แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรรถ แสดงบทความทั้งหมด



ลักษณะความลึกซึ้งของพระไตรปิฎก


    วินโย กิจฺจคมฺภีโร,              อภิธมฺโม สภาวโต,

    สุตฺตนฺโต อตฺถคมฺภีโร,       อิเม ตโย สุคมฺภิรา.

    อปฺเปว สสโก โกจิ              ปติฏฺเฐยฺย มหณฺณเว

    น โกจิ จตุคมฺภีเร               ติวิเธ ปิฏกณฺณเว.[1]


.....พระไตรปิฎกเหล่านี้ มีความลึกซึ้งดี กล่าวคือ (๑) "พระวินัยปิฎก" มีความลึกซึ้งโดยกิจที่ภิกษุพึงประพฤติ, (๒) "พระอภิธรรมปิฎก" มีความลึกซึ้งโดยสภาวะ, (๓) "พระสุตตันตปิฎก" มีความลึกซึ้งโดยเนื้อหา.

.....กระต่ายพึงดำรงอยู่ในมหาสมุทรได้อย่างไร ฉันใด ใครๆ พึงไม่ดำรงอยู่ในมหาสมุทรคือพระไตรปิฎกอันมีความลึกซึ้ง ๔ ประการได้ ฉันนั้น.


....."ความลึกซึ้ง ๔ ประการ" (จตุคมฺภีเร) คัมภีร์วชิรสารัตถสังคหฎีกา อธิบายไว้ว่า "น โกจิ จตุคมฺภีเรติ โกจิ ปุคฺคโล จตุคมฺภีเร อตฺถธมฺมเทสนาปฏิเวธสงฺขาเตหิ จตูหิ คมฺภีรภาเวหิ คมฺภีเร ติวิเธ ปิฏกณฺณเว ปิฏกสงฺขาเต มหาสมุทฺเท น ปติฏฺเฐยฺย ปติฏฺฐํ น ลเภยฺย."

.....แปลความว่า บทว่า "น โกจิ จตุคมฺภีเร" อธิบายว่า บุคคลใดๆ ไม่พึงดำรงอยู่ คือไม่พึงได้การดำรงอยู่ในมหาสมุทรที่บัณฑิตเรียกว่าปิฎก คือ มหาสมุทรคือพระไตรปิฎก ที่ลึกซึ้งด้วยความลึกซึ้ง ๔ ประการ ที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า "อรรถ, ธรรม, เทศนา, ปฏิเวธ"


.....ความหมายของ "อรรถ, ธรรม, เทศนา, ปฏิเวธ" พระอรรถกถาจารย์ ได้แสดงไว้ในอรรถกถาวินัยปิฎก (สมันตปาสาทิกา) ว่า;

.....บรรดาคัมภีรภาพทั้ง ๔ นั้น พระบาฬี (พระไตรปิฎก) ชื่อว่า "ธรรม". เนื้อความแห่งพระบาฬีนั้นนั่นแหละ ชื่อว่า "อรรถ". การแสดงพระบาฬีนั้นที่กำหนดไว้ด้วยใจนั้นชื่อว่า "เทศนา". การหยั่งรู้พระบาฬีและอรรถแห่งพระบาฬีตามความเป็นจริง ชื่อว่า "ปฏิเวธ".[2]


ลักษณะเด่นของแต่ละปิฎก

พระอรรถกถาจารย์แสดงไว้ว่า;


.....ก็ปิฎกทั้ง ๓ นี้ เป็น “อาณาเทศนา โวหารเทศนา ปรมัตถเทศนา” และ “ยถาปราธศาสน์ ยถานุโลมศาสน์ ยถาธรรมศาสน์” และ “สังวราสังวรกถา ทิฏฐิวินิเวฐนกถา นามรูปปริเฉทกถา” ตามลำดับ.

