แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พรหม แสดงบทความทั้งหมด

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,307)


พรหม ไม่ใช่พรม

พรมก็ไม่ใช่พรหม

ผู้เขียนบาลีวันละคำได้อ่านโพสต์ของท่านผู้หนึ่งบรรยายอัธยาศัยของพระเถระรูปหนึ่งว่า 

... หลวงตารูปนี้ไม่เคยถือยศถืออย่าง ต้องนั่งพรหมเขียว พรหมชมพู ตามสมณศักดิ์ ...

จึงขอถือโอกาสนำคำว่า “พรหม” มาเขียนเป็นบาลีวันละคำ

คำว่า “พรหม” พ-ร-ห-ม เขียนแบบบาลีเป็น “พฺรหฺม” (โปรดสังเกตว่า เขียนแบบบาลีมีจุดใต้ พ พาน และ ห หีบ) รากศัพท์มาจาก พฺรหฺ (ธาตุ = เจริญ, ประเสริฐ) + ม ปัจจัย 

: พฺรหฺ + ม = พฺรหฺม แปลตามศัพท์ว่า “ผู้เจริญด้วยคุณ” ใช้ในความหมายดังนี้ -

(1) ความดีประเสริฐสุด (the supreme good)

(2) คัมภีร์พระเวท, สูตรลึกลับ, คาถา, คำสวดมนต์ (Vedic text, mystic formula, prayer)

(3) เทพผู้ยิ่งใหญ่ในศาสนาพราหมณ์ ถือกันว่าเป็นผู้สร้างจักรวาล (the god Brahmā chief of the gods, often represented as the creator of the Universe)

(4) เทวดาพวกหนึ่งที่อยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นสูงที่เรียกว่า พรหมโลก (a brahma god, a happy & blameless celestial being, an inhabitant of the higher heavens [brahma-loka])

(5) สิ่งศักดิ์สิทธิ์, คนศักดิ์สิทธิ์ (holy, pious, a holy person)

ในแง่ตัวบุคคล คำว่า “พฺรหฺม” หมายถึง -

(1) เทพสูงสุดหรือพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์

(2) เทพในพรหมโลก เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม มี 2 พวกคือ รูปพรหม มี 16 ชั้น อรูปพรหม มี 4 ชั้น

(3) ผู้ประเสริฐด้วยคุณธรรม 4 ประการ คือ เมตตา (ปรารถนาให้อยู่เป็นปกติสุข) กรุณา (ตั้งใจช่วยเพื่อให้พ้นจากปัญหา) มุทิตา (ยินดีด้วยเมื่อมีสุขสมหวัง) อุเบกขา (วางอารมณ์เป็นกลางเมื่อได้ทำหน้าที่ถูกต้องครบถ้วนแล้ว)

ขยายความ :

คำว่า “พฺรหฺม” ในบาลีออกเสียงอย่างไร?

ลองออกเสียงว่า พะ-ระ-หะ-มะ ช้า ๆ แล้วค่อย ๆ เร่งให้เร็วขึ้น จะได้เสียงที่ถูกต้องของคำว่า “พฺรหฺม” ในบาลี 

แต่โดยทั่วไป “พฺรหฺม” นักเรียนบาลีในเมืองไทยออกเสียงว่า พฺรม-มะ หรือ พฺรำ-มะ 

ในภาษาไทยใช้เป็น “พรหม” อ่านว่า พฺรม ไม่อ่านว่า พฺรำ 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“พรหม, พรหม- : (คำนาม) ชื่อพระเป็นเจ้าผู้สร้างโลกตามศาสนาพราหมณ์, เทพในพรหมโลก จำพวกมีรูป เรียก รูปพรหม มี ๑๖ ชั้น จำพวกไม่มีรูป เรียก อรูปพรหม มี ๔ ชั้น ตามคติพระพุทธศาสนา, ในบทกลอนใช้ว่า พรหมัน พรหมา พรหมาน หรือ พรหมาร ก็มี; ผู้มีพรหมวิหารทั้ง ๔ (เช่น บิดามารดามีพรหมวิหารทั้ง ๔ ต่อบุตร ได้ชื่อว่า เป็นพรหมของบุตร). (ป., ส. พฺรหฺม).”

