แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทุกข์ แสดงบทความทั้งหมด

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


      พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า สติปัฏฐาน มี 4 หมวด คือ กาย เวทนา จิต ธรรม และทรงตรัสว่าทุกข์ มี 3 ประเภท คือ ทุกขทุกข์ วิปริณามทุกข์ สังขารทุกข์ ความทั้ง 2 อย่างขัดแย้งกันไหม ?

      องค์ธรรมของทุกขอริยสัจจ์ นัยปริยัติ ก็คือ โลกิยจิต 81 เจตสิกที่ประกอบ 51(เว้นโลภะ ในฐานะเป็นสมุทัยอริยสัจจ์) และรูป 28 รวมเป็นทุกขอริยสัจจ์ 160 หรือ ที่ทรงจำแนกเป็นวิปัสสนาภูมิ 6 , สติปัฏฐาน 4 , อินทรียสังวร 6 นั่นเอง หรือ ที่ทรงกล่าวโดยสรุปว่า " สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปฺปาทานกฺขนฺธา ทุกขา " แปลว่า " โดยสรุป อุปาทานขันธ์ เป็นทุกข์นั่นแล " (สํ. มหา. 19/519) และก็ทรงกล่าวกำชับว่า ทุกข์ มี 3 อย่าง ดังนี้ " ติสฺโส อิมา ภิกฺเว ทุกฺกตา. กตมา ติสฺโส ทุกฺขทุกฺขตา สงฺขารทุกฺขตา วิปริณามทุกฺขตา. " แปลว่า " ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นทุกข์มี 3 อย่างเหล่านี้ ความเป็นทุกข์ 3 อย่างอะไรบ้าง? ได้แก่ ความเป็นทุกขทุกข์ ความเป็นสังขารทุกข์ ความเป็นวิปริณามทุกข์ นั่นแล."

      1. ทุกขทุกข์ แปลว่า ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สภาวทุกข์ แปลว่า ทุกข์โดยสภาวะ เหตุเพราะมีสภาวะอันทนได้ยากนั่นแหละ องค์ธรรมก็คือทุกขเวทนาทั้งทางกายและทางใจ เป็นทุกข์ขณะตั้งอยู่ เป็นสุขขณะดับไป

      2. วิปริณามทุกข์ แปลว่า ทุกข์คือสภาพที่แปรปรวน เหตุเพราะมีแล้วกลับผันผวนตามสภาพที่แปรปรวนนั่นแหละ องค์ธรรมก็คือ สุขเวทนา ทั้งทางกายทางใจ เป็นสุขขณะตั้งอยู่ เป็นทุกข์ขณะดับไป

      3. สังขารทุกข์ แปลว่า ทุกข์ประจำสังขาร เป็นทุกข์แก่สัตว์ทั้งหลายเสมอหน้ากัน เหตุเพราะมีสภาพบีบคั้นจากความเกิดขึ้นดับไปของสังขารธรรมตามเหตุปัจจัยอยู่ตลอดเวลา องค์ธรรมก็คือ อทุกขมสุขเวทนาทั้งทางกายและทางใจ และสังขารธรรมที่เหลือ เป็นทุกข์ทุก ขณะที่มีสังขารครองอยู่ เป็นไปอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ จึงเป็นทุกข์ที่ละเอียดเห็นได้ยาก สะดุ้งสะเทือนต่อกิเลส เป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้นทุกข์ที่ผู้ปฏิบัติพึงเห็น จึงไม่ใช่ ทุกขทุกข์ หรือ วิปริณามทุกข์แน่นอน เพราะยังเป็นที่ตั้งที่ยินดี ยินร้ายได้ ทุกข์ 160 ทั้งหมด (นัยปริยัติ) ต้องเห็นโดยนัยปฏิบัติ คือ เห็น เป็นสังขารทุกข์เท่านั้น จึงจะสำรอกกิเลสได้ สมดังพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังมีขันธ์อยู่ ยังไม่ดับขันธปรินิพพานกล่าวว่า ตราบใดที่ขันธ์ยังไม่ดับ ยังเป็นไปอยู่ ตราบนั้น ก็ย่อมมีภาระ เหมือนมีซากศพเหม็นเน่าแขวนอยู่ที่คอนั่นแล

(นิสสยอักษรปัลลวะ อักษรสิงหล)

----------///---------


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สุขในโลกนี้ก็มีอยู่ ทำไมจึงว่ามีแต่ทุกข์

เป็นทุกข์ชื่อว่าสังขารเพราะถูกปัจจัยปรุงแต่ง

   ถามว่า ทำไมจึงกล่าวว่า ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นดับไป ในเมื่อธรรมที่นอกจากทุกข์ก็มีอยู่ ก็สุขเวทนาอย่างไรเล่า ช่วยตอบให้หายสงสัยด้วย

