แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลาสิกขา แสดงบทความทั้งหมด



ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,322)


จับสึก

บาลีว่าอย่างไร

คำบาลีที่มีความหมายตรงกับคำว่า “จับสึก” ในภาษาไทย คือคำว่า “นาสน” อ่านว่า นา-สะ-นะ รากศัพท์มาจาก นส (ธาตุ = ไม่เห็น) + เณ ปัจจัย, ลบ ณ, + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), ลบสระหน้า คือ เอ ที่ เส (นเสน > นสน), ทีฆะ อะ ต้นธาตุเป็น อา (นสฺ > นาส) 

: นสฺ + เณ = นสเณ > นเส + ยุ > อน = นเสน > นสน > นาสน แปลตามศัพท์ว่า “การทำให้ไม่เห็น” (คือให้ออกไป ไม่ให้เห็นตัวอีก)

นาสน + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์ ได้รูปเป็น “นาสนา” ก็มี

หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) แปล “นาสน” ว่า การนาสนะ, การให้สึก, การให้สละสมณเพศ 

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “นาสน” ว่า destruction, abandoning, expulsion (การทำลาย, การยกเลิก, การขับไล่) 

มีคำบาลีที่มีความหมายทำนองเดียวกับ “นาสน” อีก 2 คำ คือ “นิสฺสารณ” และ “ปพฺพาชน” 

“นิสฺสารณ” อ่านว่า นิด-สา-ระ-นะ รากศัพท์มาจาก นิ (คำอุปสรรค = ไม่มี, ออก) + สรฺ (ธาตุ = ไป, เป็นไป) + เณ ปัจจัย, ลบ ณ, + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ) แล้วแปลง น เป็น ณ, ซ้อน สฺ ระหว่างอุปสรรคกับธาตุ (นิ + สฺ + สรฺ), ลบสระหน้า คือ เอ ที่ เร (นิสฺสเรน > นิสฺสรน), ทีฆะ อะ ต้นธาตุเป็น อา (สรฺ > สาร) 

: นิ + สฺ + สรฺ = นิสฺสรฺ + เณ = นิสฺสรเณ > นิสฺสเร + ยุ > อน = นิสฺสเรน > นิสฺสรน > นิสฺสรณ > นิสฺสารณ แปลตามศัพท์ว่า “ธรรมเป็นเหตุให้ออกไป” หมายถึง การขับออกจากหมู่

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “นิสฺสารณ” ว่า going or driving out, expulsion (การออกไปหรือขับออก, การไล่ออก) 

“ปพฺพาชน” อ่านว่า ปับ-พา-ชะ-นะ รากศัพท์มาจาก ป (คำอุปสรรค = ทั่ว, ข้างหน้า, ก่อน, ออก) + วชฺ (ธาตุ = ไป, ถึง), แปลง ว เป็น พ (วชฺ > พชฺ), ซ้อน พฺ ระหว่างอุปสรรคกับธาตุ (ป + พฺ + พชฺ), + เณ ปัจจัย, ลบ ณ, + ยุ ปัจจัย, แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), ลบสระหน้า คือ เอ ที่ เช (ปพฺพเชน > ปพฺพชน), ทีฆะ อะ ต้นธาตุเป็น อา (พชฺ > พาช) 

: ป + พฺ + วช > พชฺ = ปพฺพชฺ + เณ = ปพฺพชเณ > ปพฺพเช + ยุ > อน = ปพฺพเชน > ปพฺพชน > ปพฺพาชน แปลตามศัพท์ว่า “การให้ออกไป” หมายถึง การขับออกจากหมู่

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ปพฺพาชน” ว่า keeping out or away, removing, banishment, exiling (การกันออกไป, การปลดออก, การกำจัด, การขับออก, การเนรเทศ)

“นาสน” เขียนแบบคำไทยเป็น “นาสนะ”

“นิสฺสารณ” เขียนแบบคำไทยเป็น “นิสารณะ” (ตัดตัวสะกดออกตัวหนึ่ง)

“ปพฺพาชน” เขียนแบบคำไทยเป็น “ปัพพาชนะ”

“นาสนะ” และ “นิสารณะ” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554

“ปัพพาชนะ” มีเก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ดังนี้ - 

“ปัพพาชนะ : (คำแบบ) (คำนาม) การขับไล่. (ป.).”