.....แท้จริง บรรดาปิฎกทั้ง ๓ นี้ “วินัยปิฎก” เรียกว่า “อาณาเทศนา” เพราะความที่วินัยปิฎกนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ควรแก่อาณา ทรงแสดงไว้โดยความเป็นปิฎกที่มากด้วยอาณา (พระวินัยบัญญัติ), “สุตตันตปิฎก” เรียกว่า “โวหารเทศนา” เพราะความที่สุตตันตปิฎกนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ฉลาดในโวหาร ทรงแสดงไว้โดยความเป็นปิฎกที่มากด้วยโวหาร, “อภิธรรมปิฎก” เรียกว่า “ปรมัตถเทศนา” เพราะความที่พระอภิธรรมปิฎกนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ฉลาดในปรมัตถ์ (สภาวธรรม) ทรงแสดงไว้โดยความเป็นปิฎกที่มากด้วยปรมัตถ์.

.....เหมือนอย่างนั้น “วินัยปิฎก” แรก เรียกว่า “ยถาปราธศาสน์” (การสอนตามความผิด) คือ เหล่าสัตว์ที่เป็นผู้มีความผิดมากนั้นใดมีอยู่ เหล่าสัตว์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสั่งสอนแล้วตามความผิดในปิฎกนี้. “สุตตันตปิฎก” ที่สอง เรียกว่า “ยถานุโลมศาสน์” (สอนตามอนุโลมแก่อัธยาศัย) คือ เหล่าสัตว์ที่เป็นผู้มีอัธยาศัย อนุสัย จริต และอธิมุตติกะ (เป็นผู้น้อมใจเชื่อ) ไม่ใช่อย่างเดียวกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสั่งสอนตามอนุโลมในปิฎกนี้. “อภิธรรมปิฎก” ที่สาม เรียกว่า “ยถาธรรมศาสน์” (สอนตามสภาวธรรม) คือ เหล่าสัตว์ที่เป็นผู้มีความสำคัญว่า “เรา ของเรา” ในสิ่งสักว่ากองสภาวธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสั่งสอนตามสภาวธรรมในปิฎกนี้.

.....เหมือนอย่างนั้น “วินัยปิฎก” แรก เรียกว่า “สังวราสังวรกถา” คือ ความสำรวมน้อยและใหญ่ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความละเมิด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปิฎกนี้. “สุตตันตปิฎก” ที่สอง เรียกว่าว่า “ทิฏฐิวินิเวฐนกถา” คือ การคลี่คลายความเห็นผิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อทิฏฐิ ๖๒ (ดูในพรหมชาลสูตร) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปิฎกนี้. “อภิธรรมปิฎก” ที่สาม เรียกว่า “นามรูปปริเฉทกถา” คือ การกำหนดนามและรูปที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสมีราคะเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปิฎกนี้.[3]

--------------------

[1] วชิรสารตฺถสงฺคห. คาถา ๓๙๗-๓๙๘

.....คัมภีร์ "วชิรสารัตถสังคหะ" (การรวบรวมเนื้อหาอันเป็นสาระประดุจเพชร) เป็นคัมภีร์ว่าด้วยหลักอลังการศาสตร์ทางภาษาบาฬี รจนาเป็นคาถา ๔๑๕ คาถา ซึ่งเป็นการแสดงอุทาหรณ์ของอลังการะนั้นๆ ไปในตัวคาถา รจนาโดยพระสิริรัตนปัญญมหาเถระ ชาวล้านนา ในปี พ.ศ.๒๐๗๗ รัชสมัยพระเมืองเกษเกล้า (พ.ศ.๒๐๖๘-๒๐๘๑)[1] แห่งพระราชวงศ์มังราย คัมภีร์นี้มีฏีกาอธิบายอยู่ฉบับหนึ่ง ไม่ปรากฏผู้รจนาและวันเดือนปีที่รจนา สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระสิริรัตนปัญญมหาเถระเอง

.....ท้ายคัมภีร์ระบุว่าท่านพำนักอยู่ "วัดมหาวัน" แต่ไม่ได้ระบุว่าอยู่เมืองใด แต่คัมภีร์ชินกาลมาลินี (พงศาวดารพระพุทธศาสนายุคล้านนา) ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ท่านรจนาอีกคัมภีร์หนึ่ง ในราว พ.ศ.๒๐๖๐ รัชสมัยพระเมืองแก้ว (พ.ศ.๒๐๓๘-๒๐๖๘) ฉบับตีพิมพ์ภาษาบาฬีอักษรพม่า โดยมหาวิทยาลัยเวชิตปริยัตติสาสนะ เมืองมันตะเล ประเทศเมียนมา จ.ศ. ๑๓๗๙ ตรงกับ พ.ศ.๒๕๖๑ (ไทยเป็น พ.ศ.๒๕๖๐ พม่านับ พ.ศ.เร็วกว่าไทยไป ๑ ปี) ระบุบนหน้าปกว่าท่านพำนักอยู่วัดป่าแดง เมืองเชียงใหม่ ดังข้อความว่า

