แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อภิธรรม แสดงบทความทั้งหมด

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

รูปแบบการจำแนกธรรมระหว่าง คัมภีร์ธัมมสังคณี ๑ คัมภีร์วิภังค์ ๑ คัมภีร์ธาตุกถา ๑ ต่างกันอย่างไร ? ผู้ศึกษาจะได้ประโยชน์ในรูปแบบที่จำแนกนั้นอย่างไร ?

มีรายละเอียด ดังนี้

   ๑) ธัมมสังคณีปกรณ์

   คำว่า​ " ธัมมสังคณีปกรณ์​ " ประกอบด้วย​ศัพท์ว่า ธัมม  หมายเอาสภาวปรมัตถธรรมล้วนๆได้แก่​ จิต​ เจตสิก​ รูป​ และนิพพาน​ ไม่เกี่ยวกับอัตตา​ สัตว์​ บุคคล​ ตัวตน​ เรา​ เขา​ ที่เป็นสมมุติ​บัญญัติ​(อภิธาน​ 784) และศัพท์ว่า​  สังคณี​ สำเร็จมาจาก​ สํ+คณ+อี=สังคณี​ นัยนี้ จึงหมายถึงการนับจำนวนสภาว​ปรมัตถธรรม​ องค์​ธรรมก็คือ​ส่วนที่เป็นมาติกา(แม่บท)​ อีกนัยหนึ่ง​สำเร็จ​มาจาก​ สํ+คห+อี=สังคณี​ นัยนี้จึง​ หมายถึง​การประมวลรวบรวมสภาวปรมัตถธรรม​ องค์ธรรมก็คือส่วนที่เป็นกลไกประมวลรวบรวม​ สภาวปรมัตถธรรม​ ซึ่งมี​ 4​ กัณฑ์​ตามกิจที่ทำ​ ดังนี้​ คือ

   1. จิตตุปปาทกัณฑ์

   2. รูปกัณฑ์

   3. นิกเขปกัณฑ์

   4. อัฎฐ​กถากัณฑ์

ศัพท์​ว่า​ ปกรณ์​ สำเร็จ​มาจาก​  ปปุพโพ+กร​ กรเณ+ยุ=ปกรณ์​ หมายถึง​ คัมภีร์

   เพื่อความแจ่มชัดแห่งองค์ธรรมอันเป็นทั้งโครงสร้าง​คัมภีร์​และเป็นทั้งศัพท์เทคนิค​(ศัพท์​วิชาการประจำวิชาการนั้นๆ)​

จักขอขยายทที่มา(อาคม)​พร้อมแจ้งเหตุผล(ยุตติ)​และหลักฐาน​ตามคัมภีร์​ที่อาศัยอ้างอิง

   ศัพท์​ว่า​ มาติกา​ มีที่มา​ 2​ นัย​ คือ

   นัยที่​ 1. มาตาวิยาติ=มาติกา​ มีสภาพเหมือนแม่​ เรียกว่า​ มาติกา​ คัมภีร์​วิมติวิโนทนีฎีกา​ขยายความว่า​ มาติกาติ​ อุทฺเทโส, โส​ หิ นิทฺเทสปทานํ​ ชนนิฐาเน ฐิิตตฺตา​ มาตาวิยาติ​ มาติกา​ วุจฺจติ​ ฯ​ แปลว่า​ มาติกาที่เป็นแม่บท​ ก็คืออุทเทสที่เป็น​หัวข้อ, เพราะทั้งคู่นั้น​ ต่างตั้งอยู่ในฐานะผู้ให้นิทเทสที่เป็นข้อย่อยเกิดขึ้นเป็นหลัก(ปธาน)​ดังนั้น​จึกล่าวได้ว่าแม่บท(มาติกา)​เป็นเหมือนมารดาฯ

   นัยที่​ 2. มาตาวิยาติ=มาติกา​ มีสภาพเหมือนคลองส่งน้ำ​ ในคัมภีร์​นิสสยะฎีกาอักษรปัลลวะ​และอักษรสิงหลขยายความว่า​ คลองส่งน้ำย่อมนำน้ำคือมาติกาหลั่งไหล​ลงสู่สระไร่นาสวน​คือนิทเทสบท(ข้อย่อย)​


ประเภทของมาติกา​มี​ 5 ประเภท​ คือ


  1. โดยอาศัยจำนวนนิทเทสบท​จำแนก​ มี​ 2​ ประเภท

     (1.1) ติกมาติกา​ มี​ 22​ ติกะ.

     (1.2) ทุกมาติกา​ มี​ 100​ ทุกะ


  2. โดยอาศัยบุคคลผู้กล่าวจำแนก​ มี​ 2​ ประเภท

      (2.1) อาทัจจภาษิต​ คือ​ มาติกาที่พระสัมมาสัมะุทธเจ้าทรงแสดง​ ได้แก่​ ติกะ​ 22​ ทุกะ​ 100​ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอภิธรรม​เฉพาะ​

      (2.2) สาวก​ภาษิต​ คือ​ มาติกาที่สาวกแสดง​ ได้แก่​ สุตตันติกทุกมาติกา​  42  ทุกะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระสูตรเฉพาะ​ที่พระสารีบุตรเถระแสดง

      (2.3) โดยอาศัยการสงเคราะห์​ปรมัทถธรรมลงในแต่ละมาติกา​จำแนก มี​ 2​ ประเภท

            (2.3.1) นิปปเทสมาติกา​ คือ​ มาติกาที่สงเคราะห์​ปรมัทถธรรมได้หมดไม่มีส่วนเหลือ​ ได้แก่​ ติกะ​ 13​ และ​ ทุกะ​ 71

            (23.2) สัปปเทสมาติกา​ คือ​ มาติกาที่สงเคราะห์​ปรมัทถธรรมได้ไม่หมด​ ยังมีส่วนเหลือ​ ได้แก่​ ติกะ​ 9​ และ​ ทุกะ​ 71


   4.โดยอาศัยการตั้งชื่อจำแนก​ มี​ 2​ ประเภท

      (4.1)​อาทิสัทธนาม คือ​ มาติกา​ ที่การตั้งชื่อสำเร็จจากบทต้น​  เช่น​ กุสลาติกะ​ เป็นต้น

      (4.2) สัพพลัทธนาม​ คือ​ มาติกา​ ที่การตั้งชื่อสำเร็จมาจากทุกบท​ เช่น​ เวทนาติก  เป็นต้น


   5) โดยอาศัยส่วนที่เป็นแนวพระอภิธรรม​(อภิธรรม​นัย)​และส่วนที่เป็นแนวพระสูตร(สุตตันตนัย)​ มี​ 3​ ประเภท

      (5.1)  ติกมาติกา​ มี​ 22​ ติกะ

      (5.2)  ทุกมาติกา​ มี​ 100​ ทุกะ

      (5.3)  สุตตันติกาทุกมาติกา​ มี​ 42  ทุกะ


   ลำดับตอนที่แสดง​ มี​ 4​ กัณฑ์

   1. จิตตุปปาทกัณฑ์​(ตอนที่ทรงแสดงเรื่องจิตและเจตสิก

   2. รูปกัณฑ์​ ตอนที่ทรงแสดงเรื่องรูป

   3. นิกเขปกัณฑ์​ ตอนที่ทรงแสดงคัดแยกมาติกาเป็นหมวดย่อย​(บท)​ คือ​ ติกมาติก​า ธรรมหมวดสาม​ 22​ ติกะ​ เป็น​ 66 บท, ทุกมาติกา​ ธรรมหมวดสอง​ 100​ ทุกะ​ เป็น​ 200  บ​ท

   4. อัฎฐกถากัณฑ์​ ตอนที่ทรงแสดงการสรุป องค์​ธรรมของอภิธรรม​นัย(ติกะ​ 22+ทุกะ100) ยกเว้นสุตตันตนัย( ทุกะ​ 42)



๒) วิภังค์ปกรณ์

   หมายถึง​คัมภีร์​ที่แสดงการจำแนกธรรม​ ซึ่งการจำแนกธรรม​ มี​ 2​ รูปแบบ​ คือ

   1. แบบคัดแยกธรรมเป็นข้อย่อย​ เช่น​ กุสลติกะ​ แบงแยกเป็น​ 3​ ข้อย่อย​ คือ

      (1.1)กุสลา ธัมมา

      (1.2) อกุสลา​ ธัมมา

      (1.3) อพยากตา​ ธัมมา

รูปแบบนี้่​ ใช้ในธัมมสังคณี​ปกรณ์

   2. แบบคัดรวมเป็นหมวดธรรม​ เช่น​ รวมธรรมที่จัดเป็นหมวดขันธ์​ได้​ ธรรมเหล่านั้น​ ต้องประกอบด้วยลักษณะ​ 11​ อย่าง​ คือ​ เป็น​ อดีต​ อนาคต​ ปัจจุบัน(3), เป็นไป​ ภายใน​ ภายนอก​(2), มี​ หยาบ​ ละเอียด (2), มี​ เลว​ ประณีต (2), มี​ อยู่ไกล้​ อยู่ใกล้​ (2) รูปแบบ​นี้​ใช้ใน วิภังค์ปกรณ์

   แบบ​ ธัมมสังคณีปกรณ์​ มี​ บทมาติกาเป็นบทตั้งเป็นอภิธรรม​ภาชนียนัยล้วน​ ส่วนแบบวิภังค์ปกรณ์​ มี​ บท​ 18​ วิภังค์​ เป็นบทตั้ง​ มีทั้งส่วนทีเป็นอภิธรรมภาชนียนัย, ส่วนทีเป็นสุตตันตภาชนียนัย​ และ​ ส่วนที่นำมาจากพระวินัยคือศีล​ 5​ เพื่อเป็นแนวตัวอย่างของบทตั้ง(สิกขาบทวิภังค์)​ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ​ปัญหาปุจฉกนัย

   สมจริงดังคัมภีร์​นิสสยะ​ อักษรปัลลวะ​ อักษร​สิงหล​ และอักษรขอม​ อธิบาย​ความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างธรรมที่เป็นบทตั้ง(บท​ 18​ วิภังค์)​ เปรียบ​ได้​กับเครื่องเครื่องยนต์​ ส่วนที่เป็นกลไกเปรียบได้กับอภิธรรมภาชนียนัย​ ส่วนที่เป็นระบบเปรียบได้กับสุตตันตภาชนียนัย​ ส่วนแนวที่เป็นตัวอย่าง​พระวัยเปรียบ​ได้​กับผู้ใช้เครื่องยนต์​ ชึ่งจะรู้ระเบียบ​การใช้เครื่อง​ยนต์​ได้ต้องอาศัยการถามตอบ(ปัญหา​ปุจฉกนัย)

   ในวิภังค์ปกรณั จึงมีธรรมเป็นบทตั้งได้​ 18​ วิภัังค์​ ดังนี้

   1. ขันธวิภังค์​  การจำแนกขันธ์

   2. อายตนวิภังค์​  การจำแนกอายตนะ

   3. ธาตุวิภังค์​  การจำแนกธาตุ

   4. สัจจวิภังค์​  การจำแนกสัจจะ

   5. อินทรียวิภังค์​  การจำแนกอินทรีย์

   6. ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์​  การจำแนกปฏิจจสมุปบาท

   7. สติปัฏฐานวิภังค์​  การจำแนกสติปัฏฐาน

   8. สัมมัปปธานวิภังค์​  การจำแนกสัมมัปปธาน

   9. อิทธิปาทวิภังค์​  การจำแนกอิทธิบาท

   10. โพชฌังควิภังค์​  การจำแนกโพชฌงค์

   11. มัคคังควิภังค์​  การจำแนกองค์​มรรค

   12. ฌานวิภังค์​  การจำแนกฌาน

   13. อัปปมัญญาวิภังค์​  การจำแนกอัปปมัญญา

   14. สิกขาปทวิภังค์​  การจำแนกสิกขาบท

   15. ปฏิสัมภิทาวิภังค์​  การจำแนกปฏิสัมภิทา

   16. ญาณวิภังค์​  การจำแนกญาณ

   17. ขุททกวิภังค์​  การจำแนกอกุศล​ธรรมต่างๆ

   18. ธัมมหทยวิภังค์​  การจำแนกธรรมอันเปรียบเสมือนดวงใจ

   เพื่อให้เห็นประจักษ์​ถึงองค์​ธรรมที่ใช้หลักจำแนกธรรม​ ทั้งแนวคัดแยก(ธัมมสังคณีปกรณ์)​ และทั้งแนวคัดรวม(วิภังค์ปกรณ์)​ คัมภีร์​อภิ.มูลฎีกา​ 2/2  จึงกล่าวสำทับความว่า​ ในธัมมสังคณีปกรณ์​ทรงใช้ลำดับกัณฑ์​ทั้ง​ 4​ เป็นหลัก​จำแนก​ เพื่อให้สอดข้องกับกิจในอริยสัจ​ 4​ ในวิภังค์ปกรณ์​ ทรงใช้คุณ​สมบัติของ​บทวิภังค์ทั้ง​ 18​ เป็นหลักจำแนก​ เพื่อให้สอดข้องกับ​ อาเวนีกธรรม​ 18​ อันเป็นคุณ​สมบัติเฉพาะ​พระองค์​ ชึ่งสามารถอาศัยเป็นเหตุให้ทราบได้ว่า​ ทำไมติกมาติกา, ทุกมาติกา​ ส่วนไหนบ้าง​ สงเคราะห์​ได้ครบหรือไม่​ครบ​ บทวิภังค์ขัอทึ่ 5​ และข้อที่​ 14​ มีส่วนของการรู้จักใช้เครื่องยนต์​(รู้ระเบียบ=ปัญหา​ปุจฉกนัย)​เป็นประธาน​ บทวิภังค์ข้อที่​ 16​ และ​ ข้อที่​ 17​ มีส่วนรู้จักระบบ=สตตันตภาชนียนัยเป็นประธาน​ บทวิภังค์ข้อที่​ 18​ มีส่วนรู้จักหัวใจของเครื่องยนต์​(ธรรมะ)​อันเป็นหลักศูนย์กลาง​สัมพันธ์​เชื่อมโยง​กลไก(พระอภิธรรม)​ ระบบ(พระสูตร)​ ระเบียบ​(พระวินัย)

   แม้นเพียงแค่​เรื่องการจำแนกธรรม​ ทั้งแบบธัมมสังคณีปกรณ์​ และแบบวิภังค์ปกรณ์​ ผู้ใคร่ธรรมทั้งหลายก็จะมองเห็นความสุขุมลุ่มลึกละเอียดพิสดาร​ในแง่มุมต่างๆอันเป็นพระสัพพัญญุต​ญาณ​ของพระพุทธองค์​ แล้วไฉนเล่า​ ธาตุกถาปกรณ์, ปุคคล​บัญญัติ​ปกรณ์, กถาวัตถุปกรณ์​ฺ, ยมกปกรณ์, มหาปัฏ​ฐาน​ปกรณ์​จักไม่ทวีความเข้มข้นยิ่งๆขึ้นไปอีกหรือ? ควรหรือไม่หนอที่พวกเราชาวพุทธ​ที่โชคดีเกิดมาพบพระพุทธ​ศาสนาที่ดำรง​อยู่​จักไม่พากันศึกษาอนุรักษ์​ไว้ให้ลูกหลาน​ของเรา​ครับ


  ๓) ธาตุกถาปกรณ ์

   เป็นปกรณ์​ที่รวบรวม​ธรรมทีจำแนกแบบคัดรวม​ คือสังเคราะห์​เป็นหมวดธรรมในแนววิภังค์ปกรณ์​(125 บท)​ กับธรรมที่จำแนกแบบคัดแยกเป็นประเภทธรรม​ ในแนวธัมมสังคณีปกรณ์(266 บท)​ และในแนวธาตุกถาปกรณ์​โดยตรงฃึ่งจำแนกเป็นเชิงซ้อนเป็นหลักอยู่แล้ว(105 บท)​ด้วยแม่บทเป็นที่เป็นวิธีการ​ 14​ วิธี​ (นยมาติกา)​ที่จำเป็นต้องจำแนกสภาวธรรมในแนววิภังคปกรณ์​และในแนวธัมมสังคณีปกรณ์​ซ้ำอีกครั้งให้เป็นเชิงซ้อน)​เพื่อให้เห็นว่า​ บทสภาวธรรมทั้ง​ 3 แนว​ เกี่ยวข้องสัมพันธ์​กับ​ ขันธ์​ 5​ อายตนะ​ 12​ และธาตุ​ 18​ อย่างไร? ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้ทราบถึงหลักการปฏิบัติธรรมต่ออีกทอดหนึ่ง​ กล่าวคือ​ ขันธ์​ 5​ เป็นที่ตั้งแห่งความเห็นผิดว่า​ เป็นอัตตา​ ตัวตน​ เราเขา(สักกาย​ ทิฏฐิ=อัตตานุทิฏ​ฐิ)​ อันเป็นต้นเหตุแห่งความเห็นผิดทั้งสิ้น​ ที่ปรากฏเป็นลัทธิ​ 62​ นั่นแหละ​ อายตนะ​ 12​ เป็นที่อาศัยให้กิเลสรั่วรดใจ​ ซึ่งต้องสำรวมทั้งทวารกรรม​ คือ​ กาย​ วาจา​ ใจ​ ด้วยปาติโมกขสังวรศีล​ ​ทั้งต้องสำรวมทวารอินทรีย์​ มี​ ตา​ หู​ เป็นต้น​ ด้วยอินทรีย์สัวรศีล​ ส่วนธาตุ​ 18​ นอกจากเป็นที่อาศัยให้กิเลสรั่วรดใจแล้ว​ ยังเป็นที่อาศัยให้ทราบว่าการจะรักษาทั้งปาติโมกขสังวรศีล​ ทั้งอินทรีย์สังวรศีลใหได้หมดจดบริบูรณ์​เป็นวิสุทธิศีลเพื่อเป็นบาทฐาน​ให้แก่วิปัสสนาได้จำต้องอาศัยสติสัมปชัญญะอย่างจะขาดเสียมิได้​ เพราะธาตุมีขอบเขตที่กว้างกว่าอานุภาพที่โดดเด่นกว่าขันธ์​และอายตนะดังกล่าว​ ปกรณ์​นี้จึงได้ชื่อว่า​ " ธาตุกถาปกรณ์​ " ตามขอบเขตและอานุภาพที่เหนือกว่า​(สาติสยนัย)​นั่นเอง

