แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มหาปัฏฐาน แสดงบทความทั้งหมด

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สรุปปัจจัย ๒๔ (พิสดาร ๕๒)

    ๑. นามเป็นปัจจัยแก่นาม ๘ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย อาเสวน อนันตรกัมม สัมปยุตต นัตถิ วิคต 

    ๒. นามเป็นปัจจัยแก่รูป ๔ ปัจจัย คือ ปัจฉาชาต ปัจฉาชาติวิปปยุตต ปัจฉาชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต

    ๓. นามเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๙ ปัจจัย คือ เหตุ สหชาตาธิป สหชาติกัมม  นานักขณิกกัมม วิปาก นามอาหาร นามอินทรีย์ ฌาน มัคค

    ๔. รูปเป็นปัจจัยแก่รูป ๖ ปัจจัย คือ รูปอาหาร รูปชีวิตินทรีย อาหารัตถิ อินทริยัตถิ อาหารอวิคต อินทริยอวิคต

    ๕. รูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๑๕ ปัจจัย คือ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย วัตถุปุเรชาต อารัมมณปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปุเรชาตินทรีย วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต วัตถุปเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาติตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ วัตถุปุเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต

    ๖. นามรูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณาธิปติ อารัมมนูปนิสสย 

    ๗. นามรูปเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๖ ปัจจัย คือ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตินิสสย สหชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ สหชาตอวิคต

    ๘. บัญญัติ นามรูป เป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ ปกตูปนิสสย


แสดงปัจจัยตามกาล

    ๑. ปัจจัยที่จัดเป็นปัจจุบันกาล ๔๐ ปัจจัย คือ เหตุ สหชาตาธิปติ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ สหชาต อัญญมัญญู สหชาตนิสสย วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย วัตถุปุเรชาต อารัมมณปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปัจฉาชาต สหชาตกัมม วิปาก นามอาหาร รูปอาหาร ปูเรชาตินทริย รูปชีวิตินทริย สหชาตินทริย ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต อัตถุปัจจัย ๗ ปัจจัย อวิคตปัจจัย ๗ ปัจจัย

    ๒. ปัจจัยที่เป็นอดีตกาลมี ๘ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย อาเสวน อนันตรกัมม นานักขณิกกัมม นัตถิ วิคต

    ๓. ปัจจัยที่เป็นทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต มี ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณาธิปติ และ อารัมมนูปนิสสย

    ๔. ปัจจัยที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต และกาลวิมุติ มี ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณปัจจัย และปกตูปนิสสยปัจจัย


สรุปอำนาจของปัจจัย

    ๑. ปัจจัยที่เป็นชนกสัตติ มี ๙ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย นานักขณิกกัมม อนันตรกัมม อาเสวน นัตถิ วิคต 

    ๒. ปัจจัยที่เป็นอุปถัมภกสัตติ มี ๔ ปัจจัย คือ ปัจฉาชาตปัจฉาชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต

    ๓. ปัจจัยที่เป็นอนุบาลกสัตติ มี ๓ ปัจจัย คือ รูปชีวิตินทรีย์ อินทริยัตถิ และ อินทริยอวิคต

    ๔. ปัจจัยที่เป็นทั้งชนกสัตติ และอุปถัมภกสัตติ มี ๓๖ ปัจจัย เว้นปัจจัยที่กล่าว มาแล้ว ๑๖ ปัจจัย

   อนึ่ง สำหรับรูปอาหารปัจจัย อาหารัตถิ และอาหารอวิคต ๓ ปัจจัยนี้ ในอรรถกถาปัญจปกรณ์ บาลีหน้า ๕๐๔ ใช้ว่า ชนกสัตติ และอนุปาลกสัตติ


สรุปปัจจัยตามภูมิ

    ๑. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในปัญจโวการภูมิ มีครบทั้ง ๒๔ หรือ ๕๒ ปัจจัย 

    ๒. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในจตุโวการภูมิ มี ๒๖ ปัจจัย คือ เหตุ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญู สหชาดนิสสย อุปนิสสย ๓ ปัจจัย อาเสวน กัมมปัจจัย ๓ ปัจจัย วิปาก นามอาหาร นามอินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต 

    ๓. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในเอกโวการภูมิมี ๙ ปัจจัย คือ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตินิสสย นานักขณิกกัมม รูปชีวิตินทรีย์ สหชาตัตถิ อินทริยัตถิ สหชาตอวิคต อินทรียอวิคต


สรุปปัจจัยในสังขยาวาระ ๑๓ วาระในอนุโลมนัย

   ในอนุโลมนัยมีสังขยาวาระอย่างมาก ๑๓ วาระ อย่างน้อย ๑ วาระ ในจำนวน ๑๓ วาระนี้ แต่ละวาระมีปัจจัยสงเคราะห์มากน้อยต่างกันดังแสดงมาแล้ว เพื่อความชัดเจนจะขอ สรุปปัจจัยทั้งหมดที่รวมลงในวาระแต่ละวาระดังนี้

    ๑. กุ - กุ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๓ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญู สหชาตนิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อาเสวน สหชาตกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

   ๒. กุ - อกุ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๔ ปัจจัย

คือ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ อารัมมนูปนิสสย และปกตูปนิสสย ไม่เกิดขึ้นด้วย อำนาจของปัจจัยที่เหลือ

    ๓. กุ - อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๗ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต สหชาตนิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย ปัจฉาชาต สหชาติกัมม นานักขณิกกัมม อนันตรกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สหชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ ปัจฉาชาตตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ปัจฉาชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

    ๔. กุ - กุ. อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๑ ปัจจัย

คือ เหตุ สหชาตาธิปติ สหชาต สหชาตินิสสัย สหชาติกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สหชาตัตถิ สหชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ 

    ๕. อกุ - อกุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๓ ปัจจัย เช่นเดียวกับ กุ - กุ 

    ๖. อกุ - กุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ และปกตูปนิสสย 

    ๗. อกุ - อัพ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๔ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต สหชาตนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย ปัจฉาชาต สหชาตกัมม นานักขณิกกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัค สหชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต สหชาต ปัจฉาชาต นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ปัจฉาชาตอวิคต

    ๘. อกุ - อกุ.อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๑ ปัจจัย เหมือนกับ กุ - กุ.

    ๙. อัพ  อัพ - อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๔๙ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต

อัญญมัญญ สหชาตนิสสย วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตินิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน สหชาตกัมม วิปาก นามอาหาร รูปอาหาร รูปชีวิตินทรีย์ สหชาตินทรีย์ วัตถุปุเรชาตินทรีย์ ฌาน มัค สัมปยุตต สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ วัตถุปเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาตัตถิ ปัจฉาชาตัตถิ อาหารัตถิ อินทริยัตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต วัตถุปเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต อาหารอวิคต อินทริยอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ คือ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ นานักขณิกกัมม และอนันตรกัมม

    ๑๐. อัพ - กุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๒ ปัจจัย

คือ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณ ปุเรชาตินิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อารัมมณปุเรชาต วัตถุปเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาตัตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ นัตถิ วิคต วัตถุปุเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ ๓๐

    ๑๑. อัพ - อกุ เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๒ ปัจจัย เช่นเดียวกับ อัพ - กุ 

    ๑๒. กุ - อัพ.กุ วาระนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัยร่วมกัน ที่เรียกว่า มิสสกวาระ ด้วยอำนาจของนิสสย อัตถิ อวิคต คือ ด้วยอำนาจของสหชาตนิสสยปัจจัย และ วัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจัยคู่หนึ่ง ด้วยอำนาจของสหชาตัตถิร่วมกับวัตถุปุเรชาตัตถิคู่หนึ่ง ด้วย อำนาจของสหชาตอวิคต ร่วมกับ วัตถุปุเรชาตอวิคตอีกคู่หนึ่ง รวม ๓ คู่ ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ ของปัจจัยนอกนี้

    ๑๓. อกุ - อัพ.อกุ วาระนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัยร่วมกัน รวม ๓ คู่ เช่นเดียวกับใน กุ - อัพ.กุ ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยนอกนี้ 


ความหมายของปัจจัยตามนัยอรรถกถา

    ๑. เหตุ จ โส ปจฺจโย จาติ เหตุปัจจโย ฯ เหตุนั้นแหละเป็นปัจจัย จึงชื่อว่า เหตุปัจจัย

    ๒. อารมฺมณภาเวน อุปการโก ธมฺโม อารมฺมณปจฺจโย ฯ ธรรมที่ช่วยอุปการะ (อุดหนุนกัน ) โดยความเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อารัมมณปัจจัย

    ๓. เชฎฺฐกฎฺเฐน อุปการโก ธมโม อธิปติปจฺจโย ฯ ธรรมที่อุปการะ (อุดหนุนกัน ) โดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า อธิปติปัจจัย

    ๔. อนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม อนนฺตรปจฺจโย ฯ สมนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม สมนนฺตรปจฺจโย ฯ ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความไม่มีระหว่างคั่น ชื่อว่า อนันตรปัจจัย ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี ชื่อว่า สมนันตรปัจจัย

    ๕. อุปฺปชฺชมาโน สหอุปฺปาทนภาเวน อุปการโก ธมโม สหชาตปจฺจโย ปภาสสฺส ปทีโป วิย ฯ ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เรียกว่า สหชาตปัจจัย เหมือนประทีปโคมไฟเป็นปัจจัยแก่แสงสว่าง ฉะนั้น

    ๖. อญฺญมญฺญํ อุปาทนูปตฺถมฺภนภาเวน อุปการโก ธมฺโม อญฺญมญฺญปจฺฺจโย อญฺญมญฺปตฺถมฺภกํ ติทณฺฑํวิย ฯ ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน ) โดยความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้น ชื่อว่า อัญญมัญญปัจจัย ดุจไม้ ๓ อัน อุปถัมภ์ซึ่งกันและกันจึงตั้งอยู่ได้

    ๗. อธิฏฺฐานากาเรน นิสฺสยากาเรน จ อุปการโก ธมฺโม นิสฺสยปจฺจโย ตรุจิตฺตกมฺมาทีนํ ปฐวีปฏาทโย วิย ฯ ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยอาการตั้งมั่นประการหนึ่ง โดยการอิงอาศัยกัน ประการหนึ่ง ชื่อว่า นิสสยปัจจัย เหมือนแผ่นดินและแผ่นผ้าเป็นต้น เป็นปัจจัยแก่ต้นไม้และ จิตรกรรม คือ ภาพวาดเขียนเป็นต้น

    ๘. ยถา ปน ภูโส อายาโส อุปายาโส เอวํ ภูโส นิสสโย อุปนิสสโย ฯ พลวการณสฺเสตํ อธิวจนํ ฯ ตสฺมา พลวการณภาเวน อุปการโก ธมฺโม อุปนิสฺสยปจฺจโยติ เวทิตพฺโพ ฯ แปลว่า เหมือนอย่างว่า ธรรมใดอันเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้ามีอยู่ฉันใด ธรรมที่ชื่อว่า อุปนิสสยปัจจัย ก็ฉันนั้น คำว่า อุปนิสสยะนี้เป็นชื่อของปัจจัยที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้น ธรรมที่อุปการะกันโดยความเป็นปัจจัยที่มีกำลังมาก บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นอุปนิสสยปัจจัย

    ๙. อิติ อตฺตโน อตฺตโน อนนฺตรํ อนุรูปจิตตุปฺปาทวเสน อนนฺตรปจฺจโย พลวการณวเสน อนนฺตรูปนิสฺสโยติ เอวเมเตสํ นานตฺตํ เวทิตพฺพํฯ แปลว่า อนันตรปัจจัย ย่อมเกิดด้วยความสามารถแห่งอันยังจิตตุปบาทอันสมควรให้เกิดขึ้นในลำดับของตน ๆ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ย่อมเกิดด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบความต่างกันแห่งปัจจัยทั้ง ๒ เหล่านั้น อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้

    ๑๐. ปกตูปนิสฺสโย ปน ปกโต อุปนิสสโย ปกตูปนิสสโย ฯ ปกโต นาม อตฺตโน สนุตาเน นิปผาทิโต วา สทฺธาสีลาทิ อุปเสวิโต วา อุตุโภชนาทิ ฯ ปกติยาเยว วา อุปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ อารมฺณานนฺตเรหิ อสมฺมิสฺโสติ อตฺโถ ฯ แปลว่า ปกตูปนิสสยะได้แก่เหตุธรรมอันเป็นที่อาศัยที่มีกำลังอย่างแรงกล้า ที่ได้ทำมา เสร็จแล้ว ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย ศรัทธา และศีลเป็นต้น ที่ตนให้สำเร็จแล้วในสันดานของตน หรือว่า อุตุและโภชนะเป็นต้น ที่ตนเข้าไปเสพแล้ว ชื่อว่า ปกตะ อีกอย่างหนึ่ง อุปนิสสัยตามปกติของตนเท่านั้น ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย อธิบายว่า ปกตูปนิสสยปัจจัยนี้ เป็นปัจจัยที่ไม่เจือด้วย อารัมมณปัจจัย และอนันตรปัจจัย

    ๑๑. ปฐมตรํ อุปฺปชฺชิตฺวา วตฺตมานภาเวน อุปการโก ธมฺโม ปุเรชาตปจฺจโย ฯ แปลว่าธรรมที่อุปการะกัน โดยความเกิดขึ้นก่อนแล้วเป็นไป ชื่อว่า ปุเรชาตปัจจัย

    ๑๒. เรชาตานํ รูปธมฺมานํ อุปตฺถมฺภกฎฺเฐน อุปการโก อรูปธมฺโม ปจฉาชาตปจฺจโย คิชฌโปตกสรีรานํ อาหาราสาเจตนา วิย ฯ แปลว่า นามธรรมที่อุปการะแก่รูปธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย เพราะอรรถว่าเป็นธรรมที่ให้การอุปถัมภ์ ดุจเจตนาของลูกนกแร้งที่หวังในอาหารเป็นปัจจัยแก่ สรีระของลูกนกแร้งฉะนั้น

    ๑๓. อาเสวนฏฺเฐน อนนฺตรานํ ปคุณพลวภาวาย อุปการโก ธมฺโม อาเสวนปญฺจโย คนฺถาทีสุ ปุริมปริมาภิโยโค วิย ฯ แปลว่า ธรรมที่อุปการะกันโดยความที่อนันตรปัจจัยทั้งหลาย เป็นสภาพมีกำลังมาก เพราะอรรถว่าเสพบ่อยๆ ชื่อว่า อาเสวนปัจจัย เปรียบเหมือนบุคคลผู้ใคร่ในการศึกษา ใคร่ครวญวิชาความรู้ที่เกิดก่อนๆ ในที่ทั้งหลายมีในคัมภีร์เป็นต้น

    ๑๔. จิตฺตปฺปโยคสงฺขาเตน กิริยาภาเวน อุปการโก ธมฺโม กมุมปัจจโย ฯ แปลว่า ธรรมที่อุปการะกันโดยเป็นภาวะแห่งการกระทำอันนับเนื่องในจิตตปโยคะ คือ การประกอบกับจิต ชื่อว่า กัมมปัจจัย

    ๑๕. นิรุสฺสาหสนฺตภาเวน นิรุสฺสาหสนตภาวาย อุปการโก วิปากธมฺโม วิปากปจฺจโย ฯ แปลว่า ธรรมที่เป็นวิปากอุปการะกันโดยความเป็นธรรมที่ไม่มีความอุตสาหะ และเป็นธรรมที่สงบแล้วแก่ธรรมที่ไม่มีความอุตสาหะ และเป็นธรรมอันสงบแล้ว ชื่อว่า วิปากปัจจัย

    ๑๖. รูปารูปานํ อุปตฺถมฺภกฎฺเฐน อุปการกา จตฺตาโร อาหารา อาหารปัจจโย ฯ แปลว่า อาหาร ๔ เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถว่าเป็นธรรมอุปถัมภ์แก่รูปธรรมและ นามธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า อาหารปัจจัย

    ๑๗. อธิปตฺยฎฺเฐน อุปการกา อิตถินทรียปุริสินทรียวชฺชา วีสตินฺทริยา อินฺทฺริยปจฺจโย ฯ แปลว่า อินทรีย์ ๒๐ ยกเว้นอิตถินทรีย์ และปุริสินทรีย์เสีย เป็นธรรมอุปการะ ด้วย อรรถว่าเป็นใหญ่ คือ เป็นธรรมปกครอง ชื่อว่า อินทรียปัจจัย

    ๑๘. อุปนิชฺฌายนฏฺเฐน  อุปการกานิ ฐเปตฺวา ทฺวิปญฺจวิญญาเณสุ กายิกสุขทุกฺข เวทนาทฺวยํ สพฺพานิปิ กุสลาทิเภทานิ สตฺต ฌานงฺคานิ ฌานปจฺจโย ฯ แปลว่า ยกเว้นหมวด ๒ แห่งสุขทุกข์ของเวทนาอันเป็นไปทางกายในทวิปัญจวิญญาณทั้งหลายแล้ว องค์ฌาน ๗ อันต่างด้วยกุศลเป็นต้น แม้ทั้งปวง เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถ ว่าเข้าไปเพ่งซึ่งอารมณ์ ชื่อว่า ฌานปัจจัย

    ๑๙. ยโต ตโต วา นิยุยานฏฺเฐน อุปการกานิ กุสลาทิเภทานิ ทฺวาทส มคฺคงฺคานิ มคฺคปจจโย ฯ แปลว่า องค์แห่งมรรค ๑๒ อันต่างด้วยกุศลเป็นต้น เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถว่า การนำออกไปจากที่ใด หรือว่าจากที่นั้น ชื่อว่า มัคคปัจจัย

    ๒๐. เอกวตฺถุเอการมฺมณเอกุปปาเทกนิโรธสงฺขาเตน สมฺปยุตฺตภาเวน อุปการกา อรูปธมฺมา สมฺปยุตฺตปจฺจโย  ฯ แปลว่า อรูปธรรมที่อุปการะกัน กล่าวคือ มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกันและเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ชื่อว่า สัมปยุตตปัจจัย

    ๒๑. เอกวตฺถุกาทิภาเวนุปคเมน อุปการกา รูปิโน ธมฺมา อรูปีนํ อรูปิโนปิ รูปีนํ วิปฺปยุตฺตปจฺจโย ฯ แปลว่า รูปธรรมทั้งหลายที่อุปการะแก่อรูปธรรมทั้งหลาย โดยความไม่เข้าถึงความเป็นแห่งธรรมที่มีวัตถุเดียวกันเป็นต้นก็ดี อรูปธรรมทั้งหลายที่อุปการะแก่รูปธรรมทั้งหลาย โดยการไม่เข้าถึงซึ่งความเป็นแห่งธรรมที่มีวัตถุเดียวกันเป็นต้นก็ดี ชื่อว่า วิปปยุตตปัจจัย

    ๒๒. ปจฺจุปฺปนฺนลกฺขเณน อตฺถิภาเวน ตาทิสสฺเสว ธมฺมสฺส อุปตฺถมฺภกฏฺเฐน อุปการโก ธมฺโม อตฺถิปจฺจโย ฯ แปลว่า ธรรมที่อุปการโดยอรรถว่าอุปถัมภ์แก่ธรรมที่มีสภาพเช่นเดียวกันนั่นแหละ โดยลักษณะที่กังลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าอันเป็นสภาพที่มีอยู่ ชื่อว่า อัตถิปัจจัย

    ๒๓. อตฺตโน อนนฺตรํ อุปฺปชฺมานานํ ปวตฺติโอกาสทาเนน อุปการกา สมนนฺตรนิรุทฺธา อรูปธมฺมา นตฺถิปจฺจโย ฯ แปลว่า  อรูปธรรมทั้งหลายที่ดับไปแล้วในระหว่าง เป็นธรรมอุปการะโดยการให้โอกาสความเป็นไปแก่รูปธรรมทั้งหลายที่เกิดในลำดับของตน ชื่อว่า นัตถิปัจจัย

