แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปาราชิโก แสดงบทความทั้งหมด


 

ปาราชิโก โหติ อสํวาโส (๕)-จบ

-----------------------

หมายความอย่างไร

.........................................................

“ต้องอาบัติปาราชิก ต้องทำพิธีลาสิกขาก่อนจึงจะขาดจากความเป็นพระ”

เราควรได้ข้อคิดเตือนใจอะไรบ้างจากความเข้าใจเช่นนี้?

.........................................................

ในตัวบทบัญญัติของปาราชิกทั้ง ๔ สิกขาบท บอกไว้แต่เพียงว่า เมื่อทำผิดครบองค์ประกอบก็เป็นปาราชิก (ปาราชิโก) และขาดจากความเป็นพระ (อสฺสมโณ) ไปแล้ว ไม่ได้มีเงื่อนไขว่า ต้องทำพิธีลาสิกขาก่อนจึงจะขาดจากความเป็นพระ 

แต่ในคัมภีร์อธิบายความมีเงื่อนไขที่บอกว่า ตราบใดที่ยังไม่ยอมรับว่าต้องอาบัติปาราชิก ตราบนั้นก็ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ

น่าคิดว่า ทำไมจึงมีเงื่อนไขแบบนี้?

ถ้าศึกษาต้นเหตุต้นเรื่องของการบัญญัติสิกขาบท ก็จะพบว่า ขั้นตอนจะเริ่มจาก (๑) มีผู้กระทำความผิดหรือก่อเหตุขึ้น (๒) แล้วเรื่องไปถึงพระพุทธเจ้า (๓) ทรงให้ประชุมสงฆ์ (๔) เรียกตัวผู้กระทำมาสอบถาม (๕) ได้ความจริงแล้วจึงทรงบัญญัติสิกขาบทหรือปรับโทษ

ขั้นตอน-เรียกตัวผู้กระทำมาสอบถามนั้น ปรากฏว่าผู้กระทำยอมรับว่าได้กระทำเช่นนั้นจริงทุกราย 

จะเห็นได้ว่า กระบวนการปรับโทษมีขั้นตอนการยอมรับความจริง (คำบาลีว่า ปฏิชานาติ) มาตั้งแต่ต้น แต่ไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ เพราะผู้กระทำยอมรับตั้งแต่ต้นเช่นกัน 

ทำจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ ไม่มีปรากฏเลย

ทำจริงหรือเปล่าจึงไม่ต้องพิสูจน์

พิสูจน์กันที่การกระทำนั้นเป็นความผิดหรือเปล่า

แต่ครั้นล่วงกาลผ่านเวลาไป ระดับคุณธรรมในจิตใจค่อย ๆ ลดลง อลัชชีหรือคนหน้าด้านมีมากขึ้น 

ทำจริง ผิดจริง ตัวคนทำก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่ยอมรับ ก็มีมากขึ้น

.........................................................

ในอริยวินัย-คือพระพุทธศาสนา-ไม่มีระบบใช้กำลังบังคับ

บังคับให้ยอมรับผิด ไม่มี

รับผิดแล้ว ลงโทษด้วยการใช้กำลังประทุษร้ายกัน ก็ไม่มี

มีแต่ระบบนิคหกรรมสำหรับภิกษุ เช่น ตัดสิทธิ์ ลดฐานะ ขับออกจากหมู่คณะ เป็นต้น และระบบทัณฑกรรมสำหรับสามเณร โดยให้ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เช่น ตักน้ำ ขนฟืน ขนทราย ล้างส้วม เป็นต้น (ระบบทัณฑกรรมนี้บางทีใช้กับภิกษุด้วย)

.........................................................

ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก คัมภีร์สมันตปาสาทิกาแสดงกระบวนการสอบสวนของพระวินัยธรไว้อย่างละเอียด เป็นการสอบสวนที่สุภาพ ละมุนละไม ไม่ได้มุ่งจะเอาผิด ทั้งไม่ได้มุ่งจะช่วยคนชั่วให้หมกตัวอยู่ในพระศาสนา แต่มุ่งจะช่วยให้ออกไปแต่โดยดี

กระบวนการสอบสวนขั้นตอนสุดท้าย ท่านบอกว่าให้ผู้กระทำผิดไปปฏิบัติธรรม ตัดสินด้วยผลของการปฏิบัติ เพราะหลักสัจธรรมมีอยู่ว่า ผู้ต้องอาบัติปาราชิกจริง ปฏิบัติขนาดไหนจิตก็ไม่มีทางที่จะสงบลงได้ 

ปฏิบัติแล้วอาการของจิตเป็นอย่างไร ขอให้มาบอก

เมื่อผู้กระทำผิดมาบอกว่าจิตไม่สงบ-ซึ่งหมายถึงต้องอาบัติปาราชิกจริง ท่านก็แนะให้พระวินัยธรให้กำลังใจด้วยคำแนะนำที่นุ่มนวล ดังนี้ -

.........................................................

นตฺถิ  โลเก  รโห  นาม  ปาปกมฺมํ  ปกุพฺพโต  สพฺพปฐมํ  หิ  ปาปํ  กโรนฺโต  อตฺตนาว  ชานาติ  อถสฺส  อารกฺขเทวตา  ปรจิตฺตวิทู  สมณพฺราหฺมณา  อญฺเญ  จ  เทวตา  ชานนฺติ  ตฺวํเยว  ทานิ  ตว  โสตฺถึ  ปริเยสาหีติ  วตฺตพฺโพ  ฯ 

ที่มา: สมันตปาสาทิก ภาค ๑ หน้า ๓๓๘

(ควรศึกษาตอนที่ว่าด้วยจตุพพิธวินยกถาทั้งหมด หน้า ๓๒๖-๓๓๘) 

.........................................................

แปลประโยคต่อประโยค ดังนี้ -

.........................................................

นตฺถิ  โลเก  รโห  นาม  ปาปกมฺมํ  ปกุพฺพโต 

ขึ้นชื่อว่าความลับของผู้กระทำกรรมชั่วย่อมไม่มีในโลก

สพฺพปฐมํ  หิ  ปาปํ  กโรนฺโต  อตฺตนาว  ชานาติ

แท้จริงบุคคลผู้กระทำความชั่วย่อมรู้ด้วยตนเองก่อนคนอื่นทั้งหมด 

อถสฺส  อารกฺขเทวตา  

ต่อจากนั้นก็อารักขเทวดาทั้งหลาย (ย่อมรู้ความชั่วของเธอ)

ปรจิตฺตวิทู  สมณพฺราหฺมณา  อญฺเญ  จ  เทวตา  ชานนฺติ

สมณพราหมณ์และเทพเจ้าเหล่าอื่นผู้รู้จิตของบุคคลอื่น ย่อมรู้ความชั่วของเธอ

ตฺวํเยว  ทานิ  ตว  โสตฺถึ  ปริเยสาหิ

บัดนี้ เธอนั่นแลจงแสวงหาความสวัสดีแก่เธอเองเถิด

อิติ  วตฺตพฺโพ  ฯ

พระวินัยธรพึงบอกภิกษุนั้นไปดังว่ามานี้

.........................................................

