แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาบัติ แสดงบทความทั้งหมด



ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๑)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

คนไทยทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติกันทุกเช้า-แต่ไม่รู้ตัว เพราะไม่ได้คิดและไม่มีใครชวนให้คิด

นั่นก็คือ ทำบุญใส่บาตร

เชื่อหรือไม่ ทำบุญใส่บาตรคือทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

พระมีข้อห้ามอย่างหนึ่งคือ หุงข้าวต้มแกงฉันเองไม่ได้

พระหุงข้าวต้มแกงฉันเองเป็นอาบัติ คือมีความผิด

แต่พระเป็นสิ่งมีชีวิต ต้องกินจึงจะมีชีวิตอยู่ได้

ใส่บาตรให้พระ คือใส่อาหารที่พร้อมกิน

พระเอาอาหารนั้นไปฉันได้เลย ไม่ต้องเอาไปหุงต้มอีก

พระจึงไม่ต้องอาบัติเพราะหุงข้าวต้มแกงฉันเอง

การใส่บาตรจึงเป็นการทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ ด้วยประการฉะนี้ 

แต่เราไม่ได้คิด ไม่ได้มองกันในมุมนี้ เราจึงไม่รู้ตัวว่าเราทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติกันทุกเช้า

ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราสามารถทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติได้

หญ้าขึ้นรกวัด พระตัดหญ้า 

พระตัดหญ้าเป็นการกระทำที่ผิดวินัย พระต้องอาบัติ

ไม่ตัด คนก็ตำหนิว่าพระขี้เกียจ ปล่อยให้วัดรก

ตัด ก็ต้องอาบัติ

พระท่านกลัวคนบ่นว่า ท่านก็ต้องตัด ต้องยอมเป็นอาบัติ

ถ้าชาวบ้านไปช่วยกันตัดหญ้าเสียเอง ไม่ต้องให้พระตัด พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะตัดหญ้า

การเข้าไปตัดหญ้าไม่ให้รกวัดจึงเป็นการทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติอีกอย่างหนึ่ง

อย่างอื่น ๆ ก็ยังมีอีก ถ้าเรารู้วินัยพระก็จะรู้ได้ว่า ชาวบ้านสามารถทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติได้อีกตั้งหลายเรื่อง

น่าเสียดายที่ชาวบ้านไทยไม่ได้คิดเรื่องนี้กัน-เรื่องช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

มีแต่คนบ่นว่าตำหนิพระ พระทำอย่างนั้นไม่ดี พระทำอย่างนี้ไม่เหมาะ พระทำอย่างนี้เป็นการทำลายศาสนา

แต่เราไม่เคยคิดว่า ทำไมเราไม่ช่วยกันหาวิธีช่วยพระไม่ให้ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้-ที่เราว่าไม่ดีไม่เหมาะ เป็นการทำลายศาสนา

พระที่ทำลายศาสนาก็คือพระที่ละเมิดศีลของพระ

อะไรที่พระทำเองไม่ได้ เพราะเป็นการละเมิดศีล

ถ้าชาวบ้านเข้าไปช่วยทำแทน พระท่านก็ไม่ต้องละเมิดศีล ไม่ต้องทำลายศาสนา

เราผู้ทำสิ่งนั้น ๆ แทนพระก็ได้บุญ 

ได้บุญคือการช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

และได้บุญคือการช่วยพระไม่ให้ทำลายศาสนา

ซึ่งก็คือ-การช่วยกันรักษาพระศาสนาโดยตรงนั่นเอง

..........................

เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่พระทำเองผิดวินัย ต้องอาบัติ และเป็นการทำลายศาสนา ก็คือ การหยิบจับรับเงินเป็นของตน และการเอาเงินไปจับจ่ายซื้อของด้วยตนเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และกระทบใจอย่างยิ่ง-ทั้งกระทบใจพระและกระทบใจชาวบ้าน

ต้องถอยหลังไปตั้งหลักกันไกลหน่อย

..........................

คณะสงฆ์ไทยมีพระสงฆ์ ๒ นิกาย เรียกรู้กันว่า ธรรมยุตกับมหานิกาย

ธรรมยุตเป็นนิกายเกิดใหม่ “ธรรมยุต” แปลว่า ประกอบด้วยธรรม

มหานิกายเป็นพระสงฆ์ที่มีมาแต่เดิม ที่เรียกว่า “มหานิกาย” เพราะเป็นพระสงฆ์ส่วนมาก

พระสงฆ์ธรรมยุตเกิดขึ้นโดยรัชกาลที่ ๔ ในขณะที่ทรงผนวชในรัชกาลที่ ๓

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดก็คือเรื่องศีล คือรัชกาลที่ ๔ (ขณะนั้นทรงผนวชอยู่) ทรงเห็นว่าพระในสมัยนั้นละเมิดศีลกันมาก จึงทรงแยกพระองค์ออกมาประพฤติปฏิบัติเคร่งครัดในศีล อันเป็นต้นกำเนิดของพระสงฆ์ธรรมยุต และเป็นที่มาของคำสรุปว่า ธรรมยุตเคร่ง มหานิกายไม่เคร่ง 

ชาวบ้านที่นับถือพระธรรมยุตก็อ้างแบบนี้กันทั่วไป-นับถือพระธรรมยุตเพราะพระธรรมยุตเคร่ง

เคร่ง-หมายถึงปฏิบัติตามศีลอย่างเคร่งครัด

อะไรที่ “ห้ามทำ” ก็ไม่ทำเด็ดขาด

อะไรที่ “ต้องทำ” ก็ไม่ปล่อยปละละเลย

ไม่เคร่ง-ก็ตรงกันข้าม

อะไรที่ “ห้ามทำ” ก็ฝ่าฝืน ล่วงละเมิด

อะไรที่ “ต้องทำ” ก็ไม่เอาใจใส่

ตรงนี้ถ้าจับหลักหรือจับจุดถูก ก็จะเข้าใจได้ง่าย

หลักก็คือ-เป้าหมายของพระพุทธศาสนาคือความหลุดพ้น คือไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

เวียนว่ายตายเกิดเป็นเหตุให้ต้องประสบทุกข์

จะเวียนว่ายตายเกิดไปด้วย และไม่ต้องประสบทุกข์ด้วยนั้นผิดธรรมชาติ

วิธีแก้ที่จะไม่ต้องประสบทุกข์มีทางเดียว คือต้องหยุดการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยวิธีอบรมจิตจนบรรลุธรรม

จะบรรลุธรรมได้ต้องใช้ปัญญา

ปัญญาจะเกิดมีขึ้นได้ต้องอาศัยจิตที่ดิ่งนิ่งแน่วแน่ ที่เรียกว่า สมาธิ

จิตจะดิ่งนิ่งแน่วแน่เป็นสมาธิได้ต้องครองชีวิตในทางที่ถูกต้องดีงาม-เพราะการครองชีวิตที่ถูกต้องดีงามคือการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมเกื้อกูลแก่การปฏิบัติสมาธิ

การครองชีวิตที่ถูกต้องดีงามคือการปลีกตนจากการครองชีวิตแบบโลกที่เกิดมาก็ประสบพบเห็นเป็นกันอยู่ทั่วไป-ไปสู่ “วิถีชีวิตสงฆ์” ที่พระพุทธเจ้าทรงจัดตั้งขึ้นหรือทรงบัญญัติไว้

วิถีชีวิตสงฆ์มีพื้นฐานสำคัญอยู่ ๒ ส่วน คือ ส่วนที่ห้ามทำและส่วนที่ต้องทำ เรียกเป็นคำรวมว่า “ศีล”

วิถีชีวิตสงฆ์จึงมีพื้นฐานอยู่บนศีล

รักษาศีลไว้ได้ก็รักษาวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ได้

ศีลคือวิถีชีวิตสงฆ์จะเกื้อกูลให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะเกื้อกูลให้จิตดิ่งนิ่งแน่วแน่เป็นสมาธิ

สมาธิจะเกื้อกูลให้เกิดปัญญา

ปัญญาจะเป็นตัวแทงทะลุให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอันเป็นเป้าหายของพระพุทธศาสนา

ความที่ว่ามานี้ ไม่ได้ว่าเอาเอง แต่ถอดความมาจากพระพุทธพจน์อันมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์

.........................................................

อิติ  สีลํ  อิติ  สมาธิ  อิติ  ปญฺญา  

ศีลมีอยู่ด้วยประการฉะนี้ 

สมาธิมีอยู่ด้วยประการฉะนี้ 

ปัญญามีอยู่ด้วยการฉะนี้

สีลปริภาวิโต  สมาธิ  มหปฺผโล  โหติ  มหานิสํโส

สมาธิอันศีลอบรมแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

สมาธิปริภาวิตา  ปญฺญา  มหปฺผลา  โหติ  มหานิสํสา

ปัญญาอันสมาธิอบรมแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

ปญฺญาปริภาวิตํ  จิตฺตํ  สมฺมเทว  อาสเวหิ  วิมุจฺจติ  

จิตอันปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นด้วยดีโดยแท้จากอาสวะทั้งหลาย 

เสยฺยถีทํ  กามาสวา  ภวาสวา  อวิชฺชาสวาติ  ฯ

กล่าวคือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ด้วยประการฉะนี้

ที่มา: มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๗๕

.........................................................

จะเห็นได้ว่า ศีลเป็นพื้นฐานของวิถีชีวิตสงฆ์ 

และวิถีชีวิตสงฆ์เป็นที่ปรากฏตัวของพระพุทธศาสนา

ขอให้ศึกษาสังเกตหลักการครองชีพของชาวพุทธที่เรียกว่า “ไตรสิกขา” -

สำหรับวิถีชาวบ้าน คือ ทาน ศีล ภาวนา

สำหรับวิถีชีวิตสงฆ์ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

วิถีชาวบ้านตั้งพื้นฐานที่ “ทาน” คือการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน 

ไม่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันก็อยู่ในวิถีชาวบ้านไม่ได้ อยู่ได้ก็ยาก

วิถีชีวิตสงฆ์ตั้งพื้นฐานที่ “ศีล” คือการไม่ละเมิดหลักพระวินัย

ละเมิดหลักพระวินัยคือละเมิดศีลก็อยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์ไม่ได้ อยู่ได้ก็ไม่สง่างาม

ศีลจึงเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความอยู่รอดของพระศาสนา

และชาวบ้านอย่างเรา ๆ นี่แหละครับมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในความอยู่รอดของพระศาสนา-ชนิดที่คาดไม่ถึง เพราะไม่มีใครเคยคิดในมุมนี้มาก่อน

ผมกำลังชวนคิดครับ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๙ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๑:๔๖


[full-post]

 


ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๒)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

จะทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ ควรรู้จัก “อาบัติ” ของพระไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น

“อาบัติ” หมายถึง ความผิด หรือโทษ อันเกิดจากการที่พระละเมิดศีล มีทั้งหมด ๗ ลักษณะ ในวงการพระนิยมเรียกกันว่า อาบัติ ๗ กอง มีชื่อและความหมายตามลักษณะความผิดดังต่อไปนี้ (เพื่อเข้าใจง่าย ขอแปลแบบถอดความกำกับไว้ด้วย) 

.........................................................

(๑) ปาราชิก = “แพ้ไล่ออก” 

(๒) สังฆาทิเสส (สัง-คา-ทิ-เสด) = “ต้องให้สงฆ์สั่งสอน” 

(๓) ถุลลัจจัย (ถุน-ลัด-ไจ) = “เลวอย่างหยาบ”

(๔) ปาจิตตีย์ (ปา-จิด-ตี) = “ทำดีตกแตก”

(๕) ปาฏิเทสนียะ (ปา-ติ-เท-สะ-นี-ยะ) = “รับสารภาพ”

(๖) ทุกกฏ (ทุก-กด) = “มารยาททราม”

(๗) ทุพภาสิต (ทุบ-พา-สิด) = “ปากเสีย”

.........................................................

มาตรการลงโทษกำหนดไว้ดังนี้ (ตัวเลขในวงเล็บคืออาบัติ)

- ขาดจากความเป็นพระทันทีที่ทำผิดสำเร็จ (๑)

- ที่ประชุมสงฆ์ลงโทษตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด (๒)

- เปิดเผยความผิดต่อหน้าเพื่อนภิกษุด้วยกัน เรียกว่า “ปลงอาบัติ” (๓-๗)

อนึ่ง เฉพาะอาบัติปาจิตตีย์ ยังแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ -

๑ มีของกลางประกอบการทำผิด เรียกว่า “นิสสัคคียปาจิตตีย์” (นิด-สัก-คี-ยะ-ปา-จิด-ตี) = ปาจิตตีย์มีของกลางที่ต้องสละ

๒ ทำผิดล้วน ๆ ไม่มีของกลาง เรียกว่า “สุทธิกปาจิตตีย์” (สุด-ทิ-กะ-ปา-จิด-ตี) = ปาจิตตีย์ปลอดของกลาง

กรณีมีของกลาง ต้องดำเนินการกำจัดของกลางให้พ้นไปจากการครอบครองเสียก่อนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด จึงจะปลงอาบัติได้

..........................

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกเรื่องอาบัติไว้ชัดเจนดี ขอยกมาเสริมความรู้ดังนี้ -

.........................................................

อาบัติ : (คำนาม) โทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทหรือข้อห้ามแห่งภิกษุ มี ๗ อย่าง คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาษิต 

มีโทษ ๓ สถาน คือ 

๑. โทษสถานหนัก เรียกว่า ครุโทษ หรือ มหันตโทษ ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติขาดจากความเป็นภิกษุ ได้แก่ อาบัติปาราชิก ซึ่งเรียกว่า ครุกาบัติ 

๒. โทษสถานกลาง เรียกว่า มัชฌิมโทษ ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติต้องอยู่กรรมก่อนจึงจะพ้นโทษ ได้แก่ อาบัติสังฆาทิเสส 

และ ๓. โทษสถานเบา เรียกว่า ลหุโทษ ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติที่ตํ่ากว่าอาบัติสังฆาทิเสสต้องปลงอาบัติ คือ บอกอาบัติของตนแก่ภิกษุด้วยกัน ได้แก่ อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ และทุพภาษิต ซึ่งเรียกว่า ลหุกาบัติ. (ป., ส. อาปตฺติ).

.........................................................

