แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิพพาน แสดงบทความทั้งหมด



ความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างสังขารกับนิพพาน 

มีกล่าวแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค(ขุ.ปฏิ.31/10/16)ว่า มี 5 ประการ ดังนี้ :-

   1. อุปาโท สงฺขารา, อนุปาโท นิพฺพานํ

    สังขาร มี ขณะเกิดขึ้น(อุปปาทขณะ) ขณะตั้งอยู่(ฐิติขณะ) ขณะดับไป(ภังคขณะ)

    นิพพาน ไม่มีขณะทั้ง 3 เพราะมีกิจดับขณะทั้ง 3 ของสังขาร  ดับนามรูป)

   2. ปวตฺตํ สงฺขารา, อปฺปวตฺตํ นิพฺพานํ

    สังขาร มี การดำเนินไปสู่วัฏฏะ 3 (วงรอบ 3 คือ กิเลส กรรม วิบาก)

    นิพพาน ไม่มีการดำเนินไปสู่วัฏฏะ 3 เพราะมีกิจดับวัฏฏ 3  ดับสังขาร)

   3. นิมิตฺตํ สงขารา, อนิมิตฺตํ นิพฺพานํ

    สังขาร มี เหตุที่เป็นเครื่องหมายทุกข์

    นิพพาน ไม่มี เหตุที่เป็นเครื่องหมายทุกข์ เพราะมีกิจดับทุกข์  ดับสังขารทุกข์ คือ ทุกข์ที่มีประจำสังขาร เป็นทุกข์ที่บีบคั้น ไม่ใช่ทุกข์ ที่เป็นทุกขเวทนาที่ทนได้ยาก ไม่ใช่ทุกข์ที่เป็นสุขเวทนาที่แปรเปลี่ยนไป)

   4. อายูหนา สงฺขารา, อนายูหนา นิพฺพานํ

    สังขาร มี การดิ้นรนแสวงหากรรม

    นิพพาน ไม่มีการดิ้นรนแสวงหากรรม เพราะมีกิจดับตัณหา

   5. ปฏิสนฺธิ สงฺขารา, อปฺปฏิสนฺธิ นิพฺพานํ

    สังขาร มี การนำเกิดอีก

    นิพพาน ไม่มีการนำเกิดใดๆทั้งสิ้น เพราะมีกิจดับการเวี่ยนว่ายตายเกิด  (ดับสงสารในความหมายว่าการเวี่ยนว่ายตายเกิดในภาษาบาฬี ไม่ใช่ในความหมายว่าสงสารที่เห็นอกเห็นใจในภาษาไทย)

 

[full-post]

 


ความไม่รู้เรื่องนิพพาน

---------------------

ผมเห็นข่าวที่มีผู้จัดหลักสูตรอบรมที่มีผลให้ผู้เข้ารับการอบรมบรรลุนิพพานได้ และมีผู้วิจารณ์กันมาก ก็เกิดความคิดเห็นบางประการ

ผมยังไม่เห็นรายละเอียดว่า ใครเป็นผู้จัดหลักสูตรนี้ จัดไปแล้วหรือเป็นเพียงคิดโครงการขึ้น ถ้าจัดไปแล้วมีผู้เข้ารับการอบรมมากน้อยแค่ไหน และได้บรรลุนิพพานกันบ้างแล้วหรือยัง เห็นแต่บอกว่าค่าสมัครเข้ารับการอบรมคนละ ๒๕,๐๐๐.-บาท และหยิบยกขึ้นมาวิจารณ์ว่า จ่ายสองหมื่นก็ไปนิพพานได้

การเอาข่าวมาบอกเล่าสมัยนี้ ผมนึกแวบไปถึงเรื่องเมืองศรีเทพที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มีคำบรรยายมากมาย แต่เชื่อหรือไม่ว่า เมืองศรีเทพตั้งอยู่ที่ตำบลอำเภอจังหวัดอะไรแทบจะไม่ได้เอ่ยถึง 

ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร-เป็นสูตรของการบอกเล่าข่าวสมัยก่อน แต่สื่อสมัยนี้คงจะไม่ได้ยึดถือสูตรนี้กันอีกแล้ว

ปกติผมไม่ติดตามเสพข่าวจากทุกสื่อ เพราะฉะนั้น เป็นความผิดของผมเองที่ไม่ได้ติดตามรายละเอียด ไม่ใช่ความผิดของคนเอาข่าวมาบอกเล่า

ผ่านประเด็นนี้ไป

ผมสนใจประเด็นที่มีผู้วิจารณ์ เท่าที่อ่านผ่าน ๆ ก็พบแต่ที่เป็นความคิดเห็น แสดงความคิดเห็นยาวเหยียดและอึกทึกครึกโครม

แต่การบรรลุนิพพานมีหลักฐานที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์อะไรบ้างและแสดงไว้อย่างไรบ้าง ยังไม่เห็นว่ามีนักวิจารณ์ท่านไหนหยิบยกออกมาบอกล่าวให้ดูกัน

นิพพานที่กำลังพูดถึงนี้เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา

หลักคำสอนในพระพุทธศาสนามีบันทึกไว้ในคัมภีร์ที่เรียกว่าพระไตรปิฎก ซึ่งหมายรวมทั้งคัมภีร์อรรถกถาฎีกาลดหลั่นกันไป

ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะคิดเอาเองหรือคิดขึ้นเอง

ยกหลักฐานจากคัมภีร์มาแสดงก่อน จบแล้ว หมดแล้ว จึงค่อยแสดงความเห็นของเรา-บนพื้นฐานแห่งหลักฐานนั้น

ทำอย่างนี้ก็จะเข้าใจได้ง่าย และเรื่องก็จบได้ง่าย

.....................

เรื่องนี้เป็นข้อยืนยันว่า คณะสงฆ์ไทยควรมีกองวิชาการพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง

ถ้าคณะสงฆ์ไทยมีกองวิชาการพระพุทธศาสนา ก็นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาได้เลย 

ถึงจะไม่ใครนำเข้าไปเสนอ ก็เป็นหน้าที่ของกองวิชาการพระพุทธศาสนานั่นเองที่จะต้องออกมาจับเอาเรื่องนี้เข้าไปพิจารณาตามหน้าที่ ไม่ต้องรอให้มีใครบอก

วิธีพิจารณาก็คือ คณะกรรมการกองวิชาการพระพุทธศาสนาประชุมกัน อัญเชิญพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาออกมาศึกษาตรวจสอบ ประมวลเข้าเป็นหลักการว่า การบรรลุนิพพานในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ ๆ แล้วนำเสนอมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาประกาศออกมาเป็นมติคณะสงฆ์ไทย

เรื่องก็จบ

แต่เพราะคณะสงฆ์ไทยไม่มีกองวิชาการพระพุทธศาสนา ประการหนึ่ง

และอีกประการหนึ่ง คณะสงฆ์ไทย-โดยมหาเถรสมาคม จะพิจารณาเรื่องอะไร จะต้องมีผู้เอาเรื่องนั้นใส่แฟ้มนำไปวางข้างหน้า ท่านจึงจะพิจารณา และ ณ เวลานี้เรายังไม่มีบุคคลที่คิดว่าเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าที่จะเอาเรื่องนี้ไปใส่แฟ้มเสนอ เพราะฉะนั้น โอกาสที่คณะสงฆ์ไทย-โดยมหาเถรสมาคม จะพิจารณาปัญหานี้ก็มีค่าเป็นศูนย์ คือไม่มีการพิจารณา

นั่นก็คือ-ก็จะมีแต่คามคิดเห็นที่แสดงกันอึงคะนึงไป และไม่มีใครฟังใคร จนกว่าจะเหนื่อยกันไปเอง 

เรื่องก็จะไม่มีวันจบ

จากเรื่องจ่ายสองหมื่นก็บรรลุนิพพานได้ ต่อไปก็จะมีเรื่องนั้นอีก เรื่องโน้นอีก และเรื่องโน้น ๆๆๆ ต่อไปอีก

และทุกเรื่องก็จะมีอนาคตเหมือนกัน คือมีแต่พูดกัน แต่ไม่มีวันจบ

และจะเป็นอย่างนี้ไปตลอดกาลนานเทอญ

.....................

ใครรักพระศาสนา ห่วงพระศาสนา ช่วยกันหาความรู้นะครับ

พระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาไม่ใช่คัมภีร์ลึกลับ ไม่ใช่เอกสารลับ 

ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเสรี

ขออนุญาตสร้างบรรยากาศนิดนะครับ

.....................

เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษที่แล้ว 

ผมจะอ่านพระไตรปิฎก

ต้อง “ถ่อ” ไปที่วัด

ไปถึงวัดแล้ว 

ท่านมหาจ่อยผู้ถือกุญแจตู้พระไตรปิฎก

เผอิญไปกิจนิมนต์ 

ต้องรออยู่ครึ่งวัน

ท่านมหาจ่อยกลับมาแล้ว 

ดันลืมไปว่าเอากุญแจตู้พระไตรปิฎกไปลืมทิ้งไว้ที่ไหน 

ตามหากันอีกพักใหญ่

กว่าจะได้อ่านพระไตรปิฎก 

เหงื่อตก

หมดไปวันหนึ่ง

แต่ ณ วันนี้ 

ผมนั่งกระดิกขา

นุ่งผ้าขะม้าผืนเดียว

เอกเขนกอยู่กับบ้าน 

ก็อ่านพระไตรปิฎกได้

สบายแสนสบาย

.....................

นักเรียนบาลีจะได้เปรียบหน่อย เพราะเข้าถึงต้นฉบับที่เป็นปฐมภูมิ-คือต้นฉบับภาษาบาลี-ได้ด้วยตัวเอง ทำให้สามารถวินิจฉัยปัญหาได้ชัดเจนขึ้น

พอจะเห็นเป้าหมายปลายทางที่ถูกต้องแท้จริงของการเรียนบาลีกันมั่งหรือยังครับว่า-ไม่ใช่เรียนแค่สอบประโยค ๙ ได้แล้วจบตามค่านิยมเบี่ยงเบนในปัจจุบัน

หรือจะต้องรอให้เกิดเรื่องนั้น เรื่องโน้น และเรื่องโน้น ๆๆๆ อีกสักกี่ร้อยกี่พันเรื่องจึงจะรู้สึกตัวกันได้

.....................