   ตอบว่า สรรพสิ่งในโลกนี้ ล้วนเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย มิได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่อาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้ ก็สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย หรือมีเหตุปัจจัยให้เกิดนี้ เรียกว่าสังขารธรรม หรือสังขตธรรม เมื่อกล่าวโดยปรมัตถ์ สิ่งเหล่านี้ก็คือ สภาวธรรมที่เรียกว่าจิต เรียกว่าเจตสิก และเรียกว่ารูป รวม ๓ อย่างนี้เท่านั้นที่เป็นสังขารธรรมหรือสังขตธรรม ไม่มีมากกว่านั้น ส่วนนิพพานนั้นเป็นวิสังขารธรรม หรืออสังขตธรรม เพราะไม่มีเหตุปัจจัยให้เกิด จึงเป็นธรรมเหนือโลก

   ก็สังขารธรรมทุกชนิด ไม่ว่าจิต เจตสิก หรือรูป แต่ละชนิดล้วนตกอยู่ในอำนาจของไตรลักษณ์ คือลักษณะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสังสารธรรมเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา ที่เกิดขึ้นแล้วเที่ยงแท้ถาวร ไม่ดับไปไม่มีเลย ก็สุขเวทนา ที่เราเห็นว่าเป็นสุขนั้น ก็ตกอยู่ในสภาพนี้ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา เช่นเดียวกับสังขารธรรมอื่นๆ เพราะสุขเวทนาก็เป็นสังขารธรรม อาศัยความจริงที่สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี้แหละนางวชิราภิกษุณีจึงกล่าวว่า

" ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ " (สํ.สคาถ.วชิราสูตร.๕๕๒)

   คำว่า ทุกข์ ที่นางวชิราภิกษุณีกล่าวในที่นี้ หมายถึงขันธ์ ๕ ซึ่งขันธ์ ๕ นั้นก็คือสังขารธรรมนั่นเอง เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความดับไปเป็นธรรมดา แม้สุขเวทนาก็เป็นเวทนาขันธ์ อันเป็นขันธ์หนึ่งในขันธ์ห้า จึงหนีสภาพเป็นทุกข์ไปไม่ได้ นั่นคือแม้นสุขเวทนาก็เป็นทุกข์ เพราะเหตุทนอยู่ไม่ได้ เกิดขึ้นแล้วต้องดับไปเป็นธรรมดานั่นเอง


[full-post]

ว่าด้วยคนเราเกิดมามิใช่เพื่อทุกข์ จริงหรือไม่?


ถ้าแสดงความทุกข์ในลักษณะนี้ ก็หมายถึงความทุกข์ที่เป็นเวทนา คือการเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์  // ตามความเป็นจริง คำว่า “ทุกข์” ที่เป็นความหมายในทางพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะใหญ่ ๆ คือ


๑. ทุกข์ ที่เป็นตัวเวทนาเจตสิกซึ่งเกิดขึ้นเสวยอารมณ์ พร้อมกับทุกขสหกายวิญญาณจิต (ทุกข์กาย), และที่เกิดขึ้นพร้อมกับโทสมูลจิต ซึ่งเป็นโทมนัสเวทนา (ทุกข์ทางใจ)

๒. ทุกข์ ซึ่งมิใช่การเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์ แต่เป็นทุกข์โดยประการอื่น มีทุกข์ในสามัญญลักษณะ, ทุกข์เพราะทนอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ เรียกว่า วิปริณามทุกข์ ทุกข์เพราะมีการเปลี่ยนแปลงไป, สภาวทุกข์ คือทุกข์ตามสภาวะ ได้แก่การเกิด แก่ เจ็บ ตาย  อย่างที่ทรงแสดงว่า “ชาติปิ ทุกฺขา” … เป็นต้น 


เวทนาที่จัดว่าเป็นตัวเสวยอารมณ์เป็นสุข-เป็นทุกข์ เป็นต้น ของจิตเจตสิก มี ๓ หรือ ๕ อย่าง คือ


๑. สุขเวทนา คือการเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข (สุขกาย, สุขใจ)

๒. ทุกขเวทนา คือการเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์ (ทุกข์กาย, ทุกข์ใจ)

๓. อทุกขมสุขเวทนา (อุเบกขาเวทนา) คือการเสวยอารมณ์ที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข(เฉย ๆ)


หรือแบ่งเป็น ๕ คือ


๑. สุขเวทนา (สุขกายอย่างเดียว)

๒. ทุกขเวทนา (ทุกข์กายอย่างเดียว)

๓. โสมนัสเวทนา (สุขทางใจ)

๔. โทมนัสเวทนา (ทุกข์ทางใจ)

๕. อุเบกขาเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์) เป็นเวทนาที่เกิดทางใจอย่างเดียว


การเสวยอารมณ์ทั้ง ๓ หรือ ๕ อย่างนี้ โดยวิสัยของปุถุชน ไม่มีใครไปบังคับบัญชาได้ เป็นไปตามสภาพธรรมอยู่แล้ว หมายความว่า ไม่มีใครที่จะไปบังคับไม่ให้ร้อน ไม่ให้หนาวหนาว ไม่ให้ดีใจ เสียใจ หรือไม่ให้เฉย ๆ (อทุกขมสุขเวทนา) ได้ โดยวิสัยของปุถุชน หรือแม้แต่พระอรหันต์ ก็เสวยอารมณ์เช่นเดียวกัน (เว้นโทมนัสเวทนา)

– พระอรหันต์ และพระอนาคามี  ยังมีทุกข์กาย, มีสุขกาย, มีโสมนัสเวทนา (สุขทางใจ), มีอทุกขมสุขเวทนา (อุเบกขาเวทนา)