สรุปความหมายอย่างง่าย ๆ เป็นพื้นฐานของการหาความรู้ต่อไปว่า -

๑ “อาบัติ” คือ ความผิดของพระที่เกิดจากการละเมิดศีล 

๒ พระที่ทำผิดเช่นนั้น เรียกว่า “ต้องอาบัติ” 

๓ กิริยาที่กระทำเพื่อให้พ้นโทษตามกระบวนการทางพระธรรมวินัย เรียกว่า “ปลงอาบัติ” 

..........................

รู้จักอาบัติแล้ว ต่อไปก็ทำความรู้จักกับ “ศีล” ของพระ

ศีลของพระมี ๒ ส่วน ศัพท์วิชาการเรียกว่า “อาทิพรหมจริยกาสิกขา” หรือ “อาทิพรหมจรรย์” ส่วนหนึ่ง และ “อภิสมาจาริกาสิกขา” หรือ “อภิสมาจาร” อีกส่วนหนึ่ง

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต อธิบายไว้ดังนี้ - 

.........................................................

อาทิพรหมจริยกาสิกขา : หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายบทบัญญัติหรือข้อปฏิบัติเบื้องต้นของพรหมจรรย์ สำหรับป้องกันความประพฤติเสียหาย, ข้อศึกษาที่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ หมายถึง สิกขาบท ๒๒๗ ที่มาในพระปาฏิโมกข์.

อภิสมาจาริกาสิกขา : หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายขนบธรรมเนียมที่จะชักนำความประพฤติ ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ให้ดีงามมีคุณยิ่งขึ้นไป, สิกขาฝ่ายอภิสมาจาร.

.........................................................

หรืออาจจำไว้ง่าย ๆ ว่า -

อาทิพรหมจรรย์ คือ ศีล ๒๒๗ ข้อ 

อภิสมาจาร คือ กิริยามารยาทและแบบธรรมเนียมต่าง ๆ 

ทั้งสองส่วนนี้บรรพชิตในพระพุทธศาสนาต้องประพฤติปฏิบัติด้วยความเอาใจใส่อย่างยิ่ง

“อาทิพรหมจรรย์” คือ ศีล ๒๒๗ ข้อนั้น เป็นบันไดขั้นต้นแห่งการก้าวขึ้นสู่เพศบรรพชิตหรือวิถีชีวิตสงฆ์ ถ้าก้าวไม่พ้น คือปฏิบัติไม่ได้ ก็เท่ากับขึ้นสู่เพศบรรพชิตไม่ได้นั่นเอง

ส่วน “อภิสมาจาร” เป็นกิริยามารยาทและขนบธรรมเนียมเพื่อความประพฤติดีงามยิ่งขึ้นไปของบรรพชิต และเพื่อความเรียบร้อยงดงามแห่งสงฆ์ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาเลื่อมใสยิ่ง ๆ ขึ้นไปของผู้พบเห็น เป็นส่วนที่อาจศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมในภายหลังไปได้เรื่อย ๆ

ภิกษุผู้ประพฤติสำรวมในศีล ๒๒๗ ข้อไม่ขาดตกบกพร่อง แม้บางเวลากิริยาวาจาจะรุ่มร่ามไปบ้าง ก็ยังนับว่าเป็นผู้งามแท้ในศีล

ตรงข้ามกับภิกษุที่ศีล ๒๒๗ ขาดรุ่งริ่ง แม้จะแต่งกิริยาวาจาให้เรียบร้อยอย่างไร ที่จะนับว่างามแท้นั้นหามิได้เลย

“อาทิพรหมจรรย์” เหมือนอาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาด

“อภิสมาจาร” เหมือนประแป้งแต่งตัวให้สวยงาม

อาบน้ำให้เนื้อตัวสะอาดอยู่เสมอ แม้จะยังไม่ได้ประแป้งแต่งตัว ก็ควรแก่การชื่นชมยินดีได้ 

แต่ถ้าเนื้อตัวเหม็นสาบสกปรก ถึงจะประแป้งแต่งตัวให้สวยงามอย่างไร ก็ไม่เป็นที่พึงปรารถนา

ตอนหน้า เจาะลึกเรื่องการรับเงิน-ใช้เงิน

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๙ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๗:๐๑

[full-post]



ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๓)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

คราวนี้ก็มาเจาะลึกเฉพาะเรื่องรับเงินใช้เงิน

ในจำนวนศีล ๒๒๗ ข้อของภิกษุ มีอยู่ข้อหนึ่งบัญญัติไว้ว่า -

.........................................................

โย  ปน  ภิกฺขุ  ชาตรูปรชตํ  อุคฺคเณฺหยฺย  วา  

อุคฺคณฺหาเปยฺย  วา  

อุปนิกฺขิตฺตํ  วา  สาทิเยยฺย  

นิสฺสคฺคิยํ  ปาจิตฺติยํ.

แปลว่า -

อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทองและเงิน 

หรือยินดีทองและเงินอันเขาเก็บไว้ให้, 

ภิกษุนั้นต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์.

ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ นิสสัคคียกัณฑ์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘ 

พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๑๐๕ หน้า ๙๐

.........................................................

https://84000.org/tipitaka/read/?2/105

.........................................................

ศีลข้อนี้เป็นที่รู้กันในหมู่ชาวพุทธว่า พระรับเงินไม่ได้

เรื่องพระกับเงิน หรือ money นี้ ควรทราบข้อห้ามให้ครบประเด็นและถูกประเด็น คือ ห้ามรับ ห้ามจับ ห้ามใช้ 

๑ ห้ามรับ คือรับเอามาครอบครองเป็นเจ้าของ (receive as owner) จะรับด้วยวิธียื่นมือไปรับหรือหยิบเอา หรือโดยวิธีให้ผู้ถวายใส่ในบาตร ใส่ในย่าม หรือโอนเข้าบัญชี อยู่ในความหมายนี้ทั้งสิ้น 

๒ ห้ามจับ คือใช้ร่างกายสัมผัส (catch) ในฐานะเป็นสิ่งที่พระไม่ควรจับต้อง 

ตรงนี้ขออนุญาตขยายความเพื่อเป็นความรู้

สิ่งที่พระไม่ควรจับต้อง ภาษาพระวินัยเรียกว่า “วัตถุอนามาส” 

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ขยายความคำว่า “วัตถุอนามาส” ไว้ว่า -

.........................................................

อนามาส : วัตถุอันภิกษุไม่ควรจับต้อง เช่น ร่างกายและเครื่องแต่งกายสตรี เงินทอง อาวุธ เป็นต้น.

.........................................................

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ห้ามพระจับต้องไม่ได้มีแต่เงินทอง (silver, gold > money) อย่างที่หลายคนมักจะเข้าใจแบบนี้เท่านั้น

คำว่า “ร่างกายและเครื่องแต่งกายสตรี เงินทอง อาวุธ เป็นต้น” แสดงว่า วัตถุอนามาสยังมีอีกมาก ซึ่งอาจจะชวนให้สงสัยว่า-ถ้าไม่แจงเป็นรายการไว้ จะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรบ้างเป็นวัตถุอนามาส อะไรไม่ใช่วัตถุอนามาส

หลักปฏิบัติก็คือ อะไรก็ตามที่ชีวิตประจำวันของพระไม่มีความจำเป็นจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็อย่าไปจับต้องเข้าโดยไม่จำเป็น-เท่านี้ก็ปลอดภัย

เคยมีผู้แสดงความเห็นว่า ศีล ๒๒๗ ข้อ มีข้อหนึ่งบัญญัติว่า “ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส” ศีลข้อนี้เงื่อนไขอยู่ที่ “มีความกำหนัด” เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความกำหนัด พระสามารถจับต้องกายหญิงได้ ไม่เป็นอาบัติ

ดังนี้ จะเห็นได้ว่า เป็นการแสดงความเห็นที่ไม่รอบคอบ ทั้งนี้เพราะ-จะมีความกำหนัดหรือไม่มีความกำหนัด ร่างกายสตรีก็เป็นสิ่งที่ห้ามพระจับต้องอยู่นั่นเอง

ทำไมร่างกายสตรีท่านจึงจัดเป็นวัตถุอนามาส?

ก็เพราะการสัมผัสตัวเพศตรงข้ามถือว่าเป็น "บุรพภาค" แห่งการมีสัมพันธ์ทางเพศ ซึ่ง-อย่าว่าแต่นักบวชเท่านั้นที่จะต้องสำรวมระวัง-แม้สุภาพชนทั่วไปเขาก็ยังถือเป็นมารยาทที่จะไม่ทำโดยไม่จำเป็น 

๓ ห้ามใช้ คือจับจ่ายซื้อขาย (buying & selling) คำบาลีว่า “กยวิกฺกย” แปลว่า การซื้อและการขาย 

กย = ซื้อ: เอาเงินตราแลกกับสิ่งของ > ให้เงินเขาไป เอาของเขามา

วิกฺกย = ขาย: เอาสิ่งของแลกกับเงินตรา > ให้ของเขาไป เอาเงินเขามา

ห้ามพระทำเช่นนี้ เป็นศีลข้อหนึ่งใน ๒๒๗ ข้อ พระไปทำเข้าเป็นการละเมิดศีล

..........................

ที่ว่ามานั้นเป็นข้อห้ามตามพระวินัยคือศีลของพระ

แต่ตามข้อเท็จจริง พระก็ละเมิดศีลข้อนี้กันอยู่ทั่วไป

เมื่อรัชกาลที่ ๔ ตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตขึ้นมา และคณะสงฆ์ธรรมยุตปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด เรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านรู้กันและพูดกันทั่วไป-แม้จนทุกวันนี้-ก็คือ

พระมหานิกายจับเงิน

พระธรรมยุตไม่จับเงิน

ตรงนี้คือที่ผมว่า-ควรทราบข้อห้ามให้ครบประเด็นและถูกประเด็น

เมื่อใช้คำว่า “จับ” ก็ชวนให้เข้าใจไปว่า กำลังพูดถึงเฉพาะกรณี catch เท่านั้น แต่เรื่องเกี่ยวกับเงิน (money) ไม่ใช่ห้ามเฉพาะกรณี catch หากแต่ทั้ง receive ทั้ง catch ทั้ง buying & selling ห้ามหมดทั้งนั้น จึงต้องมองภาพให้ครบประเด็น

..........................

คราวนี้ก็มาถึงเรื่องสำคัญที่กระทบใจอย่างยิ่ง-ทั้งกระทบใจพระและกระทบใจชาวบ้าน นั่นก็คือ พระก็จำเป็นต้องใช้เงิน 

เมื่อห้ามรับ ห้ามจับ ห้ามใช้ อย่างนี้ จะให้พระทำอย่างไร จะให้พระอยู่ได้อย่างไร

ผมเคยถูกพระท่านพูดเสียงเข้มใส่หน้า ๒ เรื่อง

.........................................................

เรื่องแรก: สมัยนี้ถ้าไม่ให้พระใช้เงิน ก็บวชอยู่ไม่ได้นะจะบอกให้ รู้ไว้ด้วย

เรื่องที่สอง: โยมช่วยมาเป็นคนรับเงินจ่ายเงินแทนอาตมาให้หน่อยสิ รู้ดีนักนี่

.........................................................

แล้วผมทำยังไง?

ก็ได้แต่นิ่งสิขอรับ

พระท่านพูดก็ถูกของท่าน จะไปว่าอะไรท่านได้

ปากนิ่ง แต่ใจคิดหาทางหาวิธี-จะช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติเรื่องเงินนี่อย่างไรดีหนอ

..........................

พระก็จำเป็นต้องใช้เงิน-เรื่องนี้คนเก่าเขารู้กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จึงมีการถวายเงินให้พระกันตลอดมา ทำบุญงานอะไรก็ตาม นิมนต์พระไปก็ถวายเงินให้พระกันทุกงาน

แต่คนเก่าเขารู้วิธีที่จะช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติในเบื้องต้น นั่นคือเขาถวายเงินด้วยวิธีปวารณา

ผมแน่ใจว่า ญาติมิตรที่กำลังอ่านเรื่องนี้-ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ไม่รู้จักแล้วว่า วิธีปวารณาคืออย่างไร

เผลอ ๆ พอดีพอร้าย แม้แต่พระเณรรุ่นใหม่ก็จะไม่รู้จักด้วยว่า ปวารณาคืออะไร-ขออนุญาตพูดให้กระทบใจไว้ตรงนี้ด้วยเลย

เพราะฉะนั้น ขออนุญาตคุยกันถึงเรื่องปวารณาเล็กน้อย

..........................

ชาวบ้านที่มีศรัทธาปรารถนาจะถวายเงินให้พระเพื่อใช้จัดซื้อจัดหาของฉันของใช้ที่จำเป็น (ก็บอกแล้ว-ถ้าไม่ให้พระใช้เงิน ก็บวชอยู่ไม่ได้นะจะบอกให้ รู้ไว้ด้วย!) เขารู้วินัยพระว่าพระรับเงินไม่ได้ ผิดศีล ต้องอาบัติ จึงใช้วิธีมอบเงินนั้นให้แก่ไวยาวัจกรผู้ทำหน้าที่รับ-จ่ายเงินแทนพระ แล้วบอกกล่าวแก่พระผู้รับถวายให้ทราบไว้ 

การทำอย่างนี้ เรียกว่า “ปวารณา” 

การปวารณานั้น จะใช้วิธีบอกกล่าวด้วยวาจาก็ได้ บอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ กรณีที่บอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร เรียกใบบอกกล่าวนั้นว่า “ปวารณาบัตร” หรือ “ใบปวารณา” 

ข้อความบอกกล่าวที่มีใจความครบถ้วนตามมาตรฐาน เป็นดังนี้ -

.........................................................

เจ้าภาพ (จะระบุนามด้วยก็ได้) ขอถวายปัจจัยเป็นมูลค่า (เท่านั้น ๆ) แด่พระคุณเจ้า (เช่น ถวายประธานสงฆ์เป็นมูลค่าเท่านี้ ถวายพระอันดับรูปละเท่านี้) ได้มอบไว้แก่ไวยาวัจกรแล้ว พระคุณเจ้าประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใดอันสมควรแก่สมณบริโภค ขอได้โปรดเรียกร้องจากไวยาวัจกรนั้น เทอญ

.........................................................

