แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัญหาเฉลย แสดงบทความทั้งหมด

 


ปัญหาและเฉลย

ภาค มรณุปปัตติจตุกกะ

--------------------

๑. ถาม 

     ก. คำว่า มรณุปฺปตฺติจตุกก แยกเป็นกี่บท? คืออะไรบ้าง? พร้อมทั้งแสดงความหมาย และวจนัตถะด้วย?

     ข. จงแสดงเหตุที่ทำให้ความตายปรากฏ ๔ อย่าง พร้อมทั้งแสดงอุปมาเปรียบเทียบ มาให้เห็นด้วย

๑. ตอบ 

     ก. คำว่า มรณุปฺปตฺติจตุกฺก เมื่อแยกบทแล้วได้ ๓ บทคือ มรณ + อุปฺปตฺติ จตุกฺก, มรณ = ความตาย อุปฺปตฺติ = การเกิดขึ้น จตุกฺก = มี ๔ เมื่อรวมบทแล้วเป็น มรณุปฺปตฺติจตุกฺก แปลความว่า การเกิดขึ้นแห่งความตายมี ๔ อย่าง หมายถึงเหตุที่ทำให้ความตายปรากฎขึ้น ๔ อย่างนั้นเอง ดังแสดงวจนัตถะว่า มรณสฺส อุปฺปตฺติ = มรณุปฺปตฺติ ความเป็นไปแห่งความตาย ชื่อว่า มรณุปฺปตฺติ, จตุนฺนํ สมาหาโร = จตุกฺกํ การรวมของ ๔ อย่าง ชื่อว่า จตุกฺก

     ข. แสดงเหตุที่ทำให้ความตายปรากฎขึ้น ๔ อย่างนั้นคือ

          ๑. อายุกฺขย เพราะสิ้นอายุ

          ๒. กมฺมกฺขย เพราะสิ้นกรรม

          ๓. อุภยกฺขย เพราะสิ้นอายุ และสิ้นกรรมทั้งสอง

          ๔. อุปจฺเฉทก เพราะประสพอุปัทวเหตุ อายุและกรรมยังไม่สิ้น

     ถ้าจะอุปมาเปรียบเทียบการตายของสัตว์ทั้งหลายแล้วก็เหมือนหนึ่งดวงประทีปที่จุดไว้ ดวงประทีปนี้ย่อมจะดับลงด้วยเหตุ ๔ อย่างๆ ใดอย่างหนึ่งคือ ดับลงด้วยไส้หมด อย่างหนึ่ง, ดับลงด้วยน้ำมันหมด อย่างหนึ่ง, ดับลงด้วยไส้และน้ำมันทั้งสองหมดอย่างหนึ่ง, ดับลงด้วยถูกลมพัด หรือถูกเป้าให้ดับอย่างหนึ่ง 

     ดวงประทีปนั้นเปรียบเหมือนชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ความดับของดวงประทีปนั้น เปรียบเสมือนความดับของชีวิตที่สิ้นสุดลงเฉพาะภพหนึ่งๆ ฉะนั้น ผู้ที่สิ้นชีวิตลงโดยหมดอายุขัย ก็เหมือนกับดวงประทีปดับลงโดยเนื่องจากไส้หมด แต่น้ำมันยังอยู่

     ผู้ที่สิ้นชีวิตลงโดยหมดกรรมนั้น ก็เหมือนกับดวงประทีปที่ดับลงโดยเนื่องจากน้ำมันหมดแต่ไส้ยังอยู่ 

     ผู้ที่สิ้นชีวิตลงโดยหมดทั้งอายุ และกรรมนั้น ก็เหมือนกับดวงประทีปที่ดับลงโดยเนื่องจากไส้และน้ำมันหมดทั้งสองอย่าง 

     ผู้ที่สิ้นชีวิตลงโดยประสพกับอุปัทวเหตุต่างๆ นั้น ก็เหมือนกับดวงประทีปที่ดับลงโดยเนื่องจากถูกลมพัด หรือถูกเป้าให้ดับโดยที่ไส้และน้ำมันยังอยู่


