แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หน้าที่ แสดงบทความทั้งหมด



หน้าที่ของชาวพุทธ (๒)

---------------------

ถ้าจะรักษาพระศาสนา

จงรักษาวิถีชีวิตสงฆ์

---------------------

ก็ต้องกลับมาย้ำคำเดิม คือ-ต้องจัดการศึกษาพระธรรมวินัย เพื่อเรียกสำนึกให้กลับคืนมาว่า อะไรห้ามทำ และอะไรต้องทำ

......................

จนถึงบัดนี้ ผมได้ข้อยุติส่วนตัวแน่นอนแล้วว่า การจัดการแก้ไขหรือพัฒนาใด ๆ เกี่ยวกับพระศาสนานั้น อย่าไปขอหรือไปเสนอให้คณะสงฆ์ทำอะไรเป็นอันขาด 

ถ้าคนบอก-คนเสนอไม่ใช่ผู้มีอำนาจเหนือท่าน 

ท่านจะไม่ฟังและจะไม่ทำอะไรทั้งสิ้น 

ทางออกมีทางเดียวคือ เราต้องทำเอง

“เรา” ในที่นี้หมายถึงทุกคนทุกเพศทุกวัยที่รักและหวังดีต่อพระศาสนา 

ช่วยกันศึกษาพระธรรมวินัย 

ศึกษาจนรู้แล้ว เข้าใจดีแล้ว ก็ลงมือปฏิบัติตาม 

หลักปฏิบัติก็ชัดเจนอยู่แล้ว-ทำสิ่งที่ต้องทำ ไม่ทำสิ่งที่ห้ามทำ

พร้อม ๆ ไปกับบอกกล่าวเผยแพร่ให้รู้ทั่วกันกว้างออกไป 

ศึกษาจนรู้ตรงกันว่าวิถีชีวิตสงฆ์คืออะไร คืออย่างไร และจะช่วยกันสนับสนุนพระภิกษุสามเณรให้สามารถดำรงวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ได้ในสภาพสังคมปัจจุบันด้วยวิธีการอย่างไร

เมื่อรู้แล้วเข้าใจแล้วก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อ 

ไม่ศรัทธาผิด ๆ 

ไม่ชื่นชมผิด ๆ

ไม่สนับสนุนผิด ๆ 

ยกตัวอย่างเพื่อความชัดเจน 

.........................

๑ ในส่วนพระธรรม 

.........................

ที่ผมเห็นว่าเป็นปัญหาและเป็นอันตรายระดับลึกก็คือ คนทั้งหลายไปไม่ถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะติดตาข่ายคำสอนของอาจารย์

ทุกวันนี้เราได้ยินแต่คนชื่นชมคำสอนของอาจารย์นั่น อาจารย์โน่น คำสอนของสำนักนั้น สำนักโน้น 

แต่แทบจะไม่มีใครเอ่ยถึง “คำสอนของพระพุทธเจ้า”

พระพุทธศาสนาเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงประกาศไว้เมื่อประมาณ ๒,๖๐๐ ปีมาแล้ว

พระพุทธศาสนาไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวานนี้หรือเมื่อปีที่แล้ว โดยการคิดค้นของอาจารย์ท่านไหนหรือสำนักไหน 

โปรดทราบว่า อาจารย์และสำนักต่าง ๆ ก็ยังจำเป็นต้องมี 

แต่มีในฐานะเป็นผู้นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาบอก แล้วพาคนทั้งหลายไปเฝ้าพระพุทธเจ้า 

ไม่ใช่ตั้งตัวเป็นเจ้าของพระธรรมเสียเอง

เรายังเคารพนับถือเชิดชูบูชาครูบาอาจารย์และสำนักต่าง ๆ ได้เหมือนเดิม แต่หน้าที่ของเราคือไปเฝ้าพระพุทธเจ้า คือไปให้ถึงคำสอนที่ถูกต้องแท้จริงของพระพุทธเจ้า

ไม่ใช่ติดอยู่ที่คำสอนของอาจารย์

พระธรรมเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คำสอนของอาจารย์ ต้องจับหลักนี้ไว้ให้ดี 

หลักการ-ขั้นตอน วิธีศึกษาพระธรรมวินัยทำอย่างไร จะได้ว่ากันต่อไปข้างหน้า

.........................

๒ ในส่วนพระวินัย 

.........................