หาความรู้ ได้ความรู้ที่ถูกต้องแล้ว ก็นำมาบอกกล่าวแก่เพื่อนร่วมสังคมว่า -

เรื่องนิพพานหลักมีอยู่ว่าอย่างนี้ 

จริงเป็นอย่างนี้ 

เท็จเป็นอย่างนี้

เรื่องอื่น ๆ ก็ศึกษาหาความรู้และให้ความรู้ทำนองเดียวกันนี้

เพื่อนร่วมสังคมจะได้พลอยมีความรู้ไปด้วย

จะได้เข้าใจพระพุทธศาสนาถูกต้องด้วย

และจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของใครอีกด้วย

---------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๖ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๕:๓๓


[full-post]

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,284)


นิพพาน มรณะ ตาย

ไม่ใช่ว่าใช้กับใครก็ได้ทุกคนทุกคำ

(๑) “นิพพาน”

ภาษาไทยอ่านว่า นิบ-พาน เขียนแบบบาลีเป็น “นิพฺพาน” (มีจุดใต้ พฺ ตัวหน้า) อ่านว่า นิบ-พา-นะ รากศัพท์มาจาก -

(1) นิ (คำอุปสรรค = ไม่มี, ออก) + วาน (ตัณหา, เครื่องร้อยรัด), แปลง ว เป็น พ, ซ้อน พฺ ระหว่างอุปสรรคและบทหลัง 

: นิ + วาน = นิวาน > นิพาน : นิ + พฺ + พาน = นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวธรรมที่ออกพ้นจากตัณหาที่เรียกว่า วานะ”

(2) นิ (คำอุปสรรค = ไม่มี, ออก) + วา (ธาตุ = ดับ, สงบ) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), ซ้อน วฺ ระหว่างอุปสรรคและธาตุ (นิ + ว + วา), แปลง วฺว (คือ ว ที่ซ้อนเข้ามาและ ว ที่เป็นธาตุ) เป็น พฺพ 

: นิ + ว + วา = นิววา + ยุ > อน = นิววาน > นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวธรรมเป็นเหตุดับไปแห่งไฟราคะเป็นต้น”

(3) น (คำนิบาต = ไม่, ไม่มี) + วาน (ตัณหา, เครื่องร้อยรัด), แปลง อะ ที่ น เป็น อิ (น > นิ), แปลง ว ที่ วาน เป็น พ, ซ้อน พฺ ระหว่างนิบาตและบทหลัง

: น + วาน = นวาน > นิวาน > นิพาน : นิ + พฺ + พาน = นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวะธรรมเป็นที่ไม่มีตัณหา หรือสภาวธรรมที่เมื่อบุคคลได้บรรลุแล้วย่อมไม่มีตัณหา”

“นิพฺพาน” (นปุงสกลิงค์) มีความหมายดังนี้ - 

(1) การดับของตะเกียงหรือไฟ (the going out of a lamp or fire) 

(2) อนามัย, ความรู้สึกว่าร่างกายมีความผาสุกสวัสดี (health, the sense of bodily well-being) 

(3) การดับไฟทางใจ 3 กอง คือ ราค, โทส และ โมห (The dying out in the heart of the threefold fire of rāga, dosa & moha: ความกำหนัด, ความโกรธ และความหลง lust, ill-will & stupidity) 

(4) ความรู้สึกมีสุขภาพในด้านดี, ความมั่นคง, ความถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ, ชัยชนะและความสงบ, ความพ้นจากอบายมุข, ความสุขสำราญ (the sense of spiritual well-being, of security, emancipation, victory and peace, salvation, bliss)

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า - 

“นิพพาน : การดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นโลกุตตรธรรม และเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา.”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“นิพพาน : (คำนาม) ความดับสนิทแห่งกิเลสและกองทุกข์. (คำกริยา) ดับกิเลสและกองทุกข์, ตาย (ใช้แก่พระอรหันต์). (ป.; ส. นิรฺวาณ), โบราณใช้ว่า นิรพาณ ก็มี. (จารึกสยาม).”

(๒) “มรณะ” 

เขียนแบบบาลีเป็น “มรณ” อ่านว่า มะ-ระ-นะ รากศัพท์มาจาก มรฺ (ธาตุ = ตาย) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), แปลง น เป็น ณ

: มรฺ + ยุ > อน = มรน > มรณ แปลตามศัพท์ว่า “ความตาย” 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “มรณ” ว่า death, as ending this [visible] existence, physical death; dying (ความตาย, ในฐานสิ้นชีวิต [ที่เห็นได้] นี้, ความตายทางกาย; การถึงแก่กรรม)

“มรณ” ในภาษาไทยใช้เป็น “มรณ-” (มีคำอื่นมาสมาสข้างท้าย) “มรณ์” และ “มรณะ” 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“มรณ-, มรณ์, มรณะ : (คำนาม) ความตาย, การตาย. (ป., ส.). (คำกริยา) ตาย.”

(๓) “ตาย” 

เป็นคำไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“ตาย ๑ : (คำกริยา) สิ้นใจ, สิ้นชีวิต, ไม่เป็นอยู่ต่อไป, สิ้นสภาพของการมีชีวิต, เช่น สภาวะสมองตาย; เคลื่อนไหวไม่ได้ เช่น มือตาย ตีนตาย; ไม่เดินเพราะเครื่องเสียหรือหยุดเป็นต้น เช่น รถยนต์ตาย นาฬิกาตาย; ยืนแต้มอยู่อย่างเดียว เช่น ลูกเต๋าตายหก คือออกแต้มหกเสมอ; ลักษณะที่ประตูในการเล่นการพนันบางประเภท เช่น โป ถั่ว ไม่ออกเลย หรือนาน ๆ จึงจะออกสักครั้งหนึ่ง; ผิดตามที่กติกากำหนดไว้ในการเล่นกีฬาหรือการละเล่นบางชนิด.

อภิปรายขยายความ :

มีผู้แสดงความเห็นว่า คำว่า “นิพพาน” “มรณะ” “ตาย” มีความหมายเหมือนกันทุกคำ 

แม้แต่คำว่า “นิพพาน” ที่เราเข้าใจกันว่าเป็นศัพท์สูง ก็แปลตามศัพท์ว่า ดับ หรือเย็น ไฟดับ ก็เรียกว่า ไฟนิพพาน ขาวต้มร้อน ๆ ตักใส่ชามไว้ ตอนนี้เย็นแล้วพร้อมจะกินได้ ก็เรียกว่า ข้าวต้มนิพพาน คนตาย ก็เรียกว่า คนนิพพาน 

เพราะฉะนั้น “นิพพาน” “มรณะ” “ตาย” จะใช้คำไหนก็ใช้ได้กับทุกคนและใช้ได้ทุกคำ

พระมหาทองย้อยมรณภาพ จะพูดหรือเขียนว่า “พระมหาทองย้อยตาย” ก็ใช้ได้ ไม่ได้ผิดที่ตรงไหน

พลเรือตรี ทองย้อยตาย จะพูดหรือเขียนว่า “พลเรือตรี ทองย้อยนิพพาน” ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน ไม่ได้ผิดที่ตรงไหนเลย

ถ้าเรายอมรับเหตุผลเช่นนี้ว่าถูกต้อง แล้วใช้ภาษากันตามสะดวก ภาษาไทยอันงดงามของเราก็จะกลายเป็นภาษาที่อัปลักษณ์ที่สุดในโลก

“นิพพาน” ใช้กับใคร

“มรณะ” ใช้กับใคร

“ตาย” ใช้กับใคร

ภาษาไทยเรามีหลัก

จงมีน้ำใจรักที่จะเรียนรู้

..............

ดูก่อนภราดา!

ชนชาติใด -

: เรียนรู้หลักภาษาของตนเองช่ำชอง

: ใช้ภาษาถูกต้องแม่นยำ

: นั่นคือความจำเริญทางวัฒนธรรมของชนชาตินั้น

[full-post]



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,284)


นิพพาน มรณะ ตาย

ไม่ใช่ว่าใช้กับใครก็ได้ทุกคนทุกคำ

(๑) “นิพพาน”

ภาษาไทยอ่านว่า นิบ-พาน เขียนแบบบาลีเป็น “นิพฺพาน” (มีจุดใต้ พฺ ตัวหน้า) อ่านว่า นิบ-พา-นะ รากศัพท์มาจาก -

(1) นิ (คำอุปสรรค = ไม่มี, ออก) + วาน (ตัณหา, เครื่องร้อยรัด), แปลง ว เป็น พ, ซ้อน พฺ ระหว่างอุปสรรคและบทหลัง 

: นิ + วาน = นิวาน > นิพาน : นิ + พฺ + พาน = นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวธรรมที่ออกพ้นจากตัณหาที่เรียกว่า วานะ”

(2) นิ (คำอุปสรรค = ไม่มี, ออก) + วา (ธาตุ = ดับ, สงบ) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), ซ้อน วฺ ระหว่างอุปสรรคและธาตุ (นิ + ว + วา), แปลง วฺว (คือ ว ที่ซ้อนเข้ามาและ ว ที่เป็นธาตุ) เป็น พฺพ 

: นิ + ว + วา = นิววา + ยุ > อน = นิววาน > นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวธรรมเป็นเหตุดับไปแห่งไฟราคะเป็นต้น”

(3) น (คำนิบาต = ไม่, ไม่มี) + วาน (ตัณหา, เครื่องร้อยรัด), แปลง อะ ที่ น เป็น อิ (น > นิ), แปลง ว ที่ วาน เป็น พ, ซ้อน พฺ ระหว่างนิบาตและบทหลัง

: น + วาน = นวาน > นิวาน > นิพาน : นิ + พฺ + พาน = นิพฺพาน แปลตามศัพท์ว่า “สภาวะธรรมเป็นที่ไม่มีตัณหา หรือสภาวธรรมที่เมื่อบุคคลได้บรรลุแล้วย่อมไม่มีตัณหา”

“นิพฺพาน” (นปุงสกลิงค์) มีความหมายดังนี้ - 

(1) การดับของตะเกียงหรือไฟ (the going out of a lamp or fire) 

(2) อนามัย, ความรู้สึกว่าร่างกายมีความผาสุกสวัสดี (health, the sense of bodily well-being) 

(3) การดับไฟทางใจ 3 กอง คือ ราค, โทส และ โมห (The dying out in the heart of the threefold fire of rāga, dosa & moha: ความกำหนัด, ความโกรธ และความหลง lust, ill-will & stupidity) 

(4) ความรู้สึกมีสุขภาพในด้านดี, ความมั่นคง, ความถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ, ชัยชนะและความสงบ, ความพ้นจากอบายมุข, ความสุขสำราญ (the sense of spiritual well-being, of security, emancipation, victory and peace, salvation, bliss)

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกไว้ว่า - 

“นิพพาน : การดับกิเลสและกองทุกข์ เป็นโลกุตตรธรรม และเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา.”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“นิพพาน : (คำนาม) ความดับสนิทแห่งกิเลสและกองทุกข์. (คำกริยา) ดับกิเลสและกองทุกข์, ตาย (ใช้แก่พระอรหันต์). (ป.; ส. นิรฺวาณ), โบราณใช้ว่า นิรพาณ ก็มี. (จารึกสยาม).”

(๒) “มรณะ” 

เขียนแบบบาลีเป็น “มรณ” อ่านว่า มะ-ระ-นะ รากศัพท์มาจาก มรฺ (ธาตุ = ตาย) + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), แปลง น เป็น ณ

: มรฺ + ยุ > อน = มรน > มรณ แปลตามศัพท์ว่า “ความตาย” 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “มรณ” ว่า death, as ending this [visible] existence, physical death; dying (ความตาย, ในฐานสิ้นชีวิต [ที่เห็นได้] นี้, ความตายทางกาย; การถึงแก่กรรม)

“มรณ” ในภาษาไทยใช้เป็น “มรณ-” (มีคำอื่นมาสมาสข้างท้าย) “มรณ์” และ “มรณะ” 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“มรณ-, มรณ์, มรณะ : (คำนาม) ความตาย, การตาย. (ป., ส.). (คำกริยา) ตาย.”

(๓) “ตาย” 

เป็นคำไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“ตาย ๑ : (คำกริยา) สิ้นใจ, สิ้นชีวิต, ไม่เป็นอยู่ต่อไป, สิ้นสภาพของการมีชีวิต, เช่น สภาวะสมองตาย; เคลื่อนไหวไม่ได้ เช่น มือตาย ตีนตาย; ไม่เดินเพราะเครื่องเสียหรือหยุดเป็นต้น เช่น รถยนต์ตาย นาฬิกาตาย; ยืนแต้มอยู่อย่างเดียว เช่น ลูกเต๋าตายหก คือออกแต้มหกเสมอ; ลักษณะที่ประตูในการเล่นการพนันบางประเภท เช่น โป ถั่ว ไม่ออกเลย หรือนาน ๆ จึงจะออกสักครั้งหนึ่ง; ผิดตามที่กติกากำหนดไว้ในการเล่นกีฬาหรือการละเล่นบางชนิด.

