แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อภิญญา แสดงบทความทั้งหมด



อภิญญา ความสามารถเหนือมนุษย์

โดย พระสัทธัมมโชติกะ  ธัมมาจริยะ ๑

บรรยาย  ณ  พระอุโบสถวัดมหาธาตุ  

วันที่ ๕ ธันวาคม  ๒๔๙๙ เวลา ๑๕.๐๐ น.

----------------------------

บทความนี้จะให้ความรู้แก่ท่านในเรื่องการทำอภิญญาอย่างกว้างขวาง  ท่านอาจรู้ได้ว่าในสมัยปัจจุบันนี้อภิญญาจะเกิดขึ้นได้หรือไม่  การเกิดขึ้นของอภิญญามีหลักฐานแน่นอนอย่างไร  วิชาการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อภิญญา  แต่อาจแสดงได้เช่นเดียวกับอภิญญามีหรือไม่  มีผลแตกต่างกันอย่างไร  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ประดับความรู้แก่ท่านเป็นอย่างมาก

         สาสนสฺส  จ  โลกสฺส       วุฑฺฒี  ภวตุ  สพฺพทา

         สาสนมฺปิ  จ  โลกญฺจ      เทวา  รกฺขนฺตุ  สพฺพทา ฯ

        ศาสนาทั้ง ๓ คือ ปริยัตติศาสนา ปฏิบัติศาสนา ปฏิเวธศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดีพุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็ดี ขอจงเจริญยิ่งขึ้นไปตลอดกาลนาน ขอให้สัมมาเทวดาทั้งหลายจงช่วยรักษาศาสนาทั้ง ๓ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ทุกทิวาราตรีกาล 

        วันนี้ข้าพเจ้าจะได้บรรยายเรื่องอภิญญา ต่อที่ประชุมคณะอาจารย์วิปัสสนากรรมฐานทั้งหลาย พร้อมด้วยพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรม๒ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ และอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย  

        ในการแสดงเรื่องอภิญญานี้ เพื่อท่านผู้ฟังจะได้เข้าใจง่าย ข้าพเจ้าจะได้ตั้งเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยอภิญญา แล้วจะแก้ปัญหานั้น ๆ โดยลำดับไป ปัญหาที่เกี่ยวด้วยอภิญญานั้นมีอยู่ ๑๐ ข้อคือ:- 

                   ๑.     อภิญญา คืออะไร ?

                   ๒.    อภิญญา เป็นโลกียะหรือโลกุตตระ ?

                   ๓.    อภิญญา เกิดทางไหนในร่างกาย ?

                   ๔.    อภิญญา อาศัยอะไรเกิด ?

                   ๕.    อภิญญา มีกี่อย่าง คืออะไรบ้าง

                   ๖.   บุคคลจำพวกไหน  ที่จะได้อภิญญา ? 

                   ๗.   ในปัจจุบันนี้  อภิญญาจะมีขึ้นได้หรือไม่ ?

                   ๘.    ความสามารถเป็นพิเศษคล้าย ๆ กันกับอภิญญานั้น  มีหรือไม่ ?

                   ๙.    ถ้ามี  จะรู้ได้อย่างไรบ้างว่า  นี้เป็นอภิญญา  นี้ไม่ใช่อภิญญา ?

                  ๑๐.  วิธีแสดงกีฬาอภิญญานั้น  แสดงกันอย่างไรบ้าง ?

        ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะแก้ปัญหานั้น ๆ ต่อไป  ในจำนวนปัญหา ๑๐ ข้อนั้น

        ข้อ ๑ ปัญหาที่ว่าอภิญญาคืออะไร แก้ว่า ปัญญาที่สามารถรู้ยิ่งเป็นพิเศษหรือปัญญาที่มีความสามารถเป็นพิเศษยิ่ง ชื่อว่า อภิญญา

        ข้อ ๒ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า อภิญญาเป็นโลกียะหรือโลกุตตระนั้น แก้ว่าโลกียะก็มี โลกุตตตระก็มี หมายความว่า อาสวักขยอภิญญาอย่างเดียวเป็นโลกุตตระ อภิญญาที่เหลือนอกนั้นเป็นโลกียะทั้งสิ้น

        ข้อ ๓ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า อภิญญาเกิดในทางไหนในร่างกาย แก้ว่า เกิดในทางใจหรือหัวใจ หมายความว่า อภิญญาที่สามารถเห็นนรกสวรรค์ได้นั้น ก็ไม่ใช่เกิดทางตา อภิญญาที่สามารถได้ยินเสียงคำพูดของมด ปลวก หรือคำพูดของพรหมและเทวดาทั้งหลายได้นั้น ก็ไม่ใช่ เกิดทางหู คือ อภิญญาเหล่านี้จะต้องเกิดทางใจหรือหัวใจทั้งนั้น

        ข้อ ๔ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า อภิญญาอาศัยอะไรเกิด แก้ว่า โลกียอภิญญาต้องอาศัยสมาธิเกิด โลกุตตระอภิญญาต้องอาศัยสมาธิและภาวนามยวิปัสสนาญาณเกิดเสมอ หมายความว่า สมาธิที่เกิดจากรูป อรูปฌานทั้ง ๙ นี้ย่อมทำให้โลกียอภิญญาเกิดขึ้นได้ สมาธิและภาวนามยวิปัสสนาญาน ซึ่งเป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นของโลกุตตรอภิญญานั้น ได้แก่ขณิกสมาธิและอุปจารสมาธิหรือ อัปปนาสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง และจตุตถสังขารุเปกขาญาณ   คือ    สังขารุเปกขาญาณที่เกิดแก่พระอนาคามีบุคคลนั้นเอง

        ข้อ ๕ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า อภิญญามีกี่อย่าง คืออะไรบ้างนั้น แก้ว่า มี ๕ อย่างประการหนึ่งมี ๖ อย่าง ประการหนึ่ง มี ๗ อย่าง ประการหนึ่ง 

              ๕ อย่างนั้นคือ ๑.ทิพพจักขุอภิญญา ๒.ทิพพโสตอภิญญา ๓.อิทธิวิธอภิญญา ๔.ปรจิตตวิชานนอภิญญา  ๕. ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา              ๖ อย่าง๓นั้นคือ ๑.ทิพพจักขุอภิญญา ๒.ทิพพโสตอภิญญา ๓.อิทธิวิธอภิญญา ๔.ปรจิตตวิชานนอภิญญา ๕.ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา ๖.อาสวักขยอภิญญา ถ้าพูดให้จำได้ง่าย ๆ ก็คือ ในอภิญญาทั้ง  ๕ ดังกล่าวมาแล้านั้น   เพิ่มอาสวักขยอภิญญาขึ้นเป็นประการที่ ๖ นั้นเอง

              ๗ อย่างนั้นคือ ๑.ทิพพจักขุอภิญญา ๒.ทิพพโสตอภิญญา ๓.อิทธิวิธอภิญญา ๔.ปรจิตตวิชานนอภิญญา ๕.ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา ๖.ยถากัมมุปคอภิญญา ๗.อนาคตังสอภิญญา

              ความหมายของอภิญญาเหล่านี้ก็คือ:-

                   ทิพพจักขุ ปัญญาที่สามารถเห็นสิ่งที่อยู่ไกล ได้แก่นรกสรรค์เป็นต้น และสิ่งที่เล็ก ๆ หรือสิ่งที่ปกปิดซ่อนเร้นเหล่านี้ได้  ชื่อว่าทิพพจักขุอภิญญา

                   ทิพพโสตะ ปัญญาที่สามารถได้ยินเสียงที่อยู่ไกล หรือได้ยินเสียงเบาที่สุด หรือได้ยินเสียงที่มีสิ่งป้องกันไว้เหล่านี้ได้  ชื่อว่าทิพพโสตอภิญญา

                   อิทธิวิธะ ปัญญาที่สามารถทำอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ได้ เช่น เหาะได้ ดำดินได้ เดินน้ำได้ หายตัวได้ เป็นต้น  ชื่อว่าอิทธิวิธอภิญญา

                   ปรจิตตวิชานนะ  ปัญญาที่สามารถรู้จิตใจของผู้อื่นได้  ชื่อว่าปรจิตตวิชานนอภิญญา

                   ปุพเพนิวาสานุสสติ ปัญญาที่สามารถรู้ภพชาติที่เคยเกิดมาแล้ว ของผู้อื่นและตนเองได้ ชื่อว่าปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา

                   ยถากัมมุปคะ ปัญญาที่สามารถรู้สัตว์ทั้งหลายที่เกิดอยู่ตามภูมิต่างๆ นั้นว่า สัตว์นั้น สัตว์นี้เกิดขึ้นด้วยกรรมอย่างนั้นอย่างนี้  การกระทำนั้นการกระทำนี้  ชื่อว่ายถากัมมุปคอภิญญา

                   อนาคตังสะ ปัญญาที่สามารถรู้ภพชาติของผู้อื่นและตนเอง ที่จะเกิดต่อไปข้างหน้าได้ ชื่ออนาคตังสอภิญญา

                   อาสวักขยะ ปัญญาที่สามารถทำลายอาสวะให้หมดสิ้นไปได้ ชื่อว่าอาสวักขยอภิญญา ดังนี้

          ข้อ ๖ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า บุคคลจำพวกไหนที่จะได้อภิญญานั้น แก้ว่า ผู้ที่ได้สมาบัติ ๘ หรือ ๙ กล่าวคือ  รูปฌาน ๕ อรูปฌาน ๔ แล้ว และชำนาญเข้าฌานทั้ง ๙  โดยอนุโลมปฏิโลม  และ  ชำนาญเพ่งกสิณ ๑๐ โดยอนุโลมปฏิโลม หมายความว่า ชำนาญในการเพ่งกสิณแต่ละกสิณ โดยเข้าฌานทั้ง ๙  ให้ครบทั้ง ๑๐  กสิณและสมาบัติทั้ง  ๙  โดยอนุโลมปฏิโลม  อย่างนี้จึงจะได้อภิญญา

          สำหรับผู้ที่มีบารมีซึ่งเกี่ยวกับฌานอภิญญา หมายความว่าเคยได้อภิญญาและเคยปรารถนาไว้ในภพก่อนๆ นั้น แม้ว่าไม่ได้สมาบัติ ๙ ก็ตาม เมื่อขณะได้เพียงรูปปัญจมฌาน หรือ ได้มรรคผลแล้ว อภิญญาก็ย่อมเกิดขึ้นได้ นอกจากบุคคลทั้งสองจำพวกนี้แล้ว  ใคร ๆ   ก็ไม่สามารถจะได้อภิญญาโดยเด็ดขาด  ส่วนผู้ที่จะได้อาสวักขยอภิญญานั้น  มีแต่พระอนาคามี  จำพวกเดียวเท่านั้น

          ข้อ ๗ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า ในปัจจุบันนี้อภิญญาจะมีขึ้นได้หรือไม่ แก้ว่า อภิญญาเกิดขึ้นได้ กล่าวคือ สมัยนี้ถ้ามีผู้ใดผู้หนึ่ง  เจริญสมถกรรมฐานอันเกี่ยวด้วยการเพ่งกสิณ  โดยถูกต้องและมีความพยายามแล้ว ผู้นั้นก็จะได้ฌานอภิญญาเหมือนกัน เพราะเคยปรากฏในประเทศพม่าว่า ในสมัยที่ยังมีพระเจ้าแผ่นดิน มีพระมหาเถระองค์หนึ่ง ชื่อว่าอูเขมา ท่านว่าอูเขมาองค์นี้แสดงอภิญญาโดยการเหาะได้     กล่าวกันว่าพระมหาเถระองค์นี้เจริญสมถวิปัสสนาอยู่ในภูเขาสะกาย  ใกล้กับจังหวัดมันดะเล     ที่ภูเขาสะกายนั้นมียอดเขาหลายยอด ยอดเขาที่พระอูเขมาอยู่นี้เรียกว่า ยอดเขาปฐมียา    ต้นเหตุที่ผู้อื่นจะรู้ได้ว่า    พระอูเขมาได้ฌานอภิญญานั้น     ก็เพราะท่านอาจารย์ติลงสะยาดอ   ซึ่งเป็นอาจารย์ของพระอูเขมานี้แหละเป็นผู้บอก    ดังที่ข้าพเจ้าจะเล่าประวัติของท่านให้ทราบดังต่อไปนี้ 

                   ท่านอาจารย์มหาเถระองค์หนึ่ง เรียกกันว่าท่านอาจารย์ติลงสะยาดอ อยู่ในจังหวัดมันดะเล    ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศพม่าในสมัยนั้น    ท่านอาจารย์ติลงสะยาดอเมื่อมีอายุได้ถึง ๖๐ปีแล้ว    ก็เลิกจากการงานที่เกี่ยวกับปริยัติ และเตรียมตัวเพื่อจะออกเดินทางไปอยู่ที่ภูเขาสะกาย ในระหว่างที่ท่านเตรียมตัวที่จะไปนั้น บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย มีพระเจ้าแผ่นดินพร้อมด้วยพระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์เป็นต้น เหล่านี้ก็พากันนำปัจจัยไปมอบให้ไว้กับกัปปิยการก เพราะท่านอาจารย์ติลงสะยาดอนี้ เป็นที่เคารพนับถือของพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งเหมือนกัน เมื่อท่านเดินทางไปถึงภูเขาสะกายแล้ว   ก็เรียกกัปปิยการกมาถาม ได้ความว่า พระเจ้าแผ่นพร้อมด้วยพระราชินี   และพระบรมวงศานุวงศ์ได้มอบปัจจัยให้ไว้กับกัปปริการก   เมื่อได้ความเช่นนี้แล้ว  ท่านก็สั่งให้นำปัจจัยทั้งหมดนั้นใส่ไว้ในถุง   แล้วให้นำถุงเงินนั้นมา และให้นำไปพร้อมกันกับท่านที่ใกล้  ๆ  ปากเหว    แล้วสั่งให้กัปปริยการกหิ้วถุงเงินนั้นเดินหมุนเวียนไปมา   จนรู้สึกเวียนศรีษะแล้วท่านก็สั่งให้ทิ้งถุงเงินนั้นไปในเหว    และบอกกัปปิยการกว่า  เราไม่ต้องการเงินนี้   เพราะเงินที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้ไว้แก่เรามีอยู่แล้ว   คือบาตรนั้นเอง    หมายความว่าผู้ใดมีบาตรแล้ว   ผู้นั้นย่อมไม่อดอาหาร   ครั้นถึงเวลาท่านก็ไปรับบาตร  และถือไม้เท้าไปด้วย   เพราะบางครั้งท่านก็หกล้มในขณะที่หกล้มนั้น   ท่านก็เตือนตนเอง “ต้องมีความเพียร ต้องมีความเพียร”ดังนี้