๒. ถาม จงแปลคาถาแสดงนิมิตที่ปรากฎขึ้นเมื่อใกล้จะตาย ตถา จ มรนฺตานํ ปน มรณกาเล ยถารหํ อภิมุขีภูตํ ภวนฺตเร ปฏิสนฺธิชนกํ กมฺมํ วา, ตํ กมฺมกรณกาเล รูปาทิกมุปลทฺธปุพฺพมุปกรณภูตญฺจ กมฺมนิมิตฺตํ วา, อนนฺตรมุปฺปชฺชมานภเว อุปลวิตพฺพมุปโภคภูตญฺจ คตินิมิตฺตํ วา, กมฺมพเลน ฉนฺนํ ทฺวารานํ อญฺญตรสฺมึ ปจฺจุปฏฺฐาติฯ

๒. ตอบ แปลความว่า สำหรับผู้ที่จะต้องตายด้วยเหตุ 4 ประการนั้นแหละ ประการใดประการหนึ่งเมื่อใกล้จะตาย กุศลกรรมหรืออกุศลกรรมซึ่งให้เกิด ปฏิสนธิในภพหน้าที่เป็นไป เหมือนกับการแสดงตัวให้เด่นชัดตรงหน้ามาปรากฎเหมือนอยู่ในที่เฉพาะหน้าก็ดี กรรมนิมิต คือ อารมณ์ของกรรมมีรูปารมณ์ป็นต้น ที่เคยได้เห็น ได้ยิน เป็นต้นมา โดยที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำของตน และเป็นเครื่องอุดหนุนให้สำเร็จในการกระทำของตนในขณะที่กระทำกรรมนั้นก็ดี คดินิมิต ซึ่งเป็นอารมณ์ที่พึงจะได้รับ และจะได้เสวยสุขหรือทุกข์ในชาติที่เกิดข้างหน้าก็ดี ย่อมปรากฎในทวารใดทวารหนึ่งในบรรดาทวารทั้ง ๖ ด้วยอำนาจกรรม ตามสมควรแก่อารมณ์ หรือด้วยอำนาจกรรมตามสมควรแก่สัตว์ที่จะไปสู่สุคติภูมิ และทุคติภูมิ


๓. ถาม จงแสดงคาถาแสดงปฏิสนธิจิตที่เกิดขึ้นต่อจากจุดิจิต พร้อมทั้งคำแปลด้วย?

๓. ตอบ แสดงคาถาที่แสดงปฏิสนธิจิตที่เกิดขึ้นต่อจากจุติจิต 

         อารุปฺปจุติยา โหนฺติ        เหฏฺฐิมารุปฺปวชฺชิตา 

         ปรมารุปฺปสนฺธิ จ          ตถา กามติเหตุกา 

         รูปาวจรจุติยา              อเหตุตรหิตา สิยุํ 

         สพฺพา กามติเหตุมฺหา      กาเมเสฺวว ปเนตราฯ

     - หลังจากที่อรูปาวจรจุติจิต ๔ ดวงเกิด อรูปาวจรปฏิสนธิจิต ๔ เว้นอรูปาวจร

     ปฏิสนธิจิตเบื้องต่ำ และกามติเหตุกปฏิสนธิจิต ๔ ดวง เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้

     - หลังจากที่รูปาวจรจุติจิต ๕ ดวงเกิด ปฏิสนธิจิต ๑๗ ดวง ที่นอกจากอเหตุก-

     ปฏิสนธิจิต ๒ ย่อมเกิดขึ้นได้ 

     - หลังจากที่กามติเหตุกจุติจิต ๔ ดวงเกิดปฏิสนธิทั้งหมดคือ นามปฏิสนธิ ๑๙

     และรูปปฏิสนธิ ๑ ย่อมเกิดขึ้นได้

     - ส่วนภายหลังจากจุติจิตที่เหลือ คือ อเหตุกจุติจิต ๒ และทวิเหตุกจุติจิต ๔

     เกิด กามปฏิสนธิจิต ๑๐ ย่อมเกิดขึ้นในกามภูมิ ๑๑ เท่านั้น


๔. ถาม จงแปลบาลีการเกิดขึ้นของภวังคจิต และจุติจิต

       อิจฺเจวํ คหิตปฏิสนฺธิกานํ ปน ปฏิสนฺธินิโรธานนฺตโต ปภุติ ตเมวารมฺมณมารพุภ ตเทวจิตฺตํ ยาวจุติจิตฺตุปฺปาทา อสติ วีถิจิตฺตุปฺปาเท ภวสฺส องฺคภาเวน ภวงฺคสนฺตติ สงฺขาตํ มานสํ อพุโพฉินฺนํ นทีโสโต วิย ปวตฺตติฯ ปริโยสาเน จ จวนวเสน จุติจิตฺตํ หุตุวา นิรุชฺฌติฯ

