แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด



ศึกษาเรื่องเดิม - ทำไมสังคมจึงต้องมีผู้นำ (๓)-จบ

----------------------------------------------

หรือถามให้เต็มคำ-ว่าทำไมไทยเราจึงต้องมีพระมหากษัตริย์?

ใครที่เห็นระบอบประชาธิปไตย-อันมีจุดเด่นอยู่ที่การเลือกตั้ง-มานานพอสมควร จะเห็นความจริงอย่างหนึ่ง นั่นคือ ที่เราปลอบใจกันว่า ผู้บริหารบ้านเมืองหรือผู้ได้อำนาจรัฐที่เราไม่ชอบ เราก็ทนไปแค่ไม่กี่ปีก็มีโอกาสเปลี่ยนตัวได้-นั้น ไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่ครั้ง เราก็จะได้นักการเมืองที่มีลักษณะเหมือนเดิมทุกครั้ง คือ เข้ามาทำงานการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องเป็นหลัก 

เพราะนักการเมืองที่มีให้เราเลือกล้วนแต่เป็นพันธุ์เดียวกันทั้งนั้น

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลไทยด้วยคนหนึ่ง เขียนไว้ในหนังสือ พจนานุกรมการเมือง ว่า

.........................................................

นักการเมือง: ผู้ทำงานสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

.........................................................

(หมายเหตุ: ผมเคยอ่านหนังสือเล่มที่ว่านี้ ชื่อพจนานุกรม-หรือปทานุกรม-การเมือง อะไรทำนองนี้ ไม่แน่ใจ แต่แน่ใจว่าเป็นหนังสือที่ยกถ้อยคำภาษาเกี่ยวกับการเมืองขึ้นมาตั้ง แล้วให้คำจำกัดความทำนองเดียวกับพจนานุกรม ในช่วงเวลานั้น ดร.ภิญโญ สาธร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านประกาศว่าจะสร้างเสาธงหน้ากระทรวงศึกษาธิการให้สูงที่สุดในประเทศ หนังสือพจนานุกรมเล่มนั้นยกคำว่า “ภิญโญ” ขึ้นมาตั้ง แล้วให้คำจำกัดความว่า “สูงยิ่งขึ้นไปเหมือนเสาธงหน้ากระทรวงศึกษาธิการ” -อย่างนี้เป็นต้น คำจำกัดความคำว่า “นักการเมือง” ที่ผมยกมาว่า “ผู้ทำงานสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว” นั้น อาจไม่ตรงตามนั้นทุกตัวอักษร แต่ใจความเป็นอย่างนั้นแน่นอน ตอนนี้ผมหาหนังสือพจนานุกรมการเมืองเล่มนั้นไม่ได้ ท่านผู้ใดเคยเห็น และสามารถหาได้ ช่วยบอกด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง)

.........................................................

นักการเมืองที่ทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างบริสุทธิ์จริงแท้ ไม่มีเลยหรือ? 

มีครับ ไม่ใช่ไม่มี 

แต่มีอย่างที่ภาษาบาลีเรียกว่า “อัพโพหาริก” คือมีก็เหมือนไม่มี (ineffective) 

แล้วจุดอับที่สำคัญและฉกรรจ์มาก ๆ ของระบอบเข้ามาทำงานบริหารบ้านเมืองด้วยวิธีเลือกตั้งคืออะไร?

จุดอับก็คือ ระบอบนี้ไม่มีหลักการในการสร้างผู้บริหารบ้านเมืองที่ดี

หมายความว่า ระบอบนี้ตัดสินว่าใครจะได้เข้ามาบริหารบ้านเมืองก็ด้วยวิธีเลือกตั้ง คือตัดสินด้วยคะแนนที่อยู่ในหีบบัตรเลือกตั้ง ไม่ได้ตัดสินด้วยคุณธรรมของนักการเมืองผู้สมัครรับเลือกตั้ง