อภิปรายขยายความ :

ถ้าดูตามคำแปล จะเห็นว่า “นาสนะ” “นิสารณะ” และ “ปัพพาชนะ” มีความหมายเพียง “ขับออกจากหมู่” เท่านั้น ดูเหมือนจะไม่ตรงกับคำว่า “จับสึก” 

“จับสึก” ตามที่เรานึกเป็นภาพ คือไปจับกุมตัวมา แล้วถอดจีวรออกจากตัว ต้องทำอย่างนี้จึงจะเป็นการ “จับสึก”

ภิกษุถูกบังคับให้ถอดจีวรออกจากตัวก็ดี คนอื่นมายื้อแย่งจีวรออกจากตัวก็ดี ถูกบังคับให้กล่าวคำลาสิกขาโดยไม่ได้สมัครใจก็ดี การกระทำดังกล่าวนี้ตัวภิกษุนั้นมิได้มีความประสงค์หรือเต็มใจที่สละเพศภิกษุแต่ประการใดทั้งสิ้น และแม้ถูกกระทำบังคับเช่นนั้น จิตใจก็ยังต้องการดำรงเพศภิกษุอยู่ตลอดเวลา

การกระทำดังกล่าวนี้ ตรงกับที่เราเข้าใจกันว่า นี่คือการ “จับสึก”

ถามว่า ภิกษุที่ถูกกระทำดังว่านี้ เป็นอันพ้นจากสมณเพศตามพระธรรมวินัยหรือไม่?

โปรดศึกษาตรวจสอบหลักพระธรรมวินัย 

การคิดเอาเอง การพูดไปตามความเข้าใจเอาเอง ไม่ใช่คำตอบที่ยุติ

เมื่อมีภิกษุประพฤติเลวทรามต่ำช้าจนไม่เป็นที่ประสงค์ของหมู่คณะหรือของสังคม หลักพระธรรมวินัยท่านใช้วิธี “ขับออกจากหมู่” ซึ่งดูเหมือนจะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา คือคนทั่วไปจะคิดว่า ขับออกจากวัดนี้ ก็ไปอยู่วัดโน้นได้อีก 

แต่คำว่า “หมู่” นั้น ท่านหมายถึงคณะสงฆ์ทั้งหมด หรือพูดให้ถึงที่สุดก็ย่อมหมายถึงวิถีชีวิตสงฆ์นั่นเอง “ขับออกจากหมู่” จึงหมายถึงขับออกจากวิถีชีวิตสงฆ์ 

หมายความว่า มีผู้ดำรงวิถีชีวิตสงฆ์อยู่ที่ไหน ภิกษุที่ประพฤติเลวทรามต่ำช้าไปขออยู่ที่นั่น ก็ขับออกจากที่นั่นทุกแห่งไป ใช้สำนวนสมัยใหม่ก็ตรงกับที่พูดกันว่า คณะสงฆ์ไม่ต้อนรับ

บุคคลผู้ประพฤติเลวทรามต่ำช้าจนไม่เป็นที่ประสงค์ของหมู่คณะหรือของสังคมนั้น จะไปแสดงตัวว่าเป็นภิกษุอยู่ที่ไหน ก็ย่อมเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ผู้นี้คือบุคคลที่คณะสงฆ์ไม่ต้อนรับ เขาจะเป็นภิกษุอยู่ในพระศาสนานี้ได้อย่างไร

นี่คือผลที่ประสงค์ของการลงโทษด้วยวิธี “ขับออกจากหมู่”

..............

ยังมีผู้เข้าใจสับสนไปว่า ภิกษุจะถูกลงโทษถึงขั้น “จับสึก” (“ขับออกจากหมู่”) ได้ จะต้องกระทำความผิดฐานล่วงละเมิดอาบัติปาราชิกเท่านั้น ดังจะให้เข้าใจว่า แม้กระทำความผิดฐานล่วงละเมิดอาบัติปาราชิกแล้ว แต่ถ้ายังไม่ถูก “จับสึก” ก็ยังคงเป็นภิกษุอยู่ จะขาดจากความเป็นภิกษุก็ต่อเมื่อถูกจับสึกแล้วเท่านั้น

โปรดทราบว่า เข้าใจเช่นนั้นผิดพลาดลาดเคลื่อนจากหลักพระธรรมวินัย

ภิกษุที่ประพฤติล่วงละเมิดอาบัติปาราชิก ไม่ต้องถูกลงโทษด้วยการ “จับสึก” เลย เพราะการล่วงละเมิดอาบัติปาราชิกนั้นเป็นเหตุให้ขาดจากความเป็นภิกษุในทันทีที่ความผิดสำเร็จ พูดเป็นสำนวนว่า ผู้กระทำได้จับตัวเองสึกไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องให้ใครมาจับสึกอีก

