดียวก็มาจองกฐินได้ ในขณะที่บางวัด-หลายวัด เป็นที่รู้กันว่า ถ้าเงินไม่ถึง ไม่มีใครกล้าทอด

......................

นอกจากจะชวนกันไปให้ถึงต้นน้ำคือศึกษาเรียนรู้ไปให้ถึงต้นฉบับหลักพระธรรมวินัยแล้ว ที่ต้องขอร้องขอแรงอีกอย่างหนึ่งคือ ท่านที่มีความสามารถเข้าถึงและศึกษาตรวจสอบต้นฉบับได้ง่าย ขอได้โปรดช่วยกันศึกษาให้ได้หลักความรู้ที่ถูกต้อง แล้วนำสิ่งที่ถูกต้องมาบอกกล่าวเผยแผ่ให้แพร่หลายยิ่งๆ ขึ้น การเข้าใจผิด เอาไปทำกันผิดๆ เอาไปพูดกันผิดๆ จะได้ลดน้อยลงและหมดไปในที่สุด

-----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๘:๕๔

[full-post]



ทองย้อย แสงสินชัย

ปลดแอกกฐินผ้าป่ากันได้หรือยัง
---------------------------------
ถามว่า พระไม่ได้รับกฐิน เสียสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง
ตอบว่า ไม่ได้รับกฐินก็ไม่ได้อานิสงส์กฐิน
อานิสงส์กฐินที่พระจะได้รับมี ๕ ข้อ คือ
.....................................................
๑. ไปไหนมาไหนไม่ต้องบอกลาตามสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรคในปาจิตตีย์กัณฑ์
๒. ไปไหนมาไหนไม่ต้องเอาไตรจีวรไปครบสำรับ
๓. ฉันคณโภชน์ได้
๔. เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา 
๕. จีวรที่เกิดขึ้นในที่นั้นเป็นของได้แก่พวกเธอ
.....................................................
โปรดทราบว่า อานิสงส์ทั้ง ๕ ข้อนี้เป็นอย่างเดียวกับอานิสงส์การจำพรรษา หมายความว่า พระที่จำพรรษาครบ ๓ เดือน ไม่ขาดพรรษา ก็จะได้รับอานิสงส์ทั้ง ๕ นี้เช่นเดียวกัน
พรรษาขาด ไม่ได้อานิสงส์จากการจำพรรษาด้วย ทั้งหมดสิทธิ์ที่จะรับกฐินด้วย
จะเห็นได้ว่า เรื่องสำคัญอยู่ที่จำพรรษา ได้รับกฐินหรือไม่ได้รับ ไม่มีปัญหา ขอให้จำพรรษาครบ ๓ เดือน ได้รับอานิสงส์เช่นเดียวกับอานิสงส์กฐิน
ถามว่า แล้วฝ่ายญาติโยมชาวบ้านล่ะ ไม่ได้ทอดกฐิน เสียสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง
ตอบว่า ไม่ได้เสียอะไรเลย ทอดกฐินคือถวายสังฆทาน  ไม่ได้ทอดกฐินก็ยังถวายสังฆทานได้อีกหลายวิธี
หัวใจกฐินคือถวายผ้าให้พระผลัดเปลี่ยนจีวร