คุณสมบัติพื้นฐานของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เรากำหนดขึ้น ก็เป็นคุณสมบัติด้านกายภาพ เช่น อายุ วุฒิการศึกษา กับที่เกี่ยวด้วยกฎหมาย เช่น ไม่เคยต้องโทษในคดีอุกฉกรรจ์เป็นต้น ที่กำหนดเป็นคุณธรรมไว้บ้างก็เป็นเพียงภาพรวมหลวม ๆ กว้าง ๆ เช่น-ไม่มีความประพฤติเสียหายทางด้านศีลธรรม 

ดูคุณสมบัติแล้ว ก็คือคุณสมบัติของประชาชนธรรมดาทั่วไปในสังคมนั่นเอง

ที่เป็นจุดอับสำคัญก็คือ เราไม่ได้กำหนดคุณธรรมของผู้ที่จะเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองไว้ในคุณสมบัติของนักการเมือง 

และที่เป็นจุดอับอย่างฉกรรจ์ก็คือ สังคมของเราไม่มีระบบสร้างบุคคลที่มีคุณธรรมเพื่อเตรียมเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง

นักการเมืองที่เรียงหน้ากันเข้ามาให้เราเลือก และที่เราปลอบใจกันว่า-ไม่ชอบคนนี้เราก็ยังมีสิทธิ์เปลี่ยนตัวไปเลือกคนโน้น-นั้น ล้วนเป็นคนที่ไม่ได้เตรียมตัวมาตั้งแต่เกิดเพื่อจะเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง 

พูดกันตรง ๆ ก็คือ นักการเมืองของเราเป็นใครมาจากไหนก็ได้ คุณสมบัติสำคัญมีข้อเดียว คือมีความสามารถที่จะทำให้ตัวเองชนะการเลือกตั้ง-เท่านั้นพอ

.......................

เรามีความหวังกันว่า การศึกษาจะทำให้คนเป็นคนดี มีความสามารถ ซึ่งก็คือหวังว่า ถ้าเราจัดการให้คนของเราได้รับการศึกษา เราก็จะมีคนดีมีความสามารถเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง

แต่การจัดการศึกษาและบริหารการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเกิดการเบี่ยงเบนที่ไม่คาดคิด คือแทนที่จะเป็นการศึกษาเพื่อให้มีความรอบรู้ควรแก่ฐานะ ( = ความรู้) ทำได้ ทำเป็นตามแนวทางที่ศึกษามา ( = ความสามารถ) และใช้ความรู้ความสามารถเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม ( = คุณธรรม) ผลการศึกษาที่มุ่งหวังต้องการกลับกลายเป็นศักดิ์และสิทธิ์อันเกิดจากการสอบได้สอบผ่านตามกระบวนการศึกษา ใช้คำตามสำนวนของ วิทยากร เชียงกูล ก็คือ “กระดาษแผ่นเดียว” 

.........................................................

ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง

ฉันจึงมาหาความหมาย 

ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย 

สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว

- กลอนชื่อ “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” ของ วิทยากร เชียงกูล

.........................................................

สอบผ่านสอบได้ ทำให้ได้กระดาษแผ่นเดียว

กระดาษแผ่นเดียว ทำให้ได้ศักดิ์และสิทธิ์

ศักดิ์และสิทธิ์ทำให้ได้อะไร ๆ ที่ต้องการตามมา

สิ่งที่ปรากฏในปัจจุบันก็คือ นักเรียนนักศึกษาจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ “กระดาษแผ่นเดียว”

จึงปรากฏข้อเท็จจริงที่ว่า-มีการทำทุจริตในการสอบ ลักลอบข้อสอบ รับจ้างสอบ รับจ้างทำวิทยานิพนธ์ ลอกวิทยานิพนธ์ ฯลฯ

ความรู้ความสามารถ เป็นเพียงผลพลอยได้

คุณธรรม เลิกพูดไปเลย

.........................................................

น่าตกใจที่-ค่านิยมศักดิ์และสิทธิ์อันเกิดจากกระดาษแผ่นเดียวนี้ ได้ลามเข้ามาในการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ไทยด้วย

.........................................................

