แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทีฆนิกาย แสดงบทความทั้งหมด

 


ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,139)


ทีฆนิกาย

หมวดที่รวมพระสูตรขนาดยาว

..............

พระไตรปิฎกมี 3 ส่วน คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก 

พระสุตตันตปิฎกแบ่งเป็น 5 หมวด เรียกว่า “นิกาย” คือ -

(สะกดตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554)

(1) ทีฆนิกาย

(2) มัชฌิมนิกาย

(3) สังยุตนิกาย

(4) อังคุตรนิกาย

(5) ขุทกนิกาย

..............

“ทีฆนิกาย” อ่านว่า ที-คะ-นิ-กาย

ประกอบด้วยคำว่า ทีฆ + นิกาย

(๑) “ทีฆ” 

บาลีอ่านว่า ที-คะ รากศัพท์มาจาก ทุ (ธาตุ = ไป) + ฆ ปัจจัย, แปลง อุ ที่ ทุ เป็น อี (ทุ > ที)

: ทุ + ฆ = ทุฆ > ทีฆ แปลตามศัพท์ว่า “ระยะที่เป็นไปด้วยเสียงที่ไกล”

“ทีฆ” ในบาลี ถ้าเป็นคุณศัพท์ แปลว่า ยาว (long) ถ้าเป็นคำนาม แปลว่า งู (a snake)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“ทีฆ- : (คำแบบ คือคำที่ใช้เฉพาะในหนังสือ ไม่ใช่คำพูดทั่วไป) (คำวิเศษณ์) ยาว, นาน, ยั่งยืน. (ป.; ส. ทีรฺฆ).”

“ทีฆ” ที่เราคุ้นกันดี ก็คือคำว่า “ทีฆายุโก” หรือ “ทีฆายุกา” ในคำถวายถวายพระพร

โปรดสังเกตและใส่ใจไว้ว่า “ทีฆ” ที- ท ทหาร ไม่ใช่ ฑี- ฑ มณโฑ

กรุณาอย่ารับข้อมูลเก่า ใครที่เคยติดตาติดมือผิดๆ โปรดลบข้อมูลเก่าทิ้งไป

..............

“ทีฆ” -

ที- ท ทหาร 

ไม่ใช่ ฑี- ฑ มณโฑ

..............

(๒) “นิกาย” 

บาลีอ่านว่า นิ-กา-ยะ แสดงรากศัพท์ตามนัยแห่งหนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) ดังนี้ - 

(1) นิกาย ๑ รากศัพท์มาจาก นิ (คำนิบาต = เข้า, ลง) + จิ (ธาตุ = สะสม) + ย ปัจจัย, แปลง จิ เป็น กา 

: นิ + จิ = นิจิ + ย = นิจิย > นิกาย (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ที่อันเขามุงบัง” หมายถึง เรือน, ที่พัก, ที่อยู่

(2) นิกาย ๒ รากศัพท์มาจาก นิ (คำนิบาต = ไม่มี, ออก) + จิ (ธาตุ = สะสม) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, แผลง อิ ที่ จิ เป็น เอ, แปลง เอ เป็น อาย (จิ > เจ > จาย), แปลง จ เป็น ก

: นิ + จิ + ณ = นิจิณ > นิจิ > นิเจ > นิจาย > นิกาย (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “หมู่ที่สะสมส่วนย่อยทั้งหลายไว้โดยไม่ต่างกัน” ( = พวกที่ไม่ต่างกันมารวมอยู่ด้วยกัน) หมายถึง นิกาย, ฝูง, กลุ่ม, หมู่, คณะ, กอง

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “นิกาย” ว่า collection, assemblage, class, group (การรวบรวม, การประชุม, ชั้น, กลุ่ม, พวก, หมู่) ไม่มีคำแปลที่หมายถึง เรือน, ที่พัก, ที่อยู่ ดังที่หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ แสดงความหมายของ นิกาย ๑

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“นิกาย : (คำนาม) น. หมู่, พวก, หมวด, ใช้เกี่ยวกับศาสนา ในกรณีเช่นคณะนักบวชในศาสนาเดียวกัน ที่แยกออกไปเป็นพวก ๆ เช่น มหานิกาย ธรรมยุติกนิกาย นิกายโรมันคาทอลิก นิกายโปรเตสแตนต์; เรียกคัมภีร์พระสุตตันตปิฎกที่แยกออกเป็น ๕ หมวดใหญ่ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตนิกาย อังคุตรนิกาย ขุทกนิกาย. (ป., ส.).”

ขยายความแทรก :

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายคำว่า “นิกาย” ไว้ดังนี้ -

..............

นิกาย : พวก, หมวด, หมู่, ชุมนุม, กอง; 

1. หมวดตอนใหญ่แห่งพุทธพจน์ในพระสุตตันตปิฎก ซึ่งแยกเป็น ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย และขุททกนิกาย; 

2. คณะนักบวช หรือศาสนิกชนในศาสนาเดียวกันที่แยกเป็นพวกๆ; ในพระพุทธศาสนามีนิกายใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็นนิกายพุทธศาสนาในปัจจุบัน ๒ นิกาย คือ มหายาน หรือนิกายฝ่ายเหนือ (อุตรนิกาย) พวกหนึ่ง และ เถรวาท หรือนิกายฝ่ายใต้ (ทักษิณนิกาย) ที่บางทีเรียก หีนยาน พวกหนึ่ง; 

ในประเทศไทยปัจจุบัน พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทด้วยกัน แยกออกเป็น ๒ นิกาย แต่เป็นเพียงนิกายสงฆ์ มิใช่ถึงกับเป็นนิกายพุทธศาสนา (คือแยกกันเฉพาะในหมู่นักบวช) ได้แก่ มหานิกาย และ ธรรมยุติกนิกาย ซึ่งบางทีเรียกเพียงเป็นคณะว่า คณะมหานิกาย และ คณะธรรมยุต 

..............

ทีฆ + นิกาย = ทีฆนิกาย อ่านแบบบาลีว่า ที-คะ-นิ-กา-ยะ อ่านแบบไทยว่า ที-คะ-นิ-กาย 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“ทีฆนิกาย : (คำนาม) ชื่อคัมภีร์นิกายแรกแห่งพระสุตตันตปิฎก แปลว่า หมวดยาว รวบรวมพระสูตรขนาดยาวไว้ในหมวดนี้.”

ขยายความ :

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ที่คำว่า “ทีฆนิกาย” บอกไว้ดังนี้ -

..............

ทีฆนิกาย : นิกายที่หนึ่งแห่งพระสุตตันตปิฎก; ดู ไตรปิฎก (เล่ม ๙ - ๑๑)

..............

ที่คำว่า “ไตรปิฎก” พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ฯ บอกความหมายไว้ดังนี้ -

..............

ไตรปิฎก : “ปิฎกสาม”; ปิฎก แปลตามศัพท์อย่างพื้นๆ ว่า กระจาดหรือตะกร้าอันเป็นภาชนะสำหรับใส่รวมของต่างๆ เข้าไว้ นำมาใช้ในความหมายว่า เป็นที่รวบรวมคำสอนในพระพุทธศาสนาที่จัดเป็นหมวดหมู่แล้ว โดยนัยนี้ ไตรปิฎก จึงแปลว่า “คัมภีร์ที่บรรจุพุทธพจน์ (และเรื่องราวชั้นเดิมของพระพุทธศาสนา) ๓ ชุด” หรือ “ประมวลแห่งคัมภีร์ที่รวบรวมพระธรรมวินัย ๓ หมวด” กล่าวคือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และ อภิธรรมปิฎก 

... ... ...

..............

ในส่วน “สุตตันตปิฎก” พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ฯ ขยายความไว้ดังนี้ -

..............

ข. พระสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม

๑. ทีฆนิกาย ๓ เล่ม

เล่ม ๙ สีลขันธวรรค มีพระสูตรขนาดยาว ๑๓ สูตร หลายสูตรกล่าวถึงจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล

เล่ม ๑๐ มหาวรรค มีพระสูตรยาว ๑๐ สูตร ส่วนมากชื่อเริ่มด้วย มหา เช่น มหาปรินิพพานสูตร มหาสติปัฏฐานสูตร เป็นต้น

เล่ม ๑๑ ปาฏิกวรรค มีพระสูตรยาว ๑๑ สูตร เริ่มด้วยปาฏิกสูตร หลายสูตรมีชื่อเสียง เช่น จักกวัตติสูตร อัคคัญญสูตร สิงคาลกสูตร และสังคีติสูตร

..............

นี่คือเค้าโครงของ “ทีฆนิกาย” ในพระไตรปิฎกส่วนที่เป็นพระสุตตันตปิฎกหรือพระสูตร

รายละเอียดต่างๆ ของพระสูตรใน “ทีฆนิกาย” พึงศึกษาจากพระไตรปิฎกเล่ม 9-10-11 นั้นเทอญ

..............

ดูก่อนภราดา!

นินฺทนฺติ ตุณฺหิมาสีนํ       นินฺทนฺติ พหุภาณินํ

มิตภาณิมฺปิ นินฺทนฺติ       นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต.

อยู่เฉยๆ เขาก็นินทา  พูดมาก เขาก็นินทา 

พูดน้อย เขาก็นินทา  ไม่มีใครในโลก ที่ไม่ถูกนินทา

บาลี: โกธวรรค ธรรมบท พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 27

ไทย: เสฐียรพงษ์ วรรณปก ใน “พุทธวจนะในธรรมบท”


[full-post]



พระไตรปีฎกภาษาไทย เล่มที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑

(ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)

-------------------

      พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ คือ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ซึ่งเป็นคัมภีร์ เล่มที่ ๑ ของพระสุตตันตปิฎก คัมภีร์ทีฆนิกายมี ๓ เล่ม คือ 

      ๑) พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙) 

      ๒) พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐) 

      ๓) พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑)

ทีฆนิกายมีพระสูตรรวม ๓๔ สูตร แบ่งย่อยออกเป็นวรรค (ตอน) ได้ ๓ วรรค คือ

      (๑) สีลขันธวรรค มี ๑๓ สูตร

      (๒) มหาวรรค มี ๑๐ สูตร

      (๓) ปาฏิกวรรค มี ๑๑ สูตร


      การตั้งชื่อวรรค ท่านตั้งตามเนื้อหาในพระสูตรที่ ๑ ของวรรคก็มี ตามชื่อพระสูตรที่ ๑ ของวรรคก็มี กล่าวคือ- 

      - ใน "สีลขันธวรรค" มีพรหมชาลสูตรเป็นพระสูตรที่ ๑ พระสูตรนี้ว่าด้วยเรื่องศีลและทิฏฐิ ท่านจึงตั้งชื่อว่า สีลขันธวรรค แปลว่า ตอนที่ว่าด้วยกองศีล 

      - ใน "มหาวรรค" มีมหาปทานสูตรเป็นพระสูตรที่ ๑ พระสูตรนี้ว่าด้วยข้ออ้างใหญ่ คือกล่าวถึงพระประวัติขอพระพุทธเจ้าทั้งหลายตั้งแต่อดีตกาล จนมาถึงสมัยของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ท่านจึงตั้งชื่อว่า มหาวรรค แปลว่า "ตอนใหญ่" 

      - ใน "ปาฏิกวรรค" มีปาฏิกสูตรเป็นพระสูตรที่ ๑ พระสูตรนี้ว่าด้วยนักบวชเปลือยชื่อปาฏิกบุตร ท่านจึงตั้งชื่อว่า "ปาฏิกวรรค" แปลว่า "ตอนปาฏิกบุตร"

*พระสูตรในสีลขันธวรรค ๑๓ สูตร คือ

      (๑) พรหมชาลสูตร 

      (๒) สามัญญผลสูตร

      (๓) อัมพัฏฐสูตร 

      (๔) โสณทัณฑสูตร

      (๕) กูฎทันตสูตร 

      (๖) มหาลิสูตร

      (๗) ชาลิยสูตร 

      (๘) มหาสีหนาทสูตร

      (๙) โปฏฐปาทสูตร 

      (๑๐) สุภสูตร

      (๑๑) เกวัฏฏสูตร 

      (๑๒) โลหิจจสูตร

      (๑๓) เตวิชชสูตร

*พระสูตรในมหาวรรค ๑๐ สูตร คือ

      (๑) มหาปทานสูตร 

      (๒ มหานิทานสูตร

      (๓) มหาปรินิพพานสูตร 

      (๔ มหาสุทัสสนสูตร

      (๕) ชนวสภสูตร 

      (๖) มหาโควินทสูตร

      (๗) มหาสมยสูตร 

      (๘) สักกปัญหสูตร

      (๙) มหาสติปัฏฐานสูตร 

      (๑๐) ปายาสิราชัญญสูตร

*พระสูตรในปาฏิกวรรค ๑๑ สูตร คือ

      (๑) ปาฏิกสูตร 

      (๒) อุทุมพริกสูตร

      (๓) จักกวัตติสูตร 

      (๔) อัคคัญญสูตร

      (๕) สัมปสาทนียสูตร 

      (๖) ปาสาทิกสูตร

      (๗) ลักขณสูตร 

      (๘) สิงคาลกสูตร

      (๙) อาฎานาฏิยสูตร 

      (๑๐) สังคีติสูตร

      (๑๑) ทสุตตรสูตร


-------------///--------------


๑. พรหมชาลสูตร (พระไตรปิฏก ภาษาไทย เล่มที่ ๙ : ทีฆนิกาย ศีลขันธวรรค) 

