แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฉายาพระ แสดงบทความทั้งหมด



มองฉายาพระ (๒)

-----------------------------

เห็นอนาคตพระพุทธศาสนา 

...................................

เรามีความรู้เรื่อง “ฉายาพระ” กันมากน้อยแค่ไหน?

จับหลักไว้เลยว่า พระทุกรูปต้องมีฉายา “ฉายาพระ” คืออะไร พูดไว้แล้วในตอนก่อน

ฉายาพระเริ่มต้นตรงที่-ผู้ที่จะบวชเข้าไปขอบวชในท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์

ตรงนี้ควรมีความรู้เป็นพื้นฐานว่า การบวชมี ๒ ขั้นตอน คือ บวชเป็นสามเณรตอนหนึ่ง เรียกเป็นคำวิชาการว่า “บรรพชา” บวชเป็นภิกษุอีกตอนหนึ่ง เรียกเป็นคำวิชาการว่า “อุปสมบท”

เมื่อมีงานบวช อย่าคิดแต่เพียงกินเลี้ยง แห่นาค นางรำ เวียนโบสถ์ ฯลฯ นั่นเป็นส่วนประเพณี อยากทำ มีกำลังพอจะทำได้ ก็เชิญทำ

แต่คำเก่าก็มีพูดกันว่า-โกนหัวเข้าโบสถ์ พิธีบวชเริ่มตรงนั้น

รู้ต่อไปอีกด้วยว่า บวชเณร บวชที่ไหนก็ได้ มีพระให้ศีลรูปเดียวก็บวชได้

แต่บวชพระต้องบวชในโบสถ์ ท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ พระภิกษุที่ร่วมประชุมอย่างน้อย ๑๐ รูป ภาษาไทยคำเก่าเรียกว่า “พระนั่งอันดับ”

สมัยก่อน คือเมื่อ ๖๐ ปีที่แล้วขึ้นไป ในพื้นที่อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จำนวนมาตรฐานของพระนั่งอันดับคือ ๒๕ รูป

เหตุผล ถ้าพระที่มานั่งอันดับเป็นปาราชิกไปครึ่งหนึ่ง พระที่เหลือก็ยังครบองค์สงฆ์ ทำสังฆกรรมอุปสมบทให้สำเร็จได้

นี่คือวิธีคิดของคนเก่า

ไม่มีใครเคยบอก งงละสิ ต้องอย่างนี้ด้วยเหรอ

ปกติ บวชเณร-บวชพระทำติดต่อกันไปในพิธีเดียวกัน คือบวชให้สำเร็จเป็นสามเณรก่อน แล้วสามเณรเข้าไปขอบวชพระต่อไป

กรณีที่เป็นสามเณรอยู่แล้วก็ตัดตอนพิธีบวชเณรออกไป เริ่มด้วยการเข้าไปขอบวชพระท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ได้เลย มีคำเรียกรู้กันง่ายๆ ว่า “ญัตติเป็นพระ” หรือพูดสั้นๆ ว่า “ญัตติ” ก็เป็นอันรู้กัน

....................

เมื่อบวชพระต้องทำในโบสถ์ ก็เลยมีแง่คิดที่ขอแทรกไว้ตรงนี้

พูดตามหลักวิชา อุโบสถหรือโบสถ์เป็นที่ประชุมสงฆ์ทำสังฆกรรม

คำว่า “สังฆกรรม” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกความหมายไว้ว่า - 

.........................................................

สังฆกรรม : (คำนาม) กิจที่พระสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปรวมกันทําภายในสีมา เช่น การทำอุโบสถ การสวดพระปาติโมกข์. (ส. สํฆ + กรฺมนฺ; ป. สงฺฆกมฺม).

.........................................................

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต บอกไว้ว่า -

.........................................................

สังฆกรรม : งานของสงฆ์, กรรมที่สงฆ์พึงทำ, กิจที่พึงทำโดยที่ประชุมสงฆ์ มี ๔ คือ 

๑. อปโลกนกรรม กรรมที่ทำเพียงด้วยบอกกันในที่ประชุมสงฆ์ ไม่ต้องตั้งญัตติและไม่ต้องสวดอนุสาวนา เช่นแจ้งการลงพรหมทัณฑ์แก่ภิกษุ 

๒. ญัตติกรรม กรรมที่ทำเพียงตั้งญัตติไม่ต้องสวดอนุสาวนา เช่น อุโบสถและปวารณา 

๓. ญัตติทุติยกรรม กรรมที่ทำด้วยตั้งญัตติแล้วสวดอนุสาวนาหนหนึ่ง เช่น สมมติสีมา ให้ผ้ากฐิน 

๔. ญัตติจตุตถกรรม กรรมที่ทำด้วยการตั้งญัตติแล้วสวดอนุสาวนา ๓ หน เช่น อุปสมบท ให้ปริวาส ให้มานัต

.........................................................