    ๒๔. เต เอว วิคตภาเวน อุปการกตฺตา วิคตปจฺจโย ฯ แปลว่า  สภาพธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ เป็นธรรมอุปการะโดยความเป็นธรรมที่ปราศจากไปแล้ว ชื่อว่า วิคตปัจจัย

    ๒๕. อตฺถิปจฺจยธมฺมา เอว อวิคตภาเวน อุปการกตฺตา อวิคตปจฺจโยติ เวทิตพฺพา ฯ เทสนาวิลาเสน ปน ตถา วิเนตพฺพเวเนยฺยวเสน วา อยํ ทุโก วุตฺโต สเหตุกทุกํ วตฺวาปิ เหตุสมฺปยุตฺตทุกาทโย วิยาติ ฯ แปลว่า ธรรม คือ อัตถิปัจจัยนั่นเทียว เป็นธรรมอุปการะโดยความเป็นธรรมที่ยังไม่ปราศจากไป บัณฑิตพึงทราบว่าเป็น อวิคตปัจจัย อนึ่ง ทุกะปัจจัย คือ ปัจจัย ๒ ปัจจัย (อัตถิ อวิคต)  นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยเทศนาวิลาส คือ ให้เทศนานั้นวิจิตรพิศดารยิ่งขึ้น หรือเทศนาด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์ที่พระองค์พึงแนะนำได้โดยประการนั้น ดุจเหตุสัมปยุตตทุกะเป็นต้น ซึ่งความหมายเหล่านี้มีแสดงไว้ในอุทเทสวาระ ในอรรถกถาปัญจปกรณ์บาลี หน้า ๔๕๕-๔๖๗ ท่านที่สนใจความละเอียดลึกซึ้งพึงเข้าไปศึกษาดูเถิด

------///-----


[full-post]



 สรุปปัจจัย ๒๔ (พิสดาร ๕๒)

---------------------

***การแสดงการอุปการกันของปัจจัยและปัจจยุปบัน โดยความเป็น นาม-รูป-บัญญัติ

      ๑. นามเป็นปัจจัยแก่นาม ๘ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย อาเสวน อนันตรกัมม สัมปยุตต นัตถิ วิคต

      ๒. นามเป็นปัจจัยแก่รูป ๔ ปัจจัย คือ ปัจฉาชาต ปัจฉาชาติวิปปยุตต ปัจฉาชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต

      ๓. นามเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๙ ปัจจัย คือ เหตุ สหชาตาธิป สหชาติกัมม นานักขณิกกัมม วิปาก นามอาหาร นามอินทรีย์ ฌาน มัคค

      ๔. รูปเป็นปัจจัยแก่รูป ๖ ปัจจัย คือ รูปอาหาร รูปชีวิตินทรีย อาหารัตถิ อินทริยัตถิ อาหารอวิคต อินทริยอวิคต

      ๕. รูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๑๕ ปัจจัย คือ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย วัตถุปุเรชาต อารัมมณปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปุเรชาตินทรีย วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต วัตถุปเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาติตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ วัตถุปุเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต

      ๖. นามรูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณาธิปติ อารัมมนูปนิสสย

      ๗. นามรูปเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๖ ปัจจัย คือ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตนิสสย สหชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ สหชาตอวิคต

      ๘. บัญญัติ นามรูป เป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ ปกตูปนิสสย


***แสดงปัจจัยตามกาล

      ๑. ปัจจัยที่จัดเป็นปัจจุบันกาล ๔๐ ปัจจัย คือ เหตุ สหชาตาธิปติ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตนิสสย วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย วัตถุปุเรชาต อารัมมณปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปัจฉาชาต สหชาตกัมม วิปาก นามอาหาร รูปอาหาร ปูเรชาตินทริย รูปชีวิตินทริย สหชาตินทริย ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต อัตถิปัจจัย ๗ ปัจจัย อวิคตปัจจัย ๗ ปัจจัย

      ๒. ปัจจัยที่เป็นอดีตกาลมี ๘ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย อาเสวน อนันตรกัมม นานักขณิกกัมม นัตถิ วิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต มี ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณาธิปติ และ อารัมมนูปนิสสย

      ๔. ปัจจัยที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต และกาลวิมุติ มี ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณปัจจัย และปกตูปนิสสยปัจจัย


***สรุปอำนาจของปัจจัย

      ๑. ปัจจัยที่เป็นชนกสัตติ มี ๙ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย นานักขณิกกัมม อนันตรกัมม อาเสวน นัตถิ วิคต

      ๒. ปัจจัยที่เป็นอุปถัมภกสัตติ มี ๔ ปัจจัย คือ ปัจฉาชาตปัจฉาชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นอนุบาลกสัตติ มี ๓ ปัจจัย คือ รูปชีวิตินทรีย์ อินทริยัตถิ และ อินทริยอวิคต

      ๔. ปัจจัยที่เป็นทั้งชนกสัตติ และอุปถัมภกสัตติ มี ๓๖ ปัจจัย เว้นปัจจัยที่กล่าว มาแล้ว ๑๖ ปัจจัย

      อนึ่ง สำหรับรูปอาหารปัจจัย อาหารัตถิ และอาหารอวิคต ๓ ปัจจัยนี้ ในอรรถกถาปัญจปกรณ์ บาลีหน้า ๕๐๔ ใช้ว่า ชนกสัตติ และอนุปาลกสัตติ


***สรุปปัจจัยตามภูมิ

      ๑. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในปัญจโวการภูมิ มีครบทั้ง ๒๔ หรือ ๕๒ ปัจจัย

      ๒. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในจตุโวการภูมิ มี ๒๖ ปัจจัย คือ เหตุ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญู สหชาดนิสสย อุปนิสสย ๓ ปัจจัย อาเสวน กัมมปัจจัย ๓ ปัจจัย วิปาก นามอาหาร นามอินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในเอกโวการภูมิมี ๙ ปัจจัย คือ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตินิสสย นานักขณิกกัมม รูปชีวิตินทรีย์ สหชาตัตถิ อินทริยัตถิ สหชาตอวิคต อินทรียอวิคต


***สรุปปัจจัยในสังขยาวาระ ๑๓ วาระในอนุโลมนัย

      ในอนุโลมนัยมีสังขยาวาระอย่างมาก ๑๓ วาระ อย่างน้อย ๑ วาระ ในจำนวน ๑๓ วาระนี้ แต่ละวาระมีปัจจัยสงเคราะห์มากน้อยต่างกันดังแสดงมาแล้ว เพื่อความชัดเจนจะขอ สรุปปัจจัยทั้งหมดที่รวมลงในวาระแต่ละวาระดังนี้

      ๑. กุ - กุ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๓ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญู สหชาตนิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อาเสวน สหชาตกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๒. กุ - อกุ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๔ ปัจจัย

คือ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ อารัมมนูปนิสสย และปกตูปนิสสย ไม่เกิดขึ้นด้วย อำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๓. กุ - อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๗ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต สหชาตนิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย ปัจฉาชาต สหชาติกัมม นานักขณิกกัมม อนันตรกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สหชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ ปัจฉาชาตตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ปัจฉาชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๔. กุ - กุ. อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๑ ปัจจัย

คือ เหตุ สหชาตาธิปติ สหชาต สหชาตินิสสัย สหชาติกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สหชาตัตถิ สหชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๕. อกุ - อกุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๓ ปัจจัย เช่นเดียวกับ กุ - กุ

      ๖. อกุ - กุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ และปกตูปนิสสย

      ๗. อกุ - อัพ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๔ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต สหชาตนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย ปัจฉาชาต สหชาตกัมม นานักขณิกกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัค สหชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต สหชาต ปัจฉาชาต นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ปัจฉาชาตอวิคต

      ๘. อกุ - อกุ.อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๑ ปัจจัย เหมือนกับ กุ - กุ.

      ๙. อัพ อัพ - อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๔๙ ปัจจัย คือ- 

      เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญ สหชาตนิสสย วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตินิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน สหชาตกัมม วิปาก นามอาหาร รูปอาหาร รูปชีวิตินทรีย์ สหชาตินทรีย์ วัตถุปุเรชาตินทรีย์ ฌาน มัค สัมปยุตต สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ วัตถุปเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาตัตถิ ปัจฉาชาตัตถิ อาหารัตถิ อินทริยัตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต วัตถุปเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต อาหารอวิคต อินทริยอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ คือ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ นานักขณิกกัมม และอนันตรกัมม

      ๑๐. อัพ - กุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณ ปุเรชาตินิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อารัมมณปุเรชาต วัตถุปเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาตัตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ นัตถิ วิคต วัตถุปุเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ ๓๐

      ๑๑. อัพ - อกุ เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๒ ปัจจัย เช่นเดียวกับ อัพ - กุ

      ๑๒. กุ - อัพ.กุ วาระนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัยร่วมกัน ที่เรียกว่า มิสสกวาระ ด้วยอำนาจของนิสสย อัตถิ อวิคต คือ ด้วยอำนาจของสหชาตนิสสยปัจจัย และ วัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจัยคู่หนึ่ง ด้วยอำนาจของสหชาตัตถิร่วมกับวัตถุปุเรชาตัตถิคู่หนึ่ง ด้วย อำนาจของสหชาตอวิคต ร่วมกับ วัตถุปุเรชาตอวิคตอีกคู่หนึ่ง รวม ๓ คู่ ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ ของปัจจัยนอกนี้

      ๑๓. อกุ - อัพ.อกุ วาระนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัยร่วมกัน รวม ๓ คู่ เช่นเดียวกับใน กุ - อัพ.กุ ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยนอกนี้


***ความหมายของปัจจัยตามนัยอรรถกถา

      ๑. เหตุ จ โส ปจฺจโย จาติ เหตุปัจจโย ฯ 

          เหตุนั้นแหละเป็นปัจจัย จึงชื่อว่า เหตุปัจจัย

      ๒. อารมฺมณภาเวน อุปการโก ธมฺโม อารมฺมณปจฺจโยฯ 

          ธรรมที่ช่วยอุปการะ (อุดหนุนกัน ) โดยความเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อารัมมณปัจจัย

      ๓. เชฏฺฐกฏฺเฐน อุปการโก ธมโม อธิปติปจฺจโย ฯ ธรรมที่อุปการะ (อุดหนุนกัน ) โดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า อธิปติปัจจัย

      ๔. อนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม อนนฺตรปจฺจโยฯ สมนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม สมนนฺตรปจฺจโย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความไม่มีระหว่างคั่น ชื่อว่า อนันตรปัจจัย ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี ชื่อว่า สมนันตรปัจจัย

      ๕. อุปฺปชฺชมาโน สห อุปฺปาทนภาเวน อุปการโก ธมโม สหชาตปจฺจโย ปภาสสฺส ปทีโป วิย ฯ

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เรียกว่า สหชาตปัจจัย เหมือนประทีปโคมไฟเป็นปัจจัยแก่แสงสว่าง ฉะนั้น

      ๖. อญฺญมญฺญํ อุปาทนูปตฺถมฺภนภาเวน อุปการโก ธมฺโม อญฺญมญฺญปจฺฺจโย อญฺญมญฺปตฺถมฺภกํ ติทณฺฑํวิย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน ) โดยความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้น ชื่อว่า อัญญมัญญปัจจัย ดุจไม้ ๓ อัน อุปถัมภ์ซึ่งกันและกันจึงตั้งอยู่ได้

      ๗. อธิฏฺฐานากาเรน นิสฺสยากาเรน จ อุปการโก ธมฺโม นิสฺสยปจฺจโย ตรุจิตฺตกมฺมาทีนํ ปฐวีปฏาทโย วิย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยอาการตั้งมั่นประการหนึ่ง โดยการอิงอาศัยกัน ประการหนึ่ง ชื่อว่า นิสสยปัจจัย เหมือนแผ่นดินและแผ่นผ้าเป็นต้น เป็นปัจจัยแก่ต้นไม้และ จิตรกรรม คือ ภาพวาดเขียนเป็นต้น

      ๘. ยถา ปน ภูโส อายาโส อุปายาโส เอวํ ภูโส นิสสโย อุปนิสสโย ฯ พลวการณสฺเสตํ อธิวจนํฯ ตสฺมา พลวการณภาเวน อุปการโก ธมฺโม อุปนิสฺสยปจฺจโยติ เวทิตพฺโพ ฯ

          แปลว่า เหมือนอย่างว่า ธรรมใดอันเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้ามีอยู่ฉันใด ธรรมที่ชื่อว่า อุปนิสสยปัจจัย ก็ฉันนั้น คำว่า อุปนิสสยะนี้เป็นชื่อของปัจจัยที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้น ธรรมที่อุปการะกันโดยความเป็นปัจจัยที่มีกำลังมาก บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นอุปนิสสยปัจจัย

      ๙. อิติ อตฺตโน อตฺตโน อนนฺตรํ อนุรูปจิตตุปฺปาทวเสน อนนฺตรปจฺจโย พลวการณวเสน อนนฺตรูปนิสฺสโยติ เอวเมเตสํ นานตฺตํ เวทิตพฺพํฯ

          แปลว่า อนันตรปัจจัย ย่อมเกิดด้วยความสามารถแห่งอันยังจิตตุปบาทอันสมควรให้เกิดขึ้นในลำดับของตนๆ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ย่อมเกิดด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบความต่างกันแห่งปัจจัยทั้ง ๒ เหล่านั้น อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้

      ๑๐. ปกตูปนิสฺสโย ปน ปกโต อุปนิสสโย ปกตูปนิสสโย ฯ ปกโต นาม อตฺตโน สนุตาเน นิปผาทิโต วา สทฺธาสีลาทิ อุปเสวิโต วา อุตุโภชนาทิ ฯ ปกติยาเยว วา อุปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ อารมฺณานนฺตเรหิ อสมฺมิสฺโสติ อตฺโถ ฯ

          แปลว่า ปกตูปนิสสยะได้แก่เหตุธรรมอันเป็นที่อาศัยที่มีกำลังอย่างแรงกล้า ที่ได้ทำมา เสร็จแล้ว ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย ศรัทธา และศีลเป็นต้น ที่ตนให้สำเร็จแล้วในสันดานของตน หรือว่า อุตุและโภชนะเป็นต้น ที่ตนเข้าไปเสพแล้ว ชื่อว่า ปกตะ อีกอย่างหนึ่ง อุปนิสสัยตามปกติของตนเท่านั้น ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย อธิบายว่า ปกตูปนิสสยปัจจัยนี้ เป็นปัจจัยที่ไม่เจือด้วย อารัมมณปัจจัย และอนันตรปัจจัย

      ๑๑. ปฐมตรํ อุปฺปชฺชิตฺวา วตฺตมานภาเวน อุปการโก ธมฺโม ปุเรชาตปจฺจโย ฯ 

           แปลว่าธรรมที่อุปการะกัน โดยความเกิดขึ้นก่อนแล้วเป็นไป ชื่อว่า ปุเรชาตปัจจัย

      ๑๒. ปุเรชาตานํ รูปธมฺมานํ อุปตฺถมฺภกฏฺเฐน อุปการโก อรูปธมฺโม ปจฉาชาตปจฺจโย คิชฌโปตกสรีรานํ อาหาราสาเจตนา วิย ฯ

           แปลว่า นามธรรมที่อุปการะแก่รูปธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย เพราะอรรถว่าเป็นธรรมที่ให้การอุปถัมภ์ ดุจเจตนาของลูกนกแร้งที่หวังในอาหารเป็นปัจจัยแก่ สรีระของลูกนกแร้งฉะนั้น

      ๑๓. อาเสวนฏฺเฐน อนนฺตรานํ ปคุณพลวภาวาย อุปการโก ธมฺโม อาเสวนปจฺจโย คนฺถาทีสุ ปุริมปริมาภิโยโค วิย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการะกันโดยความที่อนันตรปัจจัยทั้งหลาย เป็นสภาพมีกำลังมาก เพราะอรรถว่าเสพบ่อยๆ ชื่อว่า อาเสวนปัจจัย เปรียบเหมือนบุคคลผู้ใคร่ในการศึกษา ใคร่ครวญวิชาความรู้ที่เกิดก่อนๆ ในที่ทั้งหลายมีในคัมภีร์เป็นต้น

      ๑๔. จิตฺตปฺปโยคสงฺขาเตน กิริยาภาเวน อุปการโก ธมฺโม กมุมปจฺจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการะกันโดยเป็นภาวะแห่งการกระทำอันนับเนื่องในจิตตปโยคะ คือ การประกอบกับจิต ชื่อว่า กัมมปัจจัย

      ๑๕. นิรุสฺสาหสนฺตภาเวน นิรุสฺสาหสนตภาวาย อุปการโก วิปากธมฺโม วิปากปจฺจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่เป็นวิปากอุปการะกันโดยความเป็นธรรมที่ไม่มีความอุตสาหะ และเป็นธรรมที่สงบแล้วแก่ธรรมที่ไม่มีความอุตสาหะ และเป็นธรรมอันสงบแล้ว ชื่อว่า วิปากปัจจัย

      ๑๖. รูปารูปานํ อุปตฺถมฺภกฏฺเฐน อุปการกา จตฺตาโร อาหารา อาหารปจฺจโย ฯ 

           แปลว่า อาหาร ๔ เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถว่าเป็นธรรมอุปถัมภ์แก่รูปธรรมและ นามธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า อาหารปัจจัย

      ๑๗. อธิปตฺยฏฺเฐน อุปการกา อิตฺถินฺทฺริยปุริสินทฺริยวชฺชา วีสตินฺทฺริยา อินฺทฺริยปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อินทรีย์ ๒๐ ยกเว้นอิตถินทรีย์ และปุริสินทรีย์เสีย เป็นธรรมอุปการะ ด้วย อรรถว่าเป็นใหญ่ คือ เป็นธรรมปกครอง ชื่อว่า อินทรียปัจจัย

      ๑๘. อุปนิชฺฌายนฏฺเฐน อุปการกานิ ฐเปตฺวา ทฺวิปญฺจวิญญาเณสุ กายิกสุขทุกฺขเวทนาทฺวยํ สพฺพานิปิ กุสลาทิเภทานิ สตฺต ฌานงฺคานิ ฌานปจฺจโย ฯ

          แปลว่า ยกเว้นหมวด ๒ แห่งสุขทุกข์ของเวทนาอันเป็นไปทางกายในทวิปัญจวิญญาณทั้งหลายแล้ว องค์ฌาน ๗ อันต่างด้วยกุศลเป็นต้น แม้ทั้งปวง เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถ ว่าเข้าไปเพ่งซึ่งอารมณ์ ชื่อว่า ฌานปัจจัย

      ๑๙. ยโต ตโต วา นิยฺยานฏฺเฐน อุปการกานิ กุสลาทิเภทานิ ทฺวาทส มคฺคงฺคานิ มคฺคปจจโยฯ

          แปลว่า องค์แห่งมรรค ๑๒ อันต่างด้วยกุศลเป็นต้น เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถว่า การนำออกไปจากที่ใด หรือว่าจากที่นั้น ชื่อว่า มัคคปัจจัย

      ๒๐. เอกวตฺถุเอการมฺมณเอกุปฺปาเทกนิโรธสงฺขาเตน สมฺปยุตฺตภาเวน อุปการกา อรูปธมฺมา สมฺปยุตฺตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อรูปธรรมที่อุปการะกัน กล่าวคือ มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกันและเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ชื่อว่า สัมปยุตตปัจจัย

