แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระที่ยังเป็นปุถุชน แสดงบทความทั้งหมด



ขอถวายกำลังใจแก่พระที่ยังเป็นปุถุชน (๓)-จบ

-----------------------------------------

ผมเขียนเรื่องนี้เพราะไม่โปร่งใจที่เห็นคนสมัยนี้แทนที่จะเอาพระธรรมวินัยเป็นหลัก กลับเอาความเห็นส่วนตัวตัดสินว่าพระทำอะไรได้ทำอะไรไม่ได้

พระกราบไหว้บุคคลอื่นไม่ได้ นอกจากไหว้พระด้วยกัน 

แม้พระด้วยกัน พระอาวุโสมากกว่าก็ไหว้พระที่อาวุโสน้อยกว่าไม่ได้ 

เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงว่าพระไหว้แม่ได้หรือไม่

พระจับต้องกายหญิงไม่ได้ ไม่ยกเว้นแม้แต่แม่ของตัวเอง

มีคนบอกว่า พระไหว้แม่ดีกว่าพระไหว้ทองเหลืองไหว้อิฐปูนที่ทำเป็นพระพุทธรูป

มีคนบอกว่าพระจับตัวแม่ได้ ไม่ผิดศีล

ถ้าคนที่คิดอย่างนี้เห็นอย่างนี้มีมากขึ้นจนกลายเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม

แล้วถ้าพระอ้างว่า-เมื่อคนส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ผิด ก็ย่อมเป็นการถูกต้อง

เหมือนกับวัดหลายๆ วัด พระหลายๆ รูปทำสิ่งที่ไม่ใช่พระธรรมวินัยแล้วอ้างว่าญาติโยมพอใจ 

“คุณจะให้เอาธรรมะไปเทศน์ ไม่มีใครฟังหรอก แต่ทำอย่างนี้คนเข้าวัดเต็มเลย คุณก็เห็นไม่ใช่รึ”

ถ้าอ้างกันอย่างนี้ แล้วพระพุทธศาสนาจะเหลืออะไร?

อ้างเหตุผลว่าพระยังเป็นปุถุชนก็ยังต้องการลาภยศเป็นธรรมดา จึงไม่ควรไปว่าอะไรท่าน ก็คือควรยอมให้ท่านทำอย่างนั้นอย่างโน้นได้ อย่าไปเกณฑ์ให้ท่านทำเหมือนพระอริยะ

ต่อไปถ้าพระอยากฉันข้าวค่ำ ก็ควรยอมให้ท่านฉัน เพราะท่านยังเป็นปุถุชน

ต่อไปถ้าพระอยากเที่ยวคลับเที่ยวบาร์ ก็ควรยอมให้ท่านเที่ยว เพราะท่านยังเป็นปุถุชน

ต่อไปถ้าพระอยากมีเมีย ก็ควรยอมให้ท่านมี เพราะท่านยังเป็นปุถุชน

จะเอาอย่างนั้นหรือ?

หรือว่าในที่สุดแล้วก็ต้องมีเกณฑ์อะไรอย่างหนึ่งจนได้

แล้วควรจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์กันล่ะ-ถ้าไม่ใช่พระธรรมวินัย

พระธรรมวินัยเป็นเครื่องตัดสินว่าเป็นพระหรือไม่ใช่พระ

ถ้าประพฤติไม่ใช่พระ แล้วจะให้ยอมรับนับถือว่าเป็นพระ จะถูกต้องหรือ?

.....................