เป็นอันว่า ระบบการศึกษาที่เราหวัง-และที่เราจัดการอยู่ในทุกวันนี้ ให้ได้อย่างมากที่สุดก็แค่ความรู้และความสามารถ แต่คุณธรรมไม่มี

ใช้คำของท่านพุทธทาสภิกขุก็คือ การศึกษาแบบหมาหางด้วน

เรียนวิชาหนังสือและวิชาอาชีพ

แต่ไม่ได้ฝึกฝนอบรมให้มีคุณธรรมศีลธรรม

ยิ่งการฝึกฝนอบรมเพื่อให้คนของเรามีความรู้และประพฤติตามหลักทศพิธราชธรรม เพื่อเตรียมตัวไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองด้วยแล้ว มีค่าเป็นศูนย์

จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีหน่วยงาน หน่วยการศึกษา หรือสถาบันไหนเลยที่ทำหน้าที่ฝึกฝนอบรมคนของเราให้มีความรู้และประพฤติตามหลักทศพิธราชธรรม

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดานักการเมืองที่เรียงหน้ามาให้เราเลือก เพียงแค่ถามว่า ทศพิธราชธรรมมีอะไรบ้าง จะมีสักกี่คนที่ตอบได้ ยังไม่ต้องหวังไปถึงขั้นมีความรู้และประพฤติตามได้ครบถ้วน

ในการบริหารบ้านเมือง ระบบการศึกษาอบรมที่เราจัดการอยู่ตอบได้แต่เพียงว่า ทำอย่างไรจึงจะได้เข้าไปเป็นผู้มีอำนาจมีตำแหน่ง

แต่การศึกษาของเรายังตอบไม่ได้ว่า เมื่อเป็นผู้มีอำนาจมีตำแหน่งแล้วควรทำอย่างไร-จึงจะเกิดผลดีที่สุดแก่ประชาชนและประเทศชาติ

นี่แหละคือจุดอับหรือจุดดับฉกรรจ์ที่สุดที่ไม่มีใครนึก หรือแม้จะมีคนนึกอยู่บ้างก็ยังไม่มีใครลงมือแก้ไข 

ขอให้นึกเทียบกับระบบกษัตริย์ที่สังคมเราเคยเป็นมามีมาในอดีต สมาชิกในสถาบันพระมหากษัตริย์จะมีระบบการอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนผู้ที่อยู่ในฐานะจะต้องบริหารบ้านเมืองให้รู้ เข้าใจ และประพฤติตามทศพิธราชธรรมไปตั้งแต่ต้นทาง เรียกได้ว่าอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนไปตั้งแต่เกิดนั่นเลย

ในขณะที่ระบบใหม่ที่เรานำมาใช้หรือคิดอ่านขึ้นยังไม่เคยมีการอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนนักการเมืองไปตั้งแต่ต้นทางแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย

เราสอนกันแต่ว่า-ทำอย่างไรจึงจะได้เป็น

แต่ไม่เคยสอนกันว่า-เป็นแล้วควรทำอย่างไร-ประชาชนและประเทศชาติจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

.......................

เป็นอันว่า บัดนี้เราก็รู้แล้วว่า ทำไมสังคมจึงต้องมีผู้นำ

และรู้แล้วว่า ทำไมไทยเราจึงต้องมีพระมหากษัตริย์

ผมมีข้อชวนคิดหรือคำถามในตอนจบนี้ว่า -

๑ สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งมีระบบการอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนสมาชิกให้มีคุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมืองพร้อมจะเป็นผู้บริหารบ้านเมืองที่ดี แต่การจะให้สถาบันกลับมาเป็นผู้บริหารบ้านเมืองเหมือนเดิมก็คงยาก เพราะเราเกิดรังเกียจที่จะให้เป็นเช่นนั้น ยิ่งคนบางกลุ่มด้วยแล้ว มิใช่เพียงรังเกียจที่จะให้บริหารบ้านเมือง แต่รังเกียจถึงขั้นจะไม่ให้มีอยู่ในบ้านเมืองด้วยซ้ำ

๒ ฝ่ายนักการเมืองที่เรายินดีพอใจจะเลือกเข้าไปเป็นผู้บริหารบ้านเมือง ก็ปรากฏชัดว่ามักจะขาดคุณธรรมของผู้บริหารบ้านเมืองที่ดี การที่จะคิดอ่านอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนบุคคลเหล่านั้นให้มีคุณธรรมก็คงเป็นเรื่องยาก เข้าหลัก-ไม้แก่ดัดยาก