๔. ตอบ ตั้งแต่การดับลงแห่งปฏิสนธิจิตโดยไม่มีระหว่างคั่น ของผู้ที่ถือเอาปฏิสนธิในภพ ใหม่ โดยนัยดังที่กล่าวแล้วนั้น เมื่อขณะที่วิถีจิตไม่เกิดปฏิสนธิจิตนั้นแหละ ถือเอาอารมณ์ของปฏิสนธิจิตที่เกิดขึ้นในภพใหม่นั้นเอง กลับเป็นจิตที่เรียกว่ากระแสภวังค์ โดยความเป็นองค์แห่งภพเกิดขึ้นไม่ขาดสาย ตลอดจนถึงจุดิจิตเกิด เสมือนหนึ่งกระแสน้ำในแม่น้ำ และในที่สุดแห่งปัจจุบันภพ ภวังดัจิตนั้นแหละถือเอาอารมณ์ของปฏิสนธิจิตที่เกิดขึ้นในภพใหม่นั้นเองแล้วกลับเป็นจุติจิต ด้วยอำนาจแห่งการเคลื่อนจากภพเก่าแล้วก็ดับลง


๕. ถาม จงแปลคาถาที่แสดงการขี้แนวทางที่ให้ขาดจากสังสารวัฎฏ์

       ปฏิสงฺขาย ปนตมทฺธุวํ       อธิคนฺตฺวา ปทมจฺจุตํ พุธา

       สุสมุจฺฉินฺน สิเนหพนฺธนา     สมเมสฺสนฺติ จิราย สุพฺพตา ฯ

๕. ตอบ แปลความว่า แนวทางปฏิบัติที่ให้ขาดจากสังสารวัฏฏ์นั้นมีอยู่ว่า ผู้มีปัญญาเป็นปกติ 

         คือผู้ที่ปฏิสนธิด้วยไตรเหตุทั้งหลาย มีความประพฤติปฏิบัติชอบคือ รักษาศีล บำเพ็ญ

         ธุดงค์ เจริญสมาธิมาเป็นเวลานาน พิจารณาเห็นแจ้งถึงความเป็นไปแห่งจิตและเจตสิก ว่า

         เป็นของไม่เที่ยง แล้วจะได้บรรลุถึงพระนิพพานอันเป็นธรรมที่ไม่ตาย โดยมรรคญาณ ผลญาณ

         ถอนเครื่องผูกมัด คือ ตัณหาเสียได้แล้ว จักเข้าถึงซึ่งพระนิพพานอันสงบ ตัดขาดจาก

         สังขารธรรมทั้งปวงแน่แท้ฯ


๖. ถาม ก. จงแสดงวจนัตถะ พร้อมทั้งคำแปลในคำดังต่อไปนี้ อายุกุขยมรณ, กมุมกุขยมรณ, อุภยกุขยมรณ, อุปจุเฉทกมรณ

        ข. ในความตายทั้ง ๔ ชนิดนี้ ความตายชนิดไหนจัดว่า เป็นกาลมรณะและความตายชนิดไหนจัดเป็นอกาลมรณะ?

๖. ตอบ ก. - อายุกุขยมรณ แสดงวจนัตถะว่า 

             อายุโน ขโย = อายุกฺขยํ ความสิ้นแห่งอายุขัย ชื่อว่าอายุขยะ 

             อายุกฺขเยน มรณํ = อายุกฺขยมรณํ ความตายเพราะสิ้นอายุขัย ชื่อว่า อายุกขยมรณะ

            - กมฺมกฺขยมรณํ แสดงวจนัตถะว่า 

              กมฺมสฺส ขโย = กมฺมกฺขโย ความสิ้นสุดแห่งกรรมชื่อว่า กัมมักขยมรณะ

              กมฺมกฺขเยน มรณํ = กมฺมกฺขยมรณํ การตายเพราะสิ้นสุดแห่งกรรมชื่อว่ากัมมักขยมรณะ

            - อุภยกฺขยมรณ แสดงวจนัตถะว่า 

              อุภเยสํ ขโย - อุภยกฺขโย ความสิ้นสุดแห่งอายุ และกรรมทั้งสอง ชื่อว่า อุกยักขยะ 

              อุภยกฺขเยน มรณํ = อุภยกฺขยมรณํ การตายเพราะสิ้นสุดแห่งอายุ และกรรมทั้งสอง ชื่อว่า อุภยักขยมรณะ