                   สำหรับท่านอาจารย์ติลงสะยาดอนี้ ความประสงค์ของท่านที่มาอยู่ภูเขาสะกายนั้น ก็ต้องการทำวิปัสสนาธุระอย่างเดียวเท่านั้น ครั้นต่อมาลูกศิษย์บางท่านได้ตามมาเพื่อปฏิบัติท่านและขอร้องให้ท่านช่วยสอนปกรณ์วิสุทธิมรรค เพื่อรู้ในข้อปฏิบัติอันถูกต้อง ฉะนั้น ท่านก็สอนให้วันละเล็กละน้อย   ส่วนเวลาที่เหลือนอกนั้นท่านก็ปฏิบัติวิปัสสนาของท่านไป และไม่ทิ้งการไปรับบาตรทุกๆวัน

                   ฝ่ายท่านอาจารย์พระอูเขมา ซึ่งเป็นศิษย์เก่าแก่ของท่าน ทราบว่าท่านอาจารย์ใหญ่มาพักอยู่ที่ภูเขาสะกาย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันนี้ เมื่อทราบข่าวดังนี้แล้วก็มาเยี่ยมท่านอาจารย์ติลงสะยาดอทุก ๆ วัน ในเวลาเย็น เพื่อสนทนาปราศรัยแล้วก็กลับไปยอดเขาเจดีย์ปฐมียา

                   วันหนึ่งเวลาเย็น ท่านอาจารย์ใหญ่กับพระอูเขมากำลังสนทนากันอยู่ ท้องฟ้ามืดครึ้มขึ้นแสดงอาการว่าฝนจะตก ท่านอาจารย์ใหญ่ก็บอกให้พระอูเขมารีบกลับ แล้วท่านก็เดินไปส่งจนถึงต้นทางที่จะไป แล้วจึงกลับ แต่ในขณะนั้นเองฝนก็ตกลงมา เมื่อฝนตกลงมาแล้ว ท่านก็เหลียวกลับไปดูพระอูเขมา โดยเป็นห่วงว่าคงจะไม่พ้นฝนเป็นแน่ แต่เมื่อเหลียวไปดู ก็ไม่เห็นพระอูเขมาเลย ท่านก็มองหาดูทั่ว ๆ ไป จึงได้เห็นพระอูเขมากำลังเหาะอยู่  เมื่อเห็นเช่นนั้นท่านก็ยืนดูจนลืมตัวที่จะเดินกลับ มองดูอยู่จนลับสายตาแล้วจึงเดินกลับ และบ่นพึมพำกับตนเองว่า อาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอมีชื่อเสียงโด่งดังเสียเปล่า ๆ ใช้อะไรไม่ได้ “ท่านอูเขมาเก่งมาก ท่านอูเขามาเก่งมาก”

         ในวันต่อมา ท่านพระอูเขมาได้มาเยี่ยมท่านอาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอตามเคย เมื่อได้สนทนาปราศรัยเรื่องอื่น ๆ กันแล้ว ท่านอาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอจึงได้ถามท่านอูเขมาว่า ท่านอูเขมาทำฌานอภิญญาได้ตั้งแต่เมื่อไร ท่านอูเขมาตอบว่า เมื่อข้าพเจ้าได้ทำฌานจนเห็นว่าคล่องแคล่วดีแล้วจึงได้ลองอฐิษฐานอภิญญาดู เมื่อประมาณสัก ๒ ปีมานี้ ท่านอาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอถามต่อไปว่า ได้ลองปฏิบัติโลกุตตรธรรมดูบ้างหรือเปล่า ท่านอูเขมารับว่า ได้เคยปฏิบัติอยู่ ท่านอาจารย์ใหญ่ถามอีกว่า ได้สำเร็จลุล่วงไปถึงขั้นไหน ท่านพระอูเขมาตอบว่า การปฏิบัติฌานอภิญญานั้น ตามธรรมดานิวรณ์ต่างๆ ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ตามปกติอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ปฏิบัติโลกุตตรธรรมเป็นอย่างยิ่งแล้ว รู้สึกว่ากามราคะและพยาปาทะไม่เกิดขึ้นในสันดาน เป็นเวลาล่วงมาปีเศษแล้ว ท่านอาจารย์ติลงสะยาดอได้กล่าวคำอนุโมทนาตามสมควร เมื่อท่านอูเขมากลับไปแล้ว ท่านอาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอก็พร่ำว่า “ท่านอูเขมาเก่งมาก ท่านอูเขมาเก่งมาก” ท่านพร่ำอยู่อย่างนี้ทุกวัน ลูกศิษย์ที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลาย ได้ยินท่านพร่ำอย่างนี้แล้วก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจแต่ไม่กล้าเรียนถาม ต่อมาลูกศิษย์ทั้งหลายได้ขอร้องให้ท่านมหาเถระองค์หนึ่ง ที่ชอบพอสนิทสนมกับท่านอาจารย์ใหญ่  เรียนถามต่อท่าน แล้วท่านก็เล่าเรื่องที่ท่านถามพระอูเขมาเหาะได้ให้ฟัง

            สำหรับท่านอาจารย์ติลงสะยาดอคนนั้น ต่อมาไม่ช้าก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ไม่ปรากฏแต่การได้อภิญญาเท่านั้น โดยเหตุดังกล่าวมาแล้วนี้แหละ ข้าพเจ้าจึงกล้ากล่าวได้ว่า แม้ในสมัยนี้ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งเจริญสมถกรรมฐาน อันเกี่ยวด้วยการเพ่งกสิณโดยถูกต้อง และมีความพยายามแล้ว ผู้นั้นก็จะได้ฌานอภิญญาเหมือนกัน

           ข้อ ๘ ปัญญาที่ตั้งไว้ว่า ความสามารถเป็นพิเศษคล้าย ๆ  กันกับอภิญญามีหรือไม่นั้น?แก้ว่ามี อันได้แก่ความสามารถพิเศษที่เกี่ยวด้วย การเห็น การเหาะ หายตัว ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออกกายสิทธิ ปิยสิทธิ ธนสิทธิ เหล่านี้เป็นต้น ที่สำเร็จจากเวทย์มนต์คาถา ยันต์ อำนาจเทวดา และอำนาจอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิขั้นต้น ที่เกิดจากการเพ่งกสิณ การที่พิจารณาลมหายใจเข้าออกและอำนาจอุเพงคาปิติ๔  ผรณาปีติ๕  สำเร็จวิชาปรอท มีวิชาความรู้เกี่ยวด้วยนักขัตตดาราวิทยาศาสตร์ หมายความว่า อำนาจเวทย์มนต์ คาถา ยันต์ เทวดา อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิขั้นต้น เหล่านี้อาจเห็นสิ่งที่ปกปิดได้ หายตัวได้ ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออกได้ กายสิทธิ ปิยสิทธิ ธนสิทธิได้ อำนาจอุเพงคาปิติ และสำเร็จวิชาปรอทเหล่านี้ ทำให้เหาะได้ หายตัวได้ อำนาจผรณาปีติ กายสิทธิ ปิยสิทธิ ธนสิทธิ สามารถฟันไม่เข้า ยิงไม่ออกได้ อำนาจความรู้ที่เกี่ยวกับด้วยนักขัตตดาราเหล่านี้ สามารถเห็นเรื่องราวต่าง ๆ ที่กำลังเกิด และจะเกิดข้างหน้าได้ อำนาจความรู้วิทยาศาสตร์นั้นสามารถประดิษฐ์วัตถุให้เป็นเรือบินซึ่งเสมือนกับเหาะไปได้ สามารถประดิษฐ์เครื่องวิทยุซึ่งเสมือนกับทิพพโสตะ สามารถประดิษฐ์เครื่องระเบิดปรมาณู ซึ่งอาจระเบิดให้วัตถุสิ่งของให้สูญหายไปในระหว่างวินาฑีก็ได้ 

            ข้อ ๙ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า ถ้ามี จะรู้ได้อย่างไรบ้างว่านี้เป็นอภิญญา นี้ไม่ใช่อภิญญา แก้ว่าอภิญญานั้นสามารถสำเร็จได้โดยแน่นอน และอาจทำอิทธิฤทธิอภิญญาต่าง ๆ ให้เกิดได้ไม่จำกัดเพียงแต่ต้องเปลี่ยนการเพ่งกสิณให้เหมาะสมกับอภิญญาที่ตนประสงค์เท่านั้น ความสามารถเป็นพิเศษที่เกิดจากเวทย์มนต์ คาถา ยันต์ อำนาจเทวดา อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิขั้นต้น อุเพงคาปีติ ผรณาปีติ สำเร็จวิชาปรอท ความรู้วิชาที่เกี่ยวด้วยนักขัตตดารา วิทยาศาสตร์ เหล่านี้เป็นไปได้ไม่แน่นอน และไม่สามารถจะทำให้อิทธิฤทธิอภิญญาต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ เช่นผู้ที่เห็นวัตถุสิ่งของอันปกปิด และสามารถเห็นตัวเลข ๑ ๒ ๓ ๔ เป็นต้น โดยอำนาจเวทย์มนต์ คาถา ยันต์ เทวดาอุปจารสมาธิ เป็นต้นเหล่านี้ บางทีก็ถูก บางทีก็ผิด เอาเป็นแน่นอนไม่ได้ และแม้ว่าเห็นสิ่งต่าง ๆดังกล่าวมาแล้ว ก็ไม่สามารถแลเห็นผู้ที่กำลังเสวยทุกข์ในนิริยภูมิ และผู้ที่กำลังเสวยสุขในตาวติงสาภูมิตามความเป็นจริง คงเป็นแต่เดาเอาหรือนึกคิดเอาเท่านั้นเอง อีกประการหนึ่งความสามารถเป็นพิเศษที่เกิดขึ้นจากอำนาจเทวดา เวทย์มนต์ คาถา ยันต์ อุปจารสมาธิ เป็นต้นเหล่านี้ เกิดขึ้นโดยไม่มีระเบียบหลักฐานมั่นคง ส่วนอภิญญานั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องมีระเบียบเป็นหลักฐานมั่นคง คือต้องเพ่งกสิณก่อนแล้วเข้ารูปปัญจมฌาน เมื่อออกจากรูปปัญจมฌานแล้วอฐิษฐานตามความปรารถนาของตน แล้วเข้ารูปปัญจมฌานต่อไป เมื่อออกจากรูปปัญจมฌานแล้ว อภิญญาก็เกิดขึ้นดังนี้

            ข้อ ๑๐ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า วิธีแสดงกีฬาอภิญญานั้น แสดงกันอย่างไรบ้าง คำแก้ข้อปัญหานี้สำคัญมาก เพราะวิธีแสดงกีฬาอภิญญานั้น หาใช่ทำได้ง่าย ๆ ไม่ กล่าวคือ การเพ่งกสิณถ้าไม่ตรงกับอภิญญาที่ตนปรารถนาแล้ว อภิญญาก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ หมายความว่าแสดงอภิญญาไม่สำเร็จตามความประสงค์ของตนนั้นเอง ด้วยเหตุควรเข้าใจในการเพ่งกสิณ ที่เป็นเหตุสำคัญแห่งการเกิดขึ้นของอภิญญานั้น ดังนี้คือ

            ผู้ที่เป็นอภิญญาลาภี ถ้ามีความประสงค์จะเดินจงกรมอยู่ในท้องอากาศ จะต้องเพ่งปฐวีกสิณก่อน แล้วเข้ารูปปัญจมฌาน ซึ่งเป็นพื้นเป็นบาทของอภิญญา และเมื่อออกจากรูปปัญจมฌานจะต้องอธิษฐานต่อไปว่า ขอให้ข้าพเจ้าสามารถเดินจงกรมอยู่ในท้องอากาศได้ แล้วเข้ารูปปัญจมฌานอีก เมื่อออกจากรูปปัญจมฌานแล้ว อภิญญาก็เกิดขึ้นในขณะเดียวกันนี้แหละ ย่อมปรากฏว่าอภิญญาลาภีบุคคลนั้น กำลังเดินจงกรมอยู่ในท้องอากาศ

            อภิญญาลาภีบุคคลนั้น ถ้ามีความประสงค์จะไปในอากาศเหมือนกับเรือบิน ต้องเพ่งวาโยกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะแสดงนรกสวรรค์ ก็ต้องเพ่งอากาสกสิณหรืออาโลกกสิณ 

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะแสดงเนรมิตสัตว์ต่าง ๆ หรือต้นไม้ ภูเขาแม่น้ำ สถานที่ต่าง ๆ ก็ต้องเพ่งปฐวีกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะดำดิน หรือจะทำให้ฝนตก หรือจะทำให้สถานที่นั้น ๆ หวั่นไหว หรือจะทำให้น้ำปกติเป็นน้ำผึ้ง น้ำนม น้ำมัน ก็ต้องเพ่งอาโปกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำให้วัตถุสิ่งของหรือสถานที่นั้น ๆ เกิดไฟไหม้ หรือแสดงเปลวไฟให้ออกจากร่างกาย ก็ต้องเพ่งเตโชกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำให้ลมพายุเกิดขึ้น หรือจะแสดงวัตถุสิ่งของที่หนักให้เบา ก็ต้องเพ่งวาโยกสิณ

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำให้ความมืดเกิดขึ้นในเวลากลางวันก็ดีก้อนเหล็กก้อนหินเป็นแก้วมรกตก็ดี ต้องเพ่งนีลกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำให้วัตถุสิ่งของนั้น ๆ เป็นทอง ก็ต้องเพ่งปีตกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำน้ำปกติให้เป็นโลหิตก็ดี หรือจะทำก้อนเหล็กก้อนหินให้เป็นแก้วมณี หรือทับทิมก็ดี ต้องเพ่งโลหิตกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำทิพพจักขุอภิญญา และจะทำให้แสงสว่างเกิดขึ้น หรือจะทำให้รัศมีออกจากร่างกาย ต้องเพ่งอาโลกกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะแสดงสิ่งมีชีวิต ไม่มีชีวิต ที่มีอะไรปกปิดไว้อยู่นั้นให้ปรากฏก็ดี จะเข้าไปในภูเขา พื้นแผ่นดิน กำแพงก็ดี ต้องเพ่งอากาศกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำทิพพโสตอภิญญา ก็ต้องเพ่งวาโยกสิณหรืออากาสกสิณเสียก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะแสดงเนรมิตตนเองให้มีจำนวนเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ก็ต้องเพ่งปฐวีกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำปรจิตตวิชชานนอภิญญา ก็ต้องเพ่งอาโลกกสินก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา หรือยถากัมมุปคอภิญญา หรืออนาคตังสอภิญญา ก็ต้องเพ่งเตโชกสิณ โอทาตกสิณ อาโลกกสิณ อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน ในจำนวนกสิณที่ให้แสงสว่างทั้ง ๓ อย่างนี้ ท่านอรรถกถาจารย์แนะนำว่า โอทาตกสิณประเสริฐที่สุด

