กีฏาคิริสูตร
สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
กีฏาคิริสูตร
ว่าด้วยเหตุการณ์ที่กีฎาคีรีนิคม
๑. ทรงแสดงคุณของการเว้นฉันโภชนะในราตรี
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในแคว้นกาสีพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมูใหญ่ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระกาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรางดฉันอาหารในเวลาราตรีอยู่ และเมื่อเรางคฉันอาหารในเวลาราตรีเสีย ก็รู้สึกว่ามีอาพาธน้อย มีความลำบากกายน้อย. มีความเบากาย ๑ มีกำลัง ๑ และอยู่อย่างผาสุก ๑ แม้เธอทั้งหลายก็จงงดฉันอาหารในเวลาราตรีกันเถิด เมื่อเธอทั้งหลายงดฉันอาหารในเวลาราตรี ก็จักรู้สึกว่ามีอาพาธน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากาย มีกำลัง และอยู่อย่างผาสุก" ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวจาริกไปในแคว้นกาสีโดยลำดับ เสด็จถึงนิคมของชนชาวกาสีชื่อกีฎาคิรีแล้ว นัยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิคมของชาวกาสีชื่อกีฎาคิรีนั้น
๒. ทรงแสดงขณะรับอารมณ์จากทวารทั้ง ๖ พึงสำรวมเวทนา ๓
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ว่า "บุรุษบุคคลนี้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ สุข หรือทุกข์หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุขอยู่ อกุศลธรรมของบุคคลนั้นย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ' ดังนี้ไซไหม"
"ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายย่อมรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม แต่ว่าเมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม แต่ว่าเมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยทุกขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุคลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยทุกขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศล
ธรรมย่อมเสื่อม แต่ว่าเมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยทุกขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้ เสวยอทุกมสุขเวทนาเทีนปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม แต่ว่าเมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยอทุกขมสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ' ดังนี่ไช่ไหม"
"ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
"สาธุ ภิกษุทั้งหลาย ถ้าข้อว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยสุขเวทนาเทีนปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม'ดังนี้ นี่จักเป็นข้อที่เราไม่ได้รู้แล้ว ไม่ได้เทีนแล้ว ไม่ได้ทราบแล้ว ไม่ได้ทำให้แจ้งแล้ว ไม่ได้สัมผัสแล้วด้วยปัญญาไซร้ เมื่อเราไม่รู้อย่างนี้จะพึ่งกล่าวว่า 'เธอทั้งหลายจงละสุขเวทนาเห็นปานนี้เสีย' ดังนี้ ข้อนี้จักเป็นการสมควรแก่เราหรือหนอ"
"ไม่สมควรเลยพระพุทธเจ้าข้า"
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็
เพราะช้อว่า ่เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม' ดังนี้ นี่เป็นข้อที่เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว สัมผัสแล้วด้วยปัญญา ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า 'เธอทั้งหลายจงละสุขเวทนาเห็นปานนี้เสีย'
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าข้อว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ' ดังนี้ นี่จักเป็นข้อที่เราไม่ได้รู้แล้ว ไม่ได้เห็นแล้ว ไม่ได้ทราบแล้ว ไม่ได้ทำให้แจ้งแล้ว ไม่ได้สัมผัสแล้วด้วยปัญญาไชร้ เมื่อเราไม่รู้อย่างนี้จะพึงกล่าวว่า 'เธอทั้งหลาย จงเช้าถึงสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่' ตังนี้ ข้อนี้จักเป็นการสมควรแก่เราหรือหนอ"
"ไม่สมควรเลย พระพุทธเจ้าข้า"
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะข้อว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ' ดังนี้ นี่ เป็นข้อที่เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว สัมผัสแล้วด้วยปัญญา ฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า 'เธอทั้งหลายจงเข้าถึงสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่เถิด"
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าข้อว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยอทุกขมสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม'ดังนี้ จักเป็นข้อที่เราไม่ได้รู้แล้ว ไม่ได้เทีนแล้ว ไม่ได้ทราบแล้ว ไม่ได้ทำให้แจ้งแล้ว ไม่ได้สัมผัสแล้วด้วยปัญญาไซร้ เมื่อเราไม่รู้อย่างนี้จะพึงกล่าวว่า 'เธอทั้งหลายจงละอทุกขมสุขเวทนาเทีนปานนี้เสีย' ดังนี้ ข้อนี้จักเป็นการสมควรแก่เราหรือหนอ"
"ไม่สมควรเลย พระพุทธเจ้าข้า"