คำจำกัดความของพจนานุกรมฯ ที่ว่า “ทำภายในสีมา” พึงทราบว่า ยกเว้นอปโลกนกรรมอย่างเดียว สังฆกรรมนอกนั้นต้องทำในโบสถ์เท่านั้น ทำนอกโบสถ์ไม่ได้

....................

ขออนุญาตแวะไปที่ “อปโลกนกรรม” นิดหนึ่ง เพื่อเป็นความรู้

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ขยายความคำว่า “อปโลกนกรรม” ไว้ดังนี้ -

.........................................................

อปโลกนกรรม : กรรมคือการบอกเล่า, กรรมอันทำด้วยการบอกกันในที่ประชุมสงฆ์ ไม่ต้องตั้งญัตติ คือคำเผดียง ไม่ต้องสวดอนุสาวนา คือประกาศความปรึกษาและตกลงของสงฆ์ เช่นประกาศลงพรหมทัณฑ์ นาสนะสามเณรผู้กล่าวตู่พระพุทธเจ้า อปโลกน์แจกอาหารในโรงฉัน เป็นต้น.

.........................................................

“ญัตติ” คือแจ้งให้ทราบเป็นเบื้องต้นว่า มีเรื่องอะไรที่จะเสนอต่อที่ประชุม

“อนุสาวนา” คือถามความเห็น คือขอมติต่อที่ประชุม เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในเรื่องที่เสนอ ก็ลงมติกันในที่ประชุม

รูปแบบการลงมติ คือ -

เห็นด้วย < นิ่ง

ไม่เห็นด้วย < พูดออกมา

อปโลกนกรรมไม่มีญัตติคือแจ้งเรื่อง ไม่มีอนุสาวนาคือขอมติ มีแต่ “แจ้งเพื่อทราบ” (ด้วยการกล่าวคำอปโลกน์) และ “รับทราบ” (ด้วยการเปล่งวาจา “สาธุ) นับว่าเป็นสังฆกรรมแบบง่ายๆ ดังนั้น ท่านจึงไม่กำหนดว่าจะต้องทำในเขตสีมา-คือในโบสถ์

อปโลกนกรรมทำที่ไหนก็ได้ กำหนดเพียงว่าต้องมีภิกษุอย่างน้อย ๔ รูป

สรุปว่า “อปโลกน์” หมายถึงการที่สงฆ์ประกาศมติหรือข้อตกลงเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้สงฆ์ด้วยกันรับทราบ

....................

ในการทำบุญวันพระตามวัดทั่วไป มีการถวายภัตตาหารให้เป็นของสงฆ์ เรียกรู้กันว่า “ถวายสังฆทาน” เมื่อกล่าวคำถวายแล้ว ภิกษุรูปหนึ่งจะกล่าวคำที่เรียกกันว่า “อปโลกน์” คือการประกาศว่าสงฆ์จะทำอย่างไรกับของที่มีผู้ถวายเป็นของสงฆ์ 

นั่นคืออปโลกนกรรม

บางท่านเข้าใจว่า ถวายสังฆทาน ถ้าไม่อปโลกน์ก็ไม่เป็นสังฆทาน 

โปรดทราบนะครับว่าเป็นความเข้าใจผิด

ขอให้ศึกษาคำอปโลกน์แจกอาหาร หรืออปโลกน์หลังถวายสังฆทานวันพระ ข้อความมีดังนี้ -

.........................................................

(ตั้งนะโมสามจบ)

อะยัง  ปะฐะมะภาโค  เถรัสสะ ปาปุณาติ,  อะวะเสสา ภาคา  อัมหากัง  ปาปุณันติ.

ทุติยัมปิ ... ฯลฯ ... อัมหากัง  ปาปุณันติ.

ตะติยัมปิ ... ฯลฯ ... อัมหากัง  ปาปุณันติ.

.........................................................