– ส่วนปุถุชน, พระโสดาบัน, พระสกทาคามี มีเวทนา ๓ หรือ ๕ เกิดได้ทั้งหมด


(สาเหตุที่พระอรหันต์และพระอนาคามี ไม่มีโทมนัสเวทนา คือความเสียใจ ก็เพราะว่าท่านละโทสมูลจิตได้โดยเด็ดขาด, โทสมูลจิตถูกละได้เมื่อครั้งสำเร็จอนาคามิมรรคแล้ว…. เมื่อไม่มีโทสมูลจิตเกิด ก็หมายความว่าไม่มีโทมนัสเวทนา นั่นเอง เพราะโทมนัสเวทนาจะเกิดได้ ก็ต้องเกิดพร้อมกับโทสมูลจิต)


ความแตกต่างกันระหว่างการเสวยอารมณ์ที่เป็นโสมนัสเวทนา (สุขทางใจ) ระหว่าง ปุถุชน กับพระอรหันต์ ก็คือ

– โสมนัสเวทนา สามารถเกิดได้กับจิตที่เป็นอโสภณะ คืออกุศลจิต ก็ได้ คือเกิดกับโลภโสมนัส ซึ่งเกิดกับปุถุชนได้ แต่เกิดกับพระอรหันต์ไม่ได้ เพราะพระอรหันต์ ไม่มีโลภมูลจิตแล้ว

– โสมนัสเวทนา ที่เกิดกับพระอรหันต์ ก็คือเกิดกับหสิตุปปาทจิต ในขณะที่พระอรหันต์เกิดการแย้ม (ไม่ถึงกับยิ้ม) , เกิดกับมหากิริยาโสมนัส, เกิดกับรูปาวจรกิริยาที่เป็นโสมนัสเวทนา คือปฐมฌาน,ทุติยฌาน, ตติยฌาน, จตุตถฌาน หรือเกิดในขณะเข้าผลสมาบัติพร้อมด้วยฌานเบื้องต่ำ ๔ (เว้น ปัญจมฌาน เพราะปัญจมฌาน เวทนาเป็นอุเบกขา)


เวทนาทั้ง ๓ หรือ ๕ ที่กล่าวมาแล้วนั้น จริง ๆ แล้วก็เป็นทุกข์ คือเป็นวิปริณามทุกข์ ได้แก่ทุกข์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไป แม้สุข ก็เป็นทุกข์ เพราะมันจะต้องเปลี่ยนแปลงไป… มันไม่สามารถคงความสุขอยู่อย่างนั้นได้ตลอดไป ฯ อีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากว่า เวทนาทั้งหมด เป็นขันธ์อย่างหนึ่งในขันธ์ ๕ คือเป็นเวทนาขันธ์ เพราะฉะนั้นจึงต้องตกอยู่ในสามัญญลักษณะ คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา …


จริง ๆ แล้ว พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนในเชิงบังคับว่า “ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้ทุกข์เกิด” แต่สอนให้กำหนดรู้ทุกข์ต่างหาก อย่างที่ทรงสอนในกิจอริยสัจจ์ ๔ คือ

– ทุกข์ ให้กำหนดรู้ (ปริญญาตัพพะ) ไม่ใช่ให้ละ หรือมิใช่ไปบังคับให้มันไม่เกิด หรือให้พยายามหลีกหนีความทุกข์

– สมุทัย ให้ละ (ปหานตัพพะ)

– นิโรธ ให้กระทำให้แจ้ง (สัจฉิกาตัพพะ)

– มรรค ให้ดำเนิน หรือให้เจริญ (ภาเวตัพพะ)


และคำว่า “ทุกข์” ในอริยสัจจ์ ก็มิได้หมายถึงทุกขเวทนาอย่างเดียว แต่หมายถึงทุกข์ทั้งหมด …อย่างที่ทรงตรัสว่า ชาติปิ ทุกขา แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ คำว่า “ชาติ” ที่แปลว่า “เกิด” นี้ มิได้มุ่งหมายเอาขณะที่เด็กคลอดออกจากครรภ์ของมารดา ซึ่งคนส่วนมากเข้าใจผิดกัน… แต่มุ่งหมายเอาขณะแรกของการปฏิสนธิ ที่ต่อจากจุติในภพก่อน… เพราะคำว่า “ชาติ” ในที่นี้ หมายเอาการเกิดของสัตว์ทั้ง ๓๑ ภูมิ สัตว์บางเหล่าบางจำพวก มิได้เกิดจากครรภ์ของมารดา เช่นพวกโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้นโตทันที) ได้แก่สัตว์ในอบายภูมิบางจำพวก, พวกเทวดา, พวกพรหม ฯ

เพราะฉะนั้น คำว่า ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์นั้น จึงมีความหมายว่า

– เป็นเหตุของความแก่ ความตาย… โสกะ ปริเทวะ…. ในกาลต่อมา

– เพราะตกอยู่ในอำนาจของสามัญญลักษณะ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา …

– และเพราะตัวที่เรียกว่า “ชาติ” นัั้น ได้แก่ วิปากปฏิสนธิจิต, หรือ รูปปฏิสนธิ (พวกอสัญญสัตตพรหม) ซึ่งเป็นตัวทุกข์อยู่แล้ว


มีความคิดตลก ๆ แต่มันก็เป็นไปได้ นั่นก็คือ หลายคนเข้าใจว่า “ทุกข์เกิดทางใจ ถ้าใจไม่ยึดถือ ก็ไม่เป็นทุกข์” อย่างที่คำกลอนเขาเขียนไว้ว่า


“สุขและทุกข์ เกิดที่ใจ มิใช่หรือ

ถ้าใจถือ ก็เป็นทุกข์ ไม่สุขใส

ถ้าไม่ถือ ก็เป็นสุข ไม่ทุกข์ใจ

เราอยากได้ความสุข หรือทุกข์นา”


ก็เลยมีพวกคิดแผลง คือไม่ยึด ไม่ถืออะไรทั้งนั้น ทำอะไรตามใจ คือไทยแท้ อยากกิน ก็กิน อยากดื่มก็ดื่ม อยากเที่ยวก็เที่ยว ไม่ยึดถือ เพราะถ้ายึดถือจะเป็นทุกข์ ตามคำกลอนที่กล่าวไว้…โดยไม่คำนึงถึงบาป-บุญ กุศล-อกุศล อะไรทั้งนั้น จริง ๆ การทำอย่างนั้น ก็ยังเป็นการยึดถืออยู่นั่นเอง…


แท้จริงแล้ว ในขณะที่ทำบาป อกุศล ก็เกิดความสุข โสมนัส ยินดีได้ เช่น ได้กินของอร่อย ๆ ได้ฟังเพลงเพราะ ๆ ได้ถูกต้องสัมผัสที่ดี ได้เสพกามอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ขณะกระทำกิจต่าง ๆ เหล่านั้น จิตที่เกิดขึ้นเป็นโลภโสมนัส เป็นความสุขใจที่เกิดพร้อมด้วยโลภะ ตัณหา ราคะ … ดังนั้นจึงจัดว่าเป็นบาป – อกุศล


อนึ่ง บางคนอาศัยการนอนหลับ จัดว่าเป็นสุข คือเมื่อหลับแล้ว ก็ไม่ทุกข์ ทั้งทางกาย ทางใจ คือไม่รับรู้ความทุกข์ใด ๆ ทั้งสิ้น บางทีก็เข้าใจว่า "หลับเป็นสุข" จะเอาความสุขอย่างนั้นหรือเปล่า?  เพราะพุทธเจ้าตรัสว่า "การนอนหลับ" ด้วยคิดว่าจะเป็นสุขเพราะการนอน ...เป็นการทำชีวิตให้เป็นหมัน...(ไร้สาระแก่นสาร ไม่ใช่แนวคิดความสุขในทางพุทธฯ) 


เพราะฉะนั้น การแสวงหาความสุขของปุถุชน ผู้มิได้สดับ ผู้ที่ไม่มีความเข้าใจ… โดยส่วนมากจึงเกลือกกลั้วไปด้วยอกุศล คือตัณหา ราคะ … อาจจะมีผู้สงสัยว่า “ตัณหา ท่านจัดเป็นสมุทัย คือเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แล้วจะเป็นสุขได้อย่างไร ?” ตอบว่า ตัณหา เป็นสมุทัย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์นั้นก็จริง แต่ที่กล่าวอย่างนั้น ก็เป็นความทุกข์โดยในฐานที่ทำให้บุคคลต้องเกิดในภพภูมิต่าง ๆ คือเป็นสาเหตุให้เกิดอยู่นั่นเอง เมื่อเกิด ก็เป็นทุกข์ (ชาติปิ ทุกขา), อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสในอุทานคาถาว่า “ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ” การเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ร่ำไป,  หรือจัดว่าเป็นทุกข์ก็เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงไป (วิปริณามทุกข์ หรือเป็นทุกข์ในสามัญญลักษณะ) ดังกล่าวแล้ว


แต่ในขณะที่ตัณหาเกิดนั้น เวทนาที่เกิดพร้อมกับตัณหานั้น มี ๒ อย่าง คือ โสมนัสเวทนา และอุเบกขาเวทนา อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ถ้าเกิดความยินดีพอใจ เนื่องจากว่าได้รับอารมณ์น่าพอใจ (อิฏฐารมณ์) หรือน่าพอใจอย่างยิ่ง (อติอิฏฐารมณ์) ก็เป็นเหตุให้โสมนัสเกิดได้ อย่างเช่นได้กินอาหารที่ชอบ ได้ฟังเพลงที่ชอบ…เป็นต้น แต่บางครั้งบางคราวตัณหาก็เกิดพร้อมกับอุเบกขาเวทนา คือเฉย ๆ ไม่มีปีติโสมนัสประกอบ เช่นได้ทานอาหาร หรือได้ฟังเพลงที่ธรรมดา ๆ ไม่ใช่อารมณ์ที่ดีนัก บางครั้งก็เกิดเป็นลักษณะเฉย ๆ ได้ ยังชอบสิ่งนั้นเหมือนกัน แต่ไม่มีปีติยินดี หรือโสมนัสประกอบ เนื่องจากว่า ได้ทานอาหารชนิดนั้นประจำ หรือได้ฟังเพลงนั้นประจำ ความโสมนัสยินดีก็จะค่อย ๆ คลายไป กลายเป็นความเฉย ๆ (อุเบกขา) ได้ เช่นกัน





