แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังขารุเปกขาญาณ แสดงบทความทั้งหมด

 


๑๑. สังขารุเปกขาญาณ

       สุญญตานุปัสสนา การเห็นเนืองๆ โดยความว่างเปล่ามีเงื่อน ๒

       [๗๖๐]  โยคาวจรนั้นครั้นกำหนดรู้ว่า"สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของว่างเปล่า" ด้วยปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ดังกล่าวมาแล้วนั้น จึงกำหนดสุญญตา (ความว่างเปล่า)มีเงื่อน ๒ ต่อไป อีกว่า "สังขารนี้ ว่างเปล่าจากอัตตา ๑ หรือ ว่างเปล่าจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา ๑"(1)"

-----------------

(1) ดูเทียบ ม. อุ. (ไทย) ๑๔/๖๙/๗๕

-----------------

ปริจเฉทที่ ๒๑  ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ  น. ๑๐๙๗


สูญญตา มีเงื่อน ๔

       โยคาวจรนั้น ครั้นไม่เห็นอัตตา ไม่เห็นอะไร ๆ อื่นที่ตั้งอยู่ในภาวะเป็นบริขารของอัตตา ก็กำหนดรู้ สูญญตา มีเงื่อน ๔ ซึ่งท่านกล่าวไว้ในอธิการแห่ง สุญญตานุปัสสนานี้ต่อไปอีกว่า

       ๑. นาหํ กฺวจนิ - ไม่มีฉันอยู่ ณ ที่ไหนๆ

       ๒. กสฺสจิ  กิญฺจนตสฺมึ - ในความเป็นอะไรๆ ของใครๆ

       ๓. น จ มม กฺวจนิ - และไม่มีอยู่ ณ ที่ไหนๆ ของฉัน

       ๔. กิสฺมิญฺจิ กิญฺจนตตฺถิ - ไม่มีความเป็นอะไรๆ ณ ที่ไหนๆ"(1)


อธิบายความสุญญตา มีเงื่อน ๔

       (ถามว่า) กำหนดรู้อย่างไร ?

       (ตอบว่า) 

       ๑. ที่จริง คำว่า "นาหํ กฺวจนิ - ไม่มีฉันอยู่ ณ ที่ไหนๆ" หมายความว่าโยคาวจรผู้นี้ ไม่เห็นอัตตา ณ ที่ไหนๆ

       ๒. คำว่า "กสฺสจิ กิญฺจนตสฺมึ - ในความเป็นอะไรๆ ของใครๆ" หมายความว่า "ไม่เห็นอัตตาของตนเอง ที่พึงนำเข้าไปในความเป็นอะไรๆ ของใครๆ อื่น" อธิบายว่าไม่เห็นอัตตาที่เป็นพี่ชายน้องชาย ที่พึงมั่นหมายนำเข้ามาในฐานะเป็นพี่ชายน้องชายหรือว่า ไม่เป็นอัตตาที่เป็นสหาย ที่พึงมั่นหมายนำเข้ามาในฐานะเป็นสหาย หรือว่าไม่เป็นอัตตาที่เป็นบริขาร ที่พึงมั่นหมายนำเข้ามาในฐานะเป็นบริขาร

       ๓. ในคำว่า "น จ มม กฺวจนิ - และไม่มีอยู่ ณ ที่ไหนๆ ของฉัน" นั้น ยกเอาศัพท์ว่า "มม - ของฉัน" ออกเสียก่อน (เหลือเพียง) ว่า "น จ กฺวจนิ - และไม่มี ณ ที่ไหนๆ" มีอธิบายอย่างนี้ว่า "และไม่เห็นอัตตาของบุคคลอื่น ณ ที่ไหนๆ"

       ๔. คราวนี้ นำเอาศัพท์ว่า "มม - ของฉัน" มา (ไว้ในประโยคหลัง) ว่า "มม กิสฺมิญฺจิ กิญฺจนตตฺดิ - ไม่มีความเป็นอะไรๆ ณ ที่ไหนๆ ของฉัน" หมายความว่า

----------------

(1) มีกล่าวถึงในพระบาลีและอรรถกถาหลายแห่ง เช่น ม.  (ไทย) ๑๔/๗๐/๗๕, ม.อ. (บาลี) ๗/ ๗๐/๔๓-๔๔, อง. ติก. (ไทย) ๒๐/๗๑/๒0๑ และดู-อง จตุกก.อ.(บาลี) ๒/๗๑/๒๑๗, อง. จตุกก. (ไทย) ๒๑/๑๘๕/๒๖๖, และดู-อง.จตุกุก.อ. (บาลี) ๒/๑๘๕/๔๐๕

----------------

น. ๑๐๙๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


"ไม่เห็นว่า อัตตาของบุคคลอื่นนั้นมีอยู่ในความเป็นอะไรๆ ณ ที่ไหนๆ ของฉัน" อธิบายว่า ไม่เห็นอัตตาของบุคคลอื่นที่พึงนำเข้ามาโดยความเป็นอะไรๆ นี้ ในฐานะไร ๆ คือว่าเป็นพี่ชายน้องชายในฐานะเป็นพี่ชายน้องชายของตน หรือว่าเป็นสหายในฐานะเป็นสหาย (ของตน) หรือว่า เป็นบริขารในฐานะเป็นบริขาร (ของตน) 

       (รวมความ) โยคาวจรท่านนี้ เพราะเหตุที่

       ๑. ไม่เห็นเลยซึ่งอัตตา ณ ที่ไหนๆ

       ๒. ไม่เห็นอัตตานั้นที่พึงนำเข้ามาในความเป็นอะไร ๆ ของบุคคลอื่น

       ๓. ไม่เห็นอัตตาของบุคคลอื่น

       ๔. ไม่เห็นอัตตาของบุคคลอื่นที่พึ่งนำเข้ามาในความเป็นอะไรๆ ของตน

       เพราะฉะนั้น เป็นอันว่า โยคาวจรท่านนี้กำหนดรู้ สูญญตา มีเงื่อน ๔ แล้ว ด้วยประการฉะนี้แล


สุญญตา โดยอาการ ๖

       [๗๖๑] ครั้นกำหนดรัสูญญตามีเงื่อน ๔ อย่างนี้แล้ว โยคาวจรจึงกำหนดรู้สูญญตา โดยอาการ ๖ ต่อไปอีก

       (ถามว่า) กำหนดรู้สูญญตา โดยอาการ ๖ อย่างไร ?

       (ตอบว่า) กำหนดรู้ว่า จักขุเป็นของว่างเปล่าจากอัตตา ๑ หรือจากสิ่งเนื่องด้วยอัตตา ๑ หรือจากความเป็นของเที่ยง ๑ หรือจากความเป็นของยั่งยืน ๑ หรือจากความเป็นของคงทน ๑ หรือจากความไม่แปรผันเป็นธรรมดา ๑ โสตะ ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ...ใจ ...รูปเป็นของว่างเปล่า ... เสียง ...กลิ่น รส ... .โผฏฐัพพะ ... ธรรมารมณ์เป็นของว่างเปล่า ... จักขุวิญญาณ ... 'ฯลฯ ... มโนวิญญาณ ... จักขุสัมผัส

       พึงนำนัยโดยประการดังกล่าวนี้ไปจนถึงชรามรณะ"(1) ด้วยประการฉะนี้


สุญญตา โดยอาการ ๘

       [๗๖๒] ครั้นกำหนดรู้สูญญตาโดยอาการ ๖ อย่างนี้แล้ว จึงกำหนดรู้โดยอาการ ๘ ต่อไปอีก คือ กำหนดรู้ดังนี้อย่างไรล่ะ รูปไม่มีแก่นสาร หาแก่นสารมิได้ปราศจากแก่นสาร โดยแก่นสารมีสาระว่าเที่ยง ๑ หรือโดยแก่นสารมีสาระว่ายั่งยืน ๑

----------------

(1) ขุ จู. (ไทย) ๓๐/๘๘/๓๑๘-๓๒๑

----------------

ปริจเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ   น. ๑๐๙๙


หรือโดยแก่นสารมีสาระว่าเป็นสุข ๑ หรือโดยแก่นสารมีสาระว่าเป็นอัตตา ๑ หรือโดยเป็นของเที่ยง ๑ หรือโดยเป็นของยั่งยืน ๑ หรือโดยเป็นของคงทน ๑ หรือโดยความเป็นของไม่แปรผันเป็นธรรมดา ๑

       เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ ... จักขุ ... โสตะ... ฯลฯ ชรามรณะไม่มีแก่นสาร หาแก่นสารมิได้ ปราศจากแก่นสาร โดยแก่นสารมีสาระว่าเที่ยง ๑ หรือโดยแก่นสารมีสาระว่ายั่งยืน ๑ หรือโดยแก่นสารมีสาระว่าเป็นสุข ๑ หรือโดยแก่นสารมีสาระว่าเป็นอัตตา ๑ หรือโดยเป็นของเที่ยง ๑ หรือโดยเป็นของยั่งยืน ๑ หรือโดยเป็นของคงทน ๑ หรือโดยความเป็นของไม่แปรผันเป็นธรรมดา ๑ เปรียบเหมือนต้นอ้อไม่มีแก่น หาแก่นมิได้ ปราศจากแก่น ฉันใด เปรียบเหมือนต้นละหุ่งไม่มีแก่นหาแก่นมิได้ ปราศจากแก่น เปรียบเหมือนต้นมะเดื่อ ... ฉันใด เปรียบเหมือนต้นกุ่มฉันใด เปรียบเหมือนต้นทองกวาว .. ฉันใด เปรียบเหมือนฟองน้ำ .... ฉันใด เปรียบเหมือนต่อมน้ำ ฉันใด เปรียบเหมือนพยับแดด ... ฉันใด เปรียบเหมือนต้นกล้วยฉันใด เปรียบเหมือนมายา ไม่มีแก่น หาแก่นมิได้ ปราศจากแก่น ฉันใด รูป ฯลฯ ...ชรามรณะ ก็ฉันนั้นนั่ นแล ไม่มีแก่นสาร หาแก่นสารมิได้ ปราศจากแก่นสาร โดยแก่นสารมีสาระว่าเที่ยง ๑ หรือว่า ...ฯลฯ...โดยความเป็นของไม่แปรผันเป็นธรรมดา ๑ ดังนี้


สุญญตา โดยอาการ ๑๐

       [๗๖๓] โยคาวจรนั้น ครั้นกำหนดรู้สูญญตาโดยอาการ ๘ อย่างนี้แล้ว จึงกำหนดรู้โดยอาการ ๑๐ ต่อไปอีก

       (ถามว่า) กำหนดรู้อย่างไร ?

       (ตอบว่า) โยคาวจรผู้นั้นเห็นอยู่ซึ่งรูปโดยความเป็นของว่าง ๑ เห็นอยู่โดยความเป็นของว่างเปล่า ๑ ...โดยความเป็นของสูญ ๑ ...โดยความเป็นอนัตตา ๑ ..โดยความไม่มีผู้เป็นใหญ่ ๑ ... โดยความไม่เป็นของพึ่งกระทำได้ตามความปรารถนา ๑ ..โดยความเป็นของอันบุคคลไม่พึงบรรลุถึง ๑ โดยเป็นของไม่เป็นไปในอำนาจ ๑ ...โดยความเป็นปรปักษ์ ๑ . ... โดยความเป็นของว่าง ๑

       เห็นอยู่ซึ่งเวทนา วิญญาณโดยความเป็นของว่าง ... ฯลฯ ... เห็นอยู่ ... โดยความเป็นของว่าง ดังนี้

-------------------

น. ๑๑๐๐  คัมภีร์วิสุทธิมรรค


สุญญตา โดยอาการ ๑๒

       [๗๖๔] ครั้นกำหนดรัสูญญตาโดยอาการ ๑๐ อย่างนี้แล้ว จึงกำหนดรู้โดยอาการ ๑๒ ต่อไปอีก คือ กำหนดรู้ดังนี้อย่างไรล่ะ

       รูปมิใช่สัตว์ ๑ มิใช่ชีวะ ๑ มิใช่คน ๑ มิใช่มาณพ ๑ มิใช่สตรี ๑ มิใช่บุรุษ ๑ มิใช่อัตตา ๑ มิใช่ของเนื่องด้วยอัตตา ๑  มิใช่เรา ๑ มิใช่ของเรา ๑ มิใช่ของบุคคลอื่น ๑ มิใช่ของใครๆ ๑

       เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ ... มิใช่ของใครๆ ดังนี้


สุญญตา โดยอาการ ๔๒

       [๗๖๕] ครั้นกำหนดรู้สูญญตาโดยอาการ ๑๒ อย่างนี้แล้ว จึงกำหนดรู้สูญญตา โดยอาการ ๔๒ ด้วยตีรณปริญญา (กำหนดรู้ด้วยความไตร่ตรอง) ต่อไปอีก กล่าวคือ เห็นอยู่ซึ่งรูป...

       ๑. อนิจจโต โดยความไม่เที่ยง

       ๒. ทุกขโต  โดยความเป็นทุกข์

       ๓. โรคโต โดยเป็นโรค

       ๔. คัณฑโต โดยเป็นหัวฝี

       ๕. สัลลโต โดยเป็นลูกศรเสียบ

       ๖. อฆโต โดยความชั่วร้าย

       ๗. อาพาธโต โดยความป่วยไข้

       ๘. ปรโต  โดยความเป็นปรปักษ์

       ๙. ปโลกโต  โดยความแตกทำลาย

       ๑๐. อีติโต  โดยเป็นของจัญไร

       ๑๑. อุปัททวโต  โดยความเป็นอุปัทวะ

       ๑๒. ภยโต  โดยความเป็นสิ่งที่น่ากลัว

       ๑๓. อุปสัคคโต โดยเป็นอุปสัคขัดขวาง

       ๑๔. จลโต  โดยความหวั่นไหว

       ๑๕. ปภังคุโต  โดยความผุผัง

-----------------

ปริจเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ  น. ๑๑๐๑


       ๑๖. อัทธุวโต โดยความไม่ยั่งยืน

       ๑๗. อตาณุโต โดยไม่เป็นที่ต้านทาน

       ๑๘. อเลณโต โดยไม่เป็นที่หลบลี้

       ๑๙. อสรณโต โดยไม่เป็นที่พึ่ง

       ๒๐. อสรณีภูตโต โดยเป็นสิ่งที่ถือเป็นที่พึ่งมิได้

       ๒๑. ริตตโต โดยเป็นของเปล่า

       ๒๒. ตุจฉโต  โดยความเป็นของว่าง

       ๒๓. สุญญโต  โดยความเป็นของสูญ

       ๒๔. อนัตตโต  โดยความไม่มีอัตตา

       ๒๕. อนัสสาทโต โดยหาความอบอุ่นใจมิได้

       ๒๖. อาทีนวโต โดยเป็นโทษร้าย

       ๒๗. วิปริณามธัมมโต โดยมีความแปรผันไปเป็นธรรมดา

       ๒๘. อสารกโต โดยหาแก่นสารมิได้

       ๒๙. อฆมูลโต โดยเป็นมูลแห่งความชั่วร้าย

       ๓๐. วธกโต โดยเป็นฆาตกร

       ๓๑. วิภวโต โดยปราศจากความเจริญ

       ๓๒. สาสวโต โดยมีอาสวะ

       ๓๓. สังขตโต โดยเป็นของถูกปรุงแต่งไว้

       ๓๔. มารามิสโต โดยเป็นเหยื่อล่อของมาร

       ๓๕. ชาติธัมมโต โดยมีความเกิดเป็นธรรมดา

       ๓๖. ชราธัมมโต โดยมีความแก่เป็นธรรมดา

       ๓๗. พยาธิธัมมโต โดยมีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา

       ๓๘. มรณธัมมโต โดยมีความตายเป็นธรรมดา

       ๓๙. โสกปริเทวทุกข์โทมนัสสุปายาสธัมมโต โดยมีความโศก มีความคร่ำครวญมีทุกข์ มีความโทมนัส มีความคับแค้นใจเป็นธรรมดา

       ๔๐. สมุทยโต โดยเป็นแดนเกิด

       ๔๑. อัตถังคมโต โดยการถึงความดับสูญ

       ๔๒. นิสสรณโต โดยเป็นของควรหลีกหนีไป

       เห็นอยู่ซึ่งเวทนา ...ซึ่งสัญญา... ซึ่งสังขาร... ซึ่งวิญญาณ โดยความไม่เที่ยง ฯลฯ โดยเป็นของควรหลีกหนีไป

-----------

น. ๑๑๐๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


       อนึ่ง ท่านกล่าวคำต่อไปนี้ไว้ว่า "เมื่อเห็นรูปโดยความไม่เที่ยง ฯลฯ โดยเป็นของควรหลีกหนีไป ชื่อว่าเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า เมื่อเห็นเวทนา ... ฯลฯ...วิญญาณ โดยความไม่เที่ยง ฯลฯ โดยเป็นของควรหลีกหนีไป ชื่อว่าเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า (สมด้วยพระพุทธดำรัสที่ตรัสแก่ท่านโมฆราชว่า)

                     สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ      โมฆราช สทา สโต

                     อตฺตานุทิฏฺฐึ โอหจฺจ            เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

                     เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ              มจฺจุราชา น ปสฺสติ.

       แปลความว่า

              ดูก่อนโมฆราช ท่านจงเป็นผู้มีสติตลอดเวลา มองเห็น

              โลกโดยความเป็นของว่างเปล่า พึงถอนอัตตานุทิฏฐิ (คือ

              ความเห็นเนืองๆ ว่ามีอัตตา) เสีย จึงจะเป็นผู้ข้ามพ้นมฤตยู

              ด้วยอาการอย่างนั้น มัจจุราช (มองหา) ไม่เห็นบุคคลผู้มอง

              เห็นโลกอย่างนี้(1)


วิโมกขกถา

       [๗๖๖] ครั้นโยคาวจรเห็น (โลก) โดยความเป็นของว่างเปล่าอย่างนั้นแล้ว ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ กำหนดรู้สังขารทั้งหลายอยู่ ก็ละความกลัวและความพึงพอใจเสียได้ เป็นผู้มีตนเป็นกลาง วางเฉยในสังขารทั้งหลาย ไม่ถือว่า "เป็นเรา" หรือว่า "เป็นของเรา" เป็นเหมือนบุรุษผู้หย่าขาดภรรยาแล้ว


สังขารุเปกขาญาณเปรียบด้วยบุรุษผู้หย่าขาดภรรยา

       เล่ากันว่า บุรุษผู้มีภรรยาเป็นที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพึงพอใจ ปราศจากภรรยานั้นเสียแล้วเขามิสามารถทนอยู่ได้แม้แต่ครู่เดียวเขารักภรรยานั้นเสียเหลือเกินบุรุษผู้นั้นเห็นสตรีผู้เป็นภรรยานั้น ยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี (หรือนอนอยู่ก็ดี) พูดอยู่ก็ดีหัวเราะอยู่ก็ดี กับบุรุษอื่น (เขาก็โกรธ) ขัดเคืองใจ ประสบโทมนัสเป็นอย่างยิ่ง ครั้น

-------------------

(1) ดูเทียบ ขุ. สุ. (ไทย) ๒๕/๑๑๒๖/๗๗๒, ขุจู. (ไทย) ๓๐ /๘๘/๓๐๙

-------------------

ปริจเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๑๐๓


กาลต่อมา บุรุษนั้นได้เห็นโทษชั่วร้ายของสตรีผู้นั้น ก็มีความปรารถนาที่จะพ้น (จากเธอ) จึงหย่าขาดเธอ ไม่ถือหญิงนั้นว่า "เป็นของเรา" จำเดิมแต่นั้นมา แม้เขาจะเห็นเธอ ทำอะไร ๆ อยู่กับใครๆ ก็ไม่โกรธเคือง ไม่ถึงความโทมนัส มีตนเป็นกลางวางเฉยได้โดยแท้ ชื่อฉันใด โยคาวจรผู้นี้ก็เหมือนกันฉันนั้น เป็นผู้มีความปรารถนาเพื่อพ้นไปเสียจากสังขารทั้งปวง กำหนดรู้สังขาร ทั้งหลายอยู่ด้วย ปฏิสังขานุปัสสนา ไม่เห็นความที่สังขารทั้งหลายเป็นของที่พึ่งถือเอาได้ว่า "เป็นเรา  เป็นของเรา" จึงละความกลัวและความพึงพอใจเสียได้ เป็นผู้มีตนเป็นกลางวางเฉยในสังขารทั้งปวง เมื่อโยคาวจรผู้นั้นรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็ถอยกลับ หวนกลับ วกกลับ ไม่แพร่กระจายไปในภพ ๓ ในกำเนิด ๔ ในคติ ๕ ในวิญญาณฐิติ ๗ ในสัตตาวาส ๙ วางเฉยอยู่ หรือถอยกลับมา ตั้งมั่นอยู่ เปรียบเหมือนหยดน้ำในใบบัวซึ่งขอบใบงอนิด ๆ กลิ้งกลับอยู่ วกกลับอยู่ กลอกกลับอยู่ ไม่แผ่กระจายไป ชื่อแม้ฉันใด (จิตของโยคาวจร) ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เปรียบเหมือนขนไก่หรือสายเอ็น ที่เขาใส่เผาในไฟ ก็งอกลับ งอนกลับ วกกลับ ไม่เหยียดยืดออก ชื่อแม้ฉันใด จิต (ของโยคาวจร) ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถอยกลับ หวนกลับ วกกลับ ไม่แพร่กระจายไป"(1) ในภพ ๓ ในกำเนิด ๔ในคติ 2 ในวิญญาณฐิติ ๗ ในสัตตาวาส ๙ วางเฉยอยู่ หรือ ถอยกลับ ตั้งมั่นอยู่เป็นอันว่า ญาณชื่อ สังขารุเปกขาญาณ เกิดขึ้นแล้วแก่โยคีท่านนั้น ด้วยประการฉะนี้อุปมาด้วยนกการู้ทิศ