      ๒๑. เอกวตฺถุกาทิภาเวนุปคเมน อุปการกา รูปิโน ธมฺมา อรูปีนํ อรูปิโนปิ รูปีนํ วิปฺปยุตฺตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า รูปธรรมทั้งหลายที่อุปการะแก่อรูปธรรมทั้งหลาย โดยความไม่เข้าถึงความเป็นแห่งธรรมที่มีวัตถุเดียวกันเป็นต้นก็ดี อรูปธรรมทั้งหลายที่อุปการะแก่รูปธรรมทั้งหลาย โดยการไม่เข้าถึงซึ่งความเป็นแห่งธรรมที่มีวัตถุเดียวกันเป็นต้นก็ดี ชื่อว่า วิปปยุตตปัจจัย

      ๒๒. ปจฺจุปฺปนฺนลกฺขเณน อตฺถิภาเวน ตาทิสสฺเสว ธมฺมสฺส อุปตฺถมฺภกฏฺเฐน อุปการโก ธมฺโม อตฺถิปจฺจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการโดยอรรถว่าอุปถัมภ์แก่ธรรมที่มีสภาพเช่นเดียวกันนั่นแหละ โดยลักษณะที่กังลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าอันเป็นสภาพที่มีอยู่ ชื่อว่า อัตถิปัจจัย

      ๒๓. อตฺตโน อนนฺตรํ อุปฺปชฺมานานํ ปวตฺติโอกาสทาเนน อุปการกา สมนนฺตรนิรุทธา อรูปธมฺมา นตฺถิปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อรูปธรรมทั้งหลายที่ดับไปแล้วในระหว่าง เป็นธรรมอุปการะโดยการให้โอกาสความเป็นไปแก่รูปธรรมทั้งหลายที่เกิดในลำดับของตน ชื่อว่า นัตถิปัจจัย

      ๒๔. เต เอว วิคตภาเวน อุปการกตฺตา วิคตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า สภาพธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ เป็นธรรมอุปการะโดยความเป็นธรรมที่ปราศจากไปแล้ว ชื่อว่า วิคตปัจจัย

      ๒๕. อตฺถิปจฺจยธมฺมา เอว อวิคตภาเวน อุปการกตฺตา อวิคตปจฺจโยติ เวทิตพฺพา ฯ เทสนาวิลาเสน ปน ตถา วิเนตพฺพเวเนยฺยวเสน วา อยํ ทุโก วุตฺโต สเหตุกทุกํ วตฺวาปิ เหตุสมฺปยุตฺตทุกาทโย วิยาติ ฯ

           แปลว่า ธรรม คือ อัตถิปัจจัยนั่นเทียว เป็นธรรมอุปการะโดยความเป็นธรรมที่ยังไม่ปราศจากไป บัณฑิตพึงทราบว่าเป็น อวิคตปัจจัย 

           อนึ่งทุกะปัจจัย คือ ปัจจัย ๒ ปัจจัย (อัตถิ อวิคต) นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยเทศนาวิลาส คือ ให้เทศนานั้นวิจิตรพิศดารยิ่งขึ้น หรือเทศนาด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์ที่พระองค์พึงแนะนำได้โดยประการนั้น ดุจเหตุสัมปยุตตทุกะเป็นต้น ซึ่งความหมายเหล่านี้มีแสดงไว้ในอุทเทสวาระ ในอรรถกถาปัญจปกรณ์บาลี หน้า ๔๕๕-๔๖๗ ท่านที่สนใจความละเอียดลึกซึ้งพึงเข้าไปศึกษาดูเถิด


--------///-------


[full-post]



 ๙. ปัญหาวารวิภังค์แห่งอุปนิสสยปัจจัย

       ในอุปนิสสยปัจจัย ๓ อย่างนั้น อารัมมณูปนิสสยปัจจัย พร้อมทั้งองค์ธรรมเป็นต้น เหมือนกันกับอารัมมณาธิปติปัจจัยทุกประการ อนันตรูปนิสสยปัจจัยพร้อมทั้งองค์ธรรมเป็นต้น เหมือนกันกับอนันตรปัจจัยทุกประการ ฉะนั้น มิจำเป็นที่จะต้องแสดงอีก จะแสดงแต่ "ปกตูปนิสสยปัจจัย" อย่างเดียว


๙/๓. ปัญหาวารวิภังค์แห่งปกตูปนิสสยปัจจัย

    ก. กุสลบท

    กุสลปทาวสาน ใน กุสลบท (กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)


    วิธิพระบาลี

   ๑. กุสโล ธมฺโม กุสลสฺส ธมุมสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

       กุศลธรรมเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย ฯ 


    อนุวาทพระบาลี

       ๑) สทฺธํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ, สีลํ สมาทิยติ, อุโปสถกมฺมํ กโรติ, ฌานํ อุปฺปาเทติ, วิปสฺสนํ อุปฺปาเทติ, มคฺคํ อุปฺปาเทติ อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ สมาปตฺตึ อุปปาเทติ. 

       บุคคลใดอาศัยศรัทธา คือความเชื่อคุณของพระรัตนตรัย กรรมและผลของกรรม โลกนี้โลกหน้าเป็นต้นแล้วให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทำฌาน วิปัสสนาญาณ มรรค อภิญญา สมาบัติ เกิดขึ้น ฯ

       ๒) สีลํ สุตํ จาคํ ปญฺญํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฌานํ อุปฺปาเทติ วิปสฺสนํ อุปฺปาเทติ มคฺคํ อุปฺปาเทติ อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. 

       บุคคลใดอาศัยศีล ได้เห็น ได้ยิน บริจาค และความรู้แล้ว ให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทำฌาน วิปัสสนาญาณ มรรค อภิญญา สมาบัติ เกิดขึ้น

       ๓) สทฺธา สีลํ สุตํ จาโค ปญฺญา สทฺธาย สีลสฺส สุตสฺส จาคสฺส ปญฺญาย ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

          ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย

       ๔) ปฐมสฺส ฌานสฺส ปริกมฺมํ ปฐมสฺส ฌานสฺส, 

          ทุติยสฺส ฌานสฺส ปริกมฺมํ ทุติยสฺส ฌานสฺส, 

          ตติยสฺส ฌานสฺส ปริกมฺมํ ตติยสฺส ฌานสฺส, 

          จตุตฺถสฺส ฌานสฺส ปริกมฺมํ จตุตฺถสฺส ฌานสุส, 

          อากาสานญฺจายตนสฺส ปริกมฺมํ อากาสานญฺจายตนสฺส, 

          วิญฺญาณญฺจายตนสฺส ปริกมฺมํ วิญฺญาณญฺจายตนสฺส, 

          อากิญฺจญฺญายตนสฺส ปริกมฺมํ อากิญฺจญฺญายตนสฺส,

          เนวสญฺญานาสญฺญายตนสฺส ปริกมฺมํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสฺส 

          ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

       ปริกรรมคือภาวนา ที่เกิดก่อนปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนมาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยเฉพาะ ๆ ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย ฯ

       ๕) ปฐมํ ฌานํ ทุติยสฺส ฌานสฺส, 

           ทุติยํ ฌานํ ตติยสฺส ฌานสฺส, 

           ตติยํ ฌานํ จตุตฺถสฺส ฌานสฺส  

           จตุตฺถํ ฌานํ อากาสานญฺจายตนสฺส, 

           อากาสานญฺจายตนํ วิญฺญาณญฺจายตนสฺส, 

           วิญฺญาณญฺจายตนํ อากิญฺจญฺญายตนสฺส, 

           อากิญฺจญฺญายตนํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

       ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนมาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ตามลำดับ ด้วยอำนาจ

ปกตูปนิสสยปัจจัย

       ๖) ทิพฺพสฺส จกฺขุสฺส ปริกมฺมํ ทิพฺพสฺส จกฺขุสฺส, 

          ทิพฺพาย โสตธาตุยา ปริกมฺมํ ทิพฺพาย โสตธาตุยา, 

          อิทฺธิวิธญาณสฺส ปริกมฺมํ อิทฺธิวิธญาณสฺส, 

          เจโตปริยญาณสฺส ปริกมฺมํ เจโตปริยญาณสฺส, 

          ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส ปริกมฺมํ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส, 

          ยถากมฺมูปคญาณสฺส ปริกมฺมํ ยถากมฺมูปคญาณสฺส, 

          อนาคตํสญาณสฺส ปริกมฺมํ อนาคตํสญาณสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย.

       ปริกรรมคือภาวนา ที่เกิดก่อน ทิพพจักขุ ทิพพโสตะ อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ ทิพพจักขุ ทิพพโสตะ อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ โดยเฉพาะ ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย ฯ 

       ๗. ทิพฺพจกฺขุ ทิพฺพาย โสตธาตุยา, 

          ทิพฺพโสตธาตุ อิทฺธิวิธญาณสฺส, 

          อิทฺธิวิธญาณํ เจโตปริยญาณสฺส, 

          เจโตปริยญาณํ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส, 

          ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ ยถากมฺมูปคญาณสฺส, 

          ยถากมฺมูปคญาณิ อนาคตํสญาณสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

       ทิพพจักขุ ทิพพโสตะ อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ทิพพโสตญาณ อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสดิญาณ ยถากัมมูปญาณ อนาคตังสญาณ ตามลำดับ ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย ฯ

       ๘) ปฐมสฺส มคฺคสฺส ปริกมฺมํ ปรมสฺส มคฺคสฺส, 

          ทุติยสฺส มคฺคสฺส ปริกมฺมํ ทุติยสฺส มคฺคสฺส, 

          ตติยสฺส มคฺคสฺส ปริกมฺมํ ตติยสฺส มคฺดสฺส, 

          จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส ปริกมฺมํ จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

       ปริกรรมคือภาวนาที่เกิดก่อนโสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค โดยเฉพาะ ๆ ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย ฯ

       ๙. ปฐโม มคฺโค ทุติยสฺส มคฺคสฺส, ทุติโย มคฺโค ตติยสฺส มคฺคสฺส, ตติโย มคฺโด จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

       โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค ตามลำดับ ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย ฯ

       ๑๐. เสกฺขา มคฺคํ อุปนิสฺสาย อนุปฺปนฺนํ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทนฺติ(1) อุปฺปนฺนํ สมาปชฺชนฺติ, สงฺขาเร อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ. 

       พระเสกขบุคคลทั้งหลาย อาศัยมรรคที่ตนได้แล้ว ทำฌานสมาบัติที่ยังไม่เกิดให้เกิด เมื่อฌานเกิดแล้วก็เข้าฌานที่ได้ทำสำเร็จแล้วด้วยการอธิษฐาน ผลเสกขบุคคลทั้งหลายพิจารณาสังขารธรรมรูปนาม โดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ฯ

       ๑๑. มคฺโค เสกฺขานํ อตฺถปฏิสมฺภิทาย ธมฺมปฏิสมฺภิทาย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย ฐานาฐานโกสลฺลสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

       มรรคของพระเสกขบุคคลทั้ง ๓ เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่อัตถปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานเนื้อความพระไตรปิฎก) ธรรมปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในธรรมภาษามคธ บาลี ไวยากรณ์) นิรุตติปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในภาษาต่างๆ) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานทั้งประการดังที่กล่าวแล้วนี้) และความฉลาดในเหตุที่สมควรและไม่สมควร" ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย ฯ

      (1)๑๐ ที่ว่า "เสกฺขา มคฺคํ อุปนิสฺสาย อนุปฺปนฺนํ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ" นี้หมายเอามัคคสิทธิฌาน คือฌานที่สำเร็จด้วยอำนาจมรรค (คนที่เคยได้ฌานในภพก่อน ๆ หรือปรารถนาให้สมาบัติเกิดในขณะมรรคเกิด)

      การรู้เหตุอันสมควรและไม่สมควรนี้ รู้ด้วยปัญญาในมหากุศลญาณสัมปยุตตะก็มี รู้ด้วยอภิญญาก็มี เข้ากับยถากัมมูปคอภิญญา

      ฆฏนาไม่มี เพราะปัจจัยนี้มีอำนาจเป็นพิเศษอยู่แล้ว

-----------------

จำแนกบท และ แสดงองค์ธรรม

     ในวิธิพระบาลี - 

     กุสโล ธมฺโม องค์ธรรมได้แก่ กุศลจิตอุปบาท ๒๐ ที่เป็นพลวะมีกำลังมาก (เว้นอรหัตตมรรคจิต ๑) เป็นปัจจัย

     กุสลสฺส ธมฺมสฺส องค์ธรรมได้แก่ กุศลจิตตุปบาท ๒๐ เป็นปัจจยุปบัน

     - ว่าโดย กาล เป็นไปใน ปวัตติกาล

     - ว่าโดย ภูมิ เป็นไปใน จตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ

     - ว่าโดย บุคคล เป็นไปใน ปุถุชน ๔ อริยบุคคล ๗ (เว้นพระอรหันต์)

     - ว่าโดย วิถี  เป็นไปใน ปัญจทวารวิถี กามชวนะ และอัปปนาชวนมโนทวารวิถี

     ปกตูปนิสุสยปจุจเยน แสดงให้รู้ถึงอำนาจของปกตูปนิสสยปัจจัยอย่างเดียว ไม่มีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาช่วยอุปการะในคราวเดียวกันแต่ประการใด

     ปจฺจโย ฯลฯ ในอนุวาทพระบาลี องค์ธรรม กาล ภูมิ เป็นตัน พึงเข้าใจตามคำแปล

---------------------

อกุสลปทาวสาน ใน กุสลบท

วิธิพระบาลี

     - กุสโล ธมฺโม อกุสลสฺส ธมฺมสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

       (กุศลธรรมเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

อนุวาทพระบาลี

     ๑) สทฺธํ อุปนิสฺสาย มานํ ชปเปติ ทิฏฺฐึ คณฺหาติ, สีลํ สุตํ จาคํ ปญฺญํ อุปนิสฺสาย มานํ ชปฺเปติ ทิฏฐึ คณฺหาติ. 

        (บุคคลใดอาศัยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาของตนแล้ว ย่อมทำมานะที่ยังไม่เกิดให้เกิด มีการถือเอาความเห็นผิด)

     ๒) สทฺธา สีลํ สุตํ จาโค ปญฺญา ราคสฺส โทสสฺส โมหสฺส มานสฺส ทิฏฺฐิยา ปตฺถนาย ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

        (ศรัทธา ศีล สุต จาคะ ปัญญา เป็นปัจชัย ช่วยแก่อุปการะแก่ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฎฐิ และโลภะที่มีสภาพปรารถนาภวสมบัติ ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย


จำแนกบท และ แสดงองค์ธรรม

     ในวิธิพระบาลี 

     "กุสโล ธมฺโม" องค์ธรรมได้แก่ โลกียกุศลจิตตุปบาท ๑๗ ที่เป็นพลวะมีกำลังมาก เป็นปัจจัย

     "อกุสลสุส ธมฺมสฺส" องค์ธรรมได้แก่ อกุศลจิตอุปบาท ๑๒ เป็นปัจจยุปบัน

     ว่าโดย กาล เป็นไปใน ปวัตดิกาล

     ว่าโดย ภูมิ เป็นไปใน จตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ

     ว่าโดย บุคคล เป็นไปใน ปุถุชน ๕ ผลเสกขบุคคล ๓

     ว่าโดย วิถี ธรรมที่เป็นปัจจัย เป็นไปใน ปัญจทวารวิถี กามชวนมโนทวารวิถี ฌานวิถี ธรรมที่เป็นปัจจยุปบัน เป็นไปใน ปัญจทวารวิถี กามชวนมโนทวารวิถี 

     ปกตูปนิสุสยปจุจเยน แสดงให้รู้ถึงอำนาจของปกตูปนิสสยปัจจัยอย่างเดียว

     ปจฺจโย ฯลฯ ในอนุวาทพระบาลี องค์ธรรม กาล ภูมิ เป็นต้น พึงเข้าใจตามพระบาลี


อพฺยากตปทาวสาน ใน กุสลบท (กุศล เป็นปัจจัยแก่อัพยากต) 

     วิธิพระบาลี

     กุสโล ธมฺโม อพฺยากตสฺส ธมฺมสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

     (กุศลธรรมเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่อพยากตธรรม ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

อนุวาทพระบาลี

     ๑) สทฺธํ อุปนิสฺสาย อตฺตานํ อาตาเปติ ปริตาเปติ ปริยิฏฺฐิมูลํ ทุกฺขํ ปจฺจนุโภติ, สีลํ สุตํ จาคํ ปญฺญํ อุปนิสฺสาย อตฺตานํ อาตาเปติ ปริตาเปติ ปริยิฏฺฐิมูลกํ

ทุกฺขํ ปจฺจนุโภติ. 

       (บุคคลใดอาศัยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ของตนแล้ว ย่อมทำความเดือดร้อนที่ยังไม่เกิดให้เกิด ที่เกิดแล้วก็ให้เกิดมากขึ้นและต้องเสวยทุกข์ทางกายด้วยการแสวงหาเป็นมูลเป็นสาเหตุ)

     ๒) สทฺธา สีล สุตํ จาโค ปญฺญา กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

        (ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ความสุขกาย ความทุกข์กาย และผลสมาบัติ ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

     ๓) กุสลํ กมฺมํ วิปากสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

        (กุศลกรรม ๒๑ ที่เป็นพลวะมีกำลังมากเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ กุศลวิบาก ๒๙ นามขันธ์ ๔ (ตามอภิธรรมนัย) หรือกุศลวิบากและกุศลกัมมชรูป (ตามสุตตันตนัย) ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย

     ๔) อรหา มคฺคํ อุปนิสฺสาย อนุปฺปนฺนํ กิริยาสมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ อุปฺปนฺนํ สมาปชฺชติ สงฺขาเร อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสติ. 

        (พระอรหันต์อาศัยอรหัตตมรรค ที่ตนได้แล้ว ทำณานสมาบัติที่ยังไม่เกิดให้เกิด เมื่อฌานเกิดแล้วก็เข้าฌานที่ได้ทำสำเร็จมาแล้วด้วยการอธิษฐาน พระรหันต์พิจารณาสังขารธรรม รูปนาม โดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

     ๕) มคฺโค อรหโต อตฺปฏิสมฺภิทาย ธมฺมปฏิสมฺภิทาย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย ฐานาฐานโกสลฺลสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

        (อรหัตตมรรคของพระอรหันต์เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่อัตถปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานเนื้อความพระไตรปิฎก) ธัมมปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในธรรมภาษามคธ บาลี ไวยากรณ์) นิรุตติปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในภาษาต่าง 1) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานทั้ง๓ ประการดังที่กล่าวนี้)

และความฉลาดในเหตุที่สมควรและไม่สมควรด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

     ๖) มคฺโค ผลสมาปตฺติยา ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

        (มรรคเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ผลสมาบัติ ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย 


จำแนกบท และ แสดงองค์ธรรม

     ในวิธิพระบาลี 

     - "กุสโล ธมฺโม" องค์ธรรมได้แก่ กุศลจิตตุปบาท ๒๑ ที่ เป็นพลวะมีกำลังมาก เป็นปัจจัย

     - "อพฺยากตสฺส ธมฺมสฺส" องค์ธรรมได้แก่ วิปากจิตตุปบาท ๓๖ กิริยาจิตตุปบาท ๒๐ เป็นปัจจยุปบัน


       ว่าโดยกาล เป็นไปใน ปวัตติกาล

       ว่าโดยภูมิ เป็นไปใน จตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ

       ว่าโดยบุคคล เป็นไปใน ปุถุชน ๔ อริยบุคคล ๘ ตามสมควร 

       ว่าโดยวิถี เป็นไปใน ปัญจทวารวิถี กามชวนะ อัปปนาชวนมโนทวารวิถี

     - ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน แสดงให้รู้ถึงอำนาจของปกตูปนิสสยปัจจัยเป็นพิเศษในบรรดา อำนาจปัจจัยทั้ง ๒ ที่เข้าช่วยอุปการะในคราวเดียวกัน คือ ปกตูปนิสสยะ นานักขณิกกัมมะ

     - ปจฺจโย ฯลฯ ในอนุวาทพระบาลี องค์ธรรม กาล ภูมิ เป็นต้น พึงเข้าใจตามคำแปล

---------------

ข. อกุสลบท

     อกุสลปทาวสาน ใน อกุสลบท

     วิธีพระบาลี

     อกุสโล ธมฺโม อกุสลสฺส ธมฺมสฺส ปกติปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

     (อกุศลธรรมเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)


     อนุวาทพระบาลี

        ๑) ราคํ อุปนิสฺสาย ปาณํ หนติ, อทินฺนํ อาทิยติ, มุสา ภณติ, ปีสุณํ ภณติ, ผรุสํ ภณติ, สมผํ ปลปติ, สนฺธึ ฉินฺทติ, นิลฺโลปํ หรติ, เอกาคาริกํ กโรติ, ปริปนฺเถ ติฏฐติ, ปรทารํ คจฺฉติ, คามฆาตํ กโรติ, นิคมฆาตํ กโรติ, มาตรํ ชีวิตา โวโรเปติ, ปิตรํ ชีวิตา โวโรเปติ, อรหนฺตํ ชีวิตา โวโรเปติ, ทุฏเฐน จิตฺเตน ตถาคตสฺส โลหิตํ สงฆํ ภินฺทติ. 