อภิปรายขยายความ :

มีผู้แสดงความเห็นว่า คำว่า “นิพพาน” “มรณะ” “ตาย” มีความหมายเหมือนกันทุกคำ 

แม้แต่คำว่า “นิพพาน” ที่เราเข้าใจกันว่าเป็นศัพท์สูง ก็แปลตามศัพท์ว่า ดับ หรือเย็น ไฟดับ ก็เรียกว่า ไฟนิพพาน ขาวต้มร้อน ๆ ตักใส่ชามไว้ ตอนนี้เย็นแล้วพร้อมจะกินได้ ก็เรียกว่า ข้าวต้มนิพพาน คนตาย ก็เรียกว่า คนนิพพาน 

เพราะฉะนั้น “นิพพาน” “มรณะ” “ตาย” จะใช้คำไหนก็ใช้ได้กับทุกคนและใช้ได้ทุกคำ

พระมหาทองย้อยมรณภาพ จะพูดหรือเขียนว่า “พระมหาทองย้อยตาย” ก็ใช้ได้ ไม่ได้ผิดที่ตรงไหน

พลเรือตรี ทองย้อยตาย จะพูดหรือเขียนว่า “พลเรือตรี ทองย้อยนิพพาน” ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน ไม่ได้ผิดที่ตรงไหนเลย

ถ้าเรายอมรับเหตุผลเช่นนี้ว่าถูกต้อง แล้วใช้ภาษากันตามสะดวก ภาษาไทยอันงดงามของเราก็จะกลายเป็นภาษาที่อัปลักษณ์ที่สุดในโลก

“นิพพาน” ใช้กับใคร

“มรณะ” ใช้กับใคร

“ตาย” ใช้กับใคร

ภาษาไทยเรามีหลัก

จงมีน้ำใจรักที่จะเรียนรู้

..............

ดูก่อนภราดา!

ชนชาติใด -

: เรียนรู้หลักภาษาของตนเองช่ำชอง

: ใช้ภาษาถูกต้องแม่นยำ

: นั่นคือความจำเริญทางวัฒนธรรมของชนชาตินั้น


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


มหาภูตรูป 4 ดับไม่มีเหลือในนิพพาน

   ภิกษุรูปหนึ่งอยากทราบว่า มหาภูตรูป 4 มี ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และ ธาตุลม ดับไม่มีเหลือที่ไหน (ที.สี. 9.487.218) ท่านจึงเข้าฌานเจริญอภิญญาแล้วท่องเที่ยวไปในเทวโลกทั้ง 6 ชั้น เพื่อค้นหาคำตอบ เหล่าเทวดาทั้ง 6 ชั้น มี จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี และ ปรนิมมิตวสวดี ล้วนกล่าวว่า ไม่ทราบ และแนะนำให้ไปถามท้าวมหาพรหม

   เมื่อพระภิกษุไปถึงท่านก็ถามปัญหานั้นกับท้าวมหาพรหมทันที่ ได้รับคำตอบว่า " ข้าพเจ้าเป็นพรหม เป็นท้าวมหาพรหม เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีใครยิ่งกว่า ข้าพเจ้าเห็นแจ่มแจ้งทุกอย่าง เป็นเจ้าแห่งจักรวาล เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นผู้สร้างด้วยการเนรมิตโลกและสัตว์โลก เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ก่อกำเนิด เป็นไปตามปรารถนา เป็นบิดาของสัตว์ที่เกิดแล้ว และที่จะเกิดต่อไป " (ที.สี.9.487.218)

   ในพรหมชาลสูตร(ที.สี.9.41-2.18-9) ทรงตรัสว่า เมื่อเริ่มต้นกําเนิดโลกนั้น มหาพรหมองค์หนึ่งบังเกิดขึ้นเป็นองค์แรกเพียงองค์เดียว ครั้นอยู่นานเข้า เกิดเหงาอยากให้มีผู้อื่นเป็นเพื่อน ประจวบกับขณะนั้น คนทั้งหลายได้ฌานจากมนุษยโลกได้ถือกำเนิดเป็นพรหมในวิมานที่ท้าวมหาพรหมครองอยู่ ด้วยเหตุที่พรหมเกิดที่หลังมีอำนาจน้อยกว่าพรหมที่เกิดก่อน จึงเข้าใจว่า ตนเป็นผู้สร้างให้พรหมเหล่านั้นเกิดขึ้น พรหมรุ่นหลังเมื่อถึงอายุขัยก็จุติไปก่อน ส่วนท้าวมหาพรหมนั้นยังอยู่ไป พรหมที่มีอำนาจน้อยกว่าจึงนับถือท้าวมหาพรหมเป็นผู้สร้าง

   แต่ภิกษุนั้นไม่ได้ถามว่า ท้าวมหาพรหมเป็นผู้ทรงอำนาจสร้างโลกหรือไม่ ท่านเพียงอยากทราบว่า มหาภูตรูป 4 ดับไม่มีเหลือที่ไหน ท่านจึงถามซ้ำอีกครั้ง และท้าวมหาพรหมก็ตอบเหมือนเดิมอีก หลังจากท่านได้เพียรถามอีกหลายครั้ง จนท้าวมหาพรหมจำต้องพาไปในที่สมควรเพื่อยอมรับว่า " ไม่อาจตอบต่อหน้าพรหมองค์อื่นได้ว่า ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะเกรงจะเสื่อมเสียชื่อเสียง การเป็นผู้รู้แจ่มแจ้ง เป็นผู้ทรงอำนาจ ท่านควรกลับไปทูลถามพระศาสดาฃองท่าน "

   ดังนั้น ภิกษุรูปนั้นจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลถามว่า " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหาภูตรูป 4 ดับไม่มีเหลือที่ไหน "

   พระพุทธองค์ทรงเปรียบภิกษุรูปนั้นเหมือนนกตีรทัสสี(นกบินเที่ยวหาฝั่ง) ที่นายเรือเดินทะเลปล่อยให้บินไปหาฝั่ง เมื่อไม่เห็นฝั่งก็บินกลับมาที่เรือดังเดิม แล้วทรงตรัสว่า " ปัญหานี้เธอไม่ควรถามอย่างนั้น เพราะที่ซึ่งมหาภูตรูป 4 ดับไม่มีเหลืออยู่นอกกายนั้นไม่มี เธอควรถามอย่างนี้ว่า

" ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน รูปที่ยาวและสั้น เล็กและใหญ่ งามและไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน นามและรูปย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน " (ที.สี.9.498.223)

   หมายความว่า ในนิพพาน มหาภูตรูป 4 รวมทั้งนามและรูปย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ หรือจะกล่าวว่า " สิ่งเหล่านี้มีในนิพพานย่อมไม่ได้ " เพราะเป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กันนั่นเอง


[full-post]



ในบรรดาลัทธิ(ทิฏฐิ)​ 62 ประเภท​(พรหมชาลสูตร)​  มีกลุ่มลัทธิที่เข้าใจว่่า​ นิพพานมีอยู่ในปัจจุบันขณะ(ทิฏฐธัมมนิพพาน)​ 5​ ประเภท​ คือ

   1. กลุ่มอาศัยความเพรียบพร้อ​มด้วยกามคุณ​ 5​ เป็นนิพพานที่มีอยู่ในปัจจุบั​นขณะ

   2. กลุ่ม​อาศัยความ​เพรียบพร้อ​มด้วยปฐมฌาน​ เป็นนิพพานที่มีอยู่ในปัจจุบันขณะ

   3. กลุ่มอาศัยความเพรียบพร้อ​มด้วยทุติยฌาน​ เป็นนิพพานที่มีอยู่ในปัจจุบันขณะ

   4. กลุ่มอาศัยความเพรียบพร้อ​มด้วยตติยฌาน​ เป็นนิพพานที่มีอยู่ในปัจจุบัน​ขณะ

   5. กลุ่มอาศัยความเพรียบพร้อ​มด้วยจตุตถฌาน​ เป็นนิพพานที่มีอยู่ในปัจจุบัน​ขณะ​ ตัวอย่าง​ เช่น​ เมื่อรู้ว่าเกิดความยินดี​เพลิดเพลิน​ในกามคุณ​ 5​ ตัณหา​ก็ดับไป​ จึงเข้าใจว่า​ เป็นนิพพาน​ที่มีอยู่ในปัจจุบันขณะ(ที่ตนรู้ได้เท่าทันนั่นเอง)​ แม้การได้ฌาน​ การเข้าฌานที่ตนได้มา​ ก็มีนัยเดียวกัน​ เพราะฌานเป็นปฏิปักษ์​ต่อกามตัณหาด้วยการข่มไว้ จึงสำคัญว่า​ ฌานที่ตนได้นั่นแหละ​ คือนิพพาน​ที่มีอยู๋​ในปัจจุบั​นขณะ(ที่ตนได้ฌาน​ เข้าฌานที่ตนได้)​ ซึ่งจะต่างจากความดับ(นิโรธ)​ตัณหาของอริยมรรคที่ดับได้ทั้งเหตุ​ คือ​ ตัณหา​ และดับได้ทั้งผล​ คือ​ กองทุกข์​ ตามกำลังของอริยมรรคนั้นๆ​ เพื่อไขความกระจ่างประเด็นนี้ในคัมภีร์มิลินท์​ปัญหา​ท่านจึงตั้ง​ นิโรธ​นิพพานปัญหาขึ้นมาสนทนาเพื่อชี้แจ้งสภาพความดับตัณหาของนิพพานแตกต่างจากสภาพความดับตัณหาของลัทธิ​ทิฏฐธัมมนิพพานว่าเป็นอย่างไร?

   พระเจ้ามิลินท์​  " พระคุณเจ้า​นาคเสน​ นิโรธ​ ที่หมายเอาความดับตัณหาเสียได้​ ชื่อว่านิพพานหรือ?​ "

   พระนาคเสน​  " ขอถวายพระพร​ มหาบพิตร​ ถูกต้องแล้ว​ นิโรธ​ ที่หมายเอาการดับตัณหาเสียได้นั่นแหละ​ ชื่อว่านิพพาน​ "

   พระเจ้าม​ิ​ลินท์​  " พระคุณเจ้า​นาคเสน​ นิโรธ​ ที่หมายเอาการดับตัณหาเสียได้​ ชื่อว่านิพพาน​ มี​ อาการปรากฏ​ให้รู้ว่าต่างจากทิฏฐธัมมนิพพานเป็นอย่างไรเล่า? "

   พระนาคเสน​ " ขอถวายพระพร​ ปุถุชนผู้ทรามปัญญา​ทั้งหลาย​ ​ ย่อมหลงระเริงมัวเมายึดติดอายตนะทั้งภายในและทั้งภายนอก​ ปุถุชน​ผู้ทรามปัญญาเหล่านั้น​จึงย่อมถูกกระแสตัณหา​พัดพาให้จมอยู่ในวัฏฏทุกข์​ ไม่อาจหลุดพ้นจากความเกิด​ ความแก่​ ความตาย​ ความเศร้าโศก​ ความร่ำให้รำพัน​ ความทุกข์​กาย​ ความทุกข์​ใจ​ ความคับแค้นใจ​ ไปได้เลย.​ ขอถวายพระพร​ พระอริยสาวกผู้บรรลุ​พระอริยมรรคอันได้จากการสดับแล้ว​ ย่อมไม่หลงระเริง​มัวเมายึดติดอายตนะ​ ทั้งภายใน​ ทั้งภายนอก​ ตัณหา​ก็ย่อมดับไป​ เพราะตัณหาดับไป​ อุปทานจึงดับไป​ เพราะอุปทานดับไป​ ภพจึงดับไป​ เพราะภพดับไป​ ความเกิดจึงดับไป​  เพราะความเกิดดับไป​ ความแก่​ ความตาย​ ความเศร้าโศก​ ความร่ำให้รำพัน​ ความทุกข์​กาย​ ความทุกข์​ใจ​ ความคับแค้นใจ​ จึงดับไป​ นิโรธ​ ที่หมายเอาการดับตัณหาเสียได้​ อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง(สมุทัยสัจจ์)​ มีกิจทั้งดับเหตุ​ คือ​ ตัณหา​ ทั้งดับผล​ คือกองทุกข์​(ทุกขสัจจ์)​ นิโรธ​ คือความดับที่ดับทั้งเหตุทั้งผลได้นี่แหละ​ คือ​ สภาวการดับของนิพพาน​ หาใช่สภาวการดับแบบของลัทธิทิฏฐธัมม​นิพพาน​ไม่​ "