       [๗๖๗] แต่ว่า สังขารุเปกขาญาณที่เกิดขึ้นแล้วนี้นั้น ถ้าเห็นพระนิพพาน อันเป็นทางสันติ โดยความสงบ ก็จะสลัดทิ้งความเป็นไปของสังขารทั้งปวงแล้วแล่นเข้าสู่พระนิพพานเลยทีเดียว หากว่า ยังไม่เนพระนิพพาน โดยความสงบ (สังขารุเปกขาญาณนั้น) ก็มีสังขารเป็นอารมณ์อย่างเดียว แล้วดำเนินไปอยู่ แล้วๆ เล่าๆ เปรียบเหมือนนกกาของพวกพ่อค้าเดินเรือทะเล"(2)

-----------------

(1) อง. สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๔๙/๗๕-๗๙

(2) ดูเทียบ ที. สี. (ไทย) ๙/ ๔๙๗ ๒๑๙, อง. ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๕๔/๕๒๗ 

ในสมัยโบราณ เมื่อยังไม่รู้จักใช้เข็มทิศ  นักเดินเรือทะเลโบราณ  เช่น  ชาวอินเดีย  และพวกนอร์สแมนหรือพวกไวกิงส์ใช้วิธีปล่อยนกกานำทิศ

----------------

น. ๑๑๐๔  คัมภีร์วิสุทธิมรรค


       เล่ากันมาว่า พวกพ่อค้าเดินเรือทะเล (สมัยโบราณ) เมื่อจะขึ้นเรือ (เดินทางไปในมหาสมุทร) ได้จับเอานกกาที่เรียกว่า ทิสากากะ (คือนกกาผู้รู้ทิศ) ไปด้วย คราวใดเรือถูกลมพายุซัดไปยังประเทศต่างถิ่น ฝั่งก็ไม่ปรากฏ คราวนั้น พวกพ่อค้าเหล่านั้นก็ปล่อยการู้ทิศไป กานั้นก็โดดจากไม้สลักเสากระโดงเรือขึ้นสู่อากาศ แล้วบินไปตามทิศใหญ่ ทิศน้อยทั่วทุกทิศ ถ้ามันเห็นฝั่ง มันก็บินมุ่งหน้าไปยังฝั่งนั้นเลย หากว่า มันไม่เห็นฝั่ง มันก็บินกลับมาเกาะอยู่ที่ไม้สลักเสากระโดงเรือนั้นเอง ครั้งแล้วครั้งเล่าสังขารุเปกขาญาณก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าเห็นพระนิพพานอันเป็นทางสันติโดยความสงบ ก็สลัดทิ้งความเป็นไปของสังขารทั้งปวง แล้วแล่นเข้าสู่พระนิพพานเลยทีเดียว หากว่ายังไม่เห็น (พระนิพพาน) ก็มีสังขารเป็นอารมณ์อยู่นั่นแหละ ดำเนินไปแล้วๆ เล่าๆ

       สังขารุเปกขาญาณนี้นั้นเปรียบเหมือนเมล็ดแป้งที่กลิ้งกระทบอยู่ณขอบกระด้งฝัด(หรือ) เปรียบเหมือนเมล็ดฝ้ายที่เขาหีบออกจากฝ้ายกลิ้งกระทบอยู่ ครั้นกำหนดรู้สังขารทั้งหลายโดยประการต่างๆ แล้ว ก็สลัดทิ้งความกลัวและความพึงพอใจเสียมีตนเป็นกลาง (วางเฉย) ในการพิจารณาเลือกเฟ้นสังขาร ตั้งอยูโดย อนุปัสสนา ๓ ประการ สังขารุเปกขาญาณที่ตั้งอยู่อย่างนี้ ก็มาถึงความเป็น วิโมกขมุข (ประตูแห่งวิโมกข์ คือ พระนิพพาน) ๓ ประการ เป็นปัจจัยแห่งการจำแนกพระอริยบุคคล ๗ จำพวก


ว่าด้วยวิโมกข์ ๓

       [๗๖๘) ในการถึงความเป็น วิโมกขมุข และความเป็นปัจจัยแห่งการจำแนกพระอริยบุคคล ๗ นั้น นับว่าวิปัสสนาญาณนี้มาถึงความเป็น วิโมกขมุข ๓ อย่างโดยความเป็นอธิบดี (ความยิ่งใหญ่) ของอินทรีย์ ๓ (สัทธินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑) เพราะดำเนินไปด้วยอนุปัสสนา ๓ ประการ เพราะท่านกล่าวว่า อนุปัสสนา ๓ ก็คือ วิโมกขมุข ๓ ดังพระบาลี (แปลความได้) ว่า "อันว่า วิโมกขมุข ๓ นี้แลดำเนินไปเพื่อออกไปจากโลกกล่าวคือ เพื่อเห็นอยู่เสมอเนืองๆ ซึ่งสังขารทั้งปวง โดยขอบเขตและโดยวนรอบ ๑ เพื่อให้จิตแล่นเข้าสู่ธาตุหานิมิตมิได้ (พระนิพพาน) ๑ เพื่อ

--------------

ปริจเฉทที่ ๒๑  ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๑๐๕


เร่งเร้าใจให้จดจ่ออยู่เสมอในสังขารทั้งปวง  เพื่อให้จิตแล่นเข้าสู่ธาตุหาที่ตั้งกิเลสมิได้ ๑ เพื่อเห็นอยู่เสมอเนื่องๆ ซึ่งธรรมทั้งปวงโดยความเป็นปรปักษ์ ๑ และเพื่อให้จิตแล่นเข้าสู่ธาตุอันว่างเปล่า ๑ วิโมกขมุข ๓ นี้ ดำเนินไปเพื่อออกไปจากโลก" ดังนี้"(1)

       คำว่า "โดยขอบเขตและโดยวนรอบ" ใน (คำแปล) พระบาลีนั้น หมายความว่าโดยกำหนดขอบเขตอยู่ด้วยความเกิดและความดับ และโดยวนรอบ (ด้วยความเกิดและความดับ) เพราะว่า อนิจจานุปัสสนากำหนดขอบเขตว่า "ก่อนแต่เกิดขึ้น สังขารทั้งหลายหามีไม่" แล้วติดตามดูภูมิที่ไปของสังขารทั้งหลายเหล่านั้นอยู่เสมอ ก็เห็นอยู่เสมอเนือง ๆ โดยวนรอบ (เป็นวงกลม) ว่า "หลังจากดับ สังขารทั้งหลายเหล่านั้นหาดำเนินไปที่อื่นไม่ (แต่) อันตรธานไป ณ ที่นั้นนั่นเอง" คำว่า  "เพื่อเร่งเร้าใจให้จดจ่ออยู่เสมอ" หมายความว่า เพื่อให้จิตเกิดสังเวช เพราะว่า ด้วยทุกขานุปัสสนา(การเห็นเนืองๆ โดยความเป็นทุกข์) จิตก็สังเวชในสังขารทั้งหลาย คำว่า "เพื่อเห็นอยู่เสมอเนืองๆ ... .. โดยความเป็นปรปักษ์" หมายความว่า เพื่อเห็นอยู่เสมอเนืองๆโดยไม่มีอัตตาอย่างนี้ว่า "ไม่มีเรา ไม่มีของเรา" บททั้ง ๓ นี้ พึงทราบว่ ท่านกล่าวด้วยอนุปัสสนา ๓  มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้นแลในการวิสัชนาปัญหาในลำดับต่อจากนั้นไป ท่านจึงกล่าวไว้ว่า "เมื่อมนสิการอยู่โดยความเป็นของไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายปรากฎโดยความสิ้นไป เมื่อมนสิการอยู่โดยความเป็นทุกข์ สังขารทั้งหลายปรากฏโดยความน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความไม่มีอัตตา สังขารทั้งหลายปรากฎโดยความว่างเปล่า" ดังนี้ "(2)

       [๗๖๙] (ถามว่า) แต่ทว่า วิโมกข์ทั้งหลายซึ่งมีอนุปัสสนาเหล่านี้เป็นมุขนั้นคือ อะไรบ้าง ?

       (ตอบว่า) ได้แก่ วิโมกข์ ๆ เหล่านี้ คือ อนิมิตตวิโมกข์ ๑ อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ สุญญตวิโมกข์ ๑ ความจริง ท่านก็กล่าวคำนี้ไว้แล้วว่า "โยคาวจรผู้มนสิการอยู่โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยอธิโมกข์ (ความเชื่อ) ก็ได้เฉพาะซึ่งอนิมิตตวิโมกข์ โยคาวจรผู้มนสิการอยู่โดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยปัสสัทธิ (ความสงบ) ก็ได้เฉพาะซึ่งอัปปณิหิตวิโมกข์ โยคาวจรผู้มนสิการอยู่โดยความไม่มีอัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ ก็ได้เฉพาะซึ่งสุญญตวิโมกข์" ดังนี้"(3)

-------------------

(1) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๑๙/๓๖๕

(2) ดูเทียบ ขุ ป. (ไทย) ๓๑/๒๑๘/๓๖๖

(3) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒๓/๓๗๗

-------------------

น. ๑๑๐๖ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


       อนึ่ง ในวิโมกข์ ๓ นี้ พึงทราบว่า อริยมรรคที่ทำพระนิพพานเป็นอารมณ์ แล้วดำเนินไป โดยอาการหานิมิตมิได้ คือ อนิมิตตวิโมกข์ เพราะว่า อริยมรรคนั้น ชื่อว่าอนิมิตตะ เพราะเกิดขึ้นจากธาตุที่หานิมิตมิได้ และชื่อว่า วิโมกข์ เพราะพ้นแล้วจากกิเลสทั้งหลาย (และ) พึงทราบโดยนัยนี้เช่นกันว่า อริยมรรคที่ทำพระนิพพานเป็นอารมณ์ แล้วดำเนินไปโดยอาการหากิเลสเป็นที่ตั้งมิได้ คือ อัปปณิหิตวิโมกข์ อริยมรรคที่ทำพระนิพพานเป็นอารณ์ แล้วดำเนินไปโดยอาการว่างเปล่า คือ สุญญตวิโมกข์

       [๗๗๐| แต่วิโมกข์ที่กล่าวไว้ในพระอภิธรรม มีเพียง ๒ อย่างเท่านั้น ซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า "ในสมัยใด พระภิกษุทำโลกุตตรฌานเป็นเครื่องออกไป (จากโลก)ถึงความไม่สะสมไว้ ให้เกิดขึ้น เพื่อละเสี่ยซึ่งความเห็นผิดทั้งหลาย เพื่อบรรลุปฐมภูมิ(โสดาปัตติผล) ว่างเว้นแล้วโดยแท้จากกามทั้งหลาย ... เข้าถึงฌานที่ ๑ อันเป็นอัปปณิหิตะอยู่ ...เข้าถึงฌานที่ ๑ อันเป็นสุญญตะอยู่"(1)

       ที่กล่าววิโมกข์ในพระอภิธรรมมีเพียง ๒ นั้น ท่านกล่าวหมายถึงการมา (ของมรรค) โดยทางวิปัสสนาโดยตรง เพราะถึงแม้ว่า ท่านได้กล่าวถึงวิปัสสนาญาณไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคแล้วว่า "เป็นสุญญตวิโมกข์ ด้วยการปลดเปลื้องเสียซึ่งความยึดมั่น" โดยอธิบายอย่างนี้ว่า 

       - "อนิจจานุปัสสนาญาณ" ชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ เพราะปลดเปลื้องเสียซึ่งความยึดมั่น ว่าเป็นของเที่ยง 

       - "ทุกขานุปัสสนาญาณ" ชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ เพราะปลดเปลื้องเสียซึ่งความยึดมั่นว่าเป็นสุข 

       - "อนัตตานุปัสสนาญาณ" ชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ เพราะปลดเปลื้องเสียซึ่งความยึดมั่นว่ามีอัตตา"*(2) ดังนี้ อย่าง ๑ 

       ว่า "เป็นอนิมิตตวิโมกข์ ด้วยการปลดเปลื้องเสียซึ่งนิมิต โดยอธิบายอย่างนี้ว่า 

       - "อนิจจานุปัสสนาญาณ" ชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ เพราะปลดเปลื้องเสียซึ่งนิมิตว่าเป็นของเที่ยง 

       - "ทุกขานุปัสสนาญาณ" ชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ เพราะปลดเปลื้องเสียซึ่งนิมิตว่าเป็นสุข 

       - "อนัตตานุปัสสนาญาณ" ชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ เพราะปลดเปลื้องเสียซึ่งนิมิตว่ามีอัตตา"ดังนี้"(3) อย่าง ๑ 

       และว่า "เป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ ด้วยการปลดเปลื้องเสียซึ่งตัณหาเป็นที่-

---------------

(1) ดูเทียบ อภิ. สง. (แปล) ๓๔/ ๓๔๓-๓๕๐ /๑๐๓-๑๐๕ แต่ใน อภิ. สง. กล่าวถึงสุญญตะก่อน แล้วจึงกล่าวอัปปณิหิตะ 

(2) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒๙ /๓๘๗

(3) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒๙/๓๘๘

---------------

ปริจเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๑๐๗


ตั้งมั่น (ปณิธิ โดยอธิบายอย่างนี้ว่า 

       - "อนิจจานุปัสสนาญาณ" ชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ เพราะปลดเปลื้องเสียซึ่งปณิธิว่าเที่ยง 

       - "ทุกขานุปัสสนาญาณ" ชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ เพราะปลดเปลื้องเสียซึ่งปณิธิว่าเป็นสุข 

       - อนัตตานุปัสสนาญาณ" ชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ เพราะปลดเปลื้องเสียซึ่งปนิธิว่ามีอัตตา" ดังนี้"(1) อย่าง ๑ 

       แม้อย่างนั้นก็ตามวิปัสสนาญาณนั้น ก็หาเป็นอนิมิตตะโดยตรงไม่ เพราะยังละนิมิตคือสังขารมิได้ แต่ทว่าเป็นทั้งสูญญตะและอัปปณิหิตะโดยตรง และด้วยการมา (ของมรรค) โดยวิปัสสนาญาณนั้น  ท่านจึงยกวิโมกข์ขึ้นไว้ในขณะแห่งอริยมรรค เพราะฉะนั้น พึงทราบเถิดว่า ท่านกล่าวถึงวิโมกข์ไว้ (ในพระอภิธรรม) เพียง ๒ เท่านั้น คือ อัปปณิหิตวิโมกข์และสุญญตวิโมกข์

       กล่าวด้วยวิโมกข์ ในอธิการแห่งวิปัสสนานี้ เพียงนี้ก่อน


พระอริยบุคคล ๗ จำพวก

       [๗๗๑] คำใดที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้อีกว่า "(สังขารุเปกขาญาณ) ... เป็นปัจจัยแก่การจำแนกพระอริยบุคคล ๗ จำพวก" พระอริยบุคคล ๗ จำพวก ในคำกล่าว (ข้างต้น) นั้น ก่อนอื่น ได้แก่ พระอริยบุคคล ๗ จำพวกเหล่านี้ คือ

       ๑. สัทธานุสารี ผู้ดำเนินไปด้วยศรัทธา

       ๒. สัทธาวิมุต ผู้พันพิเศษด้วยศรัทธา

       ๓. กายสักขี ผู้มีนามกายเป็นสักขีพยาน

       ๔. อุภโตภาควิมุต ผู้พ้นพิเศษโดยส่วนทั้งสอง

       ๕. ธัมมานุสารี ผู้ดำเนินไปด้วยธรรม คือ ปัญญา

       ๖. ทิฏฐิปัตตะ ผู้บรรลุด้วยการเห็น (อริยมรรค)

       ๗. ปัญญาวิมุต ผู้พันพิเศษด้วยปัญญา

สังขารุเปกขาญาณนี้ เป็นปัจจัยแก่การจำแนกพระอริยบุคคล ๗ จำพวกเหล่านั้นด้วย

---------------

(1) ดูเทียบ ขุ ป. (ไทย) ๓๑/๒๒๙/๓๘๙

---------------

น. ๑๑๐๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


       [๗๗๒] (๑) และ (๒) เพราะว่า ท่านผู้ใด มนสิการโดยความไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยอธิโมกข์ (ความเชื่อ) ได้เฉพาะซึ่งสัทธินทรีย์ ท่านผู้นั้นเป็น สัทธานุสารี ในขณะ (บรรลุ) โสดาปัตติมรรค เป็นสัทธาวิมุตใน ๗ ฐานะ (อริยมรรค อริยผล) นอกนี้

       [๗๗๓] (๓) ส่วนท่านผู้ใด มนสิการอยู่โดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มีปัสสัทธิ (ความสงบ) มาก ได้เฉพาะซึ่งสมาธินทรีย์ ท่านผู้นั้น ชื่อว่าเป็น กายสักขี ในทุกฐานะ(คือ ในอริยมรรค อริยผลทั้ง ๘) 

       (๔) แต่ท่านผู้ได้อรูปฌานแล้ว บรรลุ (อริย)  ผลสุดยอดแล้วเป็นผู้มีนามว่าอุภโตภาควิมุต

       [๗๗๔] (๕) ส่วนท่านผู้ใด มนสิการอยู่โดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มีความรู้มาก ได้เฉพาะซึ่งปัญญินทรีย์ ท่านผู้นั้น เป็น ธัมมานุสารี ในขณะโสดาปัตติมรรคแต่ (๖) และ (๗) เป็น ทิฏฐิปัตตะ ใน ๖ ฐานะ และเป็นปัญญาวิมุต ในผลสุดยอด (อรหัตผล)

       [๗๗๕] เป็นความจริง ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า:- "สำหรับท่านผู้มนสิการอยู่โดยความไม่เที่ยงสัทธินทรีย์มีประมาณมากท่านผู้มนสิการได้บรรสุโสดาปัตติมรรค เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณมาก เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า สัทธานุสารี"*(1) อนึ่ง ท่านยังกล่าวไว้ด้วยว่า "สำหรับผู้มนสิการอยู่โดยความไม่เที่ยง สัทธินทรีย์ย่อมมีประมาณมากเพราะเหตุที่สัทธินทรีย์มีประมาณมาก จึงเป็นอันทำให้เห็นแจ้งแล้วซึ่งโสดาปัตติผลเพราะฉะนั้น จึงเรียกท่านว่า สัทธาวิมุต"*(2) ดังนี้เป็นต้น

       [๗๗๖] ทั้งยังได้กล่าวไว้อีกว่า "เรียกว่า สัทธาวิมุต เพราะผู้เชื่ออยู่เป็นผู้พ้นพิเศษแล้ว เรียกว่า กายสักขี เพราะทำให้เห็นแจ้งแล้วในลำดับแห่งอรูปฌานที่ตนสัมผัสแล้ว เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ เพราะบรรลุแล้วในลำดับแห่งการเห็น (อนึ่ง) เรียกว่าสัทธาวิมุต เพราะเชื่ออยู่จึงพ้นพิเศษ เรียกว่า กายสักขี เพราะถูกต้องซึ่งการสัมผัสด้วยฌานก่อน จึงทำให้เห็นแจ้งซึ่งนิโรธ คือพระนิพพานในภายหลัง เรียกว่า ทิฏฐิปัตต เพราะรู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว เห็นแจ้งแล้ว สัมผัสแล้ว ด้วยปัญญา คือญาณกำหนดรู้ว่า "สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ นิโรธ (คือความดับ) เป็นสุข" ดังนี้"(3)

-----------------

(1) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒๑/๓๗๑-๓๗๒ 

(1) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒๑/๓๗๒

(2) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒๑/๓๗๐

----------------

ปริจเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๑๐๙


       [๗๗๗]  ส่วนในอีก ๔ บทนั้น พึงทราบความหมายของคำอย่างนี้ คือ ท่านผู้ใดดำเนินตามศรัทธา หรือว่าดำเนินไป คือไปด้วยศรัทธา เพราะเหตุนี้ ท่านผู้นั้นชื่อว่าสัทธานุสารี อนึ่ง ท่านผู้ใดดำเนินตามธรรมกล่าวคือปัญญา หรือดำเนินตามไปด้วยธรรม (คือปัญญา) เพราะเหตุนี้ ท่านผู้นั้นชื่อว่า ธัมมานุสารี เช่นกัน ท่านผู้ใดพ้นพิเศษแล้วโดยส่วนทั้งสอง คือ ด้วยอรูปฌานและด้วยอริยมรรค เพราะเหตุนี้ ท่านผู้นั้นชื่อว่า อุภโตภาควิมุต ท่านผู้ใดกำหนดรู้อยู่ เป็นผู้พ้นพิเศษแล้ว เพราะเหตุนี้ ท่านผู้นั้นชื่อว่า ปัญญาวิมุต ด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้


สังขารุเปกขาญาณ มี ๓ ชื่อ

       [๗๗๘) แต่ว่า สังขารุเปกขาญาณนี้นั้น โดยความหมาย ก็เป็นญาณเดียวกันกับ ๒ ญาณข้างต้น (คือ มุญจิตุกัมยตาญาณ และปฏิสังขานุปัสสนาญาณ) เพราะเหตุนั้น ท่านพระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า "สังขารุเปกขาญาณนี้ ญาณเดียวนั่นแลได้ชื่อ ๓ ชื่อ คือ เกิดขึ้นในตอนต้น มีชื่อว่า มุญจิตุกัมยตาญาณ เกิดขึ้นในตอนกลาง มีชื่อว่า ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และในตอนท้ายที่บรรลุถึงยอด มีชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ"

       [๗๗๙] ถึงแม้ในพระบาลี (ปฏิสัมภิทามรรค)*(1) ท่านก็กล่าวไว้ (ดังคำแปลต่อไปนี้ ว่า "(ถาม) ปัญญา ในความปรารถนาเพื่อพ้นไป ในการพิจารณาทบทวนและในการตั้งเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณ คืออย่างไร ? (ตอบ) คือ ปัญญาในความปรารถนาเพื่อพ้นไป ในการพิจารณาทบทวนซึ่งความเกิดขึ้น (ของสังขาร)  และในการตั้งเฉยอยู่ ชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ  ปัญญาในความปรารถนาเพื่อพ้นไป ในการพิจารณาทบทวนและในการตั้งเฉยอยู่ ซึ่งความเป็นไป ...ซึ่งนิมิต... ฯลฯ ...ซึ่งอุปายาส ชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ  ปัญญาในความปรารถนาเพื่อพ้นไป ในการพิจารณาทบทวนและในการตั้งเฉยอยู่ว่า 'ความเกิดขึ้น เป็นทุกข์ ฯลฯ ว่า ...เป็นสิ่งน่ากลัว'ว่า ... มีอามิส' ฯลฯ ว่า 'ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร' ฯลฯ ว่า 'อุปายาส เป็นสังขาร' ชื่อว่า'สังขารุเปกขาญาณ" ดังนี้