ต้องศึกษาให้เข้าใจถึงพุทธบัญญัติ พระภิกษุสามเณรทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ อย่าคิดเอาเอง เข้าใจเอาเอง อย่างเช่น: 

- พระเลี้ยงแม่ อาบน้ำประแป้งให้แม่ กอดแม่ 

คนสมัยนี้ชื่นชมยินดี สรรเสริญกันกระหึ่มว่าพระท่านทำดีทำถูกแล้ว 

นี่ก็เพราะไม่รู้และไม่รับรู้ว่ามีพระวินัยบัญญัติห้ามพระทำเช่นนั้น (ร่างกายสตรี-ไม่เว้นแม้แต่มารดาของตน-ท่านจัดเป็นวัตถุอนามาส ห้ามภิกษุสามเณรจับต้อง) ถ้าอยากจะเลี้ยงแม่ มีวิธีอื่น ๆ อีกที่พระวินัยอนุญาตไว้ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีจับเนื้อต้องตัวแม่

ศึกษาพระวินัยก็จะเข้าใจและปฏิบัติถูกต้อง

- เอาเงินใส่บาตรแทนอาหาร กำลังนิยมทำกันมาก 

ให้เหตุผลว่าใส่อาหารพระท่านก็ได้แต่อาหาร ใส่เงิน พระท่านจะได้เอาเงินไปซื้อของที่จำเป็นอื่น ๆ 

เหตุผลนี้มีคนเห็นด้วยค่อนโลก แต่คนค่อนโลกไม่เคยศึกษาว่าถวายเงินให้พระอย่างไรจึงจะไม่ผิดวินัย

สนับสนุนกันด้วยเหตุผลที่ว่า-สังคมเปลี่ยนไป วิถีชีวิตของสงฆ์จำเป็นต้องเปลี่ยน จะให้ทำอะไรเหมือนสมัยพุทธกาลทุกอย่างไม่ได้อีกแล้ว 

พระวินัยบัญญัติไว้ชัดเจนว่าห้ามพระรับเงิน ห้ามพระซื้อ-ขาย

แต่พระวินัยก็มีทางออก

ตรงทางออกนี่ต่างหากที่ไม่ยอมศึกษาเรียนรู้กัน 

ไม่ออกตรงที่ท่านเปิดทางไว้ให้ อ้างว่ายุ่งยาก มากเรื่อง ไม่สะดวก

แทนที่จะช่วยกันคิดหาวิธีที่จะปฏิบัติตามทางออกที่พระวินัยเปิดไว้ให้ได้อย่างสะดวก กลับพากันคิดว่าแหกคอกออกทางอื่นสะดวกกว่า 

ตรงนี้แหละที่ผมว่า-ต้องเอาวิถีชีวิตสงฆ์คืนมา 

ซึ่งถ้ามองจากตรงนี้-ตรงที่เราพากันเตลิดออกนอกทางมาไกลถึงเพียงนี้แล้ว-จะเห็นว่าเป็นการยากนักหนาที่จะเอาวิถีชีวิตสงฆ์คืนมา 

ยากจนคนค่อนโลกเชื่อว่าทำไม่ได้

อย่างที่คนค่อนโลกเชื่อว่า ถ้าพระไม่หยิบเงินออกมาจ่ายด้วยตัวเอง พระจะครองชีวิตพระอยู่ไม่ได้เอาทีเดียว 

แนวคิดเดิม-พระไม่ต้องใช้เงินจึงจะสามารถดำรงวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ได้

แนวคิดใหม่-พระไม่ใช้เงินจะไม่สามารถครองชีวิตพระอยู่ได้ 

ลองคิดดูเถิดว่า แนวคิดของผู้ที่เข้ามาอยู่ในพระศาสนาเปลี่ยนจากเดิมไปเพียงไร 

มันยิ่งกว่าหน้ามือเป็นหลังมือด้วยซ้ำไป

และผู้รู้ท่านบอกว่า แก้ทิฐิความเห็นของคนนั้น ยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

......................

