ภวจักร-ล้อแห่งภพ
(๖๕๒) ก็เหตุใด ในปฏิจจสมุปบาทเทศนานี้ ปกิณณกธรรมมีโสกะเป็นต้น พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในเบื้องปลาย เหตุนั้น อวิชชาที่ตรัสไว้ในเบื้องต้นแห่งภวจักรนั่นว่า "อวิชชาปจฺจยา สงฺขารา" ดังนี้ อวิชชานั้นก็เป็นไป (คือมีได้) เพราะโสกะเป็นต้น (นั่นเอง)
อันว่าภวจักรนี้ บัณฑิต พึงทราบว่า มีเบื้องต้นไม่ปรากฏ
ปราศจากบุคคลผู้สร้างและบุคคลผู้เสวย (ผล) ว่างเปล่า
โดยสุญญตา ๑๐ ประการ ย่อมหมุนไปเสมอเป็นเนืองนิตย์
(จนกว่าจะบรรลุเป็นพระอรหันต์)
หากมีคำปุจฉาว่า "ก็ในปฏิจจสมุปบาทเทศนานี้ อวิชชามีได้เพราะโสกะเป็นต้นอย่างไร ภวจักรนี้มีเบื้องตันไม่ปรากฎอย่างไร ปราศจากบุคคลผู้สร้างและบุคคลผู้เสวย (ผล) อย่างไร ว่างเปล่าโดยสูญญตา ๑๒ ประการอย่างไร" ดังนี้ไซร้
อวิชชามีเพราะโสกะเป็นต้นได้
คำวิสัชนาพึงมีว่า "ก็ในปฏิจจสมุปบาทธรรมทั้งหลายนี้ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ย่อมมีแก่บุคคลผู้ยังไม่พรากจากอวิชชา" อันปริเทวะเล่า ก็ย่อมมีแก่บุคคลผู้หลง เพราะเหตุนั้นประการแรก เมื่อธรรมมีโสกะเป็นต้นเหล่านั้น เป็นไปแล้วอวิชชา-
----------------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ ๙๖๑
ก็เป็นอันมีอยู่เอง อีกประการหนึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า "ความเกิดขึ้นแห่งอวิชชา ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาสวะ" ดังนี้ ก็แล ธรรมทั้งหลาย มีโสกะเป็นดันนั่น ก็ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาสวะ ข้อนี้มีอย่างไร ?! อันดับแรก ในกรณีที่พลัดพรากจากวัตถุกาม โสกะก็เป็นอันเกิดขึ้นเพราะกามาสวะ ดังพระบาลีว่า
ตสฺส เจ กามยานสฺส ฯเปฯ สลฺลวิทฺโธว รุปฺปติ.
หากว่าเมื่อชนผู้นั้นเกิดความพอใจรักใคร่กามเหล่าใดอยู่
กามเหล่านั้นมาพรากไปเสียไซร้ เขาย่อมโศกา ดุจถูกลูกศร
เสียบ(1)
และดังพระบาลีว่า กามโต ชายตี โสโก ความโศกย่อมเกิดแต่กาม" ดังนี้
ธรรมทั้งหลายมีโสกะเป็นตันทั้งปวงนั่นย่อมเป็นธรรมเกิดขึ้นเพราะทิฏฐาสวะด้วย ดังพระบาลีว่า "ตสฺส อหํ รูป ฯเปฯ โทมนสฺสุปายาสา" โสกะ ปริเทวะ ทุกขะโทมนัสและอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้น ผู้ยืนกราน (ด้วยทิฏฐิ) ว่า เราเป็นรูป รูปเป็นของเรา" เพราะความที่รูปแปรผันและเปลี่ยนแปรไป" ดังนี้เป็นต้น