        (บุคคลใดอาศัยราคะแล้วทำการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ กล่าวคำเท็จ กล่าวคำส่อเสียด กล่าวคำหยาบ กล่าวคำเพ้อเจ้อ ตัดช่อง ย่องเบา ลอบขโมยขึ้นบ้าน คอยดักปลันตามทางสี่แยกสามแยก เป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น เผาหมู่บ้าน เผานิคมจังหวัด ทำร้ายมารดาจนถึงสิ้นชีวิต ทำร้ายบิดาจนถึงสิ้นชีวิต ทำร้ายพระรหันต์จนถึงสิ้นชีวิต กระทำพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อด้วยใจประทุษร้าย ทำลายพระสงฆ์ให้แตกกัน)

     ๒) โทสํ, โมหํ, มานํ, ทิฏฐึ, ปตฺถนํ อุปนิสฺสาย ปาณํ หนติ ฯเปฯ สงฺฆํ ภินฺทติ. 

         (บุคคลใดอาศัยโทสะ โมหะ มานะ ทิฎฐิ และโลภะที่มีสภาพปรารถนา ภวสมบัติ โภคสมบัติ แล้วทำการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน)

     ๓) ราโค โทโส โมโห มาโน ทิฏฐิ ปตฺถนา ราคสฺส โทสสฺส โมหสฺส มานสฺส ทิฏฐิยา ปตฺถนาย ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

         (ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ และความปรารถนา เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ และความปรารถนาด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย

     ๔) ปาณาติปาโต ปาณาติปาตสฺส, อทินฺนาทานสฺส กาเมสุมิจฺฉาจารสฺส, มุสาวาทสฺส, ปีสุณาย วาจาย, ผรุสาย วาจาย, สมฺผปฺปลาปสฺส, อภิชฺฌาย, พฺยาปาทสฺส, มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

        (การฆ่าสัตว์ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดกาม กล่าวคำเท็จ กล่าวคำส่อเสียด กล่าวคำหยาบ กล่าวคำเพ้อเจ้อ การเพ่งเล็งอยากได้ทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ความพยาบาท ความเห็นผิด ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

     ๕. อทินฺนาทานํ อทินฺนาทานสฺส, กาเมสฺมิจฺฉาจารสฺส, มุสาวาทสฺส, ปีสุณาย วาจาย, ผรุสาย วาจาย, สมฺผปฺปลาปสฺส, อภิชฺฌาย, พฺยาปาทสฺส, มิจฺฉาทิฏฐิยา, ปาณาติปาตสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. อทินฺนาทาน เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่อทินฺนาทาน กาเมสุมิจฺฉาจาร มุสาวาท ปีสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาป อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ และปาฌาติปาต ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

     ทุจริตที่เหลือ ๘ เป็นมูละตามลำดับ ทุจริตทั้ง ๑๐ เป็นมูลี ก็คงแสดงไปในทำนองเดียวกันกับที่แสดงแล้วนี้ การแสดงความเปีนมูละ มูลีในทุจริต ๑๐ นี้ ชื่อว่าพัทธจักกะ

     ๖) มาตุฆาติกมฺมํ มาตุฆาติกมฺมสฺส, ปิตุฆาติกมฺมสฺส อรหนฺตฆาติกมฺมสฺส รุหิตุปฺปาทกมฺมสฺส, สงฺฆเภทกมฺมสฺส, นิยตมิจฺฉาทิฏฐิยา ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

       (มาตุฆาตกรรม เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ มาตุมาต ปีตุมาต อรหันตมาต โลหิตตุปบาท สังฆเภท และนิยตมิจฉาทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย

     ๗) ปิตุฆาติกมฺมํ ปีตุฆาติกมฺมสฺส, อรหนฺตฆาติกมฺมสฺส, รุหิตุปฺปาทกมฺมสฺส, สงฺฆเภทกมฺมสฺส นิยตมิจฺฉาทิฏฐิยา, มาตุฆาติกมฺมสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย.

       (ปิตุฆาตกรรมเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ ปีตุฆาต อรหันตมาต โลหิอุปบาท สังฆเภท นิยตมิจฉาทิฏฐิ และมาตุฆาด ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

     ๘) อรหนฺตฆาติกมฺมํ อรหนฺตฆาติกมฺมสฺส, รุหิตุปฺปาทกมฺมสฺส, สงฺฆเภทกมฺมสฺส, นิยตมิจฺฉาทิฏฺฐิยา, มาตุฆาติกมฺมสฺส, ปิตุฆาติกมฺมสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

       (อรหันตฆาตกรรมเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่อรหันตฆาต โลหิตุปบาท สังฆเภท นิยตมิจฉาทิฏฐิ มาตุฆาต ปีตุฆาต ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย

     ๙) รุหิตุปฺปาทกมฺมํ รุหิตุปาทกมฺมสฺส, สงฺฆเภทกมฺมสฺส, นิยตมิจฺฉาทิฏฐิยา, มาตุฆาติกมฺมสฺส, ปีตุฆาติกมฺมสฺส, อรหนฺตฆาติกมฺมสฺส ปจฺจโย. 

       (โลหิตุปบาทกรรมเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ โลหิตุปบาท สังฆเภท นิยตมิจฉาทิฏฐิ มาตุฆาต ปีตุฆาต อรหันตฆาต ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

     ๑๐) สงฺฆเภทกมฺมํ สงฺฆเภทกมฺมสฺส, นิยตมิจฺฉาทิฏฺฐิยา, มาตุฆาติกมฺมสฺส, ปิตุมาติกมฺมสฺส, อรหนฺตฆาติกมฺมสฺส รุหิอุปฺปาทกมฺมสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน

ปจฺจโย. 

        (สังฆเกทกรรมเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ สังฆเภทกรรม นิยตมิจฉาทิฏฐิ มาตุฆาต ปีตุฆาต อรหันตฆาต โลหิตุปบาท ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย

     ๑๑) นิยตมิจฺฉาทิฏฐิ นิยตมิจฉาทิฏฐิยา, มาตุฆาติกมฺมสฺส ปีตุฆาติกมฺมสฺส, อรหนฺตฆาติกมฺมสฺส, รุหิตุปฺปาทกมฺมสฺส, สงฺฆเภทกมฺมสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน

ปจฺจโย. 

        (นิยตมิจฉาทิฎฐิ เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ นิยตมิจฉาทิฏฐิ มาตุฆาต ปีตุฆาต อรหันตมาต โลหิตุปบาท สังฆเภท ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)


จำแนกบท และ แสดงองค์ธรรม

     ในวิธิพระบาลี 

     - "อกุสโล ธมฺโม" องค์ธรรมได้แก่ อกุศลจิตตุปบาท ๑๒ ที่เป็นพลวะมีกำลังมาก และทุพพละมีกำลังน้อย เป็นปัจจัย

     - "อกุสลสฺส ธมฺมสฺส" องค์ธรรมได้แก่ อกุศลจิตตุปบาท ๑๒ เป็นปัจจยุปบัน


       ว่าโดย กาล เป็นไปใน ปวัตติกาล

       ว่าโดยภูมิ เป็นไปใน จตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ

       ว่าโดยบุคคล เป็นไปใน ปูถุชน ๔ ผลเสกขบุคคล ๓ ตามสมควร

       ว่าโดยวิถี เป็นไปใน ปัญจทวารวิถี กามชวนมโนทวารวิถี

       ปกตูปนิสสยปจฺจเยน แสดงให้รู้ถึงอำนาจของปกตูปนิสสยปัจจัยอย่างเดียว

       ปจจโย ฯลฯ 

     ในอนุวาทพระบาลี 

     - ราคํ องค์ธรรมได้แก่ โลภมูลจิตตุปบาท ที่มีราคะเป็นประธาน, 

     - โทสํ องค์ธรรมได้แก่ โทสมูลจิตตุปบาท ที่มีโทสะเป็นประธาน, 

     - โมหํ องค์ธรรมได้แก่ อกุศลจิตตุปบาท ๑๒ ที่มีโมหะเป็นประธาน, 

     - มานํ องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิคตวิปปยุตตจิตอุปบาท ที่มีมานะเป็นประธาน, 

     - ทิฏฐึ องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิคตสัมปยุตตจิตตุปบาท ที่มีทิฏฐิเป็นประธาน, 

     - ปตฺถนํ องค์ธรรมได้แก่ โลภมูลจิตตุปบาท ที่มีโลภะเป็นประธาน เป็นปัจจัย

     - ปาณํ หนติ องค์ธรรมได้แก่ โทสมูล โมหมูลจิตตุปบาท ที่เกี่ยวกับการฆ่าสัตว์

     - อทินฺนํ อาทิยติ องค์ธรรมได้แก่ อกุศลจิตตุปบาท ๑๒ ที่เกี่ยวกับการลักทรัพย์

     - มุสา ภณติ องค์ธรรมได้แก่ อกุศลจิตตุปบาท ๑๒ ที่เกี่ยวกับการพูดปด

     - ปีสุณํ ภณติ องค์ธรรมได้แก่ อกุศลจิตตปบาท ๑๒ ที่เกี่ยวกับการพูดส่อเสียด

     - ผรุสํ ภณติ องค์ธรรมได้แก่ โทสมูล โมหมูลจิตตุปบาท ที่เกี่ยวกับการกล่าวคำหยาบ

     - สมฺผํ ปลปติ องค์ธรรมได้แก่ อกุศลจิตตุปบาท ๑๒ ที่เกี่ยวกับการกล่าวเพ้อเจ้อ

     - กโรติ, นิคมฆาตํ กโรติ  องค์ธรรมได้แก่ อกุศลจิตตุปบาท ๑๒

     - สนฺธึ ฉินฺทติ, นิลฺโลปี หรติ, เอกาคาริกํ กโรติ, ปริปนฺเถ ติฏฺฐติ. คามฆาตํ กโรติ, นิคมฆาตํ กโรติ  องค์ธรรมได้แก่ อกุศลจิต ๑๒ ที่เกี่ยวกับการตัดช่อง ย่องเบา เป็นต้น

     - ปรทารํ คจฺฉติ องค์ธรรมได้แก่ โลภมูล โมหมูลจิตตุปบาท ที่เกี่ยวกับการทำชู้

     - มาตรํ ชีวิตา โวโรเปติ ปีตรํ ชีวิตา โวโรเปติ, อรหนฺตํ ชีวิตา โวโรเปติ, ทุฏเฐน จิตฺเตน ตถาคตสฺส โลหิตํ อุปปาเทติ, สงฆํ ภินฺทติ. องค์ธรรมได้แก่ โทสมูลจิตตุปบาท ที่เกี่ยวกับมาตุฆาต ปีตุฆาต เป็นต้น เป็นปัจจยุปบัน

     - ปัจจัยและปัจจยุปบันที่เหลือ ก็คงเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้

---------------

กุสลปทาวสาน ใน อกุสลบท (อกุศลธรรม เป็นปัจจัยช่วยอุปการแก่กุศลธรรม) 

     วิธีพระบาลี

     อกุสโล ธมฺฺโม กุสลสฺส ธมฺมสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

     (อกุศลธรรม เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)


อนุวาทพระบาลี

     ๑) ราคํ โทสํ โมหํ มานํ ทิฏฐึ ปตฺถนํ อุปนิสฺสาย, ทานํ เทติ, สีลํ สมาทิยติ, อุโปสถกมฺมํ กโรติ, ฌานํ อุปฺปาเทติ, วิปสฺสนํ อุปฺปาเทติ, มคฺคํ อุปฺปาเทติ, อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ, สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. 

        (บุคคลใดอาศัยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ และโลภะที่มีสภาพปรารถนา ภวสมบัติ โภคสมบัติ แล้วให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ให้ฌาน วิปัสสนาญาณ มรรค อภิญญา และสมาบัติเกิดขึ้น)

     ๒) ราโค โทโส โมโห มาโน ทิฏฺฐิ ปตฺถนา สทฺธาย สีลสฺส สุตสฺส จาคสฺส ปญฺญาย ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

        (ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ และโลภะ ที่มีสภาพปรารถนาภวสมบัติ โภคสมบัติ เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ศรัทธา ศีล สุต จาคะ ปัญญา

ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

     ๓) ปาณํ หนฺตฺวา , อทินฺนํ อาทิยิตฺวา, มุสา ภณิตฺวา, ปีสุณํ ภณิตฺวา, ผรุสํ ภณิตฺวา, สมฺผํ ปลปีตฺวา, สนุธึ ฉินฺทิตฺวา, นิลฺโลปํ หริตฺวา, เอกาคาริกํ กริตฺวา, ปริปนฺเถ ฆตฺวา, ปรทารํ คนฺตฺวา, คามฆาตํ กริตฺวา, นิคมฆาตํ กริตฺวา, ตสฺส ปฏิฆาตตฺถาย*, ทานํ เทติ, สีลํ สมาทิยติ, อุโปสถกมฺมํ กโรติ, ฌานํ อุปฺปาเทติ, วิปสฺสนํ อุปฺปาเทติ มคฺคํ อุปฺปาเทติ, อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ, สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. (*ดูอรรถกถาปัญจปกรณ์ แปล หน้า ๑๔๑)

        (บุคคลใดฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ กล่าวคำเท็จ กล่าวคำส่อเสียด กล่าวคำหยาบ ล่าวคำเพ้อจ้อ ตัดช่อง ย่องเบา ขึ้นบ้าน คอยดักปล้นตามทางสี่แยกสามแยก เป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น เผาหมู่บ้าน เผานิคมจังหวัด แล้วให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ให้ฌาน วิปัสสนาญาณ มรรค อภิญญา และสมาบัติ เกิดขึ้นเพื่อจะลบล้างผลของอกุศลนั้นให้สิ้นไป*

     ๔) มาตรํ ชีวิตา โวโรเปตุวา, ปีตรํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา, อรหนฺตํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา, ทุฏเฐน จิตฺเตน ตถากตสฺส โลหิตํ อุปฺปาเทตฺวา, สงฺฆํ ภินฺทิตฺวา, ตสฺส

ปฏิฆาตตฺถาย* ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ. 

        (บุคคลใดทำร้ายมารดาจนถึงสิ้นชีวิต ทำร้ายบิดาจนถึงสิ้นชีวิต ทำร้ายพระรหันต์จนถึงสิ้นชีวิต กระทำพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อด้วยใจประทุษร้าย ทำลายสงฆ์ให้แตกกันแล้ว ให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ เพื่อจะลบล้างผลของอกุศลนั้นให้สิ้นไป* (*ดูอรรถกถาปัญจปกรณ์ แปล หน้า ๑๘๑)


จำแนกบท และ แสดงองค์ธรรม

     ในวิธิพระบาลี 

     - "อกุสโล ธมฺโม" องค์ธรรมได้แก่ อกุศลจิตตุปบาท ๑๒ ที่เป็นพลวะมีกำลังมาก เป็นปัจจัย

     - "กุสลสฺส ธมฺมสฺส" องค์ธรรมได้แก่ กุศลจิตตุปบาท ๒๑ เป็นปัจจยุปบัน

     ว่าโดย กาล เป็นไปใน ปวัตติกาล

     ว่าโดย ภูมิ เป็นไปใน จตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ

     ว่าโดย บุคคล เป็นไปใน ปุถุชน ๔ อริยบุคคล ๓ (เว้นพระรหันต์) ตามสมควร

     ว่าโดย วิถี ธรรมที่เป็นปัจจัย เป็นไปในปัญจทวารวิถี กามชวนมโนทวารวิถี

     ธรรมที่เป็นปัจจยุปบัน เป็นไปใน กามชวนะ อัปปนาชวนมโนทวารวิถี

     ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ฯลฯ

     ปจฺจโย ฯลฯ

     ในอนุวาทพระบาถื องค์ธรรม กาล ภูมิ เป็นตัน พึงเข้าใจตามคำแปล

----------------


อพฺยากตปทาวสาน ใน อกุสลบท (อกุศล เป็นปัจจัยแก่ อพยากตธรรม) 

วิธิพระบาลี

     อกุสโล ธมฺโม อพฺยากตสฺส ธมฺมสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย

     (อกุศลธรรมเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่อพยากตธรรม ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)


อนุวาทพระบาลี

     ๑) ราคํ โทสํ โมหํ มานํ ทิฏฺฐึ ปตฺถนํ อุปนิสฺสาย อตฺตานํ อาตาเปติ ปริตาเปติ ปริยิฏฺฐิมูลกํ ทุกฺขํ ปจฺจนุโภติ. 

        (บุคคลใดอาศัย ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ และโลภะที่มีสภาพปรารถนา ภวสมบัติ โภคสมบัติแล้ว ย่อมทำความเดือดร้อนที่ยังไม่เกิด ให้เกิด ที่เกิดแล้วให้เกิดมากขึ้น และต้องเสวยทุกข์ทางกายด้วยการแสวงหาเป็นมูลเป็นสาเหตุ)

     ๒) ราโค โทโส โมโห มาโน ทิฏฐิ ปตฺถนา กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

        (ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฎฐิ และโลภะ ที่มีสภาพปรารถนาภวสมบัติ โภคสมบัติ เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ ความสุขกาย ความทุกข์กาย และผลสมาบัติ ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

     ๓) อกุสลํ กมฺมํ วิปากสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

         (อกุศลกรรม ๑๒ ที่เป็นพลวะมีกำลังมากทั้งในภพนี้และในภพก่อน เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่อกุศลวิปากจิตตุปบาท ๓ ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)


จำแนกบท และ แสดงองค์ธรรม

     ในวิธิพระบาลี 

     - "อกุสโล ธมฺโม" องค์ธรรมได้แก่ อกุศลจิตตุปบาท ๑๒ ที่เป็นพลวะมีกำลังมาก เป็นปัจจัย

     - "อพฺยากตสฺส ธมฺมสฺส" องค์ธรรมได้แก่ วิปากจิตตุปบาท ๓๖ กิริยาจิตตุปบาท ๒๐ เป็นปัจจยุปบัน

     - ว่าโดย กาล ภูมิ วิถี ก็คงเป็นไปได้เช่นเดียวกันกับใน อพฺยากตปทาวสาน ใน กุสลบท

     - ว่าโดย บุคคล เป็นไปในปุถุชน ๔ ผลบุคคล ๔

     ปกตูปนิสุสยปจุจเยน แสดงให้รู้ถึงอำนาจของปกตูปนิสสยปัจจัยเป็นพิเศษ ในบรรดาอำนาจปัจจัยทั้ง ๒ ที่เข้าช่วยอุปการะในคราวเดียวกัน คือ ปกตูปนิสสยะ นานักขณิกกัมมะ

     ปจฺจโย ฯลฯ

     ในอนุวาทพระบาลี องค์ธรรม และกาล ภูมิ เป็นต้น พึงเข้าใจตามคำแปล

----------------

ค. อพฺยากตบท

     อพฺยากตปทาวสาน ใน อพฺยากตบท  (อพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่ อพยากตธรรม)

   วิธิพระบาลี

     - อพฺยากโต ธมฺโม อพฺยากตสฺส ธมฺมสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย.

