โปตลิยสูตร พระพุทธองค์ทรงแสดงโทษของกามด้วยอุปมา 7 ประการ
สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ในโปตลิยสูตร พระพุทธองค์ทรงแสดงโทษของกามด้วยอุปมา 7 ประการ โดยวิธีอนุมติปุจฉา(ตั้งประเด็นขึ้นแล้วทรงตอบอธิบาย ขยายความเอง) มี สาระประเด็น และสาระอธิบายความดังนี้ :-
1. อุปมาเหมือนโครงกระดูก
" คหบดี เปรียบเหมือนสุนัขที่กำลังหิวโซ ยืนอยู่ใกล้เขียงคนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ชำนาญ โยนโครงกระดูกที่เชือดชำแหละเนื้อออกหมดแล้ว แต่มีเลือดติดอยู่บ้างไปให้มัน ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่า อย่างไร สุนัขตัวนั้นเมื่อแทะโครงกระดูกที่เชือดชำแหละเนื้อออกหมดแล้ว แต่มีเลือดติดอยู่บ้างนั้น จะบรรเทาความหิวได้บ้างไหม "
" ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า "
" ข้อนั้นเพราะเหตุไร "
" เพราะโครงกระดูกที่ชำแหละเนื้อออกหมดแล้วนั้น แม้มีเลือดติดอยู่บ้าง สุนัขนั้นก็จะพึงมีความเหน็ดเหนื่อยและความหิวมากขึ้นอีก พระพุทธเจ้าข้า "
" คหบดี อริยสาวกก็อย่างนั้นเหมือนกัน เห็นประจักษ์ชัดดังนี้ว่า ' พระผู้มีพระภาคตรัสกามทั้งหลายว่า มีอุปมาเหมือนโครงกระดูก มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้นมีมากยิ่ง ' ครั้นเห็นโทษของกามนี้ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว จึงเว้นอุเบกขาที่มีอารมณ์ต่างกัน ที่อิงอาศัยอารมณ์ต่างกัน แล้วเจริญอุเบกขาที่มีอารมณ์เดียว(หมายถึงอุเบกขาในฌานที่ 4 ) ที่อิงอาศัยอารมณ์เดียว ซึ่งเป็นที่ดับไม่มีเหลือแห่งความยึดถือมั่นโลกามิส(เพราะฌานที่สี่อันสัมปยุตต์กับอุเบกขาเวทนาเป็นปฏิปักษ์กับกามตัณหาเป็นอย่างยิ่ง คือละด้วยการข่มไว้เป็นวิกขัมภปหานเหมือนหินทับหญ้า)โดยประการทั้งปวง
2. อุปมาเหมือนชิ้นเนื้อ
ตรัสว่า เปรียบเหมือนนกแร้ง นกตะกรุม หรือนกเยี่ยว คาบชิ้นเนื้อบินไป นกแร้งนั้นถูกฝูงนกแร้งรุมจิกทึ้ง นกตะกรุมนั้นถูกฝูงนกตะกรุมรุมจิกทึ้ง หรือนกเยี่ยวนั้นถูกฝูงนกเยี่ยวรุมจิกทึ้ง เพื่อแย่งชิ้นเนื้อนั้น
ตรัสถามว่า เห็นอย่างไร ถ้านกแร้ง นกตะกรุม หรือนกเยี่ยวนั้นไม่รีบปล่อยชิ้นเนื้อเสีย มันอาจถึงตายหรือได้รับทุกข์ปางตาย เพราะชิ้นเนื้อนั้นใช่หรือไม่
ทูลตอบว่า ใช่
ทรงสรุปว่า อริยสาวกก็อย่างนั้นเหมือนกัน เห็นประจักษ์ชัดว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า " กามทั้งหลายมีอุปมาเหมือนชิ้นเนื้อ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก...."
3. อุปมาเหมือนคบเพลิง
ตรัสว่า เปรียบเหมือนบุรุษถือคบหญ้าที่ไฟรุกโชนเดินทวนลมไป
ตรัสถามว่า เห็นอย่างไร ถ้าบุรุษนั้นไม่รีบปล่อยคบหญ้านั่นเสีย มือ แขน หรืออวัยวะน้อยใหญ่ ส่วนใดส่วนหนึ่งของเขาจะถูกไฟไหม้ เขาอาจถึงตายหรือได้รับทุกข์ปางตาย เพราะคบหญ้านั้นใช่หรือไม่
ทูลตอบว่า ใช่
ทรงสรุปว่า อริยสาวกก็อย่างนั้นเหมือนกัน เห็นประจักษ์ชัดว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า " กามทั้งหลายอุปมาเหมือนคบเพลิง มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก...."
4. อุปมาเหมือนหลุมถ่านเพลิง
ตรัสว่า เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง มีความลึก 1 ชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลว ปราศจากควัน ลำดับนั้น บุรุษผู้หนึ่งเป็นคนรักชีวิต ไม่อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์ เดินมาถึงหลุมถ่านเพลิงนั้น ถูกชายแข็งแรง 2 คนฉุดแขนของเขาคนละข้างพาไปยังหลุมถ่านเพลิงนั้น
ตรัสถามว่า เห็นอย่างไร ชายคนนั้นจะยอมให้เขาฉุดโยนลงไปในหลุมถ่านเพลิงนั้นหรือไม่
ทูลตอบว่า ไม่ยอม
ตรัสถามว่า เพราะเหตุไร
ทูลตอบว่า เพราะรู้ว่า หลุมถ่านเพลิงนั่นร้อน ถ้าตกลงไปจะถึงตายหรือได้รับทุกข์ปางตาย
ทรงสรุปว่า อริยสาวกก็อย่างนั้นเหมือนกัน เห็นประจักษ์ชัดว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า " กามทั้งหลายอุปมาเหมือนหลุมถ่านเพลิง มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก...."