   ธาตุกถาปกรณ์นี้จึงลึกซี้งละเอียดพิสดาร​กว่าธัมมสังคณีปกรณ์​ และวิภังค์ปกรณ์​ เพราะปกรณ์​ทั้ง​ 2​ เป็นการจำแนกธรรมเชิงเดี่ยว​ มีแม่บท(มาติกา)​จำเพเาะเป็นบทตั้ง(บทมูล)​ในธัมมสังคณีปกรณ์​ก็คือบทกัณฑ์​ทั้ง​ 4​ กัณฑ์​ เพียงอย่างเดียวที่ดำรงอยู่ในฐานะที่เป็นแม่บท(มาดิกา)​ได้​ ใ​นวิภังค์ปกรณ์ก็คือบทวิภังค์ทั้ง​ 18​ วิภังค์​ เพียอย่างเดียวทีดำรงฐานะเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้​ จึงไม่จำเป็นต้องมีบทเพิ่มเติมเข้ามาท(บทมูลี)​และบทมูลกะอันเป็นผังแสดงรองรับก็ชัดเจนได้​  เพราะเป็นการจำแนกเชิงเดี่ยวนั่นเอง​ ส่วนธาตุกถาปกรณ์​เป็นการจำแนกเชิงซ้อน​ องค์ประกอบในการจำแนกทั้งหมด​ จึงมีฐานะเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้ทั้งหมด​  รวม​ 5​ มาตืกา แม้จะมีแม่บทที่เป็นวิธีการจำแนก(นยมาติกา)​เป็นหลักก็ตาม​ แต่สถานภาพของบทธรรมที่นำมาจำแนกต่างกัน​  รวมทั้งต้องสังกัดอยู่ในมาติกาทั้ง 5​ ด้วย​ จึงส่งผลต่อบทมูลและบทมูลีว่าจะมีได้หรือไม่​ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธรรมที่บทคาถากำกับและบทวิธีการจำแนก​(นยมาติกา)​ 14​ วิธีกำหนด​ สวนศัพท์มูลกะ​หมายถึงฝัง​ตาราง ถ้าใช้แสดงเป็นวิธีกำหนดจำนวนสภาวธรรมเป็นบทตั้ง(บทมูล)​ว่ามีเท่าไร? ก็เรียกว่า​ มูลกนัย​ เช่น​ เอกมูลกนัย เป็นต้น ส่วนบทปุจฉา​วาระ และบทวิสัชนา​วาระ ก็คืิบทสรุป​ในแต่ละครั้งที่จำแนก​ ซึ่งต้องมีประกอบทุกครั้ง​ เพราะความกระจ่างชัดของการจำแนกเชิงซ้อนปรากฏ​ที่ส่วนดังกล่าว

   เนื้อหาธาตุกถาปกรณ์​ จึงมี​  2​ ภาค​ คือ​ ภาคอุุทเทศ​ แสดงส่วนที่เป็นหัวข้อ​ กับภาคนิทเทส แสดงส่วนที่เป็นรายละเอียด​ ดังนี้

   ก. ส่วนที่เป็นภาคอุทเทส​ แสดงธรรมที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมดมีสถานภาพเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้ทั้งหมด​ เพื่อบอกให้ทราบโดยปริยายว่าเป็นปกรณ์การจำแนกเชิงซ้อน​ มี​ 5​ มาติกา​ คือ

   1. นยมาติกา​ คือ​ แม่บทที่เป็นส่วนแสดงวิธีจำแนกสภาวธรรมเป็นเชิงซ้อน​ 14​ นัย

      (1.1) สงคโห  อสงฺคโห​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีทั้ง​ส่วนที่สังเคราะห์​กันไม่ได้​ มีทั้งส่วนที่สังเคราะห์​กันได้​  จึงเรียกนัยนี้ว่า สังคหาสังคหนัย​ 

      (1.2)​ สงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ  คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสังเคราะห์​กันไม่ได้​ เกี่ยวข้อง​กับที่มีส่วนสังเคราะห์​กันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สังคหิเตนอสังคหิตนัย

      (1.3) อสงฺคหิเตน​ สงฺคหิตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสงเคราะห์​กันได้เกี่ยวข้องกับส่วนที่สังเคราะห์​ไม่ได้​ จึง​เรียกนัยนี้ว่า​ อสังคหิเตนสังคหิตนัย

      (1.4) สงฺคหิเตน​ สงฺคหิตํ  คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสงเคราะห์

              ฯลฯ

   2. อัพภันตรมาติกา แสดงบทภายใน (ภายในอภิธัมมัตถสังคหะ) ที่นำมาแสดงตามนยมาติกา ๑๔ นัย มี นิทเทสหลัก คือ 

       (2.1) ขันธาทินิทเทส  (มี ๑๕ หมวด เริ่มตั้งแต่ ขันธ์ - ถึง อัฏฐังคิกมัคโค) 

       (2.2) ผัสสสัตตกราสีนิเทส มี ๗ (เริ่มตั้งแต่ ผัสสะ - มนสิการ )

   3. นยมุขมาติกา เป็นมาติกาที่แสดงนยแห่งการถาม คือถาม ว่า "สภาพธรรมนั้น ๆ นับสงเคราะห์ได้-ไม่ได้ด้วย ขันธ์ อายตนะ ธาตุ เท่าไร?" 

   4. ลักขณมาติกา เป็นมาติกาที่แสดงถึงสภาพธรรมที่นำมาแสดงประมวลลงเป็น สภาคะ (ประกอบกันได้) และวิสภาคะ (ประกอบกันไม่ได้) ในลักษณะว่า "สภาพธรรมนั้น ประกอบกับ นามขันธ์ ๔ ได้ หรือไม่ได้" 

   5. พาหิรมาติกา เป็นการแสดงมาติกาบทที่นำมาจาก ติกมาติกา ๖๖ บท และอภิธัมมทุกมาติกา ๒๐๐ บท รวมเป็น ๒๖๖ บท ซึ่งเป็นธรรมภายนอก (นอกไปจากอภิธัมมัตถสังคหะ) มาตั้งเป็นคำถาม-ตอบ แล้วประมวลว่า นับสงเคราะห์ได้-ไม่ได้ ประกอบกันได้้-ไม่ได้อย่างไร? 


                            นยอพฺภนฺตรนย-           มุขลกฺขณพาหิรา

                            อิจฺจิมา มาติกา ปญฺจ    ธาตุกฺกถาย เทสิตา ฯ (นิติเมธี)  


[full-post]



 สรุปปัจจัย ๒๔ (พิสดาร ๕๒)

---------------------

***การแสดงการอุปการกันของปัจจัยและปัจจยุปบัน โดยความเป็น นาม-รูป-บัญญัติ

      ๑. นามเป็นปัจจัยแก่นาม ๘ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย อาเสวน อนันตรกัมม สัมปยุตต นัตถิ วิคต

      ๒. นามเป็นปัจจัยแก่รูป ๔ ปัจจัย คือ ปัจฉาชาต ปัจฉาชาติวิปปยุตต ปัจฉาชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต

      ๓. นามเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๙ ปัจจัย คือ เหตุ สหชาตาธิป สหชาติกัมม นานักขณิกกัมม วิปาก นามอาหาร นามอินทรีย์ ฌาน มัคค

      ๔. รูปเป็นปัจจัยแก่รูป ๖ ปัจจัย คือ รูปอาหาร รูปชีวิตินทรีย อาหารัตถิ อินทริยัตถิ อาหารอวิคต อินทริยอวิคต

      ๕. รูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๑๕ ปัจจัย คือ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย วัตถุปุเรชาต อารัมมณปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปุเรชาตินทรีย วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต วัตถุปเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาติตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ วัตถุปุเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต

      ๖. นามรูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณาธิปติ อารัมมนูปนิสสย

      ๗. นามรูปเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๖ ปัจจัย คือ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตนิสสย สหชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ สหชาตอวิคต

      ๘. บัญญัติ นามรูป เป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ ปกตูปนิสสย


***แสดงปัจจัยตามกาล

      ๑. ปัจจัยที่จัดเป็นปัจจุบันกาล ๔๐ ปัจจัย คือ เหตุ สหชาตาธิปติ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตนิสสย วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย วัตถุปุเรชาต อารัมมณปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปัจฉาชาต สหชาตกัมม วิปาก นามอาหาร รูปอาหาร ปูเรชาตินทริย รูปชีวิตินทริย สหชาตินทริย ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต อัตถิปัจจัย ๗ ปัจจัย อวิคตปัจจัย ๗ ปัจจัย

      ๒. ปัจจัยที่เป็นอดีตกาลมี ๘ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย อาเสวน อนันตรกัมม นานักขณิกกัมม นัตถิ วิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต มี ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณาธิปติ และ อารัมมนูปนิสสย

      ๔. ปัจจัยที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต และกาลวิมุติ มี ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณปัจจัย และปกตูปนิสสยปัจจัย


***สรุปอำนาจของปัจจัย

      ๑. ปัจจัยที่เป็นชนกสัตติ มี ๙ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย นานักขณิกกัมม อนันตรกัมม อาเสวน นัตถิ วิคต

      ๒. ปัจจัยที่เป็นอุปถัมภกสัตติ มี ๔ ปัจจัย คือ ปัจฉาชาตปัจฉาชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นอนุบาลกสัตติ มี ๓ ปัจจัย คือ รูปชีวิตินทรีย์ อินทริยัตถิ และ อินทริยอวิคต

      ๔. ปัจจัยที่เป็นทั้งชนกสัตติ และอุปถัมภกสัตติ มี ๓๖ ปัจจัย เว้นปัจจัยที่กล่าว มาแล้ว ๑๖ ปัจจัย

      อนึ่ง สำหรับรูปอาหารปัจจัย อาหารัตถิ และอาหารอวิคต ๓ ปัจจัยนี้ ในอรรถกถาปัญจปกรณ์ บาลีหน้า ๕๐๔ ใช้ว่า ชนกสัตติ และอนุปาลกสัตติ


***สรุปปัจจัยตามภูมิ

      ๑. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในปัญจโวการภูมิ มีครบทั้ง ๒๔ หรือ ๕๒ ปัจจัย

      ๒. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในจตุโวการภูมิ มี ๒๖ ปัจจัย คือ เหตุ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญู สหชาดนิสสย อุปนิสสย ๓ ปัจจัย อาเสวน กัมมปัจจัย ๓ ปัจจัย วิปาก นามอาหาร นามอินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในเอกโวการภูมิมี ๙ ปัจจัย คือ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตินิสสย นานักขณิกกัมม รูปชีวิตินทรีย์ สหชาตัตถิ อินทริยัตถิ สหชาตอวิคต อินทรียอวิคต


***สรุปปัจจัยในสังขยาวาระ ๑๓ วาระในอนุโลมนัย

      ในอนุโลมนัยมีสังขยาวาระอย่างมาก ๑๓ วาระ อย่างน้อย ๑ วาระ ในจำนวน ๑๓ วาระนี้ แต่ละวาระมีปัจจัยสงเคราะห์มากน้อยต่างกันดังแสดงมาแล้ว เพื่อความชัดเจนจะขอ สรุปปัจจัยทั้งหมดที่รวมลงในวาระแต่ละวาระดังนี้

      ๑. กุ - กุ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๓ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญู สหชาตนิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อาเสวน สหชาตกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๒. กุ - อกุ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๔ ปัจจัย

คือ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ อารัมมนูปนิสสย และปกตูปนิสสย ไม่เกิดขึ้นด้วย อำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๓. กุ - อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๗ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต สหชาตนิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย ปัจฉาชาต สหชาติกัมม นานักขณิกกัมม อนันตรกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สหชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ ปัจฉาชาตตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ปัจฉาชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๔. กุ - กุ. อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๑ ปัจจัย

คือ เหตุ สหชาตาธิปติ สหชาต สหชาตินิสสัย สหชาติกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สหชาตัตถิ สหชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๕. อกุ - อกุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๓ ปัจจัย เช่นเดียวกับ กุ - กุ

      ๖. อกุ - กุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ และปกตูปนิสสย

      ๗. อกุ - อัพ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๔ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต สหชาตนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย ปัจฉาชาต สหชาตกัมม นานักขณิกกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัค สหชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต สหชาต ปัจฉาชาต นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ปัจฉาชาตอวิคต

      ๘. อกุ - อกุ.อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๑ ปัจจัย เหมือนกับ กุ - กุ.

      ๙. อัพ อัพ - อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๔๙ ปัจจัย คือ- 

      เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญ สหชาตนิสสย วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตินิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน สหชาตกัมม วิปาก นามอาหาร รูปอาหาร รูปชีวิตินทรีย์ สหชาตินทรีย์ วัตถุปุเรชาตินทรีย์ ฌาน มัค สัมปยุตต สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ วัตถุปเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาตัตถิ ปัจฉาชาตัตถิ อาหารัตถิ อินทริยัตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต วัตถุปเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต อาหารอวิคต อินทริยอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ คือ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ นานักขณิกกัมม และอนันตรกัมม

      ๑๐. อัพ - กุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณ ปุเรชาตินิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อารัมมณปุเรชาต วัตถุปเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาตัตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ นัตถิ วิคต วัตถุปุเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ ๓๐

      ๑๑. อัพ - อกุ เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๒ ปัจจัย เช่นเดียวกับ อัพ - กุ

      ๑๒. กุ - อัพ.กุ วาระนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัยร่วมกัน ที่เรียกว่า มิสสกวาระ ด้วยอำนาจของนิสสย อัตถิ อวิคต คือ ด้วยอำนาจของสหชาตนิสสยปัจจัย และ วัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจัยคู่หนึ่ง ด้วยอำนาจของสหชาตัตถิร่วมกับวัตถุปุเรชาตัตถิคู่หนึ่ง ด้วย อำนาจของสหชาตอวิคต ร่วมกับ วัตถุปุเรชาตอวิคตอีกคู่หนึ่ง รวม ๓ คู่ ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ ของปัจจัยนอกนี้

      ๑๓. อกุ - อัพ.อกุ วาระนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัยร่วมกัน รวม ๓ คู่ เช่นเดียวกับใน กุ - อัพ.กุ ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยนอกนี้


***ความหมายของปัจจัยตามนัยอรรถกถา

      ๑. เหตุ จ โส ปจฺจโย จาติ เหตุปัจจโย ฯ 

          เหตุนั้นแหละเป็นปัจจัย จึงชื่อว่า เหตุปัจจัย

      ๒. อารมฺมณภาเวน อุปการโก ธมฺโม อารมฺมณปจฺจโยฯ 

          ธรรมที่ช่วยอุปการะ (อุดหนุนกัน ) โดยความเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อารัมมณปัจจัย

      ๓. เชฏฺฐกฏฺเฐน อุปการโก ธมโม อธิปติปจฺจโย ฯ ธรรมที่อุปการะ (อุดหนุนกัน ) โดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า อธิปติปัจจัย

      ๔. อนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม อนนฺตรปจฺจโยฯ สมนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม สมนนฺตรปจฺจโย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความไม่มีระหว่างคั่น ชื่อว่า อนันตรปัจจัย ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี ชื่อว่า สมนันตรปัจจัย