            อนึ่ง ท่านอรรถกถาจารย์ได้กล่าวต่อไปว่า  ยถากัมมุปคอภิญญาและอนาคตังสอภิญญาทั้ง ๒ อย่างนี้ต้องอาศัยทิพพจักขุอภิญญาเกิดขึ้นเสมอ หมายความว่า ผู้ที่จะทำอภิญญาทั้ง ๒ นี้ต้องทำทิพจักขุอภิญญาเสียก่อน แล้วต่อไปอภิญญาทั้ง ๒ นี้จึงนับสงเคราะห์เข้าในทิพพจักขุอภิญญา โดยเหตุนี้ท่านพระอนุรุทธาจารย์๖ จึงแสดงโลกียอภิญญาไว้เพียง ๕ ประการ ดังกล่าวว่า

         อิทฺธิวิธํ  ทิพฺพโสตํ       ปรจิตฺตวิชานนา

         ปุพฺพนิวาสานุสฺสติ       ทิพฺพจกฺขูติ  ปญฺจธา ฯ

            สำหรับผู้ที่จะทำให้อาสวักขยอภิญญาเกิดขึ้นได้นั้น ต้องปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐานทั้ง๔ จนถึงได้อนาคามิมัคค-ผลแล้ว ปฏิบัติต่อไปอาสวักขยอภิญญาก็เกิดขึ้นได้

            อนึ่ง อภิญญาลาภีจะแสดงอิทธิฤทธิ์ที่เกี่ยวกับการหายตัว หรือทำสิ่งที่เล็กให้ใหญ่ ทำสิ่งที่ใหญ่ให้เล็ก หรือหนทางที่ใกล้ให้ไกล หรือหนทางที่ไกลทำให้ใกล้ หรือทำให้ผู้อื่นลืมตัวไปเหล่านี้ อาศัยการเพ่งกสิณทั้ง ๑๐ นั้นแหละ ย่อมทำให้สำเร็จได้

            วิธีแสดงกีฬาอภิญญาดังกล่าวมานี้ ย่อมสามารถให้อภิญญา ซึ่งอภิญญาลาภีบุคคลปรารถนาสำเร็จลงไปได้ ถ้าไม่เป็นเช่นที่กล่าวมาแล้วนี้ การแสดงอภิญญานั้น ๆ ก็ไม่อาจสำเร็จไปได้ ดังจะยกตัวอย่างให้เห็น มีสามเณรองค์หนึ่งชื่อว่า สังฆรักขิต ซึ่งเป็นหลานของพระมหานาคเถระสามเณรองค์นี้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในขณะที่ปลงผมจะบวชเณรนั้นเองและได้อภิญญาด้วย ในวันที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์และได้อภิญญานี้แหละ สามเณรนั้นได้ขึ้นไปบนดาวดึงสเทวโลก เมื่อถึงแล้วก็แสดงอิทธิวิธต่อที่ประชุม ซึ่งมีพระอินทร์และนางฟ้าทั้งหลาย

            การแสดงอิทธิวิธอภิญญาของสามเณรสังฆรักขิตก็คือ จะทำให้เวชยันต์ปราสาท ซึ่งมีส่วนสูงถึงหนึ่งพันโยชน์นั้นหวั่นไหว แต่เวชยันต์ปราสาทนั้นคงตั้งอยู่เป็นปกติ ไม่มีความหวั่นไหวแม้แต่ประการใดเลย ทั้งนี้เป็นเพราะเมื่อสามเณรสังฆรักขิตจะทำอภิญญาเพื่อให้เวชยันต์ปราสาทหวั่นไหวนั้น ได้เพ่งปฐวีกสิณก่อน ฉะนั้นการแสดงอภิญญานั้นจึงไม่สำเร็จ นางฟ้าทั้งหลายจึงพากันหัวเราะเยาะเย้ยขึ้นพร้อมกัน สามเณรก็รีบกลับลงมาหาท่านอาจารย์มหานาคเถระแล้วเล่าเรื่องให้ท่านอาจารย์ทราบ ท่านอาจารย์ก็แนะนำให้สามเณรเข้าใจดีแล้ว ก็รีบกลับขึ้นไปดาวดึงสเทวดลก และเพ่งอาโปกสิณแล้วเข้ารูปปัญจมฌาน เมื่อออกจากรูปปัญจมฌานก็อฐิษฐานต่อไปว่า ขอให้ความมุ่งหมายที่ข้าพเจ้าจะทำให้เวชยันต์ปราสาทนี้หวั่นไหวนั้น จงสำเร็จสมความปรารถนา แล้วก็เข้ารูปปัญจมฌานอีก ในขณะที่ออกจากรูปปัญจมฌานนั้นแหละ อภิญญาก็เกิดขึ้นสามารถทำให้เวชยันต์มหาปราสาทหวั่นไหวได้ เพราะในขณะนั้นเวชยันต์ปราสาทนั้น เหมือนกับท่อนไม้ที่อยู่ในน้ำ ฉะนั้น ปราสาทจึงหวั่นไหวจนดูเหมือนกับจะล้ม โดยเหตุนี้เสียงหัวเราะของนางฟ้าทั้งหลายก็เงียบหายไปทันที กลับเป็นเสียงร้องด้วยความตกใจกลัว และขอร้องต่อสามเณรสังฆรักขิตให้หยุดการกระทำดังกล่าวนี้เสีย

           คณะอาจารย์วิปัสสนากรรมฐาน และอุบาสกอุบาสิกาผู้ใจบุญทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้แสดงเรื่องอภิญญาโดยตั้งเป็นปัญหา ๑๐ ข้อ และได้แก้ปัญหานั้น ๆ จบลงแล้ว ท่านทั้งหลายก็อุตสาหะอดทนนั่งฟังจนจบ เป็นอันว่ากุศลเจตนาได้สำเร็จดีแล้ว ฉะนั้นด้วยอำนาจกุศลเจตนาที่เกิดจากการแสดงของข้าพเจ้า และการฟังของท่านวิปัสสนามามกคณะอาจารย์ พร้อมด้วยอุบาสกอุบาสิกาเหล่านี้ ขอจงสำเร็จตามความปรารถนาของข้าพเจ้า ตามที่ได้แสดงปรารภไว้ข้างต้นนั้นแล้วว่า

         สาสนสฺส จ โลกสฺส,  วุฑฺฒี ภวตุ สพฺพทา

         สาสนมฺปิ จ โลกญฺจ,  เทวา รกฺขนฺตุ สพฺพทา ฯ

        ศาสนาทั้ง ๓ คือ ปริยัตติศาสนา ปฏิบัติศาสนา ปฏิเวธศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี พุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็ดี ขอจงเจริญยิ่งขึ้นไปตลอดกาลนาน ขอให้สัมมาเทวดาทั้งหลายจงช่วยกันรักษาศาสนาทั้ง ๓ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ทุกทิวาราตรีกาลเทอญ.

...................

 

[full-post]


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (3,929)


อภิญญา

คำไม่ยาก แต่มีไม่ง่าย

อ่านว่า อะ-พิน-ยา

“อภิญญา” เขียนแบบบาลีเป็น “อภิญฺญา” (มีจุดใต้ ญฺ ตัวหน้า และพึงทราบว่าในการใช้อักษรไทยเขียนคำบาลีแบบบาลีหรือแบบมคธนั้น ญ หญิง และ ฐ ฐาน ท่านให้ตัดเชิงออก แต่แบบตัวอักษรที่ผู้เขียนบาลีวันละคำใช้อยู่นี้ไม่มีแบบที่ตัดเชิง จึงต้องใช้ทั้งๆ ที่มีเชิงซึ่งไม่ถูกตามกฎ) อ่านว่า อะ-พิน-ยา รากศัพท์มาจาก อภิ (คำอุปสรรค = ยิ่ง ใหญ่) + ญา (ธาตุ = รู้) ซ้อน ญฺ ระหว่างอุปสรรคกับธาตุ + กฺวิ ปัจจัย, ลบ กฺวิ

แทรกขยายความ : 

“อภิ” เป็นคำอุปสรรค มีความหมายว่า เหนือ, ทับ, ยิ่ง, ข้างบน (over, along over, out over, on top of) โดยอรรถรสของภาษาหมายถึง มากมาย, ใหญ่หลวง (very much, greatly)

: อภิ + ญฺ + ญา = อภิญฺญา + กฺวิ = อภิญฺญากฺวิ > อภิญฺญา (อิตถีลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า (1) “ธรรมชาติเป็นเครื่องรู้ยิ่ง” (2) “การรู้อย่างยิ่ง”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อภิญฺญา” ว่า serenity, special knowledge, special wisdom, Nibbāna (ความสงบ, ความรู้ยิ่ง, อภิปัญญา, นิพพาน)

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ไทย-อังกฤษ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต แปล “อภิญญา” เป็นอังกฤษ ดังนี้ -

..............

อภิญญา (Abhiññā) (five or six kinds of) Higher Knowledge; Superknowledges; Supernormal Powers; higher psychic powers.

..............

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 มีคำว่า “อภิญญา” และ “อภิญญาณ” บอกไว้ว่า - 

“อภิญญา, อภิญญาณ : (คำนาม) “ความรู้ยิ่ง” ในพระพุทธศาสนามี ๖ อย่าง คือ ๑. อิทธิวิธิ การแสดงฤทธิ์ได้ ๒. ทิพโสต หูทิพย์ ๓. เจโตปริยญาณ ญาณรู้จักกําหนดใจผู้อื่น ๔. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ การระลึกชาติได้ ๕. ทิพจักขุ ตาทิพย์ ๖. อาสวักขยญาณ ญาณรู้จักทําอาสวะให้สิ้นไป. (ป.; ส. อภิชฺญา, อภิชฺญาน).”

ขยายความ :

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ขยายความ “อภิญญา” ไว้ดังนี้ -

..............

อภิญญา : ความรู้ยิ่ง, ความรู้เจาะตรงยวดยิ่ง, ความรู้ชั้นสูง มี ๖ อย่างคือ ๑. อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ ๒. ทิพพโสต หูทิพย์ ๓. เจโตปริยญาณ ญาณที่ให้ทายใจคนอื่นได้ ๔. ปุพเพนิวาสานุสติ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้ ๕. ทิพพจักขุ ตาทิพย์ ๖. อาสวักขยญาณ ญาณทำให้อาสวะสิ้นไป, ๕ อย่างแรกเป็นโลกิยอภิญญา ข้อสุดท้ายเป็นโลกุตตรอภิญญา

..............

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [274] แสดงความหมายของ “อภิญญา” ทั้งภาษาไทยและอังกฤษไว้ดังนี้ -

..............

อภิญญา 6 (ความรู้ยิ่งยวด — Abhiññā: superknowledge; ultra-conscious insight)

1. อิทธิวิธา หรือ อิทธิวิธิ (ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ — Iddhividhā: magical powers)

2. ทิพพโสต (ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์ — Dibbasota: divine ear)

3. เจโตปริยญาณ (ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้ — Cetopariyañāṇa: penetration of the minds of others; cf. telepathy)

4. ปุพเพนิวาสานุสสติ (ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้ — Pubbenivāsānussati: remembrance of former existences; cf. retrocognition)

5. ทิพพจักขุ (ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์ — Dibbacakkhu: divine eye)

6. อาสวักขยญาณ (ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป — Āsavakkhayañāṇa: knowledge of the exhaustion of all mental intoxicants)

ห้าข้อแรกเป็นโลกิยะ (โลกียอภิญญา) ข้อท้ายเป็นโลกุตตระ.

..............

ดูก่อนภราดา!

: รู้ทันโลก ติด

: รู้ทันจิต หลุด 

[full-post]

 


อธิบายในบาลีข้อที่ ๒๑ ที่แสดงการปรากฏของอภิญญา 


      ตามธรรมดาการเกิดขึ้นแห่งรูปปัญจมฌานนั้น จะเกิดในครั้งแรกก็ดี ขณะที่เข้าฌานสมาบัติอยู่ก็ดี ย่อมมีอารมณ์จำกัดแน่นอน คือ บัญญัติธัมมารมณ์ ซึ่งได้แก่กสิณบัญญัติ ๑๐ อัสสาสปัสสาสะ ๑ มัชฌัตตสัตวบัญญัติ ๑ รวม ๑๒ อย่างอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น สำหรับ รูปปัญจมฌานที่เกิดขึ้นโดยความเป็นอกิญญานั้นมิได้จำกัดอารมณ์ คือ รับอารมณ์ ๖ ทั้งปรมัตถ์และบัญญัติได้หมด แล้วแต่การอธิษฐานของอภิญญาลาภีบุคคล เมื่อออกจากปาทกมานแล้ว ดังนั้น พระอนุรุทธาจารย์จึงกล่าวว่า "อภิญญาวเสน ปวตฺตมาน ฯลฯ รูปาทีสุ อารมฺมเณสุ ยถารหมปฺเปติ ฯ 

      "อภิญญา" หมายความว่า ปัญญาที่มีการรู้ในอารมณ์  เป็นพิเศษ เมื่อแยกบทแล้ว ได้ ๒ บท คือ อภิ + ญา ธาตุ อภิ แปลว่า พิเศษ ญา แปลว่ารู้ในอารมณ์ ๖ ดังแสดงวจันถะว่า "วิเสสโต ชานาตีติ = อภิญญา" ปัญญาใดย่อมรู้ในอารมณ์ ๖ เป็นพิเศบ ฉะนั้น ปัญญานั้น ชื่วว่า อภิญญา หมายความว่าปัญญาที่ประกอบในรูปปัญจมฌานที่มีความรู้ความสามารถอย่างน่าอัศจรรย์ เนื่องมาจากสมาธิที่มีกำลังแก่กล้าอย่างเยี่ยมนี้เองเรียกว่า อภิญญา เป็นการเรียกโดยตรง ส่วนรูปปัญจมฌานจิตที่เรียกว่า อภิญญาจิตนั้น ก็เพราะเกิดพร้อมกันกับอภิญญา เป็นการเรียกโดยอ้อม


กรรมฐานที่ให้ได้อภิญญา

      ในบรรดากรรมฐานทั้งหมด การเจริญกสิณ ๑๐ เท่านั้นที่จะให้ได้อภิญญาทั้งนี้เนื่องมาจากเหตุ ๒ ประการ คือ

      ๑. สมาธิในรูปปัญจมฌานที่เกิดจากการเจริญกสิณ ๑ นั้น มีกำลังแรงกล้ายิ่งกว่ากรรมฐานอีก ๑๖ อย่างที่เหลือ