หลักพระวินัยบางเรื่อง คนก็ยังไม่ยอมเข้าใจ เช่นกรณีลักทรัพย์ 

คนทั่วไปเข้าใจตามหลักกฎหมายที่ว่า ต้องได้ทรัพย์นั้นไปอยู่ในครอบครองจึงจะถือว่าความผิดสำเร็จ 

ตลอดจนเข้าใจว่า ถ้าเอาทรัพย์มาคืนเจ้าของ ก็เป็นอันไม่มีความผิด 

แต่พระวินัยไม่ได้ว่าอย่างนั้น

ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด-พระขโมยวัว 

ท่านว่าพระตั้งใจขโมยวัวขณะที่วัวยืนอยู่กับที่ 

พระทำให้วัวก้าวขาออกจากที่ที่มันยืนอยู่

ขาที่ ๑ ก้าวไป ยังไม่เป็นความผิด

ขาที่ ๒ ขาที่ ๓ ก้าวไป ก็ยังไม่เป็นความผิด 

แต่เมื่อขาที่ ๔ ก้าวพ้นจากที่ ความผิดสำเร็จเรียบร้อย

พระต้องอาบัติปาราชิกทันที ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เอาวัวไปไหนเลยนี่แหละ

ไม่ต้องพูดถึงกรณีเอาทรัพย์ไปแล้วเอามาคืน-ว่าจะไม่มีความผิด 

จะเห็นได้ว่า พระวินัยละเอียดอ่อนกว่ากฎหมายหลายชั้น 

เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจหลักพระธรรมวินัยให้ถูกต้อง

จะเข้าใจได้ถูกต้อง ก็ต้องศึกษาเรียนรู้

ไม่ใช่นึกเอาเอง เข้าใจเอาเอง 

พระธรรมวินัยตามที่ยกมาพูดนี้เป็นเพียง “ตัวอย่าง” 

ท่านว่าพระธรรมวินัยนั้นมี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

เพราะฉะนั้น ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายมหาศาลที่ควรรู้และต้องช่วยกันรู้

มิเช่นนั้น พระภิกษุสามเณรก็จะปฏิบัติผิด

ชาวบ้านก็จะสนับสนุนผิด ๆ หรือไม่ก็คัดค้านผิด ๆ 

(ยังมีต่อ)

-----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๓๑ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๖:๒๑

[full-post]



หน้าที่ของชาวพุทธ (๑)

---------------------

ถ้าจะรักษาพระศาสนา

จงรักษาวิถีชีวิตสงฆ์

---------------------

พวกเราคงยังไม่ลืมบรรยากาศในช่วงเวลาที่พระสงฆ์ระดับพระเถระหลายรูปถูกจับ ถูกฟ้องร้องในคดีที่เรียกกันว่า “คดีเงินทอน”

ช่วงเวลานั้น วันไหนมีโอกาสเข้าไปในวัด (นอกเหนือจากวันพระซึ่งไปอยู่แล้วตามปกติ) ผมก็จะไปสนทนาธรรมกับหลวงพ่อเจ้าอาวาส (วัดมหาธาตุ ราชบุรี) ร่วมกับคนวัดอีกบางคน เรื่องสำคัญที่สนทนากันก็คือเรื่องพระผู้ใหญ่ถูกจับสึกตามที่ปรากฏเป็นข่าวรู้กันทั่วไปในเวลานั้น 

ในวงสนทนา ได้มีการถ่ายทอดข้อมูลทั้งเบื้องตื้นและเบื้องลึกสู่กันและกันจนตกผลึกดีแล้ว เราก็ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามความต้องการของ “ผู้มีอำนาจ”

เมื่อเป็นความต้องการของผู้มีอำนาจ ก็เป็นอันว่าไม่ต้องถามถึงเรื่องถูก-ผิด 

และก็เป็นอันว่าไม่ต้องพูดอะไรกันอีกต่อไป 

เพราะเราท่านย่อมซาบซึ้งดีโดยทั่วกันถึงพุทธภาษิตที่ว่า -

.........................................................

วโส อิสฺสริยํ โลเก

แปลว่า-อำนาจเป็นใหญ่ในโลก

.........................................................

เมื่อเรายังไม่ใช่ผู้อยู่เหนือโลก ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องอยู่ใต้อำนาจ

.........................................................

สงวนกำลังไว้ทำกิจที่ควรทำ

ดีกว่าเอาหัวชนกำแพง 

เพราะกำแพงไม่พัง

แต่หัวเราจะพัง

.........................................................