ขั้นตอนการยอมรับ ไม่มีปัญหาในยุคสมัยที่จิตใจคนยังมีหิริโอตตัปปะอยู่มาก แต่มีปัญหามากในยุคสมัยที่หิริโอตตัปปะในจิตใจคนมีอยู่น้อย

สมัยที่จิตใจคนยังมีหิริโอตตัปปะอยู่มาก เราก็หวังได้ว่าผู้ต้องอาบัติปาราชิกปฏิบัติธรรมแล้วจะมาบอกอาการของจิตไปตามความจริงดังที่ท่านบรรยายไว้ในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา

แต่สมัยนี้ หาคนที่จะพูดความจริง คงยากมาก

ขั้นตอนการยอมรับก็จะกลายเป็นเงื่อนไขที่อลัชชียกขึ้นมาใช้เพื่อยื้อตัวเองให้คงอยู่ในสังคมสงฆ์ได้ต่อไป

ถอดเป็นคำพูดว่า ไม่ยอมรับซะอย่างก็ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ-แม้จะทำผิดจริง

คัมภีร์อัตถโยชนาจึงแนะทางออก ให้ช่วยกันรู้ทันว่า ภิกขุภาวะ-ความเป็นพระ มี ๒ แบบ

โวหารภิกขุภาวะ เป็นพระตามที่เขาเรียกกัน

กัมมวาจาภิกขุภาวะ เป็นพระตามพระธรรมวินัย

จะเป็นพระแบบไหน ผู้ต้องอาบัติปาราชิกที่ยืนยันว่าตนยังเป็นพระอยู่-ย่อมรู้ได้ด้วยตัวเอง

......................

ผมมองเห็นภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต-ตามที่ท่านพรรณนาไว้ในเรื่องความอันตรธานของพระศาสนา ดังนี้ -

หลักของพระพุทธเจ้า-ทำผิดปาราชิกครบองค์ประกอบ ขาดจากความเป็นพระทันที

ต่อมา มีการยกขั้นตอนสอบสวนขึ้นมาอ้าง-ต้องรับสารภาพจึงจะขาด 

เริ่มเคลื่อนจากหลักของพระพุทธเจ้า

บัดนี้ มีผู้ตั้งเงื่อนไขที่คนไทยพากันสนับสนุน-ต้องทำพิธีลาสิกขาจึงจะขาดจากความเป็นพระ

เรากำลังอยู่ในช่วงเวลานี้

ต่อไปในอนาคตอันไม่ไกลต้องมีแน่ คือเงื่อนไขที่ว่า-แม้ทำพิธีลาสิกขาแล้ว ความเป็นพระก็ยังไม่ขาด ต้องเปลื้องจีวรออกจากตัวจึงจะขาด

เห็นไหม มีทางยื้อได้ต่อไปอีก

และในอนาคตซึ่งอาจจะไกลหน่อย แต่มาถึงแน่ ก็จะเกิดเงื่อนไขสุดท้าย นั่นคือ-เปลื้องจีวรออกจากตัวแล้วก็จริง แต่ถ้ายังมีชิ้นส่วนของจีวรติดกายอยู่ ก็ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ

เอากะท่านสิ

ซึ่งนั่นก็คือ “โคตรภูสงฆ์” ที่มีพุทธพยากรณ์ล่วงหน้ามาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล มีบุคลิกโดดเด่นที่ท่านใช้คำว่า “กาสาวกัณฐะ” คำบาลีแปลว่า “ผ้าเหลืองพันคอ” คำคนไทยเก่าพูดว่า “ผ้าเหลืองน้อยห้อยหู”

.........................................................

โคตรภูสงฆ์ : พระสงฆ์ที่ไม่เคร่งครัด ปฏิบัติเหินห่างธรรมวินัย แต่ยังมีเครื่องหมายเพศ เช่น ผ้าเหลืองเป็นต้น และถือตนว่ายังเป็นภิกษุสงฆ์อยู่, สงฆ์ในระยะหัวต่อจะสิ้นศาสนา

ที่มา: พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต

.........................................................

เงื่อนไขที่ช่วยกันสร้างขึ้นแต่ละขั้นตอน-เพื่อจะยื้อความเป็นพระไว้ มองให้ถูกก็จะเข้าใจ -

ก็คือเงื่อนไขที่เรากำลังช่วยกันผลักดันให้พระศาสนาถึงยุคผ้าเหลืองน้อยห้อยหูเร็ว ๆ ขึ้นนั่นแล

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๓ เมษายน ๒๕๖๗

๑๘:๕๙

[full-post]



ปาราชิโก โหติ อสํวาโส (๔)

-----------------------

หมายความอย่างไร

“อัตถโยชนา” หรือที่มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า “โยชนา” เป็นคัมภีร์อธิบายความหมายของศัพท์และความสัมพันธ์ระหว่างศัพท์ในประโยคบาลี แสดงไวยากรณ์ และแยกแยะให้เข้าใจเชิงชั้นของศัพท์ที่ปรากฏในประโยคนั้น ๆ เป็นคัมภีร์ประกอบหรือหนังสือคู่มือ ช่วยให้การแปลคัมภีร์อรรถกถาและฎีกาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

สรุปว่า คัมภีร์อัตถโยชนามุ่งแสดงหลักภาษา ไม่ได้มุ่งอธิบายหลักธรรม

คัมภีร์อัตถโยชนาเป็นภาษาบาลี ไม่มีแปลเป็นภาษาไทย ผู้ที่จะอ่านคัมภีร์อัตถโยชนารู้เรื่องจึงต้องรู้ภาษาบาลีในระดับใช้งานได้ดี

คัมภีร์อัตถโยชนาเป็นคัมภีร์อธิบายความในอรรถกถาลงมา (ไม่มีคัมภีร์อัตถโยชนาที่อธิบายความในพระบาลีพระไตรปิฎก) ฉบับหนึ่งก็อธิบายเฉพาะอรรถกถาหรือฎีกาฉบับใดฉบับหนึ่ง ไม่ใช่เอาอรรถกถาหรือฎีกาทุกฉบับมาอธิบายรวมกัน คัมภีร์อัตถโยชนามีครบทั้งสามสายในพระไตรปิฎก

หลักสูตรบาลีของคณะสงฆ์เรียนคัมภีร์ ๕ คัมภีร์ คือ -

๑ ธัมมปทัฏฐกถา (สายพระสูตร)

๒ มังคลัตถทีปนี (ปกรณ์พิเศษ)

๓ สมันตปาสาทิกา (สายพระวินัย)

๔ วิสุทธิมรรค (ปกรณ์พิเศษ)