ยังมีวิธีถวายผ้าให้พระอีกหลายวิธี
หัวใจกฐินคือส่งเสริมให้เกิดสามัคคีในหมู่สงฆ์
ไม่ได้ทอดกฐินก็ยังมีทางส่งเสริมให้เกิดสามัคคีในหมู่สงฆ์ได้อีกหลายทาง
เพราะฉะนั้น ถ้ามีปัญหา เช่นพระจำพรรษาไม่ครบ ๕ รูป ชาวบ้านก็อย่าทอดกฐินที่วัดนั้น
วัดที่มีพระจำพรรษาไม่ถึง ๕ รูป พระก็อย่าขวนขวายดิ้นรนเพื่อจะรับกฐิน
ในเมื่อไม่มีใครเสียสิทธิประโยชน์อะไรเลย เราจะทำเรื่องที่มันมีปัญหาทำไมเล่า
แต่ถ้าทุกอย่างพร้อมที่จะทอดกฐินได้-ที่สำคัญคือมีพระจำพรรษาครบ ๕ รูป ก็ทอดเลย ชาวบ้านก็ขวนขวายช่วยกันหากฐินไปทอดได้เลย ชาววัดก็รับกฐินได้ด้วยความสบายใจ
ปัญหาเกิดขึ้นก็เพราะเราไปตีราคากฐินเป็นเงิน
คนทอดกฐินก็ตั้งใจจะหาเงิน
พระที่รับกฐินก็หมายใจว่าจะได้เงิน
เมื่อเอาเงินเป็นเป้าหมาย และมองเห็นว่ากฐินเป็นทางมาแห่งเงิน ก็เลยพากันขวนขวายทุกวิถีทางที่จะทอดกฐิน+รับกฐินให้จงได้
.......................
ผมขอเสนอให้ตั้งอารมณ์กันใหม่
รากเหง้าเค้าเดิมของกฐินไม่ได้มาจากเงิน
ชาวบ้านจะหาเงินเข้าวัด ทำไมจะต้องเอาไปผ่านกฐิน
ชาววัดอยากได้เงิน ทำไมจะต้องเอาไปผูกกับกฐิน
เราถูกครอบงำด้วยความเชื่อว่า “กฐินมีอานิสงส์แรง” โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า อานิสงส์แรงนั้นคืออะไร คืออย่างไร
แทนที่จะช่วยกันให้ความรู้ว่า กฐินมีอานิสงส์แรงคืออย่างไร เรากลับใช้ความเชื่อนั้นเป็นช่องทางหาเงิน จนกระทั่ง - “กฐินคือเงิน เงินคือกฐิน” - เงินกับกฐินเป็นภาพเดียวกันอยู่ในทุกวันนี้
ปลดแอกอันนี้ออกไปเถอะครับ
จะหาเงินก็หาไป ใช้ช่องทางอื่น อย่าเอามาผ่านกฐิน
เวลานี้กฐินผ้าป่ากับสังฆทานอยู่ในอาการคล้ายกันในความรู้สึกของคนไทย
.....................................................
จะหาเงิน ต้องผ่านกฐินผ้าป่า
จะถวายสังฆทาน ต้องผ่านชุดสังฆทาน
.....................................................
ทั้งนี้เกิดจากความเชื่อแบบหลับตาเชื่อ ไม่คิดจะศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจ
รากเหง้าเค้าเดิมของกฐินผ้าป่าคือเจตนาสงเคราะห์พระไม่ให้ลำบากด้วยผ้าคือเครื่องนุ่งห่ม ไม่ใช่เจตนาหาเงิน