จากสถานการณ์ครั้งนั้น ผมมีความเห็นว่า สิ่งที่ต้องดึงกลับมาอย่างเร่งด่วนก็คือ วิถีชีวิตสงฆ์

ผมเห็นว่า การที่สงฆ์ไม่ครองชีวิตตามวิถีชีวิตของสงฆ์นั่นเองที่เป็นสาเหตุหรือรากเหง้าใหญ่ที่สุดของปัญหา และเป็นสาเหตุที่ถูกยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการกำจัดกวาดล้าง

เสียงสะท้อนจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมี ๒ กลุ่ม

กลุ่มหนึ่ง สมน้ำหน้าพระ สะใจที่ถูกกวาดล้างออกไปเสียได้ กลุ่มนี้เห็นว่าพระทำผิด และเชื่อว่าพระทำผิดจริง ผิดวินัย ผิดวิถีชีวิตสงฆ์ จึงสมควรโดน

อีกกลุ่มหนึ่ง เห็นใจพระ เห็นว่าพระไม่ได้มีเจตนาทำผิด เพียงแต่รู้ไม่ทันเล่ห์กลทางกฎหมาย จึงไปกระทำการอันเข้าทางของผู้มีอำนาจ 

และเห็นต่อไปอีกว่า ผู้มีอำนาจก็ใช้อำนาจเกินควร เลือกปฏิบัติ และไม่เป็นยุติธรรม มีกรณีนั่นนี่โน่นอีกมาก-แม้แต่ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับกรณีเดียวกับพระนี่เอง ก็ไม่เห็นผู้มีอำนาจจัดการอะไรเลย

ถ้าเป็นความผิด ก็เป็นการทำผิดเหมือนกัน แต่ถูกปฏิบัติต่างกัน

คนหนึ่งโดน แต่อีกคนหนึ่งไม่โดน

การที่ผู้คนมีความเห็นต่างกันเช่นนี้ รากเหง้าใหญ่ที่สุดก็มาจากการไม่มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยอันเป็นที่มาของวิถีชีวิตสงฆ์และเป็นเนื้อเป็นตัวของพระศาสนา

จริงอยู่ ถ้าผู้มีอำนาจไม่มีธรรม พระจะอยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์หรือไม่อยู่ก็คงต้องถูกโดนรังแกจนได้ 

แต่เสียงสะท้อนจะต่างกัน

ถ้าพระไม่ครองตนอยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์ แล้วถูกผู้มีอำนาจจัดการ ประชาชนจะสมน้ำหน้า จะยืนอยู่ข้างผู้มีอำนาจ

ถ้าพระครองตนอยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์ แล้วถูกผู้มีอำนาจรังแก ประชาชนจะเห็นใจพระ จะยืนอยู่ข้างพระ 

ในที่สุด ผู้มีอำนาจที่ไม่มีธรรมจะอยู่ไม่ได้

การครองตนอยู่ในวิถีชีวิตสงฆ์จึงเป็นเกราะป้องกันตัวเอง ป้องกันพระศาสนา และป้องกันสังคมนั้นเองด้วย

กิจที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเอาวิถีชีวิตสงฆ์กลับมา ก็คือการศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัย ปฏิบัติตาม และบอกกล่าวสั่งสอนกันต่อ ๆ ไป 

กิจเช่นนี้ควรเป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ที่จะต้องจัดต้องทำต้องดำเนินการ 

ขออภัยที่จะต้องกล่าวตามตรงว่า ทุกวันนี้พระภิกษุสามเณรที่ไม่รู้พระธรรมวินัยมีมากขึ้น 

ที่รู้ แต่ไม่ประพฤติปฏิบัติตาม-กล่าวคือไม่ดำรงชีวิตตามวิถีชีวิตสงฆ์ หากแต่ยกเหตุผลความจำเป็นนั่นนี่โน่นขึ้นมาอ้าง-ก็มีมากขึ้น สามารถเห็นได้ทั่วไปจนดูเป็นเรื่องปกติ 

จนในที่สุดจะกลายเป็นว่าไม่มีใครรู้จักวิถีชีวิตที่แท้จริงของสงฆ์-ตามพระธรรมวินัย 

ยกตัวอย่างในบางเรื่อง เช่น-การออกบิณฑบาต 

ปัจจุบันพระภิกษุสามเณรส่วนหนึ่ง-ซึ่งจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ-ไม่ต้องออกบิณฑบาตก็มีอาหารฉัน 

การไม่ออกบิณฑบาตกลายเป็นชีวิตปกติ 

การออกบิณฑบาตเสียอีกกลายเป็นชีวิตที่ผิดปกติ หรือบางทีกลายเป็นเรื่องตื่นเต้น เห็นเป็นความพิเศษ เอาไปยกย่องชื่นชม ทั้ง ๆ ที่เป็นกิจที่พระเณรต้องทำเป็นปกติแท้ ๆ