   พระเจ้ามิลินท์​ " สาธุ​  พระคุณ​เจ้านาคเสน​ ท่านตอบได้ลึกและกระจ่างชัดสมกับประเด็นของปัญหาแล้ว​ "

------------- 

[full-post]



นิพพาน และความหมายของนิพพาน


วินติ สํสิพฺพตีติ วานํ - ธรรมชาติที่เย็บ คือร้อยสัตว์ไว้ในวัฏฏทุกข์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า วานะ (ตัณหา)

วานโต นิกฺขนฺตนฺติ นิพฺพานํ - ธรรมชาติใด ย่อมออกจากตัณหาที่ชื่อว่าวานะนั้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า "นิพพาน"

นิพฺพายนฺติ สพฺเพ วฏฺฏทุกฺขสนฺตาปา เอตสฺมินฺติ นิพฺพานํ (เป็นที่ดับความเร้าร้อนคือวัฏฏทุกข์)

นิพฺพายนฺติ อริยชนา เอตสฺมินฺติ นิพฺพานํ (เป็นเหตุดับสูญสิ้นของอริยชน)

-------------

อีกประการหนึ่ง

คำว่า "นิพพาน" มีรูปวิเคราะห์ ๓ ประการ คือ

     ๑. อธิกรณสาธนะ = นิพฺพาติ วฏฺฏทุกฺขํ เอตฺถาติ นิพฺพานํ. (ลง ยุ ปัจจัยในอธิกรณสาธนะ)

     ๒. กรณสาธนะ = นิพฺพาติ วฏฺฏทุกฺขํ เอตสฺมึ อธิคเตติ นิพฺพานํ (ลง ยุ ปัจจัยในกรณสาธนะ)

     ๓. ภาวสาธนะ = นิพฺพายเต นิพฺพานํ. (ลง ยุ ปัจจัยในภาวสาธนะ)

     คำว่า นิพพาน ที่เป็นอธิกรณสาธนะ มีความหมายตามศัพท์ว่า "ที่ดับไปของทุกข์" ส่วนที่เป็นกรณสาธนะมีความหมายว่า "เหตุดับทุกข์"

     ความจริงนิพพานเป็นเพียงสภาวธรรม ไม่อาจจะเป็นสถานที่ดับทุกข์ หรือเป็นเครื่องมือในการดับทุกข์ได้ ความหมายที่เป็นอธิกรณสาธนะและกรณสาธนะจึงเป็นคำกล่าวโดยปริยาย ตามหลักภาษาเรียกว่า อเภทูปจาระ คือ สำนวนที่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่ต่างกันให้ต่างกัน กล่าวคือ นิพพาน เป็นสถานที่ดับทุกข์และเป็นเครื่องมือในการดับทุกข์ของผู้ได้บรรลุ 

      การใช้สำนวนในลักษณะนี้มีจุดมุ่งหมายให้ทราบว่า อัตตา ชีวะ สัตว์ หรือบุคคล ที่เดียรถีย์นอกศาสนาพุทธดำริขึ้น ไม่มีจริงโดยสภาวะ

(บางส่วน จากหนังสือ นิพพานกถา)

----------

๑. สอุปาทิเสสนิพพาน หมายความว่า นิพพานที่เป็นไปกับขันธ์ ๕ คือ วิบากและกัมมชรูปที่เหลือจากกิเลสทั้งหลาย ได้แก่ นิพพานของพระอหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังแสดงวจนัตถะว่า

     (๑) กมฺมกิเลเสหิ อุปาทียตีติ = อุปาทิ (วา) อารมฺมณกรณวเสน ตณฺหาทิฏฐีหิ อุปาทียตีติ = อุปาทิ

         กรรมและกิเลสเหล่านี้ ย่อมยึดถือเอาขันธ์ ๕ คือ วิบาก และ กัมมชรูป ว่าเป็นของเรา ฉะนั้น ขันธ์ ๕ คือ วิบาก และ กัมมชรูปนี้ ชื่อว่า "อุปาทิ"

     หรืออีกนัยหนึ่ง ตัณหาและทิฏฐิเหล่านี้ ย่อมยึดถือเอาขันธ์ ๕ คือ วิบาก และกัมมชรูป โดยการกระทำให้เป็นอารมณ์ของเรา ฉะนั้น ขันธ์ ๕ คือ วิบาก และกัมมชรูปนี้ชื่อว่า "อุปาทิ"

     (๒) สิสฺสติ อวสิสฺสตีติ = เสโส, อุปาทิ จ เสโส จาติ = อุปาทิเสโส

         ขันธ์ ๕ คือ วิบากและกัมมชรูป ชื่อว่า เสสะ เพราะยังเหลืออยู่จากกิเลส, ขันธ์ ๕ คือ วิบากและกัมมชรูปเหล่านี้ชื่อว่า อุปาทิ ด้วย ชื่อว่า เสสะ ด้วย เพราะถูกกรรมและกิเลสยึดถือเอาว่าเป็นของเรา หรือถูกตัณหาและทิฏฐิยึดถือเอา โดยการกระทำ

ให้เป็นอารมณ์ และเป็นธรรมที่ยังเหลืออยู่จากกิเลส ฉะนั้น ขันธ์ ๕ คือวิบาก และกัมมชรูปเหล่านี้ ชื่อว่า "อุปาทิเสส"

     หมายความว่า วิบากและกัมมชรูปที่วนเวียนอยู่ในวัฏฏสงสารเหล่านี้ ย่อมเกิดเกี่ยวเนื่องกันกับกิเลสอยู่เสมอ ครั้นเมื่ออรหัตตมรรคประหาณกิเลสทั้งหลายหมดสิ้นไปโดยไม่มีเหลือแล้ว แต่วิบากและกัมมชรูป ซึ่งเป็นผลของกิเลสเหล่านั้นยังเหลืออยู่ ฉะนั้น วิบาก

และกัมมชรูปนี้แหละ จึงได้ชื่อว่า อุปาทิเสส เมื่อว่าโดยปุคคลาธิษฐานแล้ว ก็ได้แก่ร่างกายของพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเอง

      (๓) สห อุปาทิเสเสน ยา วตฺตตีติ = สอุปาทิเสสา

          นิพพานใด ย่อมเกิดพร้อมด้วยวิบากและกัมมชรูปที่เหลือจากกิเลสทั้งหลาย ฉะนั้น นิพพานนั้น ชื่อว่า "สอุปาทิเสส" ได้แก่ นิพพานที่พระอรหันต์ทั้งหลายเข้าไปรู้แจ้ง

          ในข้อที่ว่า นิพพานที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยวิบากและกัมมชรูปนั้น ไม่เหมือนกับจิตที่เกิดพร้อมด้วยเจตสิก มุ่งหมายเอาว่าวิบากและกัมมชรูปที่ยังเหลืออยู่นั้นเป็นเหตุให้รู้ถึงพระนิพพาน


๒. อนุปาทิเสสนิพพาน หมายความว่า นิพพานที่ไม่มีขันธ์ ๕ คือ วิบาก และกัมมชรูปเหลืออยู่ ได้แก่ นิพพานของพระอรหันต์ที่ปรินิพพานแล้ว ดังแสดงวจนัตถะว่า

     นตฺถิ อุปาทิเสโส ยสฺสาติ = อนุปาทิเสโส

     ขันธ์ ๕ คือ วิบากและกัมมชรูปที่เหลือไม่มีแก่นิพพานใด ฉะนั้น นิพพานนั้นชื่อว่า อนุปาทิเสส


     ในการที่ท่านกล่าวว่า "เมื่อว่าโดยปริยายแห่งเหตุแล้ว นิพพานมี ๒ อย่างนั้น" หมายความว่า "วิบาก กับกัมมชรูปยังคงเหลืออยู่ และไม่มีเหลืออยู่ ทั้ง ๒ นี้ เป็นเหตุให้รู้ถึงสภาวะของพระนิพพาน" ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงแสดงว่าพระนิพพานมี ๒ ตามเหตุดังกล่าวนั้น แต่ก็เป็นการแสดงโดยปริยายไม่ใช่โดยตรงทีเดียว

     อนึ่ง สอุปาทิเสสนิพพานนั้น จะเรียกว่า ทิฏฐธัมมนิพพาน ก็ได้ เพราะพระอรหันต์ทั้งหลายผู้ซึ่งเข้าไปรู้แจ้งพระนิพพานนั้น ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ได้ปรินิพพาน

     อนุปาทิเสสนิพพาน จะเรียกว่า สัมปรายิกนิพพาน ก็ได้ เพราะ พระรหันต์ทั้งหลายเมื่อปรินิพพานแล้ว จึงเข้าถึงพระนิพพานนั้น

การแสดงพระนิพพานทั้ง ๒ ที่เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน และ อนุปาทิเสสนิพพาน นี้ เป็นการแสดงโดยอภิธรรมนัย


(นิพพานปรมัตถ์ ปริจเฉทที่ ๖ หลักสูตรอภิธัมมิกโชติกวิทยาลัย (อชว.))

-------///------


[full-post]



นิพพาน: อีกเรื่องหนึ่งที่คนไทยเข้าใจผิดสุดขั้วโลก

---------------------------------

ผมเคยประมวลเรื่องที่คนไทยเข้าใจผิดสุดขั้วโลกว่า มี ๓ เรื่อง คือ -

๑ สังฆทาน คนไทยเข้าใจว่าต้องมีถังสังฆทานหรือชุดสังฆทานจึงจะเป็นสังฆทาน ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดสุดขั้วโลก

๒ ธุดงค์ คนไทยเข้าใจว่าต้องแบกกลดสะพายบาตรเดินไปตามที่ต่างๆ จึงจะเป็นธุดงค์ ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดสุดขั้วโลก

๓ การปฏิบัติธรรม คนไทยเข้าใจว่าต้องแต่งชุดขาว ไปอยู่วัดหรือสำนักที่จัดปฏิบัติธรรม ๓ วัน ๗ วัน ทำกิจต่างๆ และกินนอนตามเวลาที่กำหนด จึงจะเป็นการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดสุดขั้วโลก

วันนี้ผมนึกถึงเรื่องที่คนไทยเข้าผิดสุดขั้วโลกได้อีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ นิพพาน ขอนำมาเข้าชุดดังนี้

๔ นิพพาน คนไทยเข้าใจว่าผู้บรรลุนิพพานต้องหลบลี้หนีหน้าไม่เอาสังคม ตายแล้วไปอยู่ที่ดินแดนแห่งหนึ่งเป็นอมตะตลอดไป ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดสุดขั้วโลก

....................