เฉพาะผ้าป่านั้น เวลานี้วิปริตบิดเบี้ยวไปจนกลายเป็นปฏิปักษ์กับรากเหง้าเค้าเดิมของตัวอย่าง “น่าหวัว” เป็นที่สุด
กล่าวคือ เราทอดผ้าป่าเพื่อรวบรวมสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือระดมทุนเพื่อจัดหาสิ่งนั้นสิ่งนี้สารพัด เช่น ผ้าป่าหนังสือ ผ้าป่ากระเบื้องมุงหลังคาโบสถ์ ผ้าป่าชุดปฐมพยาบาล ผ้าป่าอาหารกลางวันเด็ก ผ้าป่าชุดนักเรียน ฯลฯ สารพัดผ้าป่า
แต่ไม่มีผ้าป่าเพื่อรวบรวมผ้าไปถวายพระภิกษุสามเณรที่ขาดแคลนผ้าไตรจีวร 
นี่คือผ้าป่าตัวจริง หรือผ้าป่าตัวพ่อ แต่ผ้าป่านี้ไม่มีใครทอด
ถ้ามีใครทอดผ้าป่าตัวจริงนี้จริงๆ ก็ขออนุโมทนาครับ
นี่คือเราพากันหลงติดส่วนที่งอกออกมาจนกระทั่งไม่รู้จักตัวจริง
จะหาเงิน ก็ควรคิดวิธีหาของตัวเองขึ้นมา ทำไมจะต้องเอาผ่านกฐินผ้าป่า
ปล่อยกฐินผ่าป่าไว้ให้เป็นบุญบริสุทธิ์ตามเจตนาดั้งเดิม
ที่ไหนพร้อมจะทอดกฐินได้โดยปลอดจากปัญหา จึงควรทอด 
ถ้ามีปัญหา ก็อย่าทอด 
ไม่ทอดก็ไม่มีใครเสียสิทธิประโยชน์ใดๆ อยู่แล้ว
จะหาเงิน จะระดมทุนเพื่อการกุศลใดๆ ก็หาด้วยวิธีการเฉพาะทางนั้นๆ ซึ่งมีอีกตั้งร้อยทางพันวิธี ไม่จำเป็นต้องเอามาผ่านหรือเอามาผูกกับการทอดกฐินทอดผ้าป่า
ไม่ได้ห้ามทอด
แต่ให้ปล่อยกฐินผ้าป่าไว้ให้เป็นบุญบริสุทธิ์
เมื่อพร้อม เมื่อปลอดปัญหา ก็ทอดก็ทำได้เต็มที่เหมือนเดิม
ทำนองเดียวกับถวายสังฆทาน คือตั้งเจตนาถวายให้เป็นของสงฆ์-จะเป็นอะไรก็ได้ที่สมควรแก่สมณบริโภค ไม่จำเป็นจะต้องเอาไปผ่านชุดสังฆทาน 
แม้แต่ถวายเงินสดๆ ตรงๆ ให้เป็นของสงฆ์ นั่นก็เป็นสังฆทาน ทำได้ มีวิธีทำ ไม่ต้องผ่านถังสังฆทานหรือชุดสังฆทานแต่ประการใด 
ทำได้อย่างนี้ กฐินผ้าป่าก็จะเป็นบุญบริสุทธิ์
โอกาสที่เราจะทำบุญก็ไม่ได้ถูกปิดกั้นหรือสูญหายไปไหน
ถึงโอกาสจะทอดกฐินทอดผ้าป่า ก็ทอดกันได้อย่างบริสุทธิ์ใจจริงๆ
โดยเฉพาะกฐินนั้นเป็นพระพุทธานุญาต เราไม่เอามาทำให้วิปลาสคลาดเคลื่อนก็เท่ากับรักษาพระพุทธานุญาตไว้ให้บริสุทธิ์ เป็นการรักษาพระศาสนาได้ส่วนหนึ่ง
----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๕
๑๕:๓๑
[full-post]