ความหมายในคำอปโลกน์นั้นมีอยู่ว่า - สิ่งของส่วนแรกนี้ยกให้แก่พระเถระ (คือพระภิกษุที่เป็นประธานอยู่ในที่ประชุมนั้น) ส่วนที่เหลือตกเป็นของพวกเราคือพระสงฆ์สามเณรทั้งหลาย

.........................................................

จะเห็นได้ว่า ใจความในคำอปโลกน์ก็เป็นแต่เพียงสงฆ์ตกลงกันว่าจะแจกของกันอย่างไรเท่านั้น 

สิ่งของ (ทั้งของฉันและของใช้) เมื่อผู้ถวายตั้งเจตนาถวายให้เป็นของสงฆ์และได้มอบถวายไปเสร็จแล้ว ก็เป็น “สังฆทาน” ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ว่าสงฆ์จะต้องทำอปโลกนกรรม (อปโลกน์) เสียก่อนจึงจะสำเร็จเป็นสังฆทาน 

บางท่านไปทำบุญวันพระที่วัด ถ้าวัดไหนไม่อปโลกน์ ก็จะไม่กินข้าววัดนั้น อ้างว่ากินของสงฆ์เป็นบาป เนื่องจากสงฆ์ยังไม่ได้อนุญาตด้วยการอปโลกน์ นี่คือเข้าใจผิดไปว่า อปโลกน์คือการอนุญาตให้ญาติโยมกินข้าววัดได้

เพราะเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่า ต้องอปโลกน์เสียก่อนญาติโยมชาวบ้านจึงจะสามารถรับประทานอาหารหลังจากพระสงฆ์ฉันแล้วได้ บางวัดจึงเพิ่มข้อความในคำอปโลกน์ที่เป็นภาษาไทยเข้าไปอีก เช่นว่า .... เมื่อพระสงฆ์ฉันแล้ว อาหารเหล่านี้ขอให้ตกเป็นของญาติโยมอุบาสกอุบาสิการับประทานกันต่อไป .... อะไรทำนองนี้ 

ความจริงแล้ว อาหารที่เหลือจากพระสงฆ์ฉัน ไม่ว่าจะเป็นของที่ตักฉันแล้วหรือไม่ได้ตักฉันเลยก็ตาม (เว้นไว้แต่ส่วนที่เก็บกันเอาไว้ฉันมื้อเพล) เป็นของที่เรียกว่า “เป็นเดน” โดยหลักพระวินัยแล้วพระสงฆ์จำต้องสละสิทธิ์ คือต้องทิ้งไป 

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าพระจะอปโลกน์หรือไม่อปโลกน์ ญาติโยมชาวบ้านก็สามารถรับประทานได้อยู่แล้ว มิใช่ว่าต้องอปโลกน์เสียก่อนจึงจะรับประทานได้

ศึกษาดูคำอปโลกน์ที่เป็นภาษาบาลีก็จะเห็นได้แล้วว่า เป็นคำที่สงฆ์ท่านแจกของกัน ไม่เกี่ยวกับเรื่องอนุญาตให้ญาติโยมรับประทานได้แต่ประการใดเลย

อปโลกน์จึงไม่ใช่พิธีกรรมเพื่อทำให้ของที่ถวายสงฆ์แล้วสำเร็จเป็นสังฆทาน หรือคำอนุญาตให้ญาติโยมชาวบ้านสามารถรับประทานอาหารที่ถวายเป็นของสงฆ์แล้วได้ ดังที่บางคนเข้าใจ

....................

นี่เป็นเรื่องแทรกหรือเรื่องแวะข้างทางนะครับ

เรื่องจริงๆ คือเรื่องฉายาพระ ประเด็นที่กำลังพูดคือการบวชพระซึ่งต้องทำในโบสถ์ ผมกำลังชี้ให้เห็นว่าโบสถ์เป็นสถานที่สำคัญเพราะเป็นที่ทำสังฆกรรม สังฆกรรมคืออะไร แล้วเลยแวะไปที่อปโลกนกรรมอันเป็นหนึ่งในสังฆกรรม 

โบสถ์สำคัญอย่างไร ตอนหน้าค่อยว่ากันต่อครับ

----------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๗:๐๘ 

[full-post]



มองฉายาพระ (๑)

-----------------------------

เห็นอนาคตพระพุทธศาสนา 

...................................

ฉายาพระคืออะไร เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วไม่มีใครสงสัย

แต่ปีนี้ ฉายาพระคืออะไร แทบไม่มีใครรู้จัก

คำว่า “ฉายา” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกความหมายไว้ว่า - 

.........................................................