เพราะความเข้าใจผิดสุดขั้วโลกเรื่องนิพพาน จึงมีท่านจำพวกหนึ่ง พอเห็นใครกระตุ้นเตือนให้พระปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน ท่านจำพวกนี้ก็จะออกมาบอกว่า อย่าเกณฑ์ให้พระไปนิพพานกันนักเลย เดี๋ยวจะไม่มีพระอยู่ช่วยสังคม เอาแค่ให้มีพระเฝ้าวัดให้ญาติโยมทำบุญก็พอแล้ว

นี่ก็คือไปเข้าใจว่า ใครบรรลุนิพพานต้องทิ้งสังคม ไม่เอาสังคม ไม่รับผิดชอบสังคม ไม่ช่วยเหลือสังคม ซ้ำบอกว่านิพพานของพระพุทธศาสนาสอนแบบนี้ 

นักสังคมหลายๆ สำนักก็เลยพลอยไม่ชอบพระพุทธศาสนาไปด้วย หาว่าเป็นศาสนาที่เห็นแก่ตัว สอนให้คนเอาตัวรอด แต่ไม่ช่วยเหลือสังคม

เราพากันลืมไปเสียสนิทว่า พระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมแห่งการบรรลุนิพพานนั่นเอง บรรลุนิพพานแล้วก็ยังอยู่กับสังคม ทำงานช่วยเหลือสังคมต่อมาอีกถึง ๔๕ ปี 

เรียกว่าอยู่กับสังคม ทำงานเพื่อสังคมจนตาย 

ทำไมไม่นึก ทำไมพากันลืมไปเสียเล่า

พระสงฆ์สาวกที่ปฏิบัติธรรมจนบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นพระอรหันต์อีกนับหมื่นนับแสนนับล้าน ท่านก็อยู่กับสังคมทำงานช่วยเหลือสังคมทั้งนั้น ไม่มีใครหลบลี้หนีหน้าจากสังคมสักองค์เดียว

มีพระอัญญาโกณฑัญญะเท่านั้นที่ทูลขอพุทธานุญาตไปจำพรรษาอยู่ในป่าหิมพานต์องค์เดียว หลังจากที่ทำงานช่วยเหลือสังคมอยู่ระยะหนึ่ง พอจะพูดได้ว่า-ทิ้งสังคม แต่นั่นเพราะท่านมีปัญหาเรื่องวัยและสุขภาพ

ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่ปฏิบัติธรรม บรรลุธรรม ล้วนแต่ยังอยู่กับสังคมและทำงานช่วยเหลือสังคมทั้งสิ้น ท่านเหล่านี้ทำงานเพื่อสังคมโดยไม่มีวันเกษียณ และส่วนมากทำงานจนตาย

แต่ทำไมคนไทยกลับพากันเข้าใจว่า ผู้บรรลุนิพพานต้องทิ้งสังคม ผู้ปฏิบัติธรรมต้องทิ้งสังคมเอาตัวรอด พระพุทธศาสนา-โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาเถรวาท-สอนให้คนทิ้งสังคมเอาตัวรอดไปแต่ลำพัง

เอาความคิดความเข้าใจแบบนี้มาจากไหน?

ทำไมไม่ “แหกตา” มองปฏิปทาของพระพุทธองค์และของพุทธสาวกที่มีหลักฐานปรากฏอยู่ในพระพุทธศาสนากันบ้าง

หลับตาพูดอยู่ได้ว่า-อย่าเกณฑ์ให้พระไปนิพพานกันหมด เดี๋ยวจะไม่มีพระเฝ้าวัด

อันที่จริง ควรจะช่วยกันถวายกำลังใจให้พระมีอุตสาหะตั้งใจปฏิบัติธรรมมุ่งถึงนิพพานกันให้มากๆ 

เพราะด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่เราจะได้มีพระดีๆ ไว้เฝ้าวัดมากขึ้น

-----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓๐ เมษายน ๒๕๖๖

๑๑:๕๐

[full-post]


 

ความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างสังขารกับนิพพาน มีกล่าวแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค (ขุ.ปฏิ.31/10/16)ว่า มี 5 ประการ ดังนี้ :-

   1. อุปาโท สงฺขารา, อนุปาโท นิพฺพานํ

    สังขาร มี ขณะเกิดขึ้น(อุปปาทขณะ) ขณะตั้งอยู่(ฐิติขณะ) ขณะดับไป(ภังคขณะ)

    นิพพาน ไม่มีขณะทั้ง 3 เพราะมีกิจดับขณะทั้ง 3 ของสังขาร ดับนามรูป)

   2. ปวตฺตํ สงฺขารา, อปฺปวตฺตํ นิพฺพานํ

    สังขาร มี การดำเนินไปสู่วัฏฏะ 3 (วงรอบ 3 คือ กิเลส กรรม วิบาก)

    นิพพาน ไม่มีการดำเนินไปสู่วัฏฏะ 3 เพราะมีกิจดับว้ฏฏ 3 ดับสังขาร)

   3. นิมิตฺตํ สงขารา, อนิมิตฺตํ นิพฺพานํ

    สังขาร มี เหตุที่เป็นเครื่องหมายทุกข์

    นิพพาน ไม่มี เหตุที่เป็นเครื่องหมายทุกข์ เพราะมีกิจดับทุกข์ ดับสังขารทุกข์ คือ ทุกข์ที่มีประจำสังขาร เป็นทุกข์ที่บีบคั้น ไม่ใช่ทุกข์ ที่เป็นทุกขเวทนาที่ทนได้ยาก ไม่ใช่ทุกข์ที่เป็นสุขเวทนาที่แปรเปลี่ยนไป)

   4. อายูหนา สงฺขารา, อนายูหนา นิพฺพานํ

    สังขาร มี การดิ้นรนแสวงหากรรม

    นิพพาน ไม่มีการดิ้นรนแสวงหากรรม เพราะมีกิจดับตัณหา

   5. ปฏิสนฺธิ สงฺขารา, อปฺปฏิสนฺธิ นิพฺพานํ

    สังขาร มี การนำเกิดอีก

    นิพพาน ไม่มีการนำเกิดใดๆทั้งสิ้น เพราะมีกิจดับการเวี่ยนว่ายตายเกิด-ดับสงสารในความหมายว่าการเวี่ยนว่ายตายเกิดในภาษาบาฬี ไม่ใช่ในความหมายว่าสงสารที่เห็นอกเห็นใจในภาษาไทย)

------------------

อินทรีย์สังวรศีล มีความสำคัญเป็นไฉน ? ในวิสุทธิมรรคตอนที่ว่าด้วยเหตุให้อินทรีย์สังวรศีลสำเร็จ ถึงกับกล่าวว่า เมื่ออินทรีย์สังวรศีลภิกษุไม่กระทำให้ถึงพร้อมแล้ว แม้ปาติโมกขสังวรศีลก็ย่อมไม่เป็นอันยั่งยืน

ตั้งอยู่ได้ไม่นาน เหมือนข้าวกล้าที่ไม่มีการล้อมรั้วป้องกันไว้ให้ดีเช่นนั้นนั่นแหละ เพราะว่า ภิกษุผู้ไม่กระทำอินทรีย์สังวร

ให้ถึงพร้อม ย่อมถูกพวกโจร คือกิเลสทั้งหลายเบียดเบียนได้ เหมือนบ้านที่มีประตูเปิดไว้ ย่อมถูกพวกโจรผู้มีการปล้นผู้อื่นเป็นปกติ เบียดเบียนเอาได้ สมดังพระดำรัสที่ทรงตรัสไว้ใน สํ.สฬายตน 18/210 ว่า " 

        รูเปสุ สทฺเทสุ อโถ รเสสุ

        คนฺเธสุ ผสฺเสสุ จ รกฺขตินฺทฺริยํ   

        เอเต หิ ทฺวารา ปิทหิตา สุสํวุตา

        น หนนฺติ คามํว ปรสฺส หาริโน."

ความว่า " ภิกษุพึงรักษาอินทรีย์ ในเพราะ รูป เสียง รส กลิ่น และ สัมผัสทั้งหลาย เพราะว่า

ทวารทั้งหลายที่ปิดกั้น ป้องกันไว้ดีแล้วเหล่านี้

ย่อมเบียดเบียนไม่ได้ เหมือนเหล่าโจรผู้มีการปล้นผู้อื่นเป็นปกติ เบียดเบียนบ้านที่มีประตูปิดกั้นแล้ว ไม่ได้นั่นแล

และใน ข.ขุ.25/16 ว่า

" ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ      วุฏฺฐิ น สมติวิชฺฌติ

  เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ        ราโค น สมติวิชฺฌติ."

ความว่า " ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงบังดีแล้ว ไม่ได้ฉันใด ราคะก็ย่อมรั่วรดจิตที่บุคคลอบรมดีแล้ว ไม่ได้ฉันนั้นแล."

     ถามว่า สภาวะอันเป็นองค์ธรรมของปาติโมกขสังวรศีล และของอินทรีย์สังวรศีลเป็นไฉน ? 

ตอบว่า อินทรีย์สังวรศีลเป็นการสำรวมทวารการรับรู้อารมณ์ ขณะเห็น ขณะได้ยินเป็นต้น โดยการไม่ถือเอานิมิต(รูปร่างและสันฐาน) และไม่ถือเอาอนุพยัญชนะ(อวัยวะและอาการ)อันเป็นอาหารของวิปัลลาส จึงป้องกัน อนุสัยกิเลส ปริยุฏฐานกิเลส และ วีติกกมกิเลสได้ครบ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสสำทับความว่าอภิชฌา(ความยินดี)และโทมนัส(ควายินร้าย)เข้าอาศัยไม่ได้ ส่วนปาติโมกขสังวรศีลเป็นการสำรวมขณะห้ามการดู การฟัง การฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น จึงเป็นปฏิปักษ์โดยตรงกับวีติกกมกิเลสเท่านั้น คือไม่ก้าวล่วง ทวารกายกรรม มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น ทวารวาจากรรมมีการพูดเท็จเป็นต้น และทั้งทวารกายกรรมทั้งทวารวาจากรรม มีการชักนำผู้อื่นให้ร่วมปล้นด้วยเป็นต้น

      ถามว่า ความว่าไม่ถือเอานิมิตอนุพยัญชนะ สิ่งใดมีจริงเป็นจริงก็ให้ถือเอาตามนั้น จะพึงปฏิบัติเช่นไร.?

ตอบว่า ในคัมภีร์นิสสย ท่านอธิบายขยายความว่า การไม่ถือเอา คือการกำหนดป้องกันอัตตวิปัลลาส(สักกายทิฏฐิ)ด้วยสติ ปัญญารู้ทันความจริงด้วยสัมปชัญญะ มีดังนี้

   1.ทางตา ขณะเห็น เพราะมีความเห็นผิดว่า  "เราเห็น" ที่ถูกต้อง คือนาม จักขุวิญญาณเห็น จึงต้องกำหนดรู้ว่า "นามจักขุวิญญาณเห็น"

   2.ทางหู ขณะได้ยิน เพราะมีความเห็นผิดว่า

"เราได้ยิน" ที่ถูกต้อง คือ

โสตวิญญาณได้ยิน จึง ต้องกำหนดรู้ว่า " นามโสตวิญญาณได้ยิน "

   3.ทางจมูก ขณะได้กลิ่น เพราะมีความเห็นผิดว่า " เราเหม็น เราหอม " ที่ถูกต้อง คือ รูป

เหม็น รูปหอม จึงต้อกำหนดรู้ว่า "รูปเหม็น รูปหอม"

   4.ทางลิ้น ขณะลิ้มรส

เพราะมีความเห็นผิดว่า

 "เราเปรี้ยว เราหวานเป็นต้น" ที่ถูกต้อง คือ รูปเปรี้ยว รูปหวานเป็นต้น จึงต้องกำหนดรู้ว่า "รูปเปรี้ยว รูปหวานเป็นต้น"

   5.ทางกาย ขณะที่ความเย็นร้อน ความอ่อนแข็ง ความหย่อนตีงกระทบที่กาย เพราะมีความเห็นผิดว่า "เราเย็น เราร้อนเป็นต้น"ที่ถูกต้อง คือ รูปเย็น รูปร้อนเป็นต้น จึงต้องกำหนดรู้ว่า "รูปเย็น รูปร้อน เป็นต้น"

   6.ทางใจ ขณะที่รับรู้อารมณ์ทางใจ(ธรรมารมณ์ ซึ่งมีทั้งนามและรูป)เมื่อมีความเห็นผิดว่าเป็นเราที่นามหรือที่รูป ก็ให้กำหนดรู้ที่รูปหรือที่นามนั้น เช่น รูปอิริยาบทบรรพในสติปัฏฐาน มี รูปยืน รูปเดิน เป็นต้น ก็เป็นรูปที่รับรู้ได้ทางใจ และเกิดความเห็นผิดว่า เป็นเรายืน เราเดินเป็นต้น ดังนั้นการไม่ถือเอานิมืตอนุพยัญชนะในอินทรีย์สังวรศีล จึงมีสภาวธรรมเป็นอันเดียวกันกับสติปัฏฐาน คือสติที่กำหนดเป็นไปเช่นนั้น เพื่อป้องกันอัตตวิปัลลาสไม่ให้อิงอาศัย

ส่งผลให้ความยินดี(อภิชฌา) ความยินร้าย(โทมนัส)เกิดขึ้นไม่ได้นั่นเอง อินทรีย์สังวรศีลจึงมีอยู่เฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้น และการที่พระพุทธองค์ทรงเลือกแสดงเป็นอินทรีย์สังวรศีล หรือสติปัฏฐาน

ก็ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ นานาธิมุตติกญาณ และ อินทริยปโรปริยัตตญาณ เพื่อให้เหมาะแก่จริต อัทธยาศัยในการบรรลุธรรมของเหล่าสัตว์ทั้งหลายนั่นแล


--------------

ประโยชน์การมีกัลยาณมิตรที่รอบรู้ทั้งนัยปริยัติทั้งนัยปฏิบัติ มีประสพการณ์เพราะพ่านการปฏิบัติมามาก และสาระจากโยนิโสมนัสสิการเป็นไฉน ?