ถ้าปวารณาเป็นหนังสือก็ถวายใบปวารณานี้แก่พระ ส่วนตัวเงินมอบให้ไวยาวัจกรเก็บรักษา

เมื่อถวายอย่างนี้ พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะรับเงิน

นี่คือวิธีถวายเงินให้พระอย่างถูกต้อง-ที่คนเก่าเขาทำกันมา

สมัยก่อน ตอนท้ายพิธี ถวายเครื่องไทยธรรมแล้ว ก่อนพระอนุโมทนายะถาสัพพี พิธีกรจะกล่าวคำปวารณา

ถ้าเผลอหรือลืม พระท่านก็จะเตือน “ปวารณาก่อน โยม!”

แต่ทุกวันนี้-ตามที่ผมสังเกต-ไม่มีใครทำกันแล้ว

ใช้วิธีเอาเงินใส่ซองประเคนพระไปดื้อ ๆ

พระก็รับซื่อ ๆ

พิธีกรสมัยใหม่ไม่ปวารณา เพราะไม่รู้วิธี

พระก็ไม่เตือน เพราะไม่รู้วิธีเหมือนกัน

..........................

ปวารณากับพระแล้ว 

มอบตัวเงินให้ไวยาวัจกรแล้ว

พระไม่ต้องอาบัติเพราะรับเงิน

ทีนี้ พอจะเอาเงินไปซื้อของฉันของใช้ที่จำเป็น ทำยังไง?

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๐ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๘:๒๗

[full-post]



ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๔)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

ชาวบ้านถวายเงินให้พระโดยวิธีปวารณาคือบอกกล่าวให้พระทราบว่า ขอถวายปัจจัยเป็นจำนวนเท่านี้ ๆ แต่ตัวเงินอยู่ที่ไวยาวัจกร

ถวายเงินด้วยวิธีเช่นนี้ พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะรับเงิน

ครั้นเมื่อถึงคราวจำเป็นต้องการของฉันของใช้อันสมควรแก่สมณบริโภค พระก็บอกแก่ไวยาวัจกร 

ไวยาวัจกรก็ไปดำเนินการจัดซื้อจัดหาของฉันของใช้ที่พระต้องการ-และที่สำคัญต้องเป็นของที่สมควรแก่สมณบริโภคเท่านั้น-ตามวงเงินที่พระรูปนั้นมีสิทธิ์ใช้ตามที่โยมปวารณามอบไว้

เมื่อจัดซื้อจัดหาด้วยวิธีเช่นนี้ พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะซื้อขายอันเป็นศีลอีกข้อหนึ่งที่มีพุทธบัญญัติห้ามไว้

นี่คือวิธีรับเงิน-ใช้เงินตามวิถีชีวิตสงฆ์

จะเห็นได้ว่า ไม่ต้องรับตัวเงินตรง ๆ พระก็มีวิธีรับเงินได้โดยไม่ต้องละเมิดศีล

ไม่ต้องกำเงินไปซื้อของฉันของใช้อันสมควรแก่สมณบริโภคตรง ๆ พระก็มีวิธีซื้อของได้โดยไม่ต้องละเมิดศีล

นั่นคือ รับเงิน-ใช้เงินผ่านไวยาวัจกร

ง่าย ๆ

แต่ยากมาก-โดยเฉพาะในโลกคือสังคมไทยปัจจุบันวันนี้ด้วยแล้ว-ยากที่สุดในโลก

นั่นคือ-เราจะไปหาไวยาวัจกรมาจากไหน?

ปัญหานี้คือหลุมดำขนาดมหึมาที่ขวางหน้าพระภิกษุสามเณรในคณะสงฆ์ไทย ทั้งในเมืองไทยและทุกแห่งทั่วโลก

..........................

ไวยาวัจกรคือใคร?

คำว่า “ไวยาวัจกร” แปลว่า “ผู้ทำการขวนขวายช่วยเหลือ” หมายถึง ผู้ทำกิจธุระแทนสงฆ์, ผู้ช่วยขวนขวายทำกิจธุระของสงฆ์, ผู้ช่วยเหลือรับใช้พระ

ในทางปฏิบัติ “ไวยาวัจกร” คือผู้ทำหน้าที่ช่วยเหลือพระและวัดในกิจทั่วไป ไม่ได้เจาะจงเฉพาะเรื่องการเงิน หากแต่ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะในยามปกติหรือในคราวที่มีพิธีหรือการจัดงานใด ๆ ก็ตาม

แต่ทุกวันนี้ “ไวยาวัจกร” ถูกกฎหมายยึดเอาไปเป็น “เจ้าหน้าที่ของทางราชการ” ไปเสียแล้ว พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า -

.........................................................

ไวยาวัจกร : (คำนาม) คฤหัสถ์ผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัตและมีอํานาจหน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ. (ป. เวยฺยาวจฺจกร).

.........................................................

จะเห็นได้ว่า ไวยาวัจกรตามกฎหมายทำหน้าที่เพียง ๒ อย่าง คือ -

๑ เบิกจ่ายนิตยภัต

๒ ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัด

.........................................................

“นิตยภัต” หมายถึง เงินที่ทางราชการจัดถวายพระภิกษุที่มีตำแหน่งหน้าที่ในคณะสงฆ์ตามที่มีกฎหมายหรือระเบียบกำหนดไว้

.........................................................

จะให้ไวยาวัจกรมาคอยรับเงินที่มีผู้ถวายแทนพระ และให้ไปจับจ่ายซื้อของฉันของใช้ที่พระต้องการแทนพระ ไม่ได้อีกแล้ว 

ตัวไวยาวัจกรนั่นเองจะวางมาดทันที - “ไม่ใช่หน้าที่”

........................

คนที่เรียกว่า “ไวยาวัจกร” นั้น มีมาตั้งสมัยพุทธกาล เป็นบุคคลที่สำคัญมาก พระวินัยให้สิทธิ์ “กินก่อนพระ” ได้ เทียบเท่ากับพ่อแม่พระนั่นเลย 

เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไปไม่รู้ ผมว่า-แม้แต่ตัวผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นไวยาวัจกรตามวัดต่าง ๆ ก็ไม่รู้!-ขอพูดให้กระทบใจไว้อีกเรื่องหนึ่ง

อาหารที่ภิกษุไปบิณฑบาตได้มาและยังไม่ได้ฉัน เรียกเป็นศัพท์วิชาการว่า “อนามัฏฐบิณฑบาต” (อะ-นา-มัด-ถะ-บิน-ดะ-บาด) แปลว่า “บิณฑบาตที่ยังมิได้แตะต้อง”

อาหารบิณฑบาตที่ยังมิได้แตะต้องนั้น จะหยิบยื่นให้ฆราวาสกินก่อนมิได้ ผิดพระวินัย ถือว่าเป็นการทำศรัทธาไทยให้ตกไป 

“ศรัทธาไทย” คือของที่เขาถวายด้วยศรัทธา

ทำศรัทธาไทยให้ตกไป คือทำของที่เขาถวายด้วยศรัทธาให้เสียหาย คือเสียความตั้งใจที่ถวายเพื่อให้ภิกษุฉัน แต่กลับเอาไปให้ผู้อื่นกินก่อน 

แต่ทั้งนี้ยกเว้นบุคคล ๖ จำพวก ที่มีพุทธานุญาตให้กินอาหารที่ภิกษุไปบิณฑบาตได้มาและยังไม่ได้ฉันก่อนได้ 

.........................................................

บุคคล ๖ จำพวก มีดังนี้ -

(๑) บิดามารดาของของภิกษุรูปนั้น

(๒) คนที่ปฏิบัติดูแลบิดามารดาของภิกษุรูปนั้น นี่แสดงว่าภิกษุเลี้ยงพ่อแม่ กิจอะไรที่ทำให้พ่อแม่ด้วยตัวเองไม่ได้เพราะผิดวินัย เช่นจับต้องตัวแม่ ก็สามารถมอบหมายให้คนอื่นทำแทนได้ และคนที่ทำแทนนั้นพระวินัยให้สิทธิ์เสมอกับพ่อแม่

(๓) ไวยาวัจกร คือคนที่พระมอบหมายให้ทำงานบางอย่างแทนพระ หรือผู้ที่อยู่รับใช้ทำกิจของวัด

(๔) คนเตรียมบวชที่มาอยู่ในวัด ซึ่งกำลังฝึกหัดกิริยามารยาทหรือวัตรปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อเตรียมที่จะเป็นพระ ภาษาพระวินัยเรียกว่า “บัณฑุปลาส” ภาษาชาวบ้านไทยเรียกว่า “นาค”

(๕) คนร้ายที่บุกเข้ามาในวัด ซึ่งอาจทำอันตรายแก่พระ หรือทำเหตุเสียหายให้แก่วัดได้ เรียกเป็นศัพท์ว่า “ทามริก” (ทา-มะ-ริก)

(๖) เจ้านายหรือผู้ปกครองบ้านเมืองซึ่งผ่านเข้ามา และเป็นบุคคลที่อาจสนับสนุนหรือทำลายพระศาสนาได้ ในคัมภีร์ใช้คำว่า “อิสรชน” 

บุคคล ๖ จำพวกนี้ ภิกษุเอาอาหารบิณฑบาตที่ตนยังไม่ได้ฉันให้กินก่อนได้ ไม่ผิดวินัย ไม่นับว่าเป็นการทำศรัทธาไทยให้ตกไป

.........................................................

ศึกษาเรื่องนี้ได้จากคัมภีร์สมันตปาสาทิกา ภาค ๑ ตติยปาราชิกวัณณนา

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=1&i=203

.........................................................

เพราะไวยาวัจกรทำงานรับใช้พระ ช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติในหลาย ๆ เรื่อง เป็นบุคคลที่มีอุปการคุณแก่พระเป็นอันมาก ท่านจึงอนุญาตให้กินก่อนพระได้

แต่กฎหมายไทยมากำหนดหน้าที่ของไวยาวัจกรไว้แค่เบิกจ่ายนิตยภัตและดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัด ไม่มีหน้าที่รับใช้พระเหมือนกับที่ไวยาวัจกรเคยทำมาแต่ครั้งพุทธกาล 

คู่ควรแล้วหรือกับสิทธิที่กินก่อนพระได้?

แล้วจะทำอย่างไร?

ก็ต้องปล่อยไป ลืมไวยาวัจกรไปเสีย กฎหมายไทยกำหนดให้เขาอยู่คนละโลกกับการรับใช้พระไปแล้ว

แต่ก็ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบหรือค่านิยมใด ๆ ที่ห้ามไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปรับใช้พระหรือรับใช้วัด 

เพราะฉะนั้น ชาวบ้านก็ยังสามารถเข้าไปรับใช้พระหรือรับใช้วัดได้เหมือนกับที่เคยทำกันมาในอดีต

เพียงแต่อย่าไป (บังอาจ) เรียกว่า “ไวยาวัจกร” เข้าก็แล้วกัน

นอกจากคำว่า “ไวยาวัจกร” แล้ว ยังมีคำอื่นที่ใช้เรียกคนที่รับใช้พระหรือรับใช้วัดได้อีก เช่น -

(๑) “กัปปิยการก” แปลว่า “ผู้ทำให้ถูกต้องเหมาะสม” หมายความว่า ผู้เข้ามาช่วยพระให้ทำถูกต้องตามพระวินัย คือไม่ละเมิดศีล และเหมาะสมแก่วิถีชีวิตสงฆ์

พระกำเงินไปซื้อของเอง ผิดพระวินัย ละเมิดศีล

กัปปิยการกรับหน้าที่ไปซื้อแทนพระ นี่คือช่วยพระให้ทำถูกต้องตามพระวินัย ไม่ละเมิดศีล นี่คือความหมายของคำว่า “กัปปิยการก”

(๒) “อารามิกชน” (อา-รา-มิ-กะ-ชน) แปลตามศัพท์ว่า “คนผู้อยู่ในอาราม” ตามศัพท์ควรหมายถึงนักบวช กล่าวเฉพาะในพระพุทธศาสนาก็หมายถึงพุทธบริษัทฝ่ายบรรพชิต คือ ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี

แต่เท่าที่พบในคัมภีร์ “อารามิก” หมายถึง คนที่อยู่ในวัด แต่มิได้เป็นบรรพชิต

ต้นเรื่องในคัมภีร์กล่าวไว้ว่า พระสาวกรูปหนึ่ง ชื่อพระปิลินทวัจฉะ เป็นชาวเมืองสาวัตถี ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ คราวหนึ่งจาริกมาถึงเมืองราชคฤห์ พบเงื้อมเขาแห่งหนึ่ง ทำเลสงบสงัดดี จึงช่วยกันกับภิกษุอื่น ๆ จัดแจงปรับสถานที่สำหรับเป็นที่ปลีกวิเวก

พระเจ้าพิมพิสารราชาแห่งมคธรัฐทรงทราบ จึงตรัสสั่งให้จัดคนไปช่วยทำกิจนั้นโดยวิธียกหมู่บ้านแห่งหนึ่งให้เป็น “อารามิก” (คำว่า “อารามิก” พระไตรปิฎกภาษาไทยแปลว่า “คนทำการวัด”) คนในหมู่บ้านนั้นทั้งหมดมีฐานะเป็นคนทำงานให้วัด หมู่บ้านนั้นมีฐานะเป็นเอกเทศจากบ้านเมือง คือเป็นเหมือนสมบัติของวัด บ้านเมืองไม่เข้าไปใช้อำนาจ เช่นไม่เก็บภาษี ไม่เกณฑ์คนในหมู่บ้านไปสงครามเป็นต้น

ในเมืองไทยเราก็เคยมีธรรมเนียมยกหมู่บ้านถวายวัดแบบนี้ มีคำเรียกคนที่ทำงานรับใช้วัดว่า “ข้าพระ โยมสงฆ์”

“อารามิกชน” ที่สังคมไทยสมัยหนึ่งรู้จักกันดีคือ เด็กวัด

(๓) “อุปัฏฐาก” แปลตรงตัวว่า “ผู้รับใช้” (servitor, personal attendant, servant) สมัยก่อนจะมีคน-มักจะสูงอายุหน่อย-ทำหน้าที่นี้ประจำอยู่ตามวัดต่าง ๆ เรียกรู้กันว่า อุปัฏฐากวัดนี้ อุปัฏฐากวัดโน้น

.........................................................