๑.๑ ที่มาของชื่อ

    "พรหมชาลสูตร" แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายอันประเสริฐ คำว่า "ข่ายอันประเสริฐ" หมายถึงพระสัพพัญญุตญาณของพระผู้มีพระภาค ที่เป็นเหตุให้ทรงรู้ทิฏฐิหรือลัทธิต่าง ๆ ซึ่งแพร่หลายอยู่ในสมัยนั้นโดยแจ่มแจ้ง และยังทรงรู้แจ้งยิ่งไปกว่านั้นอีก 

    พระสูตรนี้ นอกจากชื่อว่าพรหมชาลสูตรแล้ว พระผู้มีพระภาคยังประทานชื่ออื่น อีก ๔ ชื่อ คือ 

(๑) อัตถชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายแห่งประโยชน์ เพราะทรงจำแนกประโยชน์ในชาตินี้และประโยชน์ในชาติหน้าไว้ 

(๒) ธัมมชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายแห่งธรรม เพราะทรงจำแนกธรรมอันเป็นแบบแผนไว้ 

(๓) ทิฏฐิชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายแห่งทิฏฐิหรือลัทธิ เพราะทรงจำแนกทิฏฐิหรือลัทธิต่างๆ ไว้ถึง ๖๒ ลัทธิ พระองค์ ทรงเห็นว่า สมณพราหมณ์ผู้ยึดถือลัทธิเหล่านั้นกำลังถูกลัทธิที่ตนยึดถือครอบคลุมผูกมัดไว้ จะโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในลัทธินั้น ติดวนอยู่ในลัทธินั้น มิอาจหลุดพ้นไปได้เหมือนปลาที่ถูกตาข่ายคือแหของชาวประมงครอบคลุมไว้ จะโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในตาข่ายนั้น 

(๔) สังคามวิชยสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยตำราพิชัยสงคราม เพราะผู้ที่ได้ฟังพระสูตรนี้จบแล้วจะสามารถ ย่ำยีพวกมาร ทั้งที่เป็นเทวบุตรมาร ขันธมาร มัจจุมาร หรือกิเลสมารให้พ่ายแพ้ได้


*พรหมชาลสูตร บางอาจารย์ให้ความหมาว่า "ข่ายดักพรหม" คือพรหมทั้งหลายนอกพุทธศาสนา มักตกอยู่ในข่ายคือทิฏฐินี้ ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า "พรหมชาล" (ข่ายดักพรหม)


๑.๒ ที่มาของพระสูตร

     พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ขณะทรงพักแรม ณ พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา โดยทรงปรารภคำติเตียนพระรัตนตรัยของปริพาชกชื่อสุปปียะและคำสรรเสริญพระรัตนตรัยของพรหมทัตตมาณพผู้เป็นศิษย์ ที่พวกภิกษุได้ยินเข้าแล้ว นำมาสนทนากัน พระผู้มีพระภาคทรงทราบจึงตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายมิให้โกรธเมื่อถูกตำหนิติเตียน และมิให้ยินดีจนเหลิงเมื่อได้รับคำสรรเสริญเยินยอ แต่ให้พิจารณาหาสาเหตุแห่งการติเตียนและ การสรรเสริญนั้นๆ ตามความเป็นจริง แล้วชี้แจงให้เขาทราบว่าอะไรเป็นเรื่องจริง อะไรเป็น เรื่องเท็จ ต่อจากนั้นทรงแสดงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นว่า หลักธรรมของพระองค์สูงส่งกว่าลัทธิ อื่นๆ ทั้ง ๖๒ ลัทธิที่แพร่หลายอยู่ในสมัยนั้น


๑.๓ รูปแบบของพระสูตร

     พระสูตรนี้เป็นแบบธรรมบรรยายหรือการบรรยายธรรมแบบพูดคนเดียวจนจบเรื่อง ดังที่ท่านพระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคเมื่อทรงบรรยายจบลงว่า "ธรรมบรรยายนี้มี ชื่อว่าอะไร พระพุทธเจ้าข้า"


๑.๔ ใจความสำคัญของพระสูตร

     พระผู้มีพระภาคตรัสถึงสาเหตุที่ทำให้คนสรรเสริญพระองค์ว่าได้แก่ ศีล ๓ ชั้น คือ

        (๑) จูฬศีล (ศีลอย่างเล็กน้อย) 

        (๒) มัชฌิมศีล (ศีลอย่างกลาง) 

        (๓) มหาศีล (ศีลอย่างใหญ่)

     กล่าวคือ คนทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า พระองค์ทรงงดเว้นจากข้อห้ามในจูฬศีล ๒๖ ข้อ ในมัชฌิมศีล ๑๐ ข้อ และในมหาศีล ๗ ข้อ พระผู้มีพระ ภาคตรัสถึงสาเหตุที่ทำให้คนสรรเสริญพระองค์อีกอย่างหนึ่งได้แก่ พระสัพพัญญุตญาณ คือทรงรู้แจ้งธรรมะที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก ประณีต คาดคะเน เอาด้วยเหตุผลไม่ได้ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต เมื่อทรงรู้แจ้งธรรมะนี้แล้ว ทรงสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ด้วยเหตุนี้คนทั้งหลายจึงกล่าวสรรเสริญพระองค์ 

     พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกประกาศวาทะแสดงลัทธิ โดยปรารภขันธ์ส่วนอดีตซึ่งเรียกว่าปุพพันตกัปปีกวาทะ มี ๑๘ ลัทธิ และปรารภขันธ์ ส่วนอนาคตและปัจจุบันซึ่งเรียกว่าอปรันตกัปปีกวาทะอีก ๔๔ ลัทธิ แต่เพราะพวกเขาไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงถูกลัทธิเหล่านี้ครอบคลุมไว้เหมือนปลาที่ถูกแหครอบคลุมไว้มิอาจหลุดพ้นไปได้ จึงทรงถือว่า ลัทธิเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ


ปุพพันตกัปปิกวาทะ ๑๘ ลัทธิ คือ

      ๑. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ตั้งแต่ ๑ ชาติ จนถึงหลายแสน

      ๒. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ตั้งแต่ ๑ กัปจนถึง ๑๐ กัป

      ๓. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ตั้งแต่ ๑๐ กัปจนถึง ๔๐ กัป

      ๔. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะคิดคาดคะเนเอาด้วยเหตุผล

ทั้ง ๔ ลัทธิแรกนี้เรียกว่า สัสสตวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง)

      ๕. ลัทธิที่ถือว่า พระพรหมเที่ยง แต่พวกที่พระพรหมสร้างขึ้นมา ไม่เที่ยง

      ๖. ลัทธิที่ถือว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยง แต่พวกขิทฑาปโทสิกา (พวกที่ต้องจุติเพราะชอบ เล่นสนุก) ไม่เที่ยง

      ๗. ลัทธิที่ถือว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยง แต่พวกมโนปโทสิกา (พวกที่ต้องจุติเพราะคิดร้ายกันและกัน) ไม่เที่ยง

      ๘. ลัทธิที่ถือเอาตามที่คิดคาดคะเนด้วยเหตุผลว่าอัตตาฝ่ายจิตเที่ยง แต่อัตตาฝ่ายกาย ไม่เที่ยง

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๕ - ๘ เรียกว่า เอกัจจสัสสตวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า บางอย่างเที่ยง)

      ๙. ลัทธิที่ถือว่า โลกมีที่สุด (มีขอบเขตกำหนดได้)

      ๑๐. ลัทธิที่ถือว่า โลกไม่มีที่สุด

      ๑๑. ลัทธิที่ถือว่า โลกมีที่สุดเฉพาะด้านบนกับด้านล่าง ส่วนด้านกว้างหรือด้านขวางไม่มีที่สุด

      ๑๒. ลัทธิที่ถือเอาตามที่คิดคาดคะเนด้วยเหตุผล ว่าโลกมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๙ - ๑๒ เรียกว่า อันตานันติกวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า โลกมีที่สุดโลกไม่มีที่สุด)

      ๑๓. ลัทธิที่ปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ เพราะเกรงว่าจะพูดเท็จ

      ๑๔. ลัทธิที่ปฏิเสธตามแบบลัทธิที่ ๑๓ เพราะเกรงว่า จะยึดถือผิด ๆ

      ๑๕. ลัทธิที่ปฏิเสธตามแบบลัทธิที่ ๑๓ เพราะเกรงว่าจะถูกผู้รู้ซักถาม

      ๑๖. ลัทธิที่ปฏิเสธตามแบบลัทธิที่ ๑๓ และไม่ยอมรับหรือยืนยันอะไรเลย เพราะไม่รู้จริง

*ตั้งแต่ลัทธิที่ ๑๓ - ๑๖ เรียกว่า อมราวิกเขปวาทะ (ลัทธิที่พูดหลบเลี่ยง ไม่แน่นอนตายตัว)

      ๑๗. ลัทธิที่ถือว่า สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย เพราะเคยเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ (พรหมพวกหนึ่งที่มีแต่รูป ไม่มีสัญญา)

      ๑๘. ลัทธิที่ถือเอาตามที่คิดคาดคะเนด้วยเหตุผลว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย 

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๑๗ - ๑๘ เรียกว่า อธิจจสมุปปันนวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเอง ไม่มีเหตุปัจจัย)


อปรันตกัปปิกวาทะ ๔๔ ลัทธิ คือ

      ๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูป (อาศัยรูปอยู่) มีสัญญา (ความรู้สึกรู้ขั้นละเอียด)

      ๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีรูป มีสัญญา

      ๓. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีรูปและที่ไม่มีรูป มีสัญญา

      ๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ (พูดไม่ได้ว่ามีรูปหรือไม่มีรูป) มีสัญญา

      ๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุด มีสัญญา

      ๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีที่สุด มีสัญญา

      ๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีที่สุดและที่ไม่มีที่สุด มีสัญญา

      ๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ (พูดไม่ได้ว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด) มีสัญญา

      ๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาอย่างเดียวกัน

      ๑๐. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาต่างกัน

      ๑๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาเล็กน้อย

      ๑๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาประมาณมิได้

      ๑๓. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีแต่สุขอย่างเดียว มีสัญญา

      ๑๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีแต่ทุกข์อย่างเดียว มีสัญญา

      ๑๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีทั้งสุขและทุกข์ มีสัญญา

      ๑๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ มีสุขก็มิใช่ มีสัญญา

*ทั้ง ๑๖ ลัทธิแรกนี้เรียกว่า สัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญา)

      ๑๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูป ไม่มีสัญญา

      ๑๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีรูป ไม่มีสัญญา

      ๑๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีรูปและที่ไม่มีรูป ไม่มีสัญญา

      ๒๐. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีสัญญา

      ๒๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุด ไม่มีสัญญา

      ๒๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีที่สุด ไม่มีสัญญา

      ๒๓. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีที่สุดและที่ไม่มีที่สุด ไม่มีสัญญา

      ๒๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีสัญญา

*ตั้งแต่ลัทธิที่ ๑๗ - ๒๔ เรียกว่า อสัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้ว อัตตาไม่มีสัญญา)

      ๒๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูป มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (พูดไม่ได้ว่า มีสัญญาหรือไม่มีสัญญา)

      ๒๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีรูป มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

      ๒๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีรูปและที่ไม่มีรูป มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

      ๒๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

      ๒๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุด มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

      ๓๐. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีที่สุด มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

      ๓๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีที่สุดและที่ไม่มีที่สุด มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

      ๓๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

*ตั้งแต่ลัทธิที่ ๒๕ - ๓๒ เรียกว่า เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่)

      ๓ต. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาของมนุษย์และสัตว์ ขาดสูญ

      ๓๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นทิพย์มีรูปเป็นกามาพจร บริโภคอาหาร