....."อยุทฺธยรฏฺฐสฺส อุตฺตรปฺปเทเส นพฺพิสิปุเร รตฺตวนวิหาเร วสนฺเตน ภทนฺตรตนปญฺญมหาเถเรน วิรจิตา ชินกาลมาลินี"

.....แปลความว่า "คัมภีร์ชินกาลมาลินี พระรัตนปัญญมหาเถระผู้พำนักอยู่วัดป่าแดง เมืองนัพพีสี (เชียงใหม่) ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองอยุธยา รจนาแล้ว"

.....ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าท่านพำนักอยู่ ๒ วัด คือ วัดมหาวัน นอกกำแพงเมืองเชียงใหม่ กับวัดป่าแดง เชิงดอยสุเทพ


[2] วิ.มหา.อ. ๑/๒๒ (สฺยา.)

[3] วิ.มหา.อ. ๑/๒๑ (สฺยา.)

---------------------

(เพจบาลีใหญ่, วัดทรายมูล)

 

[full-post]


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


เป็นความจริงว่า พุทธธรรมที่พระสัพพัญญูเจ้าทรงแสดงไว้นั้น ล้วนลึกซึ้งทั้งโดยอรรถ ทั้งโดยพยัญชนะทั้งสิ้น จึงไม่แปลกเลยที่ผู้ศึกษาแล้ว จักมีความรู้สึกว่า

   เมื่อได้ความเข้าใจมาสิบ ก็รู้ว่ายังมีส่วนที่ตนยังไม่รู้อีกเป็นร้อย

   เมื่อได้ความเข้าใจมาร้อย

   ก็รู้ว่ายังมีส่วนที่ตนยังไม่รู้อีกเป็นพัน

   เมื่อได้ความเข้าใจมาเป็นพัน ก็รู้ว่ายังมีส่วนที่ตนไม่รู้อีกเป็นเหมื่น ฯลฯ

      ดังนั้นการโฟสต์แสดงธรรมจึงไม่ควรเพ่งว่าเป็นของท่านอาจารย์ใด ควรเพ่งเป็นของพระพุทธองค์ เพราะการตีกรอบเช่นนั้นจะทำให้ความรอบรู้คับแคบ ไม่กระจายขยายตัว สมดังคำกล่าวของท่านพระมหากัจจายนเถระผู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญว่าเป็นเลิศในการแสดงธรรมย่อให้วิจิตรพิสดาร กล่าวไว้ในคัมภีร์เนตติปกรณ์ว่า อาหารและรสชาติอยู่ด้วยกันฉันใด ศัพท์และความหมายก็อยู่ด้วยกันฉันนั้น

      ส่วนความรู้สึกจากการทานอาหารและการเสพศัพท์เหล่านั้น เกิดขึ้นที่ใจ ดังนั้นความสำคัญของศัพท์ ของความหมาย ของความรู้สีก จึงมีบทบาทที่ขาดไม่ได้เลยในการสือสารกัน สมดังพระคัมภีร์เนตติปกรณ์กล่าวถึงศัพท์และอรรถว่า

" ทฺวาทส ปทานิ สุตฺตํ ตํ สพฺพํ พฺยญฺชนญฺจ อตฺโถ จ ตํ วิญฺเญยฺยํ อุภยํ โก อตฺโถ พฺยญฺชนํ กตมํ."

      แปลว่า"พระพุทธพจน์ที่ใช้สื่อสารกัน มี 12 องค์(ปท) องค์ทั้งหมดนั้น มีทั้งส่วนที่เป็นศัพท์ มี ทั้งส่วนที่เป็นอรรถ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนั้น วิญญูชนควรรู้ว่า เป็นศัพท์ประเภทไหน เป็นอรรถประเภทไหน."