และอีกประการหนึ่ง อย่าลืมว่า ในขณะที่เกิดตัณหา หรือโลภะเกิดขึ้นนั้น เป็น “กรรม”  แต่ความทุกข์นั้น เป็นส่วนของ “ผล” หรือวิบาก ซึ่งเกิดคนละขณะกันอยู่แล้ว  

-------------------

VeeZa

๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐

[full-post]

 


พุทธศาสนา ไม่ได้มุ่งหมายให้ทุกคนแสวงหาความสุข


หลักการสำคัญในพุทธศาสนา ไม่ได้สอนให้แสวงหาความสุข ไม่ได้สอนให้หลบเลี่ยงความทุกข์ อย่างที่เขากล่าวกันว่า

“สุขกับทุกข์อยู่ที่ใจมิใช่หรือ

ถ้าใจถือก็เป็นทุกข์ไม่สุกใส

ถ้าไม่ถือก็เป็นสุขไม่ทุกข์ใจ

เราอยากได้ความสุขหรือทุกข์นา ฯ”

(ความสุข หรือความทุกข์ที่เขากล่าวในที่นี้ เป็นสุข – ทุกข์ที่เป็นเวทนา คือเสวยเวทนาที่เป็นสุขและเป็นทุกข์)


คำกล่าวเช่นนี้ กำลังแสดงให้เห็นว่า “พอเราจะไม่ให้เกิดทุกข์ เราก็จะหลีกเลี่ยงเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เช่น คิดเรื่องนี้แล้วจะเกิดทุกข์ ก็เลยไม่คิด, พูดคำนี้ไปแล้วจะก่อให้เกิดทุกข์ ก็เลยไม่พูด… ทำสิ่งนี้แล้วจะเป็นทุกข์ ก็เลยไม่ทำ … เอาเป็นว่าไม่ทำอะไรเลย หรือทำเฉพาะสิ่งที่ตนชอบ… เพราะกลัวทุกข์จะเกิด…อย่างนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง (บางอย่างก็เป็นเรื่องที่ดีถ้าหลีกเว้นกรรมที่เป็นอกุศลกรรม)…


ในทางตรงกันข้าม ถ้าทำ พูด คิด สิ่งนี้ ๆ แล้ว จะก่อให้เกิดสุข ก็เลยทำ-พูด-คิดในสิ่งนั้น ๆ ประจำ …. เช่น พอจะทุกข์ ก็ไปกินเหล้า หรือไปท่องเที่ยว หรือไปหากิจกรรมอื่น ๆ มาทำที่เป็นไปในทางที่ผิด เช่น ยิงนก ตกปลา เล่นการพนัน หรือไปเที่ยวผู้หญิง… เป็นต้น… เพื่อให้ลืมความทุกข์ หรือให้ไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องที่จะให้เกิดความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง … อย่างนี้ก็ไม่ถูก… //


มีคำถามว่า “ถ้าใจไม่ยึดถือ” ยังจะเป็นทุกข์ได้หรือไม่?  ตอบว่า “ได้”  ฯ เป็นทุกข์อย่างไร ?  ทุกข์โดยประการดังนี้


เป็นทุกข์ทางกาย (ทุกขสหคตกายวิญญาณจิต) จิตที่เกิดขึ้นทางกาย ยังรับรู้ความเย็นเกินไป – ร้อนเกินไป , กระทบสิ่งที่แข็ง ขรุขระ…ทำให้เกิดการเจ็บ-ปวด เป็นทุกข์ทางกายได้ แม้แต่กับพระอรหันต์ก็ยังเกิดขึ้นได้

ทุกข์ที่มิใช่เป็นทุกขเวทนา  ได้แก่ทุกข์ตามสภาพ เพราะภาวะที่ขันธ์ห้าทนอยู่อย่างนั้นไม่ได้…(วิปริณามทุกข์)  หรือทุกข์ในไตรลักษณ์

คำว่า “ถ้าใจถือ ก็เป็นทุกข์ไม่สุกใส” “ถ้าไม่ถือ ก็เป็นสุขไม่ทุกข์ใจ”  ….เป็นอาการของทุกขเวทนา และสุขเวทนา… แท้จริงแล้ว ผู้ที่ความทุกข์ไม่เกิดเลย (หมายถึงทุกข์ทางใจ) ก็ได้แก่


พวกพรหมทั้งหลาย  ทั้งรูปพรหม อรูปพรหม  เพราะบุคคลเหล่านี้ ระงับโทสะได้โดยวิกขัมภณปหาณ ละได้ด้วยอำนาจการข่มไว้ด้วยองค์ฌาน (โทสมูลจิต ไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับพวกพรหม, เมื่อโทสะเกิดไม่ได้ โทมนัสเวทนา (ทุกข์ใจ) ก็เกิดไม่ได้) ถ้ามว่าพรหมเหล่านั้น พ้นจากความทุกข์ตามหลักของพระพุทธศาสนาหรือยัง? ก็ตอบว่า ยัง, เพราะต้องเวียนว่ายตาายเกิดตามอำนาจของกรรมนั้น ๆ อยู่ (รูปาวจรกุศลกรรม,อรูปาวจรกุศลกรรม) 

พระอริยบุคคลตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไป ซึ่งก็ได้แก่พระอนาคามีและพระอรหันต์  กำจัดโทสะได้เด็ดขาดแล้ว โทมนัส (ทุกข์ใจ) ก็เกิดขึ้นไม่ได้เช่นเดียวกัน ฯ

โดยหลักการแล้ว พุทธศาสนา ไม่ได้ให้หนีทุกข์ ให้สู้กับความทุกข์และมองให้เห็นความจริงของชีวิต เพราะทุกข์ เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ปริญญาตัพพธรรม ไม่ช่ธรรมที่ให้ละ ให้ปหาณ 

ทุกข์ (ทุกขเวทนา) เกิด ให้กำหนดรู้เวทนา (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

คำว่า “สุข” ที่ปรากฎในคำสอนพุทธศาสนา โดยเฉพาะคำสอนในระดับชั้นสูง เช่นคำว่า “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ” พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง นั้น ท่านมุ่งหมายถึง คือ “ความไม่มีทุกข์นั่นเอง” แต่เป็นการแสดงโดยนัยที่ตรงกันข้าม คือจะทรงแสดงว่า “นิพฺพานํ ปรมํ นิทฺทุกฺขํ” พระนิพพานเป็นสิ่งที่ไม่มีทุกข์อย่างยิ่ง, แสดงอย่างนี้ก็ได้ แต่ไม่ทรงแสดง แสดงให้ตรงกันข้ามกับคำว่า “ไม่มีทุกข์” ก็คือ แสดงว่า “เป็นสุข” นั่นเอง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะทรงแสดงตามอัธยาศัยของเวไนยสัตว์ สัตว์ทั้งหลายชอบได้ยินคำว่า “สุข” หรือมักติดอยู่ในความสุข … แต่ความมุ่งหมายโดยแท้จริงนั้น ทรงหมายเอาความไม่มีทุกข์ เราบัญญัติความไม่มีทุกข์นั้น นั่นแหละว่า “สุข” เหมือนความเย็นมีขึ้นได้ ก็เพราะความร้อนหายไป เมื่อความร้อนหายไปมากเท่าใด ความเย็นลงก็จะมีมากขึ้นไปเรื่อย ๆ เท่านั้น ฯ


อีกประการหนึ่ง ความสุข และความทุกข์ที่เกิดมนุษย์สัตว์ ตามความเข้าใจโดยส่วนมากของมนุษย์สัตว์ทั้งหลายนั้น ก็เพราะมีขันธ์ ๕ เป็นความสุขแบบมีเวทนา และมีผู้รู้ คือจิตใจ คือจะต้องมีร่างกาย และจิตใจเข้าไปรับรู้ คนเราจึงจะทราบว่า เป็นสุข หรือเป็นทุกข์ (ถ้าทนได้ง่าย ก็เป็นสุข, ถ้าทนได้ยาก ก็เป็นทุกข์)


แต่ในพระนิพพานนั้น ไม่มีอะไร คือไม่มีขันธ์ ๕ ไม่มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ….ฯ แล้วจะเอาอะไรมากำหนดรู้ว่า สุข หรือทุกข์ ในพระนิพพานนั้น …. // ท่านกำหนดว่า พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งนั้น ก็ด้วยเหตุง่าย ๆ ว่า “เพราะไม่มีทุกข์” เพราะไม่มีขันธ์ ๕ นั้นนั่นแหละ จึงกล่าวว่า ไม่มีทุกข์ … และเพราะไม่มีทุกข์นั่นเอง ท่านจึงกล่าวโดยนัยตรงกันข้ามว่า “เป็นสุขอย่างยิ่ง” คำว่า เป็นสุขในที่นี้มิใช่ความสุขที่มีเวทนาเสวย เหมือนกับความเข้าใจของคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้ศึกษาพุทธศาสนาให้ดี…ฯ 


----------------

VeeZa 


[right-side]


ธรรมที่ธรรมดา ๆ แต่คนอย่างพระโพธิสัตว์ มองไม่ธรรมดา

เรื่อง “ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส”…..ที่พอนึกภาพออก ก็คือ…

– นี่คือจุดเริ่มต้นของ พุทธะ ….

– จุดเริ่มต้นของวิถีชีวิตครั้งสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ …ก่อนที่จะออกผนวช..