๕ อภิธัมมัตถวิภาวินี (สายพระอภิธรรม)

ทั้ง ๕ คัมภีร์นี้ มีคัมภีร์อัตถโยชนาที่พิมพ์เป็นบาลีอักษรไทยเพียง ๒ คัมภีร์ คือ อัตถโยชนาของคัมภีร์สมันตปาสาทิกา และอัตถโยชนาของคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวินี

แปลว่า นักเรียนบาลีบ้านเราได้หยิบจับคัมภีร์อัตถโยชนาเพียง ๒ ฉบับเท่านั้น

และธรรมชาติของนักเรียนบาลีบ้านเรา เปิดอัตถโยชนาก็เพียงเพื่อจะดูว่า ศัพท์นี้โยคอะไร

กล่าวคือ หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของอัตถโยชนาก็คือ การบอกศัพท์ที่ต้องใส่เพิ่มเข้ามา ที่เรียกว่า “โยค” 

เนื่องจากประโยคภาษาบาลีกล่าวถึงคำนามใดครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อจะกล่าวถึงคำนามนั้นอีก นิยมใช้คำสรรพนามแทน สรรพนามที่ใช้เป็นพื้นคือ ต-ศัพท์ (ตะ-สับ) แปลว่า “นั้น” อาจแจกวิภัตติเป็น -

โส = อันว่า-นั้น 

ตํ = ซึ่ง-นั้น

ตสฺมึ = ใน-นั้น

เวลาแปลต้องเพิ่มศัพท์เข้ามาให้ถูกต้องว่า “อะไร-นั้น” เช่น คนนั้น สัตว์นั้น ต้นไม้นั้น ธรรมะข้อนั้น ถ้าใส่ศัพท์ผิด ความหมายก็จะเพี้ยนไป ตรงนี้แหละเป็นหน้าที่ของอัตถโยชนาที่จะบอกศัพท์ที่จะต้องใส่เพิ่มเข้ามา

นักเรียนบาลีบ้านเรา ถ้าจะเปิดอัตถโยชนา ก็จะเปิดเพื่อดูศัพท์ที่จะต้องใส่เพิ่มเข้ามานี่แหละ ถามกันติดปากว่า โส-โยคอะไร ตํ-โยคอะไร ตสฺมึ-โยคอะไร 

เปิดอัตถโยชนาเพื่อจะดูตรงนี้เท่านั้น 

พอรู้ว่าโยคอะไรแล้วก็ปิด 

ไปเจอศัพท์ที่ไม่รู้ว่าโยคอะไรเข้าอีก ก็ค่อยมาเปิดอีก 

นักเรียนบาลีบ้านเราใช้ประโยชน์จากอัตถโยชนาเฉพาะเรื่องนี้มากที่สุด เรื่องอื่น ๆ ใช้น้อยที่สุดหรือไม่เคยใช้เลย

ตามที่กล่าวมานี้ จะเห็นว่าคัมภีร์อัตถโยชนามีสถานะเหมือนหนังสืออ้างอิงชนิดหนึ่ง นักเรียนบาลีจะเปิดอ่านก็เพื่อหาคำตอบเฉพาะเรื่องที่ต้องการ ไม่มีใครเปิดอ่านเพื่อหาความรู้เหมือนอ่านหนังสือทั่วไป

ด้วยข้อเท็จจริงเช่นนี้ ผมจึงเชื่อว่า ข้อความในคัมภีร์อัตถโยชนาที่ผมไปเจอคำตอบ-กรณีต้องอาบัติปาราชิกยังไม่ขาดจากความเป็นพระ-เข้านี้ นักเรียนบาลีบ้านเราไม่เคยเห็นมาก่อน

นักเรียนบาลีท่านใดเคยเห็นเคยอ่านมาแล้ว ขอน้อมคารวะขอรับ

ข้อความในอัตถโยชนาของคัมภีร์สมันตปาสาทิกา เป็นดังนี้ -

.........................................................

ปาราชิกํ  อาปนฺโน  หิ  โวหารภิกฺขุภาเว  ฐิโต  ปุคฺคโล  ยาว  ปาราชิกาปนฺนภาวํ  น  ปฏิชานาติ  ตาว  ตสฺส  โวหารภิกฺขุภาโวเยว  โหติ  น  กมฺมวาจาย  ลทฺธภิกฺขุภาโว ฯ 

ที่มา: สมนฺตปาสาทิกาย  นาม  วินยฏฺฐกถาย อตฺถโยชนา (ปฐโม ภาโค) หน้า ๒๗๐

.........................................................

แปลประโยคต่อประโยค ดังนี้ -

.........................................................

หิ

จริงอยู่

โวหารภิกฺขุภาเว  ฐิโต  ปุคฺคโล

บุคคลที่ดำรงอยู่ในภิกขุภาวะตามโวหาร

(คือเป็นพระตามที่เรียกกัน)

ปาราชิกํ  อาปนฺโน

ต้องอาบัติปาราชิก

ยาว  ปาราชิกาปนฺนภาวํ  น  ปฏิชานาติ

ตราบใดที่ยังไม่ยอมรับว่าตนต้องอาบัติปาราชิก

ตาว  ตสฺส  โวหารภิกฺขุภาโวเยว  โหติ

ตราบนั้น บุคคลนั้นก็ยังมีภิกขุภาวะตามโวหารเท่านั้น

น  กมฺมวาจาย  ลทฺธภิกฺขุภาโว  

ภิกขุภาวะที่ได้มาตามกรรมวาจา (คือภิกขุภาวะตามพระธรรมวินัย) หามีไม่

.........................................................

ขออนุญาตสรุปเป็นภาษาบ้าน ๆ

.........................................................

พระต้องอาบัติปาราชิก แต่ปากแข็ง-หรือหน้าด้านก็ตาม-ยืนยันว่า อาตมายังเป็นพระอยู่นะ

ถ้าจะยืนยันอย่างนั้นก็ได้ ไม่เถียง ท่านยังเป็นพระอยู่

แต่เป็น “พระ” ตามที่ชาวบ้านเขาเรียกนะ

ชาวบ้านเห็นคนโกนผมห่มเหลือง จะเป็นพระจริงหรือคนปลอมเขาไม่รู้ แต่เขาก็เรียกไว้ก่อนว่า “พระ”

ท่านก็เป็น “พระ” แบบนั้นแหละ-พระตามที่เขาเรียก (โวหารภิกขุภาวะ)

ไม่ใช่ “พระ” ตามพระธรรมวินัย

.........................................................

นี่คือคำตอบ นี่คือทางออก-ที่คัมภีร์อัตถโยชนาของคัมภีร์สมันตปาสาทิกาชี้ไว้ให้

ปาราชิกในพระบาลีพระไตรปิฎกของพระพุทธองค์ก็ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่

คำอธิบายของคัมภีร์สารัตถทีปนีก็ไม่กระทบกระเทือน เพราะท่านบอกแต่เพียงว่า “ภิกขุภาวะ” ความเป็นพระยังมีอยู่ แต่ท่านละ “โวหารภิกขุภาวะ-ความเป็นพระตามที่เขาเรียก” ไว้ในฐานเข้าใจ

บัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น ละมุนละม่อมดีแท้ ๆ

......................