      ๕. อุปฺปชฺชมาโน สห อุปฺปาทนภาเวน อุปการโก ธมโม สหชาตปจฺจโย ปภาสสฺส ปทีโป วิย ฯ

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เรียกว่า สหชาตปัจจัย เหมือนประทีปโคมไฟเป็นปัจจัยแก่แสงสว่าง ฉะนั้น

      ๖. อญฺญมญฺญํ อุปาทนูปตฺถมฺภนภาเวน อุปการโก ธมฺโม อญฺญมญฺญปจฺฺจโย อญฺญมญฺปตฺถมฺภกํ ติทณฺฑํวิย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน ) โดยความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้น ชื่อว่า อัญญมัญญปัจจัย ดุจไม้ ๓ อัน อุปถัมภ์ซึ่งกันและกันจึงตั้งอยู่ได้

      ๗. อธิฏฺฐานากาเรน นิสฺสยากาเรน จ อุปการโก ธมฺโม นิสฺสยปจฺจโย ตรุจิตฺตกมฺมาทีนํ ปฐวีปฏาทโย วิย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยอาการตั้งมั่นประการหนึ่ง โดยการอิงอาศัยกัน ประการหนึ่ง ชื่อว่า นิสสยปัจจัย เหมือนแผ่นดินและแผ่นผ้าเป็นต้น เป็นปัจจัยแก่ต้นไม้และ จิตรกรรม คือ ภาพวาดเขียนเป็นต้น

      ๘. ยถา ปน ภูโส อายาโส อุปายาโส เอวํ ภูโส นิสสโย อุปนิสสโย ฯ พลวการณสฺเสตํ อธิวจนํฯ ตสฺมา พลวการณภาเวน อุปการโก ธมฺโม อุปนิสฺสยปจฺจโยติ เวทิตพฺโพ ฯ

          แปลว่า เหมือนอย่างว่า ธรรมใดอันเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้ามีอยู่ฉันใด ธรรมที่ชื่อว่า อุปนิสสยปัจจัย ก็ฉันนั้น คำว่า อุปนิสสยะนี้เป็นชื่อของปัจจัยที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้น ธรรมที่อุปการะกันโดยความเป็นปัจจัยที่มีกำลังมาก บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นอุปนิสสยปัจจัย

      ๙. อิติ อตฺตโน อตฺตโน อนนฺตรํ อนุรูปจิตตุปฺปาทวเสน อนนฺตรปจฺจโย พลวการณวเสน อนนฺตรูปนิสฺสโยติ เอวเมเตสํ นานตฺตํ เวทิตพฺพํฯ

          แปลว่า อนันตรปัจจัย ย่อมเกิดด้วยความสามารถแห่งอันยังจิตตุปบาทอันสมควรให้เกิดขึ้นในลำดับของตนๆ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ย่อมเกิดด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบความต่างกันแห่งปัจจัยทั้ง ๒ เหล่านั้น อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้

      ๑๐. ปกตูปนิสฺสโย ปน ปกโต อุปนิสสโย ปกตูปนิสสโย ฯ ปกโต นาม อตฺตโน สนุตาเน นิปผาทิโต วา สทฺธาสีลาทิ อุปเสวิโต วา อุตุโภชนาทิ ฯ ปกติยาเยว วา อุปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ อารมฺณานนฺตเรหิ อสมฺมิสฺโสติ อตฺโถ ฯ

          แปลว่า ปกตูปนิสสยะได้แก่เหตุธรรมอันเป็นที่อาศัยที่มีกำลังอย่างแรงกล้า ที่ได้ทำมา เสร็จแล้ว ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย ศรัทธา และศีลเป็นต้น ที่ตนให้สำเร็จแล้วในสันดานของตน หรือว่า อุตุและโภชนะเป็นต้น ที่ตนเข้าไปเสพแล้ว ชื่อว่า ปกตะ อีกอย่างหนึ่ง อุปนิสสัยตามปกติของตนเท่านั้น ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย อธิบายว่า ปกตูปนิสสยปัจจัยนี้ เป็นปัจจัยที่ไม่เจือด้วย อารัมมณปัจจัย และอนันตรปัจจัย

      ๑๑. ปฐมตรํ อุปฺปชฺชิตฺวา วตฺตมานภาเวน อุปการโก ธมฺโม ปุเรชาตปจฺจโย ฯ 

           แปลว่าธรรมที่อุปการะกัน โดยความเกิดขึ้นก่อนแล้วเป็นไป ชื่อว่า ปุเรชาตปัจจัย

      ๑๒. ปุเรชาตานํ รูปธมฺมานํ อุปตฺถมฺภกฏฺเฐน อุปการโก อรูปธมฺโม ปจฉาชาตปจฺจโย คิชฌโปตกสรีรานํ อาหาราสาเจตนา วิย ฯ

           แปลว่า นามธรรมที่อุปการะแก่รูปธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย เพราะอรรถว่าเป็นธรรมที่ให้การอุปถัมภ์ ดุจเจตนาของลูกนกแร้งที่หวังในอาหารเป็นปัจจัยแก่ สรีระของลูกนกแร้งฉะนั้น

      ๑๓. อาเสวนฏฺเฐน อนนฺตรานํ ปคุณพลวภาวาย อุปการโก ธมฺโม อาเสวนปจฺจโย คนฺถาทีสุ ปุริมปริมาภิโยโค วิย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการะกันโดยความที่อนันตรปัจจัยทั้งหลาย เป็นสภาพมีกำลังมาก เพราะอรรถว่าเสพบ่อยๆ ชื่อว่า อาเสวนปัจจัย เปรียบเหมือนบุคคลผู้ใคร่ในการศึกษา ใคร่ครวญวิชาความรู้ที่เกิดก่อนๆ ในที่ทั้งหลายมีในคัมภีร์เป็นต้น

      ๑๔. จิตฺตปฺปโยคสงฺขาเตน กิริยาภาเวน อุปการโก ธมฺโม กมุมปจฺจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการะกันโดยเป็นภาวะแห่งการกระทำอันนับเนื่องในจิตตปโยคะ คือ การประกอบกับจิต ชื่อว่า กัมมปัจจัย

      ๑๕. นิรุสฺสาหสนฺตภาเวน นิรุสฺสาหสนตภาวาย อุปการโก วิปากธมฺโม วิปากปจฺจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่เป็นวิปากอุปการะกันโดยความเป็นธรรมที่ไม่มีความอุตสาหะ และเป็นธรรมที่สงบแล้วแก่ธรรมที่ไม่มีความอุตสาหะ และเป็นธรรมอันสงบแล้ว ชื่อว่า วิปากปัจจัย

      ๑๖. รูปารูปานํ อุปตฺถมฺภกฏฺเฐน อุปการกา จตฺตาโร อาหารา อาหารปจฺจโย ฯ 

           แปลว่า อาหาร ๔ เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถว่าเป็นธรรมอุปถัมภ์แก่รูปธรรมและ นามธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า อาหารปัจจัย

      ๑๗. อธิปตฺยฏฺเฐน อุปการกา อิตฺถินฺทฺริยปุริสินทฺริยวชฺชา วีสตินฺทฺริยา อินฺทฺริยปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อินทรีย์ ๒๐ ยกเว้นอิตถินทรีย์ และปุริสินทรีย์เสีย เป็นธรรมอุปการะ ด้วย อรรถว่าเป็นใหญ่ คือ เป็นธรรมปกครอง ชื่อว่า อินทรียปัจจัย

      ๑๘. อุปนิชฺฌายนฏฺเฐน อุปการกานิ ฐเปตฺวา ทฺวิปญฺจวิญญาเณสุ กายิกสุขทุกฺขเวทนาทฺวยํ สพฺพานิปิ กุสลาทิเภทานิ สตฺต ฌานงฺคานิ ฌานปจฺจโย ฯ

          แปลว่า ยกเว้นหมวด ๒ แห่งสุขทุกข์ของเวทนาอันเป็นไปทางกายในทวิปัญจวิญญาณทั้งหลายแล้ว องค์ฌาน ๗ อันต่างด้วยกุศลเป็นต้น แม้ทั้งปวง เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถ ว่าเข้าไปเพ่งซึ่งอารมณ์ ชื่อว่า ฌานปัจจัย

      ๑๙. ยโต ตโต วา นิยฺยานฏฺเฐน อุปการกานิ กุสลาทิเภทานิ ทฺวาทส มคฺคงฺคานิ มคฺคปจจโยฯ

          แปลว่า องค์แห่งมรรค ๑๒ อันต่างด้วยกุศลเป็นต้น เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถว่า การนำออกไปจากที่ใด หรือว่าจากที่นั้น ชื่อว่า มัคคปัจจัย

      ๒๐. เอกวตฺถุเอการมฺมณเอกุปฺปาเทกนิโรธสงฺขาเตน สมฺปยุตฺตภาเวน อุปการกา อรูปธมฺมา สมฺปยุตฺตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อรูปธรรมที่อุปการะกัน กล่าวคือ มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกันและเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ชื่อว่า สัมปยุตตปัจจัย

      ๒๑. เอกวตฺถุกาทิภาเวนุปคเมน อุปการกา รูปิโน ธมฺมา อรูปีนํ อรูปิโนปิ รูปีนํ วิปฺปยุตฺตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า รูปธรรมทั้งหลายที่อุปการะแก่อรูปธรรมทั้งหลาย โดยความไม่เข้าถึงความเป็นแห่งธรรมที่มีวัตถุเดียวกันเป็นต้นก็ดี อรูปธรรมทั้งหลายที่อุปการะแก่รูปธรรมทั้งหลาย โดยการไม่เข้าถึงซึ่งความเป็นแห่งธรรมที่มีวัตถุเดียวกันเป็นต้นก็ดี ชื่อว่า วิปปยุตตปัจจัย

      ๒๒. ปจฺจุปฺปนฺนลกฺขเณน อตฺถิภาเวน ตาทิสสฺเสว ธมฺมสฺส อุปตฺถมฺภกฏฺเฐน อุปการโก ธมฺโม อตฺถิปจฺจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการโดยอรรถว่าอุปถัมภ์แก่ธรรมที่มีสภาพเช่นเดียวกันนั่นแหละ โดยลักษณะที่กังลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าอันเป็นสภาพที่มีอยู่ ชื่อว่า อัตถิปัจจัย

      ๒๓. อตฺตโน อนนฺตรํ อุปฺปชฺมานานํ ปวตฺติโอกาสทาเนน อุปการกา สมนนฺตรนิรุทธา อรูปธมฺมา นตฺถิปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อรูปธรรมทั้งหลายที่ดับไปแล้วในระหว่าง เป็นธรรมอุปการะโดยการให้โอกาสความเป็นไปแก่รูปธรรมทั้งหลายที่เกิดในลำดับของตน ชื่อว่า นัตถิปัจจัย

      ๒๔. เต เอว วิคตภาเวน อุปการกตฺตา วิคตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า สภาพธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ เป็นธรรมอุปการะโดยความเป็นธรรมที่ปราศจากไปแล้ว ชื่อว่า วิคตปัจจัย

      ๒๕. อตฺถิปจฺจยธมฺมา เอว อวิคตภาเวน อุปการกตฺตา อวิคตปจฺจโยติ เวทิตพฺพา ฯ เทสนาวิลาเสน ปน ตถา วิเนตพฺพเวเนยฺยวเสน วา อยํ ทุโก วุตฺโต สเหตุกทุกํ วตฺวาปิ เหตุสมฺปยุตฺตทุกาทโย วิยาติ ฯ

           แปลว่า ธรรม คือ อัตถิปัจจัยนั่นเทียว เป็นธรรมอุปการะโดยความเป็นธรรมที่ยังไม่ปราศจากไป บัณฑิตพึงทราบว่าเป็น อวิคตปัจจัย 

           อนึ่งทุกะปัจจัย คือ ปัจจัย ๒ ปัจจัย (อัตถิ อวิคต) นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยเทศนาวิลาส คือ ให้เทศนานั้นวิจิตรพิศดารยิ่งขึ้น หรือเทศนาด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์ที่พระองค์พึงแนะนำได้โดยประการนั้น ดุจเหตุสัมปยุตตทุกะเป็นต้น ซึ่งความหมายเหล่านี้มีแสดงไว้ในอุทเทสวาระ ในอรรถกถาปัญจปกรณ์บาลี หน้า ๔๕๕-๔๖๗ ท่านที่สนใจความละเอียดลึกซึ้งพึงเข้าไปศึกษาดูเถิด


--------///-------


[full-post]




ลักขณาทิจตุกกะ (ความหมาย)

(ธรรมที่มีปริมาณ ๔ มีลักขณะเป็นต้น)


       ลกฺขณาทีสุ หิ เตสํ เตสํ ธมฺมานํ สภาโว วา สามญฺญํ วา ลกฺขณํ นาม. 

       กิจฺจํ วา (ตสฺส) สมฺปตฺติ วา รโส นาม. 

       อุปฏฺฐานากาโร วา ผลํ วา ปจฺจุปฏฺฐานํ นาม. 

       อาสนฺนการณํ ปทฏฺฐานํ นาม.

       (อฏฐสาลินี กามาวจรกุสลวณฺณนา หน้า ๑๑๐)

       อธิบายว่า ในธรรมที่มีปริมาณ ๔ มีลักขณะเป็นต้น, สภาวะ คือ ภาวะที่เป็นของตน, หรือเป็นไปกับความเป็นธรรมมีอยู่ โดยสัจฉิกัตถะและปรมัตถะ (๑) และสามัญญะคือภาวะแห่งสิ่งที่เสมอกัน (๑) ของธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ๆ ชื่อว่า ลักขณะ. 

       กิจคือหน้าที่ และสัมปัตติคือความถึงพร้อม ของกิจนั้น ชื่อว่า รส. 

       อาการที่ปรากฏ และผล ชื่อว่า ปัจจุปัฏฐาน. 

       เหตุใกล้ ชื่อว่า ปทัฏฐาน.


ลักขณะ มี ๒ ประการ

       ๑. สภาวลักขณะ ความว่า เครื่องกําหนดรู้คือภาวะที่เป็นของตน มีผุสนลักขณะของผัสสะ กักขฬลักขณาของปถวี เป็นต้น อันเป็นอสาธารณภาวะ คือภาวะที่ไม่ทั่วไป ของธรรมทั้งหลาย เหมือนอย่าง ความร้อนของไฟ หรือเรียกว่า "วิเสสลักขณะ" (เครื่องกําหนดรู้ที่พิเศษ) ปัจจัตตลักขณะ (เครื่องกําหนด รู้เฉพาะตน).

       ๒. สามัญญลักขณะ ความว่า เครื่องกําหนดรู้คือภาวะแห่งสิ่งที่เสมอกัน อันเป็นสาธารณภาวะ คือภาวะที่ทั่วไปของสังขารธรรมทั้งหลาย มีอนิจจลักขณะ ของสังขารทั้งหลาย, รุปปนลักขณะของรูปทั้งหลาย, นมนลักขณะ ของนามทั้งหลาย, เวทยิตลักขณาของเวทนาทั้งหลาย เป็นต้น

       สภาวสามญฺญลกฺขณปฏิเวธวเสน ปวตฺตมนสิกาโร กุสลาทีสุ โยนิโสมนสิกาโร นาม. (วิ.ม.ข้อ ๖๔ หน้า ๑๔๓)

       มนสิการที่เป็นไป ด้วยอํานาจแห่งการแทงตลอดซึ่งสภาวลักขณะ และสามัญญลักขณะ ชื่อว่า โยนิโสมนสิการ ในธรรมทั้งหลายมีกุศลเป็นต้น. 


       สภาวสามญฺญลกฺขณปฏิเวธวเสนาติ เอกชฺฌํ กตฺวา คเณ อนวชฺชสุขวิปากาทิกสฺส วิสุํ วิสุํ ปน ผุสนาทิกสฺส สภาวลกฺขณสฺส, อนิจจาทิกสฺส สามญฺญลฺกขณสฺส จ ปฏิวิชฺฌนวเสน. ปวตฺตมนสิกาโรติ กุสลาทีนํ ตํตํสภาวลกฺขณาทิกสฺส ยาถาวโต อวพุชฺฌนวเสน อุปฺปนฺนชวนจิตฺตุปฺปาโท. โส หิ อวิปรีตมนสิการตาย “โยนิโสมนสิกาโร”ติ วุตฺโต, ตทาโภคตาย อาวชฺชนาปิ ตคฺคติกาว, รุปฺปนลกฺขณาทิกมฺปิ อิธ สามญฺญลกฺขเณเนว สงฺคหิตนฺติ ทฏฺฐพฺพํ. 