ทองย้อย แสงสินชัย

ในอนาคต สิ่งที่จะเสื่อมหมดคงไม่ใช่กฐินเรื่องเดียว 
---------------------------------------------
เมื่อวาน (๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๕) เป็นวันเกิดหลานคนหนึ่งที่อยู่ปากท่อ เป็น “เพื่อน” กันทางเฟซบุ๊กด้วย ผมก็อวยพรวันเกิดไปให้ตามกิจวัตร
กิจวัตรของผมเมื่อเปิดคอม.ในแต่ละวันก็คือไปที่เฟซบุ๊ก ดู “เพื่อน” ที่เกิดวันนั้น อวยพรวันเกิด ครบถ้วนแล้วจึงลงมือค้นคว้าอ่านเขียนอันเป็นกิจประจำวันปกติต่อไป
พอสายๆ ใกล้เที่ยง หลานก็โทร.มาขอบคุณ เล่าสารทุกข์สุกดิบ บอกว่าตอนนี้ป่วยด้วยโรคยอดนิยมกันทั้งบ้าน แต่ไม่มีใครหนักหนาสาหัส ต่างคนต่างกักตัวเอง ก็เลยไม่ได้ไปวัด กลัวจะไปติดพระ
หลานเอ่ยถึงวัด ผมก็เลยถามไปว่า พรรษานี้วัดบ้านเราพระเท่าไร
หลานบอกว่า ๗ องค์เท่านั้นคุณอา เขามาขอไปหมด
ผมร้อง อ้าว มันยังไงกันล่ะ
ก็วัดเขาพระไม่พอ ๕ องค์ วัดนั้นก็มาขอ วัดโน้นก็มาขอ หมด เหลือแต่พระแก่ๆ ไม่มีใครเขาเอาแล้ว
ทำไมต้อง ๕ องค์ ผมถามทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
จะได้พอรับกฐินน่ะคุณอา หลานตอบแบบไม่ต้องนึก
หลานๆ ที่ปากท่อเป็นบ้านนอกเต็มขั้น ตอนผมทำนาอยู่นั้น พวกนี้ยังไม่เกิด ผมบวช พวกนี้ก็ยังเป็นเด็กอยู่ จบ ป.๔ ตามมาตรฐานเด็กบ้านนอกทั่วไป วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตทั้งปวง ไม่ได้เกิดจากห้องเรียน แต่ได้มาจากประสบการณ์ตรงที่ส่งมอบกันจากรุ่นสู่รุ่น 
กฐิน ผ้าป่า เข้าพรรษา ออกพรรษา ตักบาตรเทโว ตรุษสารทสงกรานต์ วันพระไปวัด ทำบุญ เลี้ยงพระ ฯลฯ ได้จากของจริงที่ทำสืบต่อกันมาจริงๆ รุ่นก่อนทำให้ดู รุ่นหลังรับช่วง ส่งมอบให้รุ่นต่อๆ ไป ไม่ต้องบอก ไม่ต้องสอนด้วยปาก แต่สอนด้วยการทำให้เห็น เป็นให้ดู
หลานผมคงไม่ได้ไปอ่านพระไตรปิฎก แค่ภาษาไทยพื้นๆ ยังอ่านไม่ค่อยจะคล่อง ที่รู้ว่าพระพอรับกฐินต้อง ๕ รูปจำพรรษาวัดเดียวกัน ก็รู้จากที่ชาววัดชาวบ้านเขาทำกันมา เห็นกันอยู่ว่าเขามีหลักอย่างนี้
ก่อนเข้าพรรษา วัดไหนบอกว่า “พระไม่พอ” เป็นอันรู้กันว่าวัดนั้นมีพระจำพรรษาไม่ถึง ๕ รูป วิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดคือไปขอจากวัดอื่น วิธีนี้คงทำกันมานานนักหนาแล้ว สมัยเป็นเด็กวัดผมก็เห็นทำกันมาแล้ว
ว่ากันว่า บางวัดที่หาพระไม่ได้จริงๆ ถึงกับขอร้องให้ผู้ชายในหมู่บ้านบวชในพรรษานั้นเพื่อให้มีพระพอรับกฐินได้ก็เคยทำกัน
คนเก่าเขาแก้ปัญหาที่ต้นทาง
คนใหม่ใช้วิธีแก้ปัญหาที่ปลายทาง
“แก้ปัญหาที่ต้นทาง” หมายความว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้มีพระจำพรรษาครบ ๕ รูป เพื่อจะรับกฐินได้ ไม่ต้องมาเถียงกันทีหลัง
