แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุตตันตปิฎก แสดงบทความทั้งหมด



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