อุปมาเหมือนผู้กระทำความผิดที่มีโทษถึงขั้นต้องถูกประหารชีวิต แต่ได้ฆ่าตัวตายไปแล้วเมื่อทำผิดสำเร็จ จึงไม่ต้องเอาไปประหารชีวิตซ้ำอีก

ความเข้าใจคลาดเคลื่อนยังมีสืบต่อไปอีกว่า ในเมื่ออาบัติปาราชิกเท่านั้นที่ภิกษุจะถูกลงโทษจับสึกได้ เมื่อภิกษุประพฤติล่วงละเมิดอาบัติอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ปาราชิก จึงไม่สมควรที่จะถูก “จับสึก” ซึ่งย่อมจะหมายความว่า ภิกษุแม้จะประพฤติเลวทรามต่ำช้าสักเพียงไร ถ้ายังไม่ถึงขั้นอาบัติปาราชิกแล้ว ก็ยังสมควรที่จะครองสมณเพศอยู่ต่อไปได้

ถ้าใช้หลักการนี้ ก็จะมีภิกษุที่ประพฤติเลวทรามต่ำช้าสารพัดเต็มไปทั้งสังฆมณฑลอย่างแน่นอน

เราต้องการให้เป็นอย่างนั้นหรือ?

..............

ดูก่อนภราดา!

: ทะเลซัดเศษสวะขึ้นฝั่งฉันใด

: พระธรรมวินัยก็ซัดผู้ประพฤติเลวทรามออกไปฉันนั้น

 

[full-post]



ความรู้เรื่องลาสิกขา (๑)

-----------------------

เบื้องต้น ควรรู้ความหมายของคำที่เกี่ยวข้อง คือ “ลาสิกขา” “ลาสึก” และ “สึก”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า - 

.........................................................

(๑) ลาสิกขา : (คำกริยา) ลาสึก, ลาจากเพศสมณะ.

(๒) สึก ๒ : (ภาษาปาก) (คำกริยา) ลาสิกขา, ลาสึก ก็ว่า.

.........................................................

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ไม่ได้เก็บคำว่า “ลาสึก” ไว้ แต่ก็พอเข้าใจความหมายได้ “ลาสิกขา” “ลาสึก” และ “สึก” มีความหมายอย่างเดียวกัน คือ “ลาจากเพศสมณะ”

“สึก” ในคำว่า “สึก” และ “ลาสึก” เพี้ยนมาจากคำว่า “ศึกษา” และ “ศึกษา” เป็นรูปคำอีกอย่างหนึ่งของ “สิกขา” ว่าตามหลักคือ รูปบาลีเป็น “สิกขา” รูปสันสกฤตเป็น “ศึกษา”

“ลาสิกขา” พูดตามรูปคำสันสกฤตเป็น “ลาศึกษา” แล้วกร่อนเป็น “ลาศึก” แล้วเขียนเพี้ยนเป็น “ลาสึก” และพูดลัดตัดสั้นเป็น “สึก”

ทำนองเดียวกับคำว่า “ทิด” ที่เป็นคำนำหน้าชื่อผู้ที่สึกจากพระ มาจากคำว่า “บัณฑิต” คนเก่าออกเสียงคำนี้ว่า บัน-ทิด (ตอนเป็นเด็กผมยังเคยทันได้ยิน) แล้วกร่อนเป็น “ฑิต” แล้วเขียนเพียนเป็น “ทิด”

คำที่พูดในภาษาไทยว่า “ลาสิกขา” มักมีคนพูดเติมเป็น “ลาสิกขาบท” โปรดทราบว่า คำนี้ใช้ว่า “ลาสิกขา” เท่านี้ ไม่ใช่ “ลาสิกขาบท” กรุณาอย่าช่วยกันทำให้ภาษาเพี้ยน

เหตุที่เราพูดว่า “ลาสิกขา” เข้าใจว่าเอามาจากคำกล่าวลาสิกขาที่เป็นภาษาบาลีว่า “สิกขัง ปัจจักขามิ” แปลตามศัพท์ว่า “ข้าพเจ้าขอบอกคืนสิกขา” แปลเป็นไทยชัด ๆ “ข้าพเจ้าขอลาสิกขา” ก็จึงเรียกกันสั้น ๆ ว่า “ลาสิกขา”

“สิกขา” ในคำว่า “ลาสึกขา” หมายถึง วิถีชีวิตสงฆ์ คือการใช้ชีวิตอย่างพระ ปฏิบัติกิจวัตรต่าง ๆ ตามแบบแผนของพระ “ลาสึกขา” คือลาจากความเป็นพระไปสู่ความเป็นชาวบ้านเหมือนที่เคยเป็นอยู่ก่อนบวช

......................