๓ ครั้นมองไปที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ หน่วยงานหรือสถาบันของเราที่ทำหน้าที่ให้การศึกษาอบรมก็ไม่เคยมีอุดมการณ์ อุดมคติ หรือนโยบายที่จะอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีคุณธรรมของผู้บริหารบ้านเมืองที่ดี เพื่อจะได้เข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองต่อไป การที่จะทำให้หน่วยงานหรือสถาบันที่ทำหน้าที่ให้การศึกษาอบรมมีอุดมการณ์ อุดมคติ หรือนโยบายที่จะอบรมฝึกฝนปลูกฝังสั่งสอนเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีคุณธรรมเช่นนั้นก็คงยากอีกนั่นแหละ

นี่คือปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ จะมีใครรู้หรือไม่รู้ก็ตาม จะมีใครคิดหรือไม่ติดก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง ๆ 

ผมไม่รู้ว่า เมืองไทยของเราจะทนต่อสภาพปัญหาเช่นนี้ไปได้นานแค่ไหน

ปัญหาที่ชวนคิดก็คือ เราควรจะคิดอ่านทำอย่างไรกันดี?

หรือไม่ต้อง?

แค่ท่องคาถา -

“ทุกอย่างเป็นอนิจจัง” 

“บ้านเมืองไม่ใช่ของกูคนเดียว” 

แล้วอยู่กันไปวัน ๆ เท่านั้นพอ?

-------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๗:๔๘

[full-post]



ศึกษาเรื่องเดิม - ทำไมสังคมจึงต้องมีผู้นำ (๒)

----------------------------------------------

หรือถามให้เต็มคำ-ว่าทำไมไทยเราจึงต้องมีพระมหากษัตริย์?

....................

พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนสำหรับผู้ที่เป็น “ราชา” ที่เรารู้จักกันว่า “ทศพิธราชธรรม” ซึ่งแปลตามตัวว่า “หลักธรรม ๑๐ ประการของราชา” หรือแปลให้ถูกกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันว่า “หลักธรรม ๑๐ ประการของผู้ทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง”

“ทศพิธราชธรรม” ตามต้นฉบับบาลีเป็นดังนี้ -

.........................................................

ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ        อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ

อกฺโกธํ อวิหึสญฺจ        ขนฺติญฺจ อวิโรธนํ.

ทาน (ทานํ) ศีล (สีลํ) การบริจาค (ปริจฺจาคํ)

ความซื่อตรง (อาชฺชวํ) ความอ่อนโยน (มทฺทวํ) ความเพียร (ตปํ)

ความไม่โกรธ (อกฺโกธํ) ความไม่เบียดเบียน (อวิหึสํ)

ความอดทน (ขนฺตึ) และความไม่พิโรธ (อวิโรธนํ)

อิจฺเจเต กุสเล ธมฺเม

ฐิเต ปสฺสามิ อตฺตนิ

ตโต เม ชายเต ปีติ

โสมนสฺสญฺจนปฺปกํ ฯ

เราเห็นกุศลธรรมเหล่านี้

ที่ดำรงอยู่ในตน 

แต่นั้น ปีติและโสมนัสไม่ใช่น้อย

ย่อมเกิดแก่เรา

ที่มา: มหาหังสชาดก อสีตินิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๘ ข้อ ๒๔๐

.........................................................

ทศพิธราชธรรมแต่ละข้อมีความหมายอย่างไร ขอนำคำอธิบายจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ข้อ [326] ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต มาเสนอประกอบการศึกษาในที่นี้ ดังนี้ -

.........................................................