“แก้ปัญหาที่ปลายทาง” หมายความว่า วัดไหนมีพระจำพรรษาไม่ถึง ๕ รูป ก็ปล่อยไปตามสบาย พอจะรับกฐินค่อยหาวิธีอธิบายว่า-นิมนต์จากวัดอื่นมาให้ครบ ๕ รูปก็ใช้ได้ แล้วก็เถียงกันว่าได้หรือไม่ได้
.................
จากการศึกษากรณีกฐินพระรูปเดียว พบว่า เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการทอดกฐิน แต่เริ่มต้นด้วยการที่พระจำพรรษารูปเดียว แล้วมีผู้ถวายจีวรแก่สงฆ์ 
ย้ำว่า-พระจำพรรษารูปเดียว มีผู้ถวายจีวรแก่สงฆ์นะครับ 
ไม่ใช่พระจำพรรษารูปเดียว แล้วมีผู้มาทอดกฐิน
พระจำพรรษาไม่ครบองค์สงฆ์ มีผู้ถวายจีวรแก่สงฆ์ หาพระมาให้ครบองค์สงฆ์ แล้วสงฆ์อนุมัติจีวรนั้นให้แก่ภิกษุผู้รับจีวร ทำอย่างนี้อรรถกถาท่านบอกว่ามีผลเท่ากับได้กรานกฐิน พูดชัดๆ ว่า มีผลเท่ากับได้รับกฐิน
แต่พระจำพรรษาไม่ครบองค์สงฆ์ แล้วมีผู้มาทอดกฐิน แบบนี้ยังไม่พบเรื่องในคัมภีร์
พระจำพรรษาไม่ครบองค์สงฆ์ ใครคิดจะเอากฐินไปทอด โปรดหาหลักฐานไว้ให้พร้อมว่าทำตามเรื่องในคัมภีร์ไหน จะได้มั่นใจว่าทำได้จริงๆ ไม่ผิด
และถ้าทำได้จริงๆ คติที่ว่า-วัดไหนพระจำพรรษาไม่ถึง ๕ รูป ต้องไปเที่ยวหามาให้ครบก่อนเข้าพรรษา-ที่คนเก่าทำกันมานานนักหนาแล้วนั้น ก็เป็นอันล้มล้างล้มเลิกได้เลย วัดไหนมีพระจำพรรษากี่รูปก็ไม่ต้องกังวลเหมือนคนสมัยก่อนอีกต่อไป นิมนต์พระที่ไหนก็ได้มาให้ครบ ๕ รูปก็ทอดกฐินได้ทุกวัดไป
คนรุ่นหลานผมยังจดจำซึมซับว่า-พระจำพรรษาวัดเดียวกัน ๕ รูปจึงจะพอรับกฐินได้ เกิดเป็นคำพูดที่รู้กันว่า “พระไม่พอ” เมื่อคนรุ่นนี้ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว ก็จะเหลือแต่คนรุ่นใหม่ที่เกิดมาก็พบภาพอีกแบบหนึ่ง คือพระจำพรรษากี่รูปก็ทอดกฐินได้ทั้งนั้น ไม่ครบ ๕ รูปก็ไปนิมนต์ที่อื่นมา ก็เรียบร้อย เกิดมาก็เห็นทำกันแบบนี้
กฐินที่ทอดกันตอนนั้นกับกฐินที่พระบรมศาสดาทรงมีพุทธานุญาตไว้จะห่างไกลกันแค่ไหนก็สุดที่จะคาดคิด
ไม่ต้องดูอื่นไกล กฐินที่พระบรมศาสดาทรงมีพุทธานุญาตไว้ หัวใจคือผ้าและความสามัคคีของสงฆ์ แต่กฐินที่ทอดกันในบัดนี้ หัวใจคือเงิน!
แล้วก็คงจะไม่ใช่กฐินเรื่องเดียว หลักพระธรรมวินัยทั้งปวงอันเป็นตัวพระศาสนาจะถูกทำให้วิปริตแปรปรวนไปสักเพียงไร ก็สุดที่จะคาดคิดได้เช่นกัน
เห็นความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจและเข้าถึงพระไตรปิฎกอันเป็นหลักคำสอนต้นเค้าเหง้าเดิมของพระศาสนากันบ้างหรือยังเจ้าข้า!



----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๕
๑๔:๓๓
[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.