แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กุศลธรรม แสดงบทความทั้งหมด

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,300)


ส่วนกุศลธรรมบูชา

แบ่งคำอย่างไรดี

สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ มีรายการแสดงพระธรรมเทศนาทุกวันพระ ภาคเช้าเวลา 08:00 นาฬิกา และภาคค่ำเวลา 18:00 นาฬิกา มีผู้มีจิตศรัทธาส่งเงินไปบูชาธรรมที่เรียกเป็นคำสามัญว่า “ติดกัณฑ์เทศน์” เมื่อพระแสดงธรรมจบ ผู้ประกาศของทางสถานีจะนำรายชื่อของผู้บริจาคติดกัณฑ์เทศน์มาประกาศอนุโมทนา 

คำประกาศอนุโมทนาจะจบลงด้วยข้อความว่า -

“ทั้งนี้ ทางราชการขออนุโมทนาในส่วนกุศลธรรมบูชาครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง”

..............

คำว่า “ส่วนกุศลธรรมบูชา” แบ่งคำอย่างไรจึงจะถูกต้องตามเจตนาของผู้คิดข้อความนี้ หรือแบ่งคำอย่างไรจึงจะดี

(๑) ส่วนกุศล + ธรรมบูชา

(๒) ส่วนกุศลธรรม + (ธรรม) บูชา

หรืออีกนัยหนึ่ง “กุศลธรรม” กับ “ธรรมบูชา” น้ำหนักควรจะอยู่ที่คำไหน

ผู้คิดข้อความนี้ต้องการจะให้เป็น “ส่วนกุศลธรรม” หรือ “ส่วนธรรมบูชา” 

หรือว่า -

“ส่วนกุศลธรรม” ก็ได้ 

“ส่วนธรรมบูชา” ก็ดี

ใช้ได้ทั้ง 2 อย่าง ดีทั้ง 2 คำ

ขยายความ :

(๑) “กุศล” ( -ศล ศ ศาลา)

บาลีเป็น “กุสล” ( -สล ส เสือ) อ่านว่า กุ-สะ-ละ รากศัพท์มาจาก -

(1) กุส (กิเลส; หญ้าคา; โรค) + ลุ (ธาตุ = ตัด) + อ (อะ) ปัจจัย, “ลบสระหน้า” คือลบ อุ ที่ ลุ (ลุ > ล)

: กุส + ลุ = กุสลุ > กุสล + อ = กุสล แปลตามศัพท์ว่า (1) “กรรมดีที่ตัดกิเลสอันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน” (2) “กรรมที่ตัดบาปธรรมได้เหมือนหญ้าคา” (“ธรรมที่ตัดความชั่วอันเป็นดุจหญ้าคา”) (3) “ภาวะที่ตัดโรคอันนอนเนื่องอยู่ในร่างกายออกไปได้” (ตามข้อ (3) นี้หมายถึงความไม่มีโรค)

(2) กุ (แทนศัพท์ “กุจฺฉิต” = น่าเกลียด, น่ารังเกียจ) + สลฺ (ธาตุ = หวั่นไหว; ปิด, ป้องกัน) + อ (อะ) ปัจจัย

: กุ + สลฺ = กุสล + อ = กุสล แปลตามศัพท์ว่า (1) “กรรมที่ยังบาปธรรมอันน่ารังเกียจให้หวั่นไหว” (2) “กรรมเป็นเครื่องปิดประตูอบายที่น่ารังเกียจ”

(3) กุส (ญาณ, ความรู้) + ลา (ธาตุ = ถือเอา) + อ (อะ) ปัจจัย, “ลบสระหน้า” คือลบ อา ที่ ลา (ลา > ล)

: กุส + ลา = กุสลา > กุสล + อ = กุสล แปลตามศัพท์ว่า (1) “กรรมที่พึงถือเอาได้ด้วยญาณที่ทำให้บาปเบาบาง” (“ความรู้ที่ทำความชั่วร้ายให้เบาบาง”) (2) “ผู้ถือเอากิจทั้งปวงด้วยปัญญา”

“กุสล” ถ้าเป็นคำนาม (นปุงสกลิงค์) หมายถึง ความดีงาม, กรรมดี, สิ่งที่ดี, กุศลกรรม, บุญ (good thing, good deeds, virtue, merit, good consciousness) 

“กุสล” ถ้าเป็นคุณศัพท์ มีความหมายว่า ฉลาด, เฉียบแหลม, สันทัด, ชำนาญ; ดีงาม, ถูกต้อง, เป็นกุศล (clever, skilful, expert; good, right, meritorious)

บาลี “กุสล” เราใช้อิงสันสกฤตเป็น “กุศล”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“กุศล : (คำนาม) สิ่งที่ดีที่ชอบ, บุญ. (คำวิเศษณ์) ฉลาด. (ส.; ป. กุสล).”

(๒) “ธรรม”

บาลีเป็น “ธมฺม” อ่านว่า ทำ-มะ รากศัพท์มาจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว้) + รมฺม (ปัจจัย) ลบ รฺ ที่สุดธาตุ (ธรฺ > ธ) และ ร ต้นปัจจัย (รมฺม > มฺม)

: ธรฺ > ธ + รมฺม > มฺม : ธ + มฺม = ธมฺม (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า -

(1) “กรรมที่ทรงไว้ซึ่งความดีทุกอย่าง” (หมายถึงบุญ)

(2) “สภาวะที่ทรงผู้ดำรงตนไว้มิให้ตกไปในอบายและวัฏทุกข์” (หมายถึงคุณธรรมทั่วไปตลอดจนถึงโลกุตรธรรม)

(3) “สภาวะที่ทรงไว้ซึ่งสัตว์ผู้บรรลุมรรคเป็นต้นมิให้ตกไปในอบาย” (หมายถึงโลกุตรธรรม คือมรรคผล)

(4) “สภาวะที่ทรงลักษณะของตนไว้ หรืออันปัจจัยทั้งหลายทรงไว้” (หมายถึงสภาพหรือสัจธรรมทั่วไป)

(5) “สภาวะอันพระอริยะมีโสดาบันเป็นต้นทรงไว้ ปุถุชนทรงไว้ไม่ได้” (หมายถึงโลกุตรธรรม คือมรรคผล)

คำแปลตามศัพท์ที่เป็นกลางๆ “ธมฺม” คือ “สภาพที่ทรงไว้”

บาลี “ธมฺม” สันสกฤตเป็น “ธรฺม” เราเขียนอิงสันสกฤตเป็น “ธรรม”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกความหมายของ “ธรรม” ไว้ดังนี้ -

(1) คุณความดี เช่น เป็นคนมีธรรมะ เป็นคนมีศีลมีธรรม

(2) คำสั่งสอนในศาสนา เช่น แสดงธรรม ฟังธรรม ธรรมะของพระพุทธเจ้า

(3) หลักประพฤติปฏิบัติในศาสนา เช่น ปฏิบัติธรรม ประพฤติธรรม

(4) ความจริง เช่น ได้ดวงตาเห็นธรรม

(5) ความยุติธรรม, ความถูกต้อง, เช่น ความเป็นธรรมในสังคม

(6) กฎ, กฎเกณฑ์, เช่น ธรรมะแห่งหมู่คณะ

(7) กฎหมาย เช่น ธรรมะระหว่างประเทศ

(8 ) สิ่งของ เช่น เครื่องไทยธรรม

(๓) “บูชา”

บาลีเป็น “ปูชา” (ไทย บู- บ ใบไม้ บาลี ปู- ป ปลา) อ่านว่า ปู-ชา รากศัพท์มาจาก ปูชฺ (ธาตุ = บูชา) + อ (อะ) ปัจจัย + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์ 

: ปูชฺ + อ = ปูช + อา = ปูชา แปลตามศัพท์ว่า “การบูชา” หมายถึง การบูชา, การนับถือ, การแสดงความภักดี (honour, worship, devotional attention) 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“บูชา : (คำกริยา) แสดงความเคารพบุคคลหรือสิ่งที่นับถือด้วยเครื่องสักการะ มีดอกไม้ ธูป เทียน เป็นต้น เช่น บูชาพระ บูชาเทวดา บูชาไฟ, ยกย่องเทิดทูนด้วยความนับถือหรือเลื่อมใสในความรู้ความสามารถ เช่น บูชาวีรบุรุษ บูชาความรู้ บูชาฝีมือ; ซื้อพระพุทธรูป วัตถุมงคล หรือสิ่งที่ถือว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระพุทธรูปองค์นี้บูชามาเท่าไร, เช่า ก็ใช้. (ป., ส. ปูชา).”

..............

(1) ถ้าเป็น “กุศลธรรม” 

คำว่า “ธรรม” จะหมายถึงสภาพทั่วไป มีความหมายเป็นกลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว ขึ้นอยู่กับบริบทหรือคำขยาย เช่น -

ถ้ามีคำว่า “กุศล” มาขยาย เป็น “กุศลธรรม” ก็หมายถึงเรื่องที่ดี สิ่งที่ดี

ถ้ามีคำว่า “อกุศล” มาขยาย เป็น “อกุศลธรรม” ก็หมายถึงเรื่องที่ไม่ดี สิ่งที่ไม่ดี

(2) ถ้าเป็น “ธรรมบูชา”

คำว่า “ธรรม” จะมีความหมายเฉพาะ คือหมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หรือหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “พระธรรม” เป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

“ธรรมบูชา” หมายถึง บูชาพระธรรมในพระรัตนตรัยที่พระท่านนำมาแสดง

..............

ดูก่อนภราดา!