       (อพยากตธรรมเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่อพยากตธรรม ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)


  อนุวาทพระบาลี

     ๑) กายิกํ สุขํ กายิกํ ทุกฺขํ กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

        (ความสุขกาย หรือความทุกข์กาย เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ความสุขกาย ความทุกข์กาย และผลสมาบัติ ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

     ๒) อุตุ โภชนํ เสนาสนํ กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

        (ความเย็นความร้อน อาหาร ที่อยู่ที่อาศัยที่สบาย เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ความสุขกาย ความทุกข์กาย และผลสมาบัติ, ความเย็นความร้อน อาหาร ที่อยู่ที่อาศัยที่ไม่สบาย เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ ความสุขกาย ความทุกข์กาย และผลสมาบัติ ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

     ๓) กายิกํ สุขํ กายิกํ ทุกฺขํ อุตุ โภชนํ เสนาสนํ กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

        (ความสุขกาย ความทุกข์กาย ความเย็นความร้อน อาหาร ที่อยู่ที่อาศัย เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ความสุขกาย ความทุกข์กาย และผลสมาบัติ ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

     ๔) ผลสมาปตฺติ กายิกสฺส สุขสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

        (ผลสมาบัติ เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ความสุขกาย ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

     ๕) อรหา กายิกํ สุขํ กายิกํ ทุกฺขํ อุตุ โภชนํ เสนาสนํ อุปนิสฺสาย อนุปฺปนฺนํ กิริยสมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ อุปฺปนฺนํ สมาปชฺชติ สงฺขาเร อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต

วิปสฺสติ. 

        (พระอรหันต์อาศัยความสุขกาย ความทุกข์กาย ความเย็นความร้อน อาหาร ที่อยู่ที่อาศัยแล้ว ทำฌานสมาบัติที่ยังไม่เกิดให้เกิด เมื่อกิริยาฌานเกิดแล้วก็เข้ามานที่ได้ทำสำเร็จมาแล้วด้วยการอธิษฐาน และพิจารณารูปนามโดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)


จำแนกบท และ แสดงองค์ธรรม

     ในวิธิพระบาลี 

     - "อพฺยากโต ธมฺโม" องค์ธรรมได้แก่ วิปากจิตตุปบาท ๓๖ กิริยจิตตุปบาท ๒๐ รูป ๒๘ ที่เป็นพลวะมีกำลังมาก เป็นปัจจัย

     - "อพฺยากตสฺส ธมฺมสฺส" องค์ธรรมได้แก่ วิปากจิตตุปบาท ๓๖ กิริยาจิตตุปบาท ๒๐ เป็นปัจจยุปบัน

     - ว่าโดย กาล เป็นไปใน ปวัตติกาล

     - ว่าโดย ภูมิ เป็นไปใน จตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ ตามสมควร

     - ว่าโดยบุคคล  เป็นไปใน ปุถุชน ๔ ผลบุคคล ๔ ตามสมควร

     - ว่าโดยวิถี  เป็นไปใน ปัญจทวารวิถี กามชวนะ และอัปปนาชวนมโนทวารวิถี

     - ปกตูปนิสุสยปจุจเยน ฯลฯ

     - ปจฺจโย ฯลฯ

     ในอนุวาทพระบาลี องค์ธรรม กาล ภูมิ เป็นต้น พึงเข้าใจตามคำแปล


กุสลปทาวสาน ใน อพฺยากตบท (อพยากต เป็นปัจจัยแก่กุศล)

    วิธิพระบาลี

     - อพฺยากโต ธมฺโม กุสลสฺส ธมฺมสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

       (อพยากตธรรมเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)


    อนุวาทพระบาลี

     ๑) กายิกํ สุขํ กายิกํ ทุกฺขํ อุตุ โภชนํ เสนาสนํ อุปนิสฺสาย, ทานํ เทติ, สีลํ สมาทิยติ, อุโปสถกมฺมํ กโรติ, ฌานํ อุปฺปาเทติ, วิปสฺสนํ อุปฺปาเทติ, มคฺคํ อุปฺปาเทติ, อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ, สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. 

        (บุคคลใดอาศัยความสุขกาย ความทุกข์กาย ความเย็นความร้อน อาหาร ที่อยู่ที่อาศัย แวให้ทาน สมาทานศี  รักษาอุโบสถ ให้ฌาน วิปัสสนาญาณ มรรค อภิญญา สมาบัติ เกิดขึ้น)

     ๒) กายิกํ สุขํ กายิกํ ทุกฺขํ อุตุ โภชนํ เสนาสนํ สทฺธาย สีลสฺส สุตสฺส จาคสฺส ปญฺญาย ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

        (ความสุขกาย ความทุกข์กาย ความเย็นความร้อน อาหาร ที่อยู่ที่อาศัย เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)


จำแนกบท และ แสดงองค์ธรรม

     ในวิธิพระบาลี 

     - "อพยากโต ธมฺโม" องค์ธรรมได้แก่ วิปากจิตตุปบาท ๓๕ หรือ ๓๖ กิริยาจิตตุปบาท ๒๐ รูป ๒๘ ที่เป็นพลวะมีกำลังมาก (เว้นอหัตตผล) เป็นปัจจัย

     - "กุสลสฺส ธมฺมสฺส" องค์ธรรมได้แก่ กุศลจิตคุปบาท ๒๑ เป็นปัจจยุปบัน

     - ว่าโดย กาล เป็นไปใน ปวัตติกาล

     - ว่าโดย ภูมิ เป็นไปใน จตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ ตามสมควร

     - ว่าโดย บุคคล* เป็นไปใน ปุถุชน ๔ อริยบุคคล ๘

     - ว่าโดยวิถี เป็นไปใน ปัญจทวารวิถี กามชวนะ อัปปนาชวนมโนทวารวิถี

     - ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ฯลฯ

     - ปจฺจโย ฯลฯ

     ในอนุวาทพระบาลี องค์ธรรม และกาล ภูมิ เป็นต้น พึงเข้าใจตามคำแปล

      กุศลจิตเกิดขึ้นแก่ปุถุชนและผลเสกขบุคคล โดยอาศัยกระแสจิตของพระอรหันต์

(*ธรรมที่เป็นปัจจัย เป็นไปในปุถุชน ๔ ผลบุคคล ๔ ธรรมที่เป็นปัจงยุปบัน เป็นไปในปุถุชน ๔ อริยบุคคล ๗ (เว้นพระอรหันต์) เมื่อแสดงรวมกัน ก็เป็นไปในปุถุชน ๔ อริยบุคคล ๘)

-------------------


อกุสลปทาวสาน ใน อพฺยากตบท  (อพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม)

     วิธิพระบาลี

          - อพฺยากโต ธมฺโม อกุสลสฺส ธมฺมสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

            (อพยากตธรรมเป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)

     อนุวาทพระบาลี

        ๑) กายิกํ สุขํ กายิกํ ทุกขํ อุตุ โภชนํ เสนาสนํ อุปนิสฺสาย, ปาณํ หนติ, อทินฺนํ อาทิยติ, มุสา ภณติ, ปีสุณํ ภณติ, ผรุสํ ภณติ, สมฺผํ ปลปติ, สนฺธึ ฉินฺทติ, นิลฺโลปํ หรติ, เอกาคาริกํ กโรติ. ปริปนฺเถ ติฏฺฐติ, ปรทารํ คจฺฉติ, คามฆาตํ กโรติ. นิคมฆาตํ กโรติ, มาตรํ ชีวิตา โวโรเปติ, ปีตรํ ชีวิตา โวโรเปติ, อรหนฺตํ ชีวิตา โวโรเปติ, ทุฏฺเฐน จิตฺเตน ตถาคตสฺส โลหิตํ อุปฺปาเทติ สงฺฆํ ภินฺทติ. 

        (บุคคลใดอาศัยกายิกสุข กายิกทุกข์ อุตุ โภชนะ เสนาสนะแล้ว ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน 


        ๒) กายิกํ สุขํ กายิกํ ทุกฺขํ อุตุ โภชนํ เสนาสนํ ราคสฺส โทสสฺส โมหสฺส มานสฺส ทิฏฺฐิยา ปตฺถนาย ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. 

           (กายิกสุข กายิกทุกขํ อุตุ โภชนะ เสนาสนะ เป็นปัจจัย ช่วยอุปการะแก่ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา ด้วยอำนาจปกตูปนิสสยปัจจัย)


จำแนกบท และ แสดงองค์ธรรม

        ในวิธิพระบาลี 

        - "อพยากโต ธมฺโม" องค์ธรรมได้แก่ โลกียวิปากจิตตุปบาท ๓๒ กิริยาจิตตุปบาท ๒๐ รูป ๒๘ ที่เป็นพลวะมีกำลังมาก เป็นปัจจัย

        - อกุสลสฺส ธมฺมสฺส องค์ธรรมได้แก่ อกุศลจิตตุปบาท ๑๒ เป็นปัจจยุปบัน

        - ว่าโดยกาล ภูมิ บุคคล วิถี ก็คงเป็นได้เช่นเดียวกันกับ อกุสลปทาวสาน ใน กุสลบท

        - ปกตูปนิสุสยปจุจเยน ฯลฯ

        - ปจฺจโย ฯลฯ

        ในอนุวาทพระบาลี องค์ธรรม กาล ภูมิ เป็นต้น พึงเข้าใจตามคำแปล


สุทธสังขยาวาระ

     สรุปจำนวนสุทธบทแห่งปกตูปนิสสยปัจจยปัญหาวาระ ดังแสดงมาแล้วข้างตันนั้นมี ๙ ประเภทด้วยกัน คือ

        ๑. กุสโล กุสลสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย.

        ๒. กุสโล อกุสลสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย.

        ๓. กุสโล อพฺยากตสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย.

        ๔. อกุสโล อกุสลสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย.

        ๕. อกุสโล กุสลสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย.

        ๖. อกุสโล อพฺยากตสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺเยน ปจฺจโย.

        ๗. อพฺยากโต อพฺยากตสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย.

        ๘. อพฺยากโต กุสลสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย.

        ๙. อพฺยากโต อกุสลสฺส ปกตูปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย.


ปกตูปนิสสยปัจจยสภาคะ

        ปัจจัยที่เป็นสภาคะกันได้กับปกตูปนิสสยปัจจัย ดังแสดงมาแล้วข้างตันนั้น มีปัจจัยเดียวคือ นานักขณิกกัมมะ


                            จบ ปัญหาวารวิภังค์แห่งปกตูปนิสสยปัจจัย

                                          ---------------


[full-post]



วจนัตถะ และคำอธิบายในอุปนิสสยปัจจัย


       ภุโส นิสฺสโย = อุปนิสฺสโย ธรรมอันเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า ชื่อว่า อุปนิสสยะ

       (วา) พลวตโร นิสฺสโยติ - อุปนิสฺสโย หรือธรรมอันเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก ชื่อว่า อุปนิสสยะ

       อุปนิสฺสยภาเวน อุปการโก ธมฺโม - อุปนิสฺสยปจฺจโย ธรรมที่เป็นผู้อุปการะโดยความเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า ชื่อว่า อุปนิสสยปัจจัย

       (วา) พลวตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม = อุปนิสฺสยปจฺจโย หรือธรรมที่เป็นผู้อุปการะโดยความเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก ชื่อว่า อุปนิสสยปัจจัย


อธิบายในอุปนิสสยปัจจัยโดยสังเขป 

       อุปนิสสยปัจจัย หมายความว่า เป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า คือปัจจัยธรรมอันเป็นที่อาศัยแก่ปัจจยุปบันธรรมนั้น มีกำลังอย่างแรงกล้า ไม่ใช่อย่างธรรมดา อุปมาเหมือนน้ำฝน ย่อมเป็นที่อาศัยอย่างสำคัญของมนุษย์และสัตว์ ตลอดจนพืชพันธุ์ต่างๆ ฉันใด อุปนิสสยปัจจัยนี้ก็เช่นเดียวกัน คือปัจจัยธรรมของอุปนิสสยปัจจัยนี้เปรียบเหมือนน้ำฝน และปัจจยุปบันธรรม เปรียบเหมือนสัตว์ทั้งหลายและพืชพันธุ์ต่างๆ ฉันนั้น

อุปนิสสยปัจจัยนี้ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภทด้วยกัน คือ

       ๑. อารัมมณูปนิสสยปัจจัย

       ๒. อนันตรูปนิสสยปัจจัย

       ๓. ปกตูปนิสสยปัจจัย


       ๑. อารัมมณูปนิสสยปัจจัย หมายความว่า ที่อาศัยอันมีกำลังอย่างแรงกล้า ได้แก่อารมณ์นั้นเอง แต่อารมณ์ทั่วไปก็เป็นอุปนิสสยปัจยไม่ได้ทั้งหมด อารมณ์ที่จะเป็นอุปนิสสยปัจจัยได้นั้น ต้องเป็นอารมณ์ชนิดที่เป็นอธิบดี เพราะฉะนั้นอารัมมณูปนิสสยปัจจัยนี้ จึงมีคำอธิบายเหมือนกับอารัมมณาธิปติปัจจัย แต่มีที่ต่างกันก็เพียงว่า อารัมมณาธิปติปัจจัยนั้นหมายถึงอารมณ์ที่เป็นอธิบดีช่วยอุดหนุนให้ปัจจยุปบันธรรมเกิดขึ้น ส่วนอารัมมณูปนิสสยปัจจัยนี้ หมายถึงอารมณ์ที่เป็นอธิบดีนั้นเป็นเหตุเป็นพลวะมีกำลังมาก เป็นที่อาศัยแก่ปัจจอุปบันธรรมให้

       ๒. อนันตรูปนิสสยปัจจัย คำอธิบายของปัจจัยนี้ เหมือนกับอนันตรปัจจัย แต่อนันตรูปนิสสยปัจจัยนี้ มีความหมายเป็นพิเศษกว่ากันก็คือ อนันตรปัจจัยนั้นหมายถึงปัจจัยธรรมช่วยอุดหนุนให้ปัจจยุปบันธรรมเกิดขึ้นโดยไม่มีระหว่างคั่น ส่วนอนันตรูปนิสสยปัจจัยนี้ หมายถึงปัจจัยธรรมนั้นเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้าแก่ปัจจยุปบันธรรมประการหนึ่ง และปัจจัยธรรมนั้นช่วยอุดหนุนให้ปัจจยุปบันธรรมเกิดขึ้นโดยไม่มีระหว่างคั่นประการหนึ่ง รวมลักษณะ ๒ ประการนี้ เรียกว่า อนันตรูปนิสสยปัจจัย

       ๓. ปกตูปนิสสยปัจจัย คำว่า ปกตูปนิสสยปัจจัยนี้ แบ่งออกเป็น ๓ บทคือ ปกต บทหนึ่ง อุป* บทหนึ่ง นิสสย บทหนึ่ง รวมเป็น "ปกตูปนิสสย" มีวจนัตถะ ดังนี้

       สุฏฺฐุ กรียิตฺถาติ - ปกโต เหตุธรรมที่ได้ทำมาแล้วด้วยดีนั้น ชื่อว่า ปกต 

       กโต อุปนิสฺสโยติ = ปกตูปนิสฺสโย เหตุธรรมอันเป็นที่อาศัย มีกำลังแรงทำมาแล้วด้วยดีนั้น ชื่อว่า "ปกตูปนิสสยปัจจัย"

       (อถวา) อารมฺมณานนฺตเรหิ อสํมิสฺโส หุตฺวา ปกติยาเยว อุปนิสฺสโยติ = ปกตูปนิสฺสโย อีกอย่างหนึ่ง เหตุธรรมอันเป็นที่อาศัยที่มีกำลังแรงกล้าด้วยอำนาจสภาวะของตนเองเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัยและอนันตรปัจจัย ชื่อว่า "ปกตูปนิสสยปัจจัย" 

-------------------

*๑. อุป หมายความว่า อย่างแรงกล้า หรือ มีกำลังมาก เมื่อนำ อุป ไปรวมเข้ากับ นิสสยะ แล้ว เป็น อุปนิสสยะ หมายความว่า

เป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า หรือ เป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก หรือ เป็นที่อาศัยที่มีกำลังแรงกล้า

๒. ปกตูปนิสสยปัจจัยในวนัตถะที่ ๒ นี้ แบ่งเป็น ๓ บท คือ ปกติ บทหนึ่ง อุป บทหนึ่ง นิสสยะ บทหนึ่ง คำว่า ปกติ

หมายความว่า ปัจจัยธรรมนั้น เป็นไปด้วยอำนาจสภาวะของตนเอง ไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่เจือด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย และ อนันตรปัจจัย

------------------

       ตามวจนัตถะของปกตูปนิสสยปัจจัย ที่ได้แสดงมาแล้วนี้ ข้อที่ว่า เหตุธรรมที่ได้ทำมาแล้วด้วยดี นั้นคำว่า "เหตุธรรม" นี้มีอยู่ ๒ อย่างคือ

       ๑. "อุปปาทิตเหตุ" หมายถึงเหตุธรรม คือกุศลธรรมอันมีศรัทธา เป็นต้น อกุศลธรรมอันมีราคะ เป็นต้น และอพยากตธรรมอันมีทุกข์กายและสุขกาย เป็นต้น ที่ตนได้กระทำมาแล้วนั้นย่อมให้ผลแก่ผู้กระทำตามสมควรแก่การกระทำนั้น ๆ เรียกว่า "อุปปาทิตเหตุ" หรือ "อุปปาทิตปกตเหตุ"

       ๒. "อุปเสวิตเหตุ" หมายถึงเหตุธรรม คือกุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ที่คนอื่นได้กระทำแล้วนั้น ตนเก็บเอามาคิดนึก หรือความสุขกายความทุกข์กายของคนอื่นที่เกิดขึ้นนั้น ตนก็เก็บเอามาคิดนึกพิจารณาแล้วก่อให้เกิดผลคือ เป็นกุศล, อกุศล และอพยากตตามสมควร และอุตุคือ ความเย็นความร้อนก็ดี อาหารต่างๆ ก็ดี ที่อยู่ที่อาศัยก็ดี บุคคลต่างๆ มีอุปัชฌาชย์, อาจารย์, บิดา, มารดา, บุตร, ธิดา, สหาย เหล่านี้ก็ดี ที่ตนกำลังเกี่ยวข้องอยู่ ทำให้เกิดกุศล, อกุศล และอพยากตขึ้นได้ตามสมควร ในสันดานของตน เช่นนี้เรียกว่า "อุปเสวิตเหตุ" หรือ "อุปเสวิตปกตเหตุ" ดังมีบาลีในปัฏฐานอรรถกถาแสดงไว้ดังนี้คือ

       ปกโต นาม อตฺตโน สนฺตาเน อุปฺปาทิโต* สทฺธาสีลาทิ อุปเสวิโต วา อุตุโภชนาทิ. (* ปัฏฐานอรรถกถา หน้า ๓๔๘ ฉบับฉัฏฐสังคายนา เป็น นิปฺผาทิโต) 

       แปลว่า ศรัทธาและศีล เป็นต้น ที่ให้เกิดขึ้นแล้วในสันดานของตน เรียกว่า ปกต, อุตุ และโภชนะ เป็นต้น อันตนได้เสพแล้ว เรียกว่า ปกต

       เหตุธรรม ๒ ประการที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ย่อมเป็นที่อาศัยที่มีกำลังแรงกล้าแก่ ปัจจยุปบันธรรมทั้งหลาย อันได้แก่ กุศล อกุศล และอพยากต ฉะนั้นจึงได้ปกตูปนิสสยปัจจัย

       อีกประการหนึ่งที่ได้ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย ก็เพราะว่า เหตุธรรมซึ่งเป็นปัจจัยธรรม ในที่นี้มีอำนาจโดยสภาวะของตนเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย และอนันตรปัจจัย ดังมีบาลีในปัฏฐานอรรถกถาแสดงไว้ดังนี้คือ

       ปกติยาเยวาติ อารมฺมณานนฺตเรหิ อสํมิสฺโสติ อตฺโถ.