      ๓๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นทิพย์มีรูปสำเร็จทางใจ ขาดสูญ

      ๓๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นอากาสานัญจายตนะ (อัตตาที่ได้อรูปฌาน กำหนดอากาศที่ไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์) ขาดสูญ

      ๓๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นวิญญาณัญจายตนะ (อัตาที่ได้อรูปฌานกำหนดวิญญาณที่ไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์) ขาดสูญ

      ๓๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นอากิญจัญญายตนะ (อัตตาที่ได้อรูปฌานกำหนดความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์) ขาดสูญ

      ๓๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ (อัตตาที่ได้อรูปฌาน กำหนดสภาวะที่เป็นสัญญาก็มิใช่ ไม่เป็นสัญญาก็มิใช่ เป็นอารมณ์) ขาดสูญ

*ตั้งแต่ลัทธิที่ ๓๓ - ๓๙ เรียกว่า อุจเฉทวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้ว อัตตาขาดสูญ)

      ๔๐. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

      ๔๑. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยปฐมฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

      ๔๒. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยทุติยฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

      ๔๓. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยตติยฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

      ๔๔. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยจตุตถฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

*๔๐ - ๔๔ เรียกว่า ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า มีสภาวะบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน)

      ลัทธิพวกอปรันตกัปปีกวาทะ ๔๔ ลัทธินี้เมื่อรวมกับลัทธิพวกปุพพันตกัปปีกวาทะ ๑๘ ลัทธิข้างต้น ก็เป็น ๖๒ ลัทธิ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า "ทิฏฐิ ๖๒" 


     พระผู้มีพระภาคตรัสสรุปไว้ในตอนท้ายของพระสูตรนี้ว่า พระองค์ทรงรู้แจ้งมูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ และทรงรู้ด้วยว่าผู้ที่ยึดถือทิฏฐิเหล่านี้มีคติและภพเบื้องหน้าเป็นอย่างไร พระองค์จึงไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น เมื่อไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น จึงทรงรู้แจ้งความเกิด ความดับ คุณโทษแห่งเวทนา และอุบายวิธีที่ทำให้สลัดเวทนา (การเสวยอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ออกไปได้ พระองค์จึงทรงหลุดพ้น และตรัสย้ำว่า นี่แหละธรรมะอันลึกซึ้ง (คมฺภีโร) เห็นได้ยาก (ทุทฺทโส) รู้ตามได้ยาก (ทุรนุโพโธ) สงบ (สนฺโต) ประณีต (ปณีโต) คาดคะเนเอาด้วยเหตุผลไม่ได้ (อตกฺกาวจโร) ละเอียด (นิปุโณ) รู้ได้เฉพาะบัณฑิต (ปณฺฑิตเวทนีโย) 

      เมื่อพระองค์ทรงรู้แจ้งธรรมะนี้แล้ว ทรงสั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย จึงเป็นเหตุให้คนทั้งหลายกล่าวสรรเสริญพระองค์ ส่วนสมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิเหล่านี้ไม่รู้ความจริง บัญญัติทิฏฐิเหล่านี้ขึ้นตามความเข้าใจของตนเอง เป็นการแสวงหา การดิ้นรนของคนมีตัณหาคือความทะยานอยากสิ่งอันน่าใคร่น่าปรารถนา ผ่านทางอายตนะ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) เมื่อมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ (กรรมภพ คือเจตนากรรม ๒๙) เมื่อมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ (ความเกิด) เมื่อมีชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา (ความแก่) มรณะ (ความตาย) โสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ (ความ คร่ำครวญ) ทุกข์ (ความไม่สบายกาย) โทมนัส (ความไม่สบายใจ) และ อุปายาส (ความคับแค้นใจ) 

(* กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท เป็นไป....)


๑.๕ ข้อสังเกต

     พระสูตรนี้ให้ความรู้โดยละเอียด ๒ เรื่อง คือเรื่องศีลและเรื่องทิฏฐิ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความมีสามัคคีหรือความไม่มีสามัคคี ความเจริญหรือความเสื่อม เป็นต้น ของหมู่คณะหรือกลุ่มชนในสังคม กล่าวคือ ถ้าหมู่คณะใดมีศีลเหมือนกัน (สีลสามัญญตา) มีทิฏฐิเหมือนกัน (ทิฏฐิสามัญตา) แสดงว่าหมู่คณะนั้นสามัคคีกัน แต่ถ้ามีศีลไม่เหมือนกันก็ดี มีทิฏฐิไม่เหมือนกันก็ดี ก็แสดงว่าไม่สามัคคีกัน

     ในเรื่องศีล พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกไว้ถึง ๓ ชั้น จากชั้นต่ำไปหาชั้นสูง ทรงเรียกว่า จูฬศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล รวม ๔๓ ข้อ (กล่าวไว้โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่งในสามัญญผลสูตร ส่วนในสูตรอื่น ๆ เมื่อกล่าวถึงศีล ก็จะปรากฎแต่โดยย่อ และให้ดูรายละเอียดในสามัญญผลสูตร) ทรงเน้นว่า พระองค์ทรงมีศีลเหล่านี้โดยสมบูรณ์ คนทั้งหลายจึงสรรเสริญพระองค์ ส่วนสมณพราหมณ์บางพวกไม่มีศีลเหล่านี้

     ในเรื่องทิฏฐิ ทรงจำแนกไว้ถึง ๖๒ ทิฏฐิ ซึ่งครอบคลุมทิฏฐิหรือลัทธิทั้งหมดที่แพร่หลายอยู่ในสมัยนั้น ไม่พบว่าได้มีการบันทึกเรื่องนี้ไว้ละเอียดแบบนี้ในที่ใด พระสูตรนี้จึงอาจถือว่าเป็นแหล่งความรู้ทางปรัชญาอินเดียโบราณที่สมบูรณ์ที่สุด


     พระผู้มีพระภาคทรงสรุปไว้ว่า ทิฏฐิเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่ทางให้พ้นทุกข์ได้เลย แต่กลับทำให้ผู้เชื่อถือต้องประสบทุกข์เหมือนปลาติดตาข่าย

----------/////--------- 

[full-post]

 



ขยายอุทเทส เรียกว่า "นิทเทส" ออกไปแต่ละอุทเทส เรียงลำดับไปตาม (หมวด ๑, หมวด ๒, ......หมวด ๑๐)

๑) พหูปกาโร (พหูปการธรรม) (ธรรมที่มีอุปการะมาก)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : กุสเลสุ ธมฺเมสุ อปฺปมาโท - ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย คือ ให้สร้างกุศลธรรมทั้ง ๔ อย่าง (กามาวจร,รูปาวจร,อรูปาวจร,โลกุตตร)

      - หมวด ๒ ได้แก่ : สติ ๑, สัมปชัญญะ ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : การคบหาสัตบุรุษ ๑, การฟังธรรมของสัตบุรุษ ๑, การปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : จักร ๔ คือ ปฏิรูปเทสวาโส ๑, สัปปุริสูปัสสโย ๑, อัตตสัมมาปณิธิ ๑ ปุพเพกตปุญญตา ๑ (เรียกธรรมเหล่านี้ว่า "โยนิโสมนสิการธรรม")

      - หมวด ๕ ได้แก่ : ปธานิยังคะ ๕ คือ มีศรัทธา, มีอาพาธน้อย ๑, ไม่โอ้อวด-ไม่มีมายา ๑, ถึงพร้อมด้วยความเพียร ๑, มีปัญญาระดับชำแรกกิเลสได้ ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : สาราณียธรรม ๖ คือ มีเมตตากายกรรม ๑, เมตตาวจีกรรม ๑, เมตตามโนกรรม ๑, แบ่งปันลาภ ๑, สีลสามัญญตา, ทิฏฐิสามัญญตา ๑

      - หมวด ๗ ได้แก่ : อริยทรัพย์ ๗ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา

      - หมวด ๘ ได้แก่ : เหตุ ๘ ปัจจัย ๘ คือ ตั้งหิริโอตตัปปะในครูและครุฐานียะ ๑, เข้าไปสอบถามข้ออรรถข้อธรรมต่อครูและครุฐานียะ ๑, ฟังธรรมแล้วหลีกเร้นทางกายและทางจิต ๑, สำรวมในปาฏิโมกข์ ๑, เป็นพหุสุตตะ ๑, ปรารภความเพียร ๑, มีสติปัญญารักษาตน ๑, เห็นความเกิด-ดับของปัญจุปาทานักขันธ์ ๑

      - หมวด ๙ ได้แก่ : ธรรมอันมีมูลมาแต่โยนิโสมนสิการ ๙ คือ

                                   - เมื่อกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ปราโมทย์ย่อมเกิด

                                   - ปีติย่อมเกิดแก่ผู้ปราโมทย์

                                   - กายของผู้มีใจกอปรด้วยปิติย่อมสงบ

                                   - ผู้มีกายสงบ ย่อมเสวยสุข

                                   - จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่น

                                   - ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้เห็นตามเป็นจริง

                                   - ผู้รู้เห็นตามเป็นจริง ตนเองย่อมหน่าย

                                   - เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด

                                   - เพราะคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น

      - หมวด ๑๐ ได้แก่ : ธรรมกระทำที่พึ่ง (นาถกรณธรรม) ๑๐ อย่าง คือ

                                   - ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจรอยู่ มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้มีธรรมอันสดับแล้วมาก ทรงธรรมที่ได้สดับแล้ว สั่งสมธรรมที่ได้สดับแล้ว ธรรมที่งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง เห็นปานนั้น อันเธอได้สดับแล้วมาก ทรงไว้แล้ว คล่องปาก ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยความเห็น นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ผู้มีอายุทั้งหลาย แม้ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีเพื่อนดี มีสหายดี นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมที่กระทำให้เป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทน เป็นผู้รับอนุศาสนีโดยเบื้องขวา นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้าน ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา อันเป็นอุบายในกรณียะนั้นๆ สามารถทำ สามารถจัด ในกรณียะกิจใหญ่น้อยของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ผู้มีอายุทั้งหลาย นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้ใคร่ในธรรม เจรจาน่ารัก มีความปราโมทย์ยิ่งในอภิธรรม ในอภิวินัย นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยแก่คนไข้ตามมีตามได้ นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

- ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อมอยู่ เป็นผู้มีเรี่ยวแรง มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดธุระในธรรมที่เป็นกุศล นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติและปัญญาเครื่องรักษาตนอย่างยอดเยี่ยม แม้สิ่งที่ทำแล้วนาน แม้คำที่พูดแล้วนาน ก็นึกได้ระลึกได้ นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ

                                   - ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาที่เห็น ความเกิดและความดับอันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้ก็เป็นธรรมกระทำที่พึ่ง ฯ



๒) ภาเวตพฺโพ (ภาเวตัพพธรรม) (ธรรมที่ควรให้เจริญ)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : กายคตาสติ สาตสหคตา (กายคตาสติ ที่สหรคตด้วยโสมนัส)

      - หมวด ๒ ได้แก่ : สมถะ ๑, วิปัสสนา ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : สมาธิ ๓ ได้แก่ สมาธิมีวิตกมีวิจาร ๑, สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ๑, สมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : สติปัฏฐาน ๔ คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑, เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑, จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑, ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : สัมมาสมาธิ อันประกอบด้วยองค์ ๕ ได้แก่ปีติแผ่ไป ๑, สุขแผ่ไป ๑, การกำหนดใจผู้อื่นแผ่ไป ๑, แสงสว่างแผ่ไป ๑, นิมิตเป็นเครื่องพิจารณา ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : อนุสติฐานะ ๖ คือ พุทธานุสสติ ๑, ธัมมนุสสติ ๑, สังฆานุสสติ ๑, สีลานุสสติ ๑, จาคานุสสติ ๑, เทวตานุสสติ ๑

      - หมวด ๗ ได้แก่ : โพชฌงค์ ๗ คือ สติ ธัมมวิจย วิริย ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา

      - หมวด ๘ ได้แก่ : อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ

      - หมวด ๙ ได้แก่ : องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ ๙ คือ

                                   - ความหมดจดแห่งศีล ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งจิต ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งทิฐิ ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งญาณทัสนะ ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งปัญญา ชื่อว่าองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

                                   - ความหมดจดแห่งวิมุตติ ชื่อว่าเป็นองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์

- หมวด ๑๐ ได้แก่ : แดนแห่งกสิณ ๑๐ คือ

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำปฐวีกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณมิได้

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำอาโปกสิณได้ ...

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำเตโชกสิณได้ ...

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำวาโยกสิณได้ ...

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำนีลกสิณได้ ...