“ต้องอาบัติปาราชิก ต้องทำพิธีลาสิกขาก่อนจึงจะขาดจากความเป็นพระ”

เราควรได้ข้อคิดเตือนใจอะไรบ้างจากความเข้าใจเช่นนี้?

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๒ เมษายน ๒๕๖๗

๒๐:๑๙ 

[full-post]



ปาราชิโก โหติ อสํวาโส (๓)

-----------------------

หมายความอย่างไร

ตรวจดูข้อความนี้ในคัมภีร์สารัตถทีปนีที่แสดงไว้ ปรากฏว่า เป็นคำอธิบายความในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา ภาค ๑ ว่าด้วยปฐมปาราชิก ก็เป็นอันว่าอยู่ในหลักที่ว่า-ท่านต้องการอธิบายประเด็นไหน ตอบว่าอธิบายปฐมปาราชิก ตรงประเด็น

แต่เมื่อจะให้ชี้เฉพาะว่า ท่านอธิบายเฉพาะประเด็นที่ว่า-ต้องอาบัติปาราชิกแล้วขาดจากความเป็นพระหรือยัง แบบว่า-บอกชัด ๆ ว่า ต่อไปนี้จะอธิบายประเด็นที่พระบาลีว่า ต้องอาบัติปาราชิกแล้วขาดจากความเป็นพระ (พระบาลีว่า ปาราชิโก โหติ อสํวาโส = อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย) ที่พระบาลีว่าไว้เช่นนั้นข้าพเจ้า-ผู้แต่งคัมภีร์สารัตถทีปนีไม่เห็นด้วย ข้าพเจ้าเห็นว่า จะขาดจากความเป็นพระก็ต่อเมื่อรับสารภาพ ถ้าไม่รับสารภาพก็ยังไม่ขาด

ไม่ปรากฏว่าคัมภีร์สารัตถทีปนีชี้เฉพาะตรง ๆ เช่นนี้

ท่านพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วก็มาพาดพิงเข้ากับประเด็นนี้-แบบเรื่องมันพาไป ไม่ได้ตั้งใจชี้ประเด็น

ผมอาจจะเข้าใจผิดเพราะศึกษาไมทั่วถึงทั่วถ้วน ขอนักเรียนบาลีทั้งมวลมีเมตตาชี้แนะด้วย

อย่างไรก็ตาม สรุปได้ว่า -

พระบาลีบอกว่า ต้องอาบัติปาราชิกแล้วขาดจากความเป็นพระทันที

คัมภีร์สารัตถทีปนีบอกว่า ถ้าไม่รับสารภาพก็ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ

ถ้าคำสรุปนี้ถูกต้อง ก็มาถึงคำถามว่า แล้วจะถือเอาคำของใครเป็นหลัก

.........................................................

หลักสำคัญอย่างหนึ่งที่ยอมรับกันมาก็คือ หากจะพึงมีความเห็นไม่ตรงกันจะด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตาม ท่านให้ถือเอาพระบาลีอันเป็นชั้นสูงสุดเป็นหลัก

.........................................................

ถ้าใครจะถือเอาคัมภีร์อธิบายความเป็นหลัก ก็ต้องตอบได้-อธิบายเหตุผลได้ว่าทำไมจึงไม่ยึดพระบาลีอันเป็นชั้นสูงสุดเป็นหลัก

......................

แต่-เรื่องยังไม่จบง่าย ๆ เพียงแค่นี้ เพราะหลักสำคัญที่ต้องจับประเด็นให้ถูกมี ๒ เรื่อง คือ -

หนึ่ง-ท่านต้องการอธิบายประเด็นไหน? 

ตอบว่า อธิบายปฐมปาราชิก นับว่าตรงประเด็น แม้จะไม่ได้ชี้ชัดแบบคำต่อคำ

และสอง-ท่านอธิบายว่าอย่างไร? 

ตรงนี้แหละที่จะต้องพิจารณาต่อไป เราเข้าใจคำอธิบายตรงตามเจตนาที่ท่านต้องการจะพูดหรือเปล่า

บางเรื่อง-หลายเรื่อง ถ้าอ่านตรงทื่อไปตามตัวอักษรก็ไปคนละเรื่องไปเลย เช่นพุทธวจนะในพระธรรมบท บทนี้ -

.........................................................

มาตรํ  ปิตรํ  หนฺตฺวา

ราชาโน  เทฺว  จ  ขตฺติเย 

รฏฺฐํ  สานุจรํ  หนฺตฺวา

อนีโฆ  ยาติ  พฺราหฺมโณ. 

ที่มา: ปกิณกวรรค ธรรมบท พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๓๑

.........................................................

แปลตามตัวอักษรว่า

.........................................................

พราหมณ์ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา 

ฆ่าขัตติยราชอีกสององค์ 

ทำลายรัฐ พร้อมทั้งผู้ครองรัฐเสียแล้ว 

ย่อมสัญจรไป อย่างไร้ทุกข์ 

ที่มา: หนังสือ “พุทธวจนะในธรรมบท” โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

.........................................................

แปลตรงตัวว่าอย่างนี้ ถูกต้อง แต่-ถามว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ทำตรงตัวแบบนี้หรือ?

ตอบว่า ไม่ใช่

พระพุทธองค์ทรงสอนให้ทำลายกิเลส แต่ทรงใช้ถ้อยคำภาษาที่เป็นปริศนาธรรม

.........................................................

“ฆ่ามารดา” หมายถึง ฆ่าตัณหา อันเป็นตัวแม่ของกิเลส

“ฆ่าบิดา” หมายถึง ฆ่าอัสมิมานะ หรือความถือตัว อันเป็นกิเลสตัวพ่อ

“ฆ่าขัตติยราชอีกสององค์” หมายถึง ฆ่าสัสตทิฐิ (ความเห็นว่าตายแล้วมีสิ่งเป็นอมตะอยู่ไปชั่วนิรันดร์) และอุจเฉททิฐิ (ความเห็นว่าตายแล้วทุกอย่างสูญสิ้นหมด)

“ทำลายรัฐ” หมายถึง ควบคุมระบบการรับกระทบในตัว (ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นล้มรส กายรับสัมผัส ใจคิดนึก) ไม่ให้มีปฏิกิริยาเกินขอบเขต

“ผู้ครองรัฐ” หมายถึง นันทิราคะ หรือความกำหนัดยินดี

.........................................................

ถ้าตีปริศนาธรรมไม่แตกหรือตีความไม่ถูก เข้าใจตรงทื่อไปตามตัวอักษร ก็จะกลายเป็นว่าพระพุทธพจน์บทนี้เป็นคำสอนที่วิปริตผิดเพี้ยน

......................