สมัยผมเป็นเด็กวัดหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ ลุงเปล่งบ้านอยู่ข้างวัดเป็นอุปัฏฐาก เอ่ยชื่อลุงเปล่งก็จะมีสร้อยตามมาว่า “อุปัฏฐากวัดหนองกระทุ่ม”

.........................................................

ใครทำหน้าที่รับเงินเก็บเงินที่มีผู้ถวายพระ ไม่ว่าจะเรียกกัปปิยการก อารามิกชน เด็กวัด หรืออุปัฏฐาก (อย่าเผลอไปเรียก “ไวยาวัจกร” เข้าก็แล้วกัน นั่นเขาอยู่คนละโลกแล้ว!) เวลาพระต้องการจะซื้ออะไร-ที่สมควรแก่สมบริโภค พระก็จะไปบอกโยมคนนั้น โยมคนนั้นก็จะไปจัดการซื้อหาให้ตามวงเงินที่พระรูปนั้นมีสิทธิ์ใช้ตามที่โยมปวารณามอบไว้

เมื่อจัดซื้อจัดหาด้วยวิธีเช่นนี้ พระก็ไม่ต้องอาบัติเพราะซื้อขายอันเป็นศีลอีกข้อหนึ่งที่มีพุทธบัญญัติห้ามไว้

นี่คือวิธีรับเงิน-ใช้เงินตามวิถีชีวิตสงฆ์-ดังที่พูดไว้ตอนต้นของตอนนี้

แต่ปัญหาก็คือ ตามสภาพสังคมไทย ณ วันนี้ พระท่านจะไปหากัปปิยการก อารามิกชน เด็กวัด หรืออุปัฏฐากมาจากที่ไหน?

คนที่บอกว่าห่วงพระศาสนา เคยช่วยคิดเรื่องนี้กันบ้างไหม?

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๑ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๒:๐๑

 

[full-post]

 


ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๕)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

ผมบอกไว้ในตอนก่อนว่า เรื่องถวายเงิน-ใช้เงิน เป็นเรื่องที่กระทบใจอย่างยิ่ง-ทั้งกระทบใจพระและกระทบใจชาวบ้าน 

กระทบใจพระ พูดไปแล้ว 

กระทบใจชาวบ้านคืออย่างไร?

ยกเรื่องเด่นเรื่องเดียวก็พอ-นั่นคือ ทุกวันนี้พระออกบิณฑบาต ชาวบ้านเอาเงินใส่บาตรกันทั่วไปหมด

พระเองก็ประกาศดัง ๆ-ผมได้ยินมากับหู-รับเฉพาะเงินนะโยม! ไม่รับอาหาร

เอาเงินใส่บาตร พอทักเข้า ก็ไม่พอใจ

คนที่เอาเงินใส่บาตรนั้นมีเหตุผลที่น่าฟัง คือเขาบอกว่า ใส่อาหาร พระก็ได้แต่อาหาร ใส่เงิน พระจะได้เอาเงินไปซื้อของใช้ที่จำเป็นอื่น ๆ ได้อีก

เหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือ บางวันไม่สะดวกที่จะจัดเตรียมอาหาร แต่เงินมีอยู่ในกระเป๋าพร้อมแล้ว พระก็มาอยู่ตรงหน้านี่แล้ว ใส่เงินสะดวกที่สุด

ฟังแล้วคิดอย่างไร?

เป็นเหตุผลที่ฟังได้ จะว่าฟังขึ้นก็ได้

แต่เหตุผลที่ฟังขึ้นหรือฟังได้เช่นว่านี้ ก็ไม่เป็นเหตุให้การเอาเงินใส่บาตรกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามพระวินัยขึ้นมาได้เลย

ผมเคยอธิบายมาบ่อยแล้ว แต่ไม่เบื่อที่จะอธิบายอีก

มีศรัทธาอยากถวายเงินให้พระ อ้างเหตุผลนั่นนี่โน่น เป็นสิ่งที่ดีแล้ว ควรแก่การอนุโมทนา

แต่การถวายเงินให้พระต้องทำให้ถูกวิธีด้วย

พระรับเงินที่โยมเอาใส่บาตร เป็นการละเมิดศีล ต้องอาบัติ

โยมที่เอาเงินใส่บาตรได้บุญก็จริง แต่ได้บาปด้วยเพราะเป็นตัวการทำให้พระต้องอาบัติ

ผมมีวิธีถวายเงินให้ได้บุญบริสุทธิ์ด้วย และช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติด้วย

เบื้องต้น ท่านที่มีศรัทธาจะเอาเงินใส่บาตรโปรดจัดหาซองหรือกล่องเล็ก ๆ ไว้ให้พร้อม

ทุกเช้าที่มีศรัทธาจะเอาเงินใส่บาตร ควักเงินออกมาจบ

คำจบหรือคำอธิษฐานที่ขอแนะนำ คือคาถาตั้งความปรารถนาของพระอนุรุทธ 

.........................................................

คำบาลีว่าดังนี้

อิมินา ปะนะ ทาเนนะ

มา เม ทาลิททิยัง อะหุ

นัตถีติ วะจะนัง นามะ

มา อะโหสิ ภะวาภะเว.

คำไทยว่าดังนี้

ด้วยอำนาจแห่งทานนี้

ขอความยากจนเข็ญใจอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า

ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้ยินได้ฟังคำว่า “ไม่มี”

ทุกภพทุกชาติ เทอญ

.........................................................

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=35&p=12

.........................................................

จบแล้วเอาเงินใส่ซองหรือกล่องที่เตรียมไว้

ทำอย่างนี้มีผลเท่ากับท่านได้ใส่บาตรเรียบร้อยแล้ว ได้บุญอันเกิดจากการใส่บาตรเรียบร้อยแล้วทุกประการ อุทิศส่วนบุญให้แก่บิดามารดาปู่ย่าตายายได้เลย

.........................................................

เฮ้ย! ได้ไง! ยังไม่ได้ใส่บาตรเลย เงินก็ยังอยู่ในซองในกล่องนั่นเอง จะได้บุญได้ไง ไม่เชื่อ พูดเลอะเทอะ

.........................................................

ไม่เลอะเทอะ จงเชื่อเถิด 

ผม-ผู้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน-เป็นเด็กวัด ๕ ปี เป็นสามเณร ๔ ปี เป็นพระ ๑๐ ปี รวมแล้วมีชีวิตอยู่ในร่มเงาอารามแหล่งฝึกศึกษาพระพุทธศาสนา ๒๐ ปี 

เรียนบาลีจบเปรียญธรรม ๙ ประโยค อันเป็นภูมิเปรียญเอกอุสูงสุดในกระบวนศึกษาบาลีของคณะสงฆ์ไทย 

ศึกษาค้นคว้าคัมภีร์คือพระบาลีพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติตั้งแต่อายุ ๑๘ จนบัดนี้อายุ ๘๐ ไม่เคยเว้นว่างเลย 

เขียนบทความเผยแพร่ความรู้ภาษาบาลีชุด “บาลีวันละคำ” ทุกวัน จนถึงวันนี้เขียนมาแล้วมากกว่า ๔,๐๐๐ คำ 

เขียนบทความเกี่ยวกับศาสนา ภาษา และสังคม เผยแพร่มาแล้วมากกว่า ๒,๐๐๐ เรื่อง และยังเขียนอยู่สม่ำเสมอ

เขียนหนังสือวิชาการทางพระพุทธศาสนาพิมพ์เผยแพร่มาแล้วมากกว่า ๓๐ เล่ม 

ได้รับพระราชทานปริญญาศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา จากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิยาลัย 

ได้รับพระราชทานปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิยาลัย 

ได้รับพระราชทานยศ “พลเรือตรี” เป็นกรณีพิเศษ

เท่านี้พอไหม-ที่จะเป็นเครื่องรับรองให้ท่านมั่นใจได้ว่า การที่ผมบอกว่า เอาเงินใส่ซองตั้งใจสลัดตัดใจสละบริจาคให้เป็นของพระให้เป็นของสงฆ์-แม้จะไม่ได้หย่อนลงในบาตรที่พระถือไว้ ก็ได้บุญจากการบริจาคที่เรียกว่าบุญทานมัยเรียบร้อยแล้วทุกประการ เป็นสิ่งที่ถูกต้องตรงจริงตามเหตุผล ไม่ใช่เป็นการเอาเรื่องฉ้อฉลมดเท็จหรือเรื่องไม่มีเหตุผล-ที่วิญญูชนตรองตามไปก็จะพึงเห็นได้จริง-มาบอกกล่าวแต่ประการใดเลย

หรือยังจะต้องให้อ้างสรรพคุณอะไรอีก-จึงจะเชื่อ?

..........................

วิธีตัดใจบริจาคนี้ ท่านสามารถทำได้ตลอดเวลา เช้า-สาย-บ่าย-เย็น-ค่ำคืน-ดึกดื่น เกิดศรัทธาเวลาไหน ควักเงินออกมาจบเวลานั้น ไม่จำกัดว่าทำได้เฉพาะตอนเช้าที่พระออกบิณฑบาต

.........................................................

คำเตือน: เงินที่ใส่ในซองในกล่อง บัดนี้เป็นเงินพระเงินสงฆ์แล้ว ไม่จำเป็นไม่สุดวิสัยถึงชีวิต อย่าได้ข้องแวะแตะต้องใด ๆ เป็นอันขาด นรกรออยู่

.........................................................

ปฏิบัติอย่างนี้เรื่อยไป ครั้นถึงวันที่ท่านสะดวกสบายใจที่จะไปวัด ท่านก็เอาเงินในซองในกล่องนั้นไปที่วัด-วัดไหนก็ได้ที่ท่านสะดวกหรือมีศรัทธา ชวนครอบครัวผัวเมียแม่ลูกไปด้วยก็ยิ่งดี ถือโอกาสไปไหว้พระ-ไปทำบุญกันทั้งบ้าน ไปถึงวัด แจ้งความประสงค์แก่พระว่าจะเอาเงินทำบุญมาส่งวัด ขอให้จัดเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ใช่พระภิกษุสามเณรมารับ จะถวายเป็นส่วนตัวแก่เณรจ่อยมหาย้อยหลวงตาหยดก็ให้จดลงไป หรือจะถวายเป็นของสงฆ์ของวัดเป็นส่วนกลางเพื่อเป็นค่าน้ำค่าไฟค่าบำรุงการศึกษาของพระเณรหรือค่าอะไร ๆ ได้อีกสารพัด-ก็ว่าไป ขออนุโมทนาบัตรมาด้วยก็ดี เอาไปลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีได้อีกต่างหาก หรือถ้าท่านไม่ต้องการยุ่งยากมากเรื่อง ไปถึงวัดแล้วมองหาตู้บริจาคที่ไว้ใจได้ เอาเงินใส่ตู้บริจาคไปเงียบ ๆ ก็เรียบร้อยดี

นี่คือวิธีถวายเงินให้พระโดยไม่ทำให้พระต้องอาบัติ

ก็ท่านอ้างเองไม่ใช่รึ-ว่าใส่อาหาร พระก็ได้แต่อาหาร ใส่เงิน พระจะได้เอาเงินไปซื้อของใช้ที่จำเป็นอื่น ๆ ได้อีก 

ก็นี่ไง ทำวิธีนี้ไง พระก็ได้มีเงินไปซื้อของใช้ที่จำเป็นอื่น ๆ ได้อีกสมตามเจตนารมณ์ของท่านแล้ว โดยไม่ต้องเป็นอาบัติเพราะละเมิดศีลเรื่องห้ามรับเงิน ท่านเองก็ได้บุญบริสุทธิ์ ไม่ต้องเกิดบาปเพาะทำให้พระผิดศีล

วิธีที่เสนอมานี้มีข้อบกพร่องนิดเดียว คือไม่ทันใจโก๋และไม่สนองความเข้าใจผิด ๆ ยึดติดอยู่กับรูปแบบทำบุญ คือคนส่วนมากยังยึดติดอยู่ว่า ต้องเอาของหย่อนลงในบาตรที่พระถือ ต้องทำแบบนี้จึงจะได้ทำบุญ ไม่ทำแบบนี้ไม่ใช่ทำบุญ ไม่ได้บุญ

ปรับแก้ความเข้าใจเสียใหม่ ข้อกระทบใจก็จะหายไปเอง

เรื่องถวายเงิน-ใช้เงิน ยังมีข้อกระทบใจชาวบ้านอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือค่านิยมใส่บาตรพระใหม่

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๑ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๗:๐๑


[full-post]


ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๖)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

ค่านิยมใส่บาตรพระใหม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กระทบใจชาวบ้าน

บุญกิริยาใส่บาตรพระใหม่นี้ บัดนี้เป็นที่นิยมทำกันทั่วไปหลาย ๆ พื้นที่ อาจจะทั่วประเทศไทย

ใส่บาตรพระใหม่ตอนออกจากโบสถ์เป็นเรื่องที่ทำกันมาไม่นานนัก ถ้าเอาประสบการณ์ส่วนตัวเป็นเกณฑ์ก็บอกได้ว่า เมื่อ ๗๐ ปีที่แล้วผมไม่เคยเห็นใครเขาทำกัน

สมัยนี้พอแห่นาครอบโบสถ์แล้ว นอกจากพ่อแม่ญาติพี่น้องของนาคแล้ว ก็จะมีผู้มีจิตศรัทธาส่วนหนึ่งเข้าไปนั่งร่วมดูพิธีบวชในโบสถ์ด้วย เชื่อกันว่าเป็นบุญอย่างหนึ่ง 

นอกจาก “นั่งร่วม” ในโบสถ์แล้ว ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่ง “นั่งรอ” หน้าโบสถ์

พอสำเร็จเป็นองค์พระออกจากโบสถ์ ก็จะมีท่านผู้บอกทางสวรรค์ร้องประกาศให้ญาติโยมพี่น้องไปตั้งแถวรอตั้งแต่หน้าประตูโบสถ์ลงไป --

ขอเชิญใส่บาตรพระใหม่กันนะครับ 

จะเป็นดอกไม้ธูปเทียนอะไรก็ได้ 

แต่ที่ไม่ควรขาดคือเงิน 

เตรียมเงินใส่บาตรพระใหม่ด้วยนะครับ 

ทำบุญกับพระใหม่ได้กุศลแรง

......................

“ใส่บาตร” ในคำพูดนี้หมายถึง เอาดอกไม้ธูปเทียนที่เตรียมมาถวายพระใหม่โดยวิธีใส่ลงในย่ามที่พระใหม่คล้องแขนเดินออกจากโบสถ์ เรียกกันพอเป็นที่เข้าใจง่าย ๆ ว่า “ใส่บาตรพระใหม่”

......................

ทำไมจึงว่า-ทำบุญใส่บาตรพระใหม่ได้กุศลแรง? 

อ๋อ ก็เนื่องจากพระเพิ่งบวชใหม่ ศีลของท่านยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง 

ทำบุญกับพระที่มีศีลบริสุทธิ์ผุดผ่อง 

ย่อมได้กุศลแรงด้วยประการฉะนี้ 

เป็นตรรกะที่ฟังแล้วสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง 

อยากได้กุศลแรงก็เลยใส่กันใหญ่ 

ทั้งดอกไม้ ทั้งธูปเทียน 

และที่จะต้องไม่ขาดก็คือ-เงิน

......................

ที่นิยมใส่บาตรพระใหม่-ชนิดที่ออกจากโบสถ์ปุ๊บ ก็ต้องใส่ปั๊บ ก็ด้วยเหตุผลข้อสำคัญที่สุด นั่นคือ --

พระใหม่มีศีลบริสุทธิ์ 

ทำบุญกับพระที่มีศีลบริสุทธิ์ได้กุศลแรง

แต่การเอาเงินใส่ย่ามถวายพระใหม่นั่นเองทำให้พระใหม่ศีลไม่บริสุทธิ์ตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากโบสถ์

พูดกันชัด ๆ พระใหม่ศีลขาดตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากโบสถ์ก็เพราะญาติโยมเอาเงินใส่ย่าม ทั้ง ๆ ที่อ้างว่า-ทำบุญกับพระที่มีศีลบริสุทธิ์ได้กุศลแรง

ทั้ง ๆ ที่อ้างเองว่าทำบุญกับพระที่มีศีลบริสุทธิ์ได้กุศลแรง

แต่วิธีทำบุญของเราคือการทำให้พระศีลไม่บริสุทธิ์ขึ้นมาในบัดนั้นทันที

แล้วก็ที่บอกว่า ได้กุศลแรงเพราะพระใหม่ศีลบริสุทธิ์นั้น ลองคิดให้ดีจะเห็นว่าวิปริตอย่างที่สุด

พระใหม่ศีลบริสุทธิ์ออกจากโบสถ์

ทันทีที่ท่านรับสตางค์ที่โยมคนแรกเอาใส่ย่าม ท่านก็ต้องอาบัติ เพราะละเมิดศีล ศีลขาดทันที

ท่านกลายเป็นพระที่ศีลไม่บริสุทธิ์ไปแล้วในบัดนั้นนั่นเอง

โยมคนแรกที่เอาสตางค์ใส่ย่ามพระ ได้บุญจากการถวายทานแก่พระผู้มีศีลบริสุทธิ์ ได้กุศลแรง ก็จริง

แต่พร้อมกันนั้นก็ได้ทำบาปอย่างมหันต์ไปด้วย คือทำให้พระศีลไม่บริสุทธิ์ไปในฉับพลันนั้นเอง เป็นบาปหนักที่สุด

ญาติโยมคนต่อ ๆ ไปที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะได้บุญมากได้กุศลแรงเพราะทำบุญกับพระที่ศีลบริสุทธิ์ ก็หมดสิทธิ์ เพราะพระศีลไม่บริสุทธิ์ไปเสียแล้ว

ตรงจุดนี้คือที่ทุกคนลืมคิด ทำกันไป แต่ลืมคิดว่าเรากำลังทำผิดฉกรรจ์

วิธีที่จะไม่ต้องให้มีเหตุการณ์มหาวิปริตแบบนี้ก็คือ ช่วยกันทำให้พระใหม่ไม่ต้องอาบัติ

เริ่มจากพระอุปัชฌาย์-บอกพระใหม่ทันทีที่บวชเสร็จว่าอย่ารับเงินที่โยมเอาใส่ยาม บอกโยมเขาไปว่าอย่าเอาเงินใส่ย่าม

เจ้าอาวาส-สั่งคนวัดให้เตรียมบาตรถือตามหลังพระใหม่ออกจากโบสถ์

พิธีกรงานบวช-คนนี้ควรจะมีบทบาทมากที่สุด-ประกาศบอกย้ำเตือนญาติโยมที่รอใส่บาตรพระใหม่ว่าอย่าเอาสตางค์ใส่ย่ามพระใหม่ ให้ใส่บาตรคนวัดที่ถือตามหลังพระใหม่มา

คนอื่น-ใครอีก ใครอยู่ตรงไหนตำแหน่งไหนในเหตุการณ์ พิจารณาดูว่าเราจะช่วยพระใหม่ไม่ให้ต้องอาบัติได้อย่างไรบ้าง ช่วยกันทำ

แต่ที่ทำกันอยู่ทั่วไปนั้น กลายเป็นว่า-งานบวชรายไหน ๆ ก็ไม่มีใครช่วยกันทำ

มีแต่รุมกันทำให้พระใหม่ต้องอาบัติเพราะรับเงิน

.........................................................

เชื่อหรือไม่ว่า ค่านิยมวิปริตแบบนี้ระบาดไปถึงวัดไทยในอังกฤษแล้วด้วย ฝรั่งบวชพระ คนไทยไปร่วมพิธี บวชเสร็จออกจากโบสถ์ เอาเงินใส่บาตรกันหน้าโบสถ์นั่นเลย-เหมือนกับที่ทำกันในเมืองไทย

.........................................................

ผมเคยแนะนำพิธีกรงานบวชที่พอจะแนะนำได้ว่า ขอให้ใช้โอกาสที่เป็นพิธีกรชี้แจงให้ญาติโยมฟังว่า --

การตั้งใจทำบุญกับพระใหม่เพราะได้กุศลแรงนั้นเป็นเรื่องดี 

ขออนุโมทนา 

แต่ขออนุญาต อย่าเอาเงินใส่ย่ามพระใหม่นะครับ 

ดอกไม้ธูปเทียนใส่ได้ 

แต่เงินขอให้ใส่ในบาตรซึ่งจะมีคนวัดหรือจัดใครสักคนถือบาตรตามหลังพระใหม่มาด้วย 

เอาเงินใส่บาตรนั่น 

พระใหม่จะได้ไม่เป็นอาบัติ 

พระใหม่จะได้มีศีลบริสุทธิ์สมกับเจตนาของพวกเรา

เราเองก็ได้บุญบริสุทธิ์ ไม่มีบาปติดปลายนวม

ข้อสำคัญ เป็นการริเริ่มถวายกำลังใจให้พระภิกษุสามเณร คือให้ท่านมีกำลังใจที่จะพยายามรักษาศีลให้บริสุทธิ์ต่อไปอีกด้วย จะได้มากได้น้อยไม่ว่ากัน แต่อย่างน้อยก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี

......................

พิธีกรคนที่ผมแนะนำรายงานกลับมาว่า ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

เมื่อแนะนำชี้แจงกันอย่างสุภาพนอบน้อม ทุกคนก็เข้าใจ

จัดคนวัดอุ้มบาตรตามหลังพระใหม่

ดอกไม้ธูปเทียนใส่ย่าม

ส่วนเงิน ใส่บาตรที่คนอุ้มตามหลังพระใหม่

พระใหม่ศีลไม่ขาด

ญาติโยมได้บุญบริสุทธิ์

ใครที่เคยไปร่วมบุญงานบวช เคยเอาเงินใส่บาตร-ใส่ย่ามพระใหม่ตอนออกจากโบสถ์

ต่อไปนี้เลิกทำนะครับ

การเลิกทำมีค่าเท่ากับทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

......................

ที่ว่ามาทั้งหมด เป็นเรื่องเฉพาะหน้าเฉพาะงาน

แต่ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติอย่างเป็นหลักการมั่นคงถาวร ต้องทำกันอีกแบบหนึ่ง

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๒ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๓:๕๕

[full-post]

 


ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๗)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติอย่างเป็นหลักการมั่นคงถาวร ทำอย่างไร - ตรงนี้เป็นเป้าหมายของการเขียนบทความชุดนี้

ตั้งแต่ตอนที่ ๑ มาถึงตอนที่แล้ว เป็นการปูพื้นเพื่อให้เห็นภาพรวมว่า วิถีชีวิตสงฆ์เป็นที่ปรากฏตัวของพระพุทธศาสนา

ต่อให้สร้างโบสถ์วิหารศาลามหาเจดีย์มโหฬารอลังการเต็มไปทั้งแผ่นดิน ถ้าไม่พระภิกษุสามเณรปรากฏตัวอยู่ในสังคม สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดก็เท่ากับสิ่งที่ตายซาก อย่างดีก็เอาไว้ให้เดินดูเล่น แต่ไม่มีชีวิตจริง

ชีวิตจริงของพระพุทธศาสนาอยู่ที่มีผู้เข้ามาครองชีวิต ดำรงชีวิต และดำเนินชีวิต-ตามวิถีชีวิตสงฆ์ ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางแบบแผนเอาไว้ อันมีศีลเป็นพื้นฐาน

พระละเมิดศีล ต้องอาบัติ วิถีชีวิตสงฆ์ก็วิบัติ

การละเมิดศีลจึงเป็นการทำลายพระศาสนา

การช่วยให้พระไม่ต้องอาบัติ-คือการช่วยพระไม่ให้ละเมิดศีล-จึงเป็นการรักษาพระศาสนาโดยตรง เป็นบุญเป็นมหากุศลที่มีอานิสงส์แรงล้ำเลิศ

แต่เป็นบุญที่คนไทยลืมคิด ลืมมอง และลืมทำ 

แม้จะทำบางอย่าง เช่นใส่บาตรทุกเช้า (ช่วยให้พระสงฆ์ไม่ต้องอาบัติเพราะหุงต้มฉันเอง) แต่ก็ไม่รู้ตัว 

มิหนำซ้ำ มีการเอาเงินใส่บาตร ทำให้พระศีลขาด ต้องอาบัติ ทำลายพระศาสนาโดยไม่รู้ตัว-หนักเข้าไปอีก

ญาติมิตรที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ คงมองภาพออกแล้วว่าอะไรเป็นอะไร อะไรควรเป็นอะไร หรืออะไรไม่ควรเป็นอะไร

เป้าหมายของการเขียนเรื่องนี้ก็คือ ชักชวนคนไทยให้ทำบุญไวยาวัจมัย-บุญคือการช่วยทำกิจที่ควรทำ อันเป็น ๑ ใน ๑๐ วิธีทำบุญ-โดยการอาสาเข้าไปเป็นกัปปิยการก เป็นอารามิกชนหรือคนวัด เป็นอุปัฏฐากวัด ดังที่คนเก่าท่านเคยทำกันมา

หน้าที่หลักของกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด ก็คือ 

.........................................................

๑ เมื่อมีคนถวายเงินให้พระ ไม่ว่าจะเมื่อไร ที่ไหน อย่างไร กัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด จะรับเงินนั้นแทนพระได้ทันที ไม่ต้องให้พระรับเองให้ต้องอาบัติ และเก็บรักษาดูแลไว้อย่างเรียบร้อยปลอดภัย ไม่ต้องให้พระเก็บเองให้เป็นอาบัติ

๒ เมื่อพระต้องการซื้อของฉันของใช้อันสมควรแก่สมณบริโภคด้วยเงินที่มีผู้ถวายนั้น กัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด จะเป็นผู้ไปจัดซื้อจัดหามาถวายให้ ไม่ต้องให้พระกำเงินไปซื้อเองให้ต้องอาบัติ

.........................................................

นี่คือหน้าที่หลักของกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด

ส่วนหน้าที่รองก็คือ งานทั่วไปที่พระทำเองไม่ได้เพราะเป็นการละเมิดศีล เป็นอาบัติ -ตัวอย่างที่เห็นชัด ๆ เช่นงานตัดหญ้าที่เคยยกตัวอย่างข้างต้น งานประเภทนี้มีอะไรบ้าง ค่อยศึกษาเรียนรู้กันไป

เมื่อพระไม่ต้องทำเอง การละเมิดศีลก็ไม่เกิด 

เมื่อไม่ละเมิดศีล วิถีชีวิตสงฆ์ก็ไม่เสีย

วิถีชีวิตสงฆ์ไม่เสีย พระพุทธศาสนาก็ดำรงอยู่ได้

มองเห็นความเป็นเหตุเป็นผลหรือยังครับ?

กัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด เป็นบุคคลช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ เป็นบุคคลที่พระจำเป็นต้องมี ต้องใช้ 

แต่ปัญหาใหญ่ก็คือจะไปหากัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัดได้ที่ไหน?

ปัญหานี้ก็คือที่ผมบอกว่า-เป็นหลุมดำขนาดมหึมาที่ขวางหน้าพระภิกษุสามเณรในคณะสงฆ์ไทย ทั้งในเมืองไทยและทุกแห่งทั่วโลก

ไปหาได้ที่ไหน?

ก็หาด้วยวิธีที่ผมกำลังทำอยู่ คือบอกกล่าวกัน-อย่างที่กำลังบอกอยู่นี่ไง

เป็นวิธีตรง ๆ ซื่อ ๆ

หรือใครจะว่าเป็นวิธีทื่อ ๆ หรือโง่ ๆ ก็คงไม่ผิด

บอกแล้วจะมีใครฟัง?

ฟังแล้วจะมีใครคิด?

คิดแล้วจะมีใครทำ?

ไม่เรียกว่าโง่แล้วจะเรียกว่าอะไร

บอกไปจนตายก็ไม่มีใครอาสาเข้าไปเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด-ให้โง่หรอก

และส่วนมากจะลากภูเขามาขวางทาง-ทำไม่ได้หร็อก ติดตรงนั้น ตันตรงนี้ สารพัด

.........................................................

สังคมไทยเรา มีคนที่พร้อมจะด่าพระ ถล่มพระอยู่ตลอดเวลา

แต่ขาดแคลนคนที่จะช่วยพระ-โดยเฉพาะช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

.........................................................

บรรดาอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง-ที่ทำไม่ได้

หาคนมาเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด-ไม่ได้ 

หรือหาคนมาช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ-ไม่ได้

รากเหง้าใหญ่อยู่ที่-พระท่านไม่พยายามช่วยตัวเอง

คณะสงฆ์ไทยมีทุนที่คนเก่าท่านวางรากฐานไว้ดีมาก ๆ นั่นคือ มีระบบการปกครอง ตั้งแต่ฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ คือเจ้าอาวาส ไปจนถึงองค์กรขนาดมหึมา-จะเรียกชื่ออะไรก็ตาม-ปัจจุบันเรียกว่า มหาเถรสมาคม

ถ้าฟันเฟืองเหล่านี้ขยับขับเคลื่อนขึ้นมาช่วยตัวเอง อย่าว่าแต่หาคนมาเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัดเลย ทำชาวโลกทั้งโลกให้เป็นพุทธศาสนูปถัมภกก็ทำได้ 

เรารู้และยอมรับกันว่า พระก็จำเป็นต้องใช้เงิน ถึงกับพระเองพูดใส่หน้าผมว่า “สมัยนี้ถ้าไม่ให้พระใช้เงิน ก็บวชอยู่ไม่ได้นะจะบอกให้ รู้ไว้ด้วย”

แต่ใช้เงินอย่างไรจึงจะไม่ละเมิดศีล ไม่มีใครคิด ทั้ง ๆ ที่ผู้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งสามารถจะช่วยกันคิดทำได้-ตั้งแต่เจ้าอาวาสไปจนถึงกรรมการมหาเถรสมาคม ก็มีอยู่แท้ ๆ 

แต่พระท่านก็ไม่ช่วยกันคิด

เรารู้กันว่า รับเงินจ่ายเงิน พระทำเองผิดวินัย ต้องมีคนรับเงินจ่ายเงินแทนพระ ถึงกับพระเองพูดใส่หน้าผมว่า “โยมช่วยมาเป็นคนรับเงินจ่ายเงินแทนอาตมาให้หน่อยสิ รู้ดีนักนี่”

แต่จะหาคนรับเงินจ่ายเงินแทนมาจากไหน ไม่มีใครคิด ทั้ง ๆ ที่ผู้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งสามารถจะช่วยกันคิดทำได้-ตั้งแต่เจ้าอาวาสไปจนถึงกรรมการมหาเถรสมาคม ก็มีอยู่แท้ ๆ 

แต่พระท่านก็ไม่ช่วยกันคิด

นี่คือที่บอกว่า-พระท่านไม่พยายามช่วยตัวเอง

.........................................................

จับเข่าคุยกันให้เข้าใจก่อนนะครับว่า เดี๋ยวนี้พระภิกษุสามเณรในเมืองไทยรับเงิน จับเงิน ซื้อของ จ่ายเงินด้วยตัวเอง ทั่วไปแล้ว อ้างว่าเป็นความจำเป็นตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม

และเข้าใจตรงกันนะครับว่า เราไม่ว่าอะไรกันแล้ว เลิกพูดกันแล้ว และเรายอมรับกันว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ต้องย้ำว่า-เข้าใจให้ตรงกัน จะได้ไม่มีใครมาถล่มผมข้อหาถล่มพระ

.........................................................

ผมยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด ก็เพื่อย้ำเตือนว่า แม้เราจะไม่ว่าอะไรกันแล้ว และเรายอมรับว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า ไม่ว่าเราหรือใครจะมองอย่างไรคิดอย่างไรก็ตาม การละเมิดศีลก็ยังคงเป็นภัย คือเป็นการทำร้ายพระศาสนาอยู่นั่นเอง

ถ้าไม่ตระหนัก ไม่ยอมรับตรงนี้ และไม่คิดจะหยุดทำ เราก็กำลังฆ่าตัวตาย คือดำเนินไปสู่ความพินาศ

..........................

โปรดถอยหลังมาตั้งหลักตรงนี้นิดหนึ่ง -

การละเมิดศีล คือทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเรื่องนั้นท่านห้ามทำ ก็ยังฝืนทำ จัดว่าเป็น “ภัย” 

ละเมิดศีล แล้วพากันเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย จัดว่าเป็น “มหาภัย”

ขอให้ศึกษาข้อความในพระไตรปิฎกต่อไปนี้ -

.........................................................

“อนุมตฺเตสุ  วชฺเชสุ  ภยทสฺสาวี” 

แปลความว่า “โทษเพียงเล็กน้อยก็เห็นเป็นภัยที่น่ากลัว” 

หมายความว่า ไม่ดูหมิ่นสิกขาบทที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อาบัติก็แค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ความผิดบกพร่องก็เป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ

.........................................................

พระภิกษุที่ดีจะไม่คิดแบบนี้ แต่จะเห็นว่า พระธรรมวินัยทุกข้อทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องสำคัญ สิกขาบทไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงไรเป็นเรื่องควรยำเกรงทั้งสิ้น ไม่กล้าล่วงละเมิด

“อนุมตฺเตสุ  วชฺเชสุ  ภยทสฺสาวี” เป็นข้อความบรรยายถึง --

- ลักษณะของภิกษุผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเพื่อขัดเกลาตนเอง 

- คุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของภิกษุที่คณะสงฆ์ควรแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ต่าง ๆ อันเป็นกิจของพระศาสนา เช่น ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนภิกษุณี เป็นพระวินัยธร ทำหน้าที่ตัดสินอธิกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น 

- คุณสมบัติของภิกษุผู้นำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสของประชาชน

ข้อความเต็ม ๆ ของคุณสมบัติข้อนี้น่าศึกษายิ่งนัก 

ขอยกมาศึกษากันในตอนหน้าครับ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๓ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๗:๓๑


[full-post]

 


ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๘)

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

ข้อความเต็ม ๆ ของคุณสมบัติของภิกษุผู้ควรจะรักษาพระศาสนาไว้ได้ ที่จะนำมาศึกษาต่อไปนี้มีอยู่ในคัมภีร์แบบเรียนบาลีของคณะสงฆ์ไทย 

แต่ผมเชื่อว่า นักเรียนบาลีของเรา-ไม่ว่าจะเรียนจบแล้วหรือยังไม่จบ จะลืมหมดแล้วหรือไม่ก็นึกไม่ออกว่าอยู่ในคัมภีร์อะไร เพราะเราเรียนบาลีเพื่อสอบได้ ไม่ได้เรียนเพื่อเอาความรู้-ความข้อนี้ตั้งใจพูดให้กระทบใจครับ บอกเสียเลย

..........................

ข้อความเต็ม ๆ ของคุณสมบัติของภิกษุผู้ควรจะรักษาพระศาสนาไว้ได้ เป็นดังนี้ -

.........................................................

สีลวา  โหติ  ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต  วิหรติ  อาจารโคจรสมฺปนฺโน  อนุมตฺเตสุ  วชฺเชสุ  ภยทสฺสาวี  สมาทาย  สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ  พหุสฺสุโต  โหติ  สุตธโร  สุตสนฺนิจโย.

แปลถอดความดังนี้ -

สีลวา  โหติ  

เป็นผู้ทรงศีล 

ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต  วิหรติ

สำรวมระวังอยู่ในพระปาติโมกข์

อาจารโคจรสมฺปนฺโน 

ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร (คือความประพฤติปฏิบัติอันสมควรแก่ภูมิเพศบรรพชิต)

อนุมตฺเตสุ  วชฺเชสุ  ภยทสฺสาวี 

โทษผิดเพียงเล็กน้อยก็เห็นว่าเป็นภัยน่ากลัวไม่กล้าล่วงละเมิด

สมาทาย  สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ 

ปฏิบัติอย่างมั่นคงอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

พหุสฺสุโต  โหติ  สุตธโร  สุตสนฺนิจโย.

เป็นพหูสูต ทรงความรู้ ใฝ่หาความรู้

ที่มา: สิกขาบทที่ ๑ โอวาทวรรค ปาจิตตียกัณฑ์ วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ 

พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๔๐๗ และที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง

.........................................................

ในคัมภีร์วิภังคปกรณ์ พระอภิธรรมปิฎก แสดงลักษณะของพระผู้ปฏิบัติขัดเกลาตนเองขึ้นต้นเหมือนกัน แต่ขยายความเพิ่มเติมออกไปอีก พึงศึกษาดูเถิด

https://84000.org/tipitaka/read/?35/599

.........................................................

คำว่า “ภยทสฺสาวี” นั้นสำคัญมาก หมายถึงเห็นว่าการละเมิดศีลเป็นภัย คือเป็นเรื่องน่ากลัว ไม่กล้าละเมิด

แต่พระสงฆ์ในปัจจุบันท่านไม่กลัว ท่านกล้าละเมิด

มิหนำซ้ำ ละเมิดแล้วยังเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายเสียอีกด้วย

คือถ้าละเมิดแล้วยอมรับว่าเป็นเรื่องเสียหาย ก็ยังพอมีหวังว่าจะไม่ละเมิดอีก คือละเมิดเฉพาะคราวที่จำเป็นสุดวิสัยจริง ๆ

แต่ถ้าเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายเสียแล้ว ก็คงจะละเมิดเรื่อยไป และพากันเห็นว่าการละเมิดนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา 

ถึงขั้นนี้ก็ไม่ใช่ภัยธรรมดาแล้ว แต่จัดว่าเป็น “มหาภัย”

และเมื่อพากันเห็นว่า รับเงินเองใช้เงินเองไม่ใช่เรื่องเสียหายอย่างนี้แล้ว ความคิดที่จะหากัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด มาช่วยทำหน้าที่แทนก็จึงไม่มี เห็นว่าไม่จำเป็นเสียด้วยซ้ำไป

แปลว่าตั้งใจละเมิดศีลเป็นการถาวร

และเมื่อละเมิดเรื่องหนึ่งได้ เรื่องสอง เรื่องสามก็ตามมาได้ไม่ยาก

เห็นมหาภัยที่จะเกิดแก่ศีล ๒๒๗ ในอนาคตอันไม่ไกลกันบ้างหรือไม่

เมื่อศีลส่วนที่เป็นอาทิพรหมจรรย์ถูกละเมิดหมด 

ศีลส่วนที่เป็นอภิสมาจารก็ไม่ต้องพูดถึง-คือไม่เหลือเช่นกัน

เมื่อศีลไม่เหลือ วิถีชีวิตสงฆ์ก็ไม่เหลือ

เมื่อวิถีชีวิตสงฆ์ไม่เหลือ พระพุทธศาสนาก็ไม่รอด

ไม่ใช่มองในแง่ร้าย

แต่มองตามเหตุผลที่เป็นไปได้จริง

ทางรอดก็คือ หาวิธีช่วยพระไม่ให้ละเมิดศีล

เริ่มด้วย-ช่วยกันถวายกำลังใจให้พระท่านมีอุตสาหะที่จะรักษาศีล ช่วยกันหาวิธีทำให้พระท่านรักษาพระธรรมวินัยได้สะดวกขึ้น อยู่กับสังคมได้และรักษาวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ได้ด้วย 

ใครคิดอะไรออกก็ช่วยกันแนะนำเผยแพร่ พระท่านจะได้รู้ว่าโยมไม่ทิ้งพระ โยมเป็นห่วงพระ พระท่านจะได้ห่วงตัวท่านเองและห่วงพระธรรมวินัยยิ่ง ๆ ขึ้น

สำนึกที่จะมีฉันทะอุตสาหะรักษาศีลรักษาพระธรรมวินัยให้มั่นคง รักษาวิถีชีวิตสงฆ์ให้เข้มแข็ง ก็จะค่อย ๆ ฟื้นคืนมา

.........................................................

การกระทำอย่างนั้นผิดศีล

มีโยมมาคอยรับทำให้ พระไม่ต้องทำเอง

พระท่านจะเอาเหตุผลอะไรมาอ้าง-ที่จะทำผิดศีลต่อไปอีก

.........................................................

ตรรกะง่าย ๆ แต่สามารถช่วยรักษาพระศาสนาไว้ได้

ทำบุญควักกระเป่าบริจาคสร้างนั่นนี่โน่น มีคนชักชวนบอกบุญกันอึกทึกทุกวัน ทั้งพระทั้งชาวบ้าน

แต่ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ ไม่มีใครเอ่ย ไม่มีใครแอะ ไม่มีใครชวน ไม่มีใครคิด

ผมยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครคิดทำเรื่องนี้มาก่อน-เรื่องชักชวนคนให้ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

ถ้ามีใครเคยคิดเรื่องนี้มาแล้ว ก็ขอยกความดีความชอบให้ท่านผู้นั้นไปเต็ม ๆ ผมจะยิ่งดีใจว่า-เรามีพวกแล้ว เราไม่ได้คิดเพ้อเจ้อไปคนเดียว เราเจอคนที่จะมาช่วยกันทำงานนี้แล้ว

แต่คนที่คอยจ้องจะ “เบรก” ก็คงมี และน่าจะมีมากกว่าคนที่คิดจะช่วย 

.........................................................

คิดได้แต่ทำไม่ได้หรอก 

จะไปหาคนแบบนั้นมาจากไหน 

เดี๋ยวมันก็โกงเงินพระเงินวัดกันสนุกไปเสียอีก 

ช่วยพระเรื่องนี้ได้ พระท่านก็ไปละเมิดเรื่องโน้นอีก 

ห้ามไม่ได้หรอก 

ปล่อยให้เป็นแบบนี้แหละดีแล้ว 

คิดเลอะเทอะ ไร้สาระ

.........................................................

- จะไปหาคนแบบนั้นมาจากไหน 

- ช่วยเรื่องนี้ได้ พระท่านก็ไปละเมิดเรื่องโน้นอีก

๒ ข้อนี่น่าคิด

จะไปหาคนแบบนั้นมาจากไหน คือ จะไปหาคนอาสาสมัครเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัดได้ที่ไหน ใครเขาจะอยากเป็น

ถ้ามองที่ระบบ นอกจากคณะสงฆ์ไทยจะมีทุนดี-คือเรามีตั้งแต่มหาเถรสมาคมลงไปถึงเจ้าอาวาสรูปสุดท้าย ที่-ถ้าจะช่วยกันหาก็หาได้-ดังที่ว่ามาแล้วในตอนก่อน ๆ ทางราชการบ้านเมืองก็ตั้งทุนไว้ดีด้วย นั่นคือ เรามีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหานี้

แต่เป็นโชคร้ายของเรา-ถ้าจะเรียกอย่างนั้น-คือ คณะสงฆ์ท่านไม่คิดจะช่วยตัวเอง 

ครั้นดูไปที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็โชคร้ายอีก เพราะเป็นหน่วยงานราชการ ตกอยู่ในค่านิยมของระบบราชการ

.........................................................