ราชธรรม 10 หรือ ทศพิธราชธรรม (ธรรมของพระราชา, กิจวัตรที่พระเจ้าแผ่นดินควรประพฤติ, คุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง, ธรรมของนักปกครอง — Rājadhamma: virtues or duties of the king; royal virtues; virtues of a ruler)

1. ทาน (การให้ คือ สละทรัพย์สิ่งของ บำรุงเลี้ยง ช่วยเหลือประชาราษฎร์ และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ — Dāna: charity; liberality; generosity)

2. ศีล (ความประพฤติดีงาม คือ สำรวมกายและวจีทวาร ประกอบแต่การสุจริต รักษากิตติคุณให้ควรเป็นตัวอย่าง และเป็นที่เคารพนับถือของประชาราษฎร์ มิให้มีข้อที่ใครจะดูแคลน — Sīla: high moral character)

3. ปริจจาคะ (การบริจาค คือ เสียสละความสุขสำราญ เป็นต้น ตลอดจนชีวิตของตน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง — Pariccāga: self-sacrifice)

4. อาชชวะ (ความซื่อตรง คือ ซื่อตรงทรงสัตย์ไร้มารยา ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต มีความจริงใจ ไม่หลอกลวงประชาชน — Ājjava: honesty; integrity)

5. มัททวะ (ความอ่อนโยน คือ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหยิ่งหยาบคายกระด้างถือองค์ มีความงามสง่าเกิดแต่ท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวล ละมุนละไม ให้ได้ความรักภักดี แต่มิขาดยำเกรง — Maddava: kindness and gentleness)

6. ตปะ (ความทรงเดช คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิให้เข้ามาครอบงำย่ำยีจิต ระงับยับยั้งข่มใจได้ ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญและความปรนเปรอ มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ หรืออย่างสามัญ มุ่งมั่นแต่จะบำเพ็ญเพียร ทำกิจให้บริบูรณ์ — Tapa: austerity; self-control; non-indulgence)

7. อักโกธะ (ความไม่โกรธ คือ ไม่กริ้วกราดลุอำนาจความโกรธ จนเป็นเหตุให้วินิจฉัยความและกระทำการต่างๆ ผิดพลาดเสียธรรม มีเมตตาประจำใจไว้ระงับความเคืองขุ่น วินิจฉัยความและกระทำการด้วยจิตอันราบเรียบเป็นตัวของตนเอง — Akkodha: non-anger; non-fury)

8. อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน คือ ไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น เก็บภาษีขูดรีด หรือเกณฑ์แรงงานเกินขนาด ไม่หลงระเริงอำนาจ ขาดความกรุณา หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญาแก่ประชาราษฎร์ผู้ใดเพราะอาศัยความอาฆาตเกลียดชัง — Avihiṁsā: non-violence; non-oppression)

9. ขันติ (ความอดทน คือ อดทนต่องานที่ตรากตรำ ถึงจะลำบากกายน่าเหนื่อยหน่ายเพียงไร ก็ไม่ท้อถอย ถึงจะถูกยั่วถูกหยันด้วยคำเสียดสีถากถางอย่างใด ก็ไม่หมดกำลังใจ ไม่ยอมละทิ้งกรณีย์ที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม — Khanti: patience; forbearance; tolerance)

10. อวิโรธนะ (ความไม่คลาดธรรม คือ วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม คงที่ไม่มีความเอนเอียงหวั่นไหวเพราะถ้อยคำที่ดีร้าย ลาภสักการะ หรืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ใด ๆ สถิตมั่นในธรรมทั้งส่วนยุติธรรม คือ ความเที่ยงธรรม ก็ดี นิติธรรม คือ ระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ก็ดี ไม่ประพฤติให้เคลื่อนคลาดวิบัติไป — Avirodhana: nondeviation from righteousness; conformity to the law)

.........................................................

ชื่อหลักธรรมว่า “ทศพิธราชธรรม” ชวนให้เข้าใจไปว่า เป็นหลักปฏิบัติของพระราชามหากษัตริย์ตรงตามคำว่า “ราชธรรม” แต่พึงทราบว่า คำว่า “ราช” ตามหน้าที่ที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะ king ตามตัวอักษร แต่หมายกว้างออกไปดังที่ท่านขยายความว่า “คุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง, ธรรมของนักปกครอง” 

ขยายความอย่างนี้ก็ยังไม่หมดสิ้นเชิงด้วยซ้ำ อันที่จริงต้องรวมไปถึงผู้ทำงานราชการทุกภาคส่วนด้วย พูดรวบยอดว่า ข้าราชการทุกคน-ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการการเมืองหรือข้าราชการประจำ-เมื่อเข้ามาอยู่ในกระบวนการบริหารงานของบ้านเมืองแล้ว จะต้องมีคุณสมบัติทั้ง ๑๐ ประการนี้ครบถ้วน จึงสมควรที่จะเป็นข้าราชการ

แง่มุมเช่นนี้มีใครเคยคิดเคยมองไปให้ถึงกันบ้างหรือไม่?

....................

ตัดตอนมาถึงยุคปัจจุบัน

เกิดมีแนวคิดขึ้นว่า การที่กลุ่มกษัตริย์บริหารงานบ้านเมืองอย่างต่อเนื่องแบบสืบสันตติวงศ์นั้น เป็นการผูกขาดอำนาจอยู่กับคนกลุ่มเดียว ไม่เป็นธรรม ไม่ยุติธรรม ผู้ได้อำนาจรัฐควรจะมาจากการเลือกสรรของประชาชน และมีระยะเวลาในการครองอำนาจ ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวครองอำนาจตลอดกาล

แนวคิดนี้มีคนเห็นด้วยทันที โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ด้วยแล้วเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ กษัตริย์ค่อย ๆ หลุดจากอำนาจการบริหารบ้านเมืองไปทีละประเทศสองประเทศ ที่ยังมีอยู่ก็มีอยู่ในฐานะสัญลักษณ์ของประเทศ แต่ไม่มีอำนาจใด ๆ อำนาจในการบริหารกิจการบ้านเมืองตกเป็นของกลุ่มคนที่เราเรียกกันว่า “นักการเมือง” ซึ่งเข้ามาสู่ตำแหน่งด้วยวิธีเลือกสรรของประชาชน ที่เรียกรู้กันติดปากทั่วไปว่า “เลือกตั้ง” และเรียกระบอบนี้ว่า “ประชาธิปไตย” 

ระบอบประชาธิปไตยอันมีจุดเด่นอยู่ที่การเลือกตั้ง ก็จึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าเป็นระบอบที่ดีทีสุด

ระยะแรกที่ผู้คนตื่นกับระบอบประชาธิปไตยอันมีจุดเด่นอยู่ที่การเลือกตั้งนั้น เราพูดกันเต็มปากว่า นี่เป็นระบอบที่ดีทีสุด 

แต่เมื่อความจริงคือธาตุแท้ของนักการเมืองค่อย ๆ ปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ต่อมาเราจึงต้องปรับคำพูดใหม่เป็นว่า-ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่มีข้อเสียน้อยที่สุด คือยอมรับกันแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตย-อันมีจุดเด่นอยู่ที่การเลือกตั้ง-ก็มีข้อเสีย

กาลต่อมาก็ค่อย ๆ ประจักษ์ว่า ข้อเสียของระบอบประชาธิปไตย-อันมีจุดเด่นอยู่ที่การเลือกตั้งนั้น ยังไม่มีวิธีแก้ไขที่ได้ผล หรือพูดกันตรง ๆ ก็คือ-แก้ไม่ได้นั่นเอง ปัจจุบันเราจึงมีคำพูดปลอบใจด้วยการยกข้อดีที่มองเห็นขึ้นมาบอกกันว่า ผู้บริหารบ้านเมืองหรือผู้ได้อำนาจรัฐที่เราไม่ชอบ เราก็ทนไปแค่ไม่กี่ปีก็มีโอกาสเปลี่ยนตัวได้ ซึ่งต่างจากระบอบกษัตริย์ที่-แม้เราจะไม่ชอบขนาดไหนก็เปลี่ยนไม่ได้ ต้องทนไปตลอดกาล 

เหตุผลเช่นนี้น่าฟัง แต่มีจุดอับที่เราลืมนึก เป็นจุดอับที่สำคัญและฉกรรจ์มาก ๆ ด้วย

จุดอับนั้นคืออะไร?

-------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๓:๔๑ 

[full-post]



ศึกษาเรื่องเดิม -ทำไมสังคมจึงต้องมีผู้นำ (๑)

----------------------------------------------

หรือถามให้เต็มคำ-ว่าทำไมไทยเราจึงต้องมีพระมหากษัตริย์?

การที่สังคมไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น คนรุ่นใหม่ที่บูชาความเสมอภาคยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง

เป็นที่มาของแนวคิดชนิดหนึ่งที่เรียกรู้กันว่า “ขบวนการล้มเจ้า”

สถาบันพระมหากษัตริย์มีสิทธิ์อะไรจึงมาอยู่เหนือประชาชน-คนรุ่นใหม่ที่บูชาความเสมอภาคมองแบบนั้น

เป็นการมองแบบคนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องเดิม

บอกไว้ก่อนนะครับว่า ผมไม่ใช่พวกเชียร์สถาบันแบบไม่ลืมหูลืมตา

แต่ผมเป็นพวกชวนให้ศึกษาเรื่องเดิม-สถาบันพระมหากษัตริย์เกิดมาได้อย่างไร

.......................

ทำไมสังคมมนุษย์จึงต้องมีผู้นำ?

สัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง ส่วนมากหรือแทบทั้งหมดจะต้องมีตัวหนึ่งที่เป็นจ่าฝูง นี่เป็นกฎธรรมดาหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นกฎธรรมชาติของสัตว์สังคม ไม่ใช่เป็นเพราะสัตว์ชนิดไหน ตัวไหน หรือใครคนไหน เป็นผู้ตั้งกฎขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

กระบวนการคัดเลือกจ่าฝูง อาจใช้ขนาดของร่างกาย หรือความสามารถในการใช้เขี้ยวเล็บ ซึ่งแต่ละตัวมีไม่เท่ากัน ตัวไหนโตกว่า ดุกว่า จิกกัดทำร้ายตัวอื่นได้เก่งกว่า ตัวนั้นก็เป็นจ่าฝูง

ในพระไตรปิฎกมีพระสูตรหนึ่งชื่อ อัคคัญญสูตร (ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ ข้อ ๕๑-๗๒) บรรยายถึงกำเนิดเผ่าพันธุ์มนุษย์ว่ามาจากไหน ผู้สนใจพึงศึกษาดูได้ 

.........................................................

อัคคัญญสูตร

https://84000.org/tipitaka/read/?11/51-72

.........................................................

ในที่นี้ขอตัดตอนมาเล่าว่า เริ่มต้นมนุษย์อาศัยพืชผลธรรมชาติเป็นเครื่องดำรงชีพ ต่อมาก็มีการจับจองพื้นที่เป็นที่อยู่และทำมาหากิน แต่ก็เกิดปัญหาเนื่องจากมีการขโมยพืชผลกัน เป็นเหตุให้คิดแก้ปัญหาด้วยการคัดเลือกคนให้ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองป้องกันมิให้เกิดการประพฤติผิด

คนที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้นำในยุคโน้น มีคุณสมบัติตามที่แสดงไว้ในพระสูตร ดังนี้ -

.........................................................

อภิรูปตโร = มีรูปงาม (of perfect form)

ทสฺสนียตโร = น่าดู (fair to behold)

ปาสาทิกตโร = น่าเลื่อมใส (pleasing)

มเหสกฺขตโร = มีศักดิ์ใหญ่ (possessing great power or authority)

.........................................................

โดยสรุปก็คือ เลือกคนที่มีบุคลิกดี มีพลังอำนาจ

ภารกิจและเงื่อนไขในการทำหน้าที่ผู้นำคืออะไร ลองฟังสำนวนภาษาบาลีดู -

.........................................................

เอหิ  โภ  สตฺต  สมฺมาขียิตพฺพํ  ขียิ  สมฺมาครหิตพฺพํ  ครหิ  สมฺมาปพฺพาเชตพฺพํ  ปพฺพาเชหิ  มยํ  ปน  โว  สาลีนํ  ภาคํ  อนุปทสฺสามาติ  ฯ

มาเถิดสัตว์ผู้เจริญ ท่านจงว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าวได้โดยสมควร จงติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยสมควร จงขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยสมควร ส่วนพวกเราจักให้ส่วนแห่งข้าวสาลีแก่ท่าน

ที่มา: อัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๑ ข้อ ๖๒

.........................................................