            - อุปัจเฉทกมรณะ แสดงวจนัตถะว่า 

              อุปจฺฉินฺทตีติ = อุปจฺเฉทกํ กรรมอันใดย่อมเข้าไปตัดวิบากและกัมมชรูป ที่เกิดจากชนกกรรม ฉะนั้นกรรมนั้นชื่อว่า อุปัจเฉทกะ ได้แก่ อกุศลกรรม ๑๒ มหากุศลกรรม ๘ รหัตตมรรคกรรม ๑ 

              อุปจฺเฉทกกมฺมุนา มรณํ = อุปจฺเฉทกมรณํ การตายเพราะกรรมเข้าไปตัดวิบาก และกัมมชรูป ชื่อว่า อุปัจเฉทกมรณะ

        ข. ความตาย ๔ อย่างนั้น ผู้ที่ตายโดย อายุกขยมรณะ กัมมักขยมรณะ อุกยักขยมรณะ ทั้ง ๓ ชื่อว่า กาลมรณะ เพราะเป็นการตายชนิดที่ถึงเวลาแล้ว, ส่วนผู้ที่ตายโดยอุปัจเฉทกมรณะ ชื่อว่า อกาลมรณะ เพราะเป็นการตายที่ยังไม่ถึงเวลา


๗. ถาม จงแปลคาถาแสดงความตายชนิดที่เป็น อกาลมรณะนี้มาดู 

      ๑. ชิฆจฺฉาย ปิปาสาย     อหิทฏฐาวิเสน จ

         อคฺคิ อุทฺธก สตฺตีหิ     อกาเล ตตฺถ มียติฯ

      ๒. วาต ปิตฺเตหิ เสมฺเหน   สนฺนิปาต อุตุหิจ

         วิสโมปกฺกม กมฺเมหิ     อกาเล ตตฺถ มียติ

๗. ตอบ ความตายชนิดที่ป็นอกาลมรณะนี้  มีอยู่หลายชนิดด้วยกันคือ

       ๑. ย่อมตายลงในสมัยที่ยังไม่ถึงเวลา เพราะหิวข้าว กระหายน้ำ ถูกงูกัด ถูกวางยา ถูกไฟไหม้ จมน้ำ ถูกอาวุธก็มี

       ๒. ย่อมตายลงในสมัยที่ยังไม่ถึงเวลา เพราะโรคลม ดีพิการ โรคเกี่ยวกับเสมหะ โรคสันนิบาตที่เกี่ยวกับลม ดี 

          เสมหะ ๒ อย่าง หรือ ๓ อย่าง พิการพร้อมกัน โรคเกี่ยวกับอากาศหรืออุปัจเฉทกกรรม 

          โดยการปฏิบัติตนไม่สม่ำเสมอผิดอนามัย โดยความพยายามของตนเองและของคนอื่น


๘. ถาม จงแสดงนิมิตทั้ง ๓ ที่ปรากฎขึ้นเมื่อเวลาใกล้จะตายว่า จะเกิดขึ้นพร้อมกันเวลาเดียวกันได้หรือไม่ ในคำวินิจฉัยว่า ยถารหํ นี้

๘. ตอบ ไม่ได้ เพราะในคำว่า ยถารหั แปลว่า ตามสมควร คำว่าตามสมควรนี้ได้ความหมายเป็น ๒ อย่างคือ

       ๑) ยถารหํ กมฺมํ วา, กมฺมนิมิตฺตํ วา, คตินิมิตฺตํ วา ปจฺจุปฏฺฐาติ หมายความว่าในมรณาสันนกาลนั้น นิมิตทั้ง ๓ ประการนี้หาได้ปรากฎพร้อม ๆ กันใน

เวลาเดียวกันไม่  หากแต่อย่างใดอย่างหนึ่งจักปรากฎในบรรดา ๓ อย่างนี้กล่าวคือ ถ้ากรรมมีโอกาส กรรมอารมณ์ก็จักปรากฏ ถ้ากรรมนิมิตมีโอกาส กรรมนิมิตอารมณ์ก็จักปรากฎ