พระบาลีว่า ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก เป็น “ปาราชิโก” แปลว่า ผู้พ่ายแพ้ คืออยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์ไม่ได้อีกต่อไป เหมือนนักมวยแพ้แล้วต้องลงจากเวทีไป “อสฺสมโณ” แปลว่า “ไม่ใช่สมณะ” คือไม่เป็นพระอีกต่อไป

พระบาลีมีอยู่ชัด ๆ อย่างนี้ ท่านผู้รจนาคัมภีร์สารัตถทีปนีก็ย่อมจะเห็นประจักษ์ตาอยู่ ท่านจะบังอาจโต้แย้งเชียวหรือ?

เพราะฉะนั้น ลองพิจารณาถ้อยคำในคัมภีร์สารัตถทีปนีอีกที -

.........................................................

ปาราชิกํ  อาปนฺโนว  ภิกฺขุลิงฺเค  ฐิโต  ยาว  น  ปฏิชานาติ  ตาว  อตฺเถว  ตสฺส  ภิกฺขุภาโว  ฯ

ภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิก ยังอยู่ในภิกขุลิงคะ (แต่งตัวเป็นพระ) ตราบใดที่ยังไม่ยอมรับ (ว่าตนต้องอาบัติปาราชิก) ภิกขุภาวะ (ความเป็นพระ) ก็ยังมีอยู่ตราบนั้น

ที่มา: สารัตถทีปนี วินยฏีกา ภาค ๒ หน้า ๑๖๐

.........................................................

สรุปชัด ๆ ว่า ถ้ายังนุ่งสบงทรงจีวรอยู่ และเชื่อว่าตัวเองยังเป็นพระ ก็ยังคงเป็นพระอยู่

หมายความตามนี้แน่หรือ 

หรือมีความหมายว่าอย่างไรกันแน่

......................

ผมไม่เชื่อว่า ท่านผู้รจนาคัมภีร์สารัตถทีปนีมีเจตนาแสดงความเห็นขัดแย้งกับพระบาลี แต่น่าจะต้องมี “นัย” อะไรบางอย่างในความเห็นของท่าน

ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญปราดเปรื่องในคัมภีร์ ประเภทมองเห็นทะลุปรุโปร่งว่าเรื่องนี้อยู่ในเล่มนั้น เรื่องนั้นอยู่ในเล่มโน้น 

ตรงกันข้าม ผมเป็นคนค่อนข้างงุ่มง่าม เรื่องในธรรมบท (ธัมมปทัฏฐกถา) ที่นักเรียนบาลีต้องเรียนต้องผ่าน อย่ามาถามผม ในจำนวนเรื่องทั้งหมด ๓๐๒ เรื่อง เรื่องไหนอยู่ภาคไหนผมจำได้ไม่เกิน ๕ เรื่อง 

แต่ผมขยันค้น ไม่เบื่อที่จะค้น รู้สึกสนุก-มีความสุขที่ได้ค้นเรื่องต่าง ๆ ในคัมภีร์ สติปัญญาไม่ดี ก็ต้องใช้ความพยายามเข้าช่วยมากขึ้น เหนื่อยมากหน่อย

ผมค้นไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง มีกำลังก็ลุกขึ้นมาค้นต่อไป

.........................................................

ถ้านักเรียนบาลีของเรารวมกำลังกันเป็นกลุ่ม เป็นชมรม ช่วยกันทำงานบาลี ไม่ปล่อยให้ใครงมงุ่มง่ามไปคนเดียว ค้นเรื่องอะไรก็จะเจอได้ง่ายขึ้น ทำงานได้มากขึ้น และที่สำคัญ-ให้ความรู้แก่สังคมได้มากขึ้น กว้างขวางขึ้น

คงมีสักวันหนึ่ง-ที่วงการบาลีบ้านเราจะมีกลุ่มหรือชมรมที่ผมฝันไว้นี้

.........................................................

ค้นไปเรื่อย ๆ ไม่หยุด 

ในที่สุดก็ไปเจอคำตอบในคัมภีร์อัตถโยชนาครับ

คัมภีร์อัตถโยชนาคือคัมภีร์อะไร?

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๒ เมษายน ๒๕๖๗

๑๑:๓๕ 

[full-post]



ปาราชิโก โหติ อสํวาโส (๒)

-----------------------

หมายความอย่างไร

หลักของคัมภีร์บาลี คือ -

.........................................................

พระบาลีคือพระไตรปิฎก เป็นชั้นสูงสุด

อรรถกถาเป็นคัมภีร์อธิบายพระบาลี

ฎีกาเป็นคัมภีร์อธิบายอรรถกถา (อาจรวมถึงพระบาลีด้วย)

อนุฎีกาเป็นคัมภีร์อธิบายฎีกา (อาจรวมถึงอรรถกถาและพระบาลีด้วย)

.........................................................

วัฒนธรรมของคัมภีร์บาลี คือ -

.........................................................

อรรถกถาจะไม่ขัดแย้งกับพระบาลี

ฎีกาจะไม่ขัดแย้งกับอรรถกถาและพระบาลี

อนุฎีกาจะไม่ขัดแย้งกับฎีกา อรรถกถา และพระบาลี

.........................................................

ขัดแย้ง ก็อย่างเช่น -

พระบาลีบอกว่า-ขวา

อรรถกถาบอกว่า-ซ้าย

การแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ อันเป็นส่วนประกอบย่อมทำได้ ความเห็นประกอบนี้อาจมีมาได้หลายทาง เห็นตรงกันก็มี เห็นต่างกันก็มี แต่จะไม่ขัดแย้งกันในหลักการที่แสดงไว้ในพระบาลี

.........................................................

หลักสำคัญอย่างหนึ่งที่ยอมรับกันมาก็คือ หากจะพึงมีความเห็นไม่ตรงกันจะด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตาม ท่านให้ถือเอาพระบาลีอันเป็นชั้นสูงสุดเป็นหลัก

.........................................................