– จุดเริ่มต้นของการมองเห็นหลักของปฏิจสมุปบาทจากเบื้องปลาย…. แล้วสาวไปหาเบื้องต้น ปริโยสาน >> อาทิ (เป็นการแสดงนัยหนึ่งในบรรดาการแสดงปฏิจจสมุปบาท ๔ นัย)

– ข้อสังเกตที่สำคัญ คือ พระโพธิสัตว์ ทรงเห็นปฏิจจสมุปบาท (ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส) ตั้งแต่สมัยที่ยังเสด็จประพาสอุทยานที่เห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย คนเศร้าโศก

– สมัยที่พระโพธิสัตว์เสด็จออกจากพระราชวัง หลังจากที่ถูกกักขังให้อยู่ในวังตลอดเวลา พระองค์ได้เห็น คนแก่ คนเจ็บ คนเศร้าโศก คนตาย…ซึ่งมีเกลื่อนกล่นในสังคมอินเดียในสมัยนั้น

– พระองค์ดำริในใจว่า “คนแก่ คนเจ็บ คนตาย คนเศร้าโศก” เหล่านั้น มีอะไรเป็นสาเหตุ…..(มีบางตำราบันทึกว่า ทุกครั้งที่เห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย คนเศร้าโศกแล้ว พระองค์จะสอบถามนายฉันนะซึ่งเป็นสารถี เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่พระองค์ได้ประสบ)

– ขณะที่เสด็จเข้าพระราชวัง หลังจากประพาสสถานที่ต่าง ๆ แล้ว มหาดเล็กได้เข้ามากราบทูลว่า ขณะนี้พระนางยโสธราพิมพา ได้ประสูติพระโอรสแล้ว ในตำราส่วนมาก บอกว่า พระโพธิสัตว์ทรงพระรำพึงว่า “บ่วงเกิดขึ้นแล้ว” และคำนั้นเอง ได้เป็นพระนามของพระโอรสว่า “ราหุล”

– หลายคนและตำราก็คิดและเขียนไว้แค่นั้น แต่แท้ที่จริงแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงดำริเกี่ยวโยงไปถึง “คนแก่ คนเจ็บ คนตาย คนเศร้าโศก” ที่พบในขณะเสด็จประพาส และทรงทราบได้ทันทีว่า สิ่งเหล่านั้นเกี่ยวเนื้องกันกับ ความเกิด (ชาติ) และชาติ คือความเกิดนี่เอง เป็นสาเหตุของความ แก่ เจ็บ เศร้าโศก และความตาย (ราหุล เกิด คือ ชาติ)

– องค์ของปฏิจสมุปบาทคือ ชาติ นี้ ทำให้พระโพธิสัตว์คิดต่อไปอีกว่า แล้วอะไร “เป็นสาเหตุของ ชาติ คือความเกิด เล่า ?” (ปฏิจจสมุปบาท ย้อนขี้นไป) ชาติ เป็นองค์หนึ่ง, (ส่วน ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสสะ อุปายาส ทั้งหมด ไม่ถึงการนับว่าเป็นองค์หนึ่ง)

– เมื่อคิดไม่ออก ว่าอะไรเป็นสาเหตุของชาติ ก็เหลือวิธีอย่างเดียว คือ ออกผนวช เพื่อหาสาเหตุของ ชาติ ให้เจอ….. (ข้อยืนยันความเห็นตรงนี้ คือ พุทธอุทาน “อเนกชาติ สํสารํ สนธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ คหการํ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุน…” ภายหลังที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว…ฯ

– และเมื่อออกผนวช ๖ ปี พระองค์ก็ได้บรรลุ ทรงได้พบสาเหตุของ ชาติ ความเกิด ว่า เพราะมี ปฏิสนธิวิญญาณ (อุปปัติภวะ) ซึ่งปฏิสนธิวิญญาณ ก็เป็นผลที่มาจาก กัมมภวะในอดีตภพ พร้อมกับสาเหตุอันสำคัญ คือ ตัณหา อุปาทาน (อวิชชา) ซึ่งเป็นกลุ่มของ กิเลสวัฏฏ์

– ในข้อนี้ให้ดูธัมมจักรกัปวัตนสูตร ซึ่งเป็นปฐมเทศนากัณฑ์แรกอย่างเป็นทางการ ….เวลาที่พระพุทธองค์ตรัสถึงทุกขอริยสัจจ์ พระองค์ยกเอา ชาติ ขึ้นก่อน (ชาติปิ ทุกฺขา) และพอตรัสถึง สมุทยสัจจ์ ทรงยกเอาตัณหา ๓ ขึ้นแสดง ว่าเป็นเหตุของทุกข์

– พุทธอุทาน “อเนกชาติ สํสารํ สนธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ คหการํ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุน… ก็แสดงถึงว่า “เมื่อพระองค์ยังไม่พบญาณ ได้ท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นอเนกชาติ การเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ร่ำไป (ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ) ตรงนี้ ก็พูดถึง ชาติ โดยตรงแล้ว

– คำแปลชอง อุทานคาถาทั้งหมด “เมื่อพระองค์ยังไม่พบญาณ ได้ท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นอเนกชาติ การเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ร่ำไป นี่แน่ะ นายช่างปลูกเรือน เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป โครงเรือนของเจ้า เราก็รื้อเสียแล้ว ยอดเรือนของเจ้าเราก็หักเสียแล้ว จิตของเราถึงสภาพที่อะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ ได้ถึงความสิ้นตัณหาแล้ว (คือบรรลุนิพพานแล้ว) ฯ

– นอกจากนี้ อุทานคาถาที่ว่า “ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา …. สพฺพา ยโต ปชานาติ สเหตุธมฺมํ ฯ …. เพราะมารู้ธรรมอันเป็นไปพร้อมกับเหตุ ฯ ตรงนี้หมายถึงปัจจยุปบันธรรม ธรรมที่เป็นผล ซึ่งหมายถึง สังขาร วิญญาณ นามรูป…… ชรา มรณะ โสก ประเทววะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาส

(ท่อนที่สอง)… สพฺพา ยโต ขยํ ปจฺจายนํ อเวทิ ฯ …เพราะได้รู้ความสิ้นไปของปัจจัยทั้งหลาย ฯ ตรงนี้ หมายเอาส่วนธรรมที่เป็นเหตุ ซึ่งได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ……. ภวะ ชาติ ฯ

– แม้คาถาที่พระอัสสชิเถระ กล่าวแก่อุปติสสปริพพาชก(สารีบุตร) ที่ว่า “เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต (อาห) …. เอวํ วาที มหาสมโณ ฯ ก็เป็นการแสดงหลักของปฏิจจสมุปบาท ทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ…. ฯ

– เย ธมฺมา …หมายเอาธรรมที่เป็นผล คือ นับตั้งแต่ สังขาร วิญญาณ นามรูป………… ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาส ฯ คำว่า “เตสํ เหตุํ” ทรงแสดงธรรมที่เป็นฝ่ายเหตุ ก็คือ นับเอาตั้งแต่ อวิชา สังขาร วิญญาณ………..ภวะ ชาติ ฯ

(องค์ของปฏิจจสมุปบาท มีทั้งส่วนที่เป็นเหตุของผลอีกอันหนึ่ง…และส่วนที่เป็นผลของเหตุอีกอันหนึ่ง… )



– จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ เสด็จประพาสพระนคร พระองค์ทรงเห็น ปฏิจจสมุปบาท และเกี่ยวข้องกับหลักของปฏิจจสมุปบาทตลอด…แม้ในการแสดงพระอุทาน และแสดงธรรมในส่วนเบื้องต้นปฐมโพธิกาล ก็ทรงแสดงหลักของปฏิจจสมุปบาทเป็นส่วนมาก… ดังนั้นพระอัสสชิเถระ จึงกล่าวว่า “…เอวํ วาที มหาสมโณ พระมหาสมณะทรงตรัสธรรมะในทำนองนี้เป็นปกติ ฯ


*** เรื่องราวของปฏิจจสมุปบาท ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก…จะได้แสดงในโอกาสต่อไป…ฯ

-------------------

VeeZa

[right-side]

 สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ



สุขในโลกนี้ก็มีอยู่ ทำไมจึงว่ามีแต่ทุกข์

   ถามว่า ทำไมจึงกล่าวว่า ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นดับไป ในเมื่อธรรมที่นอกจากทุกข์ก็มีอยู่ ก็สุขเวทนาอย่างไรเล่า ช่วยตอบให้หายสงสัยด้วย

   ตอบว่า สรรพสิ่งในโลกนี้ ล้วนเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย มิได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่อาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้ ก็สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย หรือมีเหตุปัจจัยให้เกิดนี้ เรียกว่าสังขารธรรม หรือสังขตธรรม เมื่อกล่าวโดยปรมัตถ์ สิ่งเหล่านี้ก็คือ สภาวธรรมที่เรียกว่าจิต เรียกว่าเจตสิก และเรียกว่ารูป รวม ๓ อย่างนี้เท่านั้นที่เป็นสังขารธรรมหรือสังขตธรรม ไม่มีมากกว่านั้น ส่วนนิพพานนั้นเป็นวิสังขารธรรม หรืออสังขตธรรม เพราะไม่มีเหตุปัจจัยให้เกิด จึงเป็นธรรมเหนือโลก

   ก็สังขารธรรมทุกชนิด ไม่ว่าจิต เจตสิก หรือรูป แต่ละชนิดล้วนตกอยู่ในอำนาจของไครลักษณะ คือลักษณะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสังสารธรรมเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา ที่เกิดขึ้นแล้วเที่ยงแท้ถาวร ไม่ดับไปไม่มีเลย ก็สุขเวทนา ที่เราเห็นว่าเป็นสุขนั้น ก็ตกอยู่ในสภาพนี้ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา เช่นเดียวกับสังขารธรรมอื่นๆ เพราะสุขเวทนาก็เป็นสังขารธรรม อาศัยความจริงที่สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี้แหละนางวชิราภิกษุณีจึงกล่าวว่า

" ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ " (สํ.สคาถ.วชิราสูตร.๕๕๒)

   คำว่า ทุกข์ ที่นางวชิราภิกษุณีกล่าวในที่นี้ หมายถึงขันธ์ ๕ ซึ่งขันธ์ ๕ นั้นก็คือสังขารธรรมนั่นเอง เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความดับไปเป็นธรรมดา แม้สุขเวทนาก็เป็นเวทนาขันธ์ อันเป็นขันธ์หนึ่งในขันธ์ห้า จึงหนีสภาพเป็นทุกข์ไปไม่ได้ นั่นคือแม้นสุขเวทนาก็เป็นทุกข์ เพราะเหตุทนอยู่ไม่ได้ เกิดขึ้นแล้วต้องดับไปเป็นธรรมดานั่นเอง


ขับเคลื่อนโดย Blogger.