ถ้าตินิมิตมีโอกาส คตินิมิตอารมณ์ก็จักปรากฏ

       ๒) ยถารหนฺติ สุคติทุคฺคติ คามีนํ อรหานุรูปํ ปจฺจุปฏฺฐาติ หมายความว่า นิมิตทั้ง ๓ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งย่อมปรากฎตามสมควรแก่ผู้ที่จะไปสู่สุคดิภูมิและทุคติภูมิ


๙. ถาม คำว่า กรรมนิมิต หมายความว่าอย่างไร? มีกี่อย่าง? คืออะไรบ้าง? พร้อมทั้งยกข้ออุปมาเปรียบเทียบมาให้เห็นสักหนึ่งอย่างด้วย (ฝ่ายกุศล หรืออกุศลก็ได้)

๙. ตอบ คำว่า กรรมนิมิต หมายความว่าอารมณ์ที่เป็นเหตุของการกระทำหรือเครื่องหมายของกรรม ชื่อว่ากรรมนิมิตมี ๒ อย่างคือ ๑) อุปลัทธกรรมนิมิต ๒) อุปกรณกรรมนิมิต

   ๑) อุปลัทธกรรมนิมิต ได้แก่อารมณ์  ที่ตนได้ประสพพบเห็นเป็นประธานในขณะที่กระทำ

   ๒) อุปกรณกรรมนิมิต ได้แก่อารมณ์ : ที่ตนได้ประสพพบเห็น แต่มิใช่เป็นประธาน เพียงแต่เป็นเครื่องอุดหนุนประกอบในขณะที่กระทำ, 

      อุปมาเปรียบเทียบฝ้ายกุศลเกี่ยวกับทาน การเลี้ยงพระ ใส่บาตร ทอดกฐิน สร้างสถานที่ศึกษาวัดวาอารามนั้น อาหารหวานคาว ภิกษุสามเณร เป็นอุปลัทธกรรมนิมิต, พระพุทธรูป ดอกไม้ ธูปเทียน ถ้วยชาม เสื่อสาด อาสนะ โต๊ะ เก้าอี้ พร้อมด้วยผู้ที่ช่วยเหลือ ขัน ถาด เป็นต้น เป็นอุปกรณกรรมนิมิตดังนี้


๑๐. ถาม คำว่า คตินิมิต หมายความว่าอย่างไร? มีกี่อย่าง? คืออะไรบ้าง พร้อมทั้งยกข้ออุปมาเปรียบเทียบมาให้เห็นสักหนึ่งอย่าง (อุปมาฝ้ายกุศลหรืออกุศลก็ได้)

๑๐. ตอบ คำว่า คตินิมิต หมายความว่า อารมณ์ของภพชาติที่พึงถึงกล่าวคือ อารมณ์ที่จะได้พบได้เสวยในภพที่สอง ชื่อว่าคตินิมิตมี - อย่างคือ ๑) อุปลภิตัพพคตินิมิต ๒) อุปโภคภูตคตินิมิต

     ๑) อุปลภิตัพพคดินิมิต หมายความว่าอารมณ์ - ของภพชาติที่จะพึงพบเห็น

     ๒) อุปโภคภูตคตินิมิต หมายความว่าอารมณ์ ๖ ของภพชาติที่จะพึงได้เสวย

       อุปมาเปรียบเทียบฝ่ายกุศล เช่น ถ้าผู้นั้นจะไปเกิดในเทวโลก เห็นราชรถ วิมาน เทพบุตร เทพธิดา เครื่องประดับ สวน สระ เหล่านี้เป็นอุปลภิตัพพคตินิมิต

       ถ้ารู้สึกว่าตนเองได้นั่งในราชรถก็ดี กำลังเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ ด้วยความสนุกสนานเบิกบานใจ บริโภคสุทธาโภชน์ ร่วมด้วยเทพบุตรเทพธิดา สวมใส่เครื่องทิพย์อาภรณ์ก็ดี เหล่านี้เป็นอุปโภคภูตคตินิมิต


๑๑. ถาม จงแสดงคาถาแสดงความเป็นไปแห่งกระแสจิต เมื่อใกล้จะตาย พร้อมทั้งคำแปล?