นักบวชในบางประเทศมีภรรยาได้

คนในประเทศนั้นก็ยอมรับว่า-นั่นเป็นพระในพระพุทธศาสนา

ศีลของพระในพระพุทธศาสนาที่เรารู้กันดีบอกไว้ว่า ภิกษุเสพเมถุนต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ

การมีภรรยานั้นมันล่วงเลยขั้นเสพเมถุนไปถึงไหนๆ แล้ว

แต่สังคมของเขากลับถือว่ายังเป็นพระ

ถ้าสังคมบ้านเราจะเอาแบบนั้นบ้าง ก็ต้องพูดคำเดิม -

ถ้าไม่เอาพระธรรมวินัย แล้วจะเอาอะไรเป็นพระพุทธศาสนา

ถ้าเอาการกระทำถึงขั้นนั้นมาเรียกว่า-เป็นพระพุทธศาสนา

ก็เท่ากับกล่าวตู่พระพุทธเจ้า

เหมือนผลิตยาปลอมเลียนแบบแล้วกล่าวอ้างยืนยันว่าเป็นยาแท้ นั่นเอง

จึงต้องย้ำว่า 

๑ จะตัดสินอะไร ต้องเอาพระธรรมวินัยเป็นหลัก ไม่ใช้ใช้ความเห็นส่วนตัวหรือแม้แต่อ้างความพอใจของสังคม

๒ เมื่อเข้ามาอยู่ในกรอบพระธรรมวินัย ต้องตั้งเข็มไว้ที่-ประพฤติปฏิบัติตามเต็มที่ ไม่ใช่อ้างความเป็นปุถุชนเพื่อที่จะไม่ต้องปฏิบัติตาม

โปรดเข้าใจเถิดว่า พระธรรมวินัยนั่นแหละคือสิ่งที่เหมาะสำหรับปุถุชนจะประพฤติปฏิบัติ เพราะเป็นอุปกรณ์นำไปสู่ความเป็นอริยะ

เป็นพระอริยะเสียอีกที่ไม่ต้องพูดถึงพระธรรมวินัยเลยก็ยังได้

อุปมา-ปุถุชนก็คือคนป่วย

พระธรรมวินัย คือยารักษาโรค

เพราะเป็นผู้ป่วยนั่นเองจึงจำเป็นต้องใช้ยารักษาโรค

เพราะเป็นปุถุชนนั่นเองจึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

ถ้ากล้าที่จะไม่เอาพระธรรมวินัย

ก็ควรกล้าที่จะบอกไปตรงๆ ว่า ที่ข้าพเจ้าทำอยู่นี่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา

แต่เมื่อไม่มีใครกล้าที่จะประกาศเช่นนั้น มีแต่อ้างอย่างแข็งขันว่า-นี่แหละคือพระพุทธศาสนา

ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องช่วยกันรู้ทันว่า อะไรเป็นพระพุทธศาสนา อะไรไม่ใช่พระพุทธศาสนา

.....................

ผมเขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อตำหนิพระ

ผมยังไม่ได้ตำหนิพระแม้แต่คำเดียว

ผมพูดถึงหลักการของการเป็นพระเท่านั้น

ใครที่รู้จักผม จะยืนยันได้ว่าผมเคารพพระอย่างยิ่ง

ผมได้แบบมาจากอาจารย์ผม คือท่านอาจารย์นาวาอากาศเอก แย้ม ประพัฒน์ทอง

ท่านอาจารย์แย้มนอกจากประสิทธิ์ประสาทความรู้ภาษาบาลีให้ผมแล้ว ท่านยังเป็นเนติแก่บรรดาศิษย์เป็นอย่างดี

ไม่ใช่เพียงแค่สอนให้จำ

แต่ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างด้วย

ท่านอาจารย์แย้มเคารพพระอย่างสูงสุด

ท่านบรรยายถวายความรู้แก่พระ ท่านประนมมือตลอดเวลาที่พูด

ใครตำหนิพระให้ผมได้ยิน ผมก็ของขึ้นเหมือนท่านอาจารย์แย้ม

ตอนหนุ่มๆ มีพรรคพวกมาชวนให้ผมไปกระทืบคนที่กำลังด่าพระ

ผมไปทันทีโดยไม่ลังเล-เรื่องนี้ผมเคยเขียนเล่าให้ฟังแล้ว

............................................

