ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๑)
ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๑)
------------------------------
บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง
คนไทยทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติกันทุกเช้า-แต่ไม่รู้ตัว เพราะไม่ได้คิดและไม่มีใครชวนให้คิด
นั่นก็คือ ทำบุญใส่บาตร
เชื่อหรือไม่ ทำบุญใส่บาตรคือทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ
พระมีข้อห้ามอย่างหนึ่งคือ หุงข้าวต้มแกงฉันเองไม่ได้
พระหุงข้าวต้มแกงฉันเองเป็นอาบัติ คือมีความผิด
แต่พระเป็นสิ่งมีชีวิต ต้องกินจึงจะมีชีวิตอยู่ได้
ใส่บาตรให้พระ คือใส่อาหารที่พร้อมกิน
พระเอาอาหารนั้นไปฉันได้เลย ไม่ต้องเอาไปหุงต้มอีก
พระจึงไม่ต้องอาบัติเพราะหุงข้าวต้มแกงฉันเอง
การใส่บาตรจึงเป็นการทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ ด้วยประการฉะนี้
แต่เราไม่ได้คิด ไม่ได้มองกันในมุมนี้ เราจึงไม่รู้ตัวว่าเราทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติกันทุกเช้า
ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราสามารถทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติได้
หญ้าขึ้นรกวัด พระตัดหญ้า
พระตัดหญ้าเป็นการกระทำที่ผิดวินัย พระต้องอาบัติ
ไม่ตัด คนก็ตำหนิว่าพระขี้เกียจ ปล่อยให้วัดรก
ตัด ก็ต้องอาบัติ
พระท่านกลัวคนบ่นว่า ท่านก็ต้องตัด ต้องยอมเป็นอาบัติ
ถ้าชาวบ้านไปช่วยกันตัดหญ้าเสียเอง ไม่ต้องให้พระตัด พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะตัดหญ้า
การเข้าไปตัดหญ้าไม่ให้รกวัดจึงเป็นการทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติอีกอย่างหนึ่ง
อย่างอื่น ๆ ก็ยังมีอีก ถ้าเรารู้วินัยพระก็จะรู้ได้ว่า ชาวบ้านสามารถทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติได้อีกตั้งหลายเรื่อง
น่าเสียดายที่ชาวบ้านไทยไม่ได้คิดเรื่องนี้กัน-เรื่องช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ
มีแต่คนบ่นว่าตำหนิพระ พระทำอย่างนั้นไม่ดี พระทำอย่างนี้ไม่เหมาะ พระทำอย่างนี้เป็นการทำลายศาสนา
แต่เราไม่เคยคิดว่า ทำไมเราไม่ช่วยกันหาวิธีช่วยพระไม่ให้ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้-ที่เราว่าไม่ดีไม่เหมาะ เป็นการทำลายศาสนา
พระที่ทำลายศาสนาก็คือพระที่ละเมิดศีลของพระ
อะไรที่พระทำเองไม่ได้ เพราะเป็นการละเมิดศีล
ถ้าชาวบ้านเข้าไปช่วยทำแทน พระท่านก็ไม่ต้องละเมิดศีล ไม่ต้องทำลายศาสนา
เราผู้ทำสิ่งนั้น ๆ แทนพระก็ได้บุญ
ได้บุญคือการช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ
และได้บุญคือการช่วยพระไม่ให้ทำลายศาสนา
ซึ่งก็คือ-การช่วยกันรักษาพระศาสนาโดยตรงนั่นเอง
..........................
เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่พระทำเองผิดวินัย ต้องอาบัติ และเป็นการทำลายศาสนา ก็คือ การหยิบจับรับเงินเป็นของตน และการเอาเงินไปจับจ่ายซื้อของด้วยตนเอง
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และกระทบใจอย่างยิ่ง-ทั้งกระทบใจพระและกระทบใจชาวบ้าน
ต้องถอยหลังไปตั้งหลักกันไกลหน่อย
..........................