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะข้อว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยอทุกขมสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม' ดังนี้ นี่เป็นข้อที่เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว สัมผัสแล้วด้วยปัญญา ฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า"เธอทั้งหลายจงละอทุกชมสุขเวทนาเห็นปานนี้เสีย"
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าชัอว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยอทุกขมสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลรรมย่อมเสื่อม กูศลธรรมป่อมเจริญ ดังนี้ นี่จักเป็นข้อที่เราไมใด้รู้แล้ว ไมได้เห็นแล้ว ไม่ได้ทราบแล้ว ไม่ได้ทำให้แจ้งแล้ว ไม่ได้สมผัสแล้วด้วยปัญญาไซร้ เมื่อเราไม่รู้อย่างนี้จะพึงกล่าวว่า 'เธอ
ทั้งหลายจงเข้าถึงอทุกขมสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่เถิด' ดังนี้ ข้อนี้จักเป็นการสมควรแก่เราหรือหนอ"
"ไม่สมควรเลย พระพุทธเจ้าข้า"
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะข้อว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยอทุกขมสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลกรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ ดังนี้นี่ เป็นข้อที่เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว สัมผัสแล้วด้วยปัญญา ฉะนั้นเราจึงกว่าวว่า 'เธอทั้งหลายจงเข้าถึงอทุกขมสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่เถิด"
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรามิได้กล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุทั้งปวง' ดังนี้ แต่เราก็มิได้กล่าวว่า กิจที่ควรทำ
ด้วยความไม่ประมาทย่อมไม่มีแก่ภิกษุทั้งปวง' ดังนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุถึงประโยชน์ตนแล้ว มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้น แล้วเพราะรู้โดยชอบ เรากล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทไม่มีแก่ ภิกษุเห็นปานนั้น' ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะภิกษุเหล่านั้นได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วด้วยความไม่ประมาทและภิกษุเหล่านั้นจักเป็นผู้ไม่ประมาทต่อไป
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดยังเป็นเสขะ ยังไม่ได้บรรลุถึงสิ่งที่ ใจปรารถนา ยังปรารถนาธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ(อรหัตตผล) อันยอดเยี่ยมอยู่ เรา กล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทยังมีอยู่แก่ภิกษุเห็นปานนั้น' ข้อนั้น เพราะเหตุอะไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทสำหรับภิกษุเหล่านี้ เช่นนี้ว่า 'ถ้ากระไร ท่านเหล่านี้จะพึงอยู่อาศัยเสนาสนะอันสมควร คบหากัลยาณมิตร ปรับอินทรีย์ ให้เสมอกัน ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชมาเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกันด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้' ดังนี้ เมื่อเห็นผลแห่งความไม่ประมาทสำหรับภิกษุเหล่านี้เช่นนี้ จึงกล่าวว่า ' กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุที่เห็นปานนี้'
๓. ทรงแสดงพระอริยบุคคลตามองค์คุณที่เข้าถึง ๗ ประเภท
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ ประเภทเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๗ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ
๑. อุภโตภาควิมุตบุคคล
๒. ปัญญาวิมุตบุคคล
๓. กายสักขีบุคคล
๔. ทิฏฐิปัตบุคคล
๕. สัทธานุสารีบุคคล
๖. สัทธาวิมุตบุคคล
๗. ธัมมานุสารีบุตคล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อุภโตภาควิมุตตบุคคลเป็นไฉน
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ได้สัมผัสวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติที่ ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ และอาสวะทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า อุภโตภาควิมุตตบุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา กล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมไม่มีแก่ภิกษุนี้' ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะภิกษุนั้นได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วด้วยความไม่ประมาท และ ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่อาจที่จะประมาทต่อไป (๑)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปัญญาวิมุตตบุคคลเป็นไฉน
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ยังมิได้สัมผัสวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติที่ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่าอุภโตภาควิมุตบุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมไม่มีแก่ภิกษุแม้นี้' ข้อนั้น เพราะเหตุอะไร เพราะภิกษุนั้นทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วด้วยความไม่ประมาท และภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่อาจที่จะประมาทต่อไป (๒)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กายสักขีบุคคลเป็นไฉน