๑๑. ตอบ คาถาแสดงความเป็นไปแห่งกระแสจิต เมื่อใกล้จะตาย พร้อมคำแปล

       ตโต ปรํ ตเมว ตโถ ปฏฺฐิตํ อารมฺมณํ อารพฺภ วิปจฺจมานกกมฺมานุรูปํ ปริสุทฺธํ อุปกฺกิลิฏฐํ วา อุปลวิตพฺพภวานุรูปํ ตตฺโถณตํว จิตฺตสนฺตานํ อภิณฺหํ ปวตฺตติ พาหุลฺเลนฯ

    แปลว่า ต่อจากที่อารมณ์มี กรรม กรรมนิมิต ตตินิมิต เหล่านั้นมาปรากฏแล้วอาศัยอารมณ์ที่มาปรากฎตามอาการนั้นๆ นั่นเอง กระแสจิตอันบริสุทธิ์หรือเศร้าหมองก็ตามแล้วแต่กรรมที่จะส่งผล และมีอาการป็นไปคล้ายกับว่า น้อมไปในภพชาติที่จะพึ่งเกิดขึ้น แล้วแต่ภพชาติที่จะได้ไปเกิดนั้นๆ ย่อมเกิดขึ้นเนืองๆ เป็นส่วนมาก

(ต่อ...)

[full-post]

 


ปัญหาในมรณุปปัตติจตุกกะ ชั้นมัชฌิมอาภิธรรมิกตรี


๑๒. ถาม จงแสดงความแตกต่างกันแห่งอุปลภิตัพพะและอุปโภคคตินิมิต ที่ท่านแสดงไว้ในปรมัตถทีปนีมหาฎีกา

๑๒. ตอบ ในปรมัตถที่ปนีมหาฎีกา ท่านได้แสดงคตินิมิตทั้งสองนี้ไว้เป็น ๒ นัยคือ

     นัยที่หนึ่ง กล่าวว่า อุปลภิตัพพตินิมิตนั้น เป็นทุคตินิมิต อุปโภคคตินิมิต เป็นสุคตินิมิต ใน ๒ ประการนี้ อารมณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับอบายภูมิ ๔ เป็นทุคตินิมิต

อารมณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับมนุษยภูมิ เทวภูมิ เป็นสุดตินิมิต

     นัยที่ ๒ กล่าวว่า อารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องด้วยกาย เป็นอุปลภิตัพพคดินิมิตอารมณ์ที่มิได้เกี่ยวเนื่องด้วยกาย เพียงแต่จะให้ได้เสวยสุข ทุกข์ เป็นอุปโภคคดินิมิต เป็นต้น


๑๓. ถาม บุคคลผู้ใกล้จะตาย ที่มีจิตใจเศร้าหมองเดือดร้อน เนื่องมาจากนิมิตที่ไม่ดีมาปรากฏ ถ้าผู้ใกล้ชิดหรือผู้ที่ได้เห็นรู้ทัน จะมีวิธีแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าได้ให้หาอุปมา มาอ้างด้วย?

๑๓. ตอบ ถ้าผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือผู้ที่ได้เห็นรู้ทัน พร้อมทั้งเข้าใจในวิธีแก้ไขแล้ว ก็สามารถที่จะเปลี่ยนนิมิตที่ไม่ดีให้กลับดีไปได้ ดังเช่นพระภิกษุผู้เป็นบิดาของพระโสณเถรอรหันต์อยู่ที่วัดบนเขาโสณศิริ เมื่อครั้งยังมีกำลังแข็งแรงดีอยู่ ชอบประกอบอาชีพแต่ในด้านการถ่าเนื้อ แม้ว่าลูกชายซึ่งจะมาตักเตือนห้ามปรามเท่าใด ๆ ก็มิยอมเลิก ต่อมาเมื่อชราลงจึงได้มาบวชอยู่กับพระลูกชาย ครั้นถึงเวลาป่วยหนักจะต้องตายแน่ คตินิมิตที่ไม่ดีก็มาปรากฎ คือเห็นเป็นสุนัขใหญ่ ขึ้นมาจากตีนเขาจะมากัด จึงส่งเสียงโวยวายขอความช่วยเหลือจากพระลูกชาย ฝ่ายพระลูกชายก็ทราบได้ว่า นี้เป็นคตินิมิตที่เกี่ยวกับนิรยภูมิมาปรากฎแก่บิดาแล้ว จึงให้สามเณรไปเก็บดอกไม้มาจัดตั้งไว้ที่หน้าพระพุทธรูปแล้วก็หามบิดาเข้ามา ณ ที่นั้นบอกให้ทราบว่าดอกไม้นี้สำหรับบูชาพระ ขอให้บิดาตั้งใจถวายแล้วน้อมใจไปในพระคุณของพระพุทธเจ้า บิดาก็ยอมทำตามไม่ขัดขืน, ในเวลานั้นคดินิมิตที่เกี่ยวกับนิรยภูมิก็หายไปคตินิมิตที่เกี่ยวกับเทวภูมิคือ นางฟ้าได้มาปรากฏแทน พระที่เป็นบิดามีความยินดี ร้องบอกพระลูกชายว่า "น้าเจ้าเขามา จงหลีกทางให้เขาเข้ามาด้วย" เมื่อจิตมีความชุ่มชื่นด้วยปิดโสมนัส เกิดขึ้นเช่นนี้แล้ว ครั้นตายลงก็ได้ไปสู่เทวภูมิ


