ให้ทานแก่ใครและไหนจึงมีผลมาก

   ถาม ในการทำบุญให้ทานนั้น บางครั้งไม่ถูกใจผู้รับทาน บางครั้งก็ไม่ถูกใจผู้ที่มาบอกบุญ บางครั้งก็ไม่ถูกใจพระที่อยู่ในวัด เลยกลายเป็นคนเลือกวัด เลือกพระและที่ทำบุญ อยากทราบว่า การเลือกเช่นนี้จะถูกหรือเปล่า และเมื่อเลือกทำเช่นนี้ จะได้บุญมากหรือน้อยในเมื่อเลือกทำแต่ที่ที่ถูกใจ 

    ตอบ ในเรื่องนี้ใคร่จะยกเอาพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ตรัสตอบพระเจ้าปเสนทิโกศลมาเป็นคำตอบในเรื่องนี้คือ ใน สัง, สคาถวรรค โกศลสังยุต อิสสัตถสูตร ข้อ ๔๐๕-๔๐๖ พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บุคคลควรให้ทานในที่ไหน พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า มหาบพิตรควรให้ทานในที่จิตเลื่อมใส เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทูลถามต่อไปอีกว่า ทานที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมาก พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มหาบพิตร คำถามที่ว่าควรให้ทานในที่ไหนนั้นเป็นข้อหนึ่ง และทานที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมาก นั่นเป็นอีกข้อหนึ่ง มหาบพิตร ทานที่ให้แล้วแก่ผู้มีศีลมีผลมาก ทานที่ให้แล้วในผู้ทุศีลหามีผลมากไม่

      จากพระพุทธดำรัสนี้ ก็จะเห็นว่า คำถามที่ว่าควรให้ทานในที่ไหนนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง และทานที่บุคคลให้แล้วในที่ไหนมีผลมากเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คือเป็นคนละเรื่อง คนละประเด็นกัน ท่านจะให้ทานแก่ใครก็ได้ จะเป็นคนทุศีล มีศีล เป็นคนนอกศาสนา คนมิจฉาทิฏฐิ หรือใครอื่นที่ท่านเลื่อมใสก็ได้ เรียกว่าจิตเลื่อมใสบุคคลใด หรือสถานที่ใด ก็ให้ทานในบุคคลนั้น สถานที่นั้น แต่เมื่อท่านให้ทานในบุคคลที่ท่านเลื่อมใสแล้วเช่นนี้ ทานของท่านอาจจะมีผลมากก็ได้ ไม่มีผลมากก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลที่รับทาน หากว่า บุคคลที่รับทานเป็นคนทุศีล ทานที่ท่านให้แล้วก็มีผลไม่มาก แต่ถ้าบุคคลที่รับทานเป็นผู้มีศีล ทานที่ท่านให้แล้วก็ย่อมมีผลมาก ซึ่งในคำว่าผู้มีศีลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ไขความว่า ได้แก่ บุคคลผู้ละองค์ ๕ ประกอบด้วย องค์ ๕ ที่ว่าละองค์ ๕ คือ ละกามฉันทะ พยาปาทะ ถีนะมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ และวิจิกิจฉาได้แล้วด้วยอริยมรรค คือละกามฉันทะด้วยอรหัตมรรค ซึ่งท่านได้โปรดทราบว่า โดยปกติแล้วกามฉันทะนิวรณ์นั้นละด้วยอนาคามิมรรค แต่ในพระสูตรนี้ อรรถกถาแก้ว่าละกามฉันทะด้วยอรหัตตมรรค ละพยาปาทะด้วยอนาคามิมรรค ละถีนะมิทธะและอุทธัจจะด้วยอรหัตต มรรค ละกุกกุจจะด้วยอนาคามิมรรค ละวิจิกิจฉาด้วยโสดาปัตติมรรค