ความในใจ


https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid0CUkvkoHYu7zFNNqffFJvfnCgUvdHkwXEHDstFQL42wMcwuzVNi5sVMT32w37qQNrl

............................................

ถึงเวลานี้ ผมก็ไม่ลังเลเหมือนกัน แต่วิธีกระทืบของผมอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงบ้าง เช่นกระทืบด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยส้นตีน

ผมเขียนเรื่องนี้เพื่อถวายกำลังใจแก่พระ

ขอให้ท่านมีกำลังใจที่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างสุดชีวิต แบบเดียวกับที่โบราณาจารย์ของเราท่านได้ทำมาแล้ว

ท่านเหล่านั้นก็เป็นปุถุชนเหมือนเรา แต่ท่านตั้งใจทำจริง

ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น

ไม่อ้างความเป็นปุถุชนขึ้นมาขวางทางตัวเอง

ทำไหว ทำได้ ญาติโยมก็สรรเสริญ กลับเป็นกำลังใจให้ญาติโยมได้อีก

ทำไม่ไหว ก็ถอยออกมา

ออกมาอยู่ในสังคม สังคมก็นับถือ เป็นกำลังของพระศาสนาได้อีก 

ขอให้พระคุณเจ้าและญาติโยมมีกำลังใจเข้มแข็ง ทำหน้าที่ของตนๆ ให้มั่นคงตลอดไปเทอญ

------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๕ มีนาคม ๒๕๖๖

๑๑:๒๕

[full-post]



ขอถวายกำลังใจแก่พระที่ยังเป็นปุถุชน (๒)

-----------------------------------------

ตอนที่แล้ว ผมถามว่าญาติมิตรคิดกันอย่างไร

ตอนนี้ผมจะบอกว่าผมคิดอย่างไร

ผมคิดอย่างนี้ -

๑ สิ่งที่เรียกว่า “พระพุทธศาสนา” นั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงตั้งขึ้น มีกฎเกณฑ์กติกาที่เรียกว่า “พระธรรมวินัย” และพระธรรมวินัยนั้นยังมีตัวบทแบบฉบับให้ศึกษาเรียนรู้และปฏิบัติตามได้อย่างสมบูรณ์

๒ พระภิกษุสงฆ์ไม่ได้เป็นพระมาตั้งแต่เกิด แต่สมัครใจเข้ามาเป็น จะด้วยเหตุผลอะไรบ้างก็ตามทีเถิด แต่เรียกรวมๆ ว่า-สมัครใจเข้ามา

๓ หลักสากลของโลกก็คือ ผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสังคมใด ต้องปฏิบัติตามกฎกติกาของสังคมนั้น 

ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ก็มีสิทธิ์ที่จะสละสิทธิ์ นั่นคือออกไปจากสังคมนั้น 

จะไม่ปฏิบัติตามกฎกติกาของสังคมนั้น พร้อมไปกับอ้างสิทธิ์เป็นสมาชิกของสังคมนั้นไปด้วย ย่อมไม่ชอบธรรม

พระพุทธศาสนานั้นตัดสินกันด้วยพระธรรมวินัย

ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรมคำสอน หลักการประพฤติปฏิบัติ รูปแบบการครองชีวิตของบรรพชิตและคฤหัสถ์ ล้วนต้องมีพระธรรมวินัยเป็นเกณฑ์ตัดสินทั้งสิ้น

หลักธรรมคำสอนที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย จะเรียกว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือคำสอนในพระพุทธศาสนาไม่ได้

การประพฤติปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย จะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติตามวิธีของพระพุทธศาสนาไม่ได้

บรรพชิตที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย จะเรียกว่าเป็นบรรพชิตหรือภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาไม่ได้

และคฤหัสถ์ที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย จะเรียกว่าเป็นอุบาสกอุบาสิกาคือผู้นับถือพระพุทธศาสนาไม่ได้

รวมทั้งอะไรที่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุศาสน์ ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จะมาอ้างว่าเป็นพระธรรมวินัยก็ย่อมอ้างไม่ได้ด้วย

หมายความว่า ใครอยากจะสอนอะไรก็สอนไป อยากปฏิบัติอะไรก็ปฏิบัติไป ผู้ครองเพศสมณะอยากทำอะไรก็ทำไป ไม่อยากทำอะไรก็ไม่ต้องทำ 

อยากจะทำอย่างนี้ ก็ได้ ก็เอา เพราะทั้งหมดนี้เป็นเสรีภาพของมนุษย์อยู่แล้ว

แต่ทั้งหมดนั่นขอให้มีความซื่อตรง คือขอให้ประกาศแก่ชาวโลกไปตรงๆ ว่า ที่ข้าพเจ้าสอน ที่ข้าพเจ้าปฏิบัติ และสิ่งที่ข้าพเจ้าประพฤติอยู่นี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ขอให้กล้าที่จะประกาศอย่างนี้ด้วย

.....................

ถ้าพระสงฆ์ทำอะไรๆ เหมือนชาวบ้านได้ทุกอย่าง และยังควรยอมรับได้ว่าแบบนั้นก็เป็นพระ

คนจะต้องบวชเป็นพระทำไม?

อยู่ครองเรือนจะไม่สะดวกสบายกว่าดอกหรือ?

ไม่บวชทำสิ่งใดได้ บวชแล้วก็ยังทำสิ่งนั้นได้

บวชแล้วทำสิ่งใดได้ ไม่บวชก็ทำสิ่งนั้นได้

แล้วจะต่างกันตรงไหน

การที่เข้ามาบวชนั่นเองคือการประกาศตัวยอมรับว่า (๑) จะต้องทำอะไรที่ชาวบ้านไม่มีโอกาสทำ และ (๒) จะต้องไม่ทำอะไรอย่างที่ชาวบ้านทำ

อะไรที่ต้องทำและอะไรที่ต้องไม่ทำนี้ ไม่ใช่แต่ละคนคิดขึ้นเองบัญญัติขึ้นเองตามความพอใจ

แต่เป็นกฎกติกาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้บัญญัติไว้ คือที่เรียกว่า พระธรรมวินัย

.....................

คนที่เจริญแล้วเมื่อเจอนักบวช เขาจะถามกันว่า “ท่านบวชตามใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน ท่านชอบใจธรรมะของใคร” (กํสิ  ตฺวํ  อาวุโส  อุทฺทิสฺส  ปพฺพชิโต  โก  วา  เต  สตฺถา  กสฺส  วา  ตฺวํ  ธมฺมํ  โรเจสิ  ฯ - สัญชยวัตถุ ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ หน้า ๘๓)

เป็นการแสดงถึงวัฒนธรรมของอารยชนว่า เข้าไปบวชในศาสนาไหนก็เพราะชอบใจธรรมะของศาสนานั้น ยินดีเต็มใจที่จะปฏิบัติตามธรรมวินัยของศาสนานั้น

รู้ตัวว่าทำตามไม่ได้ ก็อย่าเข้าไป

เข้าไปแล้วรู้ตัวว่าทำตามต่อไปไม่ไหว ก็ออกมา

เป็นหลักการที่ซื่อตรงที่สุด

การที่เข้าไปบวชแล้วประกาศท่าทีว่า อะไรทำตามได้ ข้าพเจ้าก็จะทำ อะไรทำตามไม่ได้ ข้าพเจ้าก็จะไม่ทำ เพราะข้าพเจ้าเป็นปุถุชน - จึงไม่ใช่ท่าทีของผู้เจริญแล้ว แต่เป็นท่าทีของคนพาล

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๗ วัน ภิกษุรูปหนึ่งประกาศท่าทีว่า -

......................................................