-------------------------

(1) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๕๔/๘๗

-------------------------

น. ๑๑๑๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


       [๗๘๐] ความปรารถนาเพื่อพ้นไป ๑ การพิจารณาทบทวนนั้น ๑ และการตั้งเฉยอยู่ ๑ ชื่อว่า มุญจิตุกัมยตาปฏิสังขาสันติฏฐนา ในพระบาลี (ดังคำแปลข้างต้น)นั้น เมื่อโยคีเบื่อหน่ายด้วยนิพพิทาญาณในตอนต้น ด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็มีความปรารถนาที่จะสลัดทิ้งซึ่งความเกิดขึ้น (ของสังขารทั้งหลาย) เป็นตัน ชื่อว่า มุญจิตุกามตา การพิจารณาทบทวนในตอนกลาง เพื่อทำอุบายแห่งการพ้นไป (จากสังขารทั้งหลาย) ชื่อว่า ปฏิสังขา การพ้นไป แล้ววางเฉยอยู่ ในตอนสุดท้าย ชื่อว่า สันติฏฐนา ซึ่งท่านระบุถึงแล้วกล่าวไว้ว่า "ความเกิดขึ้น เป็นสังขาร พระภิกษุวางเฉยซึ่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า สังขารุเปกขา"*(1) ดังนี้เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ญาณนี้จึงเป็นญาณเดียวเท่านั้น

       [๗๘๑]  อีกประการหนึ่ง พึงทราบแม้โดยพระบาลีนี้ไว้ด้วยว่า ญาณนี้ เป็นญาณเดียวเท่านั้น ที่จริงท่านก็กล่าวไว้แล้วดังนี้ว่า "ความปรารถนาเพื่อพันไป ๑ การเห็นเนื่องๆ ด้วยการพิจารณาทบทวน ๑ และการวางเฉยในสังขาร ๑ ธรรม (คือญาณ) ทั้งหลายเหล่านี้มีความหมายอย่างเดียวกัน พยัญชนะเท่านั้นที่ต่างกัน"(2)


วุฏฐานคามินีวิปัสสนา

       [๗๘๒] แต่เมื่อกุลบุตรนี้บรรลุสังขารุเปกขาญาณด้วยประการฉะนี้แล้ว วิปัสสนาก็ถึงยอด เป็น วุฏฐานคามินี คำว่า "สิขาปปัตตาวิปัสสนา (วิปัสสนาถึงยอด)" ก็ดี "วุฏฐานคามินี" ก็ดี นี้เป็นชื่อของญาณ ๓ ญาณ มีสังขารุเปกขาญาณ เป็นต้นนั่นเอง"(3) เพราะว่า สังขารุเปกขา นั้น ชื่อว่าถึงยอด (สิขาปปัตตา) เพราะลุถึงยอดคือถึงความสูงสุด (และ) ชื่อว่า วุฏฐานคามินี เพราะไปสู่วุฏฐานะ ท่านเรียก (อริย)มรรคว่า วุฏฐานะ เพราะออกไปจากวัตถุ (สังขาร) ที่กำหนดโดยความเป็นนิมิตภายนอก และเพราะออกจากความเป็นไป (ของสังขาร) ที่กำหนดโดยความเป็นนิมิตภายนอก และเพราะออกจากความเป็นไป (ของสังขาร) ภายใน ชื่อว่า วุฏฐานคามินี เพราะไปสู่วุฎฐานะนั้น อธิบายว่า เพราะสืบต่ออยู่กับมรรค

--------------------

(1) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๕๔/๘๗

(2) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒๗/๓๘๔

(3) ญาณ ๓ คือ สังขารุเปกขาญาณ ๑ อนุโลมญาณ ๑ โคตรภูญาณ ๑

--------------------

ปริจเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ  น. ๑๑๑๑


มาติกาแห่งอภินิเวสและวุฏฐานะ

       [๗๘๓] เพื่อต้องการเข้าใจแจ่มแจ้งซึ่งอภินิเวส (การกำหนด)  และวุฏฐานะ (การออกไป ในคำที่กล่าวไว้โดยสังเขป (ข้างต้น) นั้น มีมาติกา ดัง (คำแปล) ต่อไปนี้:


โยคี ที่ ๑

       ๑. โยคีกำหนดภายในแล้วออกจากภายใน ๑ กำหนดภายในแล้วออกจากภายนอก ๑ กำหนดจากภายนอกแล้วออกจากภายนอก ๑ กำหนดจากภายนอกแล้วออกจากภายใน ๑


โยคี ที่ ๒

       ๒. โยคีกำหนดในรูป แล้วออกจากรูป ๑ กำหนดในรูป แล้วออกจากอรูป ๑ กำหนดในอรูปแล้วออกจากอรูป ๑ กำหนดในอรูปแล้วออกจากรูป ๑ ออกจากขันธ์ทั้ง ๕ พร้อมกัน ๑


โยคี ที่ ๓

       ๓. โยคีกำหนดโดยความไม่เที่ยง ออกจากความไม่เที่ยง ๑ กำหนดโดยความไม่เที่ยง ออกจากความเป็นทุกข์ จากความไม่มีอัตตา ๑  กำหนดโดยความเป็นทุกข์ออกจากความเป็นทุกข์ จากความไม่เที่ยง จากความไม่มีอัตตา ๑ กำหนดโดยความไม่มีอัตตา ออกจากความไม่มีอัตตา จากความไม่เที่ยง จากความเป็นทุกข์ ๑


อธิบายความ

       [๗๘๔ (ถามว่า) กำหนดอย่างไร ? ออกอย่างไร ?

       (ตอบว่า) ๑. โยคีบางท่าน (ท่านที่ ๑) ในพระศาสนานี้ กำหนดอยู่ในสังขารภายในทั้งหลาย แต่เริ่มแรกมาเลย ครั้นกำหนดแล้ว ก็เห็นสังขารภายในเหล่านั้นแต่เพราะเหตุที่ วุฎฐานะ (การออกไป) คือมรรค หามีโดยเพียงแต่การเห็นสังขารภายในล้วน ๆ เท่านั้นไม่ ต้องเห็นแม้สังขารภายนอกด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น

--------------

น. ๑๑๑๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


       เขาจึงเห็นขันธ์ทั้งหลายของผู้อื่นบ้าง เห็นสังขารทั้งหลายที่เป็นอนุปาทินนกะบ้าง ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอัตตา  โยคีท่านนั้นกำหนดรู้ภายในตามกาลเวลากำหนดรู้ภายนอกตามกาลเวลา ในเวลากำหนดรู้ภายในวิปัสสนาของโยคีท่านนั้นกำหนดรู้อยู่อย่างนี้ ก็สืบต่ออยู่กับมรรค โยคีท่านนี้ชื่อว่า กำหนดภายในแล้วออกไปจากภายใน

       แต่ถ้าวิปัสสนาของโยคีท่านนั้นสืบต่ออยู่กับมรรคในเวลากำหนดรู้ภายนอกโยคีท่านนี้ชื่อว่า กำหนดภายในแล้วออกไปจากภายนอก

       แม้ในการกำหนดรู้จากภายนอกแล้วออกไปจากภายนอก และในการกำหนดรู้จากภายนอกแล้วออกจากภายใน ก็มีนัยดังนี้

       [๗๘๕] ๒. โยคีอีกท่านหนึ่ง (ท่านที่ ๒) กำหนดอยู่ในรูป แต่แรกเริ่มมาเลยครั้นกำหนดแล้วก็เห็นภูตรูปและอุปาทายรูปรวมกองเดียวกัน แด่เพราะเหตุที่วุฏฐานะ(การออกไป) หามีโดยเพียงแต่การเห็นรูปล้วน ๆ  เท่านั้นไม่ แม้อรูปก็ต้องเห็นด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น โยคีจึงทำรูปให้เป็นอารมณ์ แล้วเห็นอรูป คือ เวทนา สัญญาสังขารและวิญญาณ ที่เกิดขึ้นว่า "นี้ เป็นอรูป" โยคีท่านนั้น กำหนดรู้รูปตามกาลเวลากำหนดรู้อรูปตามกาลเวลา เมื่อโยคีนั้น กำหนดรู้อย่างนี้ วิปัสสนาในเวลากำหนดรู้รูปก็สืบต่อกับมรรค โยคีผู้นี้ชื่อว่า กำหนดอยู่ ในรูปแล้วออกไปจากรูปแต่ถ้าวิปัสสนาของโยคีนั้น สืบต่ออยู่กับมรรคในเวลากำหนดรู้อรูป โยคีผู้นี้ชื่อว่า กำหนดอยู่ในอรูปแล้วออกไปจากอรูป แม้ในการกำหนดอยู่ในอรูปแล้วออกไปจากอรูปก็ดี และในการกำหนดอยู่ในอรูปแล้วออกไปจากรูปก็ดี ก็มีนัยดังนี้

       [๗๘๖] แต่ในการกำหนดอย่างนี้ว่า "ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมมํ - สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด มีความดับไปเป็นธรรมดา"(1) ดังนี้ แล้วออกไปโดยอาการอย่างนั้นเช่นกัน โยคี (ท่านนี้) ชื่อว่า ออกไปจากขันธ์ทั้ง ๕ พร้อมกัน

------------------

(1) ดูเทียบ วิ. ม. (ไทย) ๔/๑๖/๒๔

------------------

ปริจเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ   น. ๑๑๑๓


       [๗๘๗) ๓. โยคีท่านหนึ่ง (ท่านที่ ๓) กำหนดรู้สังขารทั้งหลายโดยความไม่เที่ยงมาแต่แรกเริ่มเลย แต่เพราะเหตุที่วุฏฐานะ หามีโดยเพียงแต่กำหนดรู้โดยความไม่เที่ยงเท่านั้นไม่ ต้องกำหนดรู้โดยความเป็นทุกข์บ้าง โดยความเป็นอนัตตาบ้าง ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นโยคีจึงกำหนดรู้โดยความเป็นทุกข์บ้างโดยความเป็นอนัตตาบ้างเมื่อโยคีนั้นปฏิบัติแล้วอย่างนี้ วฏ ฐานะก็มีขึ้นในเวลากำหนดรู้โดยความไม่เที่ยง โยคีท่านนี้ ชื่อว่ากำหนดโดยความไม่เที่ยงแล้วออกไปจากความไม่เที่ยง แต่ถ้าวุฏฐานะมีแก่โยคีนั้น ในเวลากำหนดรู้โดยความเป็นทุกข์โดยความเป็นอนัตตา โยคีท่านนี้ ชื่อว่ากำหนดโดยความไม่เที่ยงแล้วออกไปจากทุกข์ จากอนัตตา แม้ในการกำหนดโดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา แล้วออกไปจากลักษณะที่เหลือนอกนี้ ก็มีนัยดังนี้


กล่าวถึงพระอริยบุคคล ๗ จำพวก อีกครั้ง

       [๗๘๘]  อนึ่ง ในการกำหนดและการออกไปนี้  โยคีผู้ใดกำหนดโดยความไม่ที่ยงก็ดี โยคีผู้ใดกำหนดโดยความเป็นทุกข์ก็ดี โยคีผู้ใดกำหนดโดยความเป็นอนัตตาก็ดี และในเวลาออกไป ในบรรดาโยคีทั้ง ๓ นั้น ...

       โยคีใด มีการออกไปจากความไม่เที่ยง, โยคีนั้น ท่านเป็นผู้มีอธิโมกข์ (ความเชื่อ) มาก จึงได้เฉพาะซึ่งสัทธินทรีย์ พ้นพิเศษไปด้วยอนิมิตตวิโมกข์เป็น สัทธานุสารี ในขณะ (บรรลุ) ปฐมมรรค (โสดาปัตติมรรค) และเป็น สัทธาวิมุต ใน ๗ ฐานะ (โสดาปัตติผล-อรหัตตผล) สลัดหลุดพ้นออกไปจากทุกข์ 

       โยคีใด เป็นผู้มีปัสสัทธิ (ความสงบ) มาก จึงได้เฉพาะซึ่งสมาธินทรีย์ พ้นพิเศษไปด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ จัดเป็น "กายสักขีบุคคล" ในทุกฐานะ (มรรค ๔, ผล ๔) 

       โยคีใด มีอรูปฌานเป็นบาท ท่านผู้นั้นเป็น "อุภโตภาควิมุต" ในผลสุดยอด (อรหัตตผล) ขณะนั้น 

       (ถ้า) โยคีใด มีการออกไป โดยการเห็นอนัตตาอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้มีปัญญามาก ได้เฉพาะซึ่งปัญญินทรีย์ พ้นพิเศษไปด้วยสุญญตวิโมกข์ จัดเป็น "ธัมมานุสารีบุคคล" ในขณะปฐมมรรค เป็น ทิฏฐิปัตตะ ใน ๖ ฐานะ (โสดาปัตติผล ถึง อรหัตตมรรค),  และนับว่าเป็น "ปัญญาวิมุตบุคคล" ในผลสุดยอด (อรหัตตผล) ด้วยประการฉะนี้

---------------------

น. ๑๑๑๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


อุปมา ๑๒ ข้อ

       [๗๘๙] บัดนี้ เพื่อความแจ่มแจ้งของ วุฏฐานคามินีวิปัสสนา นี้ พร้อมทั้งญาณก่อน ๆ (มีภยตุปัฏฐานญาณเป็นต้น) และญาณหลังๆ (มีโคตรภูญาณเป็นต้น)ควรทราบอุปมา ๑๒ ข้อไว้ อุปมา ๑- ข้อเหล่านั้นมีหัวข้อเรื่อง ดังนี้-

                     วคฺคุลี กณฺหสปฺโป จ      ฆรํ โค ยกฺขิ ทารโก

                     ขุทฺทํ ปีปาสํ สีตุณฺหํ      อนฺธการํ วิเสน จ.

       แปลความว่า

              ค้างคาว งูเห่า เรือน วัว นางยักษ์ ทารก ความหิว ระหาย

              ความหนาว ร้อน ความมืด และยาพิษ.

       และควรนำอุปมาเหล่านี้มาตั้งไว้ในญาณใดญาณหนึ่ง ตั้งต้นแต่ภยตุปัฏฐานญาณขึ้นมา แต่เมื่อนำเอาอุปมาทั้งหลายนั้นมาในฐานะ (แห่งวุฏฐานคามินีวิปัสสนา) นี้ญาณทั้งปวง (รวมทั้งกิจทั้งปวงของญาณ) ตั้งแต่ภยตุปัฏฐานญาณจนถึงผลญาณ ก็จะปรากฏชัด เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ควรนำ (อุปมาทั้งหลายนั้น) มากล่าว ณ ที่นี้ด้วยเหมือนกัน


๑. อุปมาด้วยค้างคาว

       [๗๙๐] เล่ากันว่า นกค้างคาวตัวหนึ่ง คิดว่า จักได้ดอกไม้หรือผลไม้บนต้นไม้นี้ จึงแอบซ่อนตัวอยู่บนต้นมะซางซึ่งมีกิ่ง ๕ กิ่ง แล้วเกาะกิ่งหนึ่งอยู่ไม่พบดอกไม้ หรือผลไม้ ไร ๆ ที่ควรถือเอาได้บนกิ่งนั้น และไปเกาะกิ่งที่ ๒ กิ่งที่ ๓ กิ่งที่ ๔ แม้กิ่งที่ ๕ ก็ไม่พบ (ดอกหรือผลไรๆ) เหมือนอย่างกิ่ง (ที่) ๑ นกค้างคาวตัวนั้นจึงคิดว่า ต้นไม้ต้นนี้ไม่มีผลแน่ ๆ อะไรๆ ที่ควรถือเอาได้ก็ไม่มีบนต้นไม้นี้ จึงทอดอาลัยในต้นไม้นั้น แล้วไต่ขึ้นไปบนกิ่งตรง ชูหัวออกไปทางระหว่างค่าคบ แหงนดูขึ้นไปข้างบน แล้วโผขึ้นไปในอากาศ ไปแอบอยู่บนต้นไม้มีผลต้นอื่น

----------------

ปริจเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ   น. ๑๑๑๕


       ในอุปมานั้น พึงเห็นโยคาวจร(1) เป็นเหมือนค้างคาว อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นเหมือนต้นมะซางซึ่งมีกิ่ง ๕ กิ่ง การที่โยคี"(1) กำหนดอยู่ในขันธ์ ๕ ก็เหมือนการที่ค้างคาวแอบอยู่บนต้นมะซางนั้น การที่โยคีกำหนดรู้รูปขันธ์แล้วไม่เห็นอะไรๆ ที่ควรถือเอาได้ในรูปขันธ์นั้น จึงกำหนดรู้ขันธ์อื่นที่เหลือ ก็เหมือนการที่ค้างคาวเกาะกิ่งไม้กิ่งหนึ่งๆ ไม่พบอะไร ๆ ที่ควรถือเอาได้ จึงไปเกาะกิ่งไม้อื่นที่เหลือนอกนั้น ญาณ ๓ มีมุญจิตุกัมยตาญาณเป็นต้น ของโยคีผู้เบื่อหน่ายแล้ว ด้วยการเห็นลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้นในขันธ์แม้ทั้ง ๕ ก็เหมือนการที่ค้างคาวนั้นคิดว่าต้นไม้ต้นนี้ไม่มีผลแน่ ๆ แล้วทอดอาลัยในต้นไม้ อนุโลมญาณของโยคี ก็เหมือนการที่ค้างคาวนั้นได้ขึ้นไปเบื้องบนของกิ่งไม้กิ่งตรง โคตรภูญาณ ก็เหมือนการชูหัวออกไปแหงนขึ้นดูข้างบน (ของค้างคาว) มรรคญาณ เปรียบเหมือนการโผขึ้นไปในอากาศ (ของค้างคาว)ผลญาณ เปรียบเหมือนการแอบอยู่บนต้นไม้มีผลต้นอื่น


๒. อุปมาด้วยงูเห่า

       [๗๙๑] อุปมาด้วยงูเห่า ได้กล่าวมาแล้วใน (ตอนว่าด้วย) ปฏิสังขาญาณแต่ในการเปรียบเทียบด้วยอุปมาในที่นี้ มีความแปลกออกไปดังนี้ คือ โคตรภูญาณเปรียบเหมือนการปล่อยงูไป มรรคญาณเปรียบเหมือนการยืนอยู่ของบุรุษผู้ปล่อยงูแล้วมองดูทางที่ตนมาอยู่ ผลญาณเปรียบเหมือนการไปยืนอยู่ในที่ปลอดภัย


๓. อุปมาด้วยเรือน

       [๗๙๒]  เรื่องมีว่าเมื่อเจ้าของเรือนบริโภคอาหารในตอนเย็นแล้ว ก็ขึ้นนอนหลับไป เรือนถูกไฟไหม้ เขาตื่นขึ้นเห็นไฟ ก็กลัว คิดว่า "พึงเป็นการดีแน่ ถ้าเราไม่ถูกไฟไหม้รีบออกไปเสียก่อน" มองหา ครั้นเห็นทางก็ออกไป รีบไปยืนอยู่ ณ ที่ปลอดภัยในอุปมานั้น การที่พาลปุถุชนยึดถือขันธ์ ๕ ว่า เป็นเรา เป็นของเรา เปรียบเหมือนการที่เจ้าของเรือน บริโภคอาหาร (ในตอนเย็น) แล้วขึ้นที่นอน นอนหลับไปการ (ที่โยคี) ปฏิบัติป็นสัมมาปฏิบัติแล้วเห็นพระไตรลักษณ์ (เกิด) ภยตุปัฏฐานญาณ 

----------------

(1) ในพระบาลีวิสุทธิมรรค ท่านใช้ทั้ง โยคาวจร และ โยคี บางแห่งใช้คำว่า ชน เช่นข้างต้น

----------------

น. ๑๑๑๖ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


เปรียบเหมือนกาล (แห่งเจ้าของเรือน) ตื่นขึ้นเห็นไฟแล้วกลัว มุญจิตุกัมยตาญาณเปรียบเหมือนการมองหาทางออก อนุโลมญาณเปรียบเหมือนการเห็นทางโคตรภูญาณเปรียบเหมือนการออกไป มรรคญาณเปรียบเหมือนการรีบไป ผลญาณเปรียบเหมือนการยืนอยู่ ณ ที่ปลอดภัย


๔. อุปมาด้วยวัว

       [๗๙๓] เล่ากันว่า ขณะที่ชาวนาผู้หนึ่งนอนหลับอยู่ในเวลากลางคืน วัวทั้งหลายก็แหกคอกหนีไป ครั้นเวลาเช้ามืด ชาวนาผู้นั้นไปตรวจดูในคอกนั้น รู้ว่าวัวเหล่านั้นหนีไปแล้ว จึงตามรอยไป ก็พบวัวทั้งหลายของพระราชา มั่นหมายว่าวัวเหล่านั้นเป็นของเรา จึงต้อนกลับมา ครั้นเวลารุ่งแจ้งก็จำได้ว่า วัวเหล่านี้มิใช่ของเราเป็นวัวของพระราชา จึงกล่าวว่า ตราบใดที่พวกราชบุรุษจะยังไม่จับเราไว้ ว่าผู้นี้เป็นโจร แล้วทำให้ถึงความพินาศ ตราบนั้นเราจักหนีไปเสียก่อน จึงทิ้งฝูงวัวไว้แล้วรีบหนีไปอยู่ในที่ปลอดภัย