..............

ส่วน “พรม” พ-ร-ม เป็นคำไทย แต่จะมาจากภาษาอะไรต้องศึกษาสืบค้นกันต่อไป อ่านว่า พฺรม เหมือน “พรหม” ที่มาจากคำบาลี เป็นอย่างที่เรียกว่า คำพ้องเสียง (คำที่ออกเสียงเหมือนกันแต่เขียนต่างกันและมีความหมายต่างกัน) 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“พรม ๑ : (คำนาม) เครื่องลาดทำด้วยขนสัตว์, โดยปริยายใช้เรียกสิ่งอื่นบางชนิดที่ใช้ปูลาดว่า พรม เช่น พรมน้ำมัน พรมกาบมะพร้าว; เรียกด้ายที่ทำด้วยขนสัตว์หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้นว่า ไหมพรม; ตุ้มสำหรับหยั่งน้ำตื้นลึกเมื่อเรือเดินใกล้ฝั่ง; ไม้สำหรับยึดกันครากมีกรอบถือเป็นต้น.”

แถม :

พรหมลิขิต ไม่ใช่ พรมลิขิต

พรมปูนั่ง ไม่ใช่ พรหมปูนั่ง

..............

ดูก่อนภราดา!

เขียนพลาด คือรู้อยู่ว่าสะกดอย่างไร แต่เผลอไป

เขียนผิด คือเข้าใจผิดไปว่าที่สะกดอย่างนั้นถูกต้องแล้ว

: สติรอบคอบ ช่วยไม่ให้เขียนพลาด

: ปัญญาเฉลียวฉลาด ช่วยไม่ให้เขียนผิด

[full-post]


พรหม ในทางพระพุทธศาสนา มี ๓ นัย คือ

๑.  นัยที่เป็นปุคคลาธิษฐาน ซึ่งก็ได้แก่บุคคลผู้เจริญสมถกรรมฐานแล้วได้บรรลุรูปฌาน (ปฐมฌาน-ปัญจมฌาน) หรือบรรลุ อรูปฌาน (อา. วิญ. กิญ. เน) แล้วไปเกิดในรูปภูมิ และอรูปภูมิ ฯ บุคคลผู้ไปอุบัติใน รูปภูมิ ๑๖ อรูปภูมิ ๔ ดังกล่าวมานี้ เรียกว่า “พรหม”

๒. นัยที่เป็นธรรมาธิษฐาน “พรหม” เป็นการเรียกขั้นแห่งจิตคือ รูปาวจรจิต และ อรูปาวจรจิต เพราะจิตเหล่านี้เข้าถึงความเป็นจิตที่ประเสริฐ (พรหม แปลว่า ประเสริฐ) หรือเรียกอย่างหนึ่งว่า “มหัคคต” (เข้าถึงความเป็นใหญ่และประเสริฐ)

๓.  นัยที่เป็นไปในเชิงสำนวนเทศนาโวหาร ตามความหมายของพระพุทธเจ้า ใช้ในลักษณะคุณนาม หรือวิเสสนะ เช่น  คำว่า “พรหมวิหาร ธรรมเป็นเครื่องอยู่แห่งบุคคลผู้ประเสริฐ, พรหมจรรย์ การประพฤติที่ประเสริฐ, พรหมจารี ประพฤติประเสริฐ คือวัตรปฏิบัติที่เว้นการมีเพศสัมพันธ์ อย่างเช่น ศีลข้อที่ว่าด้วย อพรหมจริยา เวรมณี,  ถ้าเป็นคำนาม ใช้กับหญิงที่เป็นโสด ไม่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับชาย…)