   มีการสอนการเจริญวิปัสสนากรรมฐานแบบนี้ว่า " แล้วแต่เหตุปัจจัย ทำไม่ได้ ตั้งใจไม่ได้ เพราะทำแล้วจะเป็นอัตตา "

   ถามว่า การกระทำอะไรโดยไม่ตั้งใจ ผลที่ได้จะดีมั้ย ? เช่น

   ทาน การให้ ถ้าไม่ตั้งใจให้ ทานจะสำเร็จได้มั้ย ?

   ศีล ถ้าไม่ตั้งใจรักษา ศีลจะสำเร็จได้ไหม

   สมาธิ ถ้าไม่ตั้งใจเจริญ จิตจะสงบได้มั้ย ?

   กุศลเมื่อจำแนกโดยอาศัยวัฏฏะ มี 2 ประเภท คือ

   1.กุศลที่เป็นไปเพื่อวัฏฏะ ได้แก่กุศลทั่วๆไป

   2.กุศลที่เป็นไปเพื่อวิวัฏฏะ ได้แก่ การบำเพ็ญบารมี  การเจริญสติปัฏฐาน การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

   ทั้ง 2 ประเภทต่างกันเช่นไร กุศลที่เป็นไปเพื่อวัฏฏะไม่มีการป้องกันวิปัลลาส ส่วนกุศลที่เป็นไปเพื่อวิวัฏฏะมีการป้องกันวิปัลลาส เช่น อัตตวิปัลลาสเป็นต้น ดังนั้นกุศลที่เป็นไปเพื่อวัฏฏะ จึงมีการกระทำ คือการจัดแจง(เจตนา)เป็นประธาน ส่วนกุศลที่เป็นไปเพื่อวิวัฏฏะ จึงมีการวางใจ(โยนิโสมนสิการ)เป็นประธาน หมายความว่าการวางใจได้ถูกต้องนั้นเองเป็นการป้องกันอัตตวิปัลลาส คือวางใจเสมือนดูละคร ไม่ใช่แสดงละครเสียเอง การจัดแจง คือเจตนาจึงพ้นจากอัตตวิปัลลาสได้ คือ เห็นนามรูปเป็นไปตามเหตุปัจจัย ปราศจากตัวตนเข้าไปจัดแจง ปราศจากตัวตนเข้าไปบังคับบัญชา เหมือนเป็นผู้ดูละคร ไม่ใช่ผู้แสดงละครนั่นแล


[full-post]



ความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างสังขารกับนิพพาน มีกล่าวแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค(ขุ.ปฏิ.31/10/16)ว่า มี 5 ประการ ดังนี้ :-

1. อุปาโท สงฺขารา, อนุปาโท นิพฺพานํ

   สังขาร มี ขณะเกิดขึ้น(อุปปาทขณะ) ขณะตั้งอยู่(ฐิติขณะ) ขณะดับไป(ภังคขณะ)

   นิพพาน ไม่มีขณะทั้ง 3 เพราะมีกิจดับขณะทั้ง 3 ของสังขาร 😊 ดับนามรูป)

2. ปวตฺตํ สงฺขารา, อปฺปวตฺตํ นิพฺพานํ

   สังขาร มี การดำเนินไปสู่วัฏฏะ 3 (วงรอบ 3 คือ กิเลส กรรม วิบาก)

   นิพพาน ไม่มีการดำเนินไปสู่วัฏฏะ 3 เพราะมีกิจดับว้ฏฏ 3 😊 ดับสังขาร)

3. นิมิตฺตํ สงขารา, อนิมิตฺตํ นิพฺพานํ

   สังขาร มี เหตุที่เป็นเครื่องหมายทุกข์

   นิพพาน ไม่มี เหตุที่เป็นเครื่องหมายทุกข์ เพราะมีกิจดับทุกข์ 😊 ดับสังขารทุกข์ คือ ทุกข์ที่มีประจำสังขาร เป็นทุกข์ที่บีบคั้น ไม่ใช่ทุกข์ ที่เป็นทุกขเวทนาที่ทนได้ยาก ไม่ใช่ทุกข์ที่เป็นสุขเวทนาที่แปรเปลี่ยนไป)

4. อายูหนา สงฺขารา, อนายูหนา นิพฺพานํ

   สังขาร มี การดิ้นรนแสวงหากรรม

   นิพพาน ไม่มีการดิ้นรนแสวงหากรรม เพราะมีกิจดับตัณหา

5. ปฏิสนฺธิ สงฺขารา, อปฺปฏิสนฺธิ นิพฺพานํ

   สังขาร มี การนำเกิดอีก

   นิพพาน ไม่มีการนำเกิดใดๆทั้งสิ้น เพราะมีกิจดับการเวี่ยนว่ายตายเกิด 😊 ดับสงสารในความหมายว่าการเวี่ยนว่ายตายเกิดในภาษาบาฬี ไม่ใช่ในความหมายว่าสงสารที่เห็นอกเห็นใจในภาษาไทย)

----------------

ส่วนที่มีความเหมือนกัน ระหว่าง สังขาร กับ นิพพาน นั้น ก็คือ ทั้ง ๒ เป็นเญยยธรรม ธรรมที่ควรรู้ //


[full-post]


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


การเข้าถึงนิพพาน

   ดังได้กล่าวแล้วว่า นิพพานไม่เกิด ไม่ดับ ไม่แก่ ไม่ตาย เป็นสภาพเที่ยง เพราะมีอยู่ มิได้เปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไป เป็นธรรมชาติ ละเอียดอ่อน สุขุมลุ่มลึก อันบุคคลทั่วไป ไม่อาจรู้ได้ด้วยการตรึกนึกเอาเอง เพราะบรรดาสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีอยู่ในนิพพาน นอกจากนั้นนิพพานยังเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตาอีกด้วย 

   คําว่า อัตตา แปลว่า ตัวตน

   อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน

   อธิบายว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นสังขตธรรม อย่างจิต เจตสิก และรูป ล้วนแต่เป็นอนัตตา แม้อสังขตธรรมอย่างนิพพาน ก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา ไม่มีใครมีอำนาจสามารถบังคับหรือสั่งให้ธรรมทั้งปวง ทั้งสังขตธรรม และอสังขตธรรมให้เป็นไป ตามใจชอบได้ แต่ธรรมเหล่านั้น ย่อมเป็นไปตามธรรมชาติของตนๆ เท่านั้น

   ในพระวินัยปิฎก ปริวาร ข้อ ๘๒๖ แสดงว่า “สังขารทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา กับ บัญญัติและนิพพาน ท่านก็วินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา เมื่อดวงจันทร์คือพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์คือพระพุทธเจ้า ยังไม่อุทัยขึ้น เพียงแต่ชื่อของสภาคธรรมเหล่านั้น ก็ยังไม่มีใครรู้จัก” ดังนี้ เป็นต้น

   อรรถกถาแก้คำว่า สภาคธรรม ไว้ว่า ได้แก่สังขตธรรมที่มีส่วนเสมอกันด้วย อาการไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (สามัญญลักษณะ)

   สังขตธรรม คือธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นสังขารธรรมมีเกิด มีดับ เพราะ ฉะนั้นจึงมีลักษณะที่เหมือนกันอยู่ ๓ ประการคือ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และ อนัตตา คือไม่ใช่ตัวตน และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร คือใครจะบังคับให้เป็นไปตามใจชอบหาได้ไม่

   สังขตธรรมโดยนัยของพระอภิธรรม ได้แก่ ปรมัตถธรรม ๓ คือ จิต เจตสิก และรูป นับโดยจํานวนเต็ม คือจิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ในการเจริญมรรค หรือ เจริญวิปัสสนา ธรรมที่ควรกำหนดรู้ คือขันธ์ ๕ หรือนามรูปนั้น ได้แก่ธรรมที่เป็นอารมณ์ของอุปาทานเท่านั้น คือโลกียจิต ๘๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ (เว้นโลกุตรจิต ๘ เจตสิก ๓๖ ที่แม้จะเป็นสังขตธรรม แต่ก็ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน จึงไม่ใช่ธรรมที่ควร กำหนดรู้)

      ในบรรดาโลกียจิต ๘๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ เมื่อจัดเข้าในอริยสัจ ๔ แล้ว ได้เพียงอริยสัจ ๒ คือ ทุกขอริยสัจ และสมุทยอริยสัจ

   ทุกขอริยสัจ ได้แก่ โลกียจิต ๘๑ เจตสิกที่ประกอบ ๕๑ (เว้นโลภะเจตสิก) และ รูป ๒๘

   สมุทยอริยสัจ ได้แก่ โลภะเจตสิก

   ส่วนโลกุตรจิต ๘ เจตสิกที่ประกอบ ๓๖ จัดได้อริยสัจเดียว คือเจตสิก ในเจตสิก ๓๖ ที่เรียกว่ามรรคมีองค์ ๘ เป็น มรรคอริยสัจ

   ในเจตสิก ๘ ปัญญาเจตสิกเป็น สัมมาทิฏฐิ วิตกเจตสิกเป็น สัมมาสังกัปปะ วิรตีเจตสิก ๓ เป็นองค์มรรค ๓ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ วิริยเจตสิก เป็น สัมมาวายามะ สติเจตสิก เป็น สัมมาสติ เอกัคคตาเจตสิก เป็น สัมมาสมาธิ

   ส่วนโลกุตรจิต ๘ กับเจตสิก ๒๘ ที่เหลือจากองค์มรรค ๘ ไม่จัดเข้าเป็น อริยสัจใดๆ ในอริยสัจ ๔ จึงเป็น สัจจวิมุตติ 

   สำหรับอริยสัจที่เหลือ คือนิโรธอริยสัจ นั้น ได้แก่อสังขตธรรม คือ นิพพาน นิพพานจึงเป็น นิโรธอริยสัจ

   อสังขตธรรม โดยนัยของพระอภิธรรม ได้แก่ ปรมัตถธรรมที่เหลือ คือ นิพพาน ซึ่งไม่ต้องอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น ไม่เกิด ไม่ดับ จึงเป็นวิสังขาร มีสภาพเที่ยง (เพราะ ไม่เกิดไม่ดับ) เป็นสุข คือเป็นสันติสุข สงบจากกิเลส ไม่ใช่สุขเวทนา เพราะเวทนาเป็น เวทนาขันธ์ ส่วนนิพพานไม่ใช่ขันธ์ เป็นขันธวิมุตติ และเป็นอนัตตา เพราะไม่ใช่ตัวตน และไม่มีตัวตนในนิพพาน