ค่านิยมของระบบราชการไทยคือรับใช้ “นาย” ไม่ใช่รับใช้ประชาชน

ประชาชนจะเอาอะไร โยกโย้ ยืดเยื้อยาวนานมากกว่าจะลงมือทำได้ เรื่องใหญ่ก็คือต้องรอให้นายอนุมัติ

แต่ถ้านายจะเอาอะไร ลงมือได้ทันที

.........................................................

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ตกอยู่ในคติเดียวกัน หน่วยงานแห่งนี้ตั้งขึ้นมาก็เพื่อจะรับใช้วัดรับใช้พระ แต่หน่วยงานนี้ไม่ได้ฟังว่าวัดจะเอาอะไรพระจะเอาอะไร

แต่คอยฟังว่านายจะเอาอะไร

บางสมัย ผู้บริหารหน่วยงานนี้แทนที่จะช่วยพระไม่ให้ทำผิด กลับ “เล่นงาน” พระที่ตนเชื่อว่าทำผิดเอาด้วยซ้ำ

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมี “หน่วยขึ้นตรง” (ภาษาทหาร) อยู่ทุกจังหวัด นี่คือทุนดีที่เรามีอยู่

ถ้าหน่วยงานนี้จะเป็นหัวหอกในการจัดหากัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด ให้แก่วัดต่าง ๆ ก็จะสามารถทำได้เป็นอย่างดียิ่ง เพราะรู้จักวัด รู้จักคน อยู่ใกล้กับประชาชนในพื้นที่

แต่หน่วยงานนี้ก็ไม่ได้ทำ อ้างว่าไม่ใช่หน้าที่ ไม่มีในระเบียบ 

แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ-นายไม่ได้สั่ง

คณะสงฆ์ท่านก็ไม่คิดจะช่วยตัวเอง

หน่วยราชการที่เรามีอยู่ ก็ไม่คิดจะช่วยพระ

คงเหลือแต่เรา-ชาวพุทธที่รักและห่วงพระศาสนา

ถ้าเราพากันคิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ ศาสนาไม่ใช่ของกูคนเดียว

ซ้ำพอมีใครคิดจะทำ ยังพากันเหยียบย่ำเย้ยหยันให้อีกด้วย

พระพุทธศาสนาก็ม้วยลงด้วยมือของพวกเรานี่เอง

แต่ภาษานักเลงบอกไว้ว่า-อย่าเพิ่งถอดใจ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๔ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๓:๒๕


[full-post]



ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ (๙)-จบ

------------------------------

บุญที่ช่วยรักษาพระศาสนาได้จริง

ที่ภาษานักเลงบอกไว้ว่า “อย่าเพิ่งถอดใจ” หมายความว่า อย่าเพิ่งเลิกคิด

ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร ก็อย่าเลิกคิดเรื่องชักชวนให้คนทำบุญด้วยการช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ

วิธีที่แสดงว่าไม่ถอดใจหรือไม่เลิกคิดก็คือ --

ไม่ใช่โอกาสก็เฉยไว้ รอโอกาส

แต่ถ้าใช่โอกาส เป็นโอกาสแล้ว ทำทันที

ปลุกความคิดให้เกิดขึ้นในสังคมไทยว่า การช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติเป็นการทำบุญที่มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาล เพราะช่วยรักษาพระศาสนาได้อย่างแท้จริง

.........................................................

ต้องอาบัติคือละเมิดศีล

ละเมิดศีลคือทำลายพระศาสนา

ช่วยพระไม่ให้อาบัติคือช่วยรักษาพระศาสนา

การช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติเป็นการทำบุญที่เรียกว่า “ไวยาวัจมัย” เป็น ๑ ใน ๑๐ ของวิธีทำบุญตามคำสอนในพระพุทธศาสนา ตรงกับที่คนสมัยใหม่รู้จักกันในนาม “จิตอาสา” 

คนไทยมีจิตอาสาในเรื่องอื่น ๆ ได้ ก็ต้องมีจิตอาสาในการเป็นกัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด ได้ด้วย

.........................................................

พูดได้ พูด

บอกได้ บอก

ชวนได้ ชวน

แม้แต่ในคณะสงฆ์ที่ท่านไม่คิดจะช่วยตัวเองนั้นเองก็อย่าละเว้น

รู้จักคุ้นเคยกับเจ้าอาวาสวัดไหน หลวงพ่อหลวงลุงหลวงน้าหลวงพี่รูปไหน มีโอกาสบอกท่านได้ บอก

รู้จักคุ้นเคยกับเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค เจ้าคณะใหญ่ กรรมการมหาเถรสมาคมรูปไหน มีโอกาสบอกท่านได้ บอก

.........................................................

ไม่ต้องเกณฑ์ให้ท่านเห็นด้วย

ไม่ต้องหวังว่าท่านจะเห็นด้วย

แต่ให้ระลึกไว้เสมอว่า-พูดยังไงท่านก็ไม่เอาด้วย

ตั้งอารมณ์ไว้อย่างนี้ เราจะไม่รู้สึกว่าเหนื่อยเปล่าหรือขาดทุน

.........................................................

และแม้แต่กับคนในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดใกล้บ้านเราซึ่งมีอยู่ทุกจังหวัดนั่นด้วย มีโอกาสพูด มีโอกาสคุย ก็อย่าละเว้น

ตั้งอารมณ์อย่างที่ผมเรียกว่า “ลมพัดใบไม้ไหว” --

เราไม่ใช่นายเขา เขาไม่ฟังเราหรอก 

ถึงฟังเขาก็ไม่เชื่อเราหรอก

แต่อย่างน้อยที่สุด-เขาก็ได้ยิน

ตัวเราผู้คิด ผู้บอก อยู่ได้ไม่นานก็ต้องไป

แต่ความคิด คำบอกของเราอยู่ไปได้อีกนาน

สักวันหนึ่ง คนที่มีบารมี มีความสามารถมากกว่าเรา มาได้ยินความคิดนี้ เขาอาจเอาไปทำให้เกิดผลสำเร็จขึ้นมาได้

..........................

วิธีหนึ่งที่น่าทำ คือ หาคนที่มีพรสวรรค์ในการชักชวนผู้คน

ขออนุญาตเล่าเรื่องจริงที่วัดมหาธาตุราชบุรี

วัดมหาธาตุราชบุรีทำบุญวันพระตลอดทั้งปี (วัดทั่วไปทำบุญวันพระเฉพาะช่วงเวลาเข้าพรรษา) มีขันบริจาค ๓ ขัน คือขันกัณฑ์เทศน์ ขันครัวสงฆ์ และขันน้ำปานะ ตั้งขันไว้กับที่ ใครมีศรัทธาจะบริจาคขันไหน เชิญตามศรัทธาอัธยาศัย 

ขยายความหน่อยเพื่อความเข้าใจที่ดี

๑ ขันกัณฑ์เทศน์ ไม่ต้องพูด รู้จักกันทั่วไปอยู่แล้ว

๒ ขันครัวสงฆ์ วัดมหาธาตุมีครัวสงฆ์ ทำอาหารถวายพระตอนเพล บางทีก็เช้าด้วยตามโอกาส อาหารแห้งที่พระไปบิณฑบาตได้มาหรือที่มีคนเอามาทำบุญวันพระหรือวันอื่น ๆ จะเก็บไว้ที่ครัวสงฆ์ มีแม่ครัวมาปรุงถวายพระเป็นประจำ

๓ ขันน้ำปานะ สำหรับจัดหาน้ำปานะถวายพระตอนบ่าย รวมทั้งเลี้ยงญาติโยมที่มาถืออุโบสถ ตลอดจนคนทั่วไปที่มาหาพระหรือมาด้วยกิจใด ๆ แล้วผ่านไปทางโรงครัวที่เลี้ยงน้ำ ก็จะมีน้ำปานะเลี้ยง

เฉพาะขันน้ำปานะ จะมีโยมผู้หญิงคนหนึ่งมาทำบุญวันพระเป็นประจำ ขออนุญาตถือขันเดินบอกบุญทั่วศาลา ทำเพราะอยากทำ ทำด้วยความสุข บุคลิกของโยมคนนี้ถือขันไปทางไหนไม่มีใครรังเกียจ ไม่มีใครรำคาญ ไม่มีใครรู้สึกว่าเป็นการรบกวนหรือรีดไถ ไม่ต้องเดินไปใส่ขันเอง มีคนบริการให้ถึงที่ มีแต่ยินดีบริจาค คนอื่นทำไม่ได้ เลียนแบบกันไม่ได้ เป็นบุคลิกประจำตัว

..........................

คนที่ถนัดในการชวนคนให้ทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ ต้องมีอยู่แน่ ๆ เพียงแต่เราไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ถ้าหาคนแบบนี้เจอ โอกาสที่จะทำงานนี้สำเร็จก็มีได้ไม่ยาก

แม้แต่ในหมู่พระด้วยกันนั่นเองก็ต้องมี นึกออกไหมครับ พระที่หาเงินเก่ง สร้างโบสถ์สร้างศาลา เงินเป็นสิบล้านหาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะท่านมีบุคลิกในทางนั้น

พระที่ถนัดชวนโยมให้ทำบุญไวยาวัจมัยก็ต้องมี เพียงแต่ใช้คนให้ถูกงาน-ใช้งานให้ถูกคน โอกาสที่จะทำงานนี้สำเร็จก็มีได้ไม่ยาก

..........................

คราวนี้-สมมุติว่า-กัปปิยการก/อารามิกชน/อุปัฏฐากวัด มีอยู่พร้อมบริบูรณ์ทุกวัด ถึงตอนนั้น การละเมิดศีลเรื่องรับเงินเองใช้เงินเอง หรือต้องทำนั่นนี่โน่นเองทั้ง ๆ ที่ผิดศีล เพราะไม่มีใครช่วยทำ ก็จะไม่เกิดขึ้น

ก็จะเหลือเฉพาะการละเมิดศีลที่พระท่านทำตัวเองล้วน ๆ เช่น-ฉันข้าวค่ำ ร่ำสุรา เกาะแกะสีกา ขี้เกียจสวดมนต์ ฯลฯ ซึ่งเป็นความบกพร่องที่เกิดจากตัวพระเอง

คราวนี้ญาติโยมก็มีสิทธิ์ที่จะ “ซัด” พระได้เต็มที่

โยมอุตส่าห์ช่วยท่านถึงเพียงนี้แล้ว ทำไมท่านไม่ช่วยตัวท่านเองด้วย ทำไมท่านยังทำอย่างนี้ - ซัดได้เลย

ตรงนี้คือข้อน่าคิดเรื่องที่ ๒ ของคนที่ออกมาเบรก-ที่ว่า-ช่วยเรื่องนี้ได้ พระท่านก็ไปละเมิดเรื่องโน้นอีก --

ถ้าท่านทำ เราก็มีสิทธิ์ที่จะ “ซัด” ท่านได้เต็มที่เพื่อให้ท่านหยุด

ใครที่ไม่ช่วย-ไม่คิดช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติ 

เมื่อพระทำผิด ท่านไม่มีสิทธิ์ที่จะมาตำหนิพระ

แต่เมื่อเราช่วยพระถึงขนาดนี้แล้ว พระก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะอ้างเพื่อละเมิดศีลได้เลย

..........................

วิถีชีวิตพระเปรียบเหมือนนักมวยขึ้นเวที

ละเมิดศีล เปรียบเหมือนถูกชกล้มลงไปกองกับพื้นเวที

ละเมิดศีลมาแล้ว ตั้งใจที่จะไม่ละเมิดอีก เปรียบเหมือนลุกขึ้นมาสู้ต่อ

ปฏิบัติไม่ได้ ลาจากวิถีชีวิตสงฆ์ออกไป เปรียบเหมือนลงจากเวที

ละเมิดศีลเรื่อยไป ไม่ตั้งใจจะรักษาศีล แต่ไม่ลาจากวิถีชีวิตสงฆ์ นั่นไม่ใช่วิสัยของอารยชน 

เปรียบเหมือนนักมวยถูกชกลงไปกองกับพื้นเวที 

ถ้ายังอยู่บนเวที ต้องลุกขึ้นมาสู้

ถ้าไม่ลุก ก็ต้องลงจากเวทีไป

จะอยู่บนเวทีด้วย นอนกองอยู่กับพื้นด้วย 

ไม่ใช่วิสัยของนักมวย

..........................

จบเรื่องทำบุญช่วยพระไม่ให้ต้องอาบัติแต่เพียงนี้

ท่านที่ทำบุญนี้อยู่แล้ว ผมขออนุโมทนาสาธุเป็นอย่างยิ่ง

ท่านที่คิดจะทำบุญนี้ ก็ขออนุโมทนาสาธุด้วยเช่นกัน

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๔ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๘:๔๑

 

[full-post]



ธรรมะที่คล้ายกันระหว่างอัตตานุทิฏฐิ(สักกายทิฏฐิ)กับอัสมิมานะต่างกันเช่นไร?

   อัตตานุทิฏฐิ เป็นความเห็นผิด อันเป็นเหตุให้สำคัญผิดว่า ขันธ์ 5 มีรูปขันธ์เป็นต้น เป็นตัวตน เกิดในโลภสัมปยุตตจิต มีอัตตวิปปัลลาสเป็นประธาน ละได้เป็นสมุจเฉทด้วยโสดาปัตติมรรค

   อัสมิมานะ เป็นความลำพองใจ อันเป็นเหตุให้ถือตัวว่า ขันธ์ 5 มีรูปขันธ์เป็นต้น เป็นตัวตน เกิดในโลภวิปปยุตตจิต มี สุภวิปปัลลาสเป็นประธาน ละได้เป็นสมุจเฉทด้วยอนาคามีมรรค

   ที่เหมือนกันระหว่างอัตตานุทิฏฐิกับอัสมิมานะ ก็คือ ต่างก็เกิดจากสภาพความเป็นกลุ่มก้อน(ฆนะ)

   อัตตานุทิฏฐิ เกิดจาก

" สมูหฆนะ " คือ สภาพความเป็นกลุ่มก้อน ที่รูปแต่ละรูป นามแต่ละนาม ไม่ได้เกิดตามลำพัง เมื่อแยกกระจายออกด้วยวิเสสลักษณะ อัตตานุทิฏฐิก็เกิดขึ้นไม่ได้ เปรียบเหมือนบ้าน เมื่อแยกออกเป็นแต่ละส่วน ความสำคัญว่าเป็นบ้านก็หมดไป

   อัสมิมานะ เกิดจาก " อารัมมณฆนะ " คือ สภาพความเป็นกลุ่มก้อน ที่นามขันธ์ 4 มี เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์ มี อารมณ์ร่วมกัน เป็นอารมณ์เดียวกัน เมื่อแยกกระจายออกด้วยวิเสสลักษณะ อัสมิมานะก็เกิดขึ้นไม่ได้ เปรียบเหมือนดอกไม้ เมื่อแยกออกเป็นส่วนๆ เช่นกลีบดอก, เกสร เป็นต้น ความสำคัญว่าเป็นดอกไม้ก็หมดไป(คัมภีร์นิสสยะ อักษรปัลลวะ อักษรสิงหล อักษรเทวนาคี อักษรขอม อักษรมอญ อักษรพม่า อักษรธรรมล้านช้าง อักษรธรรมล้านนา และอักษรโรมัน)


------------------


สาระจากศีลสิกขาบทอันเป็นพุทธบัญญัติ

   ถามว่าก็ในเมื่อพระอรหันต์ท่านละกิเลสได้หมดสิ้นเชิงแล้ว ก็ย่อมเป็นผู้ไม่หลงลืมสติแน่นอน ก็แล้วทำไมพระอรหันต์ถึงมีการต้องอาบัติได้เล่า?

   ตอบว่า การต้องอาบัติอันเป็นศีลสิกขาบทบัญญัติ มีได้ด้วยเหตุ 2 ประการ คือ :-

   1. เพราะความไม่เอื้อเฟื้อพระวินัยบัญญัติ

   2. เพราะความรู้ไม่ทั่วถึงพุทธวิสัย

   ในบรรดาเหตุทั้งสองประการนั้น พระอรหันต์มีโอกาสต้องอาบัติได้เฉพาะเหตุประการหลังเท่านั้น คือ เพราะความไม่รู้ทั่วถึงพุทธวิสัย ส่วนเหตุประการแรกนั้น โอกาสเป็นไปไม่ได้เลย เหตุเพราะท่านละกิเลสได้หมดสิ้นเชิงแล้ว

   ถามว่า เมื่อต้องอาบัติด้วยเหตุต่างกัน โทษอาบัติจะต่างกันอย่างไร?

   ตอบว่า โทษ มี 2 ประการ คือ :-

   1.โลกวัชชะ เป็นโทษทางโลก องค์ธรรมเมื่อย่อลงแล้ว ก็คืออกุศลกรรมบถ 10 มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น

   2.บัณณัตติวัชชะ เป็นโทษทางพระวินัยบัญญัติ องค์ธรรม ก็คือการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อความเป็นสมณเพศ มี สัญจริตสิกขาบท,วิกาลโภชนสิกขาบท,ปฐมปวารณาสิกขาบท,ทุติยปวารณาสิกขาบท เป็นต้น(รายละเอียดโปรดดูในแต่ละสิกขาบทเถิด)

   ในบรรดาโทษทั้งสองประการนั้น พระอรหันต์มีโอกาสต้องโทษได้ก็เฉพาะประการหลังเท่านั้น(คืออนุชนรุ่นหลังจะถือเอาเป็นเยื่องอย่าง)

   ส่วนโทษประการแรกนั้นโอกาสเป็นไปไม่ได้เลย เพราะท่านละกิเลสได้หมดสิ้นเชิงแล้ว ความว่าทั้งเหตุและโทษนั้น ปุถุชนมีโอกาสเป็นไปได้ครบทั้งสองประการ เพราะกิเลสยังไม่สิ้น และยังหนาแน่นอยู่ ส่วนพระอรหันต์นั้น ทั้งเหตุและโทษ โอกาสเป็นไปได้เป็นประการหลังอย่างเดียว เพราะท่านละกิเลสได้สิ้นแล้วนั่นเอง ส่วนพระอริยบุคคลเบื้องต่ำ กิเลสยังละไม่ได้หมดสิ้นก็จริง แต่ก็น้อยกว่าปุถุชน โอกาสที่จะต้องโทษด้วยปปัญจธรรม(ธรรมอันเป็นเหตุให้เนิ้นช้าในวัฏฏทุกข์) มีตัณหา มานะ ทิฏฐิ จึงมีน้อยกว่าปุถุชน คือเว้น(มิจฉา)ทิฏฐิในพระโสดาบันบุคคลกับพระสกทาคามีบุคคล และเว้น(อัสมิ)มานะในพระอนาคามีบุคคลที่เหลือ คือ ตัณหา ก็มีกำลังอ่อนกว่าปุถุชนมาก(คัมภีร์นิสสยอักษรธรรมล้านช้าง)


[full-post]

 


“อาบัติก็แค่ทุกกฎ”

------------------

ใครที่คุ้นๆ กับชาววัดและภาษาวัด อาจจะเคยได้ยินพระท่านพูดกันว่า “อาบัติก็แค่ทุกกฎ” มาบ้างแล้ว แต่ใครที่ไม่คุ้น-โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่-ฟังแล้วก็คง “เป็นงง” ไม่เข้าใจว่าพระท่านพูดเรื่องอะไร

อันดับแรก คำว่า “อาบัติ” เป็นภาษาวัด แปลตามศัพท์ว่า “การต้อง” คนไม่เรียนบาลีก็คงฟังไม่ออกว่าหมายถึงอะไร แปลให้ใกล้เข้าไปอีกหน่อยก็ว่า “การต้องโทษ” ความหมายในภาษาไทย “อาบัติ” ก็คือ ความผิด การกระทำที่เป็นความผิด 

วลีที่มักพูดกันคือ “ต้องอาบัติ” หมายความว่า ทำผิด คือละเมิดข้อห้าม

ส่วนคำว่า “ทุกกฏ” เป็นชื่อของอาบัติชนิดหนึ่ง คำนี้อ่านว่า ทุก-กด 

กฎ สะกดด้วย ฏ ปฏัก

คำว่า “ทุก-” พยางค์หน้าเป็นภาษาบาลี ไม่ใช่ “ทุก” ในภาษาไทย ดังคำว่า ทุกวัน ทุกคน ทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง ไม่ใช่ “ทุก” แบบนี้

“ทุกกฏ” ไม่ได้หมายถึง กฎข้อบังคับทุกกฎ อย่างในคำว่า “กฎทุกกฎมีข้อยกเว้น” ไม่ใช้ กฎ คำนั้น 

กฎคำนั้นสะกดด้วย ฎ ชฎา 

กฎคำนี้สะกดด้วย ฏ ปฏัก

เป็นคนละคำกัน

“ทุกกฏ” แปลว่า ทำผิด ทำไม่ดี ทำชั่ว 

ทุ = ชั่ว, เลว, ไม่ดี + กฎ = ทำ 

ซ้อน ก ระหว่าง ทุ กับ กฎ = ทุกกฎ อ่านว่า ทุก-กด ไม่ใช่ ทุ-กะ-กด

ที่ว่า “ทุกกฏ” เป็นชื่อของอาบัติชนิดหนึ่ง - ก็หมายความว่า อาบัติมีหลายชนิด

ตามที่นักเรียนชาววัดเรียนกันมา อาบัติมี ๗ กอง

ไม่ได้แปลว่า เอาอาบัติมาวางกองรวมกันได้ ๗ กอง

แต่แปลว่า อาบัติมี ๗ ชนิด ๗ กลุ่ม หรือ ๗ ระดับ ตามน้ำหนักของโทษหรือลักษณะของความผิดที่ทำ

อาบัติ ๗ กอง มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เรียงตามระดับโทษหนักไปหาโทษเบา ดังนี้ -

      (๑) ปาราชิก (ปา-รา-ชิก)

      (๒) สังฆาทิเสส (สัง-คา-ทิ-เสด)

      (๓) ถุลลัจจัย (ถัน-ลัด-ไจ)

      (๔) ปาจิตตีย์ (ปา-จิด-ตี)

      (๕) ปาฏิเทสนียะ (ปา-ติ-เท-สะ-นี-ยะ)

      (๖) ทุกกฎ (ทุก-กด)

      (๗) ทุพภาสิต (ทุบ-พา-สิด)

ขอแปลแบบถอดความ เพื่อเข้าใจความหมายของแต่ละชื่อแบบง่ายๆ ดังนี้ -

(๑) ปาราชิก = “แพ้ไล่ออก” 

(๒) สังฆาทิเสส = “ต้องให้สงฆ์สั่งสอน” 

(๓) ถุลลัจจัย = “เลวอย่างหยาบ”

(๔) ปาจิตตีย์ = “ทำดีตกแตก”

(๕) ปาฏิเทสนียะ = “รับสารภาพ”

(๖) ทุกกฏ = “มารยาททราม”

(๗) ทุพภาสิต = “ปากเสีย”

ระดับโทษของอาบัติ แบ่งเป็น ๒ ระดับ คือโทษหนักกับโทษเบา ภาษาชาววัดพูดว่า อาบัติหนัก-อาบัติเบา

อาบัติหนักมี ๒ กอง คือ ปาราชิกและสังฆาทิเสส

ปาราชิก เป็นอาบัติหนักที่สุด โทษที่ได้รับคือ ขาดจากความเป็นพระทันทีที่ทำ ไม่ว่าจะมีใครรู้เห็นหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะมีใครฟ้องร้องกล่าวโทษหรือไม่ก็ตาม

สังฆาทิเสส เป็นอาบัติหนักรองลงมาจากปาราชิก โทษที่ได้รับยังไม่ขาดจากความเป็นพระ แต่ต้องไปเข้ากระบวนการลงโทษตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ผ่านกระบวนการครบถ้วนแล้วจึงจะกลับเป็นผู้บริสุทธิ์เหมือนเดิม

อาบัติอีก ๕ กอง เป็นอาบัติเบา โทษที่ได้รับคือ ต้องสารภาพผิดต่อหน้าเพื่อนพระด้วยกันตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด เรียกว่า “ปลงอาบัติ” หรือ “แสดงอาบัติ” จึงจะกลับเป็นผู้บริสุทธิ์เหมือนเดิม

.........................

พอรู้อย่างนี้แล้ว กลับไปดูคำที่ว่า “อาบัติก็แค่ทุกกฎ” คงพอจะเข้าใจถึง “อารมณ์ของคำ” หรือความรู้สึกนึกคิดของผู้พูด

“ทุกกฏ” เป็นอาบัติเบา อยู่รองจากท้ายแถว “อาบัติก็แค่ทุกกฎ” จึงมีความหมายว่า ถึงทำผิดก็เป็นความผิดเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร 

พูดกดให้ต่ำลงไปอีกก็ว่า เป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องหยุมหยิม เรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องยกขึ้นมาตำหนิติติงอะไรกัน 

ปิดท้ายด้วยวลียอดนิยม - “จะมาเคร่งครัดอะไรกันนักกันหนา”

.....................

เรื่องเล็กน้อย ตรงกับคำว่า “ขุททกสิกขาบท” แปลว่า “สิกขาบทเล็กน้อย” หมายถึงศีลของพระบางข้อที่เป็นความผิดเล็กน้อย

เรื่องสิกขาบทเล็กน้อยนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะถูกนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมสงฆ์เพื่อรวบรวมพระธรรมวินัยไว้เป็นหลักฐาน ที่เรารู้จักกันในนาม “ปฐมสังคายนา” ซึ่งจัดขึ้นโดยพระอรหันตเถระ ๕๐๐ องค์ เมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานได้ ๓ เดือน

เรื่องก็คือ ในวาระ “เรื่องอื่นๆ” ของการประชุม ท่านพระอานนท์ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า เมื่อจวนจะปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้ตรัสกะท่านว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว คณะสงฆ์จะยกเลิกสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างก็ได้ 

เนื่องจากพระพุทธองค์ไม่ได้ทรงระบุว่าศีลข้อไหนบ้างที่เป็น “สิกขาบทเล็กน้อย” ที่ประชุมจึงเปิดอภิปรายเพื่อหาคำตอบ

ที่ประชุมอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง มีความเห็นหนึ่งที่เสนอว่า ยกเว้นปาราชิก ๔ ข้อ ซึ่งภิกษุละเมิดแล้วขาดจากความเป็นภิกษุทันที ศีลข้ออื่นทุกข้อเป็นสิกขาบทเล็กน้อย

ในที่สุด ที่ประชุมลงมติ-ไม่ยกเลิกสิกขาบทใดๆ ทั้งสิ้น เล็กน้อยหรือไม่เล็กน้อยก็จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตลอดไป

(ดูรายละเอียดในปัญจสติกขันธกะ คัมภีร์จุลวรรค ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๗ ข้อ ๖๒๐-๖๒๑)

และนี่ก็คือหลักการของพระพุทธศาสนาเถรวาท-คือพระพุทธศาสนาที่นับถือกันอยู่ในประเทศไทยอันมีคณะสงฆ์ไทยเป็นหลักใหญ่อยู่ในทุกวันนี้

.....................

อนึ่ง พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาทแต่ปางก่อนที่ตั้งใจรักษาสิกขาบทคือศีลทุกข้อ ท่านมีคติประจำใจว่า -

...............................................

อนุมตฺเตสุ  วชฺเชสุ  ภยทสฺสาวี

สมาทาย  สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ

อาบัติเล็กน้อยขนาดไหนก็เห็นเป็นเรื่องน่ากลัว 

จะสำรวมระวังไม่ละเมิด

(ดูรายละเอียดในวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๔๐๗ เป็นต้น)

...............................................

ทุกครั้งที่ได้ยินพระท่านพูดว่า “อาบัติก็แค่ทุกกฎ” ขอให้พวกเรามาช่วยกันถวายกำลังใจให้พระสงฆ์ของเรามีคติประจำใจดุจบรรพบุรุษสงฆ์ของเราที่ท่านเคยมีมา ดังที่แสดงไว้นี้โดยทั่วกัน เทอญ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๗:๓๑

[right-side]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.