       ในอุปมานั้น การที่พาลปุถุชนยึดถือขันธ์ทั้งหลาย  ว่าเป็นเรา  เป็นของเราเปรียบเหมือน การ (ที่ชาวนา) จับต้อนวัวทั้งหลายของพระราชามาด้วยสำคัญว่าเป็นวัวของตน การหมายรู้ขันธ์ทั้งหลายว่า "ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัดตา" โดยพระไตรลักษณ์ ของโยคี เปรียบเหมือนการ (ที่ชาวนา) จำได้ว่าเป็นวัวของพระราชา ในเวลารุ่งแจ้ง ภยตุปัฏฐานญาณเปรียบเหมือนเวลา (ที่ชาวนานั้น) กลัว มุญจิตุกัมยตาญาณเปรียบเหมือนความปรารถนาที่จะทิ้ง (วัวทั้งหลายของพระราชา) ไปโคตรภูญาณเปรียบเหมือนการทิ้ง (วัวทั้งหลาย) มรรคญาณเปรียบเหมือนการหนีไปผลญาณเปรียบเหมือนการหนีไปอยู่ ณ ที่ปลอดภัย


๕. อุปมาด้วยยักษิณี

       [๗๙๔] เขาว่า บุรุษผู้หนึ่งอยู่ร่วมสังวาสกับนางยักษิณี ครั้นในราตรีกาล นางยักษ์นั้นรู้ว่าบุรุษนี้หลับแล้ว จึงไปยังป่ช้าผีดิบแล้วเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์ บุรุษผู้นั้นสงสัยว่า นางนี่ไปไหน จึงติดตามไป ครั้นเห็นนางยักษ์กำลังเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์อยู่ ก็รู้ว่า

----------------------

ปริจเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ  น. ๑๑๑๗


นางมิใช่มนุษย์จึงคิดว่า จักหนีไปเสียก่อนที่มันจะกินเรา หวาดกลัวรีบหนีไปอยู่ในที่ปลอดภัย

       ในอุปมานั้น การ (ที่โยคี) ยึดถือขันธ์ทั้งหลายว่า เป็นเรา เป็นของเรา เปรียบเหมือนการ (ที่บุรุษนั้น) อยู่ร่วมกับนางยักษิณี การเห็นพระไตรลักษณ์แล้วรู้ถึงความที่ขันธ์ทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น เปรียบเหมือนการ (ที่บุรุษนั้น) เห็น (นางยักษ์)เคี้ยวกินเนื้อมนุษย์อยู่ในป่าช้า แล้วรู้ว่า นางนี้เป็นยักษิณี ภยตุปัฏฐานญาณเปรียบเหมือนเวลา (ที่บุรุษนั้น) หวาดกลัว มุญจิตุกัมยตาญาณเปรียบเหมือนความปรารถนาที่จะหนีไป โคตรภูญาณเปรียบเหมือนการละทิ้งป่าช้าไป มรรคญาณเปรียบเหมือนการรีบหนีไป ผลญาณเปรียบเหมือนการอยู่ในประเทศไม่มีภัย


๖. อุปมาด้วยทารก

       [๗๙๕] เล่ากันว่า สตรีผู้หนึ่งเป็นคนหลงรักบุตร เธอนั่งอยู่บนปราสาทชั้นบนได้ยินเสียงร้องของทารก ณ ระหว่างถนน คิดว่ามีผู้ใดผู้หนึ่งรังแกบุตรของเราเป็นแน่จึงรีบลงมาอุ้มเอาบุตรของคนอื่นไป ด้วยสำคัญว่าบุตรของตน ครั้นเธอจำได้ว่าทารกนี้เป็นบุตรของคนอื่น ก็ตกใจกลัว มองดูข้างโน้นช้างนี้ แล้วคิดว่ใครๆ อย่ามากล่าวหาเรา ว่านางนี้เป็นคนขโมยเด็กเลย จึงวางทารกลงไว้ในระหว่างถนนนั้นแลแล้วรีบขึ้นไปนั่งอยู่บนปราสาท ตามเดิม

       ในอุปมานั้น การยึดถือขันธ์ ๕ ว่า เป็นเรา เป็นของเรา เป็นเหมือนการ (ที่สตรีนั้น)  อัมเอาบุตรของคนอื่นไว้ ด้วยสำคัญว่าเป็นบุตรของตน การหมายรู้ด้วยอำนาจพระไตรลักษณ์ว่า มิใช่เรา มิใช่ของเรา เปรียบเหมือนการ (ที่สตรีนั้น) จำได้ว่าทารกนี้เป็นบุตรของคนอื่น ภยตุปัฏฐานญาณเปรียบเหมือนการตกใจกลัว มุญจิตุกัมยตาญาณเปรียบเหมือนการมองดูข้างโน้นข้างนี้ อนุโลมญาณเปรียบเหมือนการวางทารกลงไว้ในระหว่างถนนนั้นแล โคตรภูญาณเปรียบเหมือนเวลาที่ (สตรีนั้น) วาง(ทารกนั้น) แล้วยังยืนอยู่ระหว่างถนน มรรคญาณเปรียบเหมือนการ (กลับ) ขึ้นไปบนปราสาท ผลญาณเปรียบเหมือนการขึ้นไปนั่งอยู่

----------------------

น. ๑๑๑๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


อุปมาด้วยความหิว, ระหาย, หนาว, ร้อน, ความมืดและยาพิษ

       [๗๙๖] ส่วนอุปมา ๖ ข้อเหล่านี้ คือ ความหิว ระหาย หนาว ร้อน ความมืดและยาพิษ ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงว่า ผู้ตั้งอยู่ใน วุฏฐานคามินีวิปัสสนา แล้ว เป็นผู้น้อมไป โน้มไป และโอนเอียงไป โดยผันหน้ามุ่งเข้าสู่โลกุตรธรรมแล้ว


๗. อุปมาด้วยความหิว

       ความจริง บุรุษผู้ถูกความหิวครอบงำ หิวโหยมาก ปรารถนาโภชนะมีรสดีฉันใด โยคาวจรท่านนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกความหิวคือสังสารวัฏกระทบแล้ว จึงปรารถนาโภชนะคือกายคตาสดิซึ่งมีรสเป็นอมตะ


๘. อุปมาด้วยความระหาย

       และบุรุษผู้มีความระหาย คอและปากแห้งผาก ปรารถนาน้ำปานะที่มีเครื่องปรุงหลายอย่าง ฉันใด โยคาวจรเท่านั้น ก็ฉันนั้นเช่นกัน ถูกความระหายคือสังสารวัฏกระทบแล้ว จึงปรารถนาน้ำปานะ คือพระอริยมรรคมีองค์ ๘


๙. อุปมาด้วยความหนาว

       อนึ่ง บุรุษผู้สัมผัสกับความหนาว ย่อมปรารถนาความอบอุ่น ฉันใด โยคาวจรท่านนี้ ก็ฉันนั้นเช่นกัน ถูกกระทบด้วยความหนาวคือยางตัณหาในสังสารวัฏ จึงปรารถนาไฟ คือ (พระอริย) มรรค เป็นเครื่องเผากิเลส


๑๐. อุปมาด้วยความร้อน

       และบุรุษผู้ถูกความร้อนกระทบ ย่อมปรารถนาความเย็น ฉันใด โยคาวจรท่านนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกความร้อนคือไฟ ๑๑ กอง ในสังสารวัฏแผดเผาแล้ว จึงปรารถนาพระนิพพานเป็นที่เข้าไปสงบไฟ ๑๑ กอง

---------------

ปริจเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ  น. ๑๑๑๙


๑๑. อุปมาด้วยความมืด

       อนึ่ง บุรุษผู้อยู่ท่ามกลางความมืด ย่อมปรารถนาความสว่าง ฉันใด โยคาวจรท่านนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกปกคลุมหุ้มห่ออยู่แล้วด้วยความมืดคืออวิชชา จึงปรารถนาอยู่ซึ่งการทำมรรคให้เกิดอันมีแสงสว่างเกิดด้วยญาณ


๑๒. อุปมาด้วยยาพิษ 

       และบุรุษผู้ถูกยาพิษย่อมปรารถนาเภสัชถอนพิษ ฉันใดโยคาวจรท่านนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกยาพิษคือกิเลสแล้ว จึงปรารถนาพระนิพพาน อันเป็นโอสถอมตะ เป็นเครื่องกำจัดพิษคือกิเลส

       เพราะเหตุนั้น จึงได้กล่าวไว้ ข้างตันว่า "เมื่อโยคาวจรผู้นั้นรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่

อย่างนี้ จิตก็ถอยกลับ หวนกลับ วกกลับ ไม่แพร่กระจายไป ในภพ ๓ ในกำเนิด ๔ ในคดิ ๕ ในวิญญาณฐิติ ๗ ในสัตตาวาส ๙ วางเฉยอยู่ หรือถอยกลับมาตั้งมั่นอยู่ เปรียบเหมือนหยดน้ำในใบบัว ซึ่งขอบใบงอนิดๆ" คำทั้งปวงพึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นนั่นแล

       [๗๙๗] ก็แล ด้วยประการดังกล่าวนี้ โยคาวจรท่านนี้ เป็นผู้มีชื่อเรียกว่า  ผู้ประพฤติโดยความเป็นผู้หลีกลี้ ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสระบุถึงไว้ว่า:-

                     ปฏิลีนจรสฺส ภิกฺขุโน

                     ภชมานสฺส วิวิตฺตมาสนํ

                     สามคฺุคิยมาหุ ตสฺส ตํ

                     โย อตฺตานํ ภวเน น ทสฺสเย.(1)

       แปลความว่า

              พระภิกษุใด ไม่แสดงตนในภพ พระอริยเจ้าทั้งหลาย

              กล่าวว่า การไม่แสดงตนนั้นของพระภิกษุนั้น ผู้ประพฤติ

              หลีกลี้อยู่โดยเฉพาะ ผู้คบแต่อาสนะที่เงียบสงัด ว่าเป็น

              การสมควร

-----------------------

(1) ดูเทียบ ขุ. สุ. (ไทย) ๒๕/๘๑๗/๖๙๖

----------------------

น. ๑๑๒๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


       สังขารุเปกขาญาณนี้กำหนดความเป็นผู้ประพฤติหลีกลี้อยู่โดยเฉพาะของโยศีด้วยประการฉะนี้ แล้วกำหนดความแตกต่างของโพชฌงค์ ความแตกต่างขององค์มรรคความแตกต่างขององค์ฌาน ความแตกต่างของปฏิปทา และความแตกต่างของวิโมกข์แม้ของพระอริยมรรคต่อไปอีก


ความแตกต่างของโพชฌงค์ องค์มรรค และองค์ฌาน

       ความจริง พระเถระบางพวกก็กล่าวว่า "ฌานที่เป็นบาท กำหนดความแตกต่างของโพชฌงค์ ขององค์มรรค และขององค์ฌาน"*(1) พระเถระบางพวกก็กล่าวว่า "ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา กำหนด (ความแตกต่าง)"*(2) พระเถระบางพวกก็กล่าวว่า "อัชฌาสัยของบุคคล (ผู้ปฏิบัติวิปัสสนา) เป็นตัวกำหนด""(3) 

       ในวาทะ (ทั้ง ๓) ของพระเถระเหล่านั้น ควรทราบไว้ว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนาตอนต้นนี้นี่แล"(4) กำหนด (ความแตกต่าง) โดยแท้

       [๗๙๘) ในการกำหนดความแตกต่างของโพชฌงค์เป็นต้นนั้น มีการกล่าวถึงโดยลำดับดังต่อไปนี้


อริยมรรคตามระดับฌาน" (5)

       ความจริง มรรคที่เกิดขึ้นแก่ท่านสุกขวิปัสสกโดยวิปัสสนานิยมก็ดี มรรคที่เกิดขึ้นแก่ท่านผู้ได้สมาบัติ มิได้ทำฌานให้เป็นบาทก็ดี มรรคที่ทำปฐมฌานเป็นบาทแล้วกำหนดรู้สังขารทั้งหลายที่ป็นปกิณณกะ (คือสังขารอื่นนอกไปจากฌานที่เป็นบาท)แล้วทำให้เกิดขึ้นก็ดี เป็นมรรคเกิดขึ้นในระดับปฐมฌานนั่นเอง ในทุกมรรค (ที่กล่าวนั้น) มีโพชฌงค์ ๗ มีองค์มรรค ๘ มีองค์ฌาน ๕ เพราะว่าวิปัสสนาภาคต้นของ (อริย)

-----------------

(1) มหาฎีกา ระบุว่า ท่านติปิฎกจูฬนาคเถระ

(2) ท่านมหาทัตตเถระ ผู้อยู่ในโมรวาปี

(3) ท่านติปิฎกจูฬาภยเถระ

(4) ที่ว่าวุฎฐานคามินีวิปัสสนาตอนตัน ก็คือ สังขารุเปกขาญาณ ดู - อฎรสาลินี, (บาลี) น. ๓๕๕

(5) ดู - สทธมุมปกาสินี, (บาลี) น. ๒๓๔-๒๓๕

----------------

ปริจเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ  น. ๑๑๒๑


มรรคแม้เหล่านั้น เป็นวิปัสสนาประกอบด้วยโสมนัสบ้าง ประกอบด้วยอุเบกขาบ้าง ครั้นถึงความเป็นสังขารุเปกขาในเวลาแห่งวุฏฐานะ (การออกไป คือมรรค) แล้ว ก็เป็นวิปัสสนาประกอบด้วยโสมนัส (แต่) ในบรรดามรรคที่ทำทุติยฌาน ทำตติยฌาน ทำจตุตถฌาน (ตาม) ในปัญจกนัย (คือฌานระบบแบ่ง ๕) ให้เป็นบาท แล้วทำให้เกิดขึ้น ฌานก็มีองค์ ๔ (ไม่มีวิตกสำหรับทุติยฌาน) มีองค์ ๓ (ไม่มีทั้งวิตกและวิจารสำหรับตติยฌาน) และมีองค์ ๒ (ไม่มีวิตก วิจาร และปีติสำหรับจตุตถฌาน) โดยลำดับ แต่ในทุกมรรค มีองค์มรรคอยู่ ๗ (ไม่มีวิตก คือ สัมมาสังกัปปะ) และในมรรคที่ ๔ (ซึ่งมีฌานที่ ๔ เป็นบาท) มีโพชฌงค์ ๖ (ไม่มีปีติสัมโพชฌงค์) ความแตกต่างกันนี้ มีอยู่โดยการกำหนดด้วยฌานเป็นบาท และโดยวิปัสสนานิยม (การกำหนดด้วยวิปัสสนา)เพราะว่า วิปัสสนาที่ป็นภาคต้นของมรรคแม้เหล่านั้น ก็ประกอบด้วยโสมนัสบ้างประกอบด้วยอุเบกขาบ้าง "วุฏฐานคามินีวิปัสสนา" ประกอบด้วยโสมนัสอย่างเดียว

       แต่ในมรรคที่ทำปัญจมฌานเป็นบาทแล้วบังเกิดขึ้น มีองค์ฌาน ๒ (คือ) ด้วยอุเบกขาและจิตเตกัคคตา มีโพชฌงค์ ๖ และมีองค์มรรค ๗ แม้อย่างนี้ก็เป็นความแตกต่างโดยกำหนดด้วยฌานเป็นบาท และโดยวิปัสสนานิยมทั้งสองอย่าง เพราะในนัยนี้ วิปัสสนาภาคต้น เป็นวิปัสสนาประกอบด้วยโสมนัส หรือประกอบด้วยอุเบกขาก็มี ส่วนวุฏฐานคามินีประกอบด้วยอุเบกขาอย่างเดียว

       นัยแม้ในมรรคที่ทำอรูปฌานเป็นบาทให้เกิดขึ้น ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกันด้วยอาการดังกล่าวนี้ สมาบัติที่ออก ณ ที่ใกล้ชิดมรรคซึ่งเกิดขึ้น เพราะโยคีออกจากฌานที่เป็นบาทแล้วกำหนดรู้สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้มรรคเหมือนตนเองเกิดขึ้น ก็เหมือนสีของแผ่นดินที่ทำสีของเหี้ยให้เหมือนสีดิน

       [๗๙๙] แต่ในวาทะของพระเถระท่านที่ ๒ ความว่า มรรคที่ทำให้บังเกิดขึ้นเพราะออกจากสมาบัติใด ๆ แล้วกำหนดรู้องค์ธรรมทั้งหลายใด ๆ ของสมาบัติ ก็เป็นมรรคเหมือนสมาบัตินั้น ๆ นั่นแล อธิบายว่า เป็นเช่นเดียวกับสมาบัติที่กำหนดรู้มาแล้ว แต่ถ้าโยคีกำหนดรู้กามาวจรธรรมทั้งหลาย มรรค (ที่บรรลุ) ก็เป็นอยู่ในระดับปฐมฌานเท่านั้น อนึ่ง พึงทราบ วิปัสสนานิยมนี้ในวาทะของพระเถระท่านที่ ๒ นั้นโดยนัยดังกล่าวแล้วเช่นกัน

---------------------

น. ๑๑๒๒  คัมภีร์วิสุทธิมรรค


       [๘๐๐] ส่วนในวาทะของพระเถระท่านที่ ๓ ความว่า มรรคที่บังเกิดขึ้นเพราะทำฌานใด ๆ เป็นบาท แล้วกำหนดรู้องค์ธรรมของฌานทั้งหลายใดๆ ตามสมควรแก่อัชฌาสัยของตน ๆ มรรคก็เป็นเหมือนฌานนั้น ๆ นั่นแล แต่ความเป็นเหมือนฌานนั้นๆ นั้น เมื่อปราศจากฌานที่เป็นบาท หรือปราศจากฌานที่กำหนดรู้เสียแล้ว ก็หาสำเร็จโดยเพียงแต่อัชฌาสัย (ของตนเอง) อย่างเดียวหามิได้ ความดังกล่าวนี้นั้น พึงแสดงด้วยนันทโกวาทสูตร"(1)

       เป็นความจริง แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงมีพระดำรัสไว้ดังนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายในวันอุโบสถนั้น ขึ้น ๑๕ ค่ำ ความสงสัยหรือความเคลือบแคลงใจว่า "ดวงจันทร์แหว่งหรือเต็มดวงหนอ" มิได้มีแก่คนจำนวนมาก มีแต่ว่า "พระจันทร์เต็มดวง" ดังนี้โดยแท้แล แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลายเหล่านั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีใจยินดีและเป็นผู้มีความดำริเต็มบริบูรณ์ ด้วยธรรมเทศนาของท่านนันทกะ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุณี ๕๐๐ เหล่านั้น ภิกษุณีใด ผู้มีธรรมต่ำสุด ภิกษุณีนั้นเป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้แน่นอน จะตรัสรู้ในภายหน้า" เพราะว่าในภิกษุณีทั้งหลาย ๕๐๐ นั้น ภิกษุณีใดมีอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผล ภิกษุณีนั้นก็เป็นผู้มีความดำริบริบูรณ์ด้วยโสดาปัตติผลโดยแท้ ภิกษุณีใดมีอุปนิสัยแห่งสกทาคามีมีอุปนิสัยแห่งอนาคามี .... มีอุปนิสัยแห่งพระอรหัต ก็เป็นผู้มีความดำริบริบูรณ์ด้วยสกทาคามิผล ... ด้วยอนาคามิผล....ด้วยอรหัดผลโดยแท้ มรรคที่โยคีทำให้เกิดขึ้นเพราะทำฌานใด ๆ เป็นบาทแล้วกำหนด รู้องค์ธรรมของฌานทั้งหลายใดๆ ตามสมควรแก่อัชฌาสัยของตน ๆ ...เมื่อปราศจากฌานที่เป็นบาท หรือปราศจากฌานที่กำหนดรู้เสียแล้ว ก็หาสำเร็จโดยเพียงแต่อัชฌาสัยอย่างเดียวหามิได้ และแม้ในวาทะของพระเถระที่ ๓ นี้ ก็พึงทราบวิปัสสนานิยมโดยนัยดังกล่าวแล้ว (ในวาทะของพระเถระที่ ๒) เหมือนกัน

       พึงทราบว่า สังขารุเปกขาญาณ กำหนด (ความแตกต่าง) โพชฌงค์ องค์มรรคและองค์ฌานดังกล่าวมานี้ก่อน

-----------------

(1) ดูเทียบ ม. อุ. (ไทย) ๑๔/๔๑๕/ ๔๖๙

----------------

ปริจเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๑๒๓


ปฏิปทา ๔

       [๘๐๑]  แต่ถ้าสังขารุเปกขาญาณนี้เมื่อข่มกิเลสทั้งหลายมาแต่เริ่มแรก สามารถข่มได้โดยยาก โดยความขมักเขม้นโดยต้องมีการชักจูง (สังขารุเปกขานั้น) ก็มีชื่อว่าทุกขาปฏิปทา (คือปฏิบัติลำบาก) โดยทางตรงข้าม ก็เรียกว่า สุขาปฏิปทา (ปฏิบัติสะดวก) แต่ภายหลังที่ข่มกิเลสได้แล้วค่อย ๆ ทำการอบรมวิปัสสนา ทำมรรคให้เกิดขึ้น ชื่อว่าทันธาภิญญา (คือรู้ได้ช้า) โดยตรงข้าม ก็เป็นขิปปาภิญญา (คือรู้ได้เร็ว) ด้วยเหตุนี้ สังขารุเปกขาญาณนี้จึงตั้งอยู่ในฐานะเป็นที่มา (อาคมนียฐาน) แล้วให้ชื่อเรียกแก่มรรคของตนๆ เพราะเหตุนั้น มรรค จึงได้ชื่อเป็น ๔ ชื่อ"(1) และปฏิปทานี้นั้น สำหรับพระภิกษุบางรูป ก็มีต่าง ๆ กัน สำหรับบางรูปก็เป็นอย่างเดียวกันทั้งใน ๔ มรรค แต่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มรรคทั้ง ๔ เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญาอย่างเดียว  ของท่านพระธรรมเสนาบดี (สารีบุตร)  ก็เหมือนกัน  ส่วนของท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ปฐมมรรค เป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มรรค ๓ ข้างบนเป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา

       อนึ่ง ปฏิปทา เป็นฉันใด อธิบดี (มีฉันทาธิบดีเป็นต้น) ก็เป็นฉันนั้น สำหรับพระภิกษุบางรูป ก็มีต่างๆ กันใน ๔ มรรค แต่สำหรับบางรูป แม้ในทั้ง ๔ มรรค ก็มีอธิบดีเดียวเท่านั้น

       สังขารุเปกขาญาณ กำหนดความแตกต่างของปฏิปทาด้วยประการดังกล่าวมานี้ ส่วนที่กำหนดความแตกต่างของวิโมกข์ ด้วยประการใดนั้น ได้กล่าวไว้ข้างต้นเรียบร้อยแล้ว(2)


เหตุ ๕ ประการในการเรียกชื่อมรรค

       [๘๐๒] อีกอย่างหนึ่ง ธรรมดามรรคได้ชื่อเรียกด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ โดยรสของตน (ด้วยสภาวะ) ๑ หรือโดยธรรมเป็นข้าศึก ๑ หรือโดยคุณของตนเอง ๑ หรือโดยอารมณ์ ๑ หรือโดยอาคมนะ (คือ ฐานที่มา) ๑

--------------------

(1)  คือ ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ๑  ทุกขาปฏิปทา ขิปปาฏิญญา ๑ สุขาปฏิทา ทันธาภิญญา ๑ สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ๑

(2) ดู-ตอนว่าด้วยวิโมกข์ ๓ หน้า ๑๑๐๔-๑๑๐๗ ข้างต้น

-------------------

น. ๑๑๒๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


เพราะว่า ถ้าสังขารุเปกขา ออกไปเพราะกำหนดรู้สังขารทั้งหลายโดยความไม่เที่ยง มรรค (หรือบุคคลผู้ประกอบด้วยมรรค)  ก็พ้นพิเศษไปด้วยอนิมิตตวิโมกข์ ถ้าออกไปเพราะกำหนดรู้โดยความเป็นทุกข์ ก็พ้นพิเศษไปด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ ถ้าออกไปเพราะกำหนดรู้โดยความเป็นอนัตตา ก็พ้นพิเศษไปด้วยสุญญตวิโมกข์ นี้ได้ชื่อเรียกโดยรสของตน

       แต่เพราะเหตุที่มรรคนี้ทำการสลายไปแห่งความเป็นก้อน เป็นกองของสังขารทั้งหลาย ด้วยอนิจจานุปัสสนา แล้วมาละได้ซึ่งนิมิตว่าเที่ยง นิมิตว่ายั่งยืน และนิมิตว่ามั่นคงถาวร เพราะฉะนั้นจึงเรียกชื่อว่า อนิมิตต (วิโมกข์ แต่ที่เรียกชื่อว่า อัปปณิหิต(วิโมกข์) เพราะละสัญญาว่าเป็นความสุข ด้วยทุกขานุปัสสนา แล้วมาทำให้ความดั้งมั่น (ของตัณหา) คือความปรารถนา แห้งเหือดไป เรียกชื่อว่า สุญญต (วิโมกข์)เพราะละสัญญา (คือความหมายรู้) ว่ามีอัตตา มีสัตว์ มีบุคคล ด้วยอนัตตานุปัสสนาแล้วเห็นสังขารทั้งหลายโดยเป็นของว่างเปล่านี้ ได้ชื่อเรียกโดยธรรมเป็นข้าศึก ฉะนี้แล

       อนึ่ง มรรคนี้ชื่อว่าสุญญตะ เพราะว่างจากกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น ชื่อว่าอนิมิตตะ เพราะไม่มีนิมิตทั้งหลายมีนิมิตคือรูปเป็นต้น หรือว่าเพราะไม่มีนิมิตทั้งหลายมีนิมิต คือราคะเป็นต้นนั่นแล ชื่อว่าอัปปณิหิตะ เพราะไม่มีปณิธิทั้งหลายมีปณิธิคือราคะเป็นต้น นี้ได้ชื่อเรียกโดยคุณของตนของมรรคนั้น ฉะนี้แล

       มรรคนี้นั้น ท่านเรียกว่า สุญญตะ อนิมิตตะ อัปปณิหิตะ แม้เพราะเหตุที่ทำพระนิพพานซึ่งว่างเปล่า ไม่มีนิมิต และหาปณิหิตะมิได้เป็นอารมณ์ ดังนี้ก็มี นี้เป็นชื่อโดยอารมณ์ของมรรคนั้น

       [๘๐๓] ส่วนอาคมนะ (คือฐานะที่มา) มี ๒ อย่าง คือวิปัสสนาคมนะ (ที่มาคือวิปัสสนา) ๑ และมัคคาคมนะ (ที่มาคือมรรค) ๑ ใน ๒ อย่างนั้น วิปัสสนาคมนะได้ในมรรค มัคคาคมนะได้ในผล เพราะว่า อนัตตานุปัสสนา ชื่อว่าสุญญตา มรรคของสูญญตวิปัสสนา ชื่อว่าสูญญตะ อนิจจานุปัสสนา ชื่อว่าอนิมิตตะ มรรคของอนิมิตตวิปัสสนา ชื่อว่าอนิมิตตะ แต่ชื่อ (หลัง) นี้ไม่พบโดยบรรยายทางพระอภิธรรม พบแต่

---------------

ปริจเฉทที่ ๒๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๑๒๕


โดยบรรยายทางพระสูตรเท่านั้น เพราะในบรรยายทางพระสูตรนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า "โคตรภูญาณ ทำพระนิพพานอันหานิมิตมิได้เป็นอารมณ์จึงเป็นญาณมีชื่อว่าไม่มีนิมิต แล้วตนเองก็ตั้งอยู่ในฐานะเป็นปฏิปทาที่มา แล้วให้ชื่อเรียกแก่มรรค" ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเรียกมรรคว่าไม่มีนิมิต แต่คำกล่าวที่ว่า "ผลก็มีชื่อว่าไม่มีนิมิตโดยที่มาคือมรรค" ดังนี้ ก็สมควรอยู่เหมือนกัน ทุกขานุปัสสนา มีชื่อว่าอัปปณิหิตะ เพราะมาทำให้ปณิธิในสังขารทั้งหลายเหือดแห้งไป มรรคของอัปปณิหิตวิปัสสนา ชื่อว่าอัปปณิหิตะ ผลของอัปปณิหิตมรรคก็มีชื่อว่าอัปปณิหิตะ วิปัสสนาให้ชื่อของตนแก่มรรค (และ) มรรคให้ชื่อแก่ผลอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ นี้ได้ชื่อโดยอาคมนะ

       สังขารุเปกขาญาณนี้กำหนดความแตกต่างของวิโมกข์ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ ด้วยประการฉะนี้


จบ สังขารุเปกขาญาณ

[full-post]


๑๑. สังขารุเปกขาญาณ (๑)


๑๑. สังขารุเปกขาญาณ

      "สังขารุเปกขาญาณ" หมายความว่า ญาณพิจารณาเห็นรูปนาม โดยอาการวางเฉยในสังขารนิมิตอารมณ์ 

      สังขารุเปกขาญาณ แยกบทเป็น สังขาร + อุเปกขา +ญาณ, สังขาร คือ สภาวธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ ย่อลงมาได้แก่ รูป กับ นาม ขันธ์ที่ ๑ เป็นรูป ขันธ์ที่ ๒ - ๓ - ๔ - ๕ เป็นนาม, 

      อุเปกขา ความวางเฉยคือ เป็นกลางๆ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่กลัว ไม่เพลิดเพลิน,

      ญาณ ปัญญา คือ ความรอบรู้รูปกับนามตามความเป็นจริง 

      สังขารุเปกขาญาณ ปัญญาพิจารณาเห็นรูปนามเป็นของไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ ว่างเปล่าจากสัตว์บุคคล ตัวตน เราเขา แล้ววางเฉย มีสติกำหนดได้ดีอยู่อย่างนี้ คือ :

      ๑. ปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นของรูปนามว่า เป็นทุกข์เห็นความเป็นไปของรูปนามที่เกิดขึ้นมาแล้วว่า เป็นทุกข์ เห็นนิมิตคือ เครื่องหมายของรูปนามที่บอกให้รู้ว่า ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ว่าเป็นทุกข์ เห็นการสั่งสมกรรมเพื่อให้เกิดอีกว่าเป็นทุกข์ เห็นคติทั้ง ๕ ว่าเป็นทุกข์ เห็นปฏิสนธิว่าเป็นทุกข์ เห็นความบังเกิดของขันธ์ ๕ ว่าเป็นทุกข์ เห็นอุปบัติคือ ความเกิดเป็นไปของผลกรรมว่าเป็นทุกข์ เห็นชาติว่าเป็นทุกข์ เห็นชราว่าเป็นทุกข์ เห็นพยาธิว่าเป็นทุกข์ เห็นมรณะว่าเป็นทุกข์ เห็นโสกะว่าเป็นทุกข์ เห็นปริเทวะว่าเป็นทุกข์ เห็นอุปายาสว่าเป็นทุกข์เมื่อพิจารณาเห็นทุกข์อย่างนี้แล้วเกิดความเบื่อหน่าย อยากหลุดพ้น จึงมนสิการถึงพระไตรลักษณ์ซ้ำอีกแล้ววางเฉย จัดเป็นสังขารุเปกขาญาณ

      ๒. ปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นของรูปนามว่า เป็นภัย เห็นความเป็นไปของรูปนามที่เกิดขึ้นมาแล้วว่าเป็นภัย เห็นนิมิตคือเครื่องหมายของรูปนามที่บอกให้รู้ว่าไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ บังคับไม่ได้ว่าเป็นภัย เห็นการสั่งสมกรรมเพื่อให้เกิดอีกว่าเป็นภัย เห็นคติทั้ง ๕ ว่าเป็นภัย เห็นปฏิสนธิว่าเป็นภัย เห็นความบังเกิดขึ้นของขันธ์ ๕ ว่าเป็นภัย เห็นอุปบัติคือความเกิดเป็นไปของผลกรรมว่าเป็นภัย เห็นชาติว่าเป็นภัย เห็นชราว่าเป็นภัย เห็นพยาธิว่าเป็นภัย เห็นมรณะว่าเป็นภัย เห็นปริเทวะว่าเป็นภัย เห็นอุปายาสะว่าเป็นภัย

      เมื่อพิจารณาเห็นภัยอย่างนี้แล้ว เกิดความเบื่อหน่ายอยากหลุดพ้น จึงมนสิการถึงพระไตรลักษณ์ซ้ำอีกแล้วจึงวางเฉย จัดเป็นสังขารุเปกขาญาณ

      ๓. ปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นของรูปนามว่า สังขารคือผู้ปรุงแต่งเห็นความเป็นไปของรูปนามที่เกิดขึ้นมาแล้วว่า สังขารคือผู้ปรุงแต่ง เห็นนิมิต คือเครื่องหมายของรูปนามที่บอกให้รู้ว่าไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ว่า สังขารคือผู้ปรุงแต่ง เห็นการสั่งสมกรรมเพื่อให้เกิดอีกว่าเป็นสังขาร คือผู้ปรุงแต่งเห็นความบังเกิดขึ้นของขันธ์ ๕ ว่าเป็นสังขารคือผู้ปรุงแต่ง เห็นอุปบัติคือความเกิดเป็นไปของวิบากว่าเป็นสังขารคือผู้ปรุงแต่ง เห็นชาติว่าเป็นสังขารคือผู้ปรุงแต่ง เห็นชราว่าเป็นสังขารคือผู้ปรุงแต่ง เห็นพยาธิว่าเป็นสังขารคือผู้ปรุงแต่ง เห็นมรณะว่าเป็นสังขารคือผู้ปรุงแต่ง เห็นปริเทวะว่าเป็นสังขาร คือผู้ปรุงแต่ง เห็นอุปายาสะว่าเป็นสังขาร คือผู้ปรุงแต่ง

      เมื่อพิจารณาเห็นสังขาร โดยอาการอย่างนี้แล้วเกิดความเบื่อหน่าย อยากหลุดพ้น จึงมนสิการถึงพระไตรลักษณ์ซ้ำอีกแล้ววางเฉย จัดเป็นสังขารุเปกขาญาณ

      ๔. ปัญญาพิจารณาเห็นอุปปาทะคือ ความเกิดขึ้นของรูปนามเป็นต้นนั้นจนกระทั่งถึงอุปายาสะ ความคับแต้นใจ เพราะถูกความเสื่อม ๕ ประการคือ ความเสื่อมญาติ เสื่อมทรัพย์ เป็นต้น ครอบงำเป็นอามิสคือ อามิสของพระยามารเพราะเป็นไปกับด้วยเหยื่อล่อให้หลงติดอยู่ในห้วงโอมสงสาร เบื่อหน่าย อยากหลุดพ้น จึงมนสิการถึงพระไตรลักษณ์ซ้ำอีก แล้ววางเฉยอยู่จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๕. ปัญญาพิจารณาเห็นว่าอุปปาทะ ความเกิดขึ้นของรูปนามเป็นต้น จนกระทั่งถึงอุปายาสะความดับแค้นใจว่า เป็นสังขารผู้ปรุงแต่งให้ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน ร้อยแปดพันประการ แล้ววางเฉย สังขารเหล่านั้นจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๖. ปัญญาพิจารณาเห็นว่า สังขารและอุเปกขาทั้ง ๒ นั้นก็เป็นสังขาร แล้ววางเฉย สังขารเหล่านั้นก็จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๗. จิตของปุถุชนเมื่อถึงสังขารุเปกขาญาณ มีอาการเป็น ๒ อย่าง คือ :-

          สงขารุเปกฺขํ อภินนฺทติ ย่อมยินดีเพลิดเพลินต่อสังขารุเปกขา, สงฺขารุเปกฺขํ วิปสฺสติ ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขาญาณ

      ๘. จิตของเสกขบุคคลนับตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไป เมื่อถึงสังขารุเปกขาญาณแล้ว มีอาการ ๓ อย่างคือ :-

         สงฺขารุเปกฺขํ อภินนฺทติ ย่อมยินดีเพลิดเพลินต่อสังขารุเปกขา สงฺขารุเปกฺขํ วิปสฺสติ ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา สงฺขารุเปกฺขา ปฏิสงฺขาย ผลสมาปตฺตึ สมาปชฺชติ ย่อมพิจารณาสังขารุเปกขาแล้วเข้าผลสมาบัติ

      ๙. จิตของท่านผู้ปราศจากราคะคือ พระอรหันต์เมื่อถึงสังขารุเปกขาแล้ว มีอาการ ๓ อย่างคือ :

            สงฺขารุเปกฺขํ วิปสฺสติ เห็นแจ้งสังขารุเปกขา

            สงฺขารุเปกฺขํ ปฏิสงฺขาย ผลสมาปตฺตึ สมาปชฺชติ พิจารณาสังขารุเปกขาแล้ว เข้าผลสมาบัติ

            อชฺฌุเปกฺขิตฺวา สุญฺญตวิหาเรน วา อนิมิตฺเตน วา อปฺปณิหิเตน วา วิหรติ

            ครั้นวางเฉยต่อสังขารนั้นแล้วย่อมอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่คือ สุญญตวิโมกข์บ้าง อนิมิตตวิโมกข์บ้าง อัปปฏิหิตวิโมกข์บ้าง

      ๑๐. จิตของปุถุชนกับจิตของเสกขบุคคล เมื่อถึงสังขารุเปกขาญาณแล้วเหมือนกันคือ มีลักษณะเหมือนกัน ๔ ประการ คือ :

          ๑๐.๑ จิตของปุถุชน

            ก. จิตฺตํ กิลิสฺสติ จิตของปุถุชน ย่อมเศร้าหมองเพราะยินดีต่อสังขารุเปกขา

            ข. ภาวนาย ปริปนฺโถ โหติ เป็นอันตรายต่อภาวนา

            ค. ปฏิเวธสฺส อนฺตราโย โหติ เป็นอันตรายต่อปฏิเวธ คือเป็นสิ่งที่จะมาตัดรอนต่อการรู้แจ้งแทงตลอคอริยสัจ ๔

            ฆ. อายติปฏิสนฺธิยา ปจฺจโย โหติ เป็นปัจจัยแก่การปฏิสนธิในภพชาติต่อไปอีก

          ๑๐.๒ จิตของเสกขบุคคล

            ก. จิตของเสกขบุคคลย่อมเศร้าหมอง เพราะยินดีต่อสังขารุเปกขา

            ข. ภาวนาย ปริปนฺโถ โหติ เป็นอันตรายต่อภาวนา

            ค. อุตฺตริปฏิเวธสฺส อนฺตราโย โหติ เป็นอันตรายต่อการรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ เบื้องสูงยิ่งๆ ขึ้นไป

            ฆ. อายติปฏิสนฺธิยา ปจฺจโย โหติ เป็นปัจจัยแก่การถือปฏิสนธิในภพชาติต่อไปอีก

      ๑๑. จิตของปุถุชน เสกขบุคคล อเสกขบุคคล เมื่อถึงสังขารุเปกขาญาณแล้ว มีสภาวะเหมือนกันตรงเห็นพระไตรลักษณ์ เพราะอรรถว่าเห็นพระไตรลักษณ์เช่นเดียวกัน คือเห็นแจ้งสังขารุเปกขาว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

      ๑๒. จิตของปุถุชน เสกขบุคคล อเสกขบุคคล เมื่อถึงสังขารุเปกขาแล้วต่างกันตรงที่เป็นกุศลและอัพยากฤตดังนี้สังบารุเปกขาของปูถุชนเป็นกุศลสังขารุเปกขาของเสถขบุคคลก็เป็นกุศลเช่นกันสังขารูเปกขาของอเสกขบุคคลเป็นอัพยากฤต

      ๑๓. สังขารุเปกขาของปุถุชน เสกขบุคคล อเสกขบุคคล ต่างกันอย่างนี้คือสำหรับปุถุชน สังขารุเปกขาปรากฎชัดดี คือรู้ได้ดีเฉพาะในเวลาเจริญวิปัสสนา ถ้าไม่ได้เจริญก็ไม่ปรากฎสำหรับเสกขยุคคล ถึงสังขารุเปกขาก็ปรากฎชัดดีคือรู้ได้ดี ในเวลาไม่เจริญวิปัสสนาก็เช่นกัน ส่วนอเสกขบุคคลนั้นปรากฎชัดดี คือรู้ได้ดีโดยส่วนเดียว เพราะท่านละความยินดียินร้ายได้หมดแล้ว

      ๑๔. ความแตกต่างกันของสังขารเปกขาของปุถุชน เสกขบุคคล อเสกขบุคคลยังมีอยู่อีก คือ ปุถุชนเจริญวิปัสสนา พิจารณาสังขารุเปกขาเพราะยังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากยังทำวิปัสสนากรรมฐานไม่สำเร็จ แม้เสกขบุคคลก็ยังต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาสังขารุเปกขาต่อไปอยู่ เพราะยังไม่ถึงที่สุดคือยังทำวิปัสสนาไม่สมบูรณ์เช่นกัน  ส่วนอเสกขยุคคลนั้นพิจารณาสังขารุเปกขา เพราะถึงที่สุดแล้วเนื่องจากท่านทำวิปัสสนาสำเร็จแล้วละกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว กิจที่ควรทำไม่มีอีกอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว

      ๑๕. ปุถุชน เสกขบุคคล อเสกขบุคคล พิจารณาสังขารเปกขาต่างกัน คือปุถุชนพิจารณาสังขารุเปกขา เพื่อละสังโยชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เพื่อให้ได้โสดาปัตติมรรค เสกขบุคคลพิจารณาสังขารุเปกขา เพื่อให้ได้มรรคผลเบื้องสูงยิ่งๆ ขึ้นไปจนถึงอรหัตตมรรด อรหัตตผล เพราะละสังโยชน์ ๓ ได้แล้ว อเสกขบุคคลพิจารณาสังขารุเปกขา เพื่ออยู่เป็นสุขในภพปัจจุบันทันตาเห็น เพราะท่านละกิเลสได้หมดทุกอย่างแล้ว


๑๖. สังขารุเปกขาญาณเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะและวิปัสสนา


ก. สังขารุเปกขาญาณที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของสมถะ ๘ คือ

      ปฐมชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย นีวรเณ ปฏิสํขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาญาณํ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยนิวรณ์ ๕ เพื่อให้ได้ปฐมฌาน ชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ

      ทุติยชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺกวิจาเร ปฏิสํขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาญาณํ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยวิตกวิจาร เพื่อให้ได้ทุติยฌาน ชื่อว่า สังขารูเปกขาญาณ

      ตติยชฺฌานํ ปฎิลาภตฺถาย ปีตึ ปฏิสํขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาญาณํ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยปีติ เพื่อให้ได้ตติยฌานชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ 

      จตฺตถชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย สุขทุกฺเข ปฏิสํขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาญาณํ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยสุขและทุกข์ เพื่อให้ได้จตุตถมาน ชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ

      อากาสานญฺจายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย รูปสญฺญํ ปฏิฆสญฺญํ นานตฺตสญฺญํ ปฏิสํขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาญาณํ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉย รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา เพื่อให้ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ

      วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปฏิสํขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาญาณํ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉย อากาสานัญจายตนสัญญา เพื่อให้ได้วิญญาณัญจายตน สมาบัติชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ

      อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปฏิสํขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาญาณํ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยวิญญาณัญจายตนสัญญา เพื่อให้ได้อากิญจัญญายตน สมาบัติชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ

      เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย อากิญฺจญฺญายตนํ สญฺญํ ปฏิสํขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาญาณํ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉย อากิญจัญญายตสัญญา เพื่อให้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ

ข. สังขารุเปกขาญาณที่เกิดจากวิปัสสนา ๑๐ คือ 

      โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อุปฺปาทิ ฯเปฯ ปฏิสํขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาญาณํ ปัญญาที่พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นของรูปนามเป็นต้น จนกระทั่งถึงอุปายาสะเพื่อให้ได้โสดาปัตติมรรคแล้ววางเฉยชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ 