ฉายา ๑ : (คำนาม) เงา, ร่มไม้. (ป.); ชื่อที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้เป็นภาษาบาลีเมื่ออุปสมบท, ชื่อตั้งให้กันเล่น ๆ หรือตามลักษณะที่หมายรู้กันในหมู่คณะ. (ป., ส.).

.........................................................

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต บอกไว้ว่า -

.........................................................

ฉายา : ชื่อที่พระอุปัชฌายะตั้งให้แก่ผู้ขอบวชเป็นภาษาบาลี เรียกว่า ชื่อฉายา ที่เรียกเช่นนี้เพราะเดิมเมื่อเสร็จการบวชแล้ว ต้องมีการวัดฉายาคือเงาแดดด้วยการสืบเท้าว่าเงาหดหรือเงาขยายแค่ไหน ชั่วกี่สืบเท้า การวัดเงาด้วยเท้านั้นเป็นมาตรานับเวลา เรียกว่า บาท เมื่อวัดแล้วจดเวลาไว้และจดสิ่งอื่นๆ เช่นชื่อพระอุปัชฌายะ พระกรรมวาจาจารย์ จำนวนสงฆ์ และชื่อผู้อุปสมบท ทั้งภาษาไทยและมคธลงในนั้นด้วย ชื่อใหม่ที่จดลงตอนวัดฉายานั้น จึงเรียกว่า ชื่อฉายา

.........................................................

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ไม่ได้เก็บคำว่า “ชื่อฉายา” ไว้ ลองแปลกลับเป็นบาลีว่า “นามฉายา” หรือ “ฉายานาม” ก็ไม่มีเก็บไว้เช่นเดียวกัน 

ในที่นี้ผมใช้คำว่า “ฉายาพระ” เนื่องจากเห็นว่า “ฉายา” คำเดียวตามพจนานุกรมฯ คนทั่วไปก็มักไม่รู้ว่าเป็น “ชื่อที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้เป็นภาษาบาลีเมื่ออุปสมบท” 

คำว่า “ชื่อฉายา” “นามฉายา” หรือ “ฉายานาม” ก็ไม่สื่อความหมายตรงๆ 

จึงเสนอคำว่า “ฉายาพระ” ซึ่งชี้เฉพาะไปที่พระทันที และชวนให้ถามต่อไปว่า-อะไรของพระ 

ต่อจากนั้น ความหมายของคำว่า “ฉายา” ที่เกี่ยวกับพระก็จะผุดขึ้นในห้วงนึกได้ง่าย 

เหตุที่ต้องมี “ชื่อที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้เป็นภาษาบาลีเมื่ออุปสมบท” ก็เพราะในพิธีอุปสมบทจะต้องสวดประกาศข้อความที่เรียกว่า “กรรมวาจา” เป็นภาษาบาลี และข้อความในกรรมวาจานั้นต้องระบุชื่อผู้บวชเป็นภาษาบาลีด้วย ดังนั้นพระอุปัชฌายะจึงต้องตั้งชื่อให้ใหม่เป็นภาษาบาลี

ตัวอย่าง ผมชื่อ “ทองย้อย” คำว่า “ทองย้อย” เอาไปสวดกรรมวาจาไม่ได้เพราะเป็นคำไทย กรรมวาจาสวดเป็นคำบาลี พระอุปัชฌาย์จึงตั้งชื่อให้ใหม่เป็นภาษาบาลีว่า “วรกวินฺโท” อ่านว่า วะ-ระ-กะ-วิน-โท แปลว่า “จอมกวีผู้ประเสริฐ”

คำว่า “วรกวินฺโท” จึงเป็น “ฉายาพระ” ของผมตลอดเวลาที่ยังเป็นพระอยู่ เมื่อเขียนชื่อภาษาไทยก็จะต้องเอ่ย “ฉายาพระ” ควบไปด้วยเสมอ เป็น -

พระมหาทองย้อย วรกวินฺโท 

ถามว่า แล้วพระไม่ต้องใช้นามสกุลหรือ?

คำถามนี้แหละครับเป็นต้นเหตุให้ผมเขียนเรื่องนี้

....................