       (มหาฎีกา ข้อ ๖๔ หน้า ๑๘๒)

       บทว่า ด้วยอํานาจแห่งการแทงตลอดซึ่งสภาวลักขณะและสามัญญลักขณะ อธิบายว่า ด้วยอํานาจแห่งการแทงตลอดสภาวลักษณะ มีลักษณะที่ไม่มีโทษ และมีวิบากที่เป็นสุขเป็นต้น ของกุศลทั้งปวง ในการถือเอาโดยกระทําเป็นลักษณะเดียวกัน, ส่วน ในการถือเอาโดยกระทําเป็นแต่ละลักษณะ ย่อมมี ด้วยอํานาจแห่งการแทงตลอด ซึ่งสภาวลักษณะ มีลักษณะที่กระทบอารมณ์เป็นต้น ของผัสสะเป็นต้น, และด้วยอํานาจแห่งการแทงตลอด ซึ่งสามัญญลักษณะ มีลักษณะที่ไม่เที่ยงเป็นต้น ของอุปาทานักขันธ์

       บทว่า มนสิการที่เป็นไป ได้แก่ ญาณสัมปยุตตชวนจิตตุปบาท ที่เกิดขึ้น ด้วยอํานาจการหยั่งรู้ ตามความเป็นจริง ซึ่งสภาวะลักษณะ และสามัญญลักษณะนั้น ๆ ของธรรมทั้งหลายมีกุศลเป็นต้น. จริงทีเดียว ญาณสัมปยุตตชวนจิตตุปบาทนั้น ท่านอาจารย์กล่าวว่า “เป็นโยนิโสมนสิการ เพราะเป็นการกระทําไว้ในใจโดยไม่วิปริต แม้มโนทวาราวัชชนะ ก็มีคติ (คือเป็นโยนิโสมนสิการ)เหมือนกับญาณสัมปยุตตชวนจิตตุปบาทนั้นนั่นแหละที่เกิดขึ้น ด้วยอํานาจการหยั่งรู้ เพราะเป็นอาโภคะ (การผูกอารมณ์อื่นไว้จากอารมณ์ของภวังค์) แก่ญาณสัมปยุตตชวนจิตตุปบาทนั้น.


       แม้รุปปนลักขณะลักษณะที่ย่อยยับไปของรูปธรรม)เป็นต้น อันบัณฑิตพึงรู้ว่า ท่านอาจารย์สงเคราะห์ ด้วยสามัญญลักขณะนั่นเอง ในอรรถนี้


รส มี ๒ ประการ

       ๑. กิจจรส ความว่า รสคือหน้าที่ ของสภาวะนั้น เหมือนอย่าง การทําให้สุกของไฟ.

       ๒. สัมปัตติรส ความว่า รสคือความถึงพร้อม กล่าวคือสัมปันนภาวะ (ความบริบูรณ์) ของกิจคือการทําให้สุกนั้น ได้แก่คุณที่ได้เหมือนอย่างแสงสว่าง

ของไฟ.


ปัจจุปัฏฐาน มี ๒ ประการ

       ๑. อุปัฏฐานาการปัจจุปัฏฐาน ความว่า ปัจจุปัฏฐานคืออาการที่ปรากฏ แก่ปัญญา ของพระโยคี, ดังที่มหาฎีกากล่าวว่า ฯลฯ ปจฺจุปติฏฺฐติ, ญาณสฺส โคจรภาวํ คจฺฉติ - ย่อมปรากฏ คือย่อมถึงซึ่งความเป็นอารมณ์ แก่ญาณ.

       ๒. ผลปัจจุปัฏฐาน ความว่า ปัจจุปัฏฐานคือผล ที่ถูกปัจจัยของตนทําให้ตั้งขึ้น ได้แก่ ผลที่ตั้งขึ้นด้วยอํานาจแห่งสหชาตะและนานักขณิกะ เหมือนอย่าง ควัน ของไฟ.

       อากิรียนฺติ อภิมุขา โหนฺติ เอเตหีติ อาการา, อรูปธมฺมานํ อุปฏฐานสฺส มุขภูตา ผุสนานุภวนวิชานนปฺปการา. (มหาฏีกา ข้อ ๖๗๐)

ธรรมทั้งหลาย ย่อมเรี่ยราย คือย่อมมีเฉพาะหน้า ด้วยสภาวะทั้งหลาย เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น สภาวะทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่า อาการ(สภาวะเป็นเครื่อง เรี่ยรายคือมีเฉพาะหน้า) ได้แก่ ประการคือ ผุสนะของผัสสะ, อนุภวนะของเวทนา และวิชานนะของวิญญาณ(เป็นต้น) อันเป็นเหตุ แห่งความปรากฏของอรูปธรรมทั้งหลาย.


ปทัฏฐาน

       ความว่า เหตุใกล้ ที่เป็นปัจจัย แก่การเกิดขึ้นสภาวะนั้น ได้แก่ อสาธารณปัจจัย คือปัจจัยที่ไม่ทั่วไป เป็นปธานเหตุ แก่สังขารธรรมเหล่าอื่น เพื่อความอุบัติขึ้น ของสภาวะนั้น


อภิธัมมาวตาร ข้อ ๖๓๓ -๔

  (๖๓๓) สามญฺญํ วา สภาโว วา      ธมฺมานํ ลกฺขณํ มตํ

              กิจฺจํ วา ตสฺส สมฺปตฺติ        รโสติ ปริทีปิโต.

              ภาวะแห่งสิ่งที่เสมอกันก็ดี (อันเป็นสาธารณะมีอนิจจะเป็นต้น) 

              ของธรรมทั้งหลาย, ภาวะที่เป็นของตนก็ดี (อันเป็นอสาธารณภาวะ 

              มีกักขฬะ ของปฐวีเป็นต้นและผุสนะของผัสสะเป็นต้น) ของธรรมทั้งหลาย 

              รู้กันว่า เป็นลักขณะ, กิจ(มีสันธารณกิจ - ความรองรับไว้ของปฐวีเป็นต้น) 

              หรือความ เต็มบริบูรณ์(สมฺปนฺนภาโว) แห่งกิจนั้น ท่านแสดงว่า เป็นรส.

 (๖๓๔) ผลํ วา ปจฺจุปฏฺฐานํ           อุปฏฐานนโยปิ วา

              อาสนฺนการณํ ยํ ตุ            ตํ ปทฏฺฐานสญฺญิตํ.

              ผลก็ดี (ที่ตั้งขึ้น ด้วยอํานาจสหชาตะและที่มีนานาขณะ) แม้นัยคือ 

              อาการที่ปรากฏก็ดี (แก่ญาณ โดยภาวะที่พึงถูกถือเอา) เป็นปัจจุปัฏฐาน, 

              ส่วน สิ่งใดเป็นเหตุใกล้(คือปธานการณะ), สิ่งนั้น หมายจําว่า เป็นปทัฏฐาน.


ปรมัตถทีปนี สังคหมหาฎีกา นวมปริจเฉท ข้อ ๕๑ 

       ลกฺขณรสปจฺจุปฏฐานปทฏฺฐานวเสนาติ เอตฺถ ธมฺมานํ ปจฺจตฺตสภาโว ลกฺขณํ นาม. อคฺคิสฺส อุณฺหตฺตํ วิย. เตน สภาเวน สาเธตพฺพํ กิจฺจํ วา สาธนปจฺจยา ปฏิลทฺธคุณสงฺขาตา สมฺปตฺติ วา รโส นาม, อคฺคิสฺส ปริวาจนโชตนานิ วิย, สา เอว สมฺปตฺติ วา การิยสงฺขาตํ ผลํ วา ปจฺจุปฏฐานํ นาม, อคฺคิสฺส ธูโม วิย อตฺตโน อุปฺปตฺติยา อสาธารณปจฺจยสงฺขาตํ อาสนฺนการณํ ปฏฺฐานํ นาม.

       ในบทนี้ว่า ด้วยอํานาจแห่งลักขณะรสปัจจุปัฏฐานและปทัฏฐาน อธิบายว่า สภาวะเฉพาะตน ของธรรมทั้งหลาย อันเป็นอารมณ์ของทิฏฐิวิสุทธิ) ชื่อว่า ลักขณะ (ปัจจัตตลักขณะ) เหมือนอย่าง ความร้อน ของไฟ.

       กิจที่พึงให้สําเร็จ ด้วยสภาวะนั้น เหมือนอย่างการทําให้สุกของไฟ และสมบัติ กล่าวคือคุณที่ได้ เพราะปัจจัยที่ให้สําเร็จนั้น เหมือนอย่าง แสงสว่างของไฟ ชื่อว่า รส. (กิจจรสและสัมปัตติรส, ความว่า ไฟมีหน้าที่ ทําวัตถุให้สุก และในขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติคือแสงสว่าง อันเป็น ความบริบูรณ์ ของกิจคือการทําให้สุกนั้น)

       คุณสมบัตินั้นนั่นเอง เป็นอาการที่ปรากฏ และผลกล่าวคือสิ่งที่ถูกเหตุ กระทํา ชื่อว่า ปัจจุปัฏฐาน, เหมือนอย่าง ควันของไฟ

       เหตุใกล้ กล่าวคือปัจจัยที่ไม่สาธารณะ แก่ความอุบัติขึ้น ของตน (มีเตโช เป็นต้น) ชื่อว่า ปทัฏฐาน

---------------------

ข้อมูลโดย อาจารย์สุรพงศ์ เทพสุธา

 

[full-post]



 สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


แสดงวจนัตถะ(ความหมาย) และลักขณาทิจตุก(วิเสสลักษณะ)ของปฏิจจสมุปบาท

1. อวิชชา

      - วิชฺชา ปฏิปกฺขาติ=อวิชฺชา-ธรรมชาติใด เป็นไปตรงกันข้ามกับปัญญา ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

      - อวินฺทิยํ วินฺทตีติ=อวิชฺชา-ธรรมชาติใด ย่อมได้ซึ่งทุจริตที่ไม่ควรจะได้ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

      - วินฺทยํ น วินฺทตีติ=อวิชชา-ธรรมชาติใด ย่อมไม่ได้ซึ่งสุจริตธรรมที่ควรจะได้ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

      - อวิชฺชมาเน ชวาเปตีติ=อวิชฺชา - ธรรมชาติใดเป็นผู้รู้ผิดในบัญญัติธรรม มี ชาย หญิง เป็นต้น ที่ไม่มีปรากฏโดยสภาวะ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

      - วิชฺชมาเน น ชวาเปตีติ=อวิชฺชา-ธรรมชาติใด เป็นผู้ทำให้ไม่รู้ ในปรมัตถธรรม มี ขันธ์ 5 เป็นต้น ที่มีปรากฏโดยสภาวะ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

      - วิทิตพฺพํ อวิทิตํ กโรตีติ=อวิชฺชา-ธรรมชาติใด ย่อมทำให้ไม่รู้ฃึ่งธรรมที่ควรรู้ มี สัจจะ 4 เป็นต้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา

      สรุปความว่า การไม่รู้ความเป็นจริงที่ควรรู้ รู้แต่สิ่งที่ไม่เป็นไปตามเป็นจริงที่ไม่ควรรู้ นี่แหละ ชื่อว่า อวิชชา องค์ธรรมปรมัตถ์ ก็คือ โมหเจตสิก ที่ในอกุศลจิต 12


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของอวิชชา

      1) อญานลกฺขณา มีความไม่ร ู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง เป็นลักษณะ

      2) สมฺโมหนรสา มีความลุ่มหลง เป็นกิจ

      3) ฉาทนปจฺจุปฏฺฐานา มีการปกปิดความเป็นจริง เป็นอาการปรากฏ

      4) อาสวปทฏฺฐานา มี อาสวะ 3 (เว้นอวิชชาสวะ) เป็นเหตุใกล้


2. สังขาร

      - สงฺขตํ สงฺขโรนฺติ อภิสงฺขโรนฺตีติ=สงฺขารา-ธรรมเหล่าใดย่อมปรุงแต่งสังขตธรรม ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า สังขาร ได้แก่เจตนาที่ในอกุศลจิตและในโลกิยกุศลจิต

      - สงฺขตํ กายวจีมโนกมฺมํ อภิสงฺขโรนฺติ เอเตหีติ=สงฺขารา-สัตว์ย่อมปรุงแต่ง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็นสังขตธรรม โดยเจตนาเหล่านั้น เจตนาที่เป็นเหตุปรุงแต่งเหล่านั้น ชื่อว่า สังขาร ได้แก่เจตนาที่ในอกุศลจิตและในโลกิยกุศลจิต


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของสังขาร

      1) อภิสงฺขรณลกฺขณา มีการปรุงแต่งสังขตธรรม (ขันธ์ 5)เป็นลักษณะ

      2) อายูหนรสา มีการกระตุ้นเตือนสัมปยุตตธรรม (นามขันธ์ 4)ให้ขนขวายเป็นกิจ

      3) เจตนาปจฺจุปฏฐานา มีกาาจัดแจงสังขตธรรม (ขันธ์ 5) เป็นอาการปรากฏ

      4) อวิชฺชาปทฏฺฐานา มีอวิชชา เป็นเหตุใกล้


3. วิญญาณ

      - วิชานาตีติ=วิญฺญานํ-ธรรมชาติใดย่อมรับรู้อารมณ์ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า วิญญาน(หมายเอาโลกิยวิปากจิต 32)

      - วิชานนฺติ เอเตนาติ=วิญฺญานํ-สัตว์บุคคลทั้งหลาย ย่อมรับรู้อารมณ์โดยอาศัยธรรมชาตินั้น ธรรมชาติที่่เป็นเหตุให้สัตว์บุคคลรับรู้อารมณ์ได้นั้น ชื่อว่า วิญญาณ(หมายเอาโลกิยวิปากจิต 32)


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของวิญญาณ

      1) วิชานนลกฺขณํ มีการรับรู้อารมณ์ เป็นลักษณะ

      2) ปุพฺพงฺคมรสํ มีการเป็นประธานแก่เจตสิกและกัมมชรูป เป็นกิจ

      3) ปฏิสนฺธิปจฺจุปฏฺฐานํ มีการปฏิสนธิ เป็นอาการปรากฏ

      4) สงฺขารปทฏฺฐานํ วา วตฺถารมฺมณปทฏฺฐานํ มีสังขาร 3 เป็นเหตุใกล้ หรือ มีวัตถุ 6 กับอารมณ์ 6 เป็นเหตุใกล้


4. นาม

      - อารมฺมเณ นมตีติ=นามํ-ธรรมชาติใด ย่อมน้อมไปสู่อารมณ์ ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า นาม (หมายเอาเจตสิกในโลกิยวิปากจิต 32)


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน ของนาม

      1) นมนลกฺขณํ มีการน้อมไปสู่อารมณ์เป็นลักษณะ

      2) สมฺปโยครสํ มีการประกอบร่วมกันกับจิตเป็นกิจ (คือ มีความเกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และวัตถุที่อาศัยอย่างเดียวกันกับจิต)

      3) อวินิพฺโภคปจฺจุปฏฺฐานํ มีการไม่แยกกันกับจิต เป็นอาการปรากฏ

      4) วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มี วิญญาณ เป็นเหตุใกล้


5. รูป

      สีตุณฺหาทิวิโรธิปจฺจเยหิ รูปฺปตีติ=รูปํ-ธรรมชาติใด ย่อมแตกทำลายไป เพราะปัจจัยอันเป็นข้าศึก มีความเย็นความร้อนเป็นต้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า ลรูป(หมายเอา กัมมขรูป และจิตตชรูป)


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของรูป

      1) รุปฺปนลกฺขณํ มีการแตกทำลายไป เป็นลักษณะ

      2) วิกิรณรสํ มีการแยกอยู่เป็นกลาปเช่น จักขุทสกลาป เป็นสัมปัตติรส(คุณสมบัติ)

      3) อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นอัพยากดธรรม หรือมีความไม่รู้อารมณ์เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณเป็นเหตุใกล้


6. สฬายตน

      - อายตํ สํสารวฏฺฎํ นยตีติ = อายตนํ ธรรมชาติใด ย่อมทรงไว้ซึ่งสังสารวัฏฏ์ ที่ยืนยาว ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า อายตน ได้แก่ อายตนะ ๑๒

      - ฉ อายตนานิ = สฬายตนํ แปลงตัว ฉ เป็นตัว ส ลง ฬ อาคม สำเร็จรูปเป็น สฬายตนํ


     แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของสฬายตน

      1) อายตนลูกขณ์ มีการกระทบ หรือมีการทำให้วัฏฏสงสารยืนยาว เป็นลักษณะ

      2) ทสฺสนรสํ มีการยึดอารมณ์ของตน ๆ เป็นกิจ (วา) ทสฺสนทิรสํ หรือมีการเห็นเป็นต้น เป็นกิจ

      3) วตฺถุทฺวารภาวปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นวัตถุ 6 และทวาร 6 ของปัญจวิญญาณธาตุ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ตามสมควร เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) นามรูปปทฏฺฐานํ มีเจตสิกและกัมมชรูป เป็นเหตุใกล้


7. ผัสส

      - อารมฺภํ ผุสฺสตีติ = ผสฺโส ธรรมชาติใด ย่อมกระทบซึ่งอารมณ์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงเรียกว่า ผัสสะ