      โสตาปตฺติผลสมาปตฺตตฺถาย อุปฺปาทํ ฯเปฯ ปฏิสํขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงขารุเปกฺขาญาณํ ปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นของรูปนามเป็นต้น จนกระทั่งถึงอุปายาสะเพื่อให้ได้โสดาปัตติผลสมาบัติแล้ววางเฉยชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ 

      สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย ฯเปฯ ปัญญาที่พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นของรูปนามเป็นต้น จนกระทั่งถึงอุปายาสะ เพื่อให้ใด้สกทาคามิมรรดแล้ววาง เฉย ชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ

      สกทาคามิผลสมาปตฺตตฺถาย ฯเปฯ ปัญญาที่พิจารณาเห็นความเกิด ขึ้นของรูปนามเป็นต้น จนกระทั่งถึงอุปายาสะ เพื่อให้ได้สกทาคามิผลสมาบัติแล้ววางเฉยชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ

      อนาคามิมคฺตํ ปฏิลาภตฺถาย ฯเปฯ ปัญญาที่พิจารณาเห็นความเกิด ขึ้นของรูปนามเป็นต้น เพื่อให้ไอ้อนาคามิมรรคแล้ววางเฉยชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ 

      อนาคามิผลสมาปตุตตฺถาย ฯเปฯ ปัญญาที่พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นของรูปนามเป็นต้น เพื่อให้ใค้อนาคามิผลสมาบัติชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ 

      อรหตฺตมคุคำ ปฏิลาภตฺถาย ฯเปฯ ปัญญาที่พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นของรูปนามเป็นต้น เพื่อให้ใค้อรหัตตมรรคแล้ววางเฉยชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ 

      อรหตฺดผลสมาปตฺตตฺถาย ฯเปฯ ปัญญาที่พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นของรูปนามเป็นต้น เพื่อให้ได้อรหัตตผลสมาบัติชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ 

      สุญฺญตวิหารสมาปตฺตตฺถาย งเปฯ ปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นของรูปนามเป็นต้น เพื่อให้ได้สุญญตวิหารสมาบัติแล้ววางเฉยชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ

      อนิมิตฺตวิหารสมาปตฺตตฺถาย ฯเปฯ ปัญญาที่พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นของรูปนามเป็นต้น เพื่อให้ได้อนิมิตตวิหารสมาบัติแล้ววางเฉยชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ

[full-post]

๑๑. สังขารุเปกขาญาณ (๓)


ผลของสังขารุเปกขาญาณ

      เมื่อผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นรูปนามโดยความเป็นของสูญอยู่อย่างนี้ แล้วยกขึ้นสู่ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กำหนดพิจารณาน้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะปรากฏดังนี้

      ๑. ละความกลัว ละความยินดีเสียได้ มีใจวางเฉยอยู่กับรูปนาม

      ๒. ไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น รูปนามว่าเป็นของเรา มีอุปมาเหมือนกันกับบุรุษที่หย่าขาดจากภริยาแล้ว คือ มีบุรุษคนหนึ่ง มีภริยาเป็นที่รักใคร่พอใจมาก จนเขาไม่สามารถจะยอมจากภริยาได้เลยแม้เพียงครู่เดียว เพราะเขารักมากที่สุด ถ้าเห็นภริยายืน นั่งพูด หัวเราะกับชายอื่น เขาจะโกรธหึงหวงมากและน้อยใจมาก เสียใจมากที่สุด ครั้นต่อมาเห็นโทษของภริยานั้นเกิดความเบื่อหน่าย ต้องการจะหนีไปให้พ้นจึงหย่าขาดจากภริยานั้น ไม่ถือภริยานั้นว่าเป็นของตนจำเดิมแต่นั้นไป แม้ว่าเขาจะเห็นภริยานั้นทำอะไรกับใครที่ไหนก็ตาม เขาจะไม่โกรธ ไม่หึงหวง ไม่น้อยใจ ไม่เสียใจ มีแต่วางเฉย เป็นกลางอย่างเดียว ข้อนี้ฉันใด ผู้ปฏิบัติธรรมก็ฉันนั้นต้องการจะพ้นจากรูปนามทั้งปวง จึงกำหนดสังขารด้วยปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ไม่เห็นสิ่งใดที่จะพึงถือเอาว่าเป็นของเรา จึงได้ละความกลัว ละความยินดี มีใจวางเฉยอยู่ในรูปนามทั้งปวงฉะนั้น

      ๓. เมื่อผู้ปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะรู้เห็นอยู่ อย่างนี้ จิตย่อมไม่หวนกลับ ไม่วกไม่เวียน ไม่ซ่านไปในภพ ๓ กำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ สัตตาวาส ๙ คงเหลืออยู่แต่ความวางเฉยในรูปนาม หรือเห็นรูปนามเป็นปฏิกูลสะอิดสะเอียน ขยะแขยงจึงถอยกลับหวนกลับจากภพชาติ เป็นต้น มีอุปมาเหมือนหยาดน้ำค้างบนใบบัว และขนปีกไก่กล่าวคือ

      อันธรรมดาของหยาดน้ำค้างบนใบบัวที่อ่อนลงไปเอียงลงไป น้ำค้างก็มีแต่จะไหลลงไปฝ่ายเดียว ไม่หวนกลับไม่วกไม่เวียน ไม่ไหลย้อนกลับมาติดอยู่บนใบบัวนั้นอีก ฉันใค ใจของผู้ปฏิบัติเมื่อถึงญาณนี้ ก็ไม่หวนกลับ ไม่วกไม่เวียนมาในภพ ๓ กำเนิด ๔ เป็นต้นอีกฉันนั้น เหมือนกัน

      ขนปีกไก่และเส้นเอ็นที่บุคคลเอาใส่เข้าไปใน ไฟย่อมหดม้วนกลับเข้ามาไม่คลี่ไม่เหยียดออกไปฉันใด ใจของผู้ปฏิบัติเมื่อถึงญาณนี้แล้วก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมถอยออกไปจากภพ ๓ กำเนิด ๔ คติ ๕ เป็นต้น ไม่ยอมหวนกลับ ไม่ยอมย้อนกลับมาอีก มีแต่เบื่อหน่ายอยากพ้นแล้ววางเฉยอยู่ เพราะเห็นชัดแล้วว่าเป็นของปฏิกูลน่าเกลียด ไม่น่ายินดีเพลิดเพลินฉันนั้น

      ๔. ปฏิสฺสติ มีสติตั้งมั่น องค์ธรรมได้แก่ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เพราะเมื่อสติมีกำลังแก่กล้าปรากฎแล้ว ความโลภ ความโกร ๙ ความหลงก็ไม่มี อุปมาเหมือนทุกข์เกิด กับไฟฟ้าที่มีแรงเทียนสูง ย่อมให้แสงสว่างมาก ดูอะไร ๆ ก็เห็นได้ชัดเจน ไม่มีความมืดฉันนั้น ดังนั้นใจจึงมีแต่ความวางเฉย

      ๕. วิรตฺตจิตฺตํ ใจไม่ยึดมั่นไม่ถือมั่น ไม่ผูกพันไม่เกาะเกี่ยว ไม่กำหนัดพอใจในรูปเสียง กลิ่น รส เป็นต้นจึงปรากฎแต่ความวางเฉย

      ๖. นชฺโฌสติฏฺฐนํ ไม่รับบัญญัติไว้เป็นอารมณ์คือ ไม่รับว่าเบญจขันธ์เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน เพราะมีสติปัญญาพิจารณาเห็นแน่ชัดแล้วว่า เบญจขันธ์ เป็นอสุภะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สัญญาวิปัลลาสจึงหายไปไม่เข้าใจผิด และไม่หลงติดอยู่ ใจจึงมีแต่ความวางเฉยในรูปนาม

      ๗. ทุกฺขอปจินํ ไม่สั่งสมทุกข์ไว้ มีแต่ความพยายามตัดรากของทุกข์ให้หมดไปให้สลายไป ใจก็วางเฉยในรูปนาม

      ๘. นิพฺพานเมว ปกฺขนฺทติ เมื่อเห็นรูปนามว่าเป็นภัยเป็นทุกข์ เป็นโทษ เบื่อหน่าย อยากหลุดพ้น ใจเข้มแข็งแล้ววางเฉย จิตก็จะแล่นไปสู่สันติบท คือความสงบ ถ้ายังไม่ถึงพระนิพพานก็ย่อมกลับไปยึดรูปนามมาเป็นอารมณ์ซ้ำๆ ซากๆ อยู่อย่างนั้นอีก มีอุปมาเหมือนกับนกกาของพวกพ่อค้าชาวทะเล คือ

      ในสมัยก่อนเมื่อมนุษย์ยังไม่มีเข็มทิศ พวกพ่อค้าชาวทะเล เวลาจะออกเรือ ย่อมจับเอานกกาไปด้วยเพื่อจะได้ปล่อยดูทิศ เมื่อใดเรือต้องลมแล่นไปผิดทาง มองไม่เห็นฝั่ง เมื่อนั้นเขาย่อมปล่อยนกกาดูทิศ นกกาก็บินจากปลายเสากระโดงเรือสู่กลางหาว แล้วบินไปตามทิศน้อยทิศใหญ่ ถ้าเห็นฝั่งก็บินบ่ายหน้าตรงไปยังทิศนั้นเลย ถ้ายังไม่เห็นก็จะต้องบินย้อนกลับมาเกาะอยู่ที่ปลายเสากระโดงนั้นอีกบ่อยๆ ข้อนี้ฉันใดสังขารุเปกขาญาณ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน หากเห็นสันติบทคือพระนิพพานว่าสงบแล้ว ก็สละรูปนามที่กำลังเกิดดับอยู่นั้นแล้วแล่นตรงไปสู่พระนิพพานเลยทีเดียว ถ้าไม่เห็นก็ต้องย้อนกลับมามนสิการรูปนามเป็นอารมณ์ต่อไปอีก จะต้องมนสิการกลับไปกลับมาเป็นอนุโลมปฏิโลมอยู่อย่างนี้บ่อยๆ

      ๙. ติวิธานุปสฺสนาวเสน ติฏฺฐติ สังขารุเปกขาญาณนี้ยิ่งนานก็ยิ่งละเอียดสุขุม ประณีต ดุจบุคคลเอาตะแกรงร่อนแป้ง และดุจรีฝ้ายที่หีบแล้วด้วยไน ( ไน คือ เครื่องสำหรับกรอฝ้าย) ฉะนั้น ครั้นพิจารณารูปนามโดยประการต่างๆ อย่างนี้แล้ว ละความกลัว ละความยินดี มีใจวางเฉย 

      ในการพิจารณารูปนาม จิตย่อมตั้งมั่นอยู่ด้วยอำนาจของอนุปัสสนาทั้ง ๓ เมื่อตั้งอยู่โดยอาการอย่างนี้ ย่อมถึงความเป็นวิโมกขมุข ๓ อย่าง และเป็นปัจจัยแก่การจำแนกพระอริยบุคคลออกเป็น ๗ จำพวก


อนุปัสสนา ๓

อนุปัสสนา ๓ อย่าง คือ อนิจจานุปัสสนา - ทุกขานุปัสสนา ๑ อนัตตานุปัสสนา ๑

      อนิจจานุปัสสนา ได้แก่ปัญญาพิจารณาเห็นรูปนามว่าไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เกิดที่ไหนก็ดับไปที่นั่น ใจจึงแล่นไปในธาตุที่ไม่มีนิมิต รูปนามก็ปรากฏว่า มีแต่ความเสื่อมไปสิ้นไป แล้วมีใจวางเฉย มีสติกำหนดรู้อยู่

      ทุกขานุปัสสนา ได้แก่ปัญญาพิจารณาเห็นรูปนามว่า เป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ใจก็เกิดความสังเวชสลดในรูปนามแล้วแล่นไปในธาตุซึ่งไม่มีที่ตั้ง รูปนามก็ปรากฎว่าเป็นภัย คือเป็นของน่ากลัวแล้วมีใจวางเฉย มีสติกำหนดรู้อยู่

      อนัตตานุปัสสนา ได้แก่ปัญญาพิจารณาเห็นรูปนามว่า ไม่ใช่ตัวตนเป็นของสูญ ว่างเปล่า ใจก็แล่นไปในธาตุว่าง รูปนามก็จะปรากฎโดยความเป็นของสูญฝ่ายเดียวแล้วมีใจวางเฉย มีสติกำหนดรู้อยู่


วิโมกขมุข ๓

      วิโมกขมุข แปลว่าหนทางแห่งความหลุดพ้นโดยวิเศษจากกิเลสทั้งปวง โดยใจความก็ได้แก่อนุปัสสนาทั้ง ๓ ตามที่กล่าวมาแล้วนั้น เพราะเป็นหนทางนำออกไปจากโลกนำไปเหนือโลกคือ โลกุตตระ ได้แก่หนทางไปสู่พระนิพพานวิโมกข์ มี ๓ คือ อนิมิตตวิโมกข์ , อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ สุญญตวิโมกข์ ๑

      ๑. ถ้าผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานพิจารณาเห็นรูปนามเป็นอนิจจัง ชื่อว่า เป็นผู้มากด้วยศรัทธา เพราะเบื้องแรกมีศรัทธาพอประมาณ ครั้นเข้ามาปฏิบัติ ได้เห็นอนิจจังประจักษ์ชัด ด้วยอำนาจวิปัสสนาญาณของตนเองที่ได้พิสูจน์ดูมาแล้วนั้น จึงมีศรัทธามากเลื่อมใสมาก สัทธินทรีย์มีกำลังในพระบรมศาสดาอย่างแก่กล้ามาก จึงมีศรัทธามาก

      ๒. ถ้าผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานพิจารณาเห็นรูปนามเป็นทุกข์ชื่อว่ามากด้วยปัสสัทธิ คือความสงบ เพราะพิจารณาเห็นเป็นทุกข์ ใจก็น้อมไปสู่พระนิพพาน อันเป็นสุขที่สงบประณีต โดยพิจารณาเห็นว่าสังขารทั้งหลายเป็นทุกข์แท้ ถ้าตรงกันข้ามไม่มีสังขารคงเป็นสุข เป็นนิพพาน ใจก็เบิกบานแจ่มใส เต็มไปด้วยปีติปราโมทย์สมาธินทรีย์มีกำลังกล้าย่อมได้อัปปณิหิตวิโมกข์

      ๓. ถ้าผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นรูปนามเป็นอนัตตา ชื่อว่าเป็นผู้มากด้วยปัญญา มีปัญญาละเอียดสุขุมกัมภีรภาพมาก เป็นผู้ห่างไกลจากโมหะย่อมได้สุญญตวิโมกข์

      อนิมิตตวิโมกข์ แยกเป็น อนิมิตต + วิโมกข์, 

      อนิมิตต - ไม่มีเครื่องหมาย

      วิโมกข์ = พ้นวิเศษจากกิเลสทั้งหลาย อนิมิตตวิโมกข์ องค์ธรรมได้แก่อริยมรรด ซึ่งทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วเป็นไปโดยอาการไม่มีนิมิตคือ ไม่มีนิจจนิมิต ไม่มีธุวนิมิต และไม่มีอัตตนิมิต

      อัปปณิหิตวิโมกข์ แยกเป็น อัปปนิหิต + วิโมกข์, อัปปณิหิต = ไม่มีที่ตั้ง 

      วิโมกข์ - พ้นวิเศษจากกิเลสทั้งหลาย อัปปณิหิตวิโมกข์ องค์ธรรมได้แก่อริยมรรค ซึ่งทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ โดยอาการ ไม่มีที่ตั้งแห่งกิเลสตัณหา ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น

      สุญญวิโมกข์ แยกเป็น สุญญต - วิโมกข์ สูญญต = ว่างเปล่า วิโมกข์ = พ้นวิเศษจากกิเลสทั้งหลาย สุญญตวิโมกข์ องค์ธรรมได้แก่ อริยมรรค ซึ่งทำพระ นิพพานให้เป็นอารมณ์ โดยอาการว่างเปล่า คือ ว่างเปล่าจาก ราคะ โทสะ โมหะ 


พระอริยบุคคล ๘

      พระอริยสาวกทุกๆ รูป ต้องผ่านพระไตรลักษณ์และวิโมกข์ ๓ ด้วยกันทุกๆ รูป พระอริยบุคคล แปลว่า ท่านผู้ประเสริฐคือ มีความประพฤติทาง กาย วาจาใจ ดีงาม ด้วยอำนาจแห่งศีล สมาธิ ปัญญา อีกอย่างหนึ่งพระอริยบุคคลแปลว่า ท่านผู้ไกลจากข้าศึก คือ ไกลจากกิเลส มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น 

พระอริยบุคคล กล่าวโดยผลแห่งการปฏิบัติมีอยู่ ๘ คือ :-

      ๑. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค

      ๒. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล

      ๓. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในสกทาคามิมรรค

      ๔. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล

      ๕. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค

      ๖. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิผล

      ๗. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค

      ๘. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผลท่านที่จะได้เป็นพระอริยบุคคลเหล่านี้ต้องลงมือเจริญวิปัสสนากรรมฐานผ่านญาณต่างๆ ถึง ๑๖ ญาณ สำหรับโสดาปัตติมรรคอันเป็นมรรคที่ ๑ ส่วนมรรคที่ ๒, ๓, ๔, ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐานผ่านญาณต่างๆ เพียง ๑๓ ญาณ คือตั้งแต่พลวอุทยัพพยญาณ จนถึงปัจจเวกขณญาณและต้องผ่านอีก ๓ ครั้ง ก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ โดยชอบได้ โดยเสร็จกิจพรหมจรรย์แล้ว


พระอริยบุคคล ๗

      พระอริยบุคคลที่จะบรรยายต่อไปนี้มี ๓ จำพวก ก็อยู่ในจำพวกที่บรรยายมาแล้ว ทั้งนั้นจะต่างกันก็แต่เพียงว่าบางองค์มากด้วยศรัทธา บางองค์มากด้วยความสงบ ในเวลาปฏิบัติเท่านั้น

พระอริยบุคคล ๗ จำพวกนั้น คือ

      ๑. สัทธานุสารี (โสดาปัตติมรรค)

      ๒. สัทธาวิมุต (โสดาปัตติผล - อรหัตตผล)

      ๓. กายสักขี (โสดาปัตติมรรค - อรหัตตผล) (อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค กล่าวว่าบุคคลชื่อว่ากายสักขี เพราะทำให้แจ้งนิพพาน เพราะเป็นผู้ถูกต้อง ผลของรูปฌานและอรูปฌาน)

      ๔. อุภโตภาควิมุต (พระอรหันต์)

      ๕. ธัมมานุสารี (โสดาปัตติมรรค)

      ๖. ทิฏฐิปัตตะ (โสดาปัตติผล อรหัตตมรรค)

      ๗. ปัญญาวิมุต (พระอรหันต์)


------------------

      สัทธัมมปกาสินีอรรถกถา ขุ. ปฏิ กล่าวว่าใน ขุ. ปฏิ. ชี้แจงถึงอริยบุคคล ๕ ไว้ ไม่ชี้แจงถึงอริยบุดคล ๒ คืออุภโตภาควิมุต และปัญญาวิมุต แต่ในที่อื่นท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลใดมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยปัสสัทธิ ย่อมได้สมาธินทรีย์ บุคคลนั้นชื่อว่า กายสักขีในที่ทั้งปวง ส่วนบุคคลบรรลุอรูปฌานแล้วบรรลุผลอันเลิศ ชื่อว่า อุภโตภาควิมุต 

      อนึ่ง บุคคลใดมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ ย่อมได้ปัญญินทรีย์ บุคคลนั้นชื่อว่า ธัมมานุสารีในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ ในฐาน ๖ ชื่อว่า ปัญญาวิมุตในผลอันเลิศ (อรรถกถาวิโมกข์นิทเทศ หน้า ๓๙๓)

------------------

ความหมายอริยบุคคล ๗

      ๑. สัทธานุสารี พระอริยบุคคลผู้พิจารณารูปนามเห็นเป็นอนิจจัง สัทธินทรีย์ อินทรีย์คือ ศรัทธา มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง มีประมาณมากจึงได้บรรลุโสดาปัตติมรรค หมายเอาเฉพาะขณะแห่งโสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้นจึงได้เรียกว่า สัทธานุสารี แปลว่า ผู้มากด้วยศรัทธาบ้าง ผู้มีศรัทธามากบ้าง ผู้ระลึกตามศรัทธาบ้าง

      ๒. สัทธาวิมุต พระอริบุคคลผู้พิจารณารูปนามเห็นเป็นอนิจจัง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะเชื่ออยู่น้อมใจไปในขณะแห่งสกทาคามีมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค และเพราะเชื่ออยู่น้อมใจไปในขณะแม้แห่งผล ๔ หมายเอาโสดาปัตติผล - อรหัตตผล เพราะเหตุนั้นจึงได้เรียกว่าสัทธาวิมุต แปลว่าพ้นจากกิเลสเพราะมีศรัทธายิ่ง

      ๓. กายสักขี พระอริยบุคคลผู้พิจารณาเห็นรูปนามเป็นทุกขัง มากด้วยความสงบ ย่อมได้สมาธินทรีย์ ทำสมถกรรมฐานได้รูปฌาน อรูปฌาน ภายหลังเจริญวิปัสสนาแล้วได้บรรลุมรรค ผล นิพพานชื่อว่า กายสักขี แปลว่ามีนามกายเป็นพยานหมายเอาในขณะแห่งโสดาปัตติมรรคถึงอรหัตตผล

      ๔. อุภโตภาควิมุต พระอริยบุคคล ผู้เจริญสมถกรรมฐานจนได้อรูปฌานมาก่อนแล้ว จึงเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อ จนได้บรรลุอรหัตตผล นิพพานชื่อว่าอุภโตภาควิมุต แปลว่า ผู้หลุดพ้นด้วยส่วนทั้ง ๒ คือด้วยอรูปฌานและด้วยอริยมรรค

      ๕. ธัมมานุสารี พระอริยบุคคลผู้พิจารณารูปนามเห็นเป็นอนัตตา มากด้วยปัญญา ได้ปัญญินทรีย์เป็นธัมมานุสารีในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค

      ๖. ทิฏฐิปัตตะ พระอริยบุคคลผู้มีญาณอันตนได้ทราบได้เห็นได้รู้ได้ทำให้แจ้งได้ถูกต้องด้วยปัญญาว่า รูปนามเป็นทุกข์ พระนิพพานเป็นสุข ใส่ใจอนัตตาปัญญินทรีย์มาก เพราะปัญญามากจึงได้ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ      

      ๗. ปัญญาวิมุต แปลว่า ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา ได้แก่พระอริยบุคคลผู้เจริญวิปัสสนาล้วน จนได้เป็นพระอรหันต์


พระอริยะกับไตรลักษณ์

พระอริยบุคคลเหล่านี้ก็ต้องผ่านพระไตรลักษณ์มาด้วยกันทั้งนั้น

      ๑. อนิจจานุปัสสนาสังขารุเปกขาญาณ ได้แก่พระอริยบุคคล ๒ ประเภท สัทธานุสารี ๑ สัทธาวิมุต ๑

      ๒. ทุกขานุปัสสนาสังขารุเปกขาญาณ ได้แก่พระอริยบุคคล ๒ จำพวก กายสักขี ๑ อุภโตภาควิมุต ๑

      ๓. อนัตตานุปัสสนาสังขารุเปกขาญาณ ได้แก่พระอริยบุคคล ๓ จำพวก คือ ธัมมานุสารี ๑ ทิฏฐิปัตตะ ๑ ปัญญาวิมุต ๑

          ๑) ถ้าเห็นอนิจจัง มีสัทธินทรีย์มากได้บรรสุโสดาปัตติมรรค ฯลฯ อรหัตตผลเพราะมีศรัทธามากเรียกว่า สัทธานุสารี (ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค) สัทธาวิมุต(ในขณะแห่งโสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค ถึง อรหัตตผล) ส่วนอินทรีย์อีก ๔ อย่าง คือ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ เป็นไปตามสัทธินทรีย์ คือ เป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย

          ๒) ถ้าเห็นทุกข์ มีสมาธินทรีย์มาก ได้บรรลุโสดาปัตติมรรค ฯลฯ อรหัตตผล เพราะมีสมาธินทรีย์มาก เรียกว่า กายสักขี (ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรคถึงอรหัตตผล) ถ้าได้อรูปฌานแล้วจึงบรรลุอรหัตตผลเรียกว่า อุกโตภาควิมุต อินทรีย์อีก ๔ อย่าง ก็เป็นไปตามสมาธินทรีย์ คือ เป็นสหชาติปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย

          ๓) ถ้าเห็นอนัตตา มีปัญญินทรีย์ได้บรรลุโสดาปัตติมรรค ฯลฯ อรหัตตผล เพราะมีปัญญินทรีย์มากเรียกว่า ธัมมานุสารี (ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค) ทิฏฐิปัตตะ (ในขณะแห่งโสดาปัตติผลถึงอรหัตตมรรค) ปัญญาวิมุต (ในขณะแห่งอรหัตตผล) อินทรีย์อีก ๔ อย่าง ก็เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้น คือ เป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย

      พระอริยสาวกทุกๆ รูป ต้องปฏิบัติวิปัสสนาผ่านสภาวะต่างๆ ดังกล่าวมานี้ด้วยกันทั้งนั้น


[full-post]

๑๒. สังขารุเปกขาญาณ (๔)


พระอริยะกับวิโมกข์

วิโมกข์ คือความหลุดพ้นเป็นชื่อขององค์ธรรมที่ถึงพระนิพพานมีอยู่ ๓ อย่าง

      ๑. อนิมิตตวิโมกข์

      ๒. อัปปณิหิตวิโมกข์

      ๓. สุญญตวิโมกข์

ที่ได้ชื่อเช่นนี้ เพราะอำนาจแห่งการเจริญวิปัสสนามาโดยลำดับๆ จนเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน

      ๑. ถ้าพิจารณาเห็นอนิจจัง มีศรัทธามาก ได้อนิมิตตวิโมกข์ คือมีอนิมิตตวิโมกข์เป็นอธิบดี ส่วนวิโมกข์ทั้ง ๒ ของภาวนาก็เป็นไปตามวิโมกข์ คือ เป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอันเดียวกัน จัดเป็นภาวนาเพราะอรรถว่า มีรสเหมือนกันในเวลาแทงตลอดอริยสัจ ๔ ก็มีรสเป็นอันเดียวกัน

      ๒. ถ้าพิจารณาเห็นทุกขัง มีปัสสัทธิมากได้อัปปณิหิตวิโมกข์คือ มีอัปปณิหิตวิโมกข์เป็นอธิบดี ส่วนวิโมกข์ทั้ง ๒ ของภาวนาก็เป็นไปตามวิโมกข์นี้คือเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอันเดียวกันจัดเป็นภาวนาเพราะอรรถว่า มีรสเหมือนกัน ในเวลาแทงตลอดอริยสัจ ๔ ก็มีรสเป็นอันเดียวกัน

      ๓. ถ้าพิจารณาเห็นอนัตตา มีปัญญามากได้สุญญตวิโมกข์คือ มีสุญญตวิโมกข์เป็นอธิบดี ส่วนวิโมกข์ทั้ง - ของภาวนาก็เป็นไปตามวิโมกข์นี้ คือเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย มีรสเป็นอันเดียวกันจัดเป็นภาวนา เพราะอรรถว่ามีรสเหมือนกัน ในเวลาแทงตลอดอริยสัจ ๔ ก็มีรสเป็นอันเดียวกัน

      ถ้าผู้ใดปฏิบัติชอบปฏิบัติถูก ผู้นั้นได้ชื่อว่า ได้เจริญภาวนาสามารถยังวิโมกข์ทั้ง ๓ ให้เกิดขึ้นได้ ถ้าปฏิบัติผิดปฏิบัติไม่ถูก วิโมกข์ทั้ง ๓ จะไม่เกิดขึ้น

      ๑) ถ้าพิจารณาเห็นอนิจจัง จิตออกจากนิมิตมีธุวนิมิตเป็นต้น แล้วแล่นไปในอนิมิต คือนิพพานเรียกว่า หลุดพ้นด้วยอนิมิตตวิโมกข์

      ๒) ถ้าพิจารณาเห็นทุกขัง จิตออกจากปวัตตะคือรูปนามที่กำลังเกิดคับอยู่แล้วแล่นไปในอัปปวัตตะคือ นิพพาน เรียกว่า หลุดพ้นด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์

      ๓) ถ้าพิจารณาเห็นอนัตตา จิตออกจากนิมิตและปวัตตะแล้วแล่นไปในอนิมิตและอัปปวัตตะ เรียกว่า หลุดพ้นด้วยสุญญตวิโมกข์วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างๆ กันเพราะอาการ ๔ มี อธิบดี ตั้งมั่น อภินิหาร(ความน้อมจิตไป) นำออกจากวัฏฏะ ตัวอย่างเช่น

      เมื่อเห็นอนิจจัง อนิมิตตวิโมกข์เป็นอธิบดี จิตตั้งมั่นด้วยอนิมิตตวิโมกข์ จิตมีอภินิหารค้วยอนิมิตตวิโมกข์ ก็นำไปสู่นิพพาน ด้วยอนิมิตตวิโมกข์ถ้าเห็นทุกขัง อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นอธิบดี จิตตั้งมั่นด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์จิตมีอภินิหารด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ นำไปสู่นิพพาน ด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ถ้าเห็นอนัตตา สูญญตวิโมกข์เป็นอธิบดี จิตตั้งมั่นด้วยสุญญตวิโมกข์ จิตมีอกินิหารด้วยสุญญตวิโมกข์นำเข้าสู่นิพพาน ด้วยสุญญตวิโมกข์ อย่างนี้เรียก วิโมกข์ทั้ง ๓ มีในขณะต่างกัน เพราะอาการ ๔


ส่วนวิโมกข์ทั้ง ๓ มีในขณะเดียวกัน เพราะอาการ ๗ คือ

      ๑. เมื่อเห็นอนิจจัง จิตก็หลุดพ้นจากนิมิตชื่อว่า อนิมิตตวิโมกข์ เมื่อพันจากนิมิดใดไม่ตั้งอยู่ในนิมิตนั้น ชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ เมื่อจิตไม่ตั้งอยู่ในนิมิตใดก็ว่างจากนิมิตนั้นชื่อว่า สุญญตวิโมกข์ เมื่อว่างจากนิมิตใด นิมิตนั้นชื่อว่า อนิมิตตวิโมกข์ วิโมกข์ทั้ง ๓ มีในขณะเดียวกัน เพราะอาการ ๗ ดังนี้ :

      ๑) เพราะการประชุมพร้อมกัน

      ๒) เพราะการบรรลุพร้อมกัน

      ๓) เพราะการได้มาพร้อมกัน

      ๔) เพราะการแทงตลอดพร้อมกัน

      ๕) เพราะการทำให้แจ้งพร้อมกัน

      ๖) เพราะการถูกต้องพร้อมกัน

      ๗) เพราะการตรัสรู้พร้อมกัน

      ๒. เมื่อเห็นทุกขัง จิตก็หลุดพ้นจากปณิธิชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ ไม่ตั้งอยู่ในปณิธิใดก็ว่างจากปณิธินั้น ชื่อว่า สุญญตวิโมกข์ ว่างจากนิมิตใด นิมิตนั้นชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ไม่มีนิมิต เพราะนิมิตใดไม่ตั้งอยู่ในนิมิตนั้น ชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์วิโมกข์ทั้ง ๓ มีในขณะเดียวกัน เพราะอาการ  มี เพราะการประชุมพร้อมกัน เป็นต้น ดังบรรยายมาแล้วนั้น

      เมื่อเห็นอนัตตา ก็หลุดพ้นจากการยึดมั่นชื่อว่า สุญญตวิโมกข์ ว่างจากนิมิตใดนิมิตนั้น ชื่อว่า อนิมิตตวิโมกข์ ไม่มีนิมิตเพราะนิมิตใดไม่ตั้งอยู่ในนิมิตนั้น ชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ ไม่ตั้งอยู่ในนิมิตใคว่างจากนิมิตนั้นชื่อว่า สุญญตวิโมกข์วิโมกข์ทั้ง ๓ มีในขณะเดียวกันเพราะอาการ ๓ มี เพราะการประชุมพร้อมกัน เพราะบรรลุพร้อมกัน เป็นต้น ดังบรรยายมาแล้วนั้น


ลำดับวิปัสสนาญาณ ๓ มี ๑๕

มุญจิตุกัมยตาญาณ ๑ ปฏิสังขาญาณ ๓ สังขารุเปกขาญาณ ๑ ทั้ง ๓ ญาณ นี้โดยใจความเป็นอันเดียวกัน ดังที่ปรากฎอยู่ในปฏิสังภิทามรรค ถอดใจความได้ดังนี้

      ๑. ปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดดับของรูปนามแล้ว อยากหลุดพ้นจากรูปจัดเป็น มุญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาดูความเกิดดับของรูปนาม จัดเป็นปฏิสังขาญาณ ความวางเฉยต่อความเกิดคับของรูปนามจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๒. ปัญญาพิจารณาเห็นความเป็นไปของรูปนามที่กำลังเกิดดับอยู่ แล้วอยากหลุดพ้นจากรูปนาม จัดเป็น มุญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาดูรูปนามที่กำลังเกิดดับอยู่นั้น จัดเป็น ปฏิสังขาญาณ ความวางเฉยในรูปนามที่กำลังเกิดดับอยู่นั้นจัดเป็นสังขารุเปกขาญาณ

      ๓. ปัญญาที่พิจารณาเห็นนิมิตคือ ความไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนเป็นต้น ของรูปนามทั้งปวง แล้วอยากหลุดพันจากรูปนามนั้นจัดเป็น มูญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาดูรูปนามนั้นจัดเป็นปฏิสังขาญาณ ความวางเฉยในรูปนามนั้นจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๔. ปัญญาที่พิจารณาเห็นกรรมที่เป็นเหตุให้รูปนามเกิดอีกแล้วอยากหลุดพ้นจัดเป็น มุญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาคูรูปนามนั้นจัดเป็น ปฏิสังขาญาณความวางเฉยในรูปนามนั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๕. ปัญญาที่พิจารณาเห็นรูปนามปฏิสนธิ คือเห็นการเกิดขึ้นต่อไปอีกของรูปนาม แล้วอยากหลุดพันจัดเป็น มุญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาดูรูปนามนั้นจัดเป็น ปฏิสังขาญาณ ความวางเฉยในรูปนามนั้นจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๖. ปัญญาพิจารณาเห็นคติของรูปนามแล้วอยากหลุดพ้น จัดเป็น บุญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาดูรูปนามนั้นจัดเป็น ปฏิสังขาญาณ ความวางเฉยในรูปนามนั้นจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๗. ปัญญาพิจารณาเห็นความบังเกิดขึ้นของขันธ์ทั้งหลาย แล้วอยากหลุดพัน จัดเป็นบุญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาคูรูปนามนั้นจัดเป็น ปฏิสังขาญาณ ความวางเฉยในรูปนามนั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๘. ปัญญาพิจารณาเห็นอุปปัตติ คือความเป็นไปแห่งวิบากของรูปนามที่กำลังเกิดดับอยู่ แล้วอยากหลุดพ้น จัดเป็น บุญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาดูรูปนามนั้นจัดเป็น ปฎิสังขาญาณ ความวางเฉยในรูปนามนั้นจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๙. ปัญญาพิจารณาเห็นชาติ คือความเกิดขึ้นของรูปนาม แล้วอยากหลุดพ้น จัดเป็น บุญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาดูรูปนามนั้นจัดเป็น ปฏิสังขาญาณความวางเฉยในรูปนามนั้นจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๐. ปัญญาที่พิจารณาเห็นความชราของรูปนามนั้นแล้วอยากหลุดพ้นจัดเป็น มุญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาดูรูปนามนั้นจัดเป็น ปฏิสังขาญาณความวางเฉยในรูปนามนั้นจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๑. ปัญญาพิจารณาเห็นความเจ็บไข้ของรูปนามแล้วอยากหลุดพ้น จัดเป็น มุญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาดูรูปนามนั้นจัดเป็น ปฏิสังขาญาณ ความวางเฉยในรูปนามนั้นจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๒. ปัญญาที่พิจารณาเห็นความตายของรูปนาม แล้วอยากหลุดพ้น จัดเป็นมุญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาคูรูปนามนั้นจัดเป็น ปฏิสังขาญาณ ความวางเฉยในรูปนามนั้นจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๓. ปัญญาที่พิจารณาเห็นความเศร้าโศก คือความเร่าร้อนแห่งใจเพราะประสบกับความเสื่อมญาติเสื่อมหรัพย์ ถูกโรคภัยเบียดเบียนอยากหลุดพ้น จัดเป็นมุญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาดูรูปนามนั้นจัดเป็น ปฏิสังขาญาณ ความวางเฉยในรูปนามนั้นจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๔. ปัญญาที่พิจารณาเห็นปริเทวะ คือความพิไรรำพันบ่นเพ้อไปต่างๆนานา เพราะประสบกับความเสื่อม & ประการ มีความเสื่อมญาติเป็นต้น แล้วอยากหลุดพ้นจัดเป็น บุญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาคูรูปนามนั้นจัดเป็น ปฏิสังขาญาณ ความวางเฉยในรูปนามนั้นจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๕. ปัญญาที่พิจารณาเห็นอุปายาสะ คือความคับแค้นใจ เพราะได้ประสบกับความทุกข์แห่งใจขนาดหนัก เนื่องจากญาติตายบ้าง ทรัพย์สมบัติวิบัติไปบ้างถูกโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนบ้าง เห็นผิดบ้าง ศีลวิบัติบ้าง องค์ธรรมได้แก่โทสะนั้นเองแล้วอยากหลุดพ้น จัดเป็น มุญจิตุกัมยตาญาณ ความตั้งใจพิจารณาดูรูปนามนั้นจัดเป็นปฏิสังขาญาณ ความวางเฉยในรูปนามนั้นจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ อาการที่ได้พรรณนาทั้ง ๑๕ ข้อ จัดเป็นลักษณะของญาณทั้ง ๓ แยกให้ละเอียดออกไปอีกเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาและการปฏิบัติ

      ธรรมดานักปฏิบัติธรรมทุกๆ ท่านทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ทั้งในอดีตอนาคตปัจจุบัน จะต้องมีสภาวะอันเป็นผลแห่งการปฏิบัติเกิดขึ้นเหมือนๆ กัน ดุจน้ำทะเล อันธรรมดาน้ำทะเลจะอยู่ประเทศใดเมืองใดก็ต้องมีรสเค็มเหมือนกัน ฉะนั้นจะเป็นชนชาติใด ภาษาใดก็ตาม ถ้าได้เข้ามาปฏิบัติธรรมคือ วิปัสสนากรรมฐานนี้แล้วจะมีญาณต่างๆ เกิดขึ้นเหมือนๆ กันทั้งหมดนี้แหละ เป็นความอัศจรรย์ของพระพุทธศาสนา

[full-post]

 


๑๒. สังขารุเปกขาญาณ (๕)


พิจารณารูปนามเป็นทุกข์

ลักษณะอาการของ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขาญาณ และสังขารุเปกขาญาณ นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีอยู่อีกมาก แต่จะได้อธิบายรวมกันเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

      ๑. ปัญญาพิจารณาเห็น ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนามจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๒. ปัญญาพิจารณาเห็น ความเป็นไปของรูปนามที่เกิดมาแล้วเป็นทุกข์ความอยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนามจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๓. ปัญญาพิจารณาเห็น สังขารนิมิตคือความเป็นอนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะอนัตตลักษณะ ของรูปนามทั้งหมดเป็นทุกข์ จยากหลุดพันตั้งใจปฏิบัติ วางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๔. ปัญญาพิจารณาเห็น กรรมที่เป็นเหตุให้สัตว์ถือปฏิสนธิอีกเป็นทุกข์ อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนามจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๕. ปัญญาพิจารณาเห็น การถือปฏิสนธิคือเกิดขึ้นมาอีก เป็นทุกข์อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนามจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๖. ปัญญาพิจารณาเห็นคติใดๆ ก็ตามมี ทุคคติ สุคติ เป็นทุกข์ อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนามจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๗. ปัญญาพิจารณาเห็น ความบังเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลาย เป็นทุกข์อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนามจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๘. ปัญญาพิจารณาเห็น ความอุบัติขึ้นของรูปนาม ได้แก่ความเป็นไปแห่งผลกรรมของรูปนามเป็นทุกข์ อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็นสังขารุเปกขาญาณ

      ๙. ปัญญาพิจารณาเห็น ชาติ เป็นทุกข์อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๐. ปัญญาพิจารณาเห็น ชรา เป็นทุกข์อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๑. ปัญญาพิจารณาเห็น พยาธิ เป็นทุกข์อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๒. ปัญญาพิจารณาเห็น ความตาย เป็นทุกข์อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังบารุเปกขาญาณ

      ๑๓. ปัญญาพิจารณาเห็น ความเศร้าโศก เป็นทุกข์อยากหลุดพ้นตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๔. ปัญญาพิจารณาเห็น ความพิไรรำพันบ่นเพ้อร้องไห้ เป็นทุกข์อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติ วางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารูเปกขาญาณ

      ๑๕. ปัญญาพิจารณาเห็น ความกับแค้นใจ เป็นทุกข์อยากหลุดพัน ตั้งใจปฏิบัติ วางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

อาการดังพรรณนาทั้ง ๑๕ ข้อ ก็จัดเป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณ และนอกจากนี้ยังมีอยู่อีกคือ...


