การใช้คำว่า การ, ความ, คำกริยา, คำวิเศษ
สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ในโลกแห่งธรรม ย่อมประกอบด้วย ส่วนที่เป็นเหตุ 2 ส่วน คือ ความประพฤติธรรม กับ การปฏิบัติธรรม และส่วนที่เป็นผล 1 ส่วน ดังข้อบ่งชี้ทางภาษาว่า
- คำว่าความ ใชันำหน้าคำกิริยา และคำวิเศษณ์ ในสถานะผู้กระทำกิริยา(กัตตุการกะ) เช่น ความประพฤติ(ความ+คำกิริยาประพฤติ) ความดี(ความ+คำวิเศษณ์ดี)
- คำว่าการ ใชันำหน้าคำกิริยา ในสถานะภาวการกระทำ(ภาวการกะ) เช่น การปฏิบัติ(การ+ทำกิริยาปฏิบัติ)
- การ ใช้นำหน้าคำนามบ่งบอกให้รู้ว่า เป็นเรื่อง เป็นหน้าที่ เป็นธุระ เช่น การบ้าน การเมือง การตลาด
- การ ใช้ต่อท้ายคำนาม มี 2 ประการ ดังนี้
1. เพื่อแสดงภาวะเป็นผู้แสดงกิริยานั้นๆ เช่น ตุลาการ กรรมการ
2. เพื่อแสดงภาวะเป็นอาการ เช่น นักการ กงการ ตัวอย่างเป็นต้นว่า นักการเมือง นักการตลาด นักการฑูต, กงการ(ธุระ หน้าที่) ตัวอย่าง เช่น กงการอะไรของคุณ ไม่ใช่กงการของผมเสียหน่อย
- คำว่าผล ใช้แสดงผล 2 ประการ คือ
1. วิบากผล เป็นผลของกรรม ที่สุกงอมพร้อมเผล็ดผล
2. อานิสงส์ผล เป็นผลของเหตุที่เป็นความประพฤติธรรม กับ การปฏิบัติธรรมที่หลั่งไหลออกมาในสถานภาพเหตุ ไม่ใช่สถานภาพผลของกรรม(วิบากผล)
ซึ่งในคัมภีร์พุทธศาสนา ส่วนที่เน้นความประพฤติเป็นประธานมีอยู่ในคัมภีร์ธรรมบท ส่วนที่เน้นการปฏิบัติธรรมเป็นประธานมีอยู่ในคัมภีร์ เถร-เถรีคาถา ส่วนที่เน้นผลทั้ง 2 คือ วิบากผล และอานิสงส์ผลเป็นประธานมีอยู่ในคัมภีร์ชาดก ที่มีครบทั้ง 3 เป็นประธาน(โดดเด่น)มีอยู่ในประวัติของบุคคลที่พระอรรถกาจารย์นำมาแสดงไว้ พระนิสสยาจารย์แนะนำว่า ผู้ประสงค์จะรอบรู้และชำนาญส่วนทั้ง 3 พึงฝึกพิจารณาจากประวัติของบุคคลเถิด กระผมจึงใคร่ขอเชิญชวนเพื่อนๆ มาร่วมกันศึกษาประโยชน์ทั้ง 3 ส่วน โดยขอนำเสนอประวัติพระเถรเถรี พร้อมจะรักษาคติธรรมทั้ง 3 ไว้ และอรรถรสก็จะให้กลมกลืนไม่น่าเบื่อ จะมีการถามกลับเพื่อเป็นข้อควรพิจารณา โดยจะทยอยเสนอไปเรื่อยๆสลับกับเรื่องอื่นๆครับ