ทุกคนเกิดในครอบครัว หรือที่เรียกว่า “สกุล” คือชายหญิงครองคู่กัน แล้วเกิดลูกออกมา ลูกไม่ได้เป็นพระมาตั้งแต่เกิด

เดิมทีคนไทยไม่ได้ใช้นามสกุลต่อท้ายชื่อ มีแต่ชื่อเฉยๆ อยากรู้ว่าเป็นใครก็เรียกอาชีพ หรือถิ่นที่อยู่ หรือลักษณะเด่นประจำตัวควบไปกับชื่อ เช่น -

จัน ช่างไม้

ใจ ช่างเหล็ก

เจ๊ก เขียงหมู

จู หัวเขา

เจ่า ขาเป๋

ถ้าชื่อซ้ำกัน คำที่เรียกเสริมท้ายก็จะเป็นเครื่องบงชี้ไปในตัว เช่นคนชื่อจันมี ๒ คน ถามว่าจันไหน บอกว่า จัน ช่างไม้ ก็เป็นอันรู้กันว่าจันนี้ ไม่ใช่จันโน้น

มาถึงรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีกำหนดให้คนไทยมีนามสกุล เราจึงใช้นามสกุลต่อท้ายชื่อกันตั้งแต่นั้นมา เป็นการบ่งบอกว่าคนคนนี้อยู่ในสกุลนี้หรือเป็นคนในสังกัดของสกุลนี้

ครั้นมาถึงการบวช หลักการดั้งเดิมของการบวชก็คือ “อคารสฺมา อนคาริยํ” แปลว่า “จากเรือนไปสู่ความเป็นผู้ไม่มีบ้านเรือน” คือออกจากสังกัดของสกุลไปสู่สถานะบรรพชิตในพระพุทธศาสนา 

ถ้าเรียกเป็นสกุลก็คือเข้าไปสังกัดสกุลใหม่ คือศากยสกุล หรือที่คำบาลีเรียกว่า “สมณา สกฺยปุตฺติยา” แปลว่า “พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร”

เมื่อถือตามหลักนี้ พระก็จึงไม่ต้องใช้นามสกุล เพราะไม่ได้อยู่ในสังกัดของสกุลไหนอีกแล้ว

ตรงนี้ก็ไปสอดคล้องกับแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องให้แยกอำนาจรัฐออกจากศาสนา

นามสกุล นั่นคืออำนาจรัฐ

ฉายาพระ นี่คืออำนาจของศาสนา

โปรดย้อนไปดูชื่อพระในสมัยเก่า เราจะพบชื่อตามด้วยฉายาทั้งนั้น 

พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อ้วน ติสฺโส

สมเด็จพระวันรัต เฮง เขมจารี

พระมหาเจริญ สุวฑฺฒโน

สุชีโว ภิกขุ

ปัญญานันทภิกขุ

ฯลฯ

ท่านเหล่านี้ไม่มีใครสนใจว่าท่านนามสกุลอะไร

แต่ตกมาถึงสมัยนี้ พระรุ่นใหม่-โดยเฉพาะพระที่เรียนมหาวิทยาลัย-ใช้นามสกุลต่อท้ายชื่อกันทั้งนั้น ไม่ใช้ฉายาพระ จนไม่รู้ว่าท่านมีฉายาพระว่าอย่างไร

เหตุผลก็คงมีเป็นกระบุง เช่น-มันเป็นระเบียบของทางราชการ

นึกออกไหมครับ แบบฟอร์มทะเบียนราษฎร์ของทางราชการ คำนำหน้าชื่อจะเป็น นาย นาง นางสาว

เพราะฉะนั้น ถ้าเอาชื่อพระไปลงทะเบียน ก็จะปรากฏชื่อออกมาว่า

นาย พระมหาทองย้อย

แบบฟอร์มมันไม่รับรู้ว่าใครเป็นชาวบ้านใครเป็นชาววัด

แต่คนเขียนโปรแกรมสร้างแบบฟอร์มสามารถรับรู้ได้

แต่ไม่มีใครคิดจะสร้างแบบฟอร์มสำหรับพระโดยเฉพาะ

นักอุดมคติ-แยกอำนาจรัฐออกจากศาสนา-เคยมองปัญหานี้ด้วยหรือเปล่า

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นต้นเหตุให้ผมเขียนเรื่องนี้

ขมวดเป็นปัญหาว่า -

เรามีความรู้เรื่อง “ฉายาพระ” กันมากน้อยแค่ไหน

การใช้ชื่อพระในเอกสารหลักฐานทั้งหลายควรเป็นอย่างไร

ฟังดูไม่น่าจะยาก

แต่น่าจะยาวครับ

----------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๖

๑๓:๑๙

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.