พิจารณารูปนามเป็นภัย

๑. ปัญญาพิจารณาเห็น ความเกิดขึ้น เป็นภัยอยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

๒. ปัญญาพิจารณาเห็นความเป็นไปของรูปนามที่เกิดมาแล้ว เป็นภัยอยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

๓. ปัญญาพิจารณาเห็นสังขารนิมิต คือความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ไม่ยั่งยืน ไม่สวยงาม ไม่ใช่ตัวตน เป็นภัยอยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติ วางเฉยต่อรูปนามจัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

๔. ปัญญาพิจารณาเห็นกรรมที่เป็นเหตุให้สรรพสัตว์ถือปฏิสนธิอีกเป็นภัย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติ วางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

๕. ปัญญาพิจารณาเห็นการถือปฏิสนธิเกิดขึ้นมาอีก เป็นภัย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติ วางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

๖. ปัญญาพิจารณาเห็นคติใดๆ ก็ตาม มี ทุคคติ สุคติ เป็นภัย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติ วางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

๗. ปัญญาพิจารณาเห็นความบังเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลาย เป็นภัย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติ วางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

๘. ปัญญาพิจารณาเห็นความเป็นไปแห่งวิบาก คือผลกรรมของรูปนามเป็นภัย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติ วางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

๙. ปัญญาที่พิจารณาเห็นดวามเกิดเป็นภัย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

๑๐. ปัญญาที่พิจารณาเห็นความแก่เป็นภัย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

๑๑. ปัญญาที่พิจารณาเห็นความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นภัย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติ วางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

๑๒. ปัญญาที่พิจารณาเห็นความตายเป็นภัย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

๑๓. ปัญญาที่พิจารณาเห็นความเศร้าโศกเป็นภัย อยากหลุดพัน ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

๑๔. ปัญญาที่พิจารณาเห็นความพิไรรำพันบ่นเพ้อร้องไห้เป็นภัย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติ วางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

๑๕. ปัญญาที่พิจารณาเห็นความกับแค้นใจเป็นภัย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติ วางเฉยต่อรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

     อาการดังที่พรรณนาทั้ง ๑๕ ข้อก็จัดเป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณ นอกจากนี้ยังมีอยู่อีกคือ-


พิจารณารูปนามแล้ววางเฉย

      ๑. ความเกิดขึ้น  เป็นสังขารทั้งหลาย วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น เป็นอุเบกขา สังขารทั้งหลายก็ดี ตัวอุเบกขาก็ดี ทั้ง ๒ นี้จัดเป็นสังขารธรรม วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๒. ความเป็นไปของรูปนาม เป็นสังขารทั้งหลาย วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น เป็นอุเบกขา สังขารทั้งหลายก็คื ตัวอุเบกขาก็ดี ทั้ง ๒ นี้จัดเป็นสังขารธรรมวางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณนิมิตทั้ง ๓ มีอนิจจลักษณะเป็นต้น เป็นสังขารทั้งหลาย วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น เป็นอุเบกขา สังขารทั้งหลายก็ดี ตัวอุเบกขาก็ดี ทั้ง ๒ นี้จัดเป็นสังขารธรรม วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๔. อายูหนะ คือกรรมที่เป็นเหตุให้ปฏิสนธิอีกต่อไป เป็นสังขารทั้งหลายวางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น เป็นอุเบกขา สังขารทั้งหลายก็ดี ตัวอุเบกขาก็ดี ทั้ง ๒ นี้จัดเป็นสังขารธรรม วางเฉยต่อสั่งขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารูเปกขาญาณ

      ๕. ปฏิสนธิ เป็นสังขารทั้งหลาย วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น เป็นอุเบกขา สังขารทั้งหลายก็ดี ตัวอุเบกขาก็ดี ทั้ง ๒ นี้จัดเป็นสังขารธรรม วางเฉยต่อสั่งขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๖. คติ เป็นสังขารทั้งหลาย วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น เป็นอุเบกขาสังขารทั้งหลายก็ดี ตัวอุเบกขาก็ดี ทั้ง ๒ นี้จัดเป็นสังขารธรรม วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๗. นิพพัตติ ความบังเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลาย เป็นสังขารทั้งหลายวางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น เป็นอุเบกขา สังขารทั้งหลายก็ดี ตัวอุเบกขาก็ดี ทั้ง ๒ นี้จัคเป็นสังขารธรรม วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๘. อุปปัตติ ความเป็นไปแห่งวิบาก คือผลกรรมของสรรพสัตว์ เป็นสังขารทั้งหลาย วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น เป็นอุเบกขา สังขารทั้งหลายก็ดี ตัวอุเบกขาก็ดี ทั้ง ๒ นี้จัดเป็นสังขารธรรม วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๙. ชาติ เป็นสังขารทั้งหลาย วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น เป็นอุเบกขาสังขารทั้งหลายก็ดี ตัวอุเบกขาก็ดี ทั้ง ๒ นี้จัดเป็นสังขารธรรม วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๐. ชรา เป็นสังขารทั้งหลาย วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น เป็นอุเบกขาสังขารทั้งหลายก็ดี ตัวอุเบกขาก็ดี ทั้ง ๒ นี้จัดเป็นสังขารธรรม วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๑. พยาธิ เป็นสังขารทั้งหลาย วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น เป็นอุเบกขา สังขารทั้งหลายก็ดี ตัวอุเบกขาก็ดี นี้จัดเป็นสังขารธรรม วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๒. มรณะ เป็นสังขารทั้งหลาย วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น เป็นอุเบกขา สังขารทั้งหลายก็ดี ตัวอุเบกขาก็ดี ทั้ง ๒ นี้จัดเป็นสังขารธรรม วางเฉยต่อสั่งขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๓. ความเศร้าโศก เป็นสังขารทั้งหลาย วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น เป็นอุเบกขา สังขารทั้งหลายก็ดี ตัวอุเบกขาก็ดี ทั้ง 2 นี้จัดเป็นสังขารธรรม วางเฉยต่อสั่งขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๔. ความพิไรรำพันบ่นเพ้อร้องไห้ เป็นสังขารทั้งหลาย วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น เป็น อุเบกขา สังขารทั้งหลายก็ดี ตัวอุเบกขาก็ดี ทั้ง ๒ นี้จัดเป็นสังขารธรรม วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      ๑๕. ความกับแค้นใจ เป็นสังขารทั้งหลาย วางเฉยต่อสังขารเหล่านั้น จัดเป็นอุเบกขา สังขารทั้งหลายก็ดี ตัวอุเบกขาก็ดี ทั้ง - นี้จัดเป็นสังขารธรรม วางเฉยต่อสั่งขารเหล่านั้น จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      อาการดังบรรยายทั้ง ๑๕ ข้อ จัดเป็นลักษณะของสังขารุเปกขาญาณ


วิปัสสนาญาณ ๓ ที่เหมือนกัน

มุญจิตุกัมยตาญาณ ๑ ปฏิสังขาญาณ ๑ สังขารุเปกขาญาณ ๑ ทั้ง ๓ อย่าง มีใจความเดียวกัน ต่างกันโดยพยัญชนะเท่านั้น

๑. ปพฺพภาเค นิพฺพิทาณาเณน นิพฺพินฺนสฺส อุปฺปาทีนิ ปริจฺจชิตุกามตา มุญฺจิตุกมฺยตา ฯ

      ในตอนต้นความอยากจะสละอาการ ๑๕ อย่าง มีอุปปาทะเป็นต้น มีละความผูกพัน ละความพอใจ ละความกำหนัดในรูปนามนั้น ด้วยนิพพิทาญาณ จัดเป็น มุญจิตุกัมยตาญาณ

๒. มุญจนสฺส อุปายกรณตฺถํ มชฺเฌ ปฏิสงฺขานํ ปฏิสงฺขา ฯ ในตอนกลางการพิจารณาเพื่อหาอุบายปล่อยวางบ่อยๆ จัดเป็น ปฏิสังขาญาณ

๓. มุญฺจิตฺวา อวสาเน อชฺฌุเปกฺขานํ สนฺติฏฺฐนา ฯ ในตอนอวสาน สละความอาลัย แล้ววางเฉยในรูปนาม จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ

      สรุปดวามสั้นๆ ดังนี้ อยากหลุดพ้นด้วยพิจารณาบ่อยๆ ด้วย วางเฉยด้วย จัดเป็น สังขารุเปกขาญาณ


ยอดของวิปัสสนา

ธรรมดาต้นไม้และพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ ต้องมียอดฉันใด วิปัสสนาก็ฉันนั้น ต้องมียอดเช่นกัน ยอดของวิปัสสนานั้นมีอยู่ ๒ อย่าง

      ๑. สิกขาปัตตะ วิปัสสนาที่ถึงยอดถึงปลาย ถึงความสูงสุด ได้แก่สังขารุเปกขาญาณที่ครบองค์ ๖ เมื่อครบ ๖ แล้ว ผู้นั้นก็มีหวังจะได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน อย่างแน่นอน

      ๒. วุฏฐานคามินี วิปัสสนาที่ถึงการออกไป มีสืบต่อกันกับมรรด ดังมีหลักฐานรับรองไว้ว่า มคฺเคน สทฺธึ ฆฏิยติ ฯ แปลว่า สืบต่อกันกับมรรคมรรค ชื่อว่า วุฏฐานะ เพราะออกจากวัตถุที่ยึดอันเป็นนิมิต ๒ ประการ

      ก. นิมิตฺตภูโต อภินิวิฏชวตฺถุโต ฯ ออกจากนิมิต ออกจากวัตถุที่เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่น ได้แก่ขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา

      ข. อชฺฌตฺตปฺปวตฺตนโต ออกจากความเป็นไปแห่งมิจฉาทิฏฐิ ในภายในขันธสันดานของตน และออกจากกองกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฏฐินั้นเพราะเหตุทั้ง 2 ประการ วิปัสสนา จึงได้ชื่อว่า วุฏฐานคามินี ฯ


องค์ ๖ ประการของสังขารุเปกขาญาณ

      ๑. ภยญฺจ นนฺทิญฺจ วิปฺปหาย (วิสุทธิมรรค) ไม่มีความกลัว ไม่มีความยินดียินร้าย กำหนดได้สม่ำเสมอเรียบร้อย ปราศจากอุปสรรคความขัดข้อง กำหนดได้ง่ายที่สุด

      ๒. เนว สุมโน โหติ น ทุมฺมโน อเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโน (วิภังคบาลี) ดีใจก็ไม่มี เสียใจก็ไม่มี มีแต่สติสัมปชัญญะ กำหนดเฉยอยู่

      ๓. สพฺพสงฺขาเรสุ อุทาสิโน โหติ มชฺฌตฺโต (วิสุทธิมรรค) ผู้เป็นกลางวางเฉยอยู่ในสังขารทั้งปวง ไม่ถือเอาว่าเป็นเราเป็นของเรา เปรียบดังบุรุษที่หย่าขาดจากฎรรยา ฉะนั้น

      ๔. สนฺติฏฺฐนา ปญญา (ปฏิสัมภิทามรรค) ปล่อยวางแล้ววางเฉยได้ในที่สุดหรือสมาธิตั้งอยู่นาน กำหนดอยู่ได้นานๆ ไม่อยากลุกขึ้นเพราะใจสงบ ความฟุ้งซ่านไม่มีนิวรณธรรมก็ไม่รบกวน

      ๕. สปฺปคฺเค ปีฏฺฐํ วฏฺฏิยมานํ วิย (วิสุทธิมรรค) วิปัสสนาญาณนั้น เหมือนแป้งในกระด้งที่ถูกขยี้อยู่ เหมือนฝ่ายที่ปล้อน (เมล็ด) แล้วถูกชีอยู่ กำหนดสังขารทั้งหลายโดยประการต่างๆ จนละความกลัวและความยินดีได้แล้ว มีความเป็นกลางในการตรวจสอบสังขาร ตั้งอยู่ในอนุปัสสนา ๓

      ๖. ปฏิลียติ ปฏิกุฏติ ปฏิวฏฺฏติ น สมฺปสาริยติ (วิสุทธิมรรค) จิตใจของพระโยคีบุคคล ย่อมถอยย่อมหดย่อมกลับ ไม่เหยียดยืนไปในภพ ๓ กำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ สัตตาวาส ๘ หมายถึง จิตใจแคบเข้ามาคิดฟุ้งซ่านออกไปข้างนอกน้อยที่สุด จนแทบจะไม่มีในขณะที่กำหนดอยู่ แม้อารมณ์ภายในก็ถอยลงมา เหมือนกับยางที่ยืดออกไปแล้วกลับหดเข้ามาฉะนั้น


วิธีออกจากความยึดมั่น ๑๘ นัย

      ๑. ยึดมั่นรูปนามภายในออกเพราะรูปนามภายใน เช่น บุคคลบางคน พิจารณารูปนามภายในแล้วพิจารณารูปนามภายนอก คือรูปนามของผู้อื่นกับสังขารที่ไม่มีใจครองเห็นชัดว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วกลับมาพิจารณารูปนามภายในมรรคก็จะเกิดขึ้น มีหลักฐานรับรองไว้ว่า ตสฺเสวํ สมฺมสโต อชฺฺฌตฺตํ สมฺมสนกาเล วิปสฺสนา มคฺเคน สทฺธึ ฆฏิยติ ฯ

      เมื่อโยคาวจรนั้นพิจารณารูปนามอยู่อย่างนี้ ในเวลาพิจารณารูปนามภายในวิปัสสนาก็สืบต่อกับมรรค หมายความว่า มรรคจะเกิดก็เพราะวิปัสสนา

      ๒. ยึดมั่นรูปนามภายในออกเพราะรูปนามภายนอก เช่น พิจารณารูปนามภายในบ้างพิจารณารูปนามภายนอกดังที่กล่าวมาแล้วนั้นบ้าง แต่เวลาพิจารณารูปนามภายนอกวิปัสสนาก็สืบต่อกับมรรคคือ มรรคเกิด ดังมีหลักฐานรับรองไว้ว่า สเจ ปนสฺส พหิทฺธา สมฺมสนกาเล วิปสฺสนา มคฺเคน สทฺธึ ฆฏิยติ ฯ

      หากว่าโยคาวจรนั้นพิจารณารูปนามภายนอก วิปัสสนาก็สืบต่อกันกับมรรคตัวอย่างเช่นพระสารีบุตร ได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิเพียงย่อๆ ว่า

      เย ธมฺมา เหตุปุปภวา     เตสํ เหตุํ ตถาคโต

      เตสญจ โย นิโรโธ         เอวํ วาที มหาสมโณ ฯ

      ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ มีเหตุเป็นแคนเกิด พระตถาคต ตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และตรัสความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะ มีปรกติตรัสอย่างนี้

      พอฟังเท่านี้ ท่านก็สามารถเข้าใจได้ดีว่า :- ยงกิญจิ สมุทยธมมสพฺพนุตํ นิโรธธมฺมํ ฯ สิ่งใด สิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดสิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา

      ถ้าพิจารณาเห็นอย่างนี้แล้วออกจากขันธ์  คือมรรคเกิดชื่อว่าออกจากขันธ์ ๕ โดยประหาณคราวเดียว

      ๓. พิจารณารูปนามภายนอกออกเพราะรูปนามภายนอก เช่น พิจารณารูปนามของคนอื่นและสังขารที่ไม่มีใจครองแล้วมรรคเกิด

      ๔. พิจารณารูปนามภายนอกออกจากรูปนามภายในเช่น พิจารณารูปนามของคนอื่น และสังขารที่ไม่มีใจครอง แล้วกลับมาพิจารณารูปนามภายในจึงได้บรรลุมรรค

      ๕. พิจารณารูปออกเพราะรูป เช่น พิจารณามหาภูตรูป อุปาหายรูปทำให้เป็นกองๆ แล้วพิจารณา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เห็นแน่ชัดว่าไม่ใช่รูปเป็นแต่ นามเท่านั้น แล้วกลับมาพิจารณาอีก มรรถก็เกิดขึ้น ดังมีหลักฐานรับรองไว้ว่า : "ตสฺเสวํ สมฺมสโต รูปสมฺมสนกาเล วิปสฺสนา มคฺเคน สทฺธึ มฏิยติ ฯ" เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมนั้นพิจารณาอยู่อย่างนี้ ในเวลาพิจารณารูปวิปัสสนาก็สืบต่อกับมรรคคือ มรรคเกิด

      ๖. พิจารณารูปออกเพราะนาม เช่น พิจารณารูปพิจารณานาม ครั้นกลับมาพิจารณานาม มรรคก็เกิด ดังมีหลักฐานรับรองไว้ว่า : "สเจ ปนสฺส อรูปสมฺมสนกาเล วิปสฺสนา มคฺเคน สทฺธึ ฆฎิยติ ฯ" หากว่านักปฏิบัตินั้นพิจารณารูปและนามอยู่ ครั้นกลับมาพิจารณานามวิปัสสนาก็เกิดสืบต่อกับมรรค

      ๗. พิจารณานามออกเพราะนาม เช่น พิจารณานามแล้วมรรคเกิด

      ๘. พิจารณานามออกเพราะรูป เช่น พิจารณานามขันธ์ ๔ แล้วพิจารณารูปมรรคเกิด

      ๙. พิจารณารูปออกเพราะรูปนามพร้อมกันเช่น พิจารณาว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา แล้วมรรคเกิด

      ๑๐. พิจารณาอนิจจังออกทางอนิจจัง เช่น เมื่อแรกพิจารณาอนิจจังก่อนต่อมาพิจารณาทุกขัง และอนัตตา เวลาจะออกจริงๆ เห็นอนิจจัง ดังมีหลักฐานรับรองไว้ว่า "ตสฺเสวํ ปฏิปนฺนสฺส อนิจฺจโต สมฺมสนกาเล วุฏฺฐานํ โหติ ฯ" เมื่อนักปฏิบัติธรรมปฏิบัติอย่างนี้ เวลาพิจารณาโดยเป็นอนิจจัง ย่อมออกคือมรรคเกิด

      ๑๑. พิจารณาอนิจจังออกทางทุกขัง เช่น ครั้งแรกพิจารณาเห็นอนิจจังครั้นจะถึงมรรค เห็นทุกขัง พอเห็นทุกขัง มรรคเกิด

      ๑๒. พิจารณาอนิจจังออกทางอนัตตา เช่น ครั้งแรกพิจารณาอนิจจังก่อนต่อมาพิจารณาเห็นทุกขัง ครั้นจะถึงมรรด อนัตตาปรากฎแล้วมรรดเกิด คังมีหลักฐานรับรองไว้ว่า "สเจ ปนสฺส ทุกฺขโต อนตฺตโต สมฺมสนกาเล วุฏฺฐานํ โหติ ฯ" หากว่านักปฏิบัติธรรมครั้งแรกพิจารณาเห็นอนิจจัง ต่อมาเห็นทุกขัง พอเห็นอนัตตา มรรคเกิด

      ๑๓. พิจารณาเห็นทุกขังออกทางทุกขัง เช่น เมื่อแรกพิจารณาเห็นทุกขังต่อมาเห็นอนิจจัง และอนัตตา ครั้นใกล้จะถึงมรรทุกขังก็ปรากฎชัด แล้วมรรคเกิด

      ๑๔. พิจารณาเห็นทุกขังออกทางอนิจจัง เช่น เบื้องแรกเห็นทุกขัง ต่อมาเห็นอนิจจังและอนัตตา ครั้นใกล้จะถึงมรรค อนิจจังปรากฎชัด แล้วมรรคเกิด

      ๑๕. พิจารณาเห็นทุกขังออกทางอนัตตา เช่น เบื้องแรกเห็นทุกขัง ต่อมาเห็นอนิจจังและอนัตตา เมื่อใกล้จะถึงมรรคอนัตตาปรากฏชัด แล้วมรรคเกิด

      ๑๖. พิจารณาเห็นอนัตตาออกทางอนัตตา เช่น เบื้องแรกเห็นอนัตตาต่อมาเห็นอนิจจังและทุกขัง ครั้นใกล้จะถึงมรรคอนัตตาปรากฏชัด แล้วมรรคเกิด

      ๑๗. พิจารณาเห็นอนัตตาออกทางทุกขัง เช่น เบื้องแรกเห็นอนัตตา ต่อมาเห็นอนิจจังและทุกขัง ครั้นใกล้จะถึงมรรคทุกขังปรากฎชัด แล้วมรรถเกิด

      ๑๘. พิจารณาเห็นอนัตตาออกทางอนิจจัง เช่น เบื้องแรกเนอนัตตา ต่อมาเห็นอนิจจังและทุกขังปรากฏ ครั้นใกล้จะถึงมรรคอนิจจังปรากฏชัด แล้วมรรดเกิดท่านผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่าน ที่ได้ลงมือเจริญวิปัสสนากรรมฐานมาอย่างถูกต้อง แล้วจะต้องมีสภาวะ มีอาการปรากฎดังกล่าวมานี้เหมือนๆ กัน บางท่านเห็นอนิจจังชัด บางท่านเห็นทุกขังชัด บางท่านเห็นอนัตตาชัด แล้วจึงบรรลุ มรรค ผลนิพพาน ผลของสังขารุเปกขาญาณ (อีกนัยหนึ่ง)สังขารุเปกขาญาณปัญญาพิจารณาเห็นรูปนามเป็นทุกขัง เป็นโทษ เกิดความเบื่อหน่าย อยากหลุดพ้น ตั้งใจปฏิบัติวางเฉยต่อรูปนามเรียกว่า วิปัสสนาญาณที่แก่กล้าถึงความเป็นยอดคือ สูงสุดเรียกว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนา แปลว่าวิปัสสนาที่ถึงการออกไปจากกิเลสและกองทุกข์ด้วยอำนาจแห่งมรรค ดังที่ได้บรรยายมาแล้วสรุปผลได้ ๔ ดังนี้

      ๑. ผู้ที่เห็นรูปนามเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในเบื้องต้นแต่เวลาถึงมรรคก็เห็นอนิจจังชัด ผู้นั้นมากด้วยอธิโมกข์มีศรัทธามากได้สัทธินทรีย์ ย่อมหลุดพ้นคือถึงพระนิพพานด้วยอนิมิตวิโมกข์ เป็นสัทธานุสารีในขณะมรรคที่ ๑ คือโสดาปัตติมรรคเป็นสัทธาวิมุตในฐานะ ๗ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลอนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค และอรหัตตผล

      ๒. ถ้าออกทางทุกข์คือ เวลาถึงมรรคเห็นทุกข์ ผู้นั้นมากด้วยปัสสัทธิ คือความสงบ ได้สมาธินทรีย์ย่อมหลุดพ้นด้วย อัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นกายสักขีในที่ทุกแห่ง

      ๓. ถ้าผู้ใดเจริญสมถกรรมฐานจนได้อรูปฌานแล้ว เอาสมถะเป็นบาทของวิปัสสนาจนได้บรรลุอรหัตตมรรก อรหัตตผล ผู้นั้นเป็นอุกโตภาควิมุตในผลอันเลิศ คืออรหัตตผล

      ๔. ถ้าออกทางอนัตตาผู้นั้นมากด้วยเวทะคือ ความรู้ย่อมได้ปัญญินทรีย์ หลุดพ้นด้วยสุญญตวิโมกข์เป็นธัมมานุสารี ในขณะที่บรรลุโสดาปัตติมรรด เป็นทิฏฐิปัตตะ*ในฐานะ  คือ ในขณะโสคาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรคอนาคามิผล และอรหัตตมรรค เป็นปัญญาวิมุตในผลอันเลิศ คือ อรหัตตผลเพื่อให้วุฏฐานคามินีวิปัสสนานี้แจ่มแจ้ง พร้อมกับญาณต้นๆ คือ ภยญาณอาทีนวญาณ นิพพิหาญาณ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขาญาณ สังขารุเปกขาญาณออนุโลมญาณอและญาณหลังๆ มี โคตรภูญาณเป็นต้น พึงทราบอุปมา ๖ ข้อพอเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้ :

      เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้อรหัตตมรรด ทำให้แจ้งอรหัตตผล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นทิฏฐิปัตตบุคคล (ขุททกนิกายปฏิสัมภิทามรรก ข้อที่ ๔๙๕) 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.