   ดังได้กล่าวแล้วว่า หากพระพุทธเจ้าไม่เสด็จอุบัติขึ้น เพียงแต่ชื่อของสังขตธรรม คือ จิต เจตสิก รูป ก็ไม่ปรากฏคือไม่มีใครรู้จัก แม้เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ทรงแสดงธรรมเหล่านั้นไว้แล้วก็ยังยากที่ใครจะรู้จักอย่างถ่องแท้ได้ หากเขายังไม่รู้จัก สภาวลักษณะหรือปัจจัตตลักษณะ คือลักษณะเฉพาะตัวของสังขตธรรมแต่ละอย่างๆ นั้น ด้วยวิปัสสนาญาณ ทั้งนี้เพราะสภาวลักษณะของสังขตธรรม แต่ละอย่างนั้นแตกต่างกัน ไม่เหมือนกันเลย ต่อเมื่อรู้จักลักษณะเฉพาะตัวของสังขตธรรมเหล่านั้น (โดยเฉพาะสังขตธรรมที่เป็นโลกียธรรม) โดยไม่ปะปนกันแล้ว ญาณแรกของวิปัสสนา คือ นามรูปปริจเฉทญาณจึงเกิดขึ้นได้ และเมื่อปัญญารู้ถึงลักษณะ ของโลกียธรรมเหล่านั้นชัดเจน ขึ้นๆ ปัญญาก็จะรู้ว่า โลกียธรรมเหล่านั้นอาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น มิได้เกิดขึ้นลอยๆ หรือมีใครสั่งให้เกิด

   จากนั้น ญาณที่เข้าถึงสามัญญลักษณะ คือ อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ อนัตต ลักษณะ ที่เรียกสั้นๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงปรากฏ และเมื่อเจริญมรรค คือกำหนด นามรูป อันเป็นโลกียธรรมต่อไป วิปัสสนาญาณขั้นสูงก็จะเกิดขึ้นตามลำดับ จนกระทั่ง มรรคจิตหน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ละสังโยชน์ ๓ คือ

   สักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดว่านามรูปเป็นตัวตน ๑    

   วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย เป็นต้น ๑ สีลัพพตปรามาส ความยึดถือข้อปฏิบัติที่ผิด ๑

   ให้สิ้นไป คือไม่ให้เกิดขึ้นอีกเลย แต่นั้นผลจิต ก็เกิดขึ้นต่อทันทีที่มรรคจิตดับลง หน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์ เสวยสุขอันเกิดแต่ความที่กิเลสสงบไป และเมื่อผลจิตดับลง ปัจจเวกขณะญาณจึงเกิดขึ้น พิจารณามรรค ผล นิพพาน ที่ได้ประจักษ์แจ้งมาแล้ว บางท่านที่มีปัญญามาก ก็ยังพิจารณาว่า ละกิเลสไปได้เท่าใด ยังเหลือกิเลสที่ยังต้องละอีกเท่าใดด้วย

   เพราะเหตุที่เมื่อมรรคผลดับลงแต่ละครั้ง (ทั้งหมดมี ๔ ครั้ง) ต้องมีปัจจเวกขณะญาณเกิดขึ้นทุกครั้งดังกล่าว ผู้เจริญวิปัสสนาจึงสามารถรู้ได้ด้วยตนเอง โดยมิต้องมีผู้ใดบอกว่า ตนได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน บทธรรมคุณว่า พระธรรมอันพระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว คือ มรรค ผล นิพพาน อันเป็น โลกุตรธรรม เป็น สันทิฏฐิโก คือเป็นธรรมที่ผู้บรรลุเห็นเอง (ไม่ต้องมีใครบอก อกาลิโก ไม่มีกาลเวลา คือเมื่อมรรคจิตเกิดขึ้น แล้วดับลง ผลจิต อันเป็นผลของมรรค ก็เกิดต่อทันที โดยไม่รอเวลา คือไม่มีอะไรมาคั่นในระหว่างนั้น เอหิปัสสิโก ควรเรียก ให้มาดู โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามาในตน ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เป็นธรรมอันผู้รู้พึงรู้ ได้เฉพาะตน เพราะถ้ามรรคผลนิพพานยังไม่เคยเกิด ใครจะบอกอย่างไร ก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะธรรมเหล่านี้ละเอียดสุขุมลุ่มลึกยิ่งนัก ยากที่จะหยั่งรู้ได้โดยง่าย หากมิใช่ พระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ต้องอาศัยได้ฟังหรือเรียนจากคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า แล้วดำเนินตามจึงจะรู้ได้

   ก็ทั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงนำมาบอกสอนไว้ ก็ยังยากแสนยากที่จะ ดำเนินรอยตาม จนญาณปัญญาเกิดขึ้นเป็นลำดับสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องกล่าวถึงว่า หากไม่มีพระพุทธเจ้าทรงบอกสอนแล้ว จะบรรลุ มรรคผลนิพพานเองได้

   นิพพานนั้น เป็นธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนา ผู้ที่เจริญมรรคมีองค์ ๘ นั้น เมื่อมรรคผลเกิดขึ้น หากปราศจากอาศัยนิพพานเป็นอารมณ์แล้ว ก็ไม่สามารถละกิเลส ที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานมาช้านานให้ขาดได้ คือไม่ให้เกิดอีกได้ ก็นิพพานนั้นมีเฉพาะในพระพุทธศาสนานี้เท่านั้น ไม่มีในศาสนาอื่นในโลก และแม้นิพพานจะมีอยู่ แต่ถ้าปราศจากพระพุทธเจ้า ผู้ทรงรู้ทรงเห็นด้วยพระองค์เอง แล้วนำมาบอกสอน การบรรลุนิพพานก็มีไม่ได้ เพราะไม่มีท่านผู้รู้ ที่รู้จักทางอันเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงนิพพานนั่นเอง

   ใน นันทิยสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ข้อ ๔๕ นันทิยปริพาชกทูลถาม พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ธรรมอะไรหนอ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุด"

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ธรรม ๘ ประการ (คืออริยมรรคมีองค์ ๘) ที่บุคคล เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพาน เป็นที่สุด ๘ ประการคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ"

   ด้วยเหตุที่มรรคผลนิพพาน มีเฉพาะในพระพุทธศาสนานี้เท่านั้น พระพุทธเจ้า จึงตรัสแก่ สุภัททปริพาชก เมื่อใกล้จะปรินิพพานว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ หาได้ใน ธรรมวินัยใด สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ก็มีในธรรมวินัยนั้น ดูก่อนสุภัททะ อริยมรรคมีองค์ ๘ หาได้ใน ธรรมวินัยนี้ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ จึงมีอยู่ในธรรมวินัยนี้ ลัทธิอื่นๆ ว่างจาก สมณะผู้รู้ ดูก่อนสุภัททะ ก็ภิกษุเหล่านี้ พึงอยู่โดยชอบ โลกจักไม่ว่างจากพระอรหันต์(จากทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร ข้อ ๑๓๘)

      อรรถกถา อธิบายพระพุทธพจน์ที่ว่า ก็ภิกษุเหล่านี้ จึงอยู่โดยชอบ โลกจักไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ ไว้ว่า หากพระอริยบุคคล ๔ จำพวกนี้ เมื่อบรรลุธรรมแล้ว บอก สอนธรรมที่ท่านบรรลุนั้นแก่ผู้อื่น ให้ผู้อื่นได้บรรลุธรรมด้วย การอยู่ของพระอริยบุคคลผู้กระทำเช่นนี้ชื่อว่า อยู่โดยชอบ และการกระทำอย่างนี้ ของพระอริยบุคคลเหล่านี้ จึงเป็นเหตุให้โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์

   เป็นอันสรุปว่า บุคคลที่รู้จักนิพพานโดยแท้จริง จึงได้แก่พระอริยเจ้า ๘ บุคคล มีโสดาปัตติมรรค-โสดาปัตติผลบุคคล เป็นต้นจนถึงอรหัตมรรค-อรหัตผลบุคคลเท่านั้น นอกนั้นหาได้สัมผัสกับนิพพานโดยแท้จริงไม่ ท่านที่บอกว่ารู้ๆ นั้น ก็รู้จากการศึกษาเล่าเรียนเท่านั้น มิได้รู้โดยแจ้งประจักษ์จริงๆ อย่างพระอริยเจ้าท่านรู้ ต่อเมื่อใดท่านได้บรรลุมรรคผลด้วยตนเองแล้วนั่นแหละ เมื่อนั้นท่านจึงจะรู้จักนิพพานโดยถ่องแท้ปราศจากข้อกังขาใดๆ และไม่ต้องทุ่มเถียงกับผู้ใด ด้วยเหตุนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า การทำนิพพานให้แจ้งเป็นอุดมมงคล

-----------///----------


[full-post]


ความเห็นเกี่ยวกับบทความที่ว่า “บรรลุนิพพานโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์”

ขออนุญาตแสดงความเห็นเกี่ยวกับบทความที่ว่า “บรรลุนิพพานโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์” (จากบทความในลิงค์นี้ : https://goo.gl/3YuwXx )


เริ่มต้น ตั้งข้อสังเกตไว้ดังนี้….


– ผู้ที่เขียนบทความ หรือนักวิทยาศาสตร์ ผู้ที่ไม่ได้เป็นพุทธศาสนิก หรือเป็นพุทธศาสนิกบางจำพวก…มักเข้าใจว่า “นิพพาน” เป็นสสารบ้าง, เป็นพลังงานบ้าง, เป็นประดุจเมือง หรือนคร หนึ่ง ๆ บ้าง, เป็นโลก ๆ หนึ่งบ้าง, เป็นจักรวาล กาแลคซี่ ภพ ภูมิ อย่างใด อย่างหนึ่งบ้าง, เป็นโลกนี้ โลกหน้า…เป็น อา. วิญ. กิญ. เน…บ้าง, เป็นภาวะที่มีอัตตา ตัวตนบ้าง, …..ทั้งหลายทั้งมวลที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับนิพพาน อย่างนี้…จัดว่า เป็นความเข้าใจผิดในนิพพาน //


แม้มีความเชื่อว่า “นิพพาน” เป็น “นิจจัง สุขัง อนัตตา” ก็มีไม่น้อยที่เป็นความเข้าใจผิด, หรือแม้มีความเข้าใจว่า “นิพพาน” เป็น “อมตะ” (ไม่ตาย) (อปฺปมาโท อมตํ ปทํ) ก็มีไม่น้อยที่เป็นความเข้าใจผิด ….


*** ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า เราเข้าใจคำว่า “นิพพาน” ตามความมุ่งหมายในพุทธศาสนา ดีแค่ไหน อย่างไร ?*** เพราะถ้าเข้าใจผิด กระบวนการ วิธีการ, กรรม คือการกระทำที่ตามมา ก็อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจผิด… (คิดผิด, พูดผิด, ทำผิด) เรื่อยมา…


– วิจารณ์ เริ่มต้น


จากข้อความที่ว่า “เมื่อคำทำนายที่ว่า หลักคำสอนในพุทธศาสนาจะถูกพิสูจน์ความจริงโดยนักวิทยาศาสตร์…” ข้อความนี้ บ่งบอกว่า เป็นคำทำนาย เป็นคำทำนายของใคร ก็ไม่รู้ ? ผู้ทำนายมีความรู้และเข้าใจพุทธศาสนาแค่ไหน อย่างไร ?