   ทานที่ให้แล้วแก่บุคคลที่ละองค์ ๕ ได้แล้ว ต้องเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ศีลขันธ์ของพระอเสกขะ สมาธิขันธ์ของพระอเสกขะ ปัญญาขันธ์ของพระเอกจะ วิมุตติขันธ์ของพระอเสกขะ และวิมุตติญาณทัสสนะของพระอเสกขะ ก็พระอเสกขะนั้น หมายถึงพระอรหันต์จำพวกเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นในคำถามที่ว่า ทานที่ให้แล้วในที่ไหนมีผลคนมาก คำตอบก็คือทานที่ให้แล้วในท่านผู้มีศีลคือพระอรหันต์ ผู้หมดจดจาก กิเลสทั้งปวงแล้วนั่นแหละมีผลมาก จริงอยู่ท่านผู้มีศีลนั้น มีหลายระดับ คือมีตั้งแต่ ปุถุชนที่มีศีล พระอริยบุคคลสี่จำพวกคือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ในบุคคลที่มีศีลเหล่านี้พระอรหันต์เลิศที่สุด ทานที่ให้แล้วแก่ท่านมีผล มากที่สุด ทานที่ให้แล้วแก่ท่านผู้มีศีลอื่นๆ ที่เหลือ ก็มีผลมากตามลำดับกิเลสที่ละได้ เรียกว่าทานที่ให้ในท่านผู้ละกิเลสได้มากก็ย่อมมีผลมาก หรือทานที่ให้ในท่านผู้มีศีล ที่มี กิเลสน้อยมีผลมาก ที่ไม่มีกิเลสเลยมีผลมากที่สุด เพราะฉะนั้นท่านจะให้ทานในที่ไหน ก็ได้ สุดแต่ความเลื่อมใสพอใจของท่าน แต่เมื่อให้แล้วจะมีผลมากหรือผลไม่มากเป็น อีกเรื่องหนึ่ง คือจะมีผลมากหรือไม่มากขึ้นอยู่กับผู้รับด้วย ว่าเป็นผู้มีศีลมากหรือน้อย มีศีลมากผลก็มาก มีศีลน้อยผลก็น้อย ซึ่งในเรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ใน ชัปปสูตร อัง ติกนิบาตว่า สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในหลุมโสโครกหรือท่อโสโครก ผู้ใดเทน้ำล้างหม้อก็ดี น้ำล้างชามก็ดีลงไปในหลุมและท่อโสโครกเหล่านั้น ด้วยเจตนา ให้สัตว์ที่อยู่ในที่นั้นได้เลี้ยงชีพอย่างนี้ เราตถาคตยังกล่าวการได้บุญอันมีการกระทำเช่นนั้นเป็นเหตุ จะป่วยกล่าวไปไยกับการให้ทานในผู้ที่เป็นมนุษย์เล่า

   ใน ทักขิณาวิภังคสูตร ม. อุปริปัณณาสก์ ข้อ ๗๑๐ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ท่านที่ให้แก่สัตว์ดิรัจฉานมีอานิสงส์ร้อยเท่า คือร้อยอัตภาพ คือให้อายุ ร้อยอัดภาพ วรรณะร้อยอัตภาพ สุขร้อยอัตภาพ พละร้อยอัตภาพ ปฏิภาณร้อยอัตภาพ ร้อยเท่าหรือร้อยอัตภาพก็คือ ร้อยภพหรือร้อยชาตินั่นเอง สรุปว่าทานที่ให้แก่สัตว์ดิรัจฉานมีอานิสงส์ คือมีผลให้ได้รับอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณถึงร้อยชาติ 

   ให้ทานแก่ปุถุชนทุศีล มีอานิสงส์พันชาติ

   ให้ทานแก่ปุถุชนมีศีล มีอานิสงส์แสนชาติ

   ให้ทานแก่บุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม มีอานิสงส์แสนโกฏิชาติ 

นี่เพียงให้ทานแก่คนนอกศาสนา  แต่ปราศจากความยินดีในกาม ซึ่งหมายถึงพวกฤๅษี ที่ได้ฌานนอกศาสนาก็ยังมีอานิสงส์ถึงแสนโกฏิชาติ

   เพราะฉะนั้นในการให้ทานแก่บุคคลที่นับถือพุทธศาสนา จึงมีผลนับประมาณ ไม่ได้ว่าเท่านั้นเท่านี้ กล่าวคือการให้ทานแก่ผู้ที่ปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นพระโสดาบัน ผู้เป็นพระโสดาบัน ๑ ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระสกทาคามี ๑ ผู้เป็นพระสกทาคามี ๑ ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอนาคามี ๑ ผู้เป็นพระอนาคามี ๑ ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอรหันต์ ๑ ผู้เป็นพระอรหันต์ ๑ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก ๑ รวม ๑๐ จำพวกนี้ มีผลมากเกินกว่าจะนับได้ทีเดียว ยิ่งให้ทานแก่ภิกษุสงฆ์โดยไม่จำเพาะเจาะจง เป็นสังฆทานด้วยแล้วยิ่งมีอานิสงส์ยิ่งกว่านั้น คือยิ่งกว่าให้ในบุคคล ๑๐ จําพวกที่กล่าว มาแล้ว ซึ่งท่านจะเห็นว่า เรื่องของการให้ทานเพียงอย่างเดียว พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ ในที่หลายแห่ง ที่ยกมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทรงแสดงไว้เท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านผู้ถาม ก็ควรจะได้พิจารณาด้วยตัวของท่านเอง ว่าท่านควรจะให้ทานอย่างไรและที่ไหน แต่ไม่ใช่ ว่าเมื่อมีบุคคลผู้รับทานผ่านมาแล้ว เราเห็นว่า ถ้าให้แล้วมีอานิสงส์น้อยเพราะทุศีลหรืออะไรก็ตามแล้วก็เลยไม่ให้นั่นก็ไม่ถูกต้อง ขึ้นชื่อว่าทานแล้วควรให้ทั้งสิ้น เพราะเป็นการขัดเกลาความตระหนี่หวงแหนให้น้อยลง