      ๒. ตามธรรมดาผู้ที่จะได้อภิญญานั้นจะต้องได้สมาบัติ ๙ คือ รูปฌาน และอรูปฌาน เว้นแต่ผู้ที่มีบารมีเป็นพิเศษเท่านั้น ฉะนั้น รูปปัญจมฌานลาภีบุคคลก่อนที่จะเจริญอรูปฌาน ต้องทำการเพ่งปฏิภาคนิมิตที่ได้มาจากกสิณ ๙ (เว้นอากาสกสิณ) โดยบริกรรมว่า อากาโสๆ อรูปฌานขั้นที่หนึ่งจึงจะเกิดได้ ถ้าไปเจริญกรรมฐานอื่นๆ แทน อรูปฌานขั้นต้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ ด้วยเหตุ ๒ ประการนี้แหละ การเจริญกสิณ ๑๐ เท่านั้น จึงจะให้สำเร็จอภิญญา


ผู้ที่ไม่ได้สมาบัติ ๙ แต่ก็ได้อภิญญาด้วยอำนาจบารมี 

      ผู้ที่ไม่ได้สมาบัติ ๙ แต่ได้อภิญญาด้วยอำนาจบารมีนั้น มีอยู่ด้วยกัน ๒ พวกคือ ปุถุชนฌานลาภี และพระอริยบุคคล 

      ใน ๒ จำพวกนี้ ผู้ที่เคยได้อภิญญาในภพก่อนที่ใกล้กันกับภพนี้ เมื่อมีการเจริญกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วไม่ต้องได้อรูปฌาน ๔ ได้แต่เพียงรูปฌาน ๕ อภิญญาก็เกิดได้ดังเช่น พระดาบส ๒๔,๐๐๐ รูป ซึ่งเป็นสานุศิษย์ของพระสุรุจิดาบสใหญ่ ที่ได้มาเป็นพระสารีบุตรในศาสนาของพระสมณโคดมนี้เมื่อท่านเหล่านั้นทำการเจริญกสิณจนได้สำเร็จรูปมาน  แล้วอภิญญาก็สำเร็จด้วย ทั้งนี้ก็เพราะท่านเหล่านั้นเคยได้อภิญญาในภพก่อนที่ใกล้กันกับภพนี้นั้นเอง, พระอริยบุคคลบางท่าน เมื่อได้บรรลุมรรคผลแล้ว ปัญญาที่ประกอบกับมรรคจิตนั้นมีอำนาจที่เกี่ยวกับอภิญญาอยู่ด้วย หากแต่ยังมิใช่เป็นตัวอภิญญาเท่านั้น

      เมื่อมีความประสงค์จะทำอภิญญาเวลาใด เวลานั้นรูปปัญจมฌานที่มีตัวอภิญญาก็เกิดขึ้น ความประสงค์ที่อธิษฐานไว้ก็สำเร็จพร้อมไปด้วย อภิญญาชนิดนี้ใด้ชื่อว่า มัคคสิทธิอภิญญา ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจบารมีที่เคยได้อภิญญามาแต่ภพก่อนใกล้กันกับภพนี้หรือ ด้วยอำนาจที่ได้ปรารถนาไว้ มัคคสิทธิอภิญญามีอยู่ ๒ อย่าง คือ

      ๑. เหฏฐิมมัคคสิทธิอภิญญา อภิญญาที่สำเร็จพร้อมด้วยมรรคเบื้องต่ำ ๓

      ๒. อรหัตตมัคคสิทธิอภิญญา อภิญญาที่สำเร็จพร้อมด้วยอรหัตตมรรค 

         ผู้ที่ได้เหฏฐิมมัคคสิทธิอภิญญานั้น มีตัวอย่าง คือ ภิกษุ ๕๐๐ รูปที่ได้สดับฟังพระธรรมเทศนาเรื่อง กุณาลชาดก ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงจบลง ก็ได้สำเร็จโสดาปัตติมรรคพร้อมด้วยอภิญญา ดังที่มีเรื่องแสดงใน มหาสมัยสูตรอรรถกถา ผู้ที่ได้อรหัตตมัคคสิทธิอภิญญานั้น มีตัวอย่าง คือ พระอานนทเถระ ขณะที่ท่านได้สำเร็จอรหัตตมรรคนั้น อภิญญาก็ทำสำเร็จพร้อมไปด้วย


แนวทางให้ได้อภิญญาสำหรับผู้ที่ได้สมาบัติ ๙ แล้ว

     ผู้ที่ได้สมาบัติ ๙ แล้ว ถ้าประสงค์จะทำอภิญญา ก็ต้องฝึกฝนสมาธิให้ชำนาญในการเพ่งกสิณ ๘ (เว้นอากาสกสิณ อาโลกกสิณ) และการเข้าสมาบัติ ๙ ด้วยวิธีฝึกสมาธิโดยอาการ ๑๔ อย่าง คือ

      ๑. กสิณานุโลมโต การเข้าฌานโดยมีการเพ่งกสิณไปตามลำดับหลายร้อยครั้ง

      ๒. กสิณปฏิโลมโต การเข้าฌานที่มีการเพ่งกสิณ โดยการย้อนกลับหลายร้อยครั้ง

      ๓.กสิณานุโลมปฏิโลมโต การเพ่งกสิณแต่ต้นจนถึงที่สุดไปตามลำดับแล้ว กลับเพ่งจากที่สุดย้อนมาหาต้น ในการเข้าฌานนั้น ๆ หลายร้อยครั้ง

      ๔. ฌานานุโลมโต การเข้าฌานตามลำดับแห่งสมาบัติ ๙ หลายร้อยครั้ง

      ๕. ฌานปฏิโลมโต การเข้าฌานย้อนจากปลายมาหาต้นตามลำดับแห่งสมาบัติ ๙ หลายร้อยครั้ง

      ๖. ฌานานุโลมปฏิโลมโต การเข้าสมาบัติ ๙ ไปตามลำดับ และย้อนกลับหลายร้อยครั้ง

      ๗. ฌานุกกนฺติกโต การเข้าสมาบัติ ๙ โดยมีการข้ามฌานไปตามลำดับแห่ง ฌานหลายร้อยครั้ง

      ๘. กสิณุกฺกนฺติกโต การเข้าสมาบัติโดยมีการเพ่งกสิณ ข้ามไปตามลำดับแห่งกสิณหลายร้อยครั้ง

      ๙. ฌานกสิณุกฺกนฺติกโต การเข้าฌาน การเพ่งกสิณ ที่มีการข้ามไปตามลำดับแห่งฌานและตามลำดับแห่งกสิณหลายร้อยครั้ง

      ๑๐. องฺคสงฺกนฺติโต การเพ่งกสิณอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเข้ารูปฌาน ๕โดยการก้าวล่วงองค์ฌานไปตามลำดับหลายร้อยครั้ง

      ๑๑. อารมฺมณสงฺกนฺติโต การเข้าปฐมฌานเป็นต้น ที่มีการเปลี่ยนอารมณ์กรรมฐาน คือ เปลี่ยนย้ายการเพ่งกสิณทั้ง  ไปตามลำดับหลายร้อยครั้ง

      ๑๒. องฺคารมฺมณสงฺกนฺติโต การเข้าฌาน และการเพ่งอารมณ์กรรมฐานไม่ให้ซ้ำกันไปตามลำดับแห่งฌานและลำดับแห่งกสิณหลายร้อยครั้ง

      ๑๓. องฺคววฏฺฐาปนโต การพิจาารณากำหนดรู้องค์ฌานไปตามลำดับแห่งสมาบัติ ๙ หลายร้อยครั้ง

      ๑๔. อารมฺมณววฏฺฐาปนโต การพิจารณากำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานแห่งสมาบัติ ๙ หลายร้อยครั้ง


อธิบาย

      ข้อ ๑. หมายความว่า การเพ่งปถวีกสิณแล้วเข้าปฐมฌาน หรือรูปฌานอื่นแล้วออกมาเพ่งอาโปกสิณ แล้วกลับเข้าปฐมฌาน หรือ รูปฌานอื่นอีก ต่อไปออกมาเพ่ง เตโชกสิณ แล้วกลับเข้าปฐมฌาน หรือ รูปฌานอื่นอีก เปลี่ยนการเพ่งเรื่อยไปจนกระทั่งถึงโอทาตกสิณ แต่ฌานที่เข้านั้นคงเป็นอย่างเดิม เรียกว่า การอบรมสมาธิโดยลำดับแห่งการเพ่งกสิณ

      ข้อ ๒. การเพ่งโอทาตกสิณแล้วเข้าปฐมฌาน หรือ รูปฌานอื่นเสร็จแล้วออกมาเพ่งโลหิตกสิณ แล้วเข้าปฐมฌาน หรือ รูปฌานอื่นอีก เสร็จแล้วออกมาเพ่งปีตกสิณแล้วกลับเข้าปฐมฌาน หรือ รูปฌานอื่นอีก เปลี่ยนการเพ่งย้อนกลับเรื่อยไปอย่างนี้จนกระทั่งถึงปถวีกสิณ แต่ฌานที่เข้านั้นคงเป็นอย่างเดิม เรียกว่า การอบรมสมาธิที่มีการเพ่งกสิณโดยการย้อนกลับ

      ข้อ ๓. การเพ่งปถวีกสิณ เป็นต้นไปตามลำดับจนถึง โอทาตกสิณ ตามข้อ ๑ แล้วก็เพ่งโอทาตกสิณ เป็นต้น นั้นย้อนกลับมาตามลำดับจนถึงปถวีกสิณตามข้อ ๒ แต่ฌานที่เข้านั้นต้องเป็นอย่างเดิมทุกๆ ครั้งไป เรียกว่า การอบรมสมาธิด้วยการเพ่งกสิณโดยอนุโลมและปฏิโลมในการเข้าฌานนั้น

      ข้อ ๔. การเข้าฌานตั้งแต่ ปฐมฌาน เรื่อยไปจนถึง เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เรียกว่า การอบรมสมาธิด้วยการเข้าฌานไปตามลำดับแห่งสมาบัติ

      ข้อ ๕. การเข้าฌานจาก เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เรื่อยมาตามลำดับจนถึงปฐมฌาน เรียกว่า การอบรมสมาธิด้วยการเข้าย้อนจากปลายมาหาต้นตามลำดับแห่งสมาบัติ ๙

      ข้อ ๖. การเข้าฌานตั้งแต่ ปฐมฌาน เรื่อยไปจนถึง เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน แล้วก็เข้าย้อนกลับมาหาต้นโดยเข้าตั้งแต่ เนวสัญญานาสัญญายตนฌานเรื่อยมาจนถึงปฐมฌาน เรียกว่า การอบรมสมาธิด้วยการเข้าสมาบัติ ๙ ไปตามลำดับและย้อนกลับ

      ข้อ ๗. เพ่งปถวีกสิณแล้วเข้าปฐมฌาน เพ่งปถวีกสิณแล้วเข้าตติยฌานพ่งปถวีกสิณแล้วเข้าปัญจมฌาน เพื่อออกจากปัญจมฌานแล้วก็เพ่งอากาสบัญญัติที่เพิกจากปถวีกสิณเป็นอารมณ์ แล้วเข้าอากาสานัญจายตนฌาน ออกจากอากาสานัญจายตนฌานแล้วก็ทำการพิจารณานัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ แล้วเข้าอากิญจัญญายตนฌาน ส่วนกสิณที่เหลือ ๗ และการเข้าก็คงเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้เรียกว่าการอบรมสมาธิโดยการข้ามฌานไปตามลำดับ

      ข้อ ๘. เพ่งปถวีกสิณเข้าปฐมฌาน เพ่งเตโซกสิณเข้าปฐมฌาน เพ่งนีลกสิญเข้าปฐมฌาน เพ่งโลหิตกสินเข้าปฐมฌาน การเข้ารูปฌานที่เหลือ ๔ ก็คงเป็นเช่นเดียวกัน เรียกว่า การอบรมสมาธิด้วยการเพ่งกสิณข้ามไปตามลำดับแห่งกสิณ

      ข้อ ๙. เพ่งปถวีกสิณเข้าปฐมฌาน เพ่งเตโชกสิณเข้าตติยฌาน เพ่งนีลกสิญเข้าปัญจมฌาน เมื่อออกจากปัญจมฌานแล้วก็เพ่งอากาสบัญญัติที่เพิกจากนีลกสิณแล้วเข้าอากาสานัญจายตนฌาน ออกจากอากาสานัญจายตนฌานแล้วก็เพ่งโลหิตกสิณโดยการเพิกปฏิภาคนิมิตออก คงมีแต่อากาสบัญญัติ แต่แล้วก็มิได้สนใจที่จะพิจารณาต่ออากาสบัญญัตินี้ คงกลับไปสนใจในอากาสานัญจายตนฌานที่เกิดในสันดานของตนที่ดับไปนั้นด้วยการพิจารณาว่า นัตถิ กิญจิ ๆ แล้วก็เข้าอากิญจัญญายตนฌานเรียกว่า การอบมสมาธิด้วยการเข้าฌานการเพ่งข้ามไปตามลำดับแห่งฌานและลำดับแห่งกสิณ

      ในข้อ ๙. นี้ ในปรมัตถทีปนีมหาฎีกา ท่านได้แสดงการเพ่งกสิณ และการเข้าฌานข้ามไปตามลำดับนี้  เป็นพิเศษออกไปอีกเล็กน้อย คือ เพ่งปถวีกสิณเข้าปฐมฌานเพ่งเตโชกสิณเข้าตติยฌาน เพ่งนีลกสิณเข้าปัญจมฌาน เมื่อออกจากปัญจมฌานแล้วก็ทำการพิจารณาอากาสานัญจายตนฌาน ที่เคยเกิดในสันดานของตนในภพนี้แล้วเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน เสร็จแล้วออกมาพิจารณาอากิญจัญญายตนฌานที่เคยเกิดในสันดานของตนในภพนี้ แล้วเข้า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เสร็จแล้วออกมาพิจารณานัตถิภาวบัญญัติเข้าอากิญจัญญายตนฌาน อกมาเพ่งปีตกสิณโดยการเพิกปฏิภาคนิมิตออก คงมีแต่อากาสบัญญัติ แล้วก็เพ่งอากาสบัญญัติเข้าอากาสานัญจายนฌาน ออกมาเพ่งวาโยกสิณเข้าจตุตถฌาน ออกมาเพ่งอาโปกสิณเข้าทุติยฌานการเข้าฌาน การเพ่งกสิณ ด้วยวิธีข้ามทั้งอนุโลมและปฏิโลมตามนัยปรมัตถทีปนีมหาฎีกานี้ ความสำคัญมีอยู่ว่าในระหว่างที่กระทำอยู่อย่างนี้หลายร้อยครั้งนั้นเพื่อที่จะได้มีการเพ่งกสิณให้ครบทั้ง ๙ อย่างนั้นเอง