เพราะไม่ศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจถ่องแท้ เวลานี้ก็เริ่มมีกระแสความคิดว่า สังคมเปลี่ยนไป วิถีชีวิตของสงฆ์จำเป็นต้องเปลี่ยน จะให้ทำอะไรเหมือนสมัยพุทธกาลทุกอย่างไม่ได้อีกแล้ว 

ความจริงก็คือ-ไม่มีใครบอกว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้

เราบอกกันแต่ว่าเปลี่ยนแปลงได้ แต่ต้องไม่ทำลายหลักการ 

ถ้าพระเณรเห็นว่าทุกมื้อซื้อฉันสะดวกกว่า จะเกิดอะไรขึ้น

พระเณรก็จะไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาพระธรรมวินัย-อย่างน้อยที่สุดก็ในเรื่องธรรมเนียมหรือกิจวัตรในการบิณฑบาต เพราะเมื่อไม่ออกบิณฑบาตก็ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้กิริยามารยาทและวัฒนธรรมในการบิณฑบาต

ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องมีบาตร 

ต่อไปอีก บาตรอันเป็น ๑ ในอัฐบริขารที่ต้องมีครบในเวลาอุปสมบทก็จะมีไว้พอเป็นพิธี 

แทนที่จะสนใจเรื่องการบิณฑบาต พระเณรก็จะสนใจแต่ว่า-จะได้เงินจากไหนมาซื้ออาหารประจำวัน

จากวิธีดำรงชีพด้วยการแสวงหาอาหารจากชาวบ้าน

เปลี่ยนไปเป็นแสวงหาเงินเพื่อเป็นค่าอาหาร

ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา = ชีวิตนักบวชอาศัยโภชนะที่ได้มาด้วยปลีแข้ง-หลักการพื้นฐานของวิถีชีวิตสงฆ์ก็ถูกทำลาย 

ที่ร้ายกว่านั้นก็คือเดี๋ยวนี่เกิดวิธีบิณฑบาตแปลก ๆ เช่น -

ยืนบิณฑบาต 

และเวลานี้ก้าวหน้าเป็นนั่งบิณฑบาตด้วยแล้ว

บิณฑบาตหมุนเวียน สมประโยชน์กับแม่ค้า

บิณฑบาตเอาไปขาย เอาไปเลี้ยงครอบครัว

ที่ขึ้นหน้าขึ้นตาก็คือบิณฑบาตเงิน

นี่เป็นจุดเล็ก ๆ จุดเดียวที่สามารถทำลายพระศาสนาได้อย่างคาดไม่ถึง

เพราะความไม่รู้ ชาวบ้านก็ตกเป็นเหยื่อ-ด้วยการสนับสนุนพระเณรที่กระทำเช่นนั้น

ทางแก้ก็คือต้องจัดการศึกษาพระธรรมวินัย-จัดอย่างเป็นการฝึกศึกษาจริง ๆ เรียนรู้แล้วปฏิบัติในชีวิตจริง 

เป็นการศึกษาเพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง

ไม่ใช่การศึกษาเพื่อสอบได้-อย่างที่เรากำลังหลงทางกันจนกู่ไม่กลับอยู่ในเวลานี้

จะจัดการศึกษาเพื่อสอบได้ เพื่อสถิติ เพื่อวุฒิ เพื่อปริญญาอะไรก็ตาม-แบบที่ชาวโลกเขาจัดกัน-ก็จัดไปถ้าเห็นว่าจำเป็นต้องจัด 

แต่การศึกษาเพื่อให้มีความรู้ที่ถูกต้องแล้วเอาความรู้ไปเป็นพื้นฐานแห่งการประพฤติปฏิบัติ เพื่อการดำรงวิถีชีวิตสงฆ์ จะต้องจัดให้มีขึ้นในชีวิตจริง 

กิจเช่นนี้ควรเป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ที่จะต้องจัดต้องทำต้องดำเนินการกับพระภิกษุสามเณรผู้เป็นสมาชิกขององค์กร แล้วเผยแผ่ให้แพร่หลายออกไปสู่ประชาชน 

ให้ชาวบ้านรู้พระธรรมวินัยไปพร้อม ๆ กับชาววัด

(ยังมีต่อ)

------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๓๑ มีนาคม ๒๕๖๗

๑๒:๑๙

[full-post]


เป็นหน้าที่ของใครไม่รู้ ...