อนึ่ง เรื่องที่พึงระวังก็คือ เวลาศึกษาคัมภีร์อรรถกถาฎีกาหรือที่ผมเรียกเป็นคำรวมว่า คัมภีร์อธิบายความ พึงจับประเด็นให้ถูกใน ๒ เรื่อง คือ -

หนึ่ง-ท่านต้องการอธิบายประเด็นไหน

และสอง-ท่านอธิบายว่าอย่างไร

หนึ่ง-ท่านต้องการอธิบายประเด็นหนึ่ง แต่เราเอาคำอธิบายมาใช้กับอีกประเด็นหนึ่ง ก็ผิดประเด็น จริงอยู่ บางประเด็นเป็นคำอธิบายที่อนุโลมเข้ากันได้ แต่บางประเด็นท่านมีคำอธิบายเฉพาะประเด็นนั้น ๆ อยู่แล้วก็ต้องตัดสินด้วยคำอธิบายเฉพาะของประเด็นนั้น ไม่ใช่เอาคำอธิบายประเด็นหนึ่งไปตัดสินอีกประเด็นหนึ่ง

ที่ว่ามานี้เผื่อยังไม่เข้าใจ ขอเทียบให้เห็นง่าย ๆ 

ภิกษุฉันสุรา ต้องอาบัติปาจิตตีย์

อาหารบางชนิดเขาผสมสุราลงไปเพื่อปรุงรส

ภิกษุฉันอาหารนั้น 

จะเอาเกณฑ์เรื่องฉันสุรามาปรับอาบัติมิได้

คำอธิบายประเด็นไหน ใช้ให้ตรงกับประเด็นนั้น ก็ทำนองเดียวกัน

สอง-ท่านอธิบายว่าอย่างไร นี่เป็นหลักวิชาล้วน ๆ ทั้งนี้เพราะคัมภีร์เป็นภาษาบาลี ต้องแปล และต้องแปลให้ถูก แล้วตีความหรือขบความให้แตกว่าท่านต้องการจะพูดว่าอย่างไร แปลถูกตามที่เรียนมา แต่ตีความผิดเพราะเข้าไม่ถึงอรรถรสของภาษา ความมุ่งหมายที่ท่านต้องการจะพูดก็คลาดเคลื่อน ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องเอาไปปฏิบัติ ก็อาจจะปฏิบัติผิดไปจากเจตนา

ตัวอย่างง่าย ๆ ของการตีความก็อย่างเช่นข้อความว่า -

.........................................................

เต  วยปฺปตฺเต  ฆรพนฺธเนน  พนฺธึสุ. 

(ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ จักขุปาลเถรวัตถุ)

พ่อแม่ผูกลูกผู้ถึงแล้วซึ่งวัยด้วยเครื่องผูกคือเรือน

.........................................................

ดูคำบาลีแล้ว แปลถูกต้องตามนี้ทุกคำ 

ถามว่า พ่อแม่ทำอะไรกับลูก?

ถ้าเข้าไม่ถึงสำนวนภาษา แม้จะแปลได้แปลถูก ก็อาจจะเข้าใจความหมายผิดไปไกล เพราะฉะนั้นจึงว่า-ท่านอธิบายว่าอย่างไร ต้องเข้าใจได้ถูกต้องด้วย

......................

พอได้หลักดังที่ว่านี้แล้ว ทีนี้ก็ลองพิจารณาข้อความในคัมภีร์อธิบายความที่ยกมาเสนอในตอนที่แล้ว

.........................................................

น  หิ  ปาราชิกํ  อนาปนฺนสฺส  สิกฺขํ  อปจฺจกฺขาย  วิพฺภมิสฺสามีติ  คิหิลิงฺคคฺคหณมตฺเตน   ภิกฺขุภาโว   วินสฺสติ  ฯ  ปาราชิกํ  อาปนฺโนว  ภิกฺขุลิงฺเค  ฐิโต  ยาว  น  ปฏิชานาติ  ตาว  อตฺเถว  ตสฺส  ภิกฺขุภาโว  ฯ

ภิกษุที่มิได้ต้องอาบัติปาราชิก ยังไม่ได้บอกลาสิกขา เพียงแต่นึกว่าจะสึก แล้วแต่งตัวเป็นคฤหัสถ์ ก็ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ (ส่วน) ภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิก (แต่) ยังอยู่ในภิกขุลิงคะ (แต่งตัวอย่างพระ) ตราบใดที่ยังไม่ยอมรับ (ว่าตนต้องอาบัติปาราชิก) ภิกขุภาวะ (ความเป็นพระ) ก็ยังมีอยู่ตราบนั้น

ที่มา: สารัตถทีปนี วินยฏีกา ภาค ๒ หน้า ๑๖๐

.........................................................

ที่มาของข้อความนี้คือ คัมภีร์สารัตถทีปนี 

ก่อนที่จะช่วยกันพิจารณาประเด็นที่คัมภีร์สารัตถทีปนีแสดงไว้ ขออนุญาตแวะหาความรู้เกี่ยวกับคัมภีร์สารัตถทีปนีสักเล็กน้อย

สารัตถทีปนีคือคัมภีร์อะไร พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า -

.........................................................

สารัตถทีปนี : ชื่อคัมภีร์ฎีกาอธิบายความในสมันตปาสาทิกา ซึ่งเป็นอรรถกถาแห่งพระวินัยปิฎก พระสารีบุตรเถระแห่งเกาะลังกา เป็นผู้รจนาในรัชกาลของพระเจ้าปรักกมพาหุที่ ๑ (พ.ศ. ๑๖๙๖–๑๗๒๙)

.........................................................

คัมภีร์สารัตถทีปนีพิมพ์เป็นบาลีอักษรไทย ๔ เล่มหรือ ๔ ภาค ใช้เป็นคัมภีร์ประกอบการศึกษาชั้นเปรียญธรรม ๖ และ ๗ ประโยค ตามหลักสูตรการศึกษาบาลีของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน

“คัมภีร์ประกอบการศึกษา” หมายความว่า เป็นหนังสืออ่านประกอบ จะอ่านหรือไม่ก็ได้ นักเรียนบาลีบ้านเราส่วนมากไม่อ่าน เพราะไม่ได้เอามาเป็นข้อสอบ 

นักเรียนบาลีบ้านเราศึกษาเฉพาะคัมภีร์ที่ออกเป็นข้อสอบเท่านั้น แทบไม่ได้แตะต้องคัมภีร์ประกอบ

อย่างไรก็ตาม ในอดีตคณะสงฆ์ไทยเคยกำหนดให้คัมภีร์สารัตถทีปนีเป็นแบบเรียนในหลักสูตรบาลีชั้นเปรียญธรรม ๙ ประโยค จนกระทั่งมายกเลิกในสมัยกลางรัชกาลที่ ๕ 

เป็นอันว่านักเรียนบาลีรุ่นเก่าของเราเรียนคัมภีร์สารัตถทีปนี แต่นักเรียนบาลีรุ่นใหม่ไม่รู้จักแล้ว แม้จะกำหนดให้เป็นคัมภีร์ประกอบก็ไม่มีใครสนใจ เพราะไม่มีผลโดยตรงต่อการสอบได้

.........................................................

ถ้าการเรียนบาลีในบ้านเรายังเป็นแบบนี้อยู่ต่อไป-คือเน้นการสอบได้ แต่ไม่ได้เน้นการมีความรู้ในหลักพระธรรมวินัยคือพระไตรปิฎก ผลก็จะออกมาเป็นอย่างนี้เรื่อยไป-คือนักเรียนบาลีที่สอบได้หาไม่ยาก แต่นักเรียนบาลีที่มีความรู้หลักพระธรรมวินัยพระไตรปิฎกหาไม่ง่าย

.........................................................