เมื่อต้องทำหน้าที่แก้ปัญหาหรือปกป้องหมู่คณะ ก็ย่อมไม่มีเวลาที่จะทำมาหากินเป็นส่วนตัว ดังนั้น เงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งก็คือ ลูกคณะต้องแบ่งพืชผลส่วนหนึ่งให้แก่หัวหน้าเพื่อให้หัวหน้าสามารถดำรงชีพอยู่ได้ นี่ก็เป็นหลักธรรมดา

แต่มนุษย์มีสิ่งที่เหนือกว่าสัตว์ชนิดอื่น สมด้วยคำที่ผู้รู้ประพันธ์เป็นคำบาลีว่า -

.........................................................

อาหารนิทฺทา  ภยเมถุนญฺจ

สามญฺญเมตปฺปสุภี  นรานํ

ธมฺโมว  เตสํ  อธิโก  วิเสโส

ธมฺเมน  หีนา  ปสุภี  สมานา.

กิน นอน กลัว สืบพันธุ์

มีเสมอกันทั้งคนและสัตว์

ธรรมะทำให้คนประเสริฐเหนือสัตว์

เสื่อมจากธรรมะ คนก็เท่ากับสัตว์

.........................................................

หมายความว่า มนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่า “อารยธรรม” เหนือกว่าสัตว์อื่น ๆ จึงมีระบบคัดสรรโดยใช้คุณสมบัติอื่น ๆ อีกด้วย แต่ถึงกระนั้น เมื่อประมวลแล้วก็รวมอยู่ในกระบวนความสามารถใน (๑) อาหาร = การหากิน (๒) = นิทฺทา การเลือกถิ่นที่อยู่ (๓) ภย = การป้องกันภัย และ (๔) เมถุน = การดำรงเผ่าพันธุ์ 

ผู้ที่ทำหน้าที่หัวหน้า มีคำเรียกขานตามที่ปรากฏพระสูตร ๓ คำ คือ “มหาสมมต” “ขัตติยะ” และ “ราชา” และมีคำขยายความดังนี้ -

.........................................................

มหาชนสมฺมโตติ  มหาสมฺมโต 

เพราะมหาชนสมมตขึ้นให้เป็น จึงชื่อว่า “มหาสมมต” 

เขตฺตานํ  อธิปตีติ  ขตฺติโย 

เพราะเป็นใหญ่คือเป็นผู้ปกป้องเขต (คือที่ดิน) จึงชื่อว่า “ขัตติยะ” 

ธมฺเมน  ปเรสํ  รญฺเชตีติ  ราชา 

เพราะยังคนทั้งหลายให้พอใจโดยชอบธรรม จึงชื่อว่า “ราชา”

.........................................................

เมื่อชนชาติไทยรับเอาวัฒนธรรมของชาวชมพูทวีปผ่านทางพระพุทธศาสนา เราจึงนำระบบหัวหน้าแบบชมพูทวีปมาใช้ และเรียกหัวหน้าว่า “ขัตติยะ” คือที่ใช้ในภาษาไทยว่า “พระมหากษัตริย์” และอีกคำหนึ่งคือ “พระราชา” 

นี่คือรากเดิม-เรื่องเดิมของระบบกษัตริย์ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติธรรมดาของการอยู่ร่วมกัน

.......................

ที่พึงตระหนักก็คือ ต้องแยกหลักการกับความประพฤติส่วนตัวของบุคคลออกจากกันให้ดี

คืออย่าเอาความประพฤติส่วนตัวของบุคคล-ที่เราชอบใจไม่ชอบใจ-ไปตัดสินหลักการ

แต่ต้องยึดคุณสมบัติของตัวบุคคลตามหลักการเป็นสำคัญ

นั่นคือต้องศึกษาไปให้ถึงหลักการของความเป็น “ขัตติยะ” หรือ “ราชา” ด้วย แล้วพิจารณาว่า ตัวบุคคลสามารถพัฒนาตัวเองให้มีคุณสมบัติตามหลักการได้หรือไม่ 

หลักการของความเป็น “ขัตติยะ” หรือ “ราชา” คืออะไร ขอยกไปว่าตอนหน้าครับ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

๑๓:๑๕ 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.