คณะสงฆ์ไทยมีพระสงฆ์ ๒ นิกาย เรียกรู้กันว่า ธรรมยุตกับมหานิกาย
ธรรมยุตเป็นนิกายเกิดใหม่ “ธรรมยุต” แปลว่า ประกอบด้วยธรรม
มหานิกายเป็นพระสงฆ์ที่มีมาแต่เดิม ที่เรียกว่า “มหานิกาย” เพราะเป็นพระสงฆ์ส่วนมาก
พระสงฆ์ธรรมยุตเกิดขึ้นโดยรัชกาลที่ ๔ ในขณะที่ทรงผนวชในรัชกาลที่ ๓
เหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดก็คือเรื่องศีล คือรัชกาลที่ ๔ (ขณะนั้นทรงผนวชอยู่) ทรงเห็นว่าพระในสมัยนั้นละเมิดศีลกันมาก จึงทรงแยกพระองค์ออกมาประพฤติปฏิบัติเคร่งครัดในศีล อันเป็นต้นกำเนิดของพระสงฆ์ธรรมยุต และเป็นที่มาของคำสรุปว่า ธรรมยุตเคร่ง มหานิกายไม่เคร่ง
ชาวบ้านที่นับถือพระธรรมยุตก็อ้างแบบนี้กันทั่วไป-นับถือพระธรรมยุตเพราะพระธรรมยุตเคร่ง
เคร่ง-หมายถึงปฏิบัติตามศีลอย่างเคร่งครัด
อะไรที่ “ห้ามทำ” ก็ไม่ทำเด็ดขาด
อะไรที่ “ต้องทำ” ก็ไม่ปล่อยปละละเลย
ไม่เคร่ง-ก็ตรงกันข้าม
อะไรที่ “ห้ามทำ” ก็ฝ่าฝืน ล่วงละเมิด
อะไรที่ “ต้องทำ” ก็ไม่เอาใจใส่
ตรงนี้ถ้าจับหลักหรือจับจุดถูก ก็จะเข้าใจได้ง่าย
หลักก็คือ-เป้าหมายของพระพุทธศาสนาคือความหลุดพ้น คือไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
เวียนว่ายตายเกิดเป็นเหตุให้ต้องประสบทุกข์
จะเวียนว่ายตายเกิดไปด้วย และไม่ต้องประสบทุกข์ด้วยนั้นผิดธรรมชาติ
วิธีแก้ที่จะไม่ต้องประสบทุกข์มีทางเดียว คือต้องหยุดการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยวิธีอบรมจิตจนบรรลุธรรม
จะบรรลุธรรมได้ต้องใช้ปัญญา
ปัญญาจะเกิดมีขึ้นได้ต้องอาศัยจิตที่ดิ่งนิ่งแน่วแน่ ที่เรียกว่า สมาธิ
จิตจะดิ่งนิ่งแน่วแน่เป็นสมาธิได้ต้องครองชีวิตในทางที่ถูกต้องดีงาม-เพราะการครองชีวิตที่ถูกต้องดีงามคือการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมเกื้อกูลแก่การปฏิบัติสมาธิ
การครองชีวิตที่ถูกต้องดีงามคือการปลีกตนจากการครองชีวิตแบบโลกที่เกิดมาก็ประสบพบเห็นเป็นกันอยู่ทั่วไป-ไปสู่ “วิถีชีวิตสงฆ์” ที่พระพุทธเจ้าทรงจัดตั้งขึ้นหรือทรงบัญญัติไว้
วิถีชีวิตสงฆ์มีพื้นฐานสำคัญอยู่ ๒ ส่วน คือ ส่วนที่ห้ามทำและส่วนที่ต้องทำ เรียกเป็นคำรวมว่า “ศีล”
วิถีชีวิตสงฆ์จึงมีพื้นฐานอยู่บนศีล
รักษาศีลไว้ได้ก็รักษาวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ได้
ศีลคือวิถีชีวิตสงฆ์จะเกื้อกูลให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะเกื้อกูลให้จิตดิ่งนิ่งแน่วแน่เป็นสมาธิ
สมาธิจะเกื้อกูลให้เกิดปัญญา
ปัญญาจะเป็นตัวแทงทะลุให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอันเป็นเป้าหายของพระพุทธศาสนา
ความที่ว่ามานี้ ไม่ได้ว่าเอาเอง แต่ถอดความมาจากพระพุทธพจน์อันมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์
.........................................................
อิติ สีลํ อิติ สมาธิ อิติ ปญฺญา
ศีลมีอยู่ด้วยประการฉะนี้
สมาธิมีอยู่ด้วยประการฉะนี้
ปัญญามีอยู่ด้วยการฉะนี้
สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส
สมาธิอันศีลอบรมแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา
ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก
ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ
จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นด้วยดีโดยแท้จากอาสวะทั้งหลาย
เสยฺยถีทํ กามาสวา ภวาสวา อวิชฺชาสวาติ ฯ
กล่าวคือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ด้วยประการฉะนี้
ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๗๕
.........................................................
จะเห็นได้ว่า ศีลเป็นพื้นฐานของวิถีชีวิตสงฆ์
และวิถีชีวิตสงฆ์เป็นที่ปรากฏตัวของพระพุทธศาสนา
ขอให้ศึกษาสังเกตหลักการครองชีพของชาวพุทธที่เรียกว่า “ไตรสิกขา” -
สำหรับวิถีชาวบ้าน คือ ทาน ศีล ภาวนา
สำหรับวิถีชีวิตสงฆ์ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
วิถีชาวบ้านตั้งพื้นฐานที่ “ทาน” คือการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน
ไม่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันก็อยู่ในวิถีชาวบ้านไม่ได้ อยู่ได้ก็ยาก
วิถีชีวิตสงฆ์ตั้งพื้นฐานที่ “ศีล” คือการไม่ละเมิดหลักพระวินัย
ละเมิดหลักพระวินัยคือละเมิดศีลก็อยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์ไม่ได้ อยู่ได้ก็ไม่สง่างาม
ศีลจึงเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความอยู่รอดของพระศาสนา
และชาวบ้านอย่างเรา ๆ นี่แหละครับมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในความอยู่รอดของพระศาสนา-ชนิดที่คาดไม่ถึง เพราะไม่มีใครเคยคิดในมุมนี้มาก่อน
ผมกำลังชวนคิดครับ
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา
๑๙ มีนาคม ๒๕๖๗
๑๑:๔๖