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำปีตกสิณได้ ...

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำโลหิตกสิณได้ ...

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำโอทาตกสิณได้ ...

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำอากาสกสิณได้

                                   - ผู้หนึ่งย่อมจำวิญญาณกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับ หาประมาณมิได้


๓) ปริญฺเญยฺโย (ธรรมที่ควรกำหนดรู้)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : ผสฺโส สาสโว อุปาทานิโย - ผัสสะที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ, อุปาทาน ได้

      - หมวด ๒ ได้แก่ : นาม ๑, รูป ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : เวทนา ๓ ได้แก่ สุขเวทนา ๑, ทุกขเวทนา ๑, อทุกขมสุขเวทนา ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : อาหาร ๔ คือ อัชฌัตต-พหิทธโอชา ๑, ผัสสาหาร ๑, มโนสัญเจตนาหาร ๑, วิญญาณาหาร ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : อุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูปูปาทานักขันธ์๑, เวทนูปาทานักขันธ์ ๑, สัญญูปาทานักขันธ์ ๑, สังขารูปาทานักขันธ์ ๑, วิญญาณูปาทานักขันธ์ ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : อายตนะ ภายใน ๖ จักขุปสาท ๑, โสตปสาท ๑, ฆานปสาท ๑, ชิวหาปสาท ๑, กายปสาท ๑, จิตทั้งหมด (มนายตนะ)

      - หมวด ๗ ได้แก่ : วิญญาณฐิติ ๗ คือ นานัตตกายเอกัตตสัญญี ๑, นานัตตกายนานาตตสัญญี ๑, เอกัตตกายนานาตตสัญญี ๑, เอกัตตกายเอกัตตสัญญี ๑, อากาสานัญจายตนะ ๑, วิญญาณัญจายตนะ ๑, อากิญจัญญายตนะ ๑

      - หมวด ๘ ได้แก่ : โลกธรรม ๘ คือ ความได้ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ความได้ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑

      - หมวด ๙ ได้แก่ : สัตตาวาส ๙ คือ

                                   - สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๑

                                   - สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๒

                                   - สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกันมีสัญญาต่างกัน นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๓

                                   - สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๔

                                   - สัตว์พวกหนึ่งไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๕

                                   - สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๖

                                   - สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๗

                                   - สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๘

                                   - สัตว์พวกหนึ่งเข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ ๙

      - หมวด ๑๐ ได้แก่ : อายตนะ ๑๐ คือ

                                   - จักขายตนะ + รูปายตนะ

                                   - โสตายตนะ + สัททายตนะ

                                   - ฆานายตนะ + คันธายตนะ

                                   - ชิวหายตนะ + รสายตนะ

                                   - กายายตนะ + โผฏฐัพพายตนะ

๔) ปหาตพฺโพ (ธรรมที่ควรละ)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : อสฺมิมาโน การยึดถือว่าเป็นเรา

      - หมวด ๒ ได้แก่ : อวิชชา ๑, ภวตัณหา ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : ตัณหา ๓ ได้แก่กามตัณหา ๑, ภวตัณหา ๑, วิภวตัณหา ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : โอฆะ ๔ คือ กาโมฆะ ๑, ภโวฆะ ๑, ทิฏโฐฆะ ๑, อวิชโชฆะ ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : นิวรณ์ ๕ คือ กามฉันทนิวรณ์ ๑, พยาปาทนิวรณ์ ๑, ถีนมิทธนิวรณ์ ๑, อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ๑, วิจิกิจฉานิวรณ์ ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : ตัณหา ๖ คือ รูปตัณหา๑, สัททตัณหา๑, คันธตัณหา๑, รสตัณหา ๑, โผฏฐัพพตัณหา ๑, ธัมมตัณหา ๑

      - หมวด ๗ ได้แก่ : อนุสัย ๗ คือ อนุสัยคือกามราคะ ปฏิฆะ ทิฐิ วิจิกิจฉา มานะ ภวราคะ อวิชชา

      - หมวด ๘ ได้แก่ : มิจฉัตตะ ๘ คือ ความเห็นผิด ความดำริผิด เจรจาผิด การงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจผิด

      - หมวด ๙ ได้แก่ : ธรรมอันมีมูลมาแต่ตัณหา ๙ คือ

                                   - ความแสวงหาย่อมเป็นไปเพราะอาศัยตัณหา

                                   - ความได้ย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความแสวงหา

                                   - ความตกลงใจย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความได้

                                   - ความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความพอใจ เป็นไปเพราะอาศัยความตกลงใจ

                                   - ความกล้ำกลืนย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความกำหนัดด้วยสามารถแห่งความพอใจ

                                   - ความหวงแหนย่อมเป็นไปเพราะอาศัยความกล้ำกลืน

                                   - ความตระหนี่ ที่เป็นไปเพราะอาศัยความหวงแหน

                                   - ความรักษาที่เป็นไปเพราะอาศัยความตระหนี่

                                   - อกุศลธรรมอันลามกที่เป็นไปเพราะอาศัยความรักษาเป็นเหตุ

      - หมวด ๑๐ ได้แก่ : มิจฉัตตะ ๑๐ คือ ความเห็นผิด ความดำริผิด เจรจาผิด การงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจผิด ความรู้ผิด ความพ้นผิด


๕) หานภาคิโย (ธรรมที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : อโยนิโสมนสิการ

      - หมวด ๒ ได้แก่ : ความเป็นผู้ว่ายาก ๑, ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : อกุศลมูล ๓ คือ โลภะมูล ๑, โทสะมูล ๑, โมหะมูล ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : โยคะ ๔ คือ กามโยคะ ๑, ภวโยคะ ๑, ทิฏฐิโยคะ ๑, อวิชชโยคะ ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : เจโตขีลธรรม ๕ คือ สงสัยในพระพุทธ ๑, สงสัยในพระธรรม ๑, สงสัยในพระสงฆ์ ๑, สงสัยในสิกขาสาม ๑, โกรธเคืองในเพื่อนพรหมจารี ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : ความไม่เคารพ ๖ คือ ไม่เคารพในพระศาสดา ๑, ...ในพระธรรม ๑, ...ในพระสงฆ์ ๑, ...ในสิกขา ๑, ...ในความไม่ประมาท๑,...ในปฏิสันถาร ๑

      - หมวด ๗ ได้แก่ : อสัทธรรม ๗ คือ ไม่มีสัทธา๑, ไม่มีหิริ๑, ไม่มีโอตตัปปะ๑, มีสุตะน้อย๑, เกียจคร้าน๑, หลงลืมสติ๑,มีปัญญาทราม๑,

      - หมวด ๘ ได้แก่ : เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน ๘ อย่าง คือ อ้างเลศไม่ทำงานเพราะกลัวร่างกายอ่อนเพลีย๑, อ้างเลศทำงานแล้ว...๑, อ้างเลศจะต้องเดินทางไกล ๑, อ้างเลศเดินทางแล้วเมื่อย๑, อ้างเลศบิณฑบาตไม่ดี ๑, บริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหารร่างกายหนัก ๑, อ้างเลศอาพาธเล็กน้อย ๑, อ้างเลศหายอาพาธยังไม่นาน ๑

      - หมวด ๙ ได้แก่ : เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต ๙ คือ

                                   - บุคคลย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

                                   - ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

                                   - ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

                                   - ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมผูกความอาฆาตว่าผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมผูกความอาฆาตว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมผูกอาฆาตว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - หมวด ๑๐ ได้แก่ : อกุศลกรรมบถ ๑๐ คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูด ส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ อยากได้ของเขา ปองร้ายเขา เห็นผิด


๖) วิเสสภาคิโย (ธรรมที่เป็นไปในส่วนข้างวิเศษ)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : โยนิโสมนสิกาโร, (จักรธรรม)

      - หมวด ๒ ได้แก่ : คือความเป็นผู้ว่าง่าย ๑, ความเป็นผู้มีมิตรดี ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : กุศลมูล ๓ คือ อโลภะมูล ๑, อโทสะมูล ๑, อโมหะมูล ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : ความพราก (วิสังโยคะ) ๔ คือ ความพรากจากกาม ๑, ความพรากจากภพ ๑, ความพรากจากทิฐิ ๑, ความพรากจากอวิชชา ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : อินทรีย์ ๕ คือ สัทธินทรีย์ ๑, วิริยินทรีย์ ๑, สตินทรีย์ ๑, สมาธินทรีย์ ๑, ปัญญินทรีย์ ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : ความเคารพ ๖ คือ เคารพในพระศาสดา ๑, ...ในพระธรรม ๑, ...ในพระสงฆ์ ๑, ...ในสิกขา ๑, ...ในความไม่ประมาท๑,...ในปฏิสันถาร ๑

      - หมวด ๗ ได้แก่ : สัทธรรม ๗ คือ มีสัทธา๑, มีหิริ๑, มีโอตตัปปะ๑, มีสุตะมาก๑, ไม่เกียจคร้าน๑, มีสติ๑,มีปัญญา๑,

      - หมวด ๘ ได้แก่ : เหตุเป็นที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียร ๘ คือ ไม่อ้างเลศในทำงานเพราะกลัวร่างกายอ่อนเพลีย๑, แม้ทำงานแล้วก็ยังปรารภความเพียร...๑, แม้ต้องเดินทางไกลก็ปรารภความเพียรในกิจอื่น ๑, แม้เดินทางไกลเมื่อย ก็ปรารถความเพียร ๑, ไม่อ้างเลศบิณฑบาตไม่ดี ร่างกายเบาก็ยังมีความเพียร ๑, บริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหารร่างกายมีกำลังก็ปรารภความเพียร ๑, ไม่อ้างเลศเรื่องอาพาธเล็กน้อย ๑, ไม่อ้างเลศหายเพิ่งหายจากอาพาธ ๑

      - หมวด ๙ ได้แก่ : ความกำจัดความอาฆาต ๙ คือ

                                   - บุคคลย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ได้ประพฤติแล้วซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้ประพฤติอยู่ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - ย่อมกำจัดความอาฆาตด้วยทำไว้ในใจว่า ผู้นี้จักประพฤติซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา

                                   - หมวด ๑๐ ได้แก่ : กุศลกรรมบถ ๑๐ คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ คือ เว้นจากฆ่าสัตว์ เว้นจากลักทรัพย์ เว้นจากประพฤติผิดในกาม เว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูดส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูด เพ้อเจ้อ ไม่อยากได้ของเขา ไม่ปองร้ายเขา เห็นชอบ



๗) ทุปฺปฏิวิชฺโฌ (ธรรมที่แทงตลอดได้ยาก)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : อนนฺตริโก เจโตสมาธิ - เจโตสมาธิที่เป็นไปติดต่อ (ระหว่างการออกจากฌานแล้วเจริญวิปัสสนาต่อจนได้บรรลุมรรคญาณสูงสุด)

      - หมวด ๒ ได้แก่ : ธรรมที่เป็นเหตุปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองของเหล่าสัตว์ ๑, ธรรมที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัยเพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : เนกขัมมะเป็นที่ถ่ายถอนกาม ๑, อรูปเป็นที่ถ่ายถอนรูป ๑, นิโรธเป็นที่ถ่ายถอนหรือเป็นที่ดับปัจจัยธรรม (อวิชชา,ตัณหา) ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : หานภาคิยสมาธิ ๑, ฐิติภาคิยสมาธิ ๑, วิเสสภาคิยสมาธิ ๑, นิพเพธภาคิยสมาธิ ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : ธรรมที่เป็นเครื่องถ่ายถอน ๕ คือ ธรรมเป็นที่ถ่ายถอนกาม๑, ...ถ่ายถอนพยาบาท๑, ...ถ่ายถอนวิหิงสา๑, ...ถ่ายถอนอาสวะในรูป ๑,...ถ่ายถอนอาสวะในกายตน ๑ - หมวด ๖ ได้แก่ : คือธาตุเป็นที่ตั้งแห่งความสลัดออก ๖ (ฉ นิสฺสารณียา ธาตุโย) คือ เมตตาเจโตวิมุตติที่สลัดพยาบาท ๑, กรุณาเจโตวิมุตติที่สลัดออกจากวิหิงสา ๑, มุทิตาเจโตวิมุตติที่สลัดออกจากอรติ ๑, อุเบกขาเจโตวิมุตติที่สลัดออกจากราคะ ๑, เจโตวิมุตติอันไม่มีนิมิตที่สลัดออกจากนิมิตทั้งปวง ๑, ธาตุธรรมเป็นเครื่องถอนอัสมิมานะเพื่อละความสงสัย ๑,