อนึ่ง ธรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะความเกิดขึ้นแห่งทิฏฐาสวะได้ฉันใด ก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะความเกิดขึ้นแห่งภวาสวะก็ได้ฉันนั้น ดังพระบาลีว่า "แม้เทวดาเหล่านั้นใด ผู้มีอายุยืน ผิวพรรณงาม มากไปด้วยความสุข สถิตอยู่ในวิมานอันสูงตลอดกาลยาวนาน แม้เทวดาเหล่านั้น ได้ฟังธรรมเทศนาของตถาคตแล้วยังต้อง (คือรู้จัก)กลัวสะดุ้งใจ สลดใจ"(2)" (ธรรมเหล่านั้นเกิดแก่เทวดาทั้งหลาย เพราะความเกิดขึ้นแห่งภวาสวะ) ดังความโศกเป็นต้นเกิดแก่เทวดาทั้งหลายผู้ถูกมรณภัยคุกคาม เพราะเห็นปุพพนิมิต ๕ ฉะนั้น
อนึ่ง ธรรมเหล่านั้นเกิดเพราะความเกิดขึ้นแห่งภวาสวะได้ฉันใด ก็ย่อมเกิดเพราะความเกิดขึ้นแห่งอวิชชาสวะก็ได้ฉันนั้น ดังพระบาลีว่า "ภิกษุทั้งหลาย คนเขลานั้นนั่นแล ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส ๓ ประการในทิฏฐธรรมนี่แหละ"(3)" ดังนี้เป็นต้น
----------------------
(1) ดูเทียบ ขุ. สุ. (ไทย) ๒๕/๗๗๔/๖๘๗
(2) สํข. (ไทย) ๑๗/๗๘/๑๑๙
(3) ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๒๔๖/๒๙๒
----------------------
น. ๙๖๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
เพราะเหตุที่ธรรมเหล่านั้นย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาสวะดังกล่าวมาฉะนี้ ธรรมเหล่านั้น เมื่อมีขึ้นจึงยังอาสวะอันเป็นเหตุแห่งอวิชชาให้มีด้วย และครั้นอาสวะทั้งหลายมีแล้ว แม้อวิซชาก็เป็นอันมีด้วยแท้ เพราะเมื่อปัจจัยมีธรรมที่เกิดแต่ปัจจัยก็ดี (ต้อง) มีแล
ในปฏิจจสมุปบาทเทศนานี้ อวิชชาบัณฑิตพึงทราบว่าย่อมมีได้ เพราะธรรมทั้งหลายมีโสกะเป็นต้น โดยนัยดังกล่าวมานี้ เป็นประการแรก
ภวจักรมีเบื้องต้นไม่ปรากฏ
ประการต่อไป เพราะความที่เมื่อปัจจัยมีธรรมที่เกิดแต่ปัจจัย (ต้อง) มีดังนี้ ครั้นอวิชชามีขึ้นแล้ว ความจบสิ้นก็ไม่มี เพราะความสืบต่อกันแห่งเหตุและผลคือสังขารทั้งหลาย ก็มีขึ้นเพราะปัจจัยคืออวิชชาอีก วิญญาณก็มีขึ้นเพราะปัจจัยคือสังขารอีกอย่างนี้เป็นต้น เหตุใด เหตุนั้น ภวจักรมีองค์ ๑๒ อันหมุนไปด้วยอำนาจความสัมพันธ์กันแห่งเหตุและผลนั้น จึงเป็นอันสำเร็จ (คือเป็นได้) ว่า "มีเบื้องต้นไม่ปรากฏ"
หากคำท้วงพึงมีว่า "เมื่อเป็นเช่นนั้น (คือเมื่อไม่มีอะไรเป็นตัวตนเช่นนั้น) การกล่าวความที่ภวจักรมีเบื้องต้นว่า "อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา" นี่ก็ผิด (นะซิ) ดังนี้ไซร้พึงแก้ว่า นี่ไม่ใช่การกล่าวความที่ภวจักรมีเบื้องต้นดอก แต่นั่นเป็นการกล่าวธรรมที่เป็นตัวประธาน (ต่างหาก) ด้วยว่าอวิชชาเป็นประธานแห่งวัฏฏะ ๓ จริงอยู่ เพราะยึดอวิชชาไว้ กิเลสวัฏที่เหลือและวัฏอีก ๒ มีกรรมวัฏเป็นต้นก็พันเอาคนเขลาเข้าด้วยดุจเพราะจับหัวงูไว้ ลำตัวงูที่เหลือก็พันเอาแขน (คนจับ) เข้าฉะนั้น แต่เมื่อตัดอวิชซาขาดเสร็จแล้ว