คัมภีร์สารัตถทีปนีนี้ ท่านอาจารย์สิริ เพ็ชรไชย ป.ธ.๙ สำนักวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ ได้แปลเป็นไทยจบครบทั้ง ๔ ภาค และพิมพ์เป็นเล่มแล้วครบถ้วน

ผมไม่มีข้อมูลว่า คัมภีร์สารัตถทีปนีฉบับแปลนี้ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และจัดการพิมพ์เผยแพร่ ลองคลิกเข้าไปที่ google ก็เห็นมีจำหน่ายที่เว็บไซต์ขายหนังสือด้วย 

ผมอยากให้มีใครสักคนที่มีกุศลจิตและมีฉันทะอุตสาหะรับเป็นธุระติดต่อเจ้าของลิขสิทธิ์-ซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ นั่นเอง เอาคัมภีร์สารัตถทีปนีฉบับแปลมาทำเป็นหนังสืออีบุ๊ก มีไฟล์ PDF ให้ดาวน์โหลดได้ หรือท่านผู้ใดสามารถหาหนังสือมาทำเป็นอีบุ๊กดาวน์โหลดได้ด้วยวิธีการหรือช่องทางอย่างใดอย่างหนึ่งที่สุจริต ก็จะเป็นคุณูปการแก่การศึกษาบาลีเป็นอย่างยิ่ง

ผมเองมีคัมภีร์สารัตถทีปนีฉบับแปลที่เป็นเล่มกระดาษครบชุดครับ แต่อยากให้นักเรียนบาลีทั้งหลายได้มีไว้ด้วย กลไกไฮเทคในปัจจุบันช่วยให้อ่านหนังสือจากหน้าจอสะดวกสบายกว่ายกเล่มกระดาษมากางอ่าน ขอแรงช่วยกันคิดหน่อยนะครับ

นักเรียนบาลีแก่ ๆ คนหนึ่ง ฝากความหวังไว้กับนักเรียนบาลีหนุ่ม ๆ ครับ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๑ เมษายน ๒๕๖๗

๑๘:๐๐

 

[full-post]



ปาราชิโก โหติ อสํวาโส (๑)

-----------------------

หมายความอย่างไร

ศีลของภิกษุทั้ง ๒๒๗ ข้อ มีตัวบทบัญญัติไว้ในพระวินัยปิฎกเรียกว่า “สิกขาบท” เทียบกับพระราชบัญญัติก็คือที่เรียกว่า “มาตรา” เมื่อจบข้อความแต่ละสิกขาบท จะมีคำจำกัดความเรียกว่า “วิภังค์” คำเก่าเรียกว่า คัมภีร์วิภังค์ พระไตรปิฎกแปลเป็นไทยใช้คำว่า “สิกขาบทวิภังค์” 

สิกขาบทวิภังค์ตรงกับคำในพระราชบัญญัติที่บอกว่า “ในพระราชบัญญัตินี้ ... หมายความว่า ... ” เช่น -

.........................................................

        ในพระราชบัญญัตินี้ 

         “การศึกษาพระปริยัติธรรม” หมายความว่า การศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในพระไตรปิฎก

         “วัด” หมายความว่า วัดตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ 

.........................................................

สิกขาบทแต่ละข้อจะมีคำว่า “โย ปน ภิกฺขุ ...” แปลว่า “ภิกษุใด” สิกขาบทวิภังค์ก็จะให้คำจำกัดความว่า “ภิกษุ” ในสิกขาบทนี้หมายถึงใคร ทั้งนี้เพราะภิกษุในพระพุทธศาสนามีที่มาหลายทาง เช่น -

ผู้บวชด้วยวิธีเอหิภิกขุ ก็เป็น “ภิกษุ” 

ผู้บวชด้วยวิธีรับไตรสรณคมน์ในสมัยต้น ๆ ก็เป็น “ภิกษุ” 

ผู้บรรลุธรรมเป็นเสขบุคคล ก็เป็น “ภิกษุ” 

ผู้บรรลุธรรมเป็นอเสขบุคคล ก็เป็น “ภิกษุ” 

ผู้บวชด้วยวิธีที่สงฆ์ประชุมกันอนุมัติดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็เป็น “ภิกษุ” 

สิกขาบทวิภังค์บอกที่มาของภิกษุดังนี้แล้วก็ระบุว่า “ภิกษุ” ในสิกขาบทนี้หมายถึงผู้บวชด้วยวิธีที่สงฆ์ประชุมกันอนุมัติ (ภาษาวิชาการเรียกว่า ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา)

การให้คำจำกัดความแบบนี้ นักเลงกฎหมายอาจพูดได้ว่า ภิกษุที่บวชด้วยวิธีเอหิภิกขุเสพเมถุนได้ ไม่ต้องอาบัติปาราชิก เพราะไม่ใช่ภิกษุที่บวชด้วยวิธีญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา

ในแง่ภาษาย่อมมองได้เช่นนั้น แต่ภาษาในพระวินัยไม่ได้คำนึงเฉพาะภาษาอย่างเดียว หากแต่คำนึงถึงข้อเท็จจริงด้วย

ข้อเท็จจริงก็คือ ภิกษุที่มาด้วยวิธีอื่น ๆ เป็นภิกษุในสมัยต้นแห่งการประกาศพระศาสนา บวชแล้วก็ปฏิบัติธรรมและบรรลุธรรมหมดสิ้น และในเวลาที่ทรงบัญญัติสิกขาบทต่าง ๆ ท่านเหล่านั้นก็อยู่ในฐานะเป็น “ภิกษุ” แต่ไม่อยู่ในฐานะที่จะละเมิดสิกขาบทได้อีกแล้ว ถ้าไม่จำกัดความไว้ให้ชัดเจน ก็จะมีผู้กล่าวได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทเหวี่ยงแหทั่วไปหมด ไม่รู้จักแยกแยะ ไม่สมกับที่ยกย่องว่าเป็นสัพพัญญู

......................

ในตัวบทอาบัติปาราชิกทั้ง ๔ สิกขาบท จะลงท้ายด้วยคำที่เหมือนกัน คือ “ปาราชิโก โหติ อสํวาโส” มีคำแปลว่า เมื่อภิกษุประพฤติล่วงละเมิดทั้ง ๔ กรณี (เสพเมถุน ลักทรัพย์ ฆ่ามนุษย์ อวดอุตริ) ก็จะ “เป็นปาราชิก ไม่มีสังวาส”

“ปาราชิโก” แปลว่า “ผู้ปาราชิก” (ผู้พ่ายแพ้)

“โหติ” แปลว่า “ย่อมเป็น”

“อสํวาโส” แปลว่า “ไม่มีสังวาส”

......................

“ปาราชิโก โหติ อสํวาโส เป็นปาราชิก ไม่มีสังวาส” หมายความว่าอย่างไร?