      - ผุสนฺติ สมฺปยุตฺตธมฺมา เอเตนาติ ผสฺโส สัมปยุตตธรรม คือจิต และเจตสิกทั้งหลายย่อมกระทบซึ่งอารมณ์ โดยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุ ให้สัมปยุตตธรรมกระทบซึ่งอารมณ์นั้น ชื่อว่า ผัสส

      - ผุสมํ = ผสฺโส (วา) สํผุสเต = สมฺผสฺโส การกระทบอารมณ์ ชื่อว่าผัสสะ หรือชื่อว่า สัมผัสสะ


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของผัสสะ

      1) ผุสนลกฺขโณ มีการกระทบซึ่งอารมณ์เป็นลักษณะ

      2) สงฺฆฏฺฏนรโส มีการกระทำให้จิตกับอารมณ์ติดต่อกันเป็นกิจ

      3) สงฺคติปจฺจุปฏฺฐาโน มีการประชุมร่วมกันระหว่างวัตถุ อารมณ์และวิญญาณ เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) สฬายตนปทฏฺฐาโน มีอัชฌัตตายตน 6 เป็นเหตุใกล้


8. เวทนา

      - เวทยตีติ = เวทนา ธรรมชาติใด ย่อมเสวยอารมณ์ ๖ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่ออว่า เวทนา


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของเวทนา

      1) อนุภวนลกฺขณา มีการเสวยอารมณ์ 6 เป็นลักษณะ

      2) วิสยรสสมฺโภครสา มีการเสวยรสของอารมณ์เป็นกิจ

      3) สุขทุกฺขปจฺจุปฏฺฐานา มีความสุขและความทุกข์เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) ผสฺสปทฏฺฐานา มีผัสสะเป็นเหตุใกล้


9. ตัณหา

      - วตฺถุกามํ ปริตสฺสตีติ = ตณฺหา ธรรมชาติใด ย่อมยินดีติดใจซึ่งวัตถุกาม ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า ตัณหา จึงชื่อว่า

      - วตฺถุกามํ ตสฺสนฺติ ปริตสฺสนฺติ สตฺตา เอตายาติ = ตณฺหา สัตว์ ทั้งหลาย ย่อมยินดีติดใจซึ่งวัตถุกามโดยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้สัตว์ ทั้งหลายยินดีติดใจซึ่งวัตถุกามนั้น ชื่อว่า ตัณหา ได้แก่โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต 8


     แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของตัณหา

      1) เหตุลกฺขณา มีความเป็นเหตุของทุกข์ทั้งปวง เป็นลักษณะ

      2) อภินนฺฺทนรสา มีความยินดีพอใจในอารมณ์ ภูมิ และภพ เป็นกิจ

      3) อติตฺตภาวปจฺจุปฏฺฺฐานา มีความไม่รู้จักอิ่มในอารมณ์ต่าง ๆ ของจิต หรือ บุคคล เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) เวทนาปทฏฺฐานา มีเวทนา เป็นเหตุใกล้


10. อุปาทาน

      - ภุสํ อาทิยนฺติ อนุญฺจคาหํ คยฺหนฺตีติ = อุปาทานามิ ธรรมเหล่าใด ย่อมยึดถืออย่างแรงกล้า คือ ถือไว้ไม่ยอมปล่อย ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่าอุปาทาน .

      - อุปาทิยนฺตีติ = อุปาทานานิ ธรรมเหล่าใด ย่อมเข้าไปยึดมั่น ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อุปาทาน ได้แก่ตัณหาและทิฏฐิ ที่มีกำลังมาก


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของอุปาทาน

      1) คหณลกฺขณํ มีการยึดไว้เป็นลักษณะ

      2) อนุญฺจนรสํ มีการไม่ยอมปล่อยเป็นกิจ (กิจจรส)

      3) ตณฺหาทฬฺหตฺตทิฏฺฐิปจฺจุปฺปฏฺฐานํ มีตัณหาที่มีกำลังอย่างมั่นคง และมีความเห็นผิดเป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) ตณฺหาปทฏฺฐานํ มีตัณหาเป็นเหตุใกล้


11. ภว

      แสดงวจนัตถะของคำว่า ภว

      - ภวติ เอตสฺมาติ = ภโว ผลย่อมเกิดขึ้น โดยอาศัยกรรมนั้น ฉะนั้นกรรมที่เป็นเหตุของผลนั้น ชื่อว่า ภว

      - กมฺมเมว ภโว=กมฺมภโว กรรมนั้นแหละเป็นเหตุให้ผลเกิด จึงชื่อว่า กัมมภวได้อกุศลเจตนา 12 โลกียกุศลเจตนา 17


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของกัมมภว

      1) กมฺมลกฺขโณ มีความเป็นกรรม เป็นลักษณะ

      2) ภาวนรโส มีการทำให้เกิด เป็นกิจ(กิจจรส)

      3) ปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย ๒. ภาวนาโส มีการทำให้เกิด เป็นกิจ (กิจจรส) 3.กุสลากุสลปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเป็นกุศล อกุศล เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) อุปาทานปทฏฺฐาโน มีอุปาทาน เป็นเหตุใกล้


12. อุปปัตติภว

     วจนัตถะของอุปปัตติภว

      - อุปปชฺชตีติ = อุปปตฺติ ธรรมชาติใด เข้าไปเกิดในภพใหม่ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อุปปัตติ

      - ภวตีติ = ภโว ธรรมใด ได้เกิดขึ้นเพราะอาศัยกรรม ฉะนั้น ธรรมนั้น ชื่อว่า ภว

      - อุปฺปตฺติ จ โส ภโว จาติ = อุปฺปตฺตภโว ธรรมใดเข้าไปเกิดในภพใหม่นั้นด้วยได้เกิดขึ้นเพราะอาศัยกรรมด้วย ฉะนั้น ธรรมนั้น จึงชื่อว่า อุปปัตติภว ได้แก่โลกียวิปากจิต 32 เจตสิก 35 กัมมชรูป 20


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของอุปปัตติภว

      1) กมฺมผลลกฺขโณ มีความเป็นผลของกรรมเป็นลักษณะ

      2) ภวนรโส มีการเกิดขึ้นเป็นกิจ

      3) อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเป็นอัพยกตธรรม เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) อุปาทานปทฏฺฐาโน มีอุปาทานเป็นเหตุใกล้


13. ชาติ

      - ชนนํ = ชาติ ความเกิดขึ้นของขันธ์ 5 ชื่อว่า ชาติ 2. ชายนฺติ ปาตุวนฺติ ธมฺมา เอตายาติ = ชาติ สังขารธรรมทั้งหลาย ย่อมปรากฏเกิดขึ้นโดยอาศัยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการปรากฏเกิดขึ้นของสังขารธรรมนั้น ชื่อว่า ชาติ ได้แก่การเกิดขึ้นครั้งแรก (อุปปาทักขณะ) ของ โลกียวิปากจิต 32 เจตสิก 35 กัมมชรูป 20 ซึ่งเป็นอุปปัตติภวใน ๓๑ ภูมิ โดยมีขันธ์ 1 บ้าง ขันธ์ 4 บ้าง ขันธ์ 5 บ้าง


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของชาติ 

      1) ตตฺถ ตตฺถ ภเว ปฐมาภินิพฺพตฺติลกฺขณา มีการเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภพนั้น ๆ เป็นลักษณะ

      2) นิยฺยาตนรสา มีการเป็นไปคล้ายกับว่ามอบขันธ์ 5 ที่มีขอบเขตในภพนั้นๆ ให้แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นกิจ (สัมปัตตรส)

      3) อตีตภวโต อิธ อุมฺมุชฺชนปจฺจุปัฏฐานา (วา) ทุกฺขวิจิตฺตตาปจฺจุปฏฺฐานา มีการผุดขึ้นในภพนี้จากภพก่อน เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย (หรือ) มี สภาพที่เต็มไปด้วยกองทุกข์ เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) อุปจิตนามรูปปทฏฺฐานา มีนามรูปที่เกิดขึ้นครั้งแรก เป็นเหตุใกล้


14. ชรา

      - ชีรณํ = ชรา ความแก่ของวิบากนามขันธ์ 4 และนิปผันนรูป ชื่อว่า ชรา

      - ชีรนฺติ ชิณฺณภาวํ คจฺฉนฺติ เอตายาติ = ชรา สังขารธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึงความแก่โดยอาศัยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการเข้าถึงความแก่ของสังขารธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ชรา ได้แก่ ความแก่ของโลกียวิบาก และกัมมชรูป คือ วิบากและก้มมชรูปเหล่านี้ เกิดขึ้นเป็นชาติแล้วย่อมมีขณะที่ตั้งอยู่ เรียกว่า ฐิติขณะ และ ฐิติขณะของโลกียวิบาก และกัมมชรูปนี่แหละชื่อชรา

      - โสจนฺติ จิตฺตปริฬาหํ คจฺฉนฺติ เอเตนาติ = โสโก สัตว์ทั้งหลายย่อม มีความเศร้าโศก เข้าถึงความเดือดร้อน โดยอาศัยธรรม ธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งความเศร้าโศกเดือดร้อนของสัตว์ทั้งหลายนั้น ชื่อว่าโสก ได้แก่ โทมนัสเวทนาที่ประกอบกับโทสมูลจิต 2


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน ของโสก 

      1) อนฺโตนิชฺฌานลกฺขโณ มีการเผาอยู่ภายใน หรือมีความเหี่ยวแห้งใจ เดือดร้อนใจ เป็นลักษณะ

      2) เจโตปรินิชฺฌายนรโส ทำให้จิตเดือดร้อนใจอยู่เสมอเป็นกิจ (กิจจรส)

      3) อนุโสจนปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเศร้าโศรกอยู่เนือง ๆ ไปตามความพินาศ ที่ตนได้ประสพอยู่นั้น เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐาโน มีโทสจิตตูปบาท เป็นเหตุใกล้


17. ปรเทโว

      - ปริเทวนํ = ปริเทโว การร้องไห้รำพรรณ ชื่อว่า ปริเทว

      - ตํ ตํ ปวตฺตึ ปริกิตฺเตตฺวา เทวนฺติ กนฺฺทนฺติ เอเตนาติ = ปริเทโว สัตว์ทั้งหลาย ย่อมรำพรรณถึงเรื่องราวต่าง ๆ แล้วร้องไห้ โดยอาศัยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นแห่งการพรรณแล้วร้องไห้ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่า ปริเทว ได้แก่ จิตตชวิปปลาสสัทท ที่เกิดขึ้นโดยมีการร้องไห้รำพรรณ เพราะอาศัยพยสนะ 5 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นเหตุ


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของปริเทว

      1) ลาลปฺปนลกฺขโณ มีการพิลาปรำพัน เป็นลักษณะ

      2) คุณโทสปริติตฺตนรโส มีการรำพรรณถึงคุณและโทษเป็นกิจ (กิจจรส) 

      3) สมฺภมปจฺจุปฏฺฐาโน มีจิตวุ่นวายไม่ตั้งมั่น เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัญฑิตทั้งหลาย

      4) โทสจิตฺตชมหาภูตปทฏฺฐาโน มีมหาภูตรูปที่เกิดจากโทสจิต เป็นเหตุใกล้


18. ทุกฺขํ

      - ทุกุจฺฉิตํ หุตฺวา กายิกสุขํ ขณตีติ = ทุกฺขํ ธรรมชาติได้เป็นที่น่าเกลียด และทำลายความสุขกาย ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าทุกข์

      - ทุกฺขมนฺติ = ทุกขํ สัตว์ทั้งหลายย่อมอดทนได้ยากต่อเวทนาใด ฉะนั้น เวทนานั้นชื่อว่า ทุกข์ ทุกขัง

      - ขมิตํุ ทุกฺกรนฺตํ = ทุกขํ เวทนาที่อดทนได้ยาก ฉะนั้น จึงชื่อว่าทุกข์ ได้แก่ กายิกทุกขเวทนา


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน ของทุกข์

      1) กายปีฬนลกฺขณํ มีการเบียดเบียนร่างกาย เป็นลักษณะ

      2) ทฺุปฺปญฺญานํ โทมนสฺสภรณรสํ เป็นเหตุให้ความโกรธ ความเสียใจ กลุ้มใจเกิดขึ้นแก่ผู้ที่มีปัญญาน้อย เป็นกิจ

      3) กายิกาพาธปจฺจุปฏฺฐานํ มีความป่วยทางกาย เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) กายปสาทปทฏฺฐานํ มีกายปสาท เป็นเหตุใกล้


19. โทมนสฺสํ

      - ทุมนสฺส ภาโว = โทมนสฺสํ สภาพที่เป็นเหตุให้เป็นผู้ใจคอไม่ดี ชื่อว่า โทมนัสสะ คือความทุกข์ใจ


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของโทมนัสสะ

      1) จิตฺตปีฬนลฺกขณํ มีการเบียดเบียนใจ เป็นลักษณะ

      2) มโนวิฆาตรสํ มีการทรมานใจ เป็นกิจ

      3) มานสพฺยาธิปจฺจุปฏฺฐานํ มีการป่วยใจ เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั่งหลาย

      4) หทยวตฺถุปทฏฺฐานํ มีหทัยวัตถุ เป็นเหตุใกล้


20. อุปายาส

      - ภุโส อายาสนํ = อุปายาโส ความลำบากใจอย่างหนัก ชื่อว่าอุปายาส ได้แก่ โทสเจตสิกที่เกิดขึ้นโดยอาศัยพยสนะ 5 อย่างใดอย่างหนึ่ง


      แสดงลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน, ปทัฏฐาน, ของอุปายาส

      1) จิตฺตปริทหนลกฺขโณ มีการเผาจิตอย่างหนัก เป็นลักษณะ

      2) นิตฺถุนนรโส มีการทอดถอนใจ เป็นกิจ

      3) วิสาทปจฺจุปฏฺฐาโน มีกายและใจขาดกำลังลง เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) หทยวตฺถุปทฏฺฐาโน มีหทยวัตถุ เป็นเหตุใกล้


21. อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข

      ความประจวบด้วยสิ่งทั้งหลายอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์


      ลักขณาทิจตุกกะ ของ "อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข"

      1) อนิฏฺฐโสโมธานลกฺขโณ มีการประสบด้วยสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา เป็นลักษณะ

      2) จิตฺตวิฆาตกรณโส มีกระทบใจ เป็นกิจ

      3) อนตฺฺถภาวปจฺจุปฏฺฐาโน มีความวอดวาย เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐานา มีโทสจิตตุปบาท เป็นเหตุใกล้


22. ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข

      ความพลัดพราก จากสิ่งทั้งหลาย อันเป็นสิ่งที่รักก็เป็นทกข์


      ลักขณาทิจตุกกะ ของ "ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข"

      1) อิฏฺฺฐวตฺถุวิโยคลกฺขโณ มีการพลัดพรากจากวัตถุที่ปรารถนา เป็นลักษณะ

      2) โสกุปฺปาทนรโส มีการยังความเศร้าโศกให้เกิดขึ้น เป็นกิจ

      3) พฺฺยสนปจฺจุปฏฺฺฐาโน มีความฉิบหาย เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐานา มีโทสจิตตุปบาท เป็นเหตุใกล้


23. อโห วต มยํ น ชาติธมฺมา อสฺสามาติ อาทีสุ อลพฺภเนยฺยวตฺถูสุ อิจฺฉาว

     ความปรารถนาในวัตถุที่ไม่ควรได้มีอาทิว่า โอหนอ เราพึงเป็นผู้ไม่มีการเกิดเป็นธรรมดา

     ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปี ทุกฺขนฺติ วุตฺตา บุคคลไม่ได้แม้สิ่งใด แม้ที่ตนปรารถนา แม้สิ่งนั้นว่าเป็นทุกข์


     ลักขณาทิจตุกกะ ของ "อุภยตานํ ธมฺมานํ" 

      1) อลพฺภเนยฺยวตฺถุอิจฺฉนฺลกฺขณา มีการอยากได้ซึ่งวัตถุที่ควรจะได้ เป็นลักษณะ

      2) ตปฺปริเยสนรสา มีการแสวงหาวัตถุชนิดนั้น เป็นกิจ 

      3) อุปฺปตฺติปจฺจุปฏฺฺฐานา มีอันประสบวัตถุเหล่านั้น เป็นอาการปรากฏในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย

      4) โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐานา มีโทสจิตตุปบาท เป็นเหตุใกล้


(หมายเหตุ ข้อ 21, 22, 23 มีเหตุใกล้เหมือนกัน)