๑๔. ถาม จงแสดงระยะเวลาที่แตกต่างกันของ มรณาสันนวิถี กับปัจจาสันนมรณวิถีและให้แสดงด้วยว่า ปัจจาสันนมรณวิถี มีกี่วิถีฯ คืออะไรบ้าง?

๑๔. ตอบ มรณาสันนวิถี (ธรรมดา) หรือมรณาสันนบุคคล หมายเอาบุคคลผู้ใกล้จะตายตั้งแต่ ๑-๒ นาที ถึง ๑-๒ ชั่วโมง ซึ่งต่างกันกับปัจจาสันนมรณวิถี หรือ ปัจจาสันน-มรณบุคคล หมายเอาบุคคลที่จะตายในระยะใกล้ที่สุด คือวิถีสุดท้าย, แสดงมรณาสันนวิถีชนิดปัจจาสันนมรณวิถี มี ๔ ประเภทคือ

     ๑. ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ตทา จุติ

     ๒. ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ จุติ

     ๓. ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ตทา ภวังค์ จุติ

     ๔. ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ชวนะ ภวังค์ จุติ

จุติที่เกิดต่อวิถีจิต มี ๒ วิถี จุติที่เกิดต่อจากภวังคจิต มี ๒ วิถี


๑๕. ถาม บุคคลทั้งหลายย่อมเข้าใจเขวไปในเรื่องตาย เรื่องเกิด มิจฉาธิโมกข์ คือการตัดสินใจผิดว่าสัตว์ทั้งหลายที่ตายไปแล้วนั้นยังไม่เกิดขึ้น เหตุภายนอกที่น่ให้เข้าใจผิดนี้มีอยู่กี่ประการ? คืออะไรบ้าง?

๑๕. ตอบ เหตุที่ทำให้เข้าใจผิดมีอยู่ ๒ ประการคือ

    ๑) ผู้ที่ตายไปแล้วบางคนอาจมาแสดงตัวให้ผู้อื่นเห็นได้ โดยรูปร่างสัณฐานกิริยาอาการตลอดจนเครื่องแต่งกายก็คงเป็นไปเหมือน ๆ กันกับเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่

    ๒) คำว่า สมุภเวสี ในบทสวดมนต์เจ็ดตำนานฉบับหลวงแปลว่า สัตว์ที่กำลังเร่ร่อนแสวงหาที่เกิด เมื่อคำแปลว่าดังนี้ ผู้ที่รู้บาลีก็ตาม ไม่รู้บาลีก็ตาม เมื่อได้อ่านแล้ว ต่างก็พากันเข้าใจไปว่า สัตว์ที่ตายไปนั้นยังแสวงหาภพใหม่อยู่ ยังไม่ได้เกิดก็มี สัตว์นั้นเรียกว่า "สมุภเวสี" ทั้ง ๒ ประการนี้ ความจริงหาได้เป็นเช่นนี้ไม่


๑๖. ถาม สัตว์ที่ชื่อว่า สมุภเวสี นั้นหมายถึงสัตว์ประเภทไหนบ้าง?

๑๖. ตอบ สัตว์ที่ชื่อว่า สมุภเวสี นั้นได้แก่ ปุถุชน < พระเสกขบุคคล ๓ ที่เป็นดัง

นี้ก็เพราะว่าบุคคลเหล่านี้ มีความเกิดยังไม่สิ้นสุด ต้องแสวงหาภพชาติต่อ ๆ ไปอีกนั่นเอง,

คำว่า สมุภเวสี นี้เป็นคำคู่กับคำว่า "ภูตา" ซึ่งมีแจ้งอยู่ในเมตตสูตร


๑๗. ถาม 

     ก. เหตุที่ทำให้หทัยวัตถุมีกำลังอ่อนเกิดขึ้นในกาลไหนบ้าง?