      - หมวด ๗ ได้แก่ : สัปปุริสธรรม ๗ คือ เป็นผู้รู้เหตุ๑, รู้ผล๑, รู้จักตน๑, รู้ประมาณ๑, รู้กาลเวลา๑, รู้บริษัท๑, รู้จักเลือกบุคคล๑

      - หมวด ๘ ได้แก่ : กาลที่มิใช่ขณะมิใช่สมัย เพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ๘ อย่าง คือ อยู่ในนรก ๑, กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน ๑, ถึงปิตติวิสัย ๑, ผู้เข้าถึงเทพนิกายซึ่งมีอายุยืน๑, เกิดในปัจจันตชนบทเป็นคนป่า ๑, เกิดในมัชฌิมชนบท แต่เป็นมิจฉาทิฐิ ๑, เกิดในมัชฌิมชนบท แต่มีปัญญาทราม ๑, ช่วงที่ว่างจากพุทธเจ้า ๑

      - หมวด ๙ ได้แก่ : ความต่างกัน ๙ (นานาตฺตํ) คือ

                                   - ความต่างแห่งธาตุ ๙ (น่าสงสัยว่า ข้อมูลในพระไตรปิฎก หายไปข้อ ๑)

                                   - ความต่างแห่งผัสสะ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งธาตุ

                                   - ความต่างแห่งเวทนา ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งผัสสะ

                                   - ความต่างแห่งสัญญา ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งเวทนา

                                   - ความต่างแห่งความดำริ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งสัญญา

                                   - ความต่างแห่งความพอใจ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งความดำริ

                                   - ความต่างแห่งความเร่าร้อน ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งความพอใจ

                                   - ความต่างแห่งความแสวงหา ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งความเร่าร้อน

                                   - ความต่างแห่งความได้ ย่อมบังเกิดเพราะอาศัยความต่างแห่งความแสวงหา

      - หมวด ๑๐ ได้แก่ : อริยวาส ๑๐ คือ

                                   - ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้แล้ว

                                   - ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ประกอบด้วยองค์ ๖

                                   - มีธรรมอย่างเดียวเป็นเครื่องรักษา

                                   - มีธรรมเป็นพนักพิง ๔ ด้าน

                                   - มีสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาแล้ว

                                   - มีความแสวงหาทุกอย่างอันสละแล้วโดยชอบ

                                   - มีความดำริไม่ขุ่นมัว

                                   - มีกายสังขารอันระงับแล้ว

                                   - มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว

                                   - มีปัญญาหลุดพ้นดีแล้ว ฯ

๘) อุปฺปาเทตพฺโพ (ธรรมที่ควรให้บังเกิดขึ้น)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : อกุปฺปํ ญาณํ - ญาณที่ไม่กำเริบ ได้แก่มรรคญาณ ๔, ผลญาณ ๔

      - หมวด ๒ ได้แก่ : ญาณ ๒ คือ ญาณใน (การยังอาสวะ) ให้สิ้นไป (มรรคญาณ) ๑, ญาณในความไม่ (ยังอกุศลที่ยังไม่เกิด) ให้บังเกิดขึ้น (ผลญาณ)๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : ญาณ ๓ คือ อตีตังสญาณ ๑, อนาคตังสญาณ ๑, ปัจจุปันนังสญาณ ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : ญาณ ๔ คือ ญาณในธรรม ๑, ญาณในความคล้อยตาม ๑, ญาณในความกำหนด ๑, ญาณในสมมติ ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : สัมมาสมาธิประกอบด้วยญาณ ๕ คือ ญาณที่มีสมาธิเป็นสุขในปัจจุบันและมีวิบากเป็นสุขในอนาคต ๑, ญาณที่มีสมาธิที่ประเสริฐปราศจากอามิส ๑, ญาณมีสมาธิที่บุรุษประเสริฐเสพ ๑, ญาณที่มีสมาธิถึงความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ๑, ญาณที่มีสมาธิชำนาญในการเข้า-ออกฌาน ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : ธรรมเป็นเครื่องอยู่เนืองๆ ๖ อย่าง คือ มีสติสัมปชัญญะในการเห็น ๑, ...ในการได้ยิน ๑, ...ในการรู้กลิ่น ๑, ...ในการลิ้มรส ๑,...ในการถูกต้องสัมผัส ๑, ...ในการคิดนึกธัมมารมณ์ ๑

      - หมวด ๗ ได้แก่ : สัญญา ๗ คือ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนวสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสัญญา

      - หมวด ๘ ได้แก่ : มหาปุริสวิตก ๘ คือ

                                   - ธรรมนี้ของผู้มีความปรารถนาน้อย มิใช่ของผู้มีความปรารถนาใหญ่ ๑,

                                   - ธรรมนี้ของผู้สันโดษ มิใช่ของผู้ไม่สันโดษ ๑,

                                   - ธรรมนี้ของผู้สงัด มิใช่ของผู้ยินดีในความคลุกคลี ๑,

                                   - ธรรมนี้ของผู้ปรารภความเพียร มิใช่ของผู้เกียจคร้าน ๑,

                                   - ธรรมนี้ของผู้เข้าไปตั้งสติไว้ มิใช่ของผู้มีสติหลง ๑,

                                   - ธรรมนี้ของผู้มีจิตตั้งมั่น มิใช่ของผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ๑,

                                   - ธรรมนี้ของผู้มีปัญญา มิใช่ของผู้มีปัญญาทราม ๑,

                                   - ธรรมนี้ของผู้ไม่มีธรรมเป็นของผู้เนิ่นช้า มิใช่ของผู้มีธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ๑,

      - หมวด ๙ ได้แก่ : สัญญา ๙ คือ

                                   - ความกำหนดหมายว่าไม่งาม

                                   - ความกำหนดหมายในความตาย

                                   - ความกำหนดหมายในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล

                                   - ความกำหนดหมายความไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง

                                   - ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง

                                   - ความกำหนดหมายในสิ่งไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์

                                   - ความกำหนดหมายในทุกข์ว่าไม่ใช่ตัวตน

                                   - ความกำหนดหมายในการละ

                                   - ความกำหนดหมายในวิราคธรรม

        - หมวด ๑๐ ได้แก่ : สัญญา ๑๐ คือ

                                   - ความกำหนดหมายว่าไม่งาม

                                   - ความกำหนดหมายในความตาย

                                   - ความกำหนดหมายในอาหารว่าเป็นของปฏิกูล

                                   - ความกำหนดหมายความไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง

                                   - ความกำหนดหมายว่าไม่เที่ยง

                                   - ความกำหนดหมายในสิ่งไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์

                                   - ความกำหนดหมายในทุกข์ว่าไม่ใช่ตัวตน

                                   - ความกำหนดหมายในการละ

                                   - ความกำหนดหมายในวิราคธรรม

                                   - ความกำหนดหมายในความดับ

๙) อภิญฺเญยฺโญ (ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา - สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร (ปัจจัย)ฯ

      - หมวด ๒ ได้แก่ : ธาตุ ๒ คือ สังขตธาตุ ๑, อสังขตธาตุ ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : ธาตุ ๓ คือ กามธาตุ ๑, รูปธาตุ ๑, อรูปธาตุ ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : อริยสัจ ๔ คือ ทุกขอริยสัจ ๑, ทุกขสมุทัยอริยสัจ ๑, ทุกขนิโรธอริยสัจ ๑, ทุกขนิโรธคามีนีปฏิปทาอริยสัจ ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : วิมุตตายตนะ ๕ คือ ผู้รู้ทั่วถึงอรรถ-ธรรมเพราะการแสดงของพระศาสดาและคุรุฐานีย๑, ผู้รู้ทั่วถึงอรรถ-ธรรมเพราะการแสดงของผู้อื่น๑, ผู้รู้ทั่วถึงอรรถ-ธรรมเพราะการสาธยายธรรม๑, ...เพราะตรึกตามตรองตาม เพ่งตาม ๑, ...เพราะโยนิโสมนสิการในสมาธินิมิต ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : อนุตตริยะ ๖ ได้แก่ทัสสนานุตตริยะ ๑ สวนานุตตริยะ ๑ ลาภานุตตริยะ ๑ สิกขานุตตริยะ ๑ ปริจริยานุตตริยะ ๑ อนุสสตานุตตริยะ ๑

      - หมวด ๗ ได้แก่ : นิททสวัตถุ ๗ อย่าง คือ มีฉันทะกล้าในการสมาทานสิกขา๑, ...ในการพิจารณาธรรม๑, ...ในการกำจัดความอยาก๑,...ในการหลีกออกเร้นอยู่๑,...ในการปรารภความเพียร๑, ...ในการมีสติปัญญารักษาตน๑, ...ในการแทงตลอดธรรมด้วยปัญญา ๑

      - หมวด ๘ ได้แก่ : อภิภายตนะ ๘ คือ

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่เล็ก...๑

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่...๑

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่เล็ก...๑

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่...๑

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่เขียว...๑

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่เหลือง...๑

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่แดง...๑

                                   - ความสำคัญว่า รู้เห็นอรูปภายใน-เห็นรูปภายนอกที่ขาว...๑

      - หมวด ๙ ได้แก่ : อนุบุพพวิหาร ๙ คือ รูปฌาน ๕, อรูปฌาน ๔ (ทิพพวิหาร)

      - หมวด ๑๐ ได้แก่ : นิชชิณวัตถุ ๑๐ คือ

                                   - ผู้เห็นชอบ ย่อมละความเห็นผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความเห็นผิดได้

                                   - ผู้ดำริชอบ ย่อมละความดำริผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความดำริผิดได้

                                   - ผู้เจรจาชอบ ย่อมละความเจรจาผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความเจรจาผิดได้

                                   - ผู้ทำการงานชอบ ย่อมละความทำการงานผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่การทำการงานผิดได้

                                   - ผู้เลี้ยงชีพชอบ ย่อมละความเลี้ยงชีพผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่การเลี้ยงชีพผิดได้

                                   - ผู้มีความเพียรชอบ ย่อมละความเพียรผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความเพียรผิดได้

                                   - ผู้ระลึกชอบ ย่อมละความระลึกผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความระลึกผิดได้

                                   - ผู้มีความตั้งมั่นชอบ ย่อมละความตั้งมั่นผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความตั้งมั่นผิดได้

                                   - ผู้มีความรู้ชอบ ย่อมละความรู้ผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความรู้ผิดได้

                                   - ผู้มีความพ้นชอบ ย่อมละความพ้นผิด และละอกุศลธรรมอื่น ๆ อันเกิดแต่ความพ้นผิดได้


๑๐) สจฺฉิกาตพฺโพ (ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง)

      - หมวด ๑ ได้แก่ : อกุปฺปา เจโตวิมุตฺติ (ผลจิต,นิพพาน)

      - หมวด ๒ ได้แก่ : วิชชา ๑ วิมุตติ ๑

      - หมวด ๓ ได้แก่ : วิชชา ๓ คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๑, จุตูปปาตญาณ ๑, อาสวักขยญาณ ๑

      - หมวด ๔ ได้แก่ : สามัญผล ๔ คือ โสดาปัตติผล ๑, สกทาคามิผล ๑, อนาคามิผล ๑, อรหัตตผล ๑

      - หมวด ๕ ได้แก่ : ธรรมขันธ์ ๕ คือ สีลขันธ์ ๑, สมาธิขันธ์ ๑, ปัญญาขันธ์ ๑, วิมุตติขันธ์ ๑, วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ๑

      - หมวด ๖ ได้แก่ : อภิญญา ๖ คือ อิทธิวิธี ๑, ทิพพโสต ๑, เจโตปริยยญาณ ๑, ปุพเพนิวาสานุสสติ ๑, ทิพพจักขุ ๑, อาสวักขยญาณ ๑

- หมวด ๗ ได้แก่ : กำลังของพระขีณาสพ ๗ คือ อนิจจานุปัสสนาในสังขารธรรม๑, การพิจารณากามทั้งหลายเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง๑, ความเป็นผู้มีจิตโน้มเอียงไปในวิเวก๑ ความเป็นผู้อบรมด้วยดีในสติปัฏฐานสี่ ๑, ความเป็นผู้อบรมด้วยดีในอินทรีย์ห้า ๑, ความเป็นผู้อบรมด้วยดีในโพชฌงค์เจ็ด๑, ความเป็นผู้อบรมด้วยดีในอริยมรรมีองค์แปด ๑,

      - หมวด ๘ ได้แก่ : วิโมกข์ ๘ คือ

                                   - ผู้ที่มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑

                                   - ผู้ที่มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอก อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒

                                   - บุคคลที่น้อมใจไปว่า สิ่งนี้งามทีเดียว อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓

                                   - บุคคลที่เข้าถึงซึ่งอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔

                                   - บุคคลที่เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕

                                   - บุคคลที่เข้าถึงอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไรดังนี้อยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖

                                   - บุคคลย่อมเข้าถึงซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗

                                   - บุคคลย่อมเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

        - หมวด ๙ ได้แก่ : อนุบุพพนิโรธ ๙ คือ

                                   - เมื่อเข้าปฐมฌาน กามสัญญาดับ,

                                   - เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารดับ,

                                   - เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติดับ,

                                   - เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสปัสสาสะดับ,

                                   - เมื่อเข้าอากาสานัญจายตนฌาน รูปสัญญาดับ

                                   - เมื่อเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน อากาสานัญจายตนสัญญาดับ

                                   - เมื่อเข้าอากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนสัญญาดับ

                                   - เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อากิญจัญญายตนะดับ

                                   - เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาดับ

      - หมวด ๑๐ ได้แก่ : อเสขธรรม ๑๐ คือ

                                   - ความเห็นชอบเป็นของพระอเสขะ

                                   - ความดำริชอบ ...