      จำแนกองค์ปฏิจจสมุปบาท 12 โดยสัจจะ ตามอภิธรรมภาชนียนัย

      - อวิชชา, สังขาร จัดเป็น สมุทยสัจจ์

      - วิญญาณ, นามรูป, สฬายตนะ, ผัสสะ, เวทนา จัดเป็น ทุกขสัจจ์

      - ตัณหา, อุปาทาน, กัมมภวะ จัดเป็น สมุทยสัจจ์

      - อุปปัตติภวะ, ชาติ, ชรามรณะ จัดเป็น ทุกขสัจจ์


--------///---------


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สรุปปัจจัย ๒๔ (พิสดาร ๕๒)

      ๑. นามเป็นปัจจัยแก่นาม ๘ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย อาเสวน อนันตรกัมม สัมปยุตต นัตถิ วิคต

      ๒. นามเป็นปัจจัยแก่รูป ๔ ปัจจัย คือ ปัจฉาชาต ปัจฉาชาติวิปปยุตต ปัจฉาชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต

      ๓. นามเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๙ ปัจจัย คือ เหตุ สหชาตาธิป สหชาติกัมม นานักขณิกกัมม วิปาก นามอาหาร นามอินทรีย์ ฌาน มัคค

      ๔. รูปเป็นปัจจัยแก่รูป ๖ ปัจจัย คือ รูปอาหาร รูปชีวิตินทรีย อาหารัตถิ อินทริยัตถิ อาหารอวิคต อินทริยอวิคต

      ๕. รูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๑๕ ปัจจัย คือ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย วัตถุปุเรชาต อารัมมณปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปุเรชาตินทรีย วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต วัตถุปเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาติตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ วัตถุปุเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต

      ๖. นามรูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณาธิปติ อารัมมนูปนิสสย

      ๗. นามรูปเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๖ ปัจจัย คือ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตนิสสย สหชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ สหชาตอวิคต

      ๘. บัญญัติ นามรูป เป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ ปกตูปนิสสย


แสดงปัจจัยตามกาล

      ๑. ปัจจัยที่จัดเป็นปัจจุบันกาล ๔๐ ปัจจัย คือ เหตุ สหชาตาธิปติ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตนิสสย วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย วัตถุปุเรชาต อารัมมณปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปัจฉาชาต สหชาตกัมม วิปาก นามอาหาร รูปอาหาร ปูเรชาตินทริย รูปชีวิตินทริย สหชาตินทริย ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต อัตถิปัจจัย ๗ ปัจจัย อวิคตปัจจัย ๗ ปัจจัย

      ๒. ปัจจัยที่เป็นอดีตกาลมี ๘ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย อาเสวน อนันตรกัมม นานักขณิกกัมม นัตถิ วิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต มี ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณาธิปติ และ อารัมมนูปนิสสย

      ๔. ปัจจัยที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต และกาลวิมุติ มี ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณปัจจัย และปกตูปนิสสยปัจจัย


สรุปอำนาจของปัจจัย

      ๑. ปัจจัยที่เป็นชนกสัตติ มี ๙ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย นานักขณิกกัมม อนันตรกัมม อาเสวน นัตถิ วิคต

      ๒. ปัจจัยที่เป็นอุปถัมภกสัตติ มี ๔ ปัจจัย คือ ปัจฉาชาตปัจฉาชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นอนุบาลกสัตติ มี ๓ ปัจจัย คือ รูปชีวิตินทรีย์ อินทริยัตถิ และ อินทริยอวิคต

      ๔. ปัจจัยที่เป็นทั้งชนกสัตติ และอุปถัมภกสัตติ มี ๓๖ ปัจจัย เว้นปัจจัยที่กล่าว มาแล้ว ๑๖ ปัจจัย

      อนึ่ง สำหรับรูปอาหารปัจจัย อาหารัตถิ และอาหารอวิคต ๓ ปัจจัยนี้ ในอรรถกถาปัญจปกรณ์ บาลีหน้า ๕๐๔ ใช้ว่า ชนกสัตติ และอนุปาลกสัตติ


สรุปปัจจัยตามภูมิ

      ๑. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในปัญจโวการภูมิ มีครบทั้ง ๒๔ หรือ ๕๒ ปัจจัย

      ๒. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในจตุโวการภูมิ มี ๒๖ ปัจจัย คือ เหตุ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญู สหชาดนิสสย อุปนิสสย ๓ ปัจจัย อาเสวน กัมมปัจจัย ๓ ปัจจัย วิปาก นามอาหาร นามอินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในเอกโวการภูมิมี ๙ ปัจจัย คือ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตินิสสย นานักขณิกกัมม รูปชีวิตินทรีย์ สหชาตัตถิ อินทริยัตถิ สหชาตอวิคต อินทรียอวิคต


สรุปปัจจัยในสังขยาวาระ ๑๓ วาระในอนุโลมนัย

      ในอนุโลมนัยมีสังขยาวาระอย่างมาก ๑๓ วาระ อย่างน้อย ๑ วาระ ในจำนวน ๑๓ วาระนี้ แต่ละวาระมีปัจจัยสงเคราะห์มากน้อยต่างกันดังแสดงมาแล้ว เพื่อความชัดเจนจะขอ สรุปปัจจัยทั้งหมดที่รวมลงในวาระแต่ละวาระดังนี้

      ๑. กุ - กุ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๓ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญู สหชาตนิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อาเสวน สหชาตกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๒. กุ - อกุ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๔ ปัจจัย

คือ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ อารัมมนูปนิสสย และปกตูปนิสสย ไม่เกิดขึ้นด้วย อำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๓. กุ - อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๗ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต สหชาตนิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย ปัจฉาชาต สหชาติกัมม นานักขณิกกัมม อนันตรกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สหชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ ปัจฉาชาตตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ปัจฉาชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๔. กุ - กุ. อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๑ ปัจจัย

คือ เหตุ สหชาตาธิปติ สหชาต สหชาตินิสสัย สหชาติกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สหชาตัตถิ สหชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๕. อกุ - อกุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๓ ปัจจัย เช่นเดียวกับ กุ - กุ

      ๖. อกุ - กุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ และปกตูปนิสสย

      ๗. อกุ - อัพ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๔ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต สหชาตนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย ปัจฉาชาต สหชาตกัมม นานักขณิกกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัค สหชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต สหชาต ปัจฉาชาต นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ปัจฉาชาตอวิคต

      ๘. อกุ - อกุ.อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๑ ปัจจัย เหมือนกับ กุ - กุ.

      ๙. อัพ อัพ - อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๔๙ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต

อัญญมัญญ สหชาตนิสสย วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตินิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน สหชาตกัมม วิปาก นามอาหาร รูปอาหาร รูปชีวิตินทรีย์ สหชาตินทรีย์ วัตถุปุเรชาตินทรีย์ ฌาน มัค สัมปยุตต สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ วัตถุปเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาตัตถิ ปัจฉาชาตัตถิ อาหารัตถิ อินทริยัตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต วัตถุปเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต อาหารอวิคต อินทริยอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ คือ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ นานักขณิกกัมม และอนันตรกัมม

      ๑๐. อัพ - กุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณ ปุเรชาตินิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อารัมมณปุเรชาต วัตถุปเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาตัตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ นัตถิ วิคต วัตถุปุเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ ๓๐

      ๑๑. อัพ - อกุ เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๒ ปัจจัย เช่นเดียวกับ อัพ - กุ

      ๑๒. กุ - อัพ.กุ วาระนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัยร่วมกัน ที่เรียกว่า มิสสกวาระ ด้วยอำนาจของนิสสย อัตถิ อวิคต คือ ด้วยอำนาจของสหชาตนิสสยปัจจัย และ วัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจัยคู่หนึ่ง ด้วยอำนาจของสหชาตัตถิร่วมกับวัตถุปุเรชาตัตถิคู่หนึ่ง ด้วย อำนาจของสหชาตอวิคต ร่วมกับ วัตถุปุเรชาตอวิคตอีกคู่หนึ่ง รวม ๓ คู่ ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ ของปัจจัยนอกนี้

      ๑๓. อกุ - อัพ.อกุ วาระนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัยร่วมกัน รวม ๓ คู่ เช่นเดียวกับใน กุ - อัพ.กุ ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยนอกนี้


ความหมายของปัจจัยตามนัยอรรถกถา

      ๑. เหตุ จ โส ปจฺจโย จาติ เหตุปัจจโย ฯ 

          เหตุนั้นแหละเป็นปัจจัย จึงชื่อว่า เหตุปัจจัย

      ๒. อารมฺมณภาเวน อุปการโก ธมฺโม อารมฺมณปจฺจโยฯ 

          ธรรมที่ช่วยอุปการะ (อุดหนุนกัน ) โดยความเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อารัมมณปัจจัย

      ๓. เชฎฺฐกฎฺเฐน อุปการโก ธมโม อธิปติปจฺจโย ฯ ธรรมที่อุปการะ (อุดหนุนกัน ) โดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า อธิปติปัจจัย

      ๔. อนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม อนนฺตรปจฺจโยฯ สมนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม สมนนฺตรปจฺจโย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความไม่มีระหว่างคั่น ชื่อว่า อนันตรปัจจัย ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี ชื่อว่า สมนันตรปัจจัย

      ๕. อุปฺปชฺชมาโน สห อุปฺปาทนภาเวน อุปการโก ธมโม สหชาตปจฺจโย ปภาสสฺส ปทีโป วิย ฯ

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เรียกว่า สหชาตปัจจัย เหมือนประทีปโคมไฟเป็นปัจจัยแก่แสงสว่าง ฉะนั้น

      ๖. อญฺญมญฺญํ อุปาทนูปตฺถมฺภนภาเวน อุปการโก ธมฺโม อญฺญมญฺญปจฺฺจโย อญฺญมญฺปตฺถมฺภกํ ติทณฺฑํวิย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน ) โดยความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้น ชื่อว่า อัญญมัญญปัจจัย ดุจไม้ ๓ อัน อุปถัมภ์ซึ่งกันและกันจึงตั้งอยู่ได้

      ๗. อธิฏฺฐานากาเรน นิสฺสยากาเรน จ อุปการโก ธมฺโม นิสฺสยปจฺจโย ตรุจิตฺตกมฺมาทีนํ ปฐวีปฏาทโย วิย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยอาการตั้งมั่นประการหนึ่ง โดยการอิงอาศัยกัน ประการหนึ่ง ชื่อว่า นิสสยปัจจัย เหมือนแผ่นดินและแผ่นผ้าเป็นต้น เป็นปัจจัยแก่ต้นไม้และ จิตรกรรม คือ ภาพวาดเขียนเป็นต้น

      ๘. ยถา ปน ภูโส อายาโส อุปายาโส เอวํ ภูโส นิสสโย อุปนิสสโย ฯ พลวการณสฺเสตํ อธิวจนํฯ ตสฺมา พลวการณภาเวน อุปการโก ธมฺโม อุปนิสฺสยปจฺจโยติ เวทิตพฺโพ ฯ

          แปลว่า เหมือนอย่างว่า ธรรมใดอันเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้ามีอยู่ฉันใด ธรรมที่ชื่อว่า อุปนิสสยปัจจัย ก็ฉันนั้น คำว่า อุปนิสสยะนี้เป็นชื่อของปัจจัยที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้น ธรรมที่อุปการะกันโดยความเป็นปัจจัยที่มีกำลังมาก บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นอุปนิสสยปัจจัย

      ๙. อิติ อตฺตโน อตฺตโน อนนฺตรํ อนุรูปจิตตุปฺปาทวเสน อนนฺตรปจฺจโย พลวการณวเสน อนนฺตรูปนิสฺสโยติ เอวเมเตสํ นานตฺตํ เวทิตพฺพํฯ

          แปลว่า อนันตรปัจจัย ย่อมเกิดด้วยความสามารถแห่งอันยังจิตตุปบาทอันสมควรให้เกิดขึ้นในลำดับของตนๆ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ย่อมเกิดด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบความต่างกันแห่งปัจจัยทั้ง ๒ เหล่านั้น อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้

      ๑๐. ปกตูปนิสฺสโย ปน ปกโต อุปนิสสโย ปกตูปนิสสโย ฯ ปกโต นาม อตฺตโน สนุตาเน นิปผาทิโต วา สทฺธาสีลาทิ อุปเสวิโต วา อุตุโภชนาทิ ฯ ปกติยาเยว วา อุปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ อารมฺณานนฺตเรหิ อสมฺมิสฺโสติ อตฺโถ ฯ

          แปลว่า ปกตูปนิสสยะได้แก่เหตุธรรมอันเป็นที่อาศัยที่มีกำลังอย่างแรงกล้า ที่ได้ทำมา เสร็จแล้ว ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย ศรัทธา และศีลเป็นต้น ที่ตนให้สำเร็จแล้วในสันดานของตน หรือว่า อุตุและโภชนะเป็นต้น ที่ตนเข้าไปเสพแล้ว ชื่อว่า ปกตะ อีกอย่างหนึ่ง อุปนิสสัยตามปกติของตนเท่านั้น ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย อธิบายว่า ปกตูปนิสสยปัจจัยนี้ เป็นปัจจัยที่ไม่เจือด้วย อารัมมณปัจจัย และอนันตรปัจจัย

      ๑๑. ปฐมตรํ อุปฺปชฺชิตฺวา วตฺตมานภาเวน อุปการโก ธมฺโม ปุเรชาตปจฺจโย ฯ 

           แปลว่าธรรมที่อุปการะกัน โดยความเกิดขึ้นก่อนแล้วเป็นไป ชื่อว่า ปุเรชาตปัจจัย

      ๑๒. เรชาตานํ รูปธมฺมานํ อุปตฺถมฺภกฎฺเฐน อุปการโก อรูปธมฺโม ปจฉาชาตปจฺจโย คิชฌโปตกสรีรานํ อาหาราสาเจตนา วิย ฯ

           แปลว่า นามธรรมที่อุปการะแก่รูปธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย เพราะอรรถว่าเป็นธรรมที่ให้การอุปถัมภ์ ดุจเจตนาของลูกนกแร้งที่หวังในอาหารเป็นปัจจัยแก่ สรีระของลูกนกแร้งฉะนั้น

      ๑๓. อาเสวนฏฺเฐน อนนฺตรานํ ปคุณพลวภาวาย อุปการโก ธมฺโม อาเสวนปญฺจโย คนฺถาทีสุ ปุริมปริมาภิโยโค วิย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการะกันโดยความที่อนันตรปัจจัยทั้งหลาย เป็นสภาพมีกำลังมาก เพราะอรรถว่าเสพบ่อยๆ ชื่อว่า อาเสวนปัจจัย เปรียบเหมือนบุคคลผู้ใคร่ในการศึกษา ใคร่ครวญวิชาความรู้ที่เกิดก่อนๆ ในที่ทั้งหลายมีในคัมภีร์เป็นต้น

      ๑๔. จิตฺตปฺปโยคสงฺขาเตน กิริยาภาเวน อุปการโก ธมฺโม กมุมปัจจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการะกันโดยเป็นภาวะแห่งการกระทำอันนับเนื่องในจิตตปโยคะ คือ การประกอบกับจิต ชื่อว่า กัมมปัจจัย

      ๑๕. นิรุสฺสาหสนฺตภาเวน นิรุสฺสาหสนตภาวาย อุปการโก วิปากธมฺโม วิปากปจฺจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่เป็นวิปากอุปการะกันโดยความเป็นธรรมที่ไม่มีความอุตสาหะ และเป็นธรรมที่สงบแล้วแก่ธรรมที่ไม่มีความอุตสาหะ และเป็นธรรมอันสงบแล้ว ชื่อว่า วิปากปัจจัย

      ๑๖. รูปารูปานํ อุปตฺถมฺภกฎฺเฐน อุปการกา จตฺตาโร อาหารา อาหารปัจจโย ฯ 

           แปลว่า อาหาร ๔ เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถว่าเป็นธรรมอุปถัมภ์แก่รูปธรรมและ นามธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า อาหารปัจจัย

      ๑๗. อธิปตฺยฎฺเฐน อุปการกา อิตถินทรียปุริสินทรียวชฺชา วีสตินฺทริยา อินฺทฺริยปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อินทรีย์ ๒๐ ยกเว้นอิตถินทรีย์ และปุริสินทรีย์เสีย เป็นธรรมอุปการะ ด้วย อรรถว่าเป็นใหญ่ คือ เป็นธรรมปกครอง ชื่อว่า อินทรียปัจจัย

      ๑๘. อุปนิชฺฌายนฏฺเฐน อุปการกานิ ฐเปตฺวา ทฺวิปญฺจวิญญาเณสุ กายิกสุขทุกฺข เวทนาทฺวยํ สพฺพานิปิ กุสลาทิเภทานิ สตฺต ฌานงฺคานิ ฌานปจฺจโย ฯ