-----------------------

มีประเทศในโลกนี้หลายประเทศฝึกคนของเขา-คือฝึกเด็กของเขาให้มีลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ เช่น -

เคารพกติกา 

เคารพระเบียบวินัย

ใฝ่หาความรู้ 

สู้งาน 

ตั้งปณิธานสร้างประโยชน์ส่วนรวม

 ฯลฯ 

เขาฝึกจนคนของเขามีลักษณะนิสัยเช่นนั้นได้จริงทั้งประเทศ 

ขอความกรุณาอย่าเพิ่งแย้งว่าไม่จริง ไอ้ที่ชั่วอยู่ก็มีเยอะ - ผมกำลังพูดถึงภาพรวม อย่างที่เรารู้กันว่า -

คนญี่ปุ่นนิสัยเป็นอย่างนี้

คนจีนนิสัยเป็นอย่างนี้

ฯลฯ

ถามว่า ประเทศไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี ๒๔๗๕ มาจนถึงบัดนี้ ผู้บริหารประเทศมีนโยบายที่จะฝึกเด็กของเราแบบนั้น และได้ลงมือฝึกจนเด็กไทยโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีลักษณะนิสัยอันชาติพึงประสงค์เช่นว่านั้น บ้างหรือไม่?

ขอประทานโทษ แม้แต่ผู้บริหารการพระศาสนา มีนโยบายที่แน่วแน่ในการสร้างพระเณรที่มีคุณภาพ -

ไม่บกพร่องในกิจวัตร 

เคร่งครัดพระธรรมวินัย 

เป็นหลักใจที่แท้จริงของชาวบ้าน 

ฯลฯ

ได้ลงมือสร้าง และกำลังสร้างอยู่อย่างขะมักเขม้น บ้างหรือไม่?

เราไม่ได้ฝึกคนของเราให้มีสำนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติพระศาสนา เราปล่อยตามสบาย ปล่อยแบบตัวใครตัวมัน เด็กของเราโตขึ้นพร้อมกับความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดในเวลานี้ก็คือ แม้แต่จะสละเวลาเพียงเล็กน้อยยืนตรงเคารพธงชาติ-เคารพเพลงชาติตามเวลาที่กำหนด เราก็ทำไม่ได้ ไม่ได้ทำ ไม่ได้ตั้งใจทำให้จริงจัง 

อ้างเหตุนั่นนี่โน่นร้อยแปดมาสนับสนุนไม่ให้ต้องทำ

“ความรักชาติไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยการยืนเคารพเพลงชาติเสมอไป” - หลายท่านคงเคยได้ยินการอ้างเหตุผลด้วยประโยคสวยหรูแบบนี้

และไม่ว่าใครจะแสดงความรักชาติด้วยวิธีการแบบไหน ก็จะถูกตอบโต้ด้วยประโยคสวยหรูสำเร็จรูปเช่นนี้ทุกเรื่องไป

สรุปก็คือ-ไม่ว่าจะแสดงความรักชาติด้วยวิธีการแบบไหน ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระ

นี่แค่เรื่องเดียวที่เห็นกันทุกวันในชีวิตประจำวัน

ก็มาจบลงตรงที่-แล้วจะแก้กันอย่างไร

ท่านผู้ใดมีบารมี คิดจะใช้บารมีผลักดันให้เกิดเป็นนโยบาย “วาระแห่งชาติ” ขึ้นมาได้ ก็ขออนุโมทนา เอาใจช่วยให้ทำสำเร็จ

แต่ในระหว่างที่ยังไม่ได้ทำ หรือยังทำไม่ได้ ผมไม่รอนะครับ

ผมไม่รอผู้บริหารชนิดไหนๆ ทั้งนั้น 

ทำอะไรได้ ทำเองเลย 

เหนื่อยก็พัก 

หนักก็วาง 

มีกำลังก็ทำต่อไป

อ้อ ข้อบกพร่องอีกอย่างหนึ่งของเราก็คือ -

มัวแต่รอคนอื่น 

มัวแต่เกณฑ์ให้คนอื่นทำ 

มัวแต่บ่นว่า..มันน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้อย่างโน้น 

แต่ตัวเองไม่ทำ 

ทั้งไม่คิดว่าเป็นหน้าที่ของตัวเองด้วย

แล้วเป็นหน้าที่ของใครล่ะ?

เป็นหน้าที่ของใครไม่รู้

แต่ไม่ใช่ของกูก็แล้วกัน

---------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๐ กันยายน ๒๕๖๕

๑๒:๔๑

[right-side]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.