   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงให้เราทราบว่า การให้ทานอย่างไรมีผลมาก ให้แก่บุคคลใดมีผลมาก เพื่อให้เรารู้ถึงอานิสงส์ของทานว่ามีอยู่จริง มิได้ทรงมุ่งจะให้ผู้ฟังมุ่งให้ทานเฉพาะแก่ผู้รับที่มีผลมากเท่านั้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่ได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อนก็จะไม่ได้รับการเหลียวแลเลย อย่าลืมว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระมหากรุณาแก่สัตว์ทั้งปวงเสมอหน้ากันหมด จึงเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะทรง สอนให้ผู้ฟังให้ทานเฉพาะแก่ผู้รับที่มีศีล ที่มีผลมากเท่านั้น ที่จริงพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ ทรงเว้นแม้แต่สัตว์เล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในน้ำครำ ก็ยังตรัสว่าเป็นบุญสำหรับผู้ที่สาดน้ำล้างชามลงไปด้วยเจตนาจะให้สัตว์นั้นๆ ได้อาศัยเลี้ยงชีวิต เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรละเว้น โอกาสที่จะให้ทาน ในเมื่อมีโอกาสคือมีผู้รับ

   นอกจากนั้นพระผู้มีพระผู้มีพระภาคเจ้ายังตรัสถึงผลเสียของผู้ที่ห้ามการให้ทานของผู้อื่น คือเห็นผู้อื่นจะให้ทานก็ห้ามเขา โดยพระองค์ตรัสว่า การห้ามผู้อื่นให้ทานเป็น การทำอันตรายแก่บุคคลถึง ๓ ฝ่าย คือตนเองเกิดอกุศลจิตก่อนแล้ว ๑ ผู้ให้ขาดบุญที่ควรจะได้ ๑ ผู้รับขาดลาภที่ควรจะได้รับ ๑ พูดง่ายๆ คือตนเองเกิดอกุศลจิต แทนที่จะเกิดกุศลอนุโมทนาในการให้ทานของผู้อื่น ก็กลับขัดขวางการให้ทานของเขา คนที่จะให้ทานมีกุศลจิตเกิดแล้ว คือมีปุพเจตนาแล้ว แต่ไม่มีโอกาสสละจึงขาดมุญจเจตนา ทานนั้นก็ไม่สำเร็จผล ผู้รับก็ขาดลาภ คืออดได้รับทาน เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นผู้ใดจะให้ ทานก็ควรส่งเสริมและอนุโมทนาให้เขาได้ทำสำเร็จ เพราะจะทำให้ทั้งตนเอง ผู้ให้ และ ผู้รับได้รับประโยชน์ คือความสุขทั่วกัน

----------------

ในขุททกนิกาย ธรรมบทคาถา พราหมณวรรค- ทรงตรัสการให้ทานที่มีผลมากไว้ดังนี้ ...

...มีพราหมณ์คนหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าว่า -

       กตฺถ ทชฺชา เทยฺยธมฺมํ            กตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ 

       กถํ หิ ยชมานสฺส                     กถํ อิชฺฌนฺติ ทกฺขินา. 

     บุคคลควรให้ไทยธรรม ณ ที่ใด, ให้ทาน ณ ที่ใด จึงมีผลมาก

     บูชาอย่างไร จึงจะมีผลมาก, และทักษิณา จะสำเร็จได้อย่างไร? 

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า - 

       ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ             สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ

       อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต           อภิญฺญา โวสิโต มุนิ

       สพฺพโวสิตโวสานํ                 ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ. 

     ควรให้ทานแก่บุคคลที่รู้ขันธ์ อายตนะ ธาตุที่เป็นอดีต ผู้เห็นเทวคติและอบาย 

      ผู้สิ้นชาติแล้ว ผู้รู้ยิ่ง อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นมุนี ที่เราเรียกว่า เป็นผู้อยู้จบพรหมจรรย์

      ทั้งหมดทั้งสิ้นแล้วแล จึงจะมีผลมาก ฯ 


[full-post]