แท้จริงแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า จะถูกพิสูจน์ได้ด้วย “ผู้ศึกษาและปฏิบัติตามลำดับ” ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทุกคน ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใคร, ฐานะอะไร ? จะเป็นบุคคลที่เรียกตัวเองว่า “นักวิทยาศาสตร์” หรือไม่เป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ได้… )แต่มีข้อแม้ว่า “ต้องศึกษาไปตามลำดับ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า”)


โดยส่วนตัวของผู้เขียน เห็นว่า แท้จริงแล้ว “นักวิทยาศาสตร์ ยังไม่ได้พิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าเชิงวิทยาศาสตร์ที่เป็นเคส สำคัญ ๆ อะไรเลย… ยกตัวอย่าง คำสอนพื้นฐาน… “อาโป” ที่เราแปลว่า “น้ำ” ร้อยทั้งร้อย รวมนักวิทยาศาสตร์ด้วย เข้าใจว่า “น้ำ” คือ น้ำที่เราดื่มกิน, น้ำในแม่น้ำ,ลำคลองที่ไหลไป, หรือน้ำที่อยู่ในมหาสมุทร, หรือน้ำตามหลักวิทยาศาสตร์คือ


“น้ำมี สูตรเคมี H2O, หมายถึงหนึ่ง โมเลกุล ของน้ำประกอบด้วยสองอะตอมของ ไฮโดรเจน และหนึ่งอะตอมของ ออกซิเจน เมื่ออยู่ในภาวะ สมดุลพลวัต (dynamic equilibrium) ระหว่างสถานะ ของเหลว และ ของแข็ง ที่ STP (standard temperature and pressure : อุณหภูมิและความดันมาตรฐาน) ที่อุณหภูมิห้อง เป็นของเหลวเกือบ ไม่มีสี, ไม่มีรส, และ ไม่มีกลิ่น บ่อยครั้งมีการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ว่ามันเป็น ตัวทำละลายของจักรวาล และน้ำเป็นสารประกอบบริสุทธิ์ชนิดเดียวเท่านั้นที่พบในธรรมชาติทั้ง 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ”  (อ้างอิง วิกิพีเดีย – https://goo.gl/sbP5xH)


ส่วน “อาโป” น้ำ ตามความมุ่งหมายของพุทธศาสนา คือ “ภาวะที่ไหล หรือเกาะกุม” (ปัคฆรณลักษณะ, อาพันธนะลักษณะ) ลักษณะทั้งสอง ไม่สามารถรู้หรือสัมผัสได้ด้วยปสาททั้ง ๕ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) เป็นภาวะที่รู้ได้ทางใจอย่างเดียว (อนิทัสสนะ อัปปฏิฆา ธัมมา, สิ่งที่เห็นไม่ได้ กระทบไม่ได้)


สิ่งที่เราเห็นว่าไหลไป (ปัคฆรณะ) หรือเป็นของเหลวที่เรามาอาบ ล้าง ชำระต่างๆ นั้น เป็นปฐวีธาตุ ไม่ใช่อาโปธาตุ ฯ เมื่อถูกที่ร่างกาย รู้สึกเย็น หรืออุ่น ร้อน, ความเย็น-ร้อนนั้นเป็น เตโชธาตุ ไม่ใช่อาโปธาตุ


เมื่อใดที่มีอาโปธาตุน้อย มีปฐวีธาตุมาก สิ่งนั้นจะแค่นแข็ง จับกันเป็นกลุ่มก้อน (อาพันธนะ) สิ่งที่แค่นแข็ง ก็เป็นปฐวีธาตุ ไม่ใช่อาโปธาตุ ฯ เมื่อใดมีภาวะอาโปธาตุมาก ปฐวีธาตุน้อย สิ่งนั้นจะเหลวไหลไป…(ปัคฆรณะ)


อาโปธาตุ ภาวะที่รู้ได้ทางใจอย่างเดียว… แค่นี้ นักวิทยาศาสตร์ ก็ไม่รู้….


หรืออีกอย่าง “เตโชธาตุ” ร้อยทั้งร้อย “ไฟ” ตามความหมายที่คนทั่ว ๆ ไป (รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์) ก็เข้าใจว่า “สิ่งที่กำลังลุก เป็นสีแดง เผาไหม้สิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่…” แต่ความหมายทางพุทธศาสนา “ไฟ” (เตโชธาตุ) คือ ภาวะที่ร้อน และเย็น ถูกสัมผัสได้ด้วยกายปสาท รู้ได้ด้วยกายวิญญาณ เท่านั้น (อนิทัสสนะ สัปปฏิฆา ธัมมา สิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้) ฯ สิ่งที่ตาเห็นว่าเป็นสีแดง, หรือกำลังลุกเป็นเปลวเพลิงอยู่…ไม่ใช่เตโชธาตุ เป็นรูปารมณ์ คือ สีแดง ….หรือสีอื่น ๆ เท่านั้น (สนิทัสสนะ สัปปฏิฆา ธัมมา, สิ่งที่เห็นได้ และกระทบได้ด้วย)


นอกจากนี้ ยังมีสภาวธรรมอย่างอื่น ๆ อีกมากมายที่รอการพิสูจน์ จากนักวิทยาศาสตร์


นี่ไง คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ ต้องพิสูจน์ และเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย ๆ (พื้นฐาน)


ถ้าจะพิสูจน์ “นิพพาน” ก็ควรเข้าใจความหมายของนิพพาน ตามความมุ่งหมายของพุทธศาสนา เสียก่อน


“วานโต นิกฺขนฺตนฺติ” นิพฺพานํ” ภาวะที่ออกจากวานะ (เครื่องร้อยรัด) ได้แก่ ตัณหา ชื่อ “นิพพาน” (นิ + วาน แปลง ว เป็น พ ซ้อน พฺ = นิพฺพาน)


หรือ “วานํ วุจฺจติ ตณฺหา, นิกฺขนฺตํ วานโต, นตฺถิ วา เอตฺถ วานํ อิมสฺมึ วา อธิคเต วานสฺส อภาโวติ นิพฺพานํ ฯ ม. ๒/๔๑๖

(ตัณหา ท่านเรียกว่า วานะ (ครื่องร้อยรัด) ภาวะที่ออกจากวานะ หรือเมื่อบุคคลได้บรรลุภาวะนี้แล้ว วานะก็ไม่มี ภาวะนั้น เรียกว่า “นิพพาน”


หรือ “อถวา นิจฺจภาวโต เสฏฺฐภาวโต จ สภาวธมฺเมสุ สารนฺติ ธมฺมสารํ นิพฺพานํ ฯ” ม. ๒/๔๒๑

(อีกอย่างหนึ่ง ธรรมสาระ คือพระนิพพาน เป็นสาระในสภาวธรรมทั้งหลายโดยความเป็นธรรมที่เที่ยง และเป็นธรรมที่ประเสริฐสุด ฯ


ภวาภวํ วินนโต สํสิพฺพนโต วานสงฺขาตาย ตณฺหาย นิกฺขนฺตํ, นิพฺพาติ วา เอเตน ราคคฺคิอาทิโกติ นิพฺพานํ ฯ อภิ. ๖๘

(นิพพาน ชื่อว่า ออกจากตัณหาที่ร้อยรัดภพน้อยภพใหญ่ไว้, หรือว่า เป็นเครื่องดับไฟมีราคะเป็นต้น ฯ


“นิพฺพนฺติ กิเลสา จ ปญฺจกฺขนฺธา เจเวเตนาติ นิพฺพานํ” ฯ อภิ. สํ. ปริ.๖

ชื่อว่านิพพาน เพราะเป็นเครื่องดับกิเลสและขันธ์ ๕ ทั้งหลาย ฯ (อนุปาทิเสสนิพพาน)


จะเห็นได้ว่า “ความหมายของพระนิพพานนั้น เกี่ยวเนื่องด้วยการออกจากตัณหา…ดับตัณหา, ดับกิเลสทั้งหลาย เป็นส่วนใหญ่, และท้ายสุด เป็นตัวดับขันธ์ ๕ เป็นภาวะที่ไม่มีขันธ์ ๕ ด้วย… ฉะนั้น อะไรก็แล้วแต่ วิธีการใดก็แล้วแต่ ที่เกี่ยวโยงมาถึงนิพพาน โดยไม่กล่าวถึงการดับกิเลส การออกจากตัณหา การดับขันธ์ ๕… วิธีการนั้น การกระทำนั้น ๆ ทั้งมวล ถือว่า ผิดทาง ไม่เข้าถึงนิพพานแน่แท้….


เมื่อดับตัณหา ดับขันธ์ ๕ แล้ว… มันไม่มีอะไรที่จะมาบัญญัติเรียกได้อีก ไม่ว่าจะเรียกเป็น สสาร หรือเรียกว่า พลังงาน อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะสิ่งนั้น ตามหลักพุทธศาสนายังถือว่าเกี่ยวเนื่องโดยความเป็นขันธ์ ๕ อยู่…ภาวะของนิพพานนั้น พ้นไปจากขันธ์ ๕ (ขันธวิมุตติ) เป็นตัวดับขันธ์ ๕ หรือไม่มีขันธ์ ๕ เพราะดับ ปฏิสนธิวิญญาณ ดับรูปปฏิสนธิ…. 


ที่บอกว่า “พุทธศาสนา เป็นวิทยาศาสตร์” นั้น ก็คือว่า พุทธศาสนา มีการศึกษา ปฏิบัติไปตามลำดับ และรู้ยิ่งเห็นจริงตามลำดับด้วยผู้ศึกษาปฏิบัติด้วยตัวของผู้ปฏิบัติเอง (ปจฺจตฺตํ) (ดุจการปฏิบัติของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ลองผิดลองถูกทดสอบ ทดลองอยู่ถึง ๖ ปี จึงได้บรรลุ…เมื่อบรรลุแล้ว ก็ได้ชื่อว่า “สัมพุทธะ”) การจะได้บรรลุ หรือการเข้าถึง หรือรู้ตามความเป็นจริงในสิ่งใด ๆ ….มิใช่อาศัยเพียงความเชื่อ หรือรู้ตามความเชื่อ แต่ต้องรู้ได้ด้วยการเข้าถึงเฉพาะตน


นักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการจะเข้าถึงนิพพาน ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามหลักการพุทธศาสนา… ก็เปรียบเหมือนคนป่วย ที่เขาจะหายป่วยได้ก็ด้วยการกินยา หรือฉีดยาเข้าไปในร่างกาย(เท่านั้น) แต่นักวิทยาศาสตร์นั้นกลับแสวงหาวิธีการให้หายป่วย ด้วยวิธีการอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวด้วยการกินหรือฉีดยา…เขาย่อมไม่มีทางหายป่วยไปได้ ฉันใด ฯ ผู้ที่จะบรรลุนิพพาน โดยวิธีการที่นอกเหนือไปจากการปฏิบัติใน ศีล สมาธิ ปัญญา (องค์มรรค ๘) เขาย่อมไม่อาจที่จะได้บรรลุถึงนิพพานได้เลย ฉันนั้น…ฯ


“นิพพาน” เป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง (ธรรมารมณ์) เข้าถึง-รับรู้ได้ด้วยจิตพิเศษกลุ่มหนึ่ง คือ มรรคจิต ผลจิต (มหากุศลญาณฯ ก็รู้ได้ตอนเป็นโคตรภูญาณ) จิตพิเศษกลุ่มนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน(ซึ่งมีศีล, สมาธิเป็นบาทให้) มาตามลำดับ…เห็นความเกิด-ดับนามรูป…เห็นไตรลักษณ์…จึงเกิดขึ้นได้….มิใช่เกิดขึ้นด้วยวิถีทางอื่น ๆ ตามความเข้าใจของนักวิทยาศาสตร์

---------------------

VeeZa

๘ เมษายน ๒๕๖๐

[right-side]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.