.. สุมุตฺตา  มยํ  เตน  มหาสมเณน  อุปทฺทูตา  จ  โหม  อิทํ  เต  กปฺปติ  อิทํ  เต  น  กปฺปตีติ,  อิทานิ  ปน  มยํ  ยํ  อิจฺฉิสฺสาม  ตํ  กริสฺสาม  ยํ  น  อิจฺฉิสฺสาม  ตํ  น  กริสฺสามาติ  ฯ

(มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค 

พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๑๕๕)

พระไตรปิฎกฉบับหลวงแปลไว้ว่า -

พวกเราพ้นดีแล้ว ด้วยว่าพระมหาสมณะนั้นเบียดเบียนพวกเราอยู่ว่า สิ่งนี้ควรแก่เธอ สิ่งนี้ไม่ควรแก่เธอ ก็บัดนี้พวกเราปรารถนาสิ่งใด ก็จักกระทำสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใด ก็จักไม่กระทำสิ่งนั้น.

......................................................

ถอดความให้ถึงอรรถถึงรสของภาษาตามสำนวนทองย้อยว่า - 

......................................................

พวกเราเป็นอิสระแล้ว ไม่มีพระพุทธเจ้ามาคอยชี้นิ้วสั่งนั่นนี่โน่นอีกต่อไปแล้ว ต่อไปนี้ใครอยากกิน กิน อยากเที่ยว เที่ยว อยากเล่น เล่น ใครไม่อยากทำงานก็ไม่ต้องทำ ฟรีสไตล์ไชโย!

......................................................

ในมหาปรินิพพานเช่นเดียวกันที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า -

......................................................

โย  โว  อานนฺท  มยา  

ธมฺโม  จ  วินโย  จ  เทสิโต  ปญฺญตฺโต

โส  โว  มมจฺจเยน  สตฺถา. 

ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยอันใด

ที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย

ธรรมและวินัยอันนั้นจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย

เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว

(มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๑๔๑)

......................................................

เป็นอันยืนยันว่า พระธรรมวินัยเป็นพระศาสดาของชาวพุทธ

และพระธรรมวินัยนั่นเองคือตัวพระพุทธศาสนา

ถ้าไม่เอาพระธรรมวินัย 

แล้วจะเอาอะไรเป็นพระพุทธศาสนา?

-----------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๔ มีนาคม ๒๕๖๖

๑๗:๑๗

........................ 

[full-post]



ขอถวายกำลังใจแก่พระที่ยังเป็นปุถุชน (๑)

--------------------

ญาติมิตรคงเคยได้เห็นภาพพระกราบแม่ และพระปรนนิบัติแม่ด้วยการอาบน้ำถูตัว ป้อนน้ำป้อนข้าว แบบเดียวกับที่ลูกที่ดีทั้งหลายจะพึงปฏิบัติต่อแม่

ควบคู่มากับภาพเช่นนั้นก็คือการแสดงความคิดเห็นที่เยื้องแย้งกัน

เยื้องแย้งกันว่า พระทำเช่นนั้นได้หรือ

บ้างก็ว่าได้ บ้างก็ว่าไม่ได้

เท่าที่สังเกต ส่วนใหญ่เป็นการแสดงความคิดเห็นตามความเข้าใจส่วนตัวหรือตามความรู้สึก

เมื่อเป็นความเข้าใจส่วนตัวหรือเป็นความรู้สึก เรื่องก็ไม่จบ 

เพราะความเข้าใจส่วนตัวและความรู้สึกเป็นเรื่องที่หาจุดจบไม่ได้

แต่ความประพฤติปฏิบัติทั้งปวงของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้นมีจุดที่จบได้ คือยุติได้

ไม่ใช่ยุติด้วยความเข้าใจส่วนตัวหรือด้วยความรู้สึก

แต่ยุติด้วยหลักพระธรรมวินัย

.....................