      หมายความว่า ศัพท์ และอรรถ จับกันได้ 6 คู่ คือ จากการสื่อศัพท์ แล้วรับทราบอรรถที่เหมาะสมกันเป็นคู่นั่นเอง 

      ส่วนความรู้สึกที่จับเอาได้จากการสือสาร มี 6 อาการ เมื่อกล่าวโดยสถานการณ์หลัก ก็จะมี 2 สถานการณ์ คือ:-

      1.สถานการณ์หลักที่อาศัยความเหมือนเช่นรู้ว่านายก.กับนายข.เป็นฝาแฝดกันเพราะมีความเหมือนกัน

      2.สถานการณ์หลัก ที่อาศัยความต่าง เช่น รู้ว่าฝาแฝดคนนี้เป็นนาย ก. ฝาแฝดคนนั้นเป็นนาย ข . เพราะมีความต่างกัน ดังนั้น ศัพท์และอรรถ 2 คู่ ท่านจึงแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ คู่ที่เนื่องอยู่กับความเหมือน 3 คู่ 

คู่ที่เนื่องอยู่กับความต่าง 3.คู่ ดังนี้:-

กลุ่มที่เนื่องอยู่กับความเหมือน 3 คู่ คือ

      1. ศัพท์สื่อลักษณะ(อักขระ) คู่กับอรรถรับทราบหลักการ(สังกาสนา) พอสื่อเสร็จก็จับเอาความเหมือนได้

      2. ศัพท์สื่อขั้นตอน(พยัญชนะ)คู่กับอรรถรับทราบการเผยตัวอย่าง (วิวรณา) พอสื่อเสร็จก็จับเอาขบวนการได้

      3.ศัพท์สื่อความประสงค์(นิรุตติ)คู่กับอรรถรับทราบการเน้นย้ำทำนอง(อุตตานีกัมมะ) พอสื่อเสร็จก็จับเอาการอุปมาได้


กลุ่มที่เนื่องอยู่กับความต่าง 3 คู่ คือ

      1.ศัพท์สื่อแนวทาง (ปท) คู่กับอรรถรับทราบประเด็น (ปกาสนา) พอสืบเสร็จก็จับเอาความต่างได้

      2.ศัพท์สื่อความเจาะจง (อาการะ) คู่กับอรรถรับทราบการเผยแง่มุม (วิภชนา) พอสื่อเสร็จก็จับเอาการแบ่งแยกได้

      3.ศัพท์สื่อความชัดเจน(นิทเทส)คู่กับอรรถรับทราบ


       การเน้นย้ำนิยาม(บัญญัตติ) พอสื่อเสร็จก็จับเอาการกำหนดความได้ เมื่อกล่าวโดยการแสดงธรรมก็จะได้ขนาดการแสดงธรรมที่เหมาะสมกับประเภทบุคคล 3 รูปแบบ ดังนี้:-

      1. อุคฆฏิตัญญูบุคคล อาศัยอรรถบอกหลักการ (สังกาสนา) หรือ อาศัยอรรถบอกประเด็น (ปกาสนา) อย่างใดอย่างหนี่ง ขนาดการแสดงธรรมจึงเป็นขนาดย่อ

      2. วิปัญจิตัญญูบุคคล อาศัยอรรถบอกการเผยตัวอย่าง (วิวรณา) หรือ อาศัยอรรถบอกการเผยแง่มุม (วิภชนา) อย่างใดอย่างหนึ่ง ขนาดการแสดงธรรมจีงเป็นขนาดปานกลาง

      3. เนยยบุคคล อาศัยอรรถบอกการเน้นย้ำทำนอง (อุตตานีกัมมะ) หรือ อาศัยอรรถบอกการเน้นย้ำนิยาม(บัญญัตติ) อย่างใดอย่างหนึ่ง ขนาดการแสดงธรรม จึงเป็นขนาดกว้างขวางพิสดารขอเพื่อนสหธรรมิก 

      โปรดใส่ใจศัพท์และอรรถตามนัยของพระคัมภีร์เนตติปกรณ์นี้เถิดจักเป็นปัจจัยให้ท่านเข้าถึง หาระ 16 นัย 5 มูลบท 18 สาสนปัฏฐานที่มาในอรรถกถา ฏีกา 16 และ ที่มาใน พระบาลี (พระพุทธพจน) 28 ได้อย่างสะดวกแล

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.