       แปลว่า คำว่า "โดยปกติ" หมายความว่า ไม่เจือด้วยอารัมมณปัจจัย และอนันตรปัจจัย

       อนึ่ง อาจจะมีข้อที่ชวนให้เกิดความสงสัยขึ้นได้ว่า ในนิสสยปัจจัยที่ได้แสดงมาแล้วนั้น ปัจจัยธรรมนั้นช่วยอุดหนุนแก่ปัจจยุปบันธรรมโดยความเป็นที่อาศัย และในอุปนิสสยปัจจัยนี้ ปัจจัยธรรมนั้นช่วยอุดหนุนแก่ปัจจยุปบันธรรม โดยความเป็นผู้อาศัยเช่นเดียวกัน ดังนี้ จะมีข้อที่แตกต่างกันตรงไหน? อธิบายว่า ข้อแตกต่างระหว่างนิสสยปัจจัยกับ อุปนิสสยปัจจัยนี้ ท่านแสดงอุปมาว่า "ข้าวสุกที่เราได้อาศัยกินอยู่ทุกวันนี้ ต้องอาศัยประกอบด้วยเหตุ ๗ อย่างคือ

      ๑. เมล็ดข้าว 

      ๒. ที่นา 

      ๓. น้ำฝน 

      ๔. พ่อครัว 

      ๕. หม้อข้าว 

      ๖. ฟืน 

      ๗. ไฟ 

       ทั้ง ๗ อย่างนี้ เป็นที่อาศัย (นิสสยะ) ให้เกิดเป็นข้าวสุกขึ้นได้ แต่ในบรรดาที่อาศัยทั้ง ๓ อย่างนี้ ที่อาศัยอันเป็นส่วนสำคัญนั้นได้แก่ เมล็ดข้าว ที่นา และน้ำฝน ๓ อย่างนี้เรียกว่าเป็น อุปนิสสยะ คือเป็นที่อย่างนี้แล้ว พ่อครัว, อาศัยที่มีกำลังมาก เพราะถ้าไม่มีเมล็ดข้าว, ที่นา และน้ำฝน ทั้ง ๓ หม้อข้าว, ฟืน และไฟ เหล่านี้ ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดเป็นข้าวสุกขึ้นได้ ฉะนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็นเพียงนิสสยะ คือเป็นที่อาศัยอย่างธรรมดาเท่านั้น ข้ออุปมานี้ฉันใด ธรรมที่เป็นนิสสยปัจจัย กับอุปนิสสยปัจจัยนี้ก็มีความหมายแตกต่างกันเป็นพิเศษ คือธรรมที่เป็นนิสสยปัจจัย หมายความว่า ปัจจัยธรรมช่วยอุดหนุนเป็นที่อาศัยแก่ปัจยุปบันธรรมอย่างธรรมดา อันเปรียบเหมือนพ่อครัว หม้อข้าว, ฟืนและไฟ ส่วนอุปนิสสยปัจจัย หมายความว่า ปัจจัยธรรมช่วยอุดหนุนเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า หรือเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมากแก่ปัจจยุปบันธรรม อันเปรียบเสมือนเมล็ดข้าว, ที่นา และน้ำฝน ฉันนั้น

       เท่าที่ได้ยกข้อเปรียบเทียบมานี้ แสดงให้เห็นว่า ธรรมที่เป็นนิสสยปัจจัยก็ต้องอาศัยธรรมที่เป็นอุปนิสสยปัจจัย เพราะถ้าไม่มีธรรมที่เป็นอุปนิสสยปัจจัยแล้ว ธรรมที่เป็นนิสสยปัจจัย ก็เกิดไม่ได้ และถ้าธรรมที่เป็นนิสสยปัจจัยมีไม่ได้แล้ว นิสสิตธรรม คือผู้อาศัยทั้งหลายนั้นจะมีมาได้อย่างไร ข้อนี้มีบาลีแสดงไว้ในปรมัตถทีปนีมหาฎีกาว่า

       "ยถาหิ สาลิภตฺตสฺส อุปฺปตฺติยา สูโท วา อุกฺขลิ วา กฏฺฐํ วา อคฺคิ วา นิสฺสโย เอว โหติ น อุปนิสฺสโย, สาลิเขตฺตวุฏฺฐิธารา เอว ปน อุปนิสฺสโย, น หิ ตาสุ อสติ ภตฺตุปฺปตฺติยา สูทาทีนํปี ถาโม นาม อตฺถีติ ตถา ยสฺมึ ปจฺจเย อสติ นิสฺสยธมฺมาปิ นตฺถิ, กุโต นิสฺสิตธมฺมา, โส ปจฺจโย นิสฺสยโตปี พลวตรฏฺเฐน อุปนิสฺสโยติ วุจฺจตีติ.

       แปลความว่า พ่อครัวก็ดี หม้อข้าวก็ดี ฟืนก็ดี ไฟก็ดี เป็นที่อาศัยให้เมล็ดข้าวสาลีสุกได้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก (น อุปนิสสย) เมล็ดข้าวสาลี, ที่นา และน้ำฝนเท่านั้นเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก เมื่อเมล็ดข้าวสาลี, ที่นา, และน้ำฝน เหล่านั้นไม่มี ย่อมไม่เป็นกำลังแห่งพ่อครัวเป็นต้นที่จะทำให้ข้าวสุกได้ฉันใด เมื่อปัจจัยชนิดใดไม่มี แม้นิสสยธรรมก็มีไม่ได้ฉันนั้น เมื่อนิสสยธรรมมีไม่ได้แล้ว นิสสิตธรรม จะเกิดมีมาแต่ไหน ปัจจัยธรรมที่เป็นที่อาศัยของนิสสยธรรม ซึ่งเรียกว่าอุปนิสสยะนั้น พราะอรรถว่ามีกำลังมากกว่า หรือสำคัญมากกว่านิสสยปัจจัยธรรม

       อนึ่ง ในบรรดาปัจจัย ๒๔ ปัจจัยเหล่านี้ "ปกตูปนิสสยปัจจัย" พระองค์ทรงแสดงกว้างขวางมากกว่าปัจจัยอื่น ๆ ปัจจัยธรรมที่ให้เป็นที่เกิดปัจยุปบันธรรมก็มีมากกว่าปัจจัยอื่น ๆ องค์ธรรมก็กว้างขวางมาก ปกตูปนิสสยปัจจัยนี้จึงได้ชื่อว่า มหาปเทสปัจจัย หมายความว่า เป็นปัจจัยที่กว้างขวางมาก ดังมีบาสีในอภิธัมมัตถวิภาวนีฎีกา และอภิธัมมาวตาร แสดงไว้ว่า-

       ปจฺจยมหาปเทโส เหส, ยทิทํ ปกตูปนิสฺสโย.

       แปลว่า ปกตูปนิสสยปัจจัยนี้แหละ เรียกว่า ปัจจัยมหาปเทส

---------///--------- 

[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สรุปปัจจัย ๒๔ (พิสดาร ๕๒)

      ๑. นามเป็นปัจจัยแก่นาม ๘ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย อาเสวน อนันตรกัมม สัมปยุตต นัตถิ วิคต

      ๒. นามเป็นปัจจัยแก่รูป ๔ ปัจจัย คือ ปัจฉาชาต ปัจฉาชาติวิปปยุตต ปัจฉาชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต

      ๓. นามเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๙ ปัจจัย คือ เหตุ สหชาตาธิป สหชาติกัมม นานักขณิกกัมม วิปาก นามอาหาร นามอินทรีย์ ฌาน มัคค

      ๔. รูปเป็นปัจจัยแก่รูป ๖ ปัจจัย คือ รูปอาหาร รูปชีวิตินทรีย อาหารัตถิ อินทริยัตถิ อาหารอวิคต อินทริยอวิคต

      ๕. รูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๑๕ ปัจจัย คือ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย วัตถุปุเรชาต อารัมมณปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปุเรชาตินทรีย วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต วัตถุปเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาติตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ วัตถุปุเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต

      ๖. นามรูปเป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณาธิปติ อารัมมนูปนิสสย

      ๗. นามรูปเป็นปัจจัยแก่นามรูป ๖ ปัจจัย คือ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตนิสสย สหชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ สหชาตอวิคต

      ๘. บัญญัติ นามรูป เป็นปัจจัยแก่นาม ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ ปกตูปนิสสย


แสดงปัจจัยตามกาล

      ๑. ปัจจัยที่จัดเป็นปัจจุบันกาล ๔๐ ปัจจัย คือ เหตุ สหชาตาธิปติ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตนิสสย วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสย วัตถุปุเรชาต อารัมมณปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปัจฉาชาต สหชาตกัมม วิปาก นามอาหาร รูปอาหาร ปูเรชาตินทริย รูปชีวิตินทริย สหชาตินทริย ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต อัตถิปัจจัย ๗ ปัจจัย อวิคตปัจจัย ๗ ปัจจัย

      ๒. ปัจจัยที่เป็นอดีตกาลมี ๘ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย อาเสวน อนันตรกัมม นานักขณิกกัมม นัตถิ วิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต มี ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณาธิปติ และ อารัมมนูปนิสสย

      ๔. ปัจจัยที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต และกาลวิมุติ มี ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณปัจจัย และปกตูปนิสสยปัจจัย


สรุปอำนาจของปัจจัย

      ๑. ปัจจัยที่เป็นชนกสัตติ มี ๙ ปัจจัย คือ อนันตร สมนันตร อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย นานักขณิกกัมม อนันตรกัมม อาเสวน นัตถิ วิคต

      ๒. ปัจจัยที่เป็นอุปถัมภกสัตติ มี ๔ ปัจจัย คือ ปัจฉาชาตปัจฉาชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นอนุบาลกสัตติ มี ๓ ปัจจัย คือ รูปชีวิตินทรีย์ อินทริยัตถิ และ อินทริยอวิคต

      ๔. ปัจจัยที่เป็นทั้งชนกสัตติ และอุปถัมภกสัตติ มี ๓๖ ปัจจัย เว้นปัจจัยที่กล่าว มาแล้ว ๑๖ ปัจจัย

      อนึ่ง สำหรับรูปอาหารปัจจัย อาหารัตถิ และอาหารอวิคต ๓ ปัจจัยนี้ ในอรรถกถาปัญจปกรณ์ บาลีหน้า ๕๐๔ ใช้ว่า ชนกสัตติ และอนุปาลกสัตติ


สรุปปัจจัยตามภูมิ

      ๑. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในปัญจโวการภูมิ มีครบทั้ง ๒๔ หรือ ๕๒ ปัจจัย

      ๒. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในจตุโวการภูมิ มี ๒๖ ปัจจัย คือ เหตุ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญู สหชาดนิสสย อุปนิสสย ๓ ปัจจัย อาเสวน กัมมปัจจัย ๓ ปัจจัย วิปาก นามอาหาร นามอินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต

      ๓. ปัจจัยที่เป็นไปได้ในเอกโวการภูมิมี ๙ ปัจจัย คือ สหชาต อัญญมัญญ สหชาตินิสสย นานักขณิกกัมม รูปชีวิตินทรีย์ สหชาตัตถิ อินทริยัตถิ สหชาตอวิคต อินทรียอวิคต


สรุปปัจจัยในสังขยาวาระ ๑๓ วาระในอนุโลมนัย

      ในอนุโลมนัยมีสังขยาวาระอย่างมาก ๑๓ วาระ อย่างน้อย ๑ วาระ ในจำนวน ๑๓ วาระนี้ แต่ละวาระมีปัจจัยสงเคราะห์มากน้อยต่างกันดังแสดงมาแล้ว เพื่อความชัดเจนจะขอ สรุปปัจจัยทั้งหมดที่รวมลงในวาระแต่ละวาระดังนี้

      ๑. กุ - กุ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๓ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญู สหชาตนิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อาเสวน สหชาตกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สัมปยุตต สหชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๒. กุ - อกุ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๔ ปัจจัย

คือ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ อารัมมนูปนิสสย และปกตูปนิสสย ไม่เกิดขึ้นด้วย อำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๓. กุ - อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๗ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต สหชาตนิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย ปัจฉาชาต สหชาติกัมม นานักขณิกกัมม อนันตรกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สหชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ ปัจฉาชาตตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ปัจฉาชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๔. กุ - กุ. อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๑ ปัจจัย

คือ เหตุ สหชาตาธิปติ สหชาต สหชาตินิสสัย สหชาติกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัคค สหชาตัตถิ สหชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัยที่เหลือ

      ๕. อกุ - อกุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๓ ปัจจัย เช่นเดียวกับ กุ - กุ

      ๖. อกุ - กุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ และปกตูปนิสสย

      ๗. อกุ - อัพ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๔ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต สหชาตนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย ปัจฉาชาต สหชาตกัมม นานักขณิกกัมม นามอาหาร สหชาตินทรีย์ ฌาน มัค สหชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต สหชาต ปัจฉาชาต นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต ปัจฉาชาตอวิคต

      ๘. อกุ - อกุ.อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๑๑ ปัจจัย เหมือนกับ กุ - กุ.

      ๙. อัพ อัพ - อัพ เกิดได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๔๙ ปัจจัย

คือ เหตุ อารัมมณ สหชาตาธิปติ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร สหชาต

อัญญมัญญ สหชาตนิสสย วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณปุเรชาตินิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน สหชาตกัมม วิปาก นามอาหาร รูปอาหาร รูปชีวิตินทรีย์ สหชาตินทรีย์ วัตถุปุเรชาตินทรีย์ ฌาน มัค สัมปยุตต สหชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต ปัจฉาชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต สหชาตัตถิ วัตถุปเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาตัตถิ ปัจฉาชาตัตถิ อาหารัตถิ อินทริยัตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ นัตถิ วิคต สหชาตอวิคต วัตถุปเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตัตถิ ปัจฉาชาตอวิคต อาหารอวิคต อินทริยอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ คือ วัตถารัมมณปุเรชาตาธิปติ นานักขณิกกัมม และอนันตรกัมม

      ๑๐. อัพ - กุ เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๒ ปัจจัย คือ อารัมมณ อารัมมณาธิปติ อนันตร สมนันตร วัตถุปุเรชาตนิสสย วัตถารัมมณ ปุเรชาตินิสสย อารัมมนูปนิสสย อนันตรูปนิสสย ปกตูปนิสสย อารัมมณปุเรชาต วัตถุปเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาตวิปปยุตต วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตต วัตถุปุเรชาตัตถิ อารัมมณปุเรชาตัตถิ วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิ นัตถิ วิคต วัตถุปุเรชาตอวิคต อารัมมณปุเรชาตอวิคต วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคต ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยที่เหลือ ๓๐

      ๑๑. อัพ - อกุ เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒๒ ปัจจัย เช่นเดียวกับ อัพ - กุ

      ๑๒. กุ - อัพ.กุ วาระนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัยร่วมกัน ที่เรียกว่า มิสสกวาระ ด้วยอำนาจของนิสสย อัตถิ อวิคต คือ ด้วยอำนาจของสหชาตนิสสยปัจจัย และ วัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจัยคู่หนึ่ง ด้วยอำนาจของสหชาตัตถิร่วมกับวัตถุปุเรชาตัตถิคู่หนึ่ง ด้วย อำนาจของสหชาตอวิคต ร่วมกับ วัตถุปุเรชาตอวิคตอีกคู่หนึ่ง รวม ๓ คู่ ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ ของปัจจัยนอกนี้

      ๑๓. อกุ - อัพ.อกุ วาระนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัจจัย ๒ ปัจจัยร่วมกัน รวม ๓ คู่ เช่นเดียวกับใน กุ - อัพ.กุ ไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยนอกนี้


ความหมายของปัจจัยตามนัยอรรถกถา

      ๑. เหตุ จ โส ปจฺจโย จาติ เหตุปัจจโย ฯ 

          เหตุนั้นแหละเป็นปัจจัย จึงชื่อว่า เหตุปัจจัย

      ๒. อารมฺมณภาเวน อุปการโก ธมฺโม อารมฺมณปจฺจโยฯ 

          ธรรมที่ช่วยอุปการะ (อุดหนุนกัน ) โดยความเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อารัมมณปัจจัย

      ๓. เชฎฺฐกฎฺเฐน อุปการโก ธมโม อธิปติปจฺจโย ฯ ธรรมที่อุปการะ (อุดหนุนกัน ) โดยความเป็นใหญ่ ชื่อว่า อธิปติปัจจัย

      ๔. อนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม อนนฺตรปจฺจโยฯ สมนนฺตรภาเวน อุปการโก ธมฺโม สมนนฺตรปจฺจโย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความไม่มีระหว่างคั่น ชื่อว่า อนันตรปัจจัย ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความไม่มีระหว่างคั่นด้วยดี ชื่อว่า สมนันตรปัจจัย

      ๕. อุปฺปชฺชมาโน สห อุปฺปาทนภาเวน อุปการโก ธมโม สหชาตปจฺจโย ปภาสสฺส ปทีโป วิย ฯ

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เรียกว่า สหชาตปัจจัย เหมือนประทีปโคมไฟเป็นปัจจัยแก่แสงสว่าง ฉะนั้น

      ๖. อญฺญมญฺญํ อุปาทนูปตฺถมฺภนภาเวน อุปการโก ธมฺโม อญฺญมญฺญปจฺฺจโย อญฺญมญฺปตฺถมฺภกํ ติทณฺฑํวิย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน ) โดยความอุปถัมภ์ซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้น ชื่อว่า อัญญมัญญปัจจัย ดุจไม้ ๓ อัน อุปถัมภ์ซึ่งกันและกันจึงตั้งอยู่ได้

      ๗. อธิฏฺฐานากาเรน นิสฺสยากาเรน จ อุปการโก ธมฺโม นิสฺสยปจฺจโย ตรุจิตฺตกมฺมาทีนํ ปฐวีปฏาทโย วิย ฯ 

          ธรรมที่อุปการะกัน (อุดหนุนกัน) โดยอาการตั้งมั่นประการหนึ่ง โดยการอิงอาศัยกัน ประการหนึ่ง ชื่อว่า นิสสยปัจจัย เหมือนแผ่นดินและแผ่นผ้าเป็นต้น เป็นปัจจัยแก่ต้นไม้และ จิตรกรรม คือ ภาพวาดเขียนเป็นต้น

      ๘. ยถา ปน ภูโส อายาโส อุปายาโส เอวํ ภูโส นิสสโย อุปนิสสโย ฯ พลวการณสฺเสตํ อธิวจนํฯ ตสฺมา พลวการณภาเวน อุปการโก ธมฺโม อุปนิสฺสยปจฺจโยติ เวทิตพฺโพ ฯ

          แปลว่า เหมือนอย่างว่า ธรรมใดอันเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้ามีอยู่ฉันใด ธรรมที่ชื่อว่า อุปนิสสยปัจจัย ก็ฉันนั้น คำว่า อุปนิสสยะนี้เป็นชื่อของปัจจัยที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้น ธรรมที่อุปการะกันโดยความเป็นปัจจัยที่มีกำลังมาก บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นอุปนิสสยปัจจัย

      ๙. อิติ อตฺตโน อตฺตโน อนนฺตรํ อนุรูปจิตตุปฺปาทวเสน อนนฺตรปจฺจโย พลวการณวเสน อนนฺตรูปนิสฺสโยติ เอวเมเตสํ นานตฺตํ เวทิตพฺพํฯ

          แปลว่า อนันตรปัจจัย ย่อมเกิดด้วยความสามารถแห่งอันยังจิตตุปบาทอันสมควรให้เกิดขึ้นในลำดับของตนๆ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ย่อมเกิดด้วยอำนาจแห่งปัจจัยที่มีกำลังมาก เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบความต่างกันแห่งปัจจัยทั้ง ๒ เหล่านั้น อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้

      ๑๐. ปกตูปนิสฺสโย ปน ปกโต อุปนิสสโย ปกตูปนิสสโย ฯ ปกโต นาม อตฺตโน สนุตาเน นิปผาทิโต วา สทฺธาสีลาทิ อุปเสวิโต วา อุตุโภชนาทิ ฯ ปกติยาเยว วา อุปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ อารมฺณานนฺตเรหิ อสมฺมิสฺโสติ อตฺโถ ฯ

          แปลว่า ปกตูปนิสสยะได้แก่เหตุธรรมอันเป็นที่อาศัยที่มีกำลังอย่างแรงกล้า ที่ได้ทำมา เสร็จแล้ว ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย ศรัทธา และศีลเป็นต้น ที่ตนให้สำเร็จแล้วในสันดานของตน หรือว่า อุตุและโภชนะเป็นต้น ที่ตนเข้าไปเสพแล้ว ชื่อว่า ปกตะ อีกอย่างหนึ่ง อุปนิสสัยตามปกติของตนเท่านั้น ชื่อว่า ปกตูปนิสสยปัจจัย อธิบายว่า ปกตูปนิสสยปัจจัยนี้ เป็นปัจจัยที่ไม่เจือด้วย อารัมมณปัจจัย และอนันตรปัจจัย

      ๑๑. ปฐมตรํ อุปฺปชฺชิตฺวา วตฺตมานภาเวน อุปการโก ธมฺโม ปุเรชาตปจฺจโย ฯ 

           แปลว่าธรรมที่อุปการะกัน โดยความเกิดขึ้นก่อนแล้วเป็นไป ชื่อว่า ปุเรชาตปัจจัย

      ๑๒. เรชาตานํ รูปธมฺมานํ อุปตฺถมฺภกฎฺเฐน อุปการโก อรูปธมฺโม ปจฉาชาตปจฺจโย คิชฌโปตกสรีรานํ อาหาราสาเจตนา วิย ฯ

           แปลว่า นามธรรมที่อุปการะแก่รูปธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ชื่อว่า ปัจฉาชาตปัจจัย เพราะอรรถว่าเป็นธรรมที่ให้การอุปถัมภ์ ดุจเจตนาของลูกนกแร้งที่หวังในอาหารเป็นปัจจัยแก่ สรีระของลูกนกแร้งฉะนั้น

      ๑๓. อาเสวนฏฺเฐน อนนฺตรานํ ปคุณพลวภาวาย อุปการโก ธมฺโม อาเสวนปญฺจโย คนฺถาทีสุ ปุริมปริมาภิโยโค วิย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการะกันโดยความที่อนันตรปัจจัยทั้งหลาย เป็นสภาพมีกำลังมาก เพราะอรรถว่าเสพบ่อยๆ ชื่อว่า อาเสวนปัจจัย เปรียบเหมือนบุคคลผู้ใคร่ในการศึกษา ใคร่ครวญวิชาความรู้ที่เกิดก่อนๆ ในที่ทั้งหลายมีในคัมภีร์เป็นต้น

      ๑๔. จิตฺตปฺปโยคสงฺขาเตน กิริยาภาเวน อุปการโก ธมฺโม กมุมปัจจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการะกันโดยเป็นภาวะแห่งการกระทำอันนับเนื่องในจิตตปโยคะ คือ การประกอบกับจิต ชื่อว่า กัมมปัจจัย

      ๑๕. นิรุสฺสาหสนฺตภาเวน นิรุสฺสาหสนตภาวาย อุปการโก วิปากธมฺโม วิปากปจฺจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่เป็นวิปากอุปการะกันโดยความเป็นธรรมที่ไม่มีความอุตสาหะ และเป็นธรรมที่สงบแล้วแก่ธรรมที่ไม่มีความอุตสาหะ และเป็นธรรมอันสงบแล้ว ชื่อว่า วิปากปัจจัย

      ๑๖. รูปารูปานํ อุปตฺถมฺภกฎฺเฐน อุปการกา จตฺตาโร อาหารา อาหารปัจจโย ฯ 

           แปลว่า อาหาร ๔ เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถว่าเป็นธรรมอุปถัมภ์แก่รูปธรรมและ นามธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า อาหารปัจจัย

      ๑๗. อธิปตฺยฎฺเฐน อุปการกา อิตถินทรียปุริสินทรียวชฺชา วีสตินฺทริยา อินฺทฺริยปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อินทรีย์ ๒๐ ยกเว้นอิตถินทรีย์ และปุริสินทรีย์เสีย เป็นธรรมอุปการะ ด้วย อรรถว่าเป็นใหญ่ คือ เป็นธรรมปกครอง ชื่อว่า อินทรียปัจจัย

      ๑๘. อุปนิชฺฌายนฏฺเฐน อุปการกานิ ฐเปตฺวา ทฺวิปญฺจวิญญาเณสุ กายิกสุขทุกฺข เวทนาทฺวยํ สพฺพานิปิ กุสลาทิเภทานิ สตฺต ฌานงฺคานิ ฌานปจฺจโย ฯ

          แปลว่า ยกเว้นหมวด ๒ แห่งสุขทุกข์ของเวทนาอันเป็นไปทางกายในทวิปัญจวิญญาณทั้งหลายแล้ว องค์ฌาน ๗ อันต่างด้วยกุศลเป็นต้น แม้ทั้งปวง เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถ ว่าเข้าไปเพ่งซึ่งอารมณ์ ชื่อว่า ฌานปัจจัย

      ๑๙. ยโต ตโต วา นิยุยานฏฺเฐน อุปการกานิ กุสลาทิเภทานิ ทฺวาทส มคฺคงฺคานิ มคฺคปจจโยฯ

          แปลว่า องค์แห่งมรรค ๑๒ อันต่างด้วยกุศลเป็นต้น เป็นธรรมอุปการะ ด้วยอรรถว่า การนำออกไปจากที่ใด หรือว่าจากที่นั้น ชื่อว่า มัคคปัจจัย

      ๒๐. เอกวตฺถุเอการมฺมณเอกุปปาเทกนิโรธสงฺขาเตน สมฺปยุตฺตภาเวน อุปการกา อรูปธมฺมา สมฺปยุตฺตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อรูปธรรมที่อุปการะกัน กล่าวคือ มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์เดียวกันและเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ชื่อว่า สัมปยุตตปัจจัย

      ๒๑. เอกวตฺถุกาทิภาเวนุปคเมน อุปการกา รูปิโน ธมฺมา อรูปีนํ อรูปิโนปิ รูปีนํ วิปฺปยุตฺตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า รูปธรรมทั้งหลายที่อุปการะแก่อรูปธรรมทั้งหลาย โดยความไม่เข้าถึงความเป็นแห่งธรรมที่มีวัตถุเดียวกันเป็นต้นก็ดี อรูปธรรมทั้งหลายที่อุปการะแก่รูปธรรมทั้งหลาย โดยการไม่เข้าถึงซึ่งความเป็นแห่งธรรมที่มีวัตถุเดียวกันเป็นต้นก็ดี ชื่อว่า วิปปยุตตปัจจัย

      ๒๒. ปจฺจุปฺปนฺนลกฺขเณน อตฺถิภาเวน ตาทิสสฺเสว ธมฺมสฺส อุปตฺถมฺภกฏฺเฐน อุปการโก ธมฺโม อตฺถิปจฺจโย ฯ

           แปลว่า ธรรมที่อุปการโดยอรรถว่าอุปถัมภ์แก่ธรรมที่มีสภาพเช่นเดียวกันนั่นแหละ โดยลักษณะที่กังลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าอันเป็นสภาพที่มีอยู่ ชื่อว่า อัตถิปัจจัย

      ๒๓. อตฺตโน อนนฺตรํ อุปฺปชฺมานานํ ปวตฺติโอกาสทาเนน อุปการกา สมนนฺตรนิรุทธา อรูปธมฺมา นตฺถิปจฺจโย ฯ

           แปลว่า อรูปธรรมทั้งหลายที่ดับไปแล้วในระหว่าง เป็นธรรมอุปการะโดยการให้โอกาสความเป็นไปแก่รูปธรรมทั้งหลายที่เกิดในลำดับของตน ชื่อว่า นัตถิปัจจัย

      ๒๔. เต เอว วิคตภาเวน อุปการกตฺตา วิคตปจฺจโย ฯ

           แปลว่า สภาพธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ เป็นธรรมอุปการะโดยความเป็นธรรมที่ปราศจากไปแล้ว ชื่อว่า วิคตปัจจัย

      ๒๕. อตฺถิปจฺจยธมฺมา เอว อวิคตภาเวน อุปการกตฺตา อวิคตปจฺจโยติ เวทิตพฺพา ฯ เทสนาวิลาเสน ปน ตถา วิเนตพฺพเวเนยฺยวเสน วา อยํ ทุโก วุตฺโต สเหตุกทุกํ วตฺวาปิ เหตุสมฺปยุตฺตทุกาทโย วิยาติ ฯ

           แปลว่า ธรรม คือ อัตถิปัจจัยนั่นเทียว เป็นธรรมอุปการะโดยความเป็นธรรมที่ยังไม่ปราศจากไป บัณฑิตพึงทราบว่าเป็น อวิคตปัจจัย อนึงทุกะปัจจัย คือ ปัจจัย ๒ ปัจจัย (อัตถิ อวิคต) นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยเทศนาวิลาส คือ ให้เทศนานั้นวิจิตรพิศดารยิ่งขึ้น หรือเทศนาด้วยอำนาจแห่งเวไนยสัตว์ที่พระองค์พึงแนะนำได้โดยประการนั้น ดุจเหตุสัมปยุตตทุกะเป็นต้น ซึ่งความหมายเหล่านี้มีแสดงไว้ในอุทเทสวาระ ในอรรถกถาปัญจปกรณ์บาลี หน้า ๔๕๕-๔๖๗ ท่านที่สนใจความละเอียดลึกซึ้งพึงเข้าไปศึกษาดูเถิด


--------///-------

 

[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

 

สรุปเนื้อความ ๓ ประการ(องค์ธรรม)ในปัจจัย ๒๔

๑. เหตุปัจจัย

   ป.จ.  เหตุ ๖ คือ โลภเหตุ, โทสเหตุ, โมหเหตุ, อโลภเหตุ, อโทสเหตุ, อโมหเหตุ      

   ป.ย. สเหตุกจิต ๗๑ เจตสิก ๕๒ (เว้นโมหเจตสิกที่ในโมหมูลจิต ๒) สเหตุกจิตตชรูป ๑๗ สเหตุกปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐

   ป.น. อเหตุกจิต ๑๘ อัญญสมานเจตสิก ๑๒ (ฉันทะ) โมหเจตสิกที่ในโมหมูลจิต ๒ อเหตุกจิตตชรูป อเหตุกปฏิสนธิกัมมชรูป พาหิรรูป อาหารชรูป อุตุชรูป อสัญญสัตตกัมมชรูป ปวัตติกัมมชรูป


๒. อารัมมณปัจจัย

   ป.จ. จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ที่เป็นปัจจุบัน อดีต อนาคต, นิพพาน และบัญญัติ ที่เป็นกาลวิมุติ

   ป.ย. จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒

   ป.น. รูป ๗ หมวด คือ จิตติชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป พาหิรรูป อาหารชรูป อุตุชรูป อสัญญสัตตกัมมชรูป ปวัตติกัมมชรูป


๓. อธิปติปัจจัย แบ่งเป็น ๓ ปัจจัย คือ -

      ๑) อารัมมนาธิปติปัจจัย

      ป.จ. อารมณ์ ๖ คือ นิปผันนรูป ๑๘ ที่เป็นสภาวะอิฏฐารมณ์ และปริกัปปอิฏฐารมณ์ที่เป็นเตกาลิก จิต ๘๔ (เว้นโทสะ ๒ โมหะ ๒ ทุกขสหคตกายวิญญาณจิต ๑) เจตสิก ๔๗ (เว้นโทจตุกะ ๔ วิจิกิจฉา ๑) ที่เป็นเตกาลิก และนิพพานที่เป็นกาลวิมุติ

      ป.ย. จิต ๒๘ คือ โลภะ ๘ มหากุศล ๘ มหากิริยาญาณสัมปยุตต์ ๔ โลกุตตร ๘ เจตสิก ๔๗ (เว้นโทจตุกะ ๔ วิจิกิจฉา ๑ อัปปมัญญา ๒), (เอกันตะ) โลกุตตรจิต ๘ เจ. ๓๖, (อเนกันตะ) โลภ ๘ กุ. ๘ ก.กิญาณสัมปยุตต์ ๔ เจ. ๔๕ 

      ป.น. โลกียจิต ๘๑ เจ.๕๒ เมื่อขณะที่ไม่ได้เข้าไปยึดอิฏฐารมณ์เหล่านั้น และรูป ๗ หมวด,(เอกันตะ) โทสะ ๒ โมหะ ๒อเหตุกะจิต๑๘ มหากิริยาวิปป.๔ มหัคคตจิต ๒๗ เจ.๔๖(โลติก ๓ วิรตี ๓),(อเนกันตะ) โลภะ ๘ กุ. ๘ กิ. ญาณสํ ๔ เจ. ๔๕ 

   ๒) สหชาตาธิปติปัจจัย

      ป.จ. อธิบดีองค์ธรรม ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา, (เอกันตะ) อธิบดีองค์ธรรม ๔ องค์ใดองค์หนึ่งที่เกิดกับอัปปนาชวนะ ๒๖ (อเนกันตะ) อธิบดีองค์ธรรม ๔ องค์ใด องค์หนึ่งที่ในกามชวนะจิต ๒๖ (เว้นโมหชวนะ ๒ หสิตุปปาทชวนะ ๑) 

      ป.ย. สาธิปติชวนะจิต ๕๒ เจ.๕๑ (เว้นวิจิกิจฉา และเว้นอธิบดีองค์ธรรมในขณะที่เป็นปัจจัย) สาธิปติจิตตชรูป ๑๗, (เอกันตะ) อัปปนาชวนะ ๒๖ เจ. ๓๘ (เว้นอธิบดีองค์ธรรมในขณะที่เป็นปัจจัย) และอัปปนาสาธิปติจิตตชรูป, (อเนกันตะ) กามชวนะจิต ๒๖ (เว้น โมหะ ๒ หสิตุปปาทะ ๑) เจ. ๕๑ (เว้นวิจิกิจฉาและอธิบดีองค์ธรรมในขณะเป็นปัจจัย) กามสาธิปติจิตตชรูป

      ป.น. นิราธิปติจิต ๖๓ (เว้นอัปปนาชวนะจิต ๒๖) เจ. ๕๒ อธิบดี ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งใน ขณะที่เป็นปัจจัย นิราธิปติจิตตชรูป และ กํ - พา - หา - อุ - สัญ - ติ, (เอกันตะ) โมหะ ๒ อเหตุกะ ๑๘ มหาวิปาก ๘ มหัคคตวิปาก ๙ เจ. ๔๒ (โลติกะ ๓ โทจตุกะ ๔ วิรดี ๓) นิราธิปติจิตตชรูป และรูป ๖ หมวดที่เหลือ, (อเนกันตะ) กามชวนะจิต ๒๖ (เว้นโมหะ ๒ หลิตปปาทะ ๑) เจ. ๕๑ (วิจิกิจฉา) กามสาธิปติจิตตชรูป

   ๓) วัตถารมมณปุเรชาตาธิปติปัจจัย

      ป.จ. อิฏฐมรณาสันนหทัยรูป ๑ 

      ป.ย. มรณาสันนโลภะชวนะชวนะ ๘ เจ. ๒๒ 

      ป.น. จิต ๘๙ (มรณาสันนโลกชวนะ ๘ + ๒๒) เจ. ๕๒ รูป ๗ หมวด


๔. อนันตรปัจจัย

      ป.จ. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ที่เกิดก่อนๆ (เว้นจุติจิตของพระอรหันต์) 

      ป.ย. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ที่เกิดหลังๆ พร้อมด้วยจุติจิตของพระอรหันต์ 

      ป.น. รูป ๗ หมวด คือ จิ, กํ, พา, หา, อุ, สัญ, ติ


๕. สมนันตรปัจจัย

      ป.จ. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ที่เกิดก่อนๆ (เว้นจุติจิตของพระอรหันต์) 

      ป.ย. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ที่เกิดหลังๆ พร้อมด้วยจุติจิตของพระอรหันต์  

      ป.น. รูป ๗ หมวด คือ จิ, กํ, พา, หา, อุ, สัญ, ติ


๖. สหชาตปัจจัย

      ป.จ. จิต ๘๙ เจ. ๕๒, ปฏิสนธิหทัยวัตถุ ๑ มหาภูตรูป ๔ ที่ในรูปทั้ง ๗ หมวด 

      ป.ย. จิต ๘๙ เจ. ๕๒, มหาภูตรูป ๔, อุปาทายรูป ๒๔

      ป.น. ไม่มี


๗. อัญญมัญญปัจจัย

      ป.จ. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ปัญจโวการปฏิสนธิ ๑๕ เจ. ๓๕ ปฏิสนธิหทัยวัตถุ ๑ มหาภูตรูป ๔ ที่ในรูปทั้ง ๗ หมวด

      ป.ย. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ปัญจโวการปฏิสนธิ ๑๕ เจ. ๓๕ ปฏิสนธิหทัยวัตถุ ๑ มหาภูตรูป ๔ ที่ในรูปทั้ง ๗ หมวด

      ป.น. จิตตชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป (เว้นหทัยวัตถุ) อุปาทายรูปในรูป ๗ หมวด


๘. นิสสยปัจจัย

   ๑) สหชาตินิสสยปัจจัย

        ป.จ. เหมือนสหชาตปัจจัย 

       ป.ย. เหมือนสหชาตปัจจยุปบัน 

       ป.น. ไม่มี

   ๒) วัตถุปเรชาตนิสสยปัจจัย แบ่งเป็น ๓ ปัจจัย คือ-

      ป.จ. วัตถุรูป ๖ ที่เกิดก่อนและเป็นฐีติปัตตะในปวัตติกาล หรือ

           (๑) มัชฌิมายุกะปัญจวัตถุที่เกิดพร้อมกับอตีตภวังค์ดวงแรก

           (๒) หทัยวัตถุที่เกิดพร้อมกับจิตดวงก่อนๆ มีปฏิสนธิจิตเป็นต้น

           (๓) หทัยวัตถุที่อนุมานเอาว่าเกิดพร้อมกับจิตหนึ่งดวงก่อนออกจากนิโรธสมาบัติ ๔. วัตถุรูป ๖ ที่เกิดพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๗ นับถอยหลังจากจุดจิตขึ้นไปในมรณาสันนกาล

      ป.ย. จิต ๘๕ (อรูปวิบาก ๔) เจตสิก ๕๒ ที่เกิดได้แน่นอนและไม่แน่นอนในปัญจโวการภูมิ (เอกันตะ) จิต ๔๓ ดวง คือ โทสะ ๒ อเหตุกจิต ๑๗ (เว้นมโนทวาราวัชชนะ) มหาวิบาก ๘ รูปาวจรจิต ๑๕ โสดาปัตติมัค เจ.๔๘ (โลติกะ ๓ วิจิกิจฉา), (อเนกันตะ) จิต ๔๒ ดวง คือ โลภะ ๘ โมหะ ๒ มโนทวาราวัชชนะ ๑ มหากุศล ๘ มหากิริยา ๘ อรูปาวจรกุศลกิริยา ๘ โลกุตตร ๗ (โสดาปัตติมัค) เจ. ๔๖ (โทจตุกะ ๔ อัปปมัญญา ๒)