พุทธศาสนา แบ่งลำดับขั้นของจิตไว้ ๔ อย่าง คือ

๑. กามาวจรจิต คือจิตที่รับหรือเสพกามคุณอารมณ์เป็นส่วนใหญ่

๒. รูปาวจรจิต คือ จิตที่รับหรือเสพอารมณ์กรรมฐานที่เข้าถึงความเป็นฌาน อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ

๓. อรูปาวจรจิต คือ จิตที่รับหรือเสพอารมณ์ที่ปราศจากรูป (ไม่ยินดีพอใจในรูปอารมณ์)

๔. โลกุตตรจิต คือ จิตที่รับนิพพานเป็นอารมณ์อย่างเดียว

รูปาวจรกุศลจิต ก่อให้เกิดวิบาก คือ รูปาวจรวิบาก และทำหน้าที่ปฏิสนธิ เป็นรูปพรหม ๑๕, ส่วนอสัญญสัตตภูมิ ปฏิสนธิด้วย รูปชีวิตินทรีย์

อรูปาวจรกุศลจิต ก่อให้เกิดวิบาก คือ อรูปาวจรวิบาก และทำหน้าที่ปฏิสนธิในอรูปภูมิ เป็นอรูปพรหม ๔ จำพวก

เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวคำว่า “พรหม” ในพระพุทธศาสนา จะต้องกล่าวถึงธรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน อย่างน้อย ๆ ๔ อย่าง คือ

– กรรม การกระทำ ที่ทำให้บุคคลสามารถเป็น “พรหม” ได้แก่ การเจริญสมถกรรมฐาน

– จิต คือจิตที่เข้าถึงความเป็นฌานจิต (รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต) ที่ก่อให้เกิดวิบาก คือปฏิสนธิจิต ที่เป็นตัวเกิดเป็นพรหม (ในข้อนี้ต้องรวมถึง รูปชีวิตินทรีย์ด้วย ที่นำให้เกิดเป็นอสัญญสัตตพรหม)

– บุคคล คือตัวตนของพระพรหม ประกอบด้วยขันธ์เดียวบ้าง (อสัญญสัตตพรหม), ประกอบด้วยขันธ์ ๔ บ้าง (อรูปพรหม ๔) และประกอบด้วยขันธ์ ๕ บ้าง (ได้แก่ รูปพรหม ๑๕ ชั้น)

– ภูมิ หมายถึง สถานที่เกิดหรือสถานที่อุบัติของพระพรหม มีพรหมปาริสัชชาภูมิ เป็นต้น จนถึง อกนิฎฐาภูมิ เป็นที่สุด ฯ

คุณลักษณะของพรหม ในทางพุทธศาสนา (เอาที่เด่น ๆ )

– ไม่มีภาวเพศ (ภาวรูป ไม่มี) เพราะไม่มีความยินดีพอใจในกามคุณอารมณ์

– มีเพียง จักขุปสาท และโสตปสาท (เห็นได้ ฟังเสียงได้) แต่ไม่มี ฆานปสาท ชิวหาปสาท กายปสาท (ไม่ได้กลิ่น ไม่รู้รส ไม่มีสัมผัส เย็น-ร้อน-อ่อน-แข็ง-หย่อน-ตึง)

(ถ้าเป็นอสัญญสัตตพรหม ไม่มีปสาทรูปทั้งหมด และไม่มีจิตวิญญาณ มีเพียงรูปขันธ์เท่านั้น และดำรงอยู่ได้ด้วยชีวิตรูป

– ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยนามอาหาร ๓ คือ ผัสสะ, เจตนา, และจิต (ไม่มีกพฬีการาหาร)

– ระงับกามจิต และโทสจิตได้ด้วยอำนาจแห่งองค์ฌาน (วิกขัมภนปหาณ) (พรหมไม่มีความโกรธ ไม่มีความต้องการด้วยกามคุณ ๕ คือ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ)


* อรูปฌาน ที่ทำให้เกิดเป็นอรูปพรหม มีองค์ฌาน ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา อนุโลมเข้าในปัญจมฌาน

-------------------

VeeZa

[right-side]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.