เรื่องลาสิกขานี้ เกิดมีข้อถกเถียงกันว่า พระที่ต้องอาบัติปาราชิกจะต้องลาสิกขาหรือไม่ พูดภาษาไทยว่า-พระปาราชิกต้องสึกไหม?

ก็เลยเกิดปัญหาว่า “ลาสึกขา” หรือ “สึก” คืออะไร แค่ไหนอย่างไรจึงจะเป็นการ “ลาสิกขา” ตามพระธรรมวินัย?

......................

จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ชัด ควรต้องรู้คำอีก ๒ คำ คือ “ภิกขุภาวะ” และ “ภิกขุลิงคะ”

“ภิกขุภาวะ” แปลตามศัพท์ว่า “ภาวะแห่งภิกษุ” หรือ “ความเป็นภิกษุ” เรียกง่าย ๆ ว่า ความเป็นพระ 

“ภิกขุลิงคะ” แปลตามศัพท์ว่า “เพศแห่งภิกษุ” หมายถึงการแสดงรูปร่างหน้าตาเครื่องแต่งกายให้รู้ว่าเป็นพระ เรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า แต่งตัวเป็นพระ

ความเป็นพระกับแต่งตัวเป็นพระ มีทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องกันและไม่เกี่ยวข้องกัน

“ภิกขุภาวะ” ความเป็นพระ จะเกิดมีขึ้นได้ต้องเป็นไปตามหลักพระธรรมวินัย โดยสรุปคือ ผู้จะเป็นพระต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่พระธรรมวินัยกำหนด มีเครื่องแต่งกายและเครื่องใช้ประจำตัวของพระ ต้องผ่านกรรมวิธีที่เรียกว่า “อุปสมบทกรรม” และได้รับอนุมัติจากสงฆ์ จึงจะเป็นพระได้ 

“ภิกขุลิงคะ” แต่งตัวเป็นพระ มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเป็นพระ กล่าวคือ เมื่อเป็นพระก็ต้องแต่งตัวเป็นพระตามรูปแบบเครื่องแต่งตัวที่พระธรรมวินัยกำหนด เพื่อให้ผู้ที่พบเห็นรู้ได้ว่าผู้นี้เป็นพระ 

เป็นพระแล้วจะไม่แต่งตัวเป็นพระย่อมผิดหลักพระธรรมวินัย เว้นไว้แต่เกิดกรณีจำเป็นฉุกเฉินเป็นครั้งคราว แต่จะไม่แต่งตัวเป็นพระเป็นปกติประจำตลอดไปไม่ได้ 

นี่คือส่วนที่-ความเป็นพระกับแต่งตัวเป็นพระเกี่ยวข้องกัน

แต่ “ภิกขุลิงคะ” การแต่งตัวเป็นพระ ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับ “ภิกขุภาวะ” ความเป็นพระเสมอไป กล่าวคือ ผู้ที่ไม่ใช่พระ แต่มีเครื่องแต่งตัวของพระก็สามารถแต่งตัวเป็นพระได้ เช่น แต่งตัวเป็นพระในการแสดงละครหรือภาพยนตร์ รวมทั้งคนที่ปลอมเป็นพระเพื่อหลอกลวงประชาชน ที่เราเรียกกันผิด ๆ ว่า “พระปลอม”

ที่ว่า “เรียกกันผิด ๆ” ก็เพราะคนที่แต่งตัวเป็นพระเพื่อหลอกลวงประชาชนนั้นไม่ใช่พระ จึงใช้คำเรียกขึ้นต้นว่า “พระ-” ไม่ถูก ที่ถูกจะต้องเรียกว่า “คนปลอม” และหมายถึงคนปลอมเป็นพระ

นี่เพราะไปเรียกขึ้นต้นว่า “พระ-” คนที่ได้ยินก็จะมีจิตประหวัดไปถึงพระทั่วไปที่เป็นพระจริง ภาพของพระจริงก็เลยพลอยมัวหมองไปด้วย

นี่คือส่วนที่-ความเป็นพระกับแต่งตัวเป็นพระไม่เกี่ยวข้องกัน

......................

ถามว่า “ภิกขุภาวะ” ความเป็นพระ กับ “ภิกขุลิงคะ” แต่งตัวเป็นพระ อะไรเกิดก่อน? 