                                   - เจรจาชอบ ...

                                   - การงานชอบ ...

                                   - เลี้ยงชีพชอบ ...

                                   - พยายามชอบ ...

                                   - ระลึกชอบ ...

                                   - ตั้งใจชอบ ...

                                   - ความรู้ชอบ ...

                                   - ความพ้นชอบ เป็นของพระอเสขะ

-----------///-----------
[full-post]

 


ความหมายมาติกา ๑๐ หมวดในทสุตตรสูตร

อรรถกถา ทสุตตรสูตร -

(๑) พหุกาโรติ พหูปกาโร.  ชื่อว่า "พหูปการธรรม" เพราะเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก.

(๒) ภาเวตพฺโพติ วฑฺเฒตพฺโพ. ชื่อว่า "ภาเวตัพพธรรม" เพราะเป็นธรรมที่พึงให้เจริญ (คือให้ถึงอริยมรรค).

(๓) ปริญฺเญยฺโยติ ตีหิ ปริญฺญาหิ ปริชานิตพฺโพ. ชื่อว่า "ปริญเญยธรรม" เพราะเป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้ได้ด้วยปริญญา ๓.

(๔) ปหาตพฺโพติ ปหานานุปสฺสนาย ปชหิตพฺโพ. ชื่อว่า "ปหาตัพพธรรม" เพราะเป็นธรรมที่บุคคลพึงละได้ด้วยอนุปัสสนา ๓ ที่ถึงความเป็นปหานปริญญา.

(๕) หานภาคิโยติ อปายคามิปริหานาย สํวตฺตนโก. ชื่อว่า "หานภาคิยธรรม" เพราะเป็นธรรมที่เป็นไปพร้อมเพื่อความเสื่อมรอบให้เข้าถึงอบาย.

(๖) วิเสสภาคิโยติ วิเสสคามิวิเสสาย สํวตฺตนโก. ชื่อว่า "วิเสสภาคิยธรรม" เพราะเป็นธรรมที่เป็นไปพร้อมเพื่อความวิเศษเหตุเพราะให้เข้าถึงธรรมที่วิเศษ.

(๗) ทุปฺปฏิวิชฺโฌติ ทุปฺปจฺจกฺขกโร. ชื่อว่า "ทุปปฏิวิชฌธรรม" เพราะทำให้รู้ประจักษ์ได้ยาก. 

(๘) อุปฺปาเทตพฺโพติ นิปฺผาเทตพฺโพ. ชื่อว่า "อุปปาเทตัพพธรรม" เพราะเป็นธรรมที่ให้ถึงความสำเร็จ.

(๙) อภิญฺเญยฺโยติ ญาตปริญฺญาย อภิชานิตพฺโพ. ชื่อว่า "อภิญเญยยธรรม" เพราะเป็นธรรมที่บุคคลพึงรู้ยิ่งด้วยญาตปริญญา.

(๑๐) สจฺฉิกาตพฺโพติ ปจฺจกฺขํ กาตพฺโพ. ชื่อว่า "สัจฉิกาตัพพธรรม" เพราะเป็นธรรมที่บุคคลพึงทำให้ประจักษ์ (ด้วยญาณ).


[full-post]



๑) พหูปกาโร (พหูปการธรรม) ธรรมที่มีอุปการะมาก

๒) ภเวตพฺพธมฺโม (ภาเวตัพพธรรม) ธรรมอย่างหนึ่งควรให้เจริญ

๓) ปริญเญยฺโญ (ปริญเญยยธรรม) ธรรมที่ควรกำหนดรู้

๔) ปหาตพฺพธมฺโม (ปหาตัพพธรรม) ธรรมที่ควรละ

๕) หานภาคิโย (หานภาคิยธรรม) ธรรมที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อม 

๖) วิเสสภาคิโย (วิเสสภาคิยธรรม) ธรรมที่เป็นไปในส่วนข้างวิเศษ

๗) ทุปฺปฏิวิชฺโฌ  (ทุปปฏิวิชฌธรรม)  ธรรมที่แทงตลอดได้ยาก (บรรลุได้ยาก)

๘) อุปฺปาเทตพฺโพ (อุปปาเทตัพพธรรม) ธรรมที่ควรให้บังเกิดขึ้น

๙) อภิญฺเญยฺโญ (อภิญเญยยธรรม) ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง

๑๐) สจฺฉิกาตพฺโพ (สัจจฉิกาตัพพธรรม) ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง



[full-post]

 


๒. สามัญญผลสูตร ( พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙, พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑, ทีฆนิกาย ศีลขันธวรรค สามัญญผลสูตร)


๒.๑ ที่มาของชื่อ


   สามัญญูผลสูตร แปลว่า "พระสูตรที่ว่าด้วยผลแห่งความเป็นสมณะ" คำว่า "ความเป็นสมณะ" หมายถึง "การบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา" 

   ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงพิสูจน์ให้เห็นชัดว่าการบวชได้ผลเห็นประจักษ์


๒.๒ ที่มาของพระสูตร


     พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแก่พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แคว้นมคธ ขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของหมอชีวก โกมารภัจ เขตกรุงราชคฤห์ ท่ามกลางภิกษุจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ในคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เหตุที่ตรัสพระสูตร นี้ เพราะพระเจ้าอชาตศัตรูทูลถามว่าคนที่มีศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งสามารถนำมาประกอบอาชีพให้เกิดผลประจักษ์แล้วนำผลนั้นมาบำรุงเลี้ยงบิดามารดา บุตรภริยา ญาติมิตร ให้เป็นสุขสำราญได้ และนำผลบางส่วนมาบำเพ็ญทักษิณาในสมณพราหมณ์ ทั้งหลายก็ได้ผลอย่างสูง คือได้เกิดในสุคติโลกสวรรค์ พระผู้มีพระภาคจะทรงอธิบายให้เข้าใจได้ไหมว่า การบวชให้ผลที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันเหมือนผลแห่งศิลปะดังกล่าว พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า การบวชมีผลมากกว่า


๒.๓ รูปแบบของพระสูตร


สามัญญผลสูตรเป็นแบบการสนทนาธรรมถาม - ตอบ ระหว่างพระพุทธเจ้า กบพระเจ้าอชาตศัตรู


๒.๔ ใจความสำคัญของพระสูตร


ในตอนต้น พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเล่าว่าได้เสด็จไปหาเจ้าลัทธิ ๖ คน คือ 

(๑) ครูปูรณะกัสสปะ 

(๒) ครูมักขลิ โคศาล 

(๓) ครูอชิตะ เกสกัมพล 

(๔) ครูปกุธะ กัจจายนะ 

(๕) ครูนิครนถ์นาฏบุตร 

(๖) ครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร 


ได้ตรัสถามปัญหาเรื่องสามัญญผล ครูทั้ง ๖ จึงทูลอธิบายลัทธิของตนให้ทรงทราบ พระสูตรนี้จึงให้ความรู้เกี่ยวกับลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๖ ลัทธิ พอสมควร แม้เจ้าลัทธิเหล่านั้นจะไม่ตอบปัญหาของพระเจ้าอชาตศัตรูก็ตาม


ลัทธิทั้ง ๖ คือ


(๑) ลัทธิของครูปูรณะ กัสสปะ จัดอยู่ในประเภทอกิริยวาทะ คือเห็นว่าทำไม่เป็นอันทำ (การกระทำไม่มีผลคือทำบุญไม่ได้บุญ ทำบาปไม่ได้บาป)

(๒) ลัทธิของครูมักขลิ โคศาล จัดอยู่ในประเภทนัตถิกวาทะ คือเห็นว่าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย (ความบริสุทธิ์ ความเศร้าหมอง ไม่มีเหตุปัจจัย คือบริสุทธิ์เองหลังจากเวียนว่ายตาย-เกิดจนถึงที่สุดแล้ว เรียกว่าสังสารสุทธิ)

(๓) ลัทธิของครูอชิตะ เกสกัมพล จัดอยู่ในประเภทอุจเฉทวาทะ คือเห็นว่าขาดสูญ (ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล)

(๔) ลัทธิของครูปกุธะ กัจจายนะ จัดอยู่ในประเภทนัตถิกวาทะ

(๕) ลัทธิของครูนิครนถ์ นาฏบุตร จัดอยู่ในประเภทอัตตกิลมถานุโยค คือการทรมานตนเพื่อเผากิเลส และอยู่ในประเภทสัสสตวาทะ คือเห็นว่าชีวะเที่ยง

(๖) ลัทธิของครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร จัดอยู่ในประเภทอมราวิกเขปวาทะ คือมีวาทะหลบเลี่ยงไม่ตายตัว


หลังจากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพิสูจน์ให้พระเจ้าอชาตศัตรูเห็นประจักษ์ว่า การบวชในพระพุทธศาสนามีผลดีอย่างไร โดยทรงจำแนกเป็นข้อ ๆ และทรงซักถามให้พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสตอบเป็นบางข้อ ดังนี้

๑. ตรัสถามว่า ถ้าคนที่เคยเป็นทาสหรือกรรมกรของพระเจ้าอชาตศัตรูออก บวชแล้วประพฤติตนดีงาม พระเจ้าอชาตศัตรูจะทรงเรียกร้องให้พระรูปนั้นสึกออกมารับใช้เป็นทาสหรือกรรมกรต่อไปอีกหรือไม่ ทูลตอบว่า ไม่ทรงเรียกร้องให้สึก แต่กลับจะทรงแสดงความเคารพจะทรงถวายปัจจัย ๔ และความคุ้มครองป้องภัยให้ พระผู้มีพระภาคจึงทรงสรุปว่า นี้แหละผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน

๒. ตรัสถามว่า ถ้าคนที่เคยทำนาของพระเจ้าอชาตศัตรูออกบวชแล้วประพฤติตนดีงาม พระเจ้าอชาตศัตรูจะทรงเรียกร้องให้สึกออกมาทำนาอย่างเดิมหรือไม่ ทูลตอบว่าไม่ แต่กลับจะทรงแสดงความเคารพ จะทรงถวายปัจจัย ๔ และความ ความคุ้มครองป้องกันภัย พระผู้มีพระภาคจึงทรงสรุปว่านี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน

๓. ตรัสต่อไปว่า เมื่อคหบดีหรือบุตรคหบดีฟังธรรมของพระผู้มีพระภาค แล้วจึงออกบวชแล้วประพฤติพรหมจรรย์ สมบูรณ์ด้วยจูฬศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มิให้ บาปอกุศลเข้ามาท่วมทับใจ มีสติสัมปชัญญะ มีความสันโดษยินดีด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ออกป่าหาความสงัด บำเพ็ญสมาธิ ละกิเลสที่เรียกว่านิวรณ์ ๕ ได้ จึงได้บรรลุฌานที่ ๑ (ปฐมฌาน) นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๔. ภิกษุผู้ได้ฌานที่ ๑ แล้ว เมื่อปฏิบัติธรรมต่อไปก็ได้ฌานที่ ๒ (ทุติยฌาน) นี้ ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๕. ภิกษุผู้ได้ฌานที่ ๒ แล้ว เมื่อปฏิบัติธรรมต่อไปก็ได้ฌานที่ ๓ (ตติยฌาน) นี้ ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๖. ภิกษุผู้ได้ฌานที่ ๓ แล้ว เมื่อปฏิบัติธรรมต่อไปก็ได้ฌานที่ ๔ (จตุตถฌาน) นี้ ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๗. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดวิปัสสนาญาณ (ญาณคือการเห็นแจ้ง) เธอก็สามารถเห็นแจ้งว่า กายนี้ไม่เที่ยง มีการแตกทำลายไปเป็นธรรมดา วิญญาณก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เกี่ยวเนื่องอยู่ในกายนี้ นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๘. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดมโนมยิทธิญาณ (ญาณคือ ฤทธิ์ทางใจ) เธอก็สามารถเนรมิตกายอื่นขึ้นมาด้วยอำนาจจิต นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๙. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดอิทธิวิธญาณ (ญาณคือการแสดงฤทธิ์) เธอสามารถแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง เช่น คนเดียวแสดงให้เห็นเป็นหลายคนได้ นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่า ผลข้อก่อน ๆ