          แปลว่า ยกเว้นหมวด ๒ แห่งสุขทุกข์ของเวทนาอันเป็นไปทางกายในทวิปัญจวิญญาณทั้งหลายแล้ว องค์ฌาน ๗ อันต่างด้วยกุศลเป็นต้น แม้ทั้งปวง เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถ ว่าเข้าไปเพ่งซึ่งอารมณ์ ชื่อว่า ฌานปัจจัย

      ๑๙. ยโต ตโต วา นิยุยานฏฺเฐน อุปการกานิ กุสลาทิเภทานิ ทฺวาทส มคฺคงฺคานิ มคฺคปจจโยฯ

          แปลว่า องค์แห่งมรรค ๑๒ อันต่างด้วยกุศลเป็นต้น เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถว่า การนำออกไปจากที่ใด หรือว่าจากที่นั้น ชื่อว่า มัคคปัจจัย

      ๒๐. เอกวตฺถุเอการมฺมณเอกุปปาเทกนิโรธสงฺขาเตน สมฺปยุตฺตภาเวน อุปการกา อรูปธมฺมา สมฺปยุตฺตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อรูปธรรมที่อุปการะกัน กล่าวคือ มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกันและเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ชื่อว่า สัมปยุตตปัจจัย

      ๒๑. เอกวตฺถุกาทิภาเวนุปคเมน อุปการกา รูปิโน ธมฺมา อรูปีนํ อรูปิโนปิ รูปีนํ วิปฺปยุตฺตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า รูปธรรมทั้งหลายที่อุปการะแก่อรูปธรรมทั้งหลาย โดยความไม่เข้าถึงความเป็นแห่งธรรมที่มีวัตถุเดียวกันเป็นต้นก็ดี อรูปธรรมทั้งหลายที่อุปการะแก่รูปธรรมทั้งหลาย โดยการไม่เข้าถึงซึ่งความเป็นแห่งธรรมที่มีวัตถุเดียวกันเป็นต้นก็ดี ชื่อว่า วิปปยุตตปัจจัย

      ๒๒. ปจฺจุปฺปนฺนลกฺขเณน อตฺถิภาเวน ตาทิสสฺเสว ธมฺมสฺส อุปตฺถมฺภกฏฺเฐน อุปการโก ธมฺโม อตฺถิปจฺจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการโดยอรรถว่าอุปถัมภ์แก่ธรรมที่มีสภาพเช่นเดียวกันนั่นแหละ โดยลักษณะที่กังลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าอันเป็นสภาพที่มีอยู่ ชื่อว่า อัตถิปัจจัย

      ๒๓. อตฺตโน อนนฺตรํ อุปฺปชฺมานานํ ปวตฺติโอกาสทาเนน อุปการกา สมนนฺตรนิรุทธา อรูปธมฺมา นตฺถิปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อรูปธรรมทั้งหลายที่ดับไปแล้วในระหว่าง เป็นธรรมอุปการะโดยการให้โอกาสความเป็นไปแก่รูปธรรมทั้งหลายที่เกิดในลำดับของตน ชื่อว่า นัตถิปัจจัย

      ๒๔. เต เอว วิคตภาเวน อุปการกตฺตา วิคตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า สภาพธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ เป็นธรรมอุปการะโดยความเป็นธรรมที่ปราศจากไปแล้ว ชื่อว่า วิคตปัจจัย

      ๒๕. อตฺถิปจฺจยธมฺมา เอว อวิคตภาเวน อุปการกตฺตา อวิคตปจฺจโยติ เวทิตพฺพา ฯ เทสนาวิลาเสน ปน ตถา วิเนตพฺพเวเนยฺยวเสน วา อยํ ทุโก วุตฺโต สเหตุกทุกํ วตฺวาปิ เหตุสมฺปยุตฺตทุกาทโย วิยาติ ฯ

           แปลว่า ธรรม คือ อัตถิปัจจัยนั่นเทียว เป็นธรรมอุปการะโดยความเป็นธรรมที่ยังไม่ปราศจากไป บัณฑิตพึงทราบว่าเป็น อวิคตปัจจัย อนึงทุกะปัจจัย คือ ปัจจัย ๒ ปัจจัย (อัตถิ อวิคต) นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยเทศนาวิลาส คือ ให้เทศนานั้นวิจิตรพิศดารยิ่งขึ้น หรือเทศนาด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์ที่พระองค์พึงแนะนำได้โดยประการนั้น ดุจเหตุสัมปยุตตทุกะเป็นต้น ซึ่งความหมายเหล่านี้มีแสดงไว้ในอุทเทสวาระ ในอรรถกถาปัญจปกรณ์บาลี หน้า ๔๕๕-๔๖๗ ท่านที่สนใจความละเอียดลึกซึ้งพึงเข้าไปศึกษาดูเถิด


--------///-------

 

[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

 

สรุปเนื้อความ ๓ ประการ(องค์ธรรม)ในปัจจัย ๒๔

๑. เหตุปัจจัย

   ป.จ.  เหตุ ๖ คือ โลภเหตุ, โทสเหตุ, โมหเหตุ, อโลภเหตุ, อโทสเหตุ, อโมหเหตุ      

   ป.ย. สเหตุกจิต ๗๑ เจตสิก ๕๒ (เว้นโมหเจตสิกที่ในโมหมูลจิต ๒) สเหตุกจิตตชรูป ๑๗ สเหตุกปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐

   ป.น. อเหตุกจิต ๑๘ อัญญสมานเจตสิก ๑๒ (ฉันทะ) โมหเจตสิกที่ในโมหมูลจิต ๒ อเหตุกจิตตชรูป อเหตุกปฏิสนธิกัมมชรูป พาหิรรูป อาหารชรูป อุตุชรูป อสัญญสัตตกัมมชรูป ปวัตติกัมมชรูป


๒. อารัมมณปัจจัย

   ป.จ. จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ที่เป็นปัจจุบัน อดีต อนาคต, นิพพาน และบัญญัติ ที่เป็นกาลวิมุติ

   ป.ย. จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒

   ป.น. รูป ๗ หมวด คือ จิตติชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป พาหิรรูป อาหารชรูป อุตุชรูป อสัญญสัตตกัมมชรูป ปวัตติกัมมชรูป


๓. อธิปติปัจจัย แบ่งเป็น ๓ ปัจจัย คือ -

      ๑) อารัมมนาธิปติปัจจัย

      ป.จ. อารมณ์ ๖ คือ นิปผันนรูป ๑๘ ที่เป็นสภาวะอิฏฐารมณ์ และปริกัปปอิฏฐารมณ์ที่เป็นเตกาลิก จิต ๘๔ (เว้นโทสะ ๒ โมหะ ๒ ทุกขสหคตกายวิญญาณจิต ๑) เจตสิก ๔๗ (เว้นโทจตุกะ ๔ วิจิกิจฉา ๑) ที่เป็นเตกาลิก และนิพพานที่เป็นกาลวิมุติ

      ป.ย. จิต ๒๘ คือ โลภะ ๘ มหากุศล ๘ มหากิริยาญาณสัมปยุตต์ ๔ โลกุตตร ๘ เจตสิก ๔๗ (เว้นโทจตุกะ ๔ วิจิกิจฉา ๑ อัปปมัญญา ๒), (เอกันตะ) โลกุตตรจิต ๘ เจ. ๓๖, (อเนกันตะ) โลภ ๘ กุ. ๘ ก.กิญาณสัมปยุตต์ ๔ เจ. ๔๕ 

      ป.น. โลกียจิต ๘๑ เจ.๕๒ เมื่อขณะที่ไม่ได้เข้าไปยึดอิฏฐารมณ์เหล่านั้น และรูป ๗ หมวด,(เอกันตะ) โทสะ ๒ โมหะ ๒อเหตุกะจิต๑๘ มหากิริยาวิปป.๔ มหัคคตจิต ๒๗ เจ.๔๖(โลติก ๓ วิรตี ๓),(อเนกันตะ) โลภะ ๘ กุ. ๘ กิ. ญาณสํ ๔ เจ. ๔๕ 

   ๒) สหชาตาธิปติปัจจัย

      ป.จ. อธิบดีองค์ธรรม ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา, (เอกันตะ) อธิบดีองค์ธรรม ๔ องค์ใดองค์หนึ่งที่เกิดกับอัปปนาชวนะ ๒๖ (อเนกันตะ) อธิบดีองค์ธรรม ๔ องค์ใด องค์หนึ่งที่ในกามชวนะจิต ๒๖ (เว้นโมหชวนะ ๒ หสิตุปปาทชวนะ ๑) 

      ป.ย. สาธิปติชวนะจิต ๕๒ เจ.๕๑ (เว้นวิจิกิจฉา และเว้นอธิบดีองค์ธรรมในขณะที่เป็นปัจจัย) สาธิปติจิตตชรูป ๑๗, (เอกันตะ) อัปปนาชวนะ ๒๖ เจ. ๓๘ (เว้นอธิบดีองค์ธรรมในขณะที่เป็นปัจจัย) และอัปปนาสาธิปติจิตตชรูป, (อเนกันตะ) กามชวนะจิต ๒๖ (เว้น โมหะ ๒ หสิตุปปาทะ ๑) เจ. ๕๑ (เว้นวิจิกิจฉาและอธิบดีองค์ธรรมในขณะเป็นปัจจัย) กามสาธิปติจิตตชรูป

      ป.น. นิราธิปติจิต ๖๓ (เว้นอัปปนาชวนะจิต ๒๖) เจ. ๕๒ อธิบดี ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งใน ขณะที่เป็นปัจจัย นิราธิปติจิตตชรูป และ กํ - พา - หา - อุ - สัญ - ติ, (เอกันตะ) โมหะ ๒ อเหตุกะ ๑๘ มหาวิปาก ๘ มหัคคตวิปาก ๙ เจ. ๔๒ (โลติกะ ๓ โทจตุกะ ๔ วิรดี ๓) นิราธิปติจิตตชรูป และรูป ๖ หมวดที่เหลือ, (อเนกันตะ) กามชวนะจิต ๒๖ (เว้นโมหะ ๒ หลิตปปาทะ ๑) เจ. ๕๑ (วิจิกิจฉา) กามสาธิปติจิตตชรูป

   ๓) วัตถารมมณปุเรชาตาธิปติปัจจัย

      ป.จ. อิฏฐมรณาสันนหทัยรูป ๑ 

      ป.ย. มรณาสันนโลภะชวนะชวนะ ๘ เจ. ๒๒ 

      ป.น. จิต ๘๙ (มรณาสันนโลกชวนะ ๘ + ๒๒) เจ. ๕๒ รูป ๗ หมวด


๔. อนันตรปัจจัย

      ป.จ. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ที่เกิดก่อนๆ (เว้นจุติจิตของพระอรหันต์) 

      ป.ย. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ที่เกิดหลังๆ พร้อมด้วยจุติจิตของพระอรหันต์ 

      ป.น. รูป ๗ หมวด คือ จิ, กํ, พา, หา, อุ, สัญ, ติ


๕. สมนันตรปัจจัย

      ป.จ. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ที่เกิดก่อนๆ (เว้นจุติจิตของพระอรหันต์) 

      ป.ย. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ที่เกิดหลังๆ พร้อมด้วยจุติจิตของพระอรหันต์  

      ป.น. รูป ๗ หมวด คือ จิ, กํ, พา, หา, อุ, สัญ, ติ


๖. สหชาตปัจจัย

      ป.จ. จิต ๘๙ เจ. ๕๒, ปฏิสนธิหทัยวัตถุ ๑ มหาภูตรูป ๔ ที่ในรูปทั้ง ๗ หมวด 

      ป.ย. จิต ๘๙ เจ. ๕๒, มหาภูตรูป ๔, อุปาทายรูป ๒๔

      ป.น. ไม่มี


๗. อัญญมัญญปัจจัย

      ป.จ. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ปัญจโวการปฏิสนธิ ๑๕ เจ. ๓๕ ปฏิสนธิหทัยวัตถุ ๑ มหาภูตรูป ๔ ที่ในรูปทั้ง ๗ หมวด

      ป.ย. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ปัญจโวการปฏิสนธิ ๑๕ เจ. ๓๕ ปฏิสนธิหทัยวัตถุ ๑ มหาภูตรูป ๔ ที่ในรูปทั้ง ๗ หมวด

      ป.น. จิตตชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป (เว้นหทัยวัตถุ) อุปาทายรูปในรูป ๗ หมวด


๘. นิสสยปัจจัย

   ๑) สหชาตินิสสยปัจจัย

        ป.จ. เหมือนสหชาตปัจจัย 

       ป.ย. เหมือนสหชาตปัจจยุปบัน 

       ป.น. ไม่มี

   ๒) วัตถุปเรชาตนิสสยปัจจัย แบ่งเป็น ๓ ปัจจัย คือ-

      ป.จ. วัตถุรูป ๖ ที่เกิดก่อนและเป็นฐีติปัตตะในปวัตติกาล หรือ

           (๑) มัชฌิมายุกะปัญจวัตถุที่เกิดพร้อมกับอตีตภวังค์ดวงแรก

           (๒) หทัยวัตถุที่เกิดพร้อมกับจิตดวงก่อนๆ มีปฏิสนธิจิตเป็นต้น

           (๓) หทัยวัตถุที่อนุมานเอาว่าเกิดพร้อมกับจิตหนึ่งดวงก่อนออกจากนิโรธสมาบัติ ๔. วัตถุรูป ๖ ที่เกิดพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๗ นับถอยหลังจากจุดจิตขึ้นไปในมรณาสันนกาล

      ป.ย. จิต ๘๕ (อรูปวิบาก ๔) เจตสิก ๕๒ ที่เกิดได้แน่นอนและไม่แน่นอนในปัญจโวการภูมิ (เอกันตะ) จิต ๔๓ ดวง คือ โทสะ ๒ อเหตุกจิต ๑๗ (เว้นมโนทวาราวัชชนะ) มหาวิบาก ๘ รูปาวจรจิต ๑๕ โสดาปัตติมัค เจ.๔๘ (โลติกะ ๓ วิจิกิจฉา), (อเนกันตะ) จิต ๔๒ ดวง คือ โลภะ ๘ โมหะ ๒ มโนทวาราวัชชนะ ๑ มหากุศล ๘ มหากิริยา ๘ อรูปาวจรกุศลกิริยา ๘ โลกุตตร ๗ (โสดาปัตติมัค) เจ. ๔๖ (โทจตุกะ ๔ อัปปมัญญา ๒)

      ป.น. จิต ๔๖ คือ โลภะ ๘ โมหะ ๒ มโนทวาราวัชชนะ ๑ มหากุศล ๘ มหากิริยา ๘ อรูปาวจรจิต ๑๒ โลกุตตร ๗ (โสดาปัตติมัค) เจ. ๔๖ ที่เป็นไปในจตุโวการภูมิ ปัญจโวการปฏิสนธิ ๑๕ เจ. ๓๕ รูป ๗ หมวด, (เอกันตะ) อรูปวิบาก ๔ เจ. ๓๐ รูป ๗ หมวด (อเนกันตะ) จิต ๔๒ ดวง คือ โลภะ ๘ โมหะ ๒ มโนทวาราวัชชนะ จิต ๑ มหากุศล ๘ มหากิริยา ๘ อรูปาวจรกุศลกิริยา ๘ โลกุตตร ๗ (โสดาปัตติมัค) เจ. ๔๖ (โทจตุกะ ๔ อัปปมัญญา ๒)

   ๓) วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยปัจจัย

      ป.จ. หทัยวัตถุที่เกิดพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๗ นับถอยหลังจากจุติจิตขึ้นไปในมรณาสันกาล หรือหทัยวัตถุที่กำลังตั้งอยู่ในขณะที่เป็นที่อาศัยและเป็นอารมณ์ด้วย

      ป.ย มรณาสันนจิต ๘ ขณะ ได้แก่ จิต ๔๓ ดวง คือ มโนทวาราวัชชนะ ๑ ชวนะ ๕ ครั้งของกามชวนะ ๒๙ ตทารัมมณจิต ๑๑ อภิญญา ๒ (เฉพาะอิทธิวิธอภิญญา) เจ. ๔๔ (เว้น อิสสา มัจฉริยะ, กุกกุจจะ, วิรตี, อัปปมัญญา) ขณะที่เอาหทัยวัตถุนั้นเป็น อารมณ์ 

      ป.น. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ในเวลาที่ไม่ได้เอาหทัยวัตถุเป็นอารมณ์ที่แน่นอนและไม่แน่นอน และ รูป ๗ หมวด, (เอกันตะ) ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ มโนธาตุ ๓ มหัคคตจิต ๒๗ (เว้น อิทธิวิธอภิญญา) โลกุตตร ๘ เจ. ๓๘ รูป ๗ หมวด, (อเนกันตะ) กามจิต ๔๑ (ทวิ, ๑๐ มโนธาตุ ๓) เจ. ๕๒