.........................................................

ได้รับอนุมัติให้เป็นพระก่อน แล้วจึงไปแต่งตัวเป็นพระ?

หรือว่า-แต่งตัวเป็นพระก่อน แล้วจึงได้รับอนุมัติให้เป็นพระ?

.........................................................

ในสมัยต้นพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงประทานการอุปสมบทด้วยพระองค์เองที่เรียกว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” มีคำบรรยายว่า อัฐบริขารคือเครื่องกายและเครื่องใช้ของพระจะมาสวมใส่ร่างกายของผู้ขออุปสมบททันทีที่มีพุทธานุญาตให้เป็นภิกษุ

กรณีอย่างนี้คือ “ภิกขุภาวะ” กับ “ภิกขุลิงคะ” เกิดพร้อมกัน 

มีกรณีพิเศษรายเดียว (?) คือท่านพาหิยทารุจีริยะ ฟังธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสแล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์ทันที ทูลขอบวช แต่ในระหว่างเที่ยวหาบริขาร ถูกโคขวิดสิ้นชีพ ไม่ทันได้บวช พระพุทธองค์ตรัสรับรองว่าท่านเป็นภิกษุรูปหนึ่ง 

กรณีนี้คือท่านดำรงอยู่ใน “ภิกขุภาวะ” ตามที่พระพุทธองค์ทรงรับรอง แต่ไม่มี “ภิกขุลิงคะ” พูดง่าย ๆ เป็นพระ แต่ไม่ได้บวช จึงถือเป็นกรณีพิเศษ

ถ้าดูภาพในพิธีอุปสมบทที่ปฏิบัติกันในคณะสงฆ์ไทย จะเห็นว่า “ภิกขุลิงคะ” เกิดก่อน “ภิกขุภาวะ” กล่าวคือ ผู้ขออุปสมบทครองผ้ากาสาวพัสตร์ คือแต่งตัวเป็นพระแล้ว จึงได้รับอนุมัติจากสงฆ์ให้เป็นพระ

......................

ในระหว่างพิธีบวชพระ นอกจากญาติสนิทของผู้บวชแล้ว มักจะมีท่านผู้มีจิตศรัทธาจำนวนหนึ่งเข้าไปนั่งดูพิธีอยู่ด้วย ถือกันว่าเป็นบุญอย่างหนึ่งที่ได้ร่วมอยู่ในพิธี 

ผมเคยถามคนที่ดูพิธีอยู่ในโบสถ์ว่า รู้หรือไม่ว่าสำเร็จเป็นองค์พระตอนไหน?

ร้อยทั้งร้อยบอกว่า ไม่รู้!

ส่วนหนึ่ง-ซึ่งอาจจะเป็นส่วนมากหรือทั้งหมด-พอเห็นผู้อุปสมบทครองจีวรออกมาจากหลังพระประธาน (สถานที่ซึ่งหลบเข้าไปครองจีวร) ก็เข้าใจว่า เป็นพระแล้ว!

ความจริงตอนนั้นยังไม่ได้เป็นพระ 

ยังไม่ได้เป็นสามเณรด้วยซ้ำ!

ต้องผ่านกรรมวิธีตามขั้นตอนต่าง ๆ อีกหลายกระบวน

พูดตามหลักวิชา พระคู่สวดต้องสวดข้อความคำบาลีมีคำว่า “โส ภาเสยยะ” ๓ ครั้ง พอจบคำว่า “โส ภาเสยยะ” ครั้งที่ ๓ “ภิกขุภาวะ” จึงเกิด คือสำเร็จเป็นองค์พระตอนนั้น

นี่เป็นเรื่องสำคัญที่คนทั่วไป-แม้แต่พระเองด้วยซ้ำไป-ไม่รู้ และผมเชื่อว่า จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใคร-โดยเฉพาะนักเรียนบาลี-หยิบยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาบอกเล่าให้ความรู้แก่ญาติโยมชาวบ้านหรือให้ความรู้แก่กันและกัน

.........................................................

ถ้ามีอุดมการณ์ทำงานบาลี

ก็จะเห็นงานบาลีมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

ถ้าไม่มีอุดมการณ์ทำงานบาลี

งานบาลีอยู่ปลายจมูกแท้ ๆ ก็มองไม่เห็น

.........................................................

ความรู้เรื่องลาสิกขา ทำท่าจะยาวครับ

(ยังมีต่อ)

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา

๑๗ เมษายน ๒๕๖๗

๑๗:๔๖


[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.