      ข้อ ๑๐. เพ่งปถวีกสิณแล้วเข้าปฐมฌาน เป็นต้นจนถึง ปัญจมฌาน โดยการก้าวล่วงองค์มานไปตามลำดับ และการเข้ารูปฌานต่อไปที่มีการเพ่งกสิณที่เหลือก็คงเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้เรียกว่า การอบรมสมาธิด้วยการเข้ารูปฌาน โดยการก้าวล่วงองค์ฌานไปตามลำดับ

      ข้อ ๑๑. เพ่งปถวีกสิณเข้าปฐมฌาน  เพ่งอาโปกสิณเข้าปฐมฌาน เพ่งเตโชกสิณเข้าปฐมฌาน เพ่งวาโยกสิณเข้าปฐมฌาน เพ่งนีลกสิณเข้าปฐมฌาน เพ่งปีตกสิณเข้าปฐมฌาน เพ่งโลหิตกสิณเข้าปฐมฌาน เพ่งโอทาตกสิณเข้าปฐมฌาน ตั้งแต่ทุติยฌาน เป็นต้น จนถึง ปัญจมฌาน ก็มีการเปลี่ยนเพ่งองค์กสิณดังนี้ทุก ๆ ฌานไปเรียกว่า การอบรมสมาธิโดยการเปลี่ยนเพ่งองค์กสิณทั้ง ๘ ตามลำดับ

      ข้อ ๑๒. เพ่งปถวีกสิณเข้าปฐมฌาน เพ่งอาโปกสิณเข้าทุติยฌาน เพ่งเตโชกสิณเข้าตติยฌาน เพ่งวาโยกสิณเข้าจตุตถฌาน เพ่งนีลกสิณเข้าปัญจมฌาน เพ่งปีตกสินโดยการเพิกปฏิภาคนิมิตออก คงมีแต่อากาสบัญญัติแล้วก็เพ่งอากาสบัญญัตินั้นเข้าอากาสานัญจายตนฌาน เมื่อออกมาก็เพ่งโลหิตกสิณที่มีการเพิกปฏิภาคนิมิตออก คงมีแต่อากาสบัญญัติ แต่แล้วก็มิได้สนใจที่จะพิจารณาในอากาสบัญญัตินี้ คงกลับไปสนใจในอากาสานัญจายตนฌานที่เกิดในสันดานของตนที่ดับไปนั้นด้วยการพิจารณาว่า (วิญญาณ อนนฺตํ, วิญฺญาณํ อนนฺตํ) แล้วเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน เมื่อออกมาก็เพ่งโอทาตกสิณที่มีการเพิกปฏิภาคนิมิตออก คงมีแต่อากาสบัญญัติ แต่แล้วก็มิได้สนใจที่จะพิจารณาในอากาสบัญญัต นี้ คงกลับไปสนใจในนัตถิภาวบัญญัติด้วยการพิจารณาว่า (นัตถิ กิญจิๆ) แล้วเข้าอากิญจัญญายตนฌาน เมื่อออกมาก็เพ่งอาโลกกสิณที่มีการเพิกปฏิภาคนิมิตออก คงมีแต่อากาสบัญญัติ แต่แล้วก็มิได้สนใจที่จะพิจารณาในอากาสบัญญัตินี้ คงกลับไปสนใจในอากิญจัญญายตนฌานที่เกิดในสันดานของตนที่ดับไปนั้นด้วยการพิจารณาว่า (สันติ ปณีตํ ๆ) แล้วเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

      หมายเหตุ ในตอนต้นได้กล่าวว่าใช้แต่องค์กสิณ ๘ มีปถวีกสิณ เป็นต้นจนถึงโอทาตกสิณเท่านั้น ในการอบรมสมาธินี้ แต่ในข้อ ๑๒. ได้กล่าวว่า มีการเพ่งอาโลกกสิณ ก่อนที่จะเข้าเนาสัญญานาสัญญายตนฌาน ที่เป็นดังนี้ก็เพราะการเพ่งกสิญทั้ง ๘ นี้ได้หมดลงเพียงแค่อากิญจัญญายตนฌานซึ่งเป็นฌานสมาบัติอันดับที่ ๘ แต่เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้นยังเหลืออยู่ เหตุนี้ก่อนที่จะเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนไปเพ่งอาโลกกสิณ แต่ถ้าฌานลาภีบุคคลนั้นได้รูปฌานตามจตุกกนัย องค์กสิณ ๘ กับฌานสมาบัติก็ครบกันพอดี มิต้องไปเพ่งอาโลกกสิณแต่อย่างใด อนึ่งการที่จัดอค์กสิณแต่เพียง ๘ นั้น ก็เพราะว่าอาโลกกสิญนี้ท่านสงเคราะห์เข้าในโอทาตกสิณอยู่แล้ว ส่วนอากาสกสิณนั้นมิสามารถที่จะช่วยอุดหนุนแก่การเข้าอรูปฌาน ฉะนั้น จึงมิได้นำมากล่าวไว้ในที่นี้ แต่ก็สามารถช่วยอุดหนุนแก่การเข้ารูปฌาน ทำการเพ่งอบรมสมาธิเพื่อประโยชน์ ในอันที่จะได้เนรมิตอากาศให้เกิดขึ้นภายใต้พื้นแผ่นดินและในน้ำ ดังนั้น แม้ว่าท่านอรรถกถาจารย์จะไม่ได้กล่าวไว้แต่ท่านฎีกาจารย์ได้แนะนำว่าใช้ได้เหมือนกัน

      ข้อ ๑๓. ปฐมฌานนี้มีองค์ฌาน ๕ ประกอบ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ทุติยฌานมีองค์ฌาน ๔ ประกอบ ได้แก่ วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ตติยฌาน มีองค์ฌาน ๓ ประกอบ ได้แก่ ปีติ สุข เอกัคคตา จตุตตถฌานมีองค์ฌาน ๓ ประกอบ ได้แก่ สุข เอกัคคตา ปัญจมฌานมีองค์ฌาน ๒ ประกอบ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เหล่านี้มีองค์ฌาน ๒ ประกอบ ได้แก่ อุเบกขา เอกัคคตา เรียกว่า การอบรมสมาโดยการพิจารณาองค์ฌานไปตามลำดับแห่งสมาบัติ

      ข้อ ๑๔. ปฐมฌานที่เกิดขึ้นที่มีปถวีกสิณเป็นอารมณ์ ก็พิจารณาว่า ปถวีกสิณนี้ป็นอารมณ์ของปฐมฌาน ถ้ามีอาโป หรือ เตโชกสิณ เป็นต้นจนถึง โอทาตกสิณก็พิจารณาว่า อาโป เตโชกสิณ เป็นต้น หรือ โอทาตกสิณนี้ เป็นอารมณ์ของปฐมฌาน ทุติยฌาน เป็นต้นจนถึง ปัญจมฌาน ที่เกิดขึ้นจากการเพ่งกสิณนั้น ก็คงมีการพิจารณาไปในทำนองเดียวกันกับปฐมฌานเกิด เมื่ออากาสานัญจายตนฌานเกิดขึ้นแล้ว ก็พิจารณาว่าอากาสบัญญัตินี้เป็นอารมณ์ของอากาสานัญจายตนฌาน เมื่อวิญญาฌัญจายตนฌานเกิดขึ้นแล้ว ก็พิจารณาว่า อากาสานัญจายตนฌานนี้เป็นอารมณ์ของวิญญาณัญจายตนฌาน เมื่ออากิญจัญญายตนฌานเกิดขึ้นแล้ว ก็พิจารณาว่านัตถิภาวบัญญัตินี้เป็นอารมณ์ของอากิญจัญญายตนฌาน เมื่อเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเกิดขึ้นแล้ว ก็พิจารณาว่า อากิญจัญญายตนฌาน นี้เป็นอารมณ์ของเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เรียกว่า  การอบรมสมาธิด้วยการพิจารณากำหนดรู้อารมณ์กรรมฐานแห่งสมาบัติ ๙

      เมื่อสรุปความในหลัก ๑๔ อย่างนี้แล้ว จะเห็นว่า จุดประสงค์มีอยู่อย่างเดียว คือ จะให้ฌานลาภีบุคคลมีความชำนาญในการเพ่งกสิณ การเข้าฌานสมาบัติ อันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำจิตให้มีอำนาจโดยมีสมาธิกล้าแข็งเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเหตุที่จะทำให้รูปปัญจมฌานอภิญญาเกิดขึ้น ดังนั้น การอบรมฝึกฝนสมาธิให้กล้าแข็งนี้ ฌานลาภีบุคคลจะมีวิธีอื่นเพิ่มขึ้นอีกก็ได้ มิเป็นการขัดข้องแต่ประการใด

[full-post]


อธิบายในบาลีข้อที่ ๒๒ ที่แสดงอภิญญา ๕

      อภิญญานี้มีอยู่ด้วยกัน ๒ ประเภท คือ โลกียอภิญญา และ โลกุตตรอภิญญา
      ใน ๒ ประเภทนี้ โลกียอภิญญา เมื่อนับโดยพิสดารแล้วมี ๗ คือ
            ๑. อิทธิวิธอภิญญา 
            ๒. ทิพพโสตอภิญญา
            3. ปรจิตตวิชานนอภิญญา 
            ๔. ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา
            ๕. ทิพพจักขุอภิญญา 
            ๖. ยถากัมมูปคอภิญญา
            ๗. อนาคตังสอภิญญา

      พระอนุรุทธาจารย์ได้กล่าวไว้แต่เพียง ๕ ประการ หาได้กล่าวถึงยถากัมมูปคอภิญญาและ อนาคตังสอภิญญาไม่ ทั้งนี้ก็เพราะอภิญญาทั้ง ๒ นี้สงเคราะห์ในทิพพจักขุอภิญญาอยู่แล้ว กล่าวคือ ทิพพจักขุอภิญญานี้ เมื่อสามารถเห็นสัตว์ทั้งหลายที่เกิดอยู่ในภูมิต่างๆ ตามอำนาจแห่งการกระทำของตนก็เรียกว่า ยถากัมมูปคอภิญญาและ เมื่อสามารถรู้เห็นเรื่องต่าง ๆ ที่จะบังเกิดในกาลข้างหน้าก็เรียกว่า อนาคตังสอภิญญาโลกียอภิญญา ๕ หรือ ๗ นี้องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิกที่ในรูปาวจรปัญจมณานกุศลและกริยา
      สำหรับโลกุตตรอภิญญานั้นมีอยู่อย่างเดียว คือ อาสวักขยอภิญญา อภิญญาที่สามารถทำลายกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปจากขันธสันดาน องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิกที่ในอรหัตตมรรคจิต ๑ เมื่อรวมแล้วจึงเป็น อภิญญา ๖

อธิบายขยายความในโลกียอภิญญา

      ๑. อิทธิวิธอภิญญา 

         "อิชฺฌตีติ = อิทฺธิ" ธรรมชาติใดย่อมทำให้สำเร็จ จะนั้นธรรมชาตินั้นชื่อว่า อิทธิ 

         "อิทฺธิยา วิโธยสฺสาติ = อิทฺธิวิธิ" อิทธิฤทธิ์ต่างๆ มีอยู่แก่ญาณใด ฉะนั้น ฌาณนั้นชื่อว่า อิทธิวิธะ


อิทธิวิธอภิญญามี ๓ อย่าง คือ ก. อธิฏฐานาอิทธิ ข. วิกุพพนาอิทธิ ค. มโนมยาอิทธิ

      ก. อธิฏฐานาอิทธิ 

         "พหุภาวาธิกสฺส อธิฏฺฐานิ ยสฺสาติ = อธิฏฺฐานา" การตั้งจิตอธิษฐานให้มีจำนวนมากเกิดขึ้น มีอยู่แก่อิทธิใด ฉะนั้น อิทธินั้นชื่อว่า "อธิฏฐานา" 

         "อธิฏฺฐานา จ สา อิทฺธิ จาติ = อธิฏฺฐานาอิทฺธิ" อภิญญานี้มีการตั้งจิตอธิบฐานให้มีจำนวนมากเป็นต้นเกิดขึ้นด้วย เป็นอิทธิฤทธิ์ด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่า "อธิฏฐานาอิทธิ"

      ความสำเร็จต่างๆ ของอธิฏฐานาอิทธินั้น คือ 

       ๑. คนๆ เดียวให้เป็นหลายร้อยหลายพันคน 

       ๒. หลายร้อยหลายพันคนให้เป็นคนๆ เดียวกัน 

       ๓. แสดงตัวให้ปรากฎที่อื่น 

       ๔. หายตัว 

       ๕. ทะลุฝา กำแพง ภูเขาหินเข้าไปได้ 

       ๖. ทำพื้นแผ่นดินให้เป็นทะเล 

       ๗. ทำทะเลให้เป็นพื้นแผ่นดิน 

       ๘. เหาะ 

       ๙. ดำดิน 

       ๑๐. ลูบคลำดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ 

       ๑๑. ไปสู่พรหมโลก และอื่นๆ อีกหลายอย่าง


      ข. วิกุพพนาอิทธิ 

         "วิวิธ กุพฺพนํ ยสฺสาติ = วิกุพฺพนา" การแสดงเนรมิตสิ่งต่างๆ มีอยู่แก่อิทธิใด ฉะนั้น อิทธินั้นชื่อว่า "วิกุพพนา" 

         "วิกุพฺพนา จ สา อิทฺธิ จาติ = วิกุพฺพนาอิทฺธิ  อภิญญานี้ แสดงเนรมิตสิ่งต่างๆ ด้วย เป็นอิทธิฤทธิ์ด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่า "วิกุพพนาอิทธิ"

      ความสำเร็จต่างๆ ของวิกุพพนาอิทธินั้นคือ แปลงตัวเป็นเด็ก เป็นพระยานาคยักษ์ คนธรรพ์ เทวดา พรหม ช้าง ม้า กองทัพ ป่า เขา มหาสมุทร เรือ วัดบ้านเมืองต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น

      ค. มโนมยาอิทธิ 

         "มนสา นิพฺพตฺตา = มโนมยา" ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจชื่อว่า "มโนมยา" 

         "มโนมยา จ สา อิทฺธิ จาติ - มโนมยาอิทฺธิ" อภิญญานี้ เป็นฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจด้วย เป็นอิทธิฤทธิ์ด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่า "มโนมยาอิทธิ" 

         ความสำเร็จต่างๆ ของมโนมยาอิทธิ คือ เนรมิตร่างกายให้ผุดออกมาจากกายของตน โดยที่ร่างกายเดิมคงอยู่เป็นปกติ เสมือนหนึ่งการชักดาบออกจากฝัก หรืองูลอกคราบ ฉะนั้น