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ได้สัมผัสวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติที่ ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ และอาสวะบางอย่างของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็น ด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่ากายสักขีบุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทสำหรับภิกษุนี้เช่นนี้ว่า 'ไฉนท่านผู้นี้จะพึงอยู่อาศัยเสนาสนะอันสมควร คบหากัลยาณมิตร ปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกันด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้' ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้' (๓)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิปัตตบุคคลเป็นไฉน
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ยังมิได้สัมผัสวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติ ที่ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางอย่างของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา ทั้งธรรมทั้งหลายที่ตถาคตประกาศแล้วผู้นั้นก็เห็นแจ้งแล้ว ด้วยมรรคปัญญา ประพฤติดีแล้ว บุคคลนี้เรียกว่าทิฏฐิปัตตบุคคล ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุนี้ เช่นนี้ว่า ไฉนท่านผู้นี้จะพึงอยู่อาศัยเสนาสนะอันสมควร คบหากัลยาณมืตร ปรับอินทรีย์ให้เสมกัน ทำให้แจงซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกันดัวยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้ ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุุนี้' (๔)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธาวิมุตตบุคคลเป็นไฉน
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ยังมิได้สัมผัสวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติ ที่ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางอย่างของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา ตอนเชื่อในตถาคตของผู้นั้นก็ตั้งมั่นแล้ว มีรากหยั่งลง มั่นคงแล้ว บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุตตบุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว ว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้' ข้อนั้นเพราะ เหตุอะไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทสำหรับภิกษุนี้เช่นนี้ว่า 'ไฉน ท่านผู้นี้จะพึงอยู่อาศัยเสนาสนะอันสมควร คบหากัลยาณมิตร ปรับอินทรีย์ ให้เสมอกัน ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกันด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้' ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้' (๕)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธัมมานุสารีเป็นไฉน
คือบุคคลบางบุคคลในโลกนี้ยังมิได้สัมผัสวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติที่ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่
แต่อาสวะบางอย่างของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา ทั้งธรรมทั้งหลายที่ตถาคตประกาศแล้วก็ควรแก่ความพินิจโดยประมาณปัญญาของผู้นั้น อีกอย่างหนึ่ง ผู้นั้นมีธรรมเหล่านี้ คือ
สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ บุคคลนี้ เรียกว่า ธัมมานุสารี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุนี้' ข้อนั้นเพราะเหตุ เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทสำหรับภิกษุนี้เช่นนี้ว่า 'ไฉนท่านผู้นี้จะพึงอยู่อาศัยเสนาสนะอันสมควร คบหากัลยาณมิตร ปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน ทำให้แจ้งซึ่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกัน ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้' ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุนี้(๖)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธานุสารีบุคคลเป็นไฉน
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ยังมิได้สัมผัสวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติ ที่ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่แต่อาสวะบางอย่างของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา ทั้งผู้นั้นก็มีแต่เพียงความเชื่อความรักในตถาคต อีกอย่างหนึ่งผู้นั้นมีธรรมเหล่านี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ บุคคลนี้เรียกว่าสัทธานุสารีบุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว ว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า 'ไฉนท่านผู้นี้จะ จึงอยู่อาศัยเสนาสนะอันสมควร คบหากัลยาณมิตร ปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต โดยชอบต้องการกันด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้' ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุนี้ (๗)