๑๐. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดทิพพโสตธาตุญาณ (ญาณคือหูทิพย์) เธอก็สามารถได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงคนและเสียงทิพย์ได้ชัดเจนทั้งที่อยู่ใกล้และไกล นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๑๑. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดเจโตปริยญาณ (ญาณคือการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น) เธอก็สามารถกำหนดรู้จิตของคนอื่นตลอดจนจิตของสัตว์ทั้งหลายได้ชัดเจน นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๑๒. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณคือการระลึกชาติได้) เธอก็สามารถระลึกชาติก่อนๆ ได้ นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อน ๆ

๑๓. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดทิพพจักขุญาณ (ญาณคือตาทิพย์) เธอก็สามารถมองเห็นหมู่สัตว์ทุกๆ ชั้น ที่กำลังจุติ กำลังปฏิสนธิ นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อนๆ

๑๔. ภิกษุผู้ได้ฌาน ๔ แล้ว เมื่อน้อมจิตไปเพื่อให้เกิดอาสวักขยญาณ (ญาณคือการทำลายอาสวะให้หมดไป) เธอก็สามารถรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า นี่ทุกข์ นี่เหตุแห่งทุกข์ นี่ความดับทุกข์ นี่ทางให้ถึงความดับทุกข์ (รู้อริยสัจ ๔) พร้อมกับรู้อย่างนี้ จิตของเธอก็หลุดพ้นจากอาสวะและอวิชชา เกิดความรู้ชัดว่า "การเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป" นี้ก็เป็นผลแห่งการบวชที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน ทั้งดีกว่าและสำคัญกว่าผลข้อก่อนๆ


๒.๕ ข้อสังเกต


พระสูตรนี้แสดงข้อพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า การบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนามีผลเห็นประจักษ์ ผลแห่งการบวชนั้นอาจแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ คือผลข้อ ๑ - ๒ สามารถเปลี่ยนสถานภาพของผู้บวชซึ่งเดิมอาจเป็นทาส กรรมกรและชาวนา ซึ่งเป็นสามัญชน ให้มีสถานภาพสูงขึ้น แม้แต่พระเจ้าแผ่นดินก็เคารพนับถือ กลุ่มที่ ๒ คือผลข้อ ๓ - ๖ สามารถยกระดับจิตของผู้บวชให้สูงขึ้นถึงขั้นได้ฌาน ๔ กลุ่มที่ ๓ คือผลข้อ ๗ - ๑๔ สามารถพัฒนาจิตให้ได้วิชชา ๘ เมื่อเปรียบเทียบกับลัทธิของครูทั้ง ๖- ที่พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสเล่าในตอนต้น จะเห็นได้ว่าแตกต่างกันมาก ข้อนี้เองทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเลื่อมใสทันทีเพราะทรงเห็นผลประจักษ์ หากพระองค์ไม่ทรงทำปีตุฆาต (ฆ่าบิดา) เสียก่อน พระองค์จะต้องสำเร็จเป็นพระโสดาบันในทันที แต่ถึงกระนั้น พระองค์ก็ทรงได้รับประโยชน์จากพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้มาก กล่าวคือก่อนหน้านี้เมื่อพระราชบิดาสิ้นพระชนม์แล้ว พระองค์บรรทมไม่หลับเลยทั้งกลางวันและกลางคืน แต่หลังจากได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคและได้ฟังสามัญญผลสูตรนี้แล้วก็บรรทมหลับสนิท พระองค์ทรงปฏิบัติกิจของผู้เป็นพุทธมามกชนไว้มาก เช่นทรงบำรุงพระสงฆ์ ทะนุบำรุงและส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทรงเป็นศาสนูปถัมภกในการทำสังคายนาพระธรรมวินัย ครั้งแรกหลัง พระพุทธปรินิพพานได้ ๓ เดือน ในคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี กล่าวว่าในอนาคต พระเจ้าอชาตศัตรูจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่า ชีวิตวิเสส


------------////////-------------


[full-post]


พระไตรปีฎกภาษาไทย เล่มที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑

(ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ คือ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ซึ่งเป็นคัมภีร์

เล่มที่ ๑ ของพระสุตตันตปิฎก คัมภีร์ที่ฆนิกายมี ๓ เล่ม คือ ๑) พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย

สีลขันธวรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙) ๒ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค (พระไตรปิฎก

เล่มที่ ๑๐) ๓) พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑)

ทีฆนิกายมีพระสูตรรวม ๓๔ สูตร แบ่งย่อยออกเป็นวรรค (ตอน) ได้ ๓ วรรค คือ

(๑) สีลขันธวรรค มี ๑๓สูตร

(๒) มหาวรรค มี ๑๐ สูตร

(๓) ปาฏิกวรรค มี ๑๑ สูตร

การตั้งชื่อวรรค ท่านตั้งตามเนื้อหาในพระสูตรที่ ๑ ของวรรคก็มี ตามชื่อพระสูตรที่ ๑

ของวรรคก็มี กล่าวคือ ในสีลขันธวรรคมีพรหมชาลสูตรเป็นพระสูตรที่ ๑ พระสูตรนี้ว่าด้วยเรื่องศีล

และทิฏฐิ ท่านจึงตั้งชื่อว่า สีลชันธวรรค แปลว่า ตอนที่ว่าด้วยกองศีลในมหาวรรคมีมหาปทานสูตร

เป็นพระสูตรที่ ๑ พระสูตรนี้ว่าด้วยข้ออ้างใหญ่ คือกล่าวถึงพระประวัติขอพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ตั้งแต่อดีตกาล จนมาถึงสมัยของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ท่านจึงตั้งชื่อว่า มหาวรรค แปลว่า

ตอนใหญ่ ในปาฏิกวรรคมีปาฏิกสูตรเป็นพระสูตรที่ ๑ พระสูตรนี้ว่าด้วยนักบวชเปลือยชื่อ

ปาฏิกบุตร ท่านจึงตั้งชื่อว่า ปาฏิกวรรค แปลว่า ตอนปาฏิกบุตร

พระสูตรในสีลขันธวรรค ๑๓ สูตร คือ

(๑) พรหมชาลสูตร (๒) สามัญญผลสูตร

(๓) อัมพัฏฐสูตร (๔) โสณทัณฑสูตร

(๕) กูฎทันตสูตร (๖) มหาลิสูตร

(๗) ชาลิยสูตร (๘) มหาสีหนาทสูตร

(๙) โปฏฐปาทสูตร (๑๐) สุภสูตร

(๑๑) เกวัฏฏสูตร (๑๒) โลหิจจสูตร

(๑๓) เตวิชชสูตร

พระสูตรในมหาวรรค ๑๐ สูตร คือ

(๑) มหาปทานสูตร (๒ มหานิทานสูตร

(๓) มหาปรินิพพานสูตร (๔ มหาสุทัสสนสูตร

(๕) ชนวสภสูตร (๖) มหาโควินทสูตร

(๗) มหาสมยสูตร (๘) สักกปัญหสูตร

(๙) มหาสติปัฏฐานสูตร (๑๐) ปายาสิราชัญญสูตร

พระสูตรในปาฏิกวรรค ๑๑ สูตร คือ

(๑) ปาฏิกสูตร (๒) อุทุมพริกสูตร

(๓) จักกวัตติสูตร (๔) อัคคัญญสูตร

(๕) สัมปสาทนียสูตร (๖) ปาสาทิกสูตร

(๗) ลักขณสูตร (๘) สิงคาลกสูตร

(๙) อาฎานาฏิยสูตร (๑๐) สังคีติสูตร

(๑๑) ทสุตตรสูตร


-------------///--------------


๑. พรหมชาลสูตร (พระไตรปิฏก ภาษาไทย เล่มที่ ๙) 

๑.๑ ที่มาของชื่อ

    พรหมชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายอันประเสริฐ คำว่าข่ายอันประเสริฐ หมายถึงพระสัพพัญญุตญาณของพระผู้มีพระภาค ที่เป็นเหตุให้ทรงรู้ทิฏฐิหรือลัทธิต่าง ๆ ซึ่งแพร่หลายอยู่ในสมัยนั้นโดยแจ่มแจ้ง และยังทรงรู้แจ้งยิ่งไปกว่านั้นอีก 

    พระสูตรนี้ นอกจากชื่อว่าพรหมชาลสูตรแล้ว พระผู้มีพระภาคยังประทานชื่ออื่น อีก ๔ ชื่อ คือ 

(๑) อัตถชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายแห่งประโยชน์ เพราะทรงจำแนกประโยชน์ในชาตินี้และประโยชน์ในชาติหน้าไว้ 

(๒) ธัมมชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายแห่งธรรม เพราะทรงจำแนกธรรมอันเป็นแบบแผนไว้ 

(๓) ทิฏฐิชาลสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยข่ายแห่งทิฏฐิหรือลัทธิ เพราะทรงจำแนกทิฏฐิหรือลัทธิต่างๆ ไว้ถึง ๖๒ ลัทธิ พระองค์ ทรงเห็นว่า สมณพราหมณ์ผู้ยึดถือลัทธิเหล่านั้นกำลังถูกลัทธิที่ตนยึดถือครอบคลุมผูกมัดไว้ จะโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในลัทธินั้น ติดวนอยู่ในลัทธินั้น มิอาจหลุดพ้นไปได้เหมือนปลาที่ถูกตาข่ายคือแหของชาว ประมงครอบคลุมไว้ จะโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในตาข่ายนั้น 

(๔) สังคามวิชยสูตร แปลว่า พระสูตรที่ว่าด้วยตำราพิชัยสงคราม เพราะผู้ที่ได้ฟังพระสูตรนี้จบแล้วจะสามารถ ย่ำยีพวกมาร ทั้งที่เป็นเทวบุตรมาร ขันธมาร มัจจุมาร หรือกิเลสมารให้พ่ายแพ้ได้


๑.๒ ที่มาของพระสูตร

     พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุประมาณ ๕00 รูป ขณะทรงพักแรม ณ พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา โดยทรงปรารภคำ ติเตียนพระรัตนตรัยของปริพาชกชื่อสุปปียะและคำสรรเสริญพระรัตนตรัยของพรหมทัตตมาณพผู้เป็นศิษย์ ที่พวกภิกษุได้ยินเข้าแล้ว นำมาสนทนากัน พระผู้มีพระภาคทรงทราบจึงตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายมิให้โกรธเมื่อถูกตำหนิติเตียน และมิให้

ยินดีจนเหลิงเมื่อได้รับคำสรรเสริญเยินยอ แต่ให้พิจารณาหาสาเหตุแห่งการติเตียนและ การสรรเสริญนั้นๆ ตามความเป็นจริง แล้วชี้แจงให้เขาทราบว่าอะไรเป็นเรื่องจริง อะไรเป็น เรื่องเท็จ ต่อจากนั้นทรงแสดงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นว่า หลักธรรมของพระองค์สูงส่งกว่าลัทธิ อื่นๆ ทั้ง ๖๒ ลัทธิที่แพร่หลายอยู่ในสมัยนั้น


๑.๓ รูปแบบของพระสูตร

     พระสูตรนี้เป็นแบบธรรมบรรยายหรือการบรรยายธรรมแบบพูดคนเดียวจนจบเรื่อง ดังที่ท่านพระอานนท์ทูลถามพระผู้มีพระภาคเมื่อทรงบรรยายจบลงว่า "ธรรมบรรยายนี้มี ชื่อว่าอะไร พระพุทธเจ้าข้า"


๑.๔ ใจความสำคัญของพระสูตร

     พระผู้มีพระภาคตรัสถึงสาเหตุที่ทำให้คนสรรเสริญพระองค์ว่าได้แก่ ศีล ๓ ชั้น คือ

     (๑) จูฬศีล (ศีลอย่างเล็กน้อย) 

     (๒) มัชฌิมศีล (ศีลอย่างกลาง) 

     (๓) มหาศีล (ศีลอย่างใหญ่)