สิกขาบทวิภังค์ขยายความไว้ดังนี้ -

.........................................................

         ปาราชิโก  โหตีติ  เสยฺยถาปิ  นาม  ปุริโส  สีสจฺฉินฺโน  อภพฺโพ  เตน  สรีรพนฺธเนน  ชีวิตุํ  เอวเมว  ภิกฺขุ  เมถุนํ  ธมฺมํ  ปฏิเสวิตฺวา  อสฺสมโณ  โหติ  อสกฺยปุตฺติโย  เตน  วุจฺจติ  ปาราชิโก  โหตีติ  ฯ

         คำว่า ปาราชิโก  โหติ หมายความว่า บุรุษถูกตัดศีรษะแล้วไม่อาจมีสรีระคุมกันมีชีวิตอยู่ได้แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เสพเมถุนธรรมแล้วย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า ปาราชิโก  โหติ (เป็นปาราชิก) 

         อสํวาโสติ  สํวาโส  นาม เอกกมฺมํ เอกุทฺเทโส สมสิกฺขาตา  เอโส  สํวาโส  นาม  โส  เตน  สทฺธึ  นตฺถิ  เตน  วุจฺจติ  อสํวาโสติ  ฯ

         คำว่า อสํวาโส หมายความว่า ที่ชื่อว่า สังวาส ได้แก่ กรรมที่พึงทำร่วมกัน อุเทศที่พึงสวดร่วมกัน ความเป็นผู้มีสิกขาเสมอกัน นี้ชื่อว่า สังวาส สังวาสนั้นไม่มีร่วมกับภิกษุนั้น เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า อสํวาโส (ไม่มีสังวาส)

ที่มา: ปฐมปาราชิกกัณฑ์ วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๓๖-๓๗

.........................................................

โปรดสังเกตว่า ตามคำอธิบายในสิกขาบทวิภังค์ ต้องอาบัติปาราชิกแล้วขาดจากความเป็นพระทันที ไม่มีข้อแม้

คำว่า “อสฺสมโณ  โหติ” แปลตามศัพท์ว่า “ย่อมไม่เป็นสมณะ” คือที่ผมใช้คำว่า “ขาดจากความเป็นพระ”

......................

เมื่อมีพระต้องอาบัติปาราชิก-เช่นเสพเมถุน มีความเข้าใจกันว่า ต้องลาสิกขา-คือต้องสึก-ก่อนจึงจะขาดจากความเป็นพระ และมีข่าวตามมาว่าพระที่ปาราชิกนั้น “ยอมลาสิกขา” ก็ยิ่งทำให้แน่ใจว่า ต้องสึกก่อน “ภิกขุภาวะ” คือความเป็นพระจึงสิ้นสุดลง ดังจะให้เข้าใจต่อไปว่า พระที่ต้องอาบัติปาราชิก ถ้าไม่ลาสิกขาก็ยังคงเป็นพระอยู่ได้ต่อไป

ต่อจากนั้นก็มีผู้รู้บาลียกข้อความจากคัมภีร์มาอ้างว่า พระที่ต้องอาบัติปาราชิก ถ้าไม่ลาสิกขาก็ยังคงเป็นพระอยู่ได้ต่อไป-มีแสดงไว้ในคัมภีร์

คัมภีร์ฉบับหนึ่งบอกไว้ดังนี้ -

.........................................................

น  หิ  ปาราชิกํ  อนาปนฺนสฺส  สิกฺขํ  อปจฺจกฺขาย  วิพฺภมิสฺสามีติ  คิหิลิงฺคคฺคหณมตฺเตน   ภิกฺขุภาโว   วินสฺสติ  ฯ  ปาราชิกํ  อาปนฺโนว  ภิกฺขุลิงฺเค  ฐิโต  ยาว  น  ปฏิชานาติ  ตาว  อตฺเถว  ตสฺส  ภิกฺขุภาโว  ฯ

ที่มา: สารัตถทีปนี วินยฏีกา ภาค ๒ หน้า ๑๖๐

.........................................................

แปลประโยคต่อประโยค ดังนี้ -

.........................................................

ปาราชิกํ  อนาปนฺนสฺส  

ภิกษุที่มิได้ต้องอาบัติปาราชิก

สิกฺขํ  อปจฺจกฺขาย  

ยังไม่ได้บอกลาสิกขา

(คือยังไม่ได้บอกให้ใครรู้ว่า ฉันสึกละนะ)

วิพฺภมิสฺสามีติ  คิหิลิงฺคคฺคหณมตฺเตน

เพียงแต่นึกว่าจะสึก แล้วแต่งตัวเป็นคฤหัสถ์

น  หิ  ภิกฺขุภาโว   วินสฺสติ 

ก็ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ

ปาราชิกํ  อาปนฺโนว  

(ส่วน) ภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิก

ภิกฺขุลิงฺเค  ฐิโต

(แต่) ยังอยู่ในภิกขุลิงคะ

(ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว แต่ยังนุ่งสบงทรงจีวรอย่างพระอยู่)

ยาว  น  ปฏิชานาติ

ตราบใดที่ยังไม่ยอมรับ (ว่าตนต้องอาบัติปาราชิก)

ตาว  อตฺเถว  ตสฺส  ภิกฺขุภาโว

ภิกขุภาวะ-ความเป็นพระก็ยังมีอยู่ตราบนั้น

.........................................................

ดูปาราชิกในพระบาลีกับปาราชิกในคัมภีร์อธิบายความ จะเห็นความแตกต่าง ดังนี้ -

ปาราชิกในพระบาลีหรือปาราชิกของพระพุทธเจ้า:

.........................................................

ปาราชิโก โหติ อสํวาโส

เป็นปาราชิก ไม่มีสังวาส (อยู่ร่วมกับภิกษุปกติไม่ได้)

อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย

ขาดจากความพระ ไม่นับเป็นลูกพระพุทธเจ้าอีกต่อไป

.........................................................

ปาราชิกในคัมภีร์อธิบายความ:

.........................................................

ปาราชิกํ  อาปนฺโนว  ภิกฺขุลิงฺเค  ฐิโต

ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว แต่ยังนุ่งสบงทรงจีวรอย่างพระอยู่

ยาว  น  ปฏิชานาติ  ตาว  อตฺเถว  ตสฺส  ภิกฺขุภาโว

ยังไม่ยอมรับ ก็ยังไม่ขาดจากความเป็นพระ

.........................................................

พูดชัด ๆ -

ปาราชิกของพระพุทธเจ้า: หมดความเป็นพระทันที

ปาราชิกของอาจารย์ทั้งหลาย: ไม่ยอมรับซะอย่าง ก็ยังเป็นพระอยู่ได้

จะเอาปาราชิกของใครดี?

นักเรียนบาลีช่วยกันคิดหน่อย!

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๒๐ เมษายน ๒๕๖๗

๑๗:๔๘

 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.