ความพ้นจากธรรมเหล่านั้นก็มีขึ้น ดุจเมื่อตัดหัวงูสำเร็จแล้ว ความพ้นจากความเป็นแขนที่ถูกงูพันก็มีขึ้นฉะนั้น ดังพระบาลีว่า "ความดับแห่งสังขารย่อมมีเพราะความดับโดยสำรอกออกอย่างไม่เหลือแห่งอวิชชานั่นแล"*(1) ดังนี้เป็นต้น นี่เป็นการกล่าวธรรมอันเป็นตัวประธาน ที่เมื่อบุคคลยึดอยู่ ย่อมเป็นผู้ถูกผูกพันเมื่อปล่อยเสีย ความพันย่อมมี มิใช่กล่าวความที่ภวจักรมีเบื้องต้นดังนี้แล
ภวจักรนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า มีเบื้องต้นไม่ปรากฏ ดังกล่าวมาฉะนี้
--------------------
(1) วิ.ม. (ไทย) ๔/๑/๓, สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๑/๓
--------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๖๓
ภวจักรปราศจากผู้สร้างผู้เสวย
ภวจักรนี้นั้น เพราะเหตุที่ความหมุนไปแห่งธรรมทั้งหลายมีสังขารเป็นอาทิ ย่อมมี เพราะเหตุทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น จึงว่างเว้นจากผู้สร้างสังสาระคือพรหมเป็นต้นซึ่งกำหนดกันเอา (เอง) อย่างนี้ว่า "พฺรหฺมา พระพรหม มหาพรหมา ท้าวมหาพรหมเสฏโฐ ท่านผู้เป็นใหญ่ สชิตา ท่านผู้บันดาล" อื่นไปจากเหตุมีอวิชชาเป็นต้นนั้นก็ดีจากผู้เสวยสุขและทุกข์คืออัตตาซึ่งกำหนดกันเอา (เอง) อย่างนี้ว่า "ก็แล อัตตาของเรานี้นั้นแล เป็น วโท ผู้กล่าว เวเทยฺโย ผู้เสวย" ฉะนี้ก็ดี
ภวจักร บัณฑิตพึงทราบว่าปราศจากผู้สร้างและผู้เสวย ดังกล่าวมานี้
ภวจักรว่างเปล่าโดยสุญญตา ๑๒ ประการ
อีกประการหนึ่ง ในปฏิจจสมุปบาทธรรมนี้ อวิชชาชื่อว่าว่างจากความยั่งยืน เพราะมีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ๑ (ว่าง) จากความงาม เพราะเป็นสังกิเลสิกธรรม เหตุเป็นธรรมเศร้าหมอง ๑ (ว่าง) จากความเป็นสุข เพราะถูกความเกิดและความเสื่อมไป บีบคั้น ๑ (ว่าง) จากความเป็นอัดตา คือที่ (หมายความว่า)เป็นสิ่งบังคับได้ เพราะมีความเป็นไปเนื่องด้วยปัจจัย ๑ แม้องค์ทั้งหลายมีสังขารเป็นต้นก็อย่างนั้น เหตุใด นัยหนึ่ง อวิชชา มิใช่ตน มิใช่ของตน มิใช่มีในตน มิใช่มีตนแม้องค์ทั้งหลาย มีสังขารเป็นต้นก็อย่างนั้น เหตุใด เหตุนั้น ภวจักรนั่น บัณฑิตพึงทราบเถิดว่า ว่างเปล่าโดยสุญญตา ๑๒ ประการ (โดยนัยดังกล่าวมา)
มูลและกาลแห่งภวจักร
[๖๕๓] ก็แล ครั้นทราบอย่างนี้แล พึงทราบอีกว่า.-
คาถาสังเขปมูลและกาล
อวิชชาและตัณหาเป็นมูลแห่งภวจักรนั้น กาลของมันมี
๓ มือดีตกาลเป็นต้น องค์ในกาล ๆ นั้นโดยสรุปก็เป็น ๒
เป็น ๘ และเป็น ๒ เท่านั้นเอง
----------------
น. ๙๖๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ขยายความ
ความว่า ธรรม ๒ คืออวิชชาและตัณหา พึงทราบว่าเป็นมูลแห่งภวจักรนั้นนั่นแล ภวจักรนั้นเล่า ก็จัดเป็น ๒ ส่วน คือที่มีอวิชชาเป็นมูลมีเวทนาเป็นที่สุด (เป็นภว-จักร ๑) เพราะนำ (ปัจจุบันผล) มาแต่ส่วนเบื้องต้น (คือส่วนอดีต) ที่มีตัณหาเป็นมูลมีชรามรณะเป็นที่สุด (เป็นภวจักร ๑) เพราะต่อกับ (ผล) ส่วนเบื้องปลาย (คืออนาคต) ในภวจักร ๒ ส่วนนั้น ภวจักรส่วนแรกกล่าวด้วยอำนาจบุคคลทิฏฐิจริต ส่วนหลังกล่าวด้วยอำนาจบุคคลตัณหาจริต ด้วยว่าอวิชชหาเป็นสังสารนายิกา (ผู้นำไปในสังสาร)สำหรับบุคคลทิฏฐิจริตทั้งหลาย ตัณหาเป็นสังสารนายิกาสำหรับบุคคลตัณหาจริตทั้งหลาย นัยหนึ่งภวจักรที่ ๑ กล่าวเพื่อถอนอุจเฉททิฏฐิ เพราะประกาศความไม่ขาดสูญแห่งเหตุทั้งหลาย โดยความเกิดขึ้นแห่งผล ภวจักรที่ ๒ กล่าวเพื่อถอนสัสสดทิฏฐิ เพราะประกาศชรามรณะแห่งสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาแล้ว นัยหนึ่ง ภวจักรแรกกล่าวด้วยอำนาจคัพภเสยยกสัตว์ เพราะแสดงความหมุนไปแห่งธรรมตามลำดับภวจักรหลังกล่าวด้วยอำนาจโอปปาติกสัตว์เพราะแสดงความเกิดขึ้นพร้อมกัน (แห่งอุปปัตติภพและขันธ์)
ส่วนกาลของภวจักรนั้นมี ๓ คือ อดีต ปัจจุบันและอนาคต ในกาล ๓ นั้น ว่าโดยที่มาในพระบาลีโดยรูป องค์ ๒ คืออวิชชาและสังขาร พึงทราบว่าเป็นอดีตกาลองค์ ๘ มีวิญญาณป็นต้นมีภพเป็นที่สุด พึงทราบว่าเป็นปัจจุบันกาล องค์ ๒ คือ ชาติและชรามรณะ พึงทราบว่า เป็นอนาคตกาล
สนธิ ๓ สังคหะ ๔ อาการ ๒๐ วัฏฏะ ๓ แห่งภวจักร
[๖๕๔] พึงทราบแม้ดังนี้อีกว่า:-
ภวจักรนั่นสนธิ (เงื่อนต่อ) ๓ มีคำว่าเหตุและผล ผลเหตุ-
เป็นบทหน้าและมีสังคหะ (คือสังเขป) ๔ ประเภท มีซี่กำ
คืออาการ ๒๐ มีวัฏฏะ (วงกลม) ๓ ย่อมหมุนไปไม่หยุด
(จนกว่าจะถึงอรหัตตมรรค)
---------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๖๕
ขยายความ
สนธิ ๓
ในสนธิ ๓ นั้น เงื่อนอันหนึ่งในระหว่างสังขารกับปฏิสนธิวิญญาณ ชื่อว่า เหตุผลสนธิ (ต่อเหตุกับผล) เงื่อนอันหนึ่งในระหว่างเวทนากับตัณหา ชื่อว่า ผลเหตุสนธิ (ต่อผลกับเหตุ) เงื่อนอันหนึ่งในระหว่างภพกับชาติ ชื่อว่า เหตุผลสนธิ (ต่อเหตุกับผล)ภวจักรนี้บัณฑิดพึงทราบว่า มีสนธิ ๓ มีอำนาจเหตุผลและเหตุเป็นบทหน้าอย่างนี้แล
สังคหะ ๔
ส่วนสังคหะแห่งภวจักรนั้น กำหนดด้วยองค์ต้นกับปลายแห่งสนธิทั้งหลายเป็น ๔ คือ อย่างไรบ้าง คืออวิชชาและสังขารเป็นสังคหะที่ ๑ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะผัสสะ เวทนา เป็นสังคหะที่ ๒ ตัณหา อุปาทาน ภพเป็นสังคหะที่ ๓ ชาติชรามรณะเป็นสังคหะ ที่ ๔ ภวจักรนี้ บัณฑิตพึงทราบว่ามีสังคหะ ๔ ประเภท ดังนี้แล
--------------////---------------
[full-post]