      ๒. ทิพพโสตอภิญญา 

         "ทิวิ ภวิ = ทิพฺพํ" ความเป็นไปในเทวโลกและพรหมโลกชื่วว่า ทิพพ 

         "ทิพพญฺจ ตํ โสตญฺจาติ = ทิพฺพโสตํ" รูปนี้เป็นไปในเทวโลก พรหมโลกด้วย เป็นโสตประสาทด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิพพโสตะ ได้แก่โสตประสาทของพวกเทวดา พรหม 

         "ทิพฺพโสตํ วิยาติ = ทิพฺพโสตํ" อภิญญานี้ มีการได้ยินเสมือนหนึ่งหูของเทวดาและพรหม ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิพพโสตะ ได้แก่ทิพพโสตอภิญญา

      อันประสาทหูของเทวดาชั้นสูงและพรหมทั้งหลายนั้น เกิดจากมหากุศลกรรมอันประเสริฐ และรูปกุศลกรรม ทั้งปราศจากสิ่งโสโครก มีเสมหะ ดี เลือด ลม เป็นตันอย่างใด ๆ รบกวนอีกด้วย ฉะนั้น ประสาทหูจึงมีความใสสะอาดเป็นพิเศษสามารถได้ยินเสียงที่ไกลที่สุดและเบาที่สุดได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้ว่ามนุษยภูมิจะตั้งอยู่ในระยะอันห่างไกลจากเทวภูมิ พรหมภูมิ หลายหมื่นหลายแสนโยชน์ก็ตาม แต่เทวดา พรหมทั้งหลายเหล่านั้นย่อมได้ยินเสียงของมนุษย์ได้ ส่วนเสียงเบาที่สุด เช่น เสียงของมดปลวก ฯลฯ ที่อาศัยอยู่ภายในเรือนอันคนทั้งหลายมิอาจได้ยิน แต่เทวดา พรหมทั้งหลายนั้นได้ยิน  โดยไม่มีสิ่งใดที่สามารถปกปีดกีดขวางเสียงเหล่านั้นไว้ได้นอกจากนี้ก็ยังมีเสียงอีกชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการกระทบกันระหว่างเสียงคนกับวัตถุภายนอก ตามธรรมดาเสียงคนที่เปล่งออกทุกๆ ครั้งก็ดี เสียงระฆัง เสียงปืนก็ดี เหล่านี้  เมื่อดังขึ้นแล้วย่อมแผ่กระจายไปในอากาศหลายร้อยหลายพันโยชน์ในขณะที่แผ่กระจายออกไปนั้น ถ้าไปกระทบกับมหาภูตรูปที่มีปถวีมาก เช่น ต้นไม้แผ่นดิน ภูเขา เข้าแล้ว เสียงก็เกิดขึ้นอีกเรียกว่า สัททนวกกลาป อันเป็นเสียงที่เบาที่สุดอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเทวดา พรหมทั้งหลายสามารถได้ยิน มนุษย์นั้น ย่อมได้ยินแต่เสียงคน เสียงระฆัง  เสียงปืน ที่ดังขึ้นเท่านั้น สำหรับเสียงที่เกิดจากการกระทบกันระหว่างเสียงคน เสียงระฆัง เสียงปืน เป็นต้น กับวัตถุภายนอกที่มีปถวีธาตุมากนั้นโดยมากคนเราได้ยินไม่ได้

      ทิพพโสตอภิญญาก็สามารถได้ยินเสียงที่ไกลและเบาที่สุดได้เช่นกัน ดังนั้นจึงกล่าวว่า 

      "ทิพพโสตํ วิยาติ = ทิพพโสตํ"


      ๓. ปรจิตตวิชานนอภิญญา 

         "ปเรสํ จิตฺตํ = ปรจิตฺตํ" ใจของผู้อื่นชื่อว่าปรจิตตะ 

         "ปรจิตฺตํ วิชานาตีติ = ปรจิตฺตวิชานนา" อภิญญาใดย่อมรู้ใจของผู้อื่นฉะนั้น อภิญญานั้นชื่อว่า "ปรจิตตวิชานนะ" 

          หรืออีกนัยหนึ่ง 

         "ปเรสํ จิตฺติ วิชานนฺติ เอเตนาติ = ปรจิตฺตวิชานํ" ฌานลากีบุคคลทั้งหลายย่อมรู้จิตใจของผู้อื่นด้วยอภิญญานี้ ฉะนั้น อภิญญานี้ จึงชื่อว่า "ปรจิตตวิชานนะ" 

      ปรจิตตวิชานนอภิญญานี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "เจโตปริยอภิญญา" การที่เรียกชื่อว่าดังนี้ ก็เพราะอภิญญานี้มีการรู้ไจของผู้อื่นได้โดยชัดจริงอย่างเด็ดขาดนั้นเอง

      การกระทำอภิญญานี้มีข้อพิเศษอยู่ว่า ในระยะแรกที่ยังมิได้มีความชำนาญในการกำหนดรู้นั้น  ภิญญาลาภีบุคคลได้ทำทิพพจักขุอภิญญา เพื่อดูโลหิตที่อยู่ภายในหัวใจก่อน เพราะธรรมดาใจดีและใจร้ายย่อมเกิดดับอยู่ที่ภายในหัวใจ หาได้มีการเกิดดับที่อื่นไม่ ดังนั้น  เมื่อจิตใจเป็นอย่างใด สีของโลหิตก็คงเปลี่ยนไปตามจิตใจนั้นๆด้วย กล่าวคือ ผู้ใดมีจิตใจหนักไปในทางตัณหาราคะมาก โลหิตที่อยู่ภายในหัวใจนั้นก็มีสีแดงจัด ถ้ามีโทสะมากก็มีสีดำ โมหะมากก็มีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ วิตกมากก็มีสีเหมือนกับน้ำต้มถั่วแขก ศรัทธามากก็มีสีเหลือง ปัญญามากก็มีสีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์เมื่อว่าโดยเวทนา คือ ความรู้สึกในการเสวยอารมณ์แล้ว ขณะใดมีจิตใจสบาย ขณะนั้นโลหิตที่อยู่ภายในหัวใจก็มีสีแดง ขณะใดจิตใจไม่สบายก็มีสีดำ ขณะที่เฉยๆ ก็มีความใสเหมือนน้ำมันงา ดังนั้น เมื่อทำทิพพจักขุอกิญญาเห็นโลหิตภายในหัวใจแล้วก็อนุมานรู้ได้ไปตามสีของโลหิตนั้น

      ต่อจากนั้นก็มีการอธิษฐานว่า  ขอให้ได้รู้ถึงจิตใจของผู้นั้น แล้วก็เข้าปาทกฌาน เมื่อออกมาปรจิตตวิชานนอภิญญาวิถีก็เกิด มีการรู้จิตใจของผู้นั้นโดยชัดแจ้งเมื่อมีความชำนาญดีแล้ว ก็ไม่ต้องทำทิพพจักขอภิญญาเพื่อดูสีโลหิตอีก คงทำแต่ปรจิตตวิชานนอภิญญาอย่างเดียว

      ๔. ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา 

         "นิวสียึสูติ = นิวาสา" เคยอาศัยอยู่มาแล้ว จะนั้น จึงชื่อว่า "นิวาสะ" 

         "ปุพฺเพ นิวาสาติ = ปุพฺเพนิวาสา" เคยอาศัยอยู่มาแล้วในชาติปางก่อน ฉะนั้น จึงชื่อว่า "ปุพเพนิวาสะ" 

      คำว่า "นิวาสะ" นี้ แม้ว่าจะเป็นชื่อของภูมิโดยตรงก็จริง แต่เมื่อว่าโดยอ้อมแล้ว ขันธ์ ๕ ของตนที่เคยพบเห็นมาและขันธ์ ๕ ของผู้อื่น ตลอดจนถึงชาติ สกุล ทุกข์ สุข เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับขันธ์และพระนิพพานของผู้ที่เข้าถึง เหล่านี้ก็ชื่อว่า นิวาสะ เช่นกัน 

     "ปูพฺเพนิวาสานํ อนุสฺสติ = ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติ" การระลึกถึงภูมิและขันธ์ ๕ เป็นต้น ที่เคยเกิดเคยพบเห็นมาแล้วแต่ในชาติก่อน ฉะนั้น จึงชื่อว่า ปุพเพนิวาสานุสสติ ปุพเพนิวาสะ ที่อภิญญาลากีบุคคลระลึกได้นี้มีอยู่ ๒ อย่าง คือ 

      ๑. อารัมมณปุพเพนิวาสะ ได้แก่ขันธ์ : ชาติ ชื่อ สกุล เป็นต้น ของผู้อื่นในชาติก่อนๆ และพระนิพพานที่ผู้นั้นเข้าถึง 

      ๒. อัชฌาวุตถปุพเพนิวาสะ ได้แก่ขันธ์ : ชาติ ชื่อสกุล เรื่องราวของตนที่เคยเกิดเคยเป็นมาแล้วแต่ในชาติก่อนๆ 

      ดังนั้น ผู้ที่ทำปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา จึงมีการรู้ถึงเรื่อง ๒ ประการนี้ แต่การรู้นี้จะกำหนดรู้ภพชาติได้มากน้อยเท่าใดนั้น ก็แล้วแต่บารมีที่ตนได้สร้างสมมา การระลึกชาติได้นั้น หาใช่เป็นปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญาไม่ เป็นแต่เพียงสัญญาพิเศษที่เกิดจากกุศลที่ตนได้ปรารถนาไว้เท่านั้น

      ๕. ทิพพจักขุอภิญญา 

         "ทิพฺพญฺจ ตํ จกฺขุ จาติ = ทิพฺพจกฺขุ" รูปนี้เป็นไปในเทวโลก พรหมโลกด้วย เป็นจักุประสาทด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่า "ทิพพจักขุ" 

         "ทิพฺพจกฺขุ วิยาติ - ทิพฺพจกฺขุ" อภิญญานี้มีการเห็นเสมือนหนึ่งตาของเทวดาและพรหม ฉะนั้น จึงชื่อว่า "ทิพพจักขุ"

      จักขุประสาทของเทวดาชั้นสูง และ พรหมทั้งหลายนั้น เกิดจากมหากุศลกรรมอันประเสริฐ และรูปกุศลกรรม ทั้งปราศจากสิ่งโสโครก มีเสมหะ ดี เลือด ลม เป็นต้นอย่างใด ๆ รบกวนอีกด้วย ฉะนั้น จักขุประสาทจึงมีความใสสะอาดเป็นพิเศษ สามารถเห็นได้ไกลที่สุด และสิ่งที่เด็กที่สุดได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้ว่ามนุษยภูมิจะตั้งอยู่ห่างไกลจากเทวภูมิ พรหมภูมิมากแต่ เทวดา พรหมทั้งหลายย่อมเห็นได้ ตลอดจนถึงสถานที่ที่ลี้ลับมิดชิด หรือวัตถุที่มีสิ่งปกปิดกำบังอยู่ ส่วนสิ่งที่เล็กที่สุด คือ ปรมาณูนั้น ในขณะที่กำลังนั่งอยู่ก็ดี หรือ ยืน เดิน อยู่ก็ดี รอบๆ ตัวก็ลัวนแต่ปรมาณูทั้งนั้นแต่เรามิอาจแลเห็นได้ คงมีแต่ความสว่างและความมืด เป็นต้น สำหรับ เทวดา พรหมทั้งหลายนั้นเห็นปรมาณูเหล่านี้ได้

      ทิพพจักขอภิญญา สามารถแลเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในระยะไกลและเล็กที่สุดตลอดจนถึงสถานที่ที่ลี้ลับมิดชิด หรือวัตถุที่มีสิ่งปกปิดกำลังไว้ได้เช่นกัน ฉะนั้น จึงกล่าวว่า "ทิพพจกุขุ วิยาติ = ทิพฺพจกุขุ"

      อีกประการหนึ่ง ภายในสิ่งที่มีชีวิต และ ไม่มีชีวิตนั้น ย่อมมีรูปกลาปที่เล็กละเอียดยิ่งไปกว่าปรมาญเกิดอยู่ ในกลาปหนึ่งๆ นั้นมีรูปารมณ์อยู่ด้วย รูปารมณ์ที่มีอยู่ในรูปกลาปหนึ่งๆ นี้ ทิพพจักขุอกิญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่เห็นได้ ทิพพจักขุอกิญญา อื่น ๆ มิอาจที่จะเห็นได้เช่นนั้น คงเห็นแต่รูปารมณ์ที่อยู่ในกลาปอย่างน้อย ๑๐ กว่ากลาปรวมกันเป็นกองอยู่แล้ว

      ส่วนการเห็นด้วยตาธรรมดานั้น คงเห็นแต่รูปารมณ์ของสิ่งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิตที่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นกอง ประกอบด้วยรูปกลาปหลายล้านหลายโกฏิ จนนับไม่ถ้วนภาพต่างๆ ที่ปรากฏในโทรทัศน์นั้น ก็เพราะมีเครื่องรับคอยรวบรวมรูปกลาปหลายล้านหลายโกฏิจนนับไม่ถ้วนให้เป็นกลุ่มเป็นกองขึ้น จึงมีการเห็นได้ ส่วนรูปารมณ์ที่กำลังผ่านมายังไม่เข้าไปในเครื่องรับนั้น มิอาจที่จะเห็นได้ ทั้งนี้ก็เพราะยังมิได้มีการรวบรวมขึ้นนั้นเอง

      อนึ่ง ทิพพจักขุอภิญญาของท่านที่มีบารมีเป็นพิเศษนั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "จุตูปปาตญาณ" (จุติ + อุปปาต + ญาณ) เพราะสามารถแลเห็นสัตว์ทั้งหลายในขณะที่จะตายและในขณะที่เกิดแล้ว

      ๖. ยถากัมมูปคอภิญญา 

         "ยถากมฺมํ อุปคจฺฉตีติ = ยถากมฺมูปคา" สัตว์ทั้งหลายย่อมไปเกิดในกพต่างๆ ตามกรรมของตน ฉะนั้น สัตว์เหล่านั้นจึงชื่อว่ายถากัมมูปคา ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายที่เกิดอยู่ในภพนั้น ๆ ตามอำนาจแห่งกรรม 

       ยถากัมมูปคอภิญญาคือปัญญาที่รู้เห็นกรรมของสัตว์ทั้งหลายที่จัดแจงให้เกิดในภพต่างๆ ตลอดจนถึงสุข ทุกข์ ที่สัตว์เหล่านั้นกำลังได้รับอยู่ การทำอภิญญานี้ถ้าสัตว์นั้นอยู่ห่างไกลต้องทำทิพพจักขุอภิญญาเพื่อเห็นสัตว์นั้นๆ ก่อน แล้วจึงทำยถากัมมูปคอภิญญาทีหลัง สำหรับผู้ที่มีการพบเห็นกันอยู่นั้น คงทำแต่ยถากัมมูปคอภิญญาอย่างเดียว