     กล่าวคือ คนทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า พระองค์ทรงงดเว้นจากข้อห้ามในจูฬศีล ๒๖ ข้อ ในมัชฌิมศีล ๑๐ ข้อ และในมหาศีล ๗ ข้อ พระผู้มีพระ ภาคตรัสถึงสาเหตุที่ทำให้คนสรรเสริญพระองค์อีกอย่างหนึ่งได้แก่ พระสัพพัญญุตญาณ คือทรงรู้แจ้งธรรมะที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก ประณีต คาดคะเน เอาด้วยเหตุผลไม่ได้ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต เมื่อทรงรู้แจ้งธรรมะนี้แล้ว ทรงสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ตามได้ ด้วยเหตุนี้คนทั้งหลายจึงกล่าวสรรเสริญพระองค์ 

     พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกประกาศวาทะแสดงลัทธิ โดยปรารภขันธ์ส่วนอดีตซึ่งเรียกว่าปุพพันตกัปปีกวาทะ มี ๑๘ ลัทธิ และปรารภขันธ์ ส่วนอนาคตและปัจจุบันซึ่งเรียกว่าอปรันตกัปปีกวาทะอีก ๔๔ ลัทธิ แต่เพราะพวกเขาไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงถูกลัทธิเหล่านี้ครอบคลุมไว้เหมือนปลาที่ถูกแหครอบคลุมไว้มิอาจหลุดพ้นไปได้ จึงทรงถือว่า ลัทธิเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ


ปุพพันตกัปปิกวาทะ ๑๘ ลัทธิ คือ

๑. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ตั้งแต่ ๑ ชาติ จนถึงหลายแสน

๒. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ตั้งแต่ ๑ กัปจนถึง ๑๐ กัป

๓. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ตั้งแต่ ๑๐ กัปจนถึง ๔๐ กัป

๔. ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง เพราะคิดคาดคะเนเอาด้วยเหตุผล

ทั้ง ๔ ลัทธิแรกนี้เรียกว่า สัสสตวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเที่ยง)

๕. ลัทธิที่ถือว่า พระพรหมเที่ยง แต่พวกที่พระพรหมสร้างขึ้นมา ไม่เที่ยง

๖. ลัทธิที่ถือว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยง แต่พวกขิทฑาปโทสิกา (พวกที่ต้องจุติเพราะชอบ เล่นสนุก) ไม่เที่ยง

๗. ลัทธิที่ถือว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยง แต่พวกมโนปโทสิกา (พวกที่ต้องจุติเพราะคิดร้ายกันและกัน) ไม่เที่ยง

๘. ลัทธิที่ถือเอาตามที่คิดคาดคะเนด้วยเหตุผลว่าอัตตาฝ่ายจิตเที่ยง แต่อัตตาฝ่ายกาย ไม่เที่ยง

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๕ - ๘ เรียกว่า เอกัจจสัสสตวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า บางอย่างเที่ยง)

๙. ลัทธิที่ถือว่า โลกมีที่สุด (มีขอบเขตกำหนดได้)

๑๐. ลัทธิที่ถือว่า โลกไม่มีที่สุด

๑๑. ลัทธิที่ถือว่า โลกมีที่สุดเฉพาะด้านบนกับด้านล่าง ส่วนด้านกว้างหรือด้านขวางไม่มีที่สุด

๑๒. ลัทธิที่ถือเอาตามที่คิดคาดคะเนด้วยเหตุผล ว่าโลกมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๙ - ๑๒ เรียกว่า อันตานันติกวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า โลกมีที่สุดโลกไม่มีที่สุด)

๑๓. ลัทธิที่ปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ เพราะเกรงว่าจะพูดเท็จ

๑๔. ลัทธิที่ปฏิเสธตามแบบลัทธิที่ ๑๓ เพราะเกรงว่า จะยึดถือผิด ๆ

๑๕. ลัทธิที่ปฏิเสธตามแบบลัทธิที่ ๑๓ เพราะเกรงว่าจะถูกผู้รู้ซักถาม

๑๖. ลัทธิที่ปฏิเสธตามแบบลัทธิที่ ๑๓ และไม่ยอมรับหรือยืนยันอะไรเลย เพราะไม่รู้จริง

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๑๓ - ๑๖ เรียกว่า อมราวิกเขปวาทะ (ลัทธิที่พูดหลบเลี่ยง ไม่แน่นอนตายตัว)

๑๗. ลัทธิที่ถือว่า สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย เพราะเคยเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ (พรหมพวกหนึ่งที่มีแต่รูป ไม่มีสัญญา)

๑๘. ลัทธิที่ถือเอาตามที่คิดคาดคะเนด้วยเหตุผลว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย 

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๑๗ - ๑๘ เรียกว่า อธิจจสมุปปันนวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเอง ไม่มีเหตุปัจจัย)


อปรันตกัปปิกวาทะ ๔๔ ลัทธิ คือ

๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูป (อาศัยรูปอยู่) มีสัญญา (ความรู้สึกรู้ขั้นละเอียด)

๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีรูป มีสัญญา

๓. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีรูปและที่ไม่มีรูป มีสัญญา

๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ (พูดไม่ได้ว่ามีรูปหรือไม่มีรูป) มีสัญญา

๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุด มีสัญญา

๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีที่สุด มีสัญญา

๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีที่สุดและที่ไม่มีที่สุด มีสัญญา

๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ (พูดไม่ได้ว่ามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด) มีสัญญา

๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาอย่างเดียวกัน

๑๐. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาต่างกัน

๑๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาเล็กน้อย

๑๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาประมาณมิได้

๑๓. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีแต่สุขอย่างเดียว มีสัญญา

๑๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีแต่ทุกข์อย่างเดียว มีสัญญา

๑๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีทั้งสุขและทุกข์ มีสัญญา

๑๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ มีสุขก็มิใช่ มีสัญญา

ทั้ง ๑๖ ลัทธิแรกนี้เรียกว่า สัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญา)

๑๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูป ไม่มีสัญญา

๑๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีรูป ไม่มีสัญญา

๑๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีรูปและที่ไม่มีรูป ไม่มีสัญญา

๒๐. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีสัญญา

๒๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุด ไม่มีสัญญา

๒๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีที่สุด ไม่มีสัญญา

๒๓. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีที่สุดและที่ไม่มีที่สุด ไม่มีสัญญา

๒๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีสัญญา

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๑๗ - ๒๔ เรียกว่า อสัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้ว อัตตาไม่มีสัญญา)

๒๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูป มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (พูดไม่ได้ว่า มีสัญญาหรือไม่มีสัญญา)

๒๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีรูป มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

๒๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีรูปและที่ไม่มีรูป มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

๒๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

๒๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุด มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

๓๐. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่ไม่มีที่สุด มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

๓๑. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาทั้งที่มีที่สุดและที่ไม่มีที่สุด มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

๓๒. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๒๕ - ๓๒ เรียกว่า เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่)

๓ต. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาของมนุษย์และสัตว์ ขาดสูญ

๓๔. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นทิพย์มีรูปเป็นกามาพจร บริโภคอาหาร

๓๕. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นทิพย์มีรูปสำเร็จทางใจ ขาดสูญ

๓๖. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นอากาสานัญจายตนะ (อัตตาที่ได้อรูปฌาน กำหนดอากาศที่ไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์) ขาดสูญ

๓๗. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นวิญญาณัญจายตนะ (อัตาที่ได้อรูปฌานกำหนดวิญญาณที่ไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์) ขาดสูญ

๓๘. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นอากิญจัญญายตนะ (อัตตาที่ได้อรูปฌานกำหนดความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์) ขาดสูญ

๓๙. ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ (อัตตาที่ได้อรูปฌาน กำหนดสภาวะที่เป็นสัญญาก็มิใช่ ไม่เป็นสัญญาก็มิใช่ เป็นอารมณ์) ขาดสูญ

ตั้งแต่ลัทธิที่ ๓๓ - ๓๙ เรียกว่า อุจเฉทวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้ว อัตตาขาดสูญ)

๔๐. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

๔๑. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยปฐมฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

๔๒. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยทุติยฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

๔๓. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยตติยฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

๔๔. ลัทธิที่ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยจตุตถฌาน เป็นนิพพานใน ปัจจุบัน

๔๐ - ๔๔ เรียกว่า ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า มีสภาวะบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน)

ลัทธิพวกอปรันตกัปปีกวาทะ ๔ * ลัทธินี้เมื่อรวมกับลัทธิพวกปุพพันตกัปปีกวาทะ ๑๘ ลัทธิข้างต้น ก็เป็น ๖๒ ลัทธิ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ทิฏฐิ ๖๒ 


     พระผู้มีพระภาคตรัสสรุปไว้ในตอนท้ายของพระสูตรนี้ว่า พระองค์ทรงรู้แจ้งมูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ และทรงรู้ด้วยว่าผู้ที่ยึดถือทิฏฐิเหล่านี้มีคติและภพเบื้องหน้าเป็นอย่างไร พระองค์จึงไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น เมื่อไม่ทรงยึดมั่นถือมั่น จึงทรงรู้แจ้งความเกิด ความดับ คุณโทษแห่งเวทนา และอุบายวิธีที่ทำให้สลัดเวทนา (การเสวยอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ออกไปได้ พระองค์จึงทรงหลุดพ้น และตรัสย้ำว่า นี่แหละธรรมะอันลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาดคะเนเอาด้วยเหตุผลไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต เมื่อพระองค์ทรงรู้แจ้งธรรมะนี้แล้ว ทรงสั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย จึงเป็นเหตุให้คนทั้งหลายกล่าวสรรเสริญพระองค์ ส่วนสมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิเหล่านี้ไม่รู้ความจริง บัญญัติทิฏฐิเหล่านี้ขึ้นตามความเข้าใจของตนเอง เป็นการแหาการดิ้นรนของคนมีตัณหาคือความทะยานอยากสิ่งอันน่าใคร่น่าปรารถนา ผ่านทางอายตนะ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) เมื่อมีอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ(ความมีความ เป็น) เมื่อมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ(ความเกิด) เมื่อมีชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา(ความแก่) มรณะ(ความตาย) โสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ(ความ คร่ำครวญ) ทุกข์(ความไม่สบายกาย) โทมนัส(ความไม่สบายใจ) และ อุปายาส (ความคับแค้นใจ)


๑.๕ ข้อสังเกต

     พระสูตรนี้ให้ความรู้โดยละเอียด ๒ เรื่อง คือเรื่องศีลและเรื่องทิฏฐิ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความมีสามัคคีหรือความไม่มีสามัคคี ความเจริญหรือความเสื่อม เป็นต้น ของหมู่คณะหรือกลุ่มชนในสังคม กล่าวคือ ถ้าหมู่คณะใดมีศีลเหมือนกัน (สีลสามญญตา) มีทิฏฐิเหมือนกัน (ทิฏธสามณณตา แสดงว่าหมู่คณะนั้นสามัคคีกัน แต่ถ้ามีศีลไม่เหมือนกันก็ดี มีทิฏฐิไม่เหมือนกันก็ดี ก็แสดงว่าไม่สามัคคีกัน

     ในเรื่องศีล พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกไว้ถึง ๓ ชั้น จากชั้นต่ำไปหาชั้นสูง ทรงเรียกว่า จูฬศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล รวม ๔๓ ข้อ (กล่าวไว้โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่งในสามัญญผลสูตร ส่วนในสูตรอื่น ๆ เมื่อกล่าวถึงศีล ก็จะปรากฎแต่โดยย่อ และให้ดูรายละเอียดในสามัญญผลสูตร) ทรงเน้นว่า พระองค์ทรงมีศีลเหล่านี้โดยสมบูรณ์ คนทั้งหลายจึงสรรเสริญพระองค์ ส่วนสมณพราหมณ์บางพวกไม่มีศีลเหล่านี้

     ในเรื่องทิฏฐิ ทรงจำแนกไว้ถึง ๖๒ ทิฏฐิ ซึ่งครอบคลุมทิฏฐิหรือลัทธิทั้งหมดที่แพร่หลายอยู่ในสมัยนั้น ไม่พบว่าได้มีการบันทึกเรื่องนี้ไว้ละเอียดแบบนี้ในที่ใด พระสูตรนี้จึงอาจถือว่าเป็นแหล่งความรู้ทางปรัชญาอินเดียโบราณที่สมบูรณ์ที่สุด


     พระผู้มีพระภาคทรงสรุปไว้ว่า ทิฏฐิเหล่านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่ทางให้พ้นทุกข์ได้เลย แต่กลับทำให้ผู้เชื่อถือต้องประสบทุกข์เหมือนปลาติดตาข่าย

----------/////---------

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.