คนเก่าแนะนำว่า -

: ฟังสวด ส่งจิตไปตามถ้อยคำ

: ฟังธรรม ส่งใจไปตามข้อความ

[full-post]

 


กุศลธรรม (กุสลา ธมฺมา)

– ไม่มีโทษ (อนวัชช)

– ให้ผลเป็นสุข (สุขัปผล)

- ไม่โรค ไม่มีเครื่องเสียดแทง (อาโรคย) 

- เป็ความฉลาด (โกสัลล)

– เป็นปฏิปักษ์กับอกุสล (ตรงกันข้ามกับอกุศล) 

อกุศล (อกุสลา ธมฺมา)

– มีโทษ, เป็นความเศร้าหมอง, (ตัวเองก็เศร้าหมอง, ทำให้ธรรมอื่นที่ประกอบกันกับตน เศร้าหมอง เร้าร้อนไปด้วย)

– ให้ผลเป็นทุกข์

– เป็นปฏิปักษ์ต่อกุศล (ตรงกันข้ามกับกุศล)


อัพยากต (อพฺยากตา ธมฺมา)

– ธรรมที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงว่าเป็น “กุศล หรือ อกุศล” แต่ทรงแสดงโดยประการอื่น คือ แสดงเป็น วิบากบ้าง กริยาบ้าง…


กุศล กับ อกุศล ทรงแสดงในลักษณะเปรียบเทียบ ตรงกันข้ามกัน เช่น กุศล ไม่มีโทษ แต่อกุศล มีโทษ ….


ปกิณกะ –

– กุศล ไม่มีโทษก็จริง ถึงอย่างนั้น ในท้ายสุด กุศล ก็เป็นธรรมที่จำต้องละไป…

บุคคลอาศัย โลกียกุศล เป็นเหตุให้ได้ รูปาวจรกุศล อรูปาวจรกุศล และโลกุตตรกุศล แต่ท้ายสุด เมื่อบุคคลบรรลุกุศลทั้งหมดเหล่านั้นแล้ว ก็จำต้องละกุศลเหล่านั้นไป เหลือไว้เพียงแต่กริยา ดังที่ท่านตรัสว่า “ปุญญปาปปหีนสฺส นตฺถิ ชาครโต ภยํ”, “โยธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ….ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ” ฯ (โลกุตตรกุศล คือ มรรคจิต เกิดขึ้นแก่พระอริยบุคคลนั้น ๆ เพียงครั้งเดียว ต่อแต่นั้นไป มรรคจิตนั้น ๆ ก็จะไม่เกิดกับท่านอีกต่อไป) ฯ อุปมาเหมือนดั่งบุคคลข้ามแม่น้ำโดยอาศัยเรือ เมื่อข้ามถึงฝั่นโน้นแล้ว ก็จำต้องละสละเรือขึ้นฝั่งไป ฉันใด, บุคคลอาศัย กามาวจรกุศล….โลกุตตรกุศล ถึงฝั่งคือพระนิพพานแล้ว ก็จำต้องละกุศลเหล่านั้นไป…ฯ

– โดยปริยายแห่งเทศนา “โลกียกุศล” แม้ไม่มีโทษ ให้ผลเป็นความสุข แต่ก็เป็นทุกข์ เพราะทำให้เกิดวิบาก คือปฏิสนธิวิญญาณ นำให้เกิดในภพภูมิต่าง ๆ มีมนุษย์ เทวดา เป็นต้น วิญญาณที่ถือปฏิสนธิสืบต่อในภพใหม่นั้นและเป็น ชาติ (ชาติปิ ทุกฺขา)

ในขณะเดียวกัน ตัวโลกียกุศลเอง ก็ยังจัดว่าเป็นทุกข์ ในทุักขอริยสัจจ์

– อัพยากตธรรม ไม่ก่อผล (วิบาก) เช่นเดียวกับ กุศล และอกุศลนั้น ก็จริง, ถึงอย่างนั้น อัพยากตธรรมทั้งหมด ก็เป็นปัจจัยได้ นับเป็นชาติก็ได้ทั้ง ๙ ชาติ มีสหชาตชาติเป็นต้น เมื่อเป็นปัจจัย ก็ต้องมีปัจจยุปบัน (ปัจจัย ก็คือเหตุ, ปัจจยุปบัน ก็คือผล เหมือนดั่งเช่น วิญญาณ-นามรูป-สฬายตนะ-ผัสสะ-เวทนา…)

– กุศลธรรม, อกุศลธรรม ย่อมเข้าถึงความเป็น ปัจจัย และปัจจยุปบัน เช่นเดียวกันกับอัพยากตธรรม เช่น เมื่อว่าโดย อารัมมณชาติ อารมณ์ทั้งปวงเป็นอารัมมณปัจจัย, กุศลธรรม อกุศลธรรม คือจิต และเจตสิก ย่อมเป็น อารัมมณปัจจยุปบัน…

– แท้จริงแล้ว เจตนาที่ประกอบกับกุศลธรรมและอกุศลธรรมนั้น เป็นกรรม และเป็นตัวก่อวิบากโดยตรง คือเจตนานั้นเมื่อเกิดขึ้นย่อมกระทำกิจ ๒ อย่าง คือ “สํวิธานกิจ” จัดแจงปรุงแต่งสัมปยุตตธรรมให้ทำหน้าที่ของตน ๆ, และ “พีชนิธานกิจ” สร้างพืช คือก่อวิบาก ได้แก่ปฏิสนธิวิญญาณ ปวัตติวิญญาณ และกัมมชรูป ฯ


————-//////————–

VeeZa

ขับเคลื่อนโดย Blogger.