      ๗. อนาคตังสอภิญญา 

         "อนาคเต ปวตฺโต อํโส = อนาคตํโส" ขันธ์ที่จักเกิดในอนาคต ชื่อว่า อนาคตังสะ ได้แก่ ภพชาติที่จักมีขึ้นในภายหน้า 

      อนาคตังสอภิญญานั้น นอกจากจะรู้ถึงภพชาติของสัตว์ทั้งหลาย และของตนที่จักมีขึ้นในภายหน้าแล้ว ยังรู้ทั่วไปตลอดจนถึง ชาติ ชื่อ สกุล สุข ทุกข์ และการเข้าถึงพระนิพพานของตนและคนอื่นได้อีกด้วย การทำอนาคตังสอภิญญานี้ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันกับยถากัมมูปคอภิญญา คือ ผู้ที่อยู่ห่างไกลมิอาจพบเห็นกันได้ก็ต้องทำทิพพจักขุอภิญญาเสียก่อน แล้วจึงทำนาคตังสอภิญญาทีหลัง ถ้าอยู่ใกล้ได้พบเห็นกันอยู่ก็ไม่ต้องทำทิพพจักขุอภิญญา

-----------//------------- 

[full-post]

 


แสดงการทำอภิญญาต่างๆ

๑. อิทธิวิธอภิญญา 

         การแสดง อธิฏฐานาอิทธิ นั้น เพ่งกสิณแล้วเข้าปาทกฌาน เพื่อปลุกสมาธิที่มีอยู่ให้เข้มแข็ง แล้วออกมาทำการอธิษฐานตามที่ต้องการ เสร็จแล้วกลับเข้าปาทกฌานใหม่ เมื่อออกมา อภิญญาวิถีที่มีปรมัตถ์และบัญญัติเป็นอารมณ์ ตรงกับที่ตนได้อธิษฐานไว้ก็เกิดขึ้น คือ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ มโนทวาราวัชชนะ ปริกรรมอุปจาร อนุโลม โคตรภู อภิญญาชวนะ ๑ ครั้ง ครั้นควังคจิตเกิดต่อไป ฤทธิ์ต่างๆที่ตนประสงค์ก็สำเร็จขึ้น ในขณะเดียวกับที่อภิญญาจิตเกิดนั้นเอง แล้วตั้งอยู่เป็นไปตามที่ได้กำหนดเวลาไว้ เมื่อถึงเวลาก็อันตรธานไปเอง โดยมิต้องทำอภิญญาให้หายไปแต่อย่างใด ถ้ามิได้กำหนดเวลาเอาไว้ ฤทธิ์นั้นก็คงอยู่อย่างนั้น ไม่หายไป เมื่อต้องการให้หายไป ก็ต้องทำอกิญญาใหม่ โดยเข้าปาทกฌาน ออกจากปาทกมานแล้ว ก็ทำการอธิษฐานว่าขอให้ฤทธิ์ที่ตั้งอยู่นี้สูญสิ้นไป แล้วกลับเข้าปาทกฌานอีก เมื่อออกมาอภิญญาวิถีที่มีบัญญัติเป็นอารมณ์ก็เกิดขึ้น คือ ภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ มโนทวาราวัชชนะ ปริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู อภิญญาชวนะ ๑ ครั้ง แล้วภวังคจิตเกิดต่อไป ฤทธิ์ที่ตั้งอยู่ก็อันตรธานไปในขณะเดียวกับที่อภิญญาชวนะเกิดนั้นเอง 

      อธิษฐานาอิทธินี้ ย่อมให้สำเร็จโดยประการต่างๆ คือ ทำตนเอง หรือ คนอื่นเพียงคนเดียวให้เป็นหลายร้อยหลายพันคน แต่ละคน ๆ ก็มีกิริยาอาการต่างๆ กันไปส่วนตนเอง หรือ คนอื่นนั้นคงเป็นอยู่อย่างเดิม การที่จะให้สำเร็จเป็นไปได้โดยประการต่างๆ นั้น ข้อสำคัญอยู่ที่การอธิษฐานของผู้แสดง เพราะอธิษฐานาอิทธินี้กว้างขวางมาก ถ้าต้องการแสดงฤทธิ์อันใด ก็เพ่งกสิณให้ตรงกับเรื่องที่ตนประสงค์ ฤทธิ์ต่างๆก็จักเกิดขึ้นดังเช่น

      ก. ถ้าประสงค์จะดำดินลงไป แล้วโผล่ขึ้นมาจากดินเหมือนกับดำน้ำแล้วโผล่ขึ้นมาจากน้ำ ผู้นั้นจะต้องเพ่งอาโปกสิณแล้วอธิษฐานว่า ให้แผ่นดินนี้จงเป็นน้ำ

      ข. ถ้าประสงค์จะเดินจงกรมภายในกูเขา กำแพง หรือ แผ่นดิน ก็ให้เพ่งอากาสกสิณ แล้วอธิยฐานว่า ขอให้ภายในภูเขา กำแพง หรือ แผ่นดิน จงมีช่องว่าง

      ค. ถ้าประสงค์จะเหาะขึ้นไป และเดินจงกรมในท้องอากาศ เหมือนกับเดินจงกรมบนพื้นดิน ก็เพ่งปถวีกสิณและอธิษฐานว่า ขอให้ท้องอากาศจงเป็นพื้นแผ่นดิน

      ฆ. ถ้าประสงค์จะเหาะขึ้นไปในอากาศเหมือนกับเครื่องบิน ก็เพ่งวาโยกสิณ แล้วอธิษฐานว่า ขอให้ตัวของข้าพเจ้าเหาะไปได้ จงเหาะไปได้เร็ว หรือ ช้านั้นอยู่ที่อธิษฐาน ถ้าต้องการจะไปที่หนึ่งที่ใดให้ถึงโดยเร็วพร้อมกับอภิญญาจิต เหมือนกับการไปของโลหิตดาบส ก็ให้อธิยฐานว่า ขอให้ตัวของข้าพเจ้าเบาเหมือนกับจิต

      ง. ถ้าประสงค์จะให้ผู้อื่นแลเห็นนิรยภูมิ ก็เพ่งอากาสกสิณ แล้วอธิษฐานว่า ขอให้พื้นแผ่นดินนี้จงเป็นอากาศ ถ้าจะให้ผู้อื่นเห็นเทวภูมิ พรหมภูมิ ก็เพ่งอากาสกสิณแล้วอธิษฐานว่า ขอให้สถานที่เหล่านี้จงปรากฏให้แลเห็นได้สำหรับอานุภาพแห่งกสิณ ๑๐ นั้น ได้แสดงไว้แล้วในตอนต้นแห่งปกรณ์นี้การแสดง วิกุพพนาอิทธิ นั้น ตัวของตนเองย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามฤทธิ์ เช่นจะแสดงเป็นพระยานาค ร่างกายของตนก็กลายเป็นพระยานาค จะแสดงเป็นภูเขาร่างกายของตนก็เปลี่ยนแปลงเป็นภูเขาไป ส่วนการเพ่งกสิณ เข้าปาทกฌาน การอธิษฐาน ตลอดจนถึง การเกิดขึ้นของอภิญญาวิถีเหล่านี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เป็นไปทำนองเดียวกันกับการแสดง อธิษฐานาอิทธิ

      การแสดง มโนมยาอิทธิ นั้น ผู้แสดงจะแสดงให้เป็นคนๆ เดียว หรือหลายร้อยหลายพันคนก็ตาม ร่างกายของผู้นั้นคงเป็นปกติอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ดังเช่นการแสดงของท่านจูฬบัณถก แต่การแสดงฤทธิ์ชนิดนี้ผู้แสดงจะต้องอธิยฐาน ๒ ครั้ง ทำอภิญญาก็ ๒ ครั้ง จึงจะสำเร็จ คือ ครั้งแรกเพ่งกสิณเข้าปาทกมาน แล้วออกมาอธิษฐาน ขอให้ภายในร่างกายของตนเป็นช่องอากาศ เสร็จแล้วกลับเข้าปาทกณานอีกออกมาอภิญญาวิถีเกิด สำเร็จเป็นช่องอากาศขึ้นภายในตนในขณะนั้นเอง จากนั้นก็เพ่งกสิณเข้าปาทกฌานอีกเป็นครั้งที่สองแล้วออกมาอธิยฐานขอให้ตนเองมีเป็น ๒ คนหรือ หลายร้อยหลายพันเสร็จแล้วกลับเข้าปาทกฌานอีก ออกมาอภิญญาวิถีเกิดปรากฏเป็นคนขึ้นมีจำนวนดังที่ตนได้อธิษฐานไว้

๒. ทิพพโสตอภิญญา 

         การทำภิญญาแต่ละอย่างๆ นั้น แม้ว่าฌานลาภีบุคคลจะได้อภิญญาก็ตาม หาใช่ว่าทำได้โดยทันทีทันใดไม่ ดังนั้นก่อนที่จะทำจึงต้องฝึกหัดในเรื่องที่เกี่ยวกับอภิญญานั้นๆ เสียก่อน เช่น ก่อนที่จะทำทิพพโสตอภิญญาก็ต้องฝึกหัดฟังเสียงด้วยบริกรรมสมาธิ คือ เพ่งวาโยกสิณ หรือ อากาสกสิณ เข้าปาทกฌาน แล้วออกมาแสวงหาเสียงที่มีอยู่ ณ ที่ต่างๆ ชั้นแรกน้อมใจนึกถึงเสียงของราชสีห์ ช้าง เสือ เหล่านี้ เป็นต้นที่มีอยู่ในป่า ซึ่งเป็นเสียงหยาบในที่ไกลด้วยประสาทหู แล้วก็นึกถึงเสียงละเอียดเป็นชั้นๆ ขึ้นไปโดยลำดับ ตั้งแต่เสียงหยาบๆ มีเสียงระฆังในวัด เสียงกลอง เสียงสังข์ เสียงสวดมนต์ท่องบ่นดังๆ ของภิกษุ สามเณร เสียงคุยกัน เสียงนก เสียงลม เสียงเท้า เสียงน้ำเดือด เสียงใบไม้ที่แห้งกรอบ เสียงมดเป็นต้น ไปในทิศต่างๆ มีทิศตะวันออก ตะวันตก เหนือ ใต้ เบื้องล่าง เบื้องบน แม้ในทิศเล็กทั้ง ๔ ทั้งหยาบ ทั้งละเอียด ด้วยบริกรรมสมาธิประกอบด้วยมหากุศลญาณสัมปยุตต์ เมื่อได้ยินเสียงเหล่านี้ด้วยบริกรรมสมาธิแล้วจึงทำทิพพโสตอภิญญาต่อไปการทำทิพพโสตอภิญญานั้น มีการเพ่งปฏิกาคนิมิตที่เกี่ยวกับวาโยกสิณ หรืออากาสกสิณ แล้วขยายไปตามระยะที่ตนประสงค์จะฟัง ดังนั้น ถ้ามีการขยายปฏิภาคนิมิตให้กว้างออกไปจนจดขอบจักรวาล เบื้องบนจดเทวภูมิ พรหมภูมิ เบื้องต่ำจดนิรยภูมิแล้ว ก็สามารถได้ยินเสียงที่มีอยู่ ณ สถานที่ต่างๆ เหล่านั้นได้ทั้งหมดสับสนปะปนกันไป เมื่อมีความประสงค์จะฟังเฉพาะแต่เสียงใดเสียงหนึ่ง ให้อธิยฐานว่าขอให้ได้ยินเฉพาะแต่เสียงนี้แล้วก็จะได้ยินแต่เสียงที่ต้องการ เช่น ต้องการได้ยินแต่เสียงที่มีอยู่ภายในบริเวณบ้าน มีเสียงมด ไร ปลวก เท่านั้น ก็จักได้ยินเฉพาะดังประสงค์การได้ยินเสียงที่มีอยู่ทั่วๆ ไปทั้งหมดนั้น รู้ความหมายก็มี ไม่รู้ความหมายก็มี ฉะนั้น ถ้าต้องการรู้ความหมายของเสียงใดเสียงหนึ่งโดยชัดแจ้งแล้ว ก็ต้องทำปรจิตตวิชานนอภิญญาเพื่อรู้ถึงจิตใจเจ้าของเสียงนั้นก่อนว่ามีความประสงค์อันใดเมื่อรู้แล้วก็รู้ความหมายของเสียงนั้นฯ ด้วย

๓. ปรจิตตวิชานนอภิญญา 

         การทำปรจิตตวิชานนอภิญญานี้ คือ เพ่งอาโลกกสิณ เข้าปาทกฌาน แล้วออกมาอธิยฐานขอให้รู้ถึงจิตใจของผู้นั้น เสร็จแล้วกลับเข้าปาทกฌานใหม่ ออกมาปรจิตตวิชานนอภิญญาวิถีก็เกิด สามารถรู้จิตใจของบุคคลทั้งหลายได้หมดตลอดจนถึงอรูปพรหม

      เนื้อความการทำปรจิตตวิชานนอภิญญาที่นอกจากนี้ ได้แสดงไว้แล้วในการขยายความโลกียอภิญญา

๔. ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา 

         ก่อนที่จะทำปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญานั้น ได้มีการฝึกหัดนึกทบทวนในการทำ การพูด การคิดต่างๆ ตลอตจนถึงสถานที่ที่ตนอยู่อาศัย โดยการเพ่งกสิณ ๓ มี เตโชกสิณ โอทาตกสิณ อาโลกกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเข้าปาทกฌานเพื่อปลุกสมาธิที่มีอยู่ให้เข้มแข็ง จากนั้นก็ออกมาทำการระลึกถึงกิจการต่างๆ ที่ตนได้กระทำไปทั้งสิ้น ตลอดจนถึงสถานที่ที่อยู่ นับแต่ขณะนั้นเป็นต้นทวนถอยหลังเรื่อยไปโดยลำดับ จนถึงสมัยที่ตนยังอยู่ในครรภ์มารดา แล้วก็กลับน้อมนึกจากสมัยนั้นมาโดยลำดับจนถึงความเป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยความเป็นปฏิโลมอนุโลมด้วยบริกรรมสมาธิที่ประกอบกับมหากุศลญาณสัมปยุตต์ ถ้านึกไม่ได้ก็เข้าปาทกฌานใหม่ แล้วออกมาทำการน้อมนึกไปในทำนองนี้อีก ทำเช่นนี้ จนกว่าจะนึกได้ แล้วจึงจะทำปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญาต่อไป

      การทำปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญานี้ มีการเพ่งปฏิกาคนิมิตที่เกี่ยวกับกสิณ ๓ อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้กล่าวแล้ว โดยขยายให้กว้างแผ่ออกไปจนจดขอบจักรวาล แล้วเข้าปาทกฌานออกมาทำการอธิษฐานขอให้ได้รู้ถึงภพชาติของตนในปางก่อน ตลอดจนถึงความเป็นอยู่นับจากภพที่แล้วเป็นต้น ถอยหลังไปโดยลำดับแล้วกลับเข้าปาทกฌานอีก ออกมาอภิญญาวิถีก็เกิด สำเร็จในการระลึกรู้ได้ดังที่ตนประสงค์ทุกประการ ถ้าอภิญญาวิถีไม่เกิด ก็กลับเข้าปาทกมานอีก แล้วออกมาอธิษฐานใหม่ ทำอยู่อย่างนี้จนอภิญญาวิถีเกิดขึ้น

      ส่วนการที่จะรู้ถึงความเป็นไปของผู้อื่น โดยนับจากภพปัจจุบันถอยหลังเรื่อยไปโดยลำดับ แล้วย้อนกลับมาใหม่จนถึงภพนี้นั้น ก็คงมีการปฏิบัติเช่นเดียวกัน เมื่ออภิญญาวิถีเกิดก็รู้ได้ดังประสงค์ ตลอดจนถึงผู้นั้นได้เข้าสู่พระนิพพานแล้วก็สามารถรู้ได้เช่นกัน แต่การรู้การเข้าสู่พระนิพพนของผู้อื่นนั้น มีพิเศษอยู่ว่า อภิญญาลากีบุคคลต้องเป็นพระอริยะจึง จะรู้ได้

      อนึ่ง การระลึกรู้ถึงภพชาติในอดีตได้นั้น มีการระลึกรู้ได้ไม่เหมือนกัน คือปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญาของพระสมมาสัมพุทธเจ้า ทรงระลึกรู้ได้โดยไม่มีจำกัดทั้ไม่ต้องนึกไปตามลำดับแห่งภพ และไม่ต้องค้นหาต้นและปลายของภพ คือ ปฏิสนธิและ จุติแต่อย่างใด พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายระลึกได้ ๒ อสงไขยแสนมหากัป พระอัครสาวกระลึกได้ ๑ อสงไขยแสนมหากัป ท่านเหล่านี้มิต้องมีการนึกไปโดยลำดับแห่งกพแต่อย่างใด เพียงแต่นึกค้นหาต้นและปลายของภพ คือ ปฏิสนธิ และ จุติเท่านั้น ก็รู้ได้, มหาสาวกทั้งหลายระลึกได้แสนมหากัป ปกติสาวกระลึกได้ระหว่างร้อยถึงพันมหากัป แล้วแต่บารมีที่ได้สร้างสมมา ทั้งสองพวกนี้จะทำการระลึกนึกไปโดยลำดับแห่งภพก็ได้ หรือ จะค้นหาตันและปลายของภพนั้นฯ คือ ปฏิสนธิ และ จุติก็ได้ส่วนพวกเดียรถีย์นั้น ระลึกรู้ได้เพียง ๔๐ มหากัปเท่านั้น และต้องมีการนึกไปโดยลำดับแห่งกพด้วย ต้องค้นหาต้นและปลายของภพนั้น คือ ปฏิสนธิ และ จุติด้วยจึงจะรู้ได้

๕. ทิพพจักขุอภิญญา 

          ก่อนที่จะทำทิพพจักขุอภิญญานั้น ได้มีการฝึกหัดดูเสียก่อนโดยการเพงกสิณที่มีความสว่าง ได้แก่ เตโชกสิณ โอทาตกสิญ อาโลกกสิณอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเข้าปาทกฌาน เพื่อปลุกสมาธิที่มีอยู่ให้เข้มแข็ง เสร็จแล้วออกมาแสวงดูสิ่งต่างๆ ที่ปกปีดกำบังไว้มีอยู่ภายในบริเวณของตนด้วยบริกรรมสมาธิ ถ้ายังไม่เห็นก็เข้าปาทกมานใหม่ แล้วออกมาดูอีก ทำอยู่อย่างนี้จนกว่าจะเห็นได้ เมื่อเห็นได้ด้วยบริกรรมสมาธิแล้วจึงจะทำทิพพจักขุอกิญญาต่อไป กสิณทั้ง ๓ อย่างนี้ท่านอรรถกถาจารย์ ยกย่องอาโลกกสิณว่า ดีที่สุด

      การทำทิพพจักขุอภิญญานั้น มีการเพ่งปฏิภาคนิมิตที่เกี่ยวกับกสิณ ๓ อย่างอย่าง ใดอย่างหนึ่งที่ได้กล่าวแล้วโดยขยายให้กว้างแผ่ออกไปตามสถานที่ต่างๆ มีบ้านเรือน จังหวัด ประเทศ ทวีป จนถึงขอบจักรวาล เทวภูมิ พรหมภูมิ นิรยภูมิเป็นต้น ตามที่ตนประสงค์จะดู แล้วเข้าปาทกฌาน ออกมาทำการอธิษฐานขอให้เห็นสิ่งนั้น ๆ เสร็จแล้วก็เข้าปาทกฌานอีก ออกมาอภิญญาวิถีก็เกิดมีการเห็นสิ่งนั้นๆ ได้ดังที่ตนอธิษฐานไว้ ถ้าอภิญญาวิถีไม่เกิดก็กลับเข้าปาทกฌานอีก แล้วออกมาอธิษฐานใหม่ ทำเช่นนี้จนกว่าอภิญญาวิถีเกิดขึ้น

      เนื้อความต่าง ๆ ที่นอกจากนี้ ได้แสดงไว้แล้วในการขยายความโลกียอภิญญา 

๖.-๗. ยถากัมมูปคอภิญญา และ อนาคตังสอภิญญา 

               อภิญญาทั้งสองนี้กสิณที่ใช้เพ่งนั้นเป็นอย่างเดียวกับทิพพจักขุอภิญญา ส่วนเนื้อความนั้นก็มิได้มีอะไรเป็นพิเศษไปอีก พึงเข้าใจตามความที่ได้แสดงไว้ในการขยายความโลกียอภิญญา


อารมณ์ของอภิญญาต่างๆ

      ๑. อิทธิวิธอภิญญาทั้ง ๓ เกิดขึ้นในอารมณ์ ๗ อย่างได้แก่ กามอารมณ์มหัคคตอารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์ อดีตอารมณ์อนาคตอารมณ์ อัชฌัตตอารมณ์พหิทธอารมณ์

      ๒. ทิพพโสตอภิญญา เกิดขึ้นในอารมณ์  อย่าง ได้แก่ กามอารมณ์ปัจจุบันอารมณ์ อัชฌัตตอารมณ์ พหิทธอารมณ์

      ๓. ปรจิตตวิชานนอภิญญา เกิดขึ้นในอารมณ์ ๘ อย่าง ได้แก่กามอารมณ์ มหัคคตอารมณ์ มัคคอารมณ์ ผลอารมณ์ อดีตอารมณ์ อนาคตอารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์ พหิทธอารมณ์

      ๔. ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา เกิดขึ้นในอารมณ์ ๗ อย่าง ได้แก่ กามอารมณ์ มหัคคตอารมณ์ โลกุตตรอารมณ์ อดีตอารมณ์ อัชฌัตตอารมณ์ พหิทธอารมณ์ บัญญัติอารมณ์

      ๕. ทิพพจักขุอภิญญา เกิดขึ้นในอารมณ์ ๔ อย่าง ได้แก่ กามอารมณ์ ปัจจุบันอารมณ์ อัชฌัตตอารมณ์ พหิทธอารมณ์

      ๖. ยถากัมมูปคอภิญญา เกิดขึ้นในอารมณ์ ๕ อย่าง ได้แก่ กามอารมณ์มหัคคตอามรณ์ อดีตอารมณ์ อัชฌัตตอารมณ์ พหิทธอารมณ์

      ๗. อนาคตังสอภิญญา เกิดขึ้นในอารมณ์ ๔ อย่าง ได้แก่ กามอารมณ์มหัคคตอารมณ์ โลกุตตรอารมณ์ อนาคตอารมณ์ อัชฌัตตอารมณ์ พหิทธอารมณ์บัญญัติอารมณ์

---------////---------

[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

อภิญญา 5 (โลกิยอภิญญา)

   พระโยคาวจรที่พึ่งได้ปัญจมฌาน ควรฝึกวสี 5 และ อาการ 14 เพื่อทำ อภิญญาให้บังเกิดขึ้นเถิด

 วสี 5 เป็นไฉน ?

1.อาวัชชนวสี คือ ความชำนาญในการนึกถึงองค์ฌานได้อย่างรวดเร็วติดต่อกัน ไม่มีความขัดข้องในการนึก เช่น อย่างนี้ คือ เข้าปฐมฌานก่อน เมื่อออกจากปฐมฌานแล้ว ก็มีอาวัชชนจิตเกิดขึ้น ต่อจากภวังค์ที่ดับไปแล้ว ก็นึกถึงวิตกก่อน ชวนะ 4-5 ขณะก็แล่นไป โดยมีวิตกเป็นอารมณ์ ตกภวังค์ไม่เกินเลย 2-3 ขณะ ก็เกิดอาวัชชนจิตนึกถึงวิจารทันที ชวนะ 4-5 ขณะอันมีวิจารเป็นอารมณ์ก็แล่นไป แม้ในคราวที่จะเกิดอาวัชชนะนึกถึงองค์ คือ ปีติ เป็นต้น ก็มีความเป็นอย่างนี้เหมือนกัน

2.สมาบัชชนวสี คือ ความชำนาญในการเข้าฌานได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีความเนิ่นช้าในการเข้า เข้าได้ทันทีที่ต้องการจะเข้า ในลำดับแห่งชวนะที่เป็นไป นั้นเอง

3.อธิฏฐานวสี ความชำนาญยั้งฌานจิตไว้ชั่วขณะหนึ่ง คือชั่วลัดนิ้วมือเดียว หรือ สิบชั่วลัดนิ้วมือ ไมย่อมให้ออกฉับพลันนั้นเอง

4.วุฏฐานวสี คือ ความชำนาญในการออกจากฌานได้ฉับหลัน ตามเวลาที่ประสงค์ ซึ่งเป็นไปก่อนหน้าที่จะเข้า  ไม่มีความเนิ่นช้าในการออกนั้นเอง

5.ปัจจเวกขณวสี คือ ความชำนาญในการพิจารณาองค์ฌาน ก็ในการกล่าวถึง อาวัชชนวสีนั้นเอง ก็เป็นอันกล่าวถึงปัจจเวกขณวสีไปด้วย เพราะการนึกถึงองค์ฌานได้ชัดเจนก็ด้วยการอาศัยการพิจารณาองค์ฌาน ความว่า ปัจจเวกขณวสีย่อมเป็นไปติดตาม อาวัชชนวสีทุกครั้ง เพราะเป็นกิจที่เนื่องกันนั่นแล

อาการ 14 เป็นไฉน ?

1.กสิณานุโลมโต คือ ความคล่องแคล่วการเข้าตามลำดับกสิณ

2.กสิณปฏิโลมโต คือ ความคล่องแคล่วการเข้าตามการย้อนลำดับกสิณ

3.กสิณานุโลมปฏิโลมโต คือ ความคล่องแคล่วการเข้าตามลำดับและตามการย้อนลำดับกสิณ

 4.ฌานุโลมโต  คือ ความคล่องแคล่วการเข้าตามลำดับฌาน

5.ฌานปฏิโลมโต คือ ความคล่องแคล่วการเข้าตามการย้อนลำดับฌาน

6.ฌานานุโลมปฏิโลมโต คือ ความคล่องแคล่วการเข้าตามลำดับ และย้อนลำดับฌาน

7.ฌานุกฺกนฺติกโต คือ ความคล่องแคล่วการเข้า ตามการข้ามฌาน

8.กสิณุกฺกนฺติกโต คือ ความคล่องแคล่วการเข้า ตามการข้ามกสิณ

9.ฌานกสิณุกฺกนฺติกโต คือ ความคล่องแคล่วการเข้าตามการข้ามทั้งฌานและกสิณ

10.องฺคสงฺกนฺติกโต คือ ความคล่องแคล่วการเข้าตามการเลื่อนองค์ฌาน

11.อารมฺมณสงฺกนฺติกโต คือ ความคล่องแคล่วการเข้าตามการเลื่ออารมณ์

12.องฺคารมฺมณสงฺกนฺติกโต คือ ความคล่องแคล่วการเข้าตามการเลื่อนทั้งองค์ฌานและอารมณ์

13.องฺคววฏฺฐาปนโต คือ ความคล่องแคล่วการเข้าตามการกำหนดองค์ฌาน

14.อารมฺมณววฏฺฐาปนโต คืิอ ความคล่องแคล่วการเข้าตามการกำหนดอารมณ์

    ในบรรดาอภิญญา 5 ต้องนึกถึงอารมณ์ที่พึงอธิษฐานเช่นไร?

   1.ในคราวที่ทำบริกรรมเพื่ออิทธิวิธอภิญญา ก็นึกถึงอารมณ์ที่พึงอธิษฐาน(ที่พึงตั้งใจให้สำเร็จ) ที่พึงทำให้เป็นต่างๆกัน เช่น ทำคนเดียวให้เป็น 100 คน เป็นต้น ทำเป็นรูปกุมาร เป็นต้น

   2.ในคราวที่ทำบริกรรมเพื่อทิพโสตอภิญญา ก็นึกถึงอารมณ์ที่พึงอธิษฐาน คือเสียงที่มีความต่างกัน โดยเกี่ยวกับเป็นเสียงหยาบ(เสียงดัง) เสียงละเอียด(เสียงค่อย) เป็นต้น

   3.ในคราวที่ทำบริกรรมเพื่อเจโตปริยญาณอภิญญา(ปรจิตตวิชานนญาณอภิญญา) ก็นึกถึงอารมณ์ที่พึงอธิษฐาน คือจิตอันมีประเภทเป็นราคะเป็นต้น โดยอาศัยสีสันของน้ำเลี้ยงหัวใจเป็นช่องทาง

   4.ในคราวที่ทำบริกรรมเพื่อปุพเพนืวาสานุสติญาณอภิญญา ก็นึกถึงอารมณ์ที่พึงอธิษฐาน คือขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในภพก่อน อันมีประเภทเป็นจุติจิตเป็นต้น ที่เป็นไปแล้วในภพก่อนๆนั้น

   5.ในคราวที่ทำบริกรรมเพื่อทิพจักษุอภิญญา ก็นึกถึงอารมณ์ที่พึงอธิษฐาน คือรูปารมณ์ที่ต้องการเห็น

[right-side]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.