5. อุปมาเหมือนความฝัน
ตรัสว่า คนฝันเห็นสวน ป่า สถานที่ สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ ครั้นตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นอะไรเลย ข้อนี้ฉันใด อริยสาวกก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นประจักษ์ชัดว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า " กามทั้งหลายอุปมาเหมือนฝัน มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก...."
6. อุปมาเหมือนของขอยืม
ตรัสว่า เปรียบเหมือนคนยืมทรัพย์สมบัติ คือ แก้วมณี และกุณฑลอย่างดีของคนอื่นมาสวมใส่ และนั่งยานพาหนะไป เมื่อไปถึงตลาด คนทั้งหลายเห็นเขาแล้วพูดกันว่า " คนนี้สวยจริง ! พวกคนรวยใช้สอยสมบัติอย่างนี้เอง " เมื่อเจ้าของทรัพย์สมบัติมาพบเข้าและทวงของเขาคืน
ตรัสถามว่า เห็นอย่างไร คนนั้นสมควรคืนทรัพย์สมบัติให้เจ้าของหรือไม่
ทูลตอบว่า สมควร
ตรัสถามว่า เพราะเหตุไร
ทูลตอบว่า เพราะเจ้าของมีสิทธิ์ในทรัพย์สมบัตินั้น
ทรงสรุปว่า อริยสาวกก็อย่างนั้นเหมือนกัน เห็นประจักษ์ชัดว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า " กามทั้งหลายอุปมาเหมือนของขอยืม มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก...."
7. อุปมาเหมือนผลไม้
ตรัสว่า เปรียบเหมือนราวป่าใหญ่ไม่ไกลจากหมู่บ้านหรือนิคม ต้นไม้ในราวป่านั้นมีผลดกดาษดื่น แต่ยังไม่หล่นลงมาเลยสักผลเดียว ชายคนหนึ่งต้องการผลไม้ เที่ยวเสาะหาผลไม้ มาถึงราวป่านั้น เห็นต้นไม้ที่มีผลดกนั้น คิดว่า เราควรปืนขึ้นไปกินผลไม้บนต้นไม้นั้นจนอิ่มและเก็บใส่พกให้เต็มนำลงมา เขาได้ทำตามที่คิด ขณะนั้น มีชายอีกคนหนึ่งมาเห็นต้นไม้นั้น คิดว่าเราควรตัดต้นไม้ที่โคน ให้ล้มลงแล้วเก็บผลกินและใส่พกให้เต็มนำไป เขาได้ทำตามที่คิด
ตรัสถามว่า เห็นอย่างไร ชายคนแรก ถ้าไม่รีบลงมาก่อนที่ต้นไม้นั้นจะล้มลง ต้นไม้จะทับมือ เท้า หรืออวัยวะน้อยใหญ่ส่วนใดส่วนหนึ่งหัก เขาอาจถึงตายหรือได้รับทุกข์ปางตาย เพราะต้นไม้นั้นใช่หรือไม
ทูลตอบว่า ใช่
ทรงสรุปว่า อริยสาวกก็อย่างนั้นเหมือนกัน เห็นประจักษ์ชัดว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า " กามทั้งหลายอุปมาเหมือนผลไม้ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก..."
คำว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ก็คือ มีโทษมาก เหล่าอริยสาวกจึงพากันเจริญฌานสี่อันมีเวทนาเป็นอุเบกขาที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกามตัณหาเป็นอย่างยิ่งด้วยการข่มไว้แล้วใช้เป็นบาทเจริญวิปัสสนาก็จะสะดวก เพราะไม่มีกามต้ณหารบกวน และเนื่องจากการเจริญฌานได้ก้าวหน้าดีต้องเป็นผู้ยิ่งด้วยศีล ดังนั้นอริยสาวกประเภทนี้ เมื่อบรรลุมรรคผลก็จะได้วิชชา 3 ด้วย(ปุพเพนิวาสานุสติญาณ, จุตูปปาตญาณ, อาสวักขยญาณ) จริงอย่างนั้นสมดังในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวไว้ว่า อุปนิสัยแห่งความเป็นผู้ได้วิชชา 3 เป็นอันทรงประกาศแล้วด้วยศีล
เพราะอาศัยศีลสมบัติ ภิกษุจึงบรรลุวิชชา 3 ได้ มิใช่จะบรรลุได้เพราะอาศัยธรรมอย่างอื่นจากศีลสมบัตินั้น อุปนิสัยแห่งความเป็นผู้ได้อภิญญา 6 เป็นอันทรงประกาศแล้วด้วยสมาธิ อุปนิสัยแห่งความแตกฉานในปฏิสัมภิทา 4 เป็นอันทรงประกาศแล้วด้วยปัญญา
ดังนั้นเพื่อนสหธรรมิก ประสงค์ความสะดวกในการเจริญวิปัสสนา โดยไม่ถูกโทษของกามตัณหาคอบงำและได้วิชชา 3 เป็นอานิสงส์ด้วยพึงใส่ใจศึกษารายละเอียดเรื่องโทษของกามในโปตลิยสูตรเถิด
-----------------------