      ป.น. จิต ๔๖ คือ โลภะ ๘ โมหะ ๒ มโนทวาราวัชชนะ ๑ มหากุศล ๘ มหากิริยา ๘ อรูปาวจรจิต ๑๒ โลกุตตร ๗ (โสดาปัตติมัค) เจ. ๔๖ ที่เป็นไปในจตุโวการภูมิ ปัญจโวการปฏิสนธิ ๑๕ เจ. ๓๕ รูป ๗ หมวด, (เอกันตะ) อรูปวิบาก ๔ เจ. ๓๐ รูป ๗ หมวด (อเนกันตะ) จิต ๔๒ ดวง คือ โลภะ ๘ โมหะ ๒ มโนทวาราวัชชนะ จิต ๑ มหากุศล ๘ มหากิริยา ๘ อรูปาวจรกุศลกิริยา ๘ โลกุตตร ๗ (โสดาปัตติมัค) เจ. ๔๖ (โทจตุกะ ๔ อัปปมัญญา ๒)

   ๓) วัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยปัจจัย

      ป.จ. หทัยวัตถุที่เกิดพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๗ นับถอยหลังจากจุติจิตขึ้นไปในมรณาสันกาล หรือหทัยวัตถุที่กำลังตั้งอยู่ในขณะที่เป็นที่อาศัยและเป็นอารมณ์ด้วย

      ป.ย มรณาสันนจิต ๘ ขณะ ได้แก่ จิต ๔๓ ดวง คือ มโนทวาราวัชชนะ ๑ ชวนะ ๕ ครั้งของกามชวนะ ๒๙ ตทารัมมณจิต ๑๑ อภิญญา ๒ (เฉพาะอิทธิวิธอภิญญา) เจ. ๔๔ (เว้น อิสสา มัจฉริยะ, กุกกุจจะ, วิรตี, อัปปมัญญา) ขณะที่เอาหทัยวัตถุนั้นเป็น อารมณ์ 

      ป.น. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ ในเวลาที่ไม่ได้เอาหทัยวัตถุเป็นอารมณ์ที่แน่นอนและไม่แน่นอน และ รูป ๗ หมวด, (เอกันตะ) ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ มโนธาตุ ๓ มหัคคตจิต ๒๗ (เว้น อิทธิวิธอภิญญา) โลกุตตร ๘ เจ. ๓๘ รูป ๗ หมวด, (อเนกันตะ) กามจิต ๔๑ (ทวิ, ๑๐ มโนธาตุ ๓) เจ. ๕๒


๙. อุปนิสสยปัจจัย แบ่งออกเป็น ๓ ปัจจัย คือ -

   ๑) อารัมมนูปนิสสยปัจจัย

      ป.จ. เหมือนอารัมมณาธิปติปัจจัย

      ป.ย. เหมือนอารัมมณาธิปปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนอารัมมณาธิปติปัจจนิก

   ๒) อนันตรูปนิสสยปัจจัย

      ป.จ. เหมือนอนันตรปัจจัย

      ป.ย. เหมือนอนันตรปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนอนันตรปัจจนิก

   ๓) ปกตูปนิสสยปัจจัย

      ป.จ. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ รูป ๒๘ ที่เกิดก่อนๆที่เป็นพลวะมีกำลังมาก และบัญญัติ (เว้นบัญญัติกรรมฐาน)

      ป.ย. จิต ๘๙ เจ.๕๒ ที่เกิดหลังๆ

      ป.น. และรูป ๗ หมวด


๑๐. ปุเรชาตปัจจัย แบ่งเป็น ๓ ปัจจัย คือ -

     ๑) วัตถุปุเรชาตปัจจัย

        ป.จ. เหมือนวัตถุปเรชาตนิสสยปัจจัย

        ป.ย. เหมือนวัตถุปเรชาตนิสสยปัจจยุปบันน 

        ป.น. เหมือนวัตถุปเรชาตนิสสยปัจจนิก

     ๒) อารัมมณปุเรชาตปัจจัย

        ป.จ. อารมณ์ ๖ คือนิปผันนรูป ๑๘ ที่เป็นปัจจุบัน

        ป.ย. กามจิต ๕๔ อภิญญาจิต ๒ เจ. ๕๐ (เว้นอัปปมัญญา), (เอกันตะ) ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ มโนธาตุ ๓ เจ. ๑๐, (อเนกันตะ) กามจิต ๔๑ (ทวิ ๑๐ + มโนธาตุ ๓) อภิญญา ๒ เจ. ๕๐ (เว้นอัปปมัญญา) 

      ป.น. จิต ๗๖ เจ. ๕๒ (เว้นทวิ, ๑๐ +  มโนธาตุ ๓) ที่ไม่ได้เกิดจากปัจจุบันนิปผันรูป ๑๘  รูป ๗ หมวด

    ๓) วัตถารัมมณปุเรชาตปัจจัย

       ป.จ. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยปัจจัย

       ป.ย. เหมือนวัตถารมมณปุเรชาตินิสสยปัจจยุปบัน

       ป.น. เหมือนวัตถารมณปุเรชาตนิสสยปัจจนิก


๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย

      ป.จ. จิต ๘๕ ที่เกิดที่หลังมีปฐมภวังค์เป็นต้น (เว้นอรูปวิบากและปฏิสนธิจิต) เจ.๕๒ ที่เกิด ในปัญจโวการภูมิที่แน่นอนและไม่แน่นอน (อเนกันตะ) โลภะ ๘ โมหะ ๒ มโนทวาราวัชชนะ ๑ มหากุศล ๘ มหากิริยา ๘ อรูปกุศล ๔ อรูปกิริยา ๔ โลกุตตร ๗ (โสดาปัตติมัค) เจ. ๔๖

      ป.ย. ติสมุฏฐานิกรูปและจตุสมุฏฐานิกรูปที่เป็นฐีติปัตตะ ที่เกิดพร้อมกับขณะทั้ง ๓ ของจิตที่เกิดก่อนๆมีปฏิสนธิจิตเป็นต้น (เอกันตะ) โทสะ ๒ ทวิ. ๑๐ มโนธาตุ ๓ ตทา. ๑๑ หสิตุปปาทะ ๑ รูปาวจรจิต ๑๕ โสดาปัตติมัค ๑ เจ. ๔๘ (โลติก ๓ วิจิกิจฉา ๑) 

      ป.น. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ จิตตชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป อาหารชรูป อุตุชรูป ปวัตติกัมมชรูป ขณะที่เกิดขึ้นในสันดานของสัตว์ที่มีชีวิต และพาหิรรูป อสัญญสัตตกัมมชรูป


๑๒. อาเสวนปัจจัย

      ป.จ. โลกียชวนะจิต ๔๗ เจ. ๕๒ ที่เกิดก่อนๆ (เว้นชวนะดวงสุดท้ายที่เป็นชาติเดียวกัน) 

      ป.ย. ชวนะจิต ๕๑ เจ. ๕๒ ที่เกิดหลังๆ (เว้นกามชวนะดวงต้น และผลชวนะ ๔)

      ป.น. กามชวนะดวงที่ ๑ ของกามชวนะ ๒๙ อาวัชชนะ ๒ วิบาก ๓๖ เจ. ๕๒ รูป ๗ หมวด


๑๓. กัมมปัจจัย แบ่งเป็น ๓ ปัจจัย คือ -

    ๑) สหชาตกัมมปัจจัย

      ป.จ. เจตนาเจตสิก ๘๙ ที่ในจิต ๘๙ 

      ป.ย. จิต ๘๔ เจ. ๕๑ (เจตนา) จิตตชรูป ๑๗ ปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐ 

      ป.น. เจตนาเจตสิก ๘๙ ที่ในจิต ๘๙ และรูป ๕ หมวดที่เหลือ 

   ๒) นานักขณิกกัมมปัจจัย

      ป.จ. เจตนา ๓๓ คือกุศลเจตนา ๒๑ อกุศลเจตนา ๑๒ ที่เป็นอดีตคือดับไปแล้ว 

      ป.ย. วิปากจิต ๓๖ เจ. ๓๘ ปฏิสนธิกัมมชรูป อสัญญสัตตกัมมชรูป ปวัตติกัมมชรูป 

      ป.น. กุศล ๒๑ อกุศล ๑๒ กิริยาจิต ๒๐ เจ. ๕๒ รูป ๔ หมวดที่เหลือ 

   ๓) อนันตรกัมมปัจจัย

      ป.จ. มัคคเจตนา ๔ ที่ดับไปแล้ว

      ป.ย. ผลจิต ๔ เจ. ๓๖ ที่เกิดต่อจากมรรค เป็นผลดวงแรกเท่านั้น (มัคคานันตรผล)

      ป.น. จิต ๘๕ (ผลจิต ๔) เจ. ๕๒ รูป ๗ หมวด


๑๔. วิปากปัจจัย

      ป.จ. วิปากจิต ๓๖ เจ. ๓๘ ที่ในปฏิสนธิและปวัตติกาล

      ป.ย. วิปากจิต ๓๖ เจ. ๓๘ จิตตธรูป ๑๕ (เว้นวิญญัติรูป ๒) ปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐ 

      ป.น. กุศลจิต ๒๑ อกุศลจิต ๑๒ กิริยา ๒๐ เจ. ๕๒ จิตตธรูปที่เกิดกับกุศล - อกุศล และ กิริยา และรูป ๕ หมวดที่เหลือ


๑๕. อาหารปัจจัย แบ่งเป็น ๒ ปัจจัย คือ -

   ๑) รูปอาหารปัจจัย

      ป.จ. พหิทธโอชาที่อยู่ในอาหารต่างๆ หรือจตุสมุฏฐานิกโอชาที่เกิดอยู่ภายใน (อัชฌัตต สันดาน) และอุตุโอชาที่อยู่ภายนอก (พหิทธโอชา) คือโอชาในอาหารต่างๆ 

      ป.ย. อาหารสมุฏฐานิกรูป ๑๒ หรือจตุสมุฏฐานิกรูปที่ตั้งอยู่ในกลาบเดียวกับปัจจัยและที่ตั้งอยู่ในกลาปอื่นๆ (เว้นโอชาที่อยู่ในกลางเดียวกับปัจจัย 

      ป.น. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ รูป ๖ หมวด (เว้นอาหารชรูป) หรือ จิต ๘๙ เจ. ๕๒ พาหิรรูป 

   ๒) นามอาหารปัจจัย

      ป.จ. นามอาหารองค์ธรรม ๓ คือ ผัสสะ ๘๙ เจตนา ๘๙ วิญญาณ ๘๙

      ป.ย. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ จิตตธรูป ๑๗, ปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐

      ป.น. รูป ๕ หมวดที่เหลือ


๑๖. อินทริยปัจจัย แบ่งเป็น ๒ (นามอินทรีย์,รูปอินทรีย์) หรือ ๓ ปัจจัย คือ -

     ๑) สหชาตินทริยปัจจัย

        ป.จ. นามอินทรีย์องค์ธรรม ๘ คือ ชีวิตินทรีย์ จิต เวทนา สัทธา วิริยะ สติ เอกัคคตา และปัญญา

        ป.ย. จิต ๘๙ เจ. ๕๒ จิตตชรูป ๑๗ ปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐

        ป.น. รูป ๕ หมวดที่เหลือ

    ๒) ปุเรชาตินทริยปัจจัย

       ป.จ. ปัญจวัตถุที่เป็นมัชฌิมายุกะ หรือฐีติปัตตะปัญจวัตถุ ๔๙

       ป.ย. ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗

       ป.น. จิต ๗๙ (ทวิ. ๑๐) เจ. ๕๒ รูป ๗ หมวด

    ๓) รูปชีวิตินทริยปัจจัย

       ป.จ. รูปชีวิตินทรีย์ทั้งหมดทั้งในปฏิสนธิกาล และปวัตติกาล

       ป.ย. กัมมชรูปที่เหลือ ๙ หรือ ๘ ที่อยู่ในกลาปเดียวกับตัวปัจจัย

       ป.น. จิต ๘๔ เจ. ๕๒ จิตตชรูป พาหิรรูป อาหารรูป อุตุชรูป และรูปชีวิตินทรีย์ที่อยู่ในกัมมชกลาปทั้งหมด


๑๗. ฌานปัจจัย

      ป.จ. องค์ฌาน ๕ หรือ ๗ คือ วิตก วิจาร ปิติ เวทนา เอกัคคตา หรือ วิตก วิจาร ปิติ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา และเอกัคคตา ที่ในจิต ๗๙ (เว้นทวิ. ๑๐) 

      ป.ย. จิต ๗๙ เจ.๕๒ (ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐) จิตติชรูป ๑๗ ปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐ 

      ป.น. ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ เจ.๗ และรูป ๕ หมวดที่เหลือ


๑๘. มัคคปัจจัย

      ป.จ. องค์มัคค ๙ คือ ปัญญา วิตก สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ วิริยะ สติ เอกัคคตา และทิฏฐิ

      ป.ย. สเหตุกจิต ๗๑ เจ.๕๒ สเหตุกจิตตชรูป สเหตุกปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐ 

      ป.น. อเหตุกจิต ๑๘ เจ.๑๒ (เว้นฉันทะ) อเหตุกจิตตชรูป อเหตุกปฏิสนธิกัมมชรูป และรูป ๕ หมวดที่เหลือ คือ พา - หา - อุ - สัญ - ติ


๑๙. สัมปยุตตปัจจัย

      ป.จ. ปฏิสนธิ - ปวัตตนามขันธ์ ๔ คือ จิต ๘๙ เจ.๕๒ ที่ช่วยอุปการะแก่กันและกัน 

       ป.ย. จิต ๘๙ เจ.๕๒

      ป.น. รูป ๗ หมวด


๒๐. วิปปยุตตปัจจัย แบ่งเป็น ๔ ปัจจัย คือ -

    ๑) สหชาตวิปปยุตตปัจจัย

       ป.จ. จิต ๗๕ (ทวิ.๑๐ อรูปวิบาก ๔ และจุติจิตของพระอรหันต์) เจ.๕๒ ซึ่งเกิดขึ้นในปัญจโวการภูมิทั้งในปฏิสนธิและปวัตติกาลโดยแน่นอนและไม่แน่นอน และปัญจโวการ ปฏิสนธิ ๑๕ + ๓๕ ป.หทัย ๑ ที่อุปการะแก่กันและกัน

       ป.ย. จิตติชรูป ปฏิสนธิกัมมชรูป และปฏิสนธิหทัยวัตถุที่อาศัยกันและกันกับปัญจโวการปฏิสนธินามขันธ์ ๔ และปัญจโวการปฏิสนธินามขันธ์ ๔ ที่อาศัยซึ่งกันและกันกับปฏิสนธิหทัยวัตถุ

       ป.น. จิต ๘๙ เจ.๕๒ (เว้นปัญจโวการปฏิสนธินามขันธ์ ๔) รูป ๕ หมวดที่เหลือ

   ๒) วัตถุปุเรชาตวิปปยุต ปัจจัย

      ป.จ. เหมือนวัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจัย

      ป.ย. เหมือนวัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจยุปบันน 

      ป.น. เหมือนวัตถุปุเรชาตนิสสยปัจจนิก  

   ๓) วัตถารัมมณปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยปัจจัย

      ป.ย. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตนิสสยปัจจนิก

   ๔) ปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนปัจฉาชาดปัจจัย

      ป.ย. เหมือนปัจฉาชาตปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนปัจฉาชาตปัจจนิก


๒๑. อัตถิปัจจัย แบ่งเป็น ๗ (บางแห่งนับเป็น ๖) ปัจจัย คือ -

      ๑) สหชาตัตถิปัจจัย

         ป.จ. เหมือนสหชาตปัจจัย

         ป.ย. เหมือนสหชาตปัจจยุปบันน

         ป.น. เหมือนสหชาตปัจจนิก

     ๒) อารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจัย

        ป.จ. เหมือนอารัมมณปุเรชาตปัจจัย

        ป.ย. เหมือนอารัมมณปุเรชาตปัจจยุปบันน

        ป.น. เหมือนอารมมณปุเรชาตปัจจนิก

     ๓) วัตถุปุเรชาติตถิปัจจัย

        ป.จ. เหมือนวัตถุปุเรชาตปัจจัย

        ป.ย. เหมือนวัตถุปุเรชาตปัจจยุปบันน

        ป.น. เหมือนวัตถุปุเรชาตปัจจนิก

    ๔) ปัจฉาชาตัตถิปัจจัย

       ป.จ. เหมือนปัจฉาชาตปัจจัย

       ป.ย. เหมือนปัจฉาชาตปัจจยุปบันน

       ป.น. เหมือนปัจฉาชาตปัจจนิก

    ๕) อาหารัตถิปัจจัย

       ป.จ. เหมือนรูปอาหารปัจจัย

       ป.ย. เหมือนรูปอาหารปัจจยุปบันน

       ป.น. เหมือนรูปอาหารปัจจนิก

   ๖)  อินทริยัตถิปัจจัย

       ป.จ. เหมือนรูปชีวิตินทริยปัจจัย 

       ป.ย. เหมือนรูปชีวิตินทริยปัจจยุปบันน 

       ป.น. เหมือนรูปชีวิตินทริยปัจจนิก

    ๗) วัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจัย

       ป.จ. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตปัจจัย

       ป.ย. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจยุปบันน

       ป.น. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจนิก


๒๒. นัตถิปัจจัย

      ป.จ. เหมือนอนันตรปัจจัย

      ป.ย. เหมือนอนันตรปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนอนันตรปัจจนิก


๒๓. วิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนอนันตรปัจจัย

      ป.ย. เหมือนอนันตรปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนอนันตรปัจจนิก


๒๔. อวิคตปัจจัย แบ่งเป็น ๗ (บางแห่งนับเพียง ๖) ปัจจัย คือ -

   ๑) สหชาตอวิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนสหชาตปัจจัย

      ป.ย. เหมือนสหชาตปัจจยุปบันน 

      ป.น. เหมือนสหชาตปัจจนิก

   ๒) อารัมมณปุเรชาตอวิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนอารมมณปุเรชาตปัจจัย

      ป.ย. เหมือนอารัมมณปุเรชาตปัจจยุปบันน 

      ป.น. เหมือนอารมมณปุเรชาตปัจจนิก

   ๓) วัตถุปุเรชาตอวิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนวัตถุปุเรชาตปัจจัย

      ป.ย. เหมือนวัตถุปเรชาตปัจจยุปบันน 

      ป.น. เหมือนวัตถุปุเรชาตปัจจนิก

   ๔) ปัจฉาชาตอวิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนปัจฉาชาตปัจจัย 

      ป.ย. เหมือนปัจฉาชาตปัจจยุปบันน 

      ป.น. เหมือนปัจฉาชาตปัจจนิก

   ๕) อาหารอวิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนรูปอาหารปัจจัย

      ป.ย. เหมือนรูปอาหารปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนรูปอาหารปัจจนิก

   ๖) อินทริยอวิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนรูปชีวิตินทริยปัจจัย

      ป.ย. เหมือนรูปชีวิตินทริยปัจจยุปบันน 

      ป.น. เหมือนรูปชีวิตินทริยปัจจนิก

   ๗) วัตถารัมมณปุเรชาตอวิคตปัจจัย

      ป.จ. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตปัจจัย

      ป.ย. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจยุปบันน

      ป.น. เหมือนวัตถารัมมณปุเรชาตัตถิปัจจนิก

   หมายเหตุ บางแห่งในอัตถิและอวิคตปัจจัย แบ่งออกเป็น ๕ โดยรวมปุเรชาตทั้ง ๓ เข้าเป็นปุเรชาตัตถิและปุเรชาตอวิคตเพียงอย่างเดียว

-----------///---------- 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.