ปัญหาใหญ่หลวงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมชาวพุทธเมืองไทยเวลานี้ก็คือ ชาวพุทธไม่ศึกษาพระธรรมวินัย

เมื่อไม่ศึกษา ก็ไม่รู้

เมื่อไม่รู้ ก็ไม่มีหลัก

เมื่อไม่มีหลัก ก็ต่างคนต่างคิดต่างทำ ที่เรียกว่า-สะเปะสะปะ

ไม่ได้คิดและทำตามหลักคือพระธรรมวินัย

แต่คิดและทำตามที่ตนเข้าใจ หรือตามที่ตนพอใจ

คนที่ได้มารู้มาเห็นความประพฤติหรือการกระทำเช่นนั้น ก็ไม่มีความรู้หลักพระธรรมวินัยที่จะตัดสินว่าถูกหรือผิดอย่างไร

จะศรัทธาหรือไม่ศรัทธา เห็นดีงามด้วยหรือไม่เห็นดีงามด้วย จะเห็นว่าถูกหรือเห็นว่าผิด ก็ใช้ความรู้สึกส่วนตัวเป็นที่ตั้ง

และแสดงความคิดเห็นไปตามความรู้สึก ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป

เราจึงห่างไกลพระธรรมวินัยออกไปเรื่อยๆ

.....................

ชาวพุทธบางส่วนไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยโดยตรง แต่ใช้วิธีสืบทอดจากครูบาอาจารย์

ครูบาอาจารย์สอนอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร ก็ทำตามนั้น 

ไม่ฉงนสนใจว่าจะผิดหรือถูกตามพระธรรมวินัยหรือไม่ 

คงอ้างแต่เพียงว่า-อาจารย์ของข้าพเจ้าสอนมาอย่างนี้ 

สำนักของข้าพเจ้าปฏิบัติกันมาอย่างนี้

พระธรรมวินัยจะว่าอย่างไรข้าพเจ้าไม่สนใจ

ข้าพเจ้าสนใจแต่เรื่องที่อาจารย์ของข้าพเจ้าว่าอย่างไรเท่านั้น

.....................

เวลานี้มีอีกจำพวกหนึ่งที่เริ่มเสนอความคิดออกมาหนาหูหนาตาขึ้นว่า พระก็คือปุถุชน เพราะฉะนั้น ใครที่มองพระ อย่าหลับหูหลับตาท่องแต่คำว่าพระธรรมวินัยลูกเดียว 

ควรพิจารณาด้วยว่า ปุถุชนปฏิบัติตามพระธรรมวินัยได้แค่ไหน 

โลกเปลี่ยนไปแล้ว อย่ามาเกณฑ์ให้พระปฏิบัติตามพระธรรมวินัยแบบไม่ลืมหูลืมตา

มีท่านผู้หนึ่งประกาศว่า ท่านนับถือพระในแบบที่เป็นพระปุถุชน จึงไม่เกณฑ์ให้พระต้องทำตนอย่างพระอริยะ

แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่า ศีล ๒๒๗ ข้อ พระท่านจะละเมิดไปสักกี่ข้อก็จะเป็นไรไป

พระทำอะไรไม่ตรงกับพระธรรมวินัยไปบ้าง ก็จะเป็นไรไป

เพราะพระก็ยังเป็นปุถุชน

.....................

เป็นอันสรุปได้ว่า

๑ ชาวพุทธไม่เรียนไม่รู้พระธรรมวินัย จะว่าไม่รับรู้พระธรรมวินัยก็คงได้ แต่เอาความเข้าใจและความพอใจส่วนตัวตัดสินปัญหา

๒ แม้จะเรียนรู้พระธรรมวินัย แต่ก็เห็นว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามไปเสียทุกเรื่อง

ญาติมิตรคิดกันอย่างไรครับ?

---------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๔ มีนาคม ๒๕๖๖

๑๔:๐๖ 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.