๙. อุปนิสสยปัจจัย แบ่งออกเป็น ๓ ปัจจัย คือ -

   ๑) อารัมมนูปนิสสยปัจจัย

      ป.จ. เหมือนอารัมมณาธิปติปัจจัย

      ป.ย. เหมือนอารัมมณาธิปปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนอารัมมณาธิปติปัจจนิก

   ๒) อนันตรูปนิสสยปัจจัย

      ป.จ. เหมือนอนันตรปัจจัย

      ป.ย. เหมือนอนันตรปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนอนันตรปัจจนิก

   ๓) ปกตูปนิสสยปัจจัย

      ป.จ. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ รูป ๒๘ ที่เกิดก่อนๆที่เป็นพลวะมีกำลังมาก และบัญญัติ (เว้นบัญญัติกรรมฐาน)

      ป.ย. จิต ๘๙ เจ.๕๒ ที่เกิดหลังๆ

      ป.น. และรูป ๗ หมวด


๑๐. ปุเรชาตปัจจัย แบ่งเป็น ๓ ปัจจัย คือ -

     ๑) วัตถุปุเรชาตปัจจัย

        ป.จ. เหมือนวัตถุปเรชาตนิสสยปัจจัย

        ป.ย. เหมือนวัตถุปเรชาตนิสสยปัจจยุปบันน 

        ป.น. เหมือนวัตถุปเรชาตนิสสยปัจจนิก

     ๒) อารัมมณปุเรชาตปัจจัย

        ป.จ. อารมณ์ ๖ คือนิปผันนรูป ๑๘ ที่เป็นปัจจุบัน

        ป.ย. กามจิต ๕๔ อภิญญาจิต ๒ เจ. ๕๐ (เว้นอัปปมัญญา), (เอกันตะ) ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ มโนธาตุ ๓ เจ. ๑๐, (อเนกันตะ) กามจิต ๔๑ (ทวิ ๑๐ + มโนธาตุ ๓) อภิญญา ๒ เจ. ๕๐ (เว้นอัปปมัญญา) 

      ป.น. จิต ๗๖ เจ. ๕๒ (เว้นทวิ, ๑๐ +  มโนธาตุ ๓) ที่ไม่ได้เกิดจากปัจจุบันนิปผันรูป ๑๘  รูป ๗ หมวด

    ๓) วัตถารัมมณปุเรชาตปัจจัย

       ป.จ. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยปัจจัย

       ป.ย. เหมือนวัตถารมมณปุเรชาตินิสสยปัจจยุปบัน

       ป.น. เหมือนวัตถารมณปุเรชาตนิสสยปัจจนิก


๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย

      ป.จ. จิต ๘๕ ที่เกิดที่หลังมีปฐมภวังค์เป็นต้น (เว้นอรูปวิบากและปฏิสนธิจิต) เจ.๕๒ ที่เกิด ในปัญจโวการภูมิที่แน่นอนและไม่แน่นอน (อเนกันตะ) โลภะ ๘ โมหะ ๒ มโนทวาราวัชชนะ ๑ มหากุศล ๘ มหากิริยา ๘ อรูปกุศล ๔ อรูปกิริยา ๔ โลกุตตร ๗ (โสดาปัตติมัค) เจ. ๔๖

      ป.ย. ติสมุฏฐานิกรูปและจตุสมุฏฐานิกรูปที่เป็นฐีติปัตตะ ที่เกิดพร้อมกับขณะทั้ง ๓ ของจิตที่เกิดก่อนๆมีปฏิสนธิจิตเป็นต้น (เอกันตะ) โทสะ ๒ ทวิ. ๑๐ มโนธาตุ ๓ ตทา. ๑๑ หสิตุปปาทะ ๑ รูปาวจรจิต ๑๕ โสดาปัตติมัค ๑ เจ. ๔๘ (โลติก ๓ วิจิกิจฉา ๑) 

      ป.น. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ จิตตชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป อาหารชรูป อุตุชรูป ปวัตติกัมมชรูป ขณะที่เกิดขึ้นในสันดานของสัตว์ที่มีชีวิต และพาหิรรูป อสัญญสัตตกัมมชรูป


๑๒. อาเสวนปัจจัย

      ป.จ. โลกียชวนะจิต ๔๗ เจ. ๕๒ ที่เกิดก่อนๆ (เว้นชวนะดวงสุดท้ายที่เป็นชาติเดียวกัน) 

      ป.ย. ชวนะจิต ๕๑ เจ. ๕๒ ที่เกิดหลังๆ (เว้นกามชวนะดวงต้น และผลชวนะ ๔)

      ป.น. กามชวนะดวงที่ ๑ ของกามชวนะ ๒๙ อาวัชชนะ ๒ วิบาก ๓๖ เจ. ๕๒ รูป ๗ หมวด


๑๓. กัมมปัจจัย แบ่งเป็น ๓ ปัจจัย คือ -

    ๑) สหชาตกัมมปัจจัย

      ป.จ. เจตนาเจตสิก ๘๙ ที่ในจิต ๘๙ 

      ป.ย. จิต ๘๔ เจ. ๕๑ (เจตนา) จิตตชรูป ๑๗ ปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐ 

      ป.น. เจตนาเจตสิก ๘๙ ที่ในจิต ๘๙ และรูป ๕ หมวดที่เหลือ 

   ๒) นานักขณิกกัมมปัจจัย

      ป.จ. เจตนา ๓๓ คือกุศลเจตนา ๒๑ อกุศลเจตนา ๑๒ ที่เป็นอดีตคือดับไปแล้ว 

      ป.ย. วิปากจิต ๓๖ เจ. ๓๘ ปฏิสนธิกัมมชรูป อสัญญสัตตกัมมชรูป ปวัตติกัมมชรูป 

      ป.น. กุศล ๒๑ อกุศล ๑๒ กิริยาจิต ๒๐ เจ. ๕๒ รูป ๔ หมวดที่เหลือ 

   ๓) อนันตรกัมมปัจจัย

      ป.จ. มัคคเจตนา ๔ ที่ดับไปแล้ว

      ป.ย. ผลจิต ๔ เจ. ๓๖ ที่เกิดต่อจากมรรค เป็นผลดวงแรกเท่านั้น (มัคคานันตรผล)

      ป.น. จิต ๘๕ (ผลจิต ๔) เจ. ๕๒ รูป ๗ หมวด


๑๔. วิปากปัจจัย

      ป.จ. วิปากจิต ๓๖ เจ. ๓๘ ที่ในปฏิสนธิและปวัตติกาล

      ป.ย. วิปากจิต ๓๖ เจ. ๓๘ จิตตธรูป ๑๕ (เว้นวิญญัติรูป ๒) ปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐ 

      ป.น. กุศลจิต ๒๑ อกุศลจิต ๑๒ กิริยา ๒๐ เจ. ๕๒ จิตตธรูปที่เกิดกับกุศล - อกุศล และ กิริยา และรูป ๕ หมวดที่เหลือ


๑๕. อาหารปัจจัย แบ่งเป็น ๒ ปัจจัย คือ -

   ๑) รูปอาหารปัจจัย

      ป.จ. พหิทธโอชาที่อยู่ในอาหารต่างๆ หรือจตุสมุฏฐานิกโอชาที่เกิดอยู่ภายใน (อัชฌัตต สันดาน) และอุตุโอชาที่อยู่ภายนอก (พหิทธโอชา) คือโอชาในอาหารต่างๆ 

      ป.ย. อาหารสมุฏฐานิกรูป ๑๒ หรือจตุสมุฏฐานิกรูปที่ตั้งอยู่ในกลาบเดียวกับปัจจัยและที่ตั้งอยู่ในกลาปอื่นๆ (เว้นโอชาที่อยู่ในกลางเดียวกับปัจจัย 

      ป.น. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ รูป ๖ หมวด (เว้นอาหารชรูป) หรือ จิต ๘๙ เจ. ๕๒ พาหิรรูป 

   ๒) นามอาหารปัจจัย

      ป.จ. นามอาหารองค์ธรรม ๓ คือ ผัสสะ ๘๙ เจตนา ๘๙ วิญญาณ ๘๙

      ป.ย. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ จิตตธรูป ๑๗, ปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐

      ป.น. รูป ๕ หมวดที่เหลือ


๑๖. อินทริยปัจจัย แบ่งเป็น ๒ (นามอินทรีย์,รูปอินทรีย์) หรือ ๓ ปัจจัย คือ -

     ๑) สหชาตินทริยปัจจัย

        ป.จ. นามอินทรีย์องค์ธรรม ๘ คือ ชีวิตินทรีย์ จิต เวทนา สัทธา วิริยะ สติ เอกัคคตา และปัญญา

        ป.ย. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ จิตตชรูป ๑๗ ปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐

        ป.น. รูป ๕ หมวดที่เหลือ

    ๒) ปุเรชาตินทริยปัจจัย

       ป.จ. ปัญจวัตถุที่เป็นมัชฌิมายุกะ หรือฐีติปัตตะปัญจวัตถุ ๔๙

       ป.ย. ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗

       ป.น. จิต ๗๙ (ทวิ. ๑๐) เจ. ๕๒ รูป ๗ หมวด

    ๓) รูปชีวิตินทริยปัจจัย

       ป.จ. รูปชีวิตินทรีย์ทั้งหมดทั้งในปฏิสนธิกาล และปวัตติกาล

       ป.ย. กัมมชรูปที่เหลือ ๙ หรือ ๘ ที่อยู่ในกลาปเดียวกับตัวปัจจัย

       ป.น. จิต ๘๔ เจ. ๕๒ จิตตชรูป พาหิรรูป อาหารรูป อุตุชรูป และรูปชีวิตินทรีย์ที่อยู่ในกัมมชกลาปทั้งหมด


๑๗. ฌานปัจจัย

      ป.จ. องค์ฌาน ๕ หรือ ๗ คือ วิตก วิจาร ปิติ เวทนา เอกัคคตา หรือ วิตก วิจาร ปิติ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา และเอกัคคตา ที่ในจิต ๗๙ (เว้นทวิ. ๑๐) 

      ป.ย. จิต ๗๙ เจ.๕๒ (ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐) จิตติชรูป ๑๗ ปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐ 

      ป.น. ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ เจ.๗ และรูป ๕ หมวดที่เหลือ


๑๘. มัคคปัจจัย

      ป.จ. องค์มัคค ๙ คือ ปัญญา วิตก สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ วิริยะ สติ เอกัคคตา และทิฏฐิ

      ป.ย. สเหตุกจิต ๗๑ เจ.๕๒ สเหตุกจิตตชรูป สเหตุกปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐ 

      ป.น. อเหตุกจิต ๑๘ เจ.๑๒ (เว้นฉันทะ) อเหตุกจิตตชรูป อเหตุกปฏิสนธิกัมมชรูป และรูป ๕ หมวดที่เหลือ คือ พา - หา - อุ - สัญ - ติ


๑๙. สัมปยุตตปัจจัย

      ป.จ. ปฏิสนธิ - ปวัตตนามขันธ์ ๔ คือ จิต ๘๙ เจ.๕๒ ที่ช่วยอุปการะแก่กันและกัน 

       ป.ย. จิต ๘๙ เจ.๕๒

      ป.น. รูป ๗ หมวด


๒๐. วิปปยุตตปัจจัย แบ่งเป็น ๔ ปัจจัย คือ -

    ๑) สหชาตวิปปยุตตปัจจัย

       ป.จ. จิต ๗๕ (ทวิ.๑๐ อรูปวิบาก ๔ และจุติจิตของพระอรหันต์) เจ.๕๒ ซึ่งเกิดขึ้นในปัญจโวการภูมิทั้งในปฏิสนธิและปวัตติกาลโดยแน่นอนและไม่แน่นอน และปัญจโวการ ปฏิสนธิ ๑๕ + ๓๕ ป.หทัย ๑ ที่อุปการะแก่กันและกัน

       ป.ย. จิตติชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป และปฏิสนธิหทัยวัตถุที่อาศัยกันและกันกับปัญจโวการปฏิสนธินามขันธ์ ๔ และปัญจโวการปฏิสนธินามขันธ์ ๔ ที่อาศัยซึ่งกันและกันกับปฏิสนธิหทัยวัตถุ

       ป.น. จิต ๘๙ เจ.๕๒ (เว้นปัญจโวการปฏิสนธินามขันธ์ ๔) รูป ๕ หมวดที่เหลือ

   ๒) วัตถุปุเรชาตวิปปยุต ปัจจัย

      ป.จ. เหมือนวัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจัย

      ป.ย. เหมือนวัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจยุปบันน 

      ป.น. เหมือนวัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจนิก  

   ๓) วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยปัจจัย

      ป.ย. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยปัจจนิก

   ๔) ปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนปัจฉาชาดปัจจัย

      ป.ย. เหมือนปัจฉาชาตปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนปัจฉาชาตปัจจนิก


๒๑. อัตถิปัจจัย แบ่งเป็น ๗ (บางแห่งนับเป็น ๖) ปัจจัย คือ -

      ๑) สหชาตัตถิปัจจัย

         ป.จ. เหมือนสหชาตปัจจัย

         ป.ย. เหมือนสหชาตปัจจยุปบันน

         ป.น. เหมือนสหชาตปัจจนิก

     ๒) อารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจัย

        ป.จ. เหมือนอารัมมณปุเรชาตปัจจัย

        ป.ย. เหมือนอารัมมณปุเรชาตปัจจยุปบันน

        ป.น. เหมือนอารมมณปุเรชาตปัจจนิก

     ๓) วัตถุปุเรชาติตถิปัจจัย

        ป.จ. เหมือนวัตถุปุเรชาตปัจจัย

        ป.ย. เหมือนวัตถุปุเรชาตปัจจยุปบันน

        ป.น. เหมือนวัตถุปุเรชาตปัจจนิก

    ๔) ปัจฉาชาตัตถิปัจจัย

       ป.จ. เหมือนปัจฉาชาตปัจจัย

       ป.ย. เหมือนปัจฉาชาตปัจจยุปบันน

       ป.น. เหมือนปัจฉาชาตปัจจนิก

    ๕) อาหารัตถิปัจจัย

       ป.จ. เหมือนรูปอาหารปัจจัย

       ป.ย. เหมือนรูปอาหารปัจจยุปบันน

       ป.น. เหมือนรูปอาหารปัจจนิก

   ๖)  อินทริยัตถิปัจจัย

       ป.จ. เหมือนรูปชีวิตินทริยปัจจัย 

       ป.ย. เหมือนรูปชีวิตินทริยปัจจยุปบันน 

       ป.น. เหมือนรูปชีวิตินทริยปัจจนิก

    ๗) วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจัย

       ป.จ. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตปัจจัย

       ป.ย. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจยุปบันน

       ป.น. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจนิก


๒๒. นัตถิปัจจัย

      ป.จ. เหมือนอนันตรปัจจัย

      ป.ย. เหมือนอนันตรปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนอนันตรปัจจนิก


๒๓. วิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนอนันตรปัจจัย

      ป.ย. เหมือนอนันตรปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนอนันตรปัจจนิก


๒๔. อวิคตปัจจัย แบ่งเป็น ๗ (บางแห่งนับเพียง ๖) ปัจจัย คือ -

   ๑) สหชาตอวิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนสหชาตปัจจัย

      ป.ย. เหมือนสหชาตปัจจยุปบันน 

      ป.น. เหมือนสหชาตปัจจนิก

   ๒) อารัมมณปุเรชาตอวิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนอารมมณปุเรชาตปัจจัย

      ป.ย. เหมือนอารัมมณปุเรชาตปัจจยุปบันน 

      ป.น. เหมือนอารมมณปุเรชาตปัจจนิก

   ๓) วัตถุปุเรชาตอวิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนวัตถุปุเรชาตปัจจัย

      ป.ย. เหมือนวัตถุปเรชาตปัจจยุปบันน 

      ป.น. เหมือนวัตถุปุเรชาตปัจจนิก

   ๔) ปัจฉาชาตอวิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนปัจฉาชาตปัจจัย 

      ป.ย. เหมือนปัจฉาชาตปัจจยุปบันน 

      ป.น. เหมือนปัจฉาชาตปัจจนิก

   ๕) อาหารอวิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนรูปอาหารปัจจัย

      ป.ย. เหมือนรูปอาหารปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนรูปอาหารปัจจนิก

   ๖) อินทริยอวิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนรูปชีวิตินทริยปัจจัย

      ป.ย. เหมือนรูปชีวิตินทริยปัจจยุปบันน 

      ป.น. เหมือนรูปชีวิตินทริยปัจจนิก

   ๗) วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตปัจจัย

      ป.ย. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจนิก

   หมายเหตุ บางแห่งในอัตถิและอวิคตปัจจัย แบ่งออกเป็น ๕ โดยรวมปุเรชาตทั้ง ๓ เข้าเป็นปุเรชาตัตถิและปุเรชาตอวิคตเพียงอย่างเดียว

-----------///---------- 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.