     ข. จงวินิจฉยปัจจุบันกรรมนิมิตแท้หรือเทียมมาให้เห็นด้วย ว่าเป็นปัจจุบัน ชนิดไหน?

๑๗. ตอบ 

     ก. เหตุที่หทัยวัตถุมีกำลังอ่อนดังนี้ 

        - ในอติตรุณกาล หทัยวัตถุมีกำลังอ่อน เพราะว่า ทารกที่อยู่ในครรภ์ ซึ่งยังมีอวัยวะเกิดขึ้นไม่ครบนั้นเวลานั้น ร่างกายก็มีสภาพที่อ่อนมาก ฉะนั้นหทัยวัดถุจึงมีกำลังอ่อน, 

        - หทัยวัตถุมีกำลังอ่อนในเมื่อเป็นโรคหัวใจพิการอย่างหนัก หรือวางยาสลบนั้น ก็เพราะเนื่องมาจากความพิการอย่างหนัก และยาสลบนั่นเอง เป็นสาเหตุหทัยวัตถุมีกำลังอ่อน 

        - ในเวลาใกล้จะตาย ก็เพราะเวลาใกล้จะตายนั้นเองเป็นสาเหตุ หมายความว่า ตามธรรมดากัมมชรูปย่อมเกิดขึ้นทุก ๆ ขณะจิต แต่เวลาใกล้จะตายนั้นจะเกิดพร้อมกันทุก ๆ ขณะจิตไปจนถึงตายไม่ได้เพราะะต้องดับพร้อมกันกับจุติจิตเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใด ดังนั้นการเกิดขึ้นของกัมมชรูป เวลาใกล้จะตายจึงมีน้อยแต่ดับไปมาก 

          เหตุนี้หทัยวัตถุจึงมีกำลังอ่อนลง เมื่อหทัยวัตถุมีกำลังอ่อนเนื่องด้วยเหตุต่างๆ ดังกล่าวแล้ว จิต เจตสิกที่อาศัยหทัยวัตถุเกิดก็มีกำลังอ่อนลงตามไปด้วย

     ข. วินิจฉยปัจจุบันกรรมนิมิตว่าแท้หรือเทียม มรณาสันนชวนะและกามาวจรปฎิสนธิจิตนี้ บางทีก็มีอดีตกรรมนิมิตเป็นอารมณ์ บางทีก็มีปัจจุบันกรรมนิมิตเป็นอารมณ์ที่เรียกว่า ปัจจุบันกรรมนิมิตนี้ เป็นแท้หรือเทียม ที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่า คำว่ากรรมนิมิตนี้ แปลว่าอารมณ์ของกรรมที่เป็นผู้ให้ปฏิสนธิจิตเกิด ซึ่งได้แก่กุศล อกุศลกรรมที่เกิดก่อนเวลาไกล้จะตายหรือหลายชั่วโมง หลายวัน หลายเดือน หลายปี ส่วนกุศล อกุศลกรรมในมรณาสันนชวนะนั้น มิอาจที่จะให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นได้ ดังนั้นที่กล่าวว่า กามาวจรปฏิสนธิจิตและภวังคจิตอีกอย่างมาก ๖ ดวง มีปัจจุบันกรรมนิมิตเป็นอารมณ์จึงเป็นเทียมอย่างเดียว กล่าวคืออารมณ์ที่เป็นกรรมนิมิตแท้นั้น ได้ดับไปแล้วคงมีแต่อารมณ์ที่เป็นชนิดเดียวกันกับอารมณ์ที่เป็นกรรมนิมิตแท้ เท่านั้นที่ยังตั้งอยู่ ฉะนั้น มรณาสันนชวนะ ปฏิสนธิจิต และภวังคจิต จึงมีปัจจุบันอารมณ์และอารมณ์อันนี้แหละได้ชื่อว่า ปัจจุบันกรรมนิมิตซึ่งเป็นไปในแง่ สันตดิปัจจุบัน (ยังตั้งอยู่โดยการสืบต่อ ) หาใช่เป็นไปในแง่ขณะปัจจุบันแท้หรือปัจจุบันจริงๆ ไม่


จบมรณุปปัตติจตุกฺก

ปัญหาภูมิจตุกกะ กัมมจตุกกะในปริจเฉทที่ ๕ ภาค ๑-๓ จบแต่เพียงเท่านี้


[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.