๔. ทรงแสดงลำดับการดำรงอยู่ในอรหัตตผล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวถึงการดำรงอยู่ในอรหัตตผลด้วย การดำเนินไปครั้งเดียวเท่านั้นหามิได้ แต่การดำรงอยู่ในอรหัตตผลนั้นย่อมมีได้ ด้วยการศึกษาไปโดยลำดับ ด้วยการทำไปโดยลำดับ ด้วยวิธีการปฏิบัติไปโดยล่าดับ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็การดำรงอยู่ในอรหัตตผลย่อมมีได้ด้วยการศึกษาไป โดยลำดับ ด้วยการทำไปโดยลำดับ ด้วยวิธีการปฏิบัติไปโดยลำดับอย่างไร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรในธรรมวินัยนี้เกิดศรัทธาแล้วย่อมเข้าไปหา เมื่อเข้าไปหา ย่อมนั่งใกล้ เมื่อนั่งใกล้ ย่อมเงี่ยโสตลง เมื่อเงี่ยโสตลงแล้ว ย่อมฟังธรรม ครั้นฟังแล้ว ย่อมทรงจำธรรมไว้ ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้ว เมื่อพิจารณาเนื้อความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อการพิสูตรได้ เมื่อธรรมแต่ละประเภท(วิเสสลักษณะ)ทนต่อการพิสูตรได้ ฉันทะย่อมเกิด เมื่อเกิดฉันทะแล้ว ย่อมตั้งความเพียร(อุตสาหะ) ครั้นอุตสาหะแล้ว ย่อมไตร่ตรองสามัญญลักษณะคือไตรลักษณ์ มี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ครั้นไตร่ตรองแล้ว ย่อม มุ่งความเพียร เมื่อมีจิตมุ่งความเพียรสู่พระนิพพานแล้ว ย่อมทำให้แจ้งชัดซึ่งบรมสัจจะ ได้ด้วยกาย และย่อมเห็นแจ้งแทงตลอดบรมสัจจะนั้นได้ด้วยปัญญา ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ศรัทธาก็ดี การเข้าไปหาก็ดี การนั่งใกล้ก็ดี การเงี่ยโสตลงก็ดี การฟังธรรมก็ดี การทรงจำธรรมก็ดี การพิจารณาเนื้อความแห่งวิเสสลักษณะก็ดี ย่อมทนต่อการพิสูตรได้ ซึ่งความพินิจวิเสสลักษณะแห่งธรรมก็ดี ฉันทะก็ดี อุตสาหะก็ดี การไตร่ตรองก็ดี การตั้งความเพียรก็ดี หากมิได้มีแล้ว เธอทั้งหลายก็จะเป็นผู้วิปริตไป เป็นผู้ดูปฏิบัติผิดวิธีการไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษเหล่านี้ได้หลีกห่างจากธรรมวินัยนี้ไปไกล เท่าไรเล่า”
ทรงกล่าวรุปสาระทั้ง ๔ หัวข้อ (บท ๔) ดังนี้
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีคำอธิบายซึ่งมีอยู่ 4 บทที่เมื่อเรายกขึ้น แสดงแล้ว วิญญูชนจะพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความได้ด้วยปัญญาโดยไม่ช้านาน เราจัก แสดงแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจักรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งคำอธิบาย ๔ บทนั้น”
“พวกข้าพระองค์เป็นพวกไหน และผู้รู้ทั่วถึงเป็นพวกไหน พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ศาสดาใดเป็นผู้หนักในอามิส เป็นทายาทแห่ง อามิส ข้องอยู่ด้วยอามิส แม้การต่อรองราคาเหมือนเวลาซื้อขายอย่างนี้ว่า
'เมื่ออย่างนี้มีแก่พวกเรา พวกเราก็จะทำสิ่งนั้น เมื่อไม่มีอย่างนี้ พวกเราก็ จะไม่ทำสิ่งนั้น' ดังนี้ ก็ยังไม่สมควรแก่ศาสดานั้นเลย ไฉนการต่อรองราคา เหมือนเวลาซื้อขายอย่างนี้จักสมควรแก่ตถาคตผู้ปราศจากความข้องด้วยอามิส ด้วยประการทั้งปวงแล้วเล่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สำหรับสาวกผู้มีศรัทธา ผู้ประพฤติหยั่งลงในคำสั่ง สอนของพระศาสดาอยู่ ย่อมมีธรรมดาดังนี้ว่า 'พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็น พระศาสดา เราเป็นสาวก พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบ เราไม่ทราบ' (๑)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สำหรับสาวกผู้มีศรัทธา ผู้ประพฤติหยั่งลงในคำสั่งสอนของพระศาสดาอยู่ คำสั่งสอนของพระศาสดาย่อมงอกงามมีโอชา (๒)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สำหรับสาวกผู้มีศรัทธา ผู้ประพฤติหยั่งลงในคำสั่งสอนของพระศาสดาอยู่ ย่อมมีธรรมดาดังนี้ว่า 'เนื้อและเลือดในสรีระของ เราจะเหือดแห้งไป คงเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เมื่อเรายัง ไม่บรรลุถึงผลที่จะพึงบรรลุด้วยเรี่ยวแรงเยี่ยงลูกผู้ชาย ด้วยความเพียรเยี่ยงลูกผู้ชาย ด้วยความบากบั่นเยี่ยงลูกผู้ชายแล้ว จักไม่มีการคลายความเพียร เป็นอันขาด' ดังนี้ (๓)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สำหรับสาวกผู้มีศรัทธา ผู้ประพฤติหยั่งลงในคำสั่งสอนของพระศาสดาอยู่ พึงหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งได้ บรรดาผล ๒ อย่าง คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือไม่ก็ความเป็นพระอนาคามีในเมื่อขันธปัญจก (ขันธ์ ๕) ที่เป็นส่วนเหลือยังมีอยู่” (๔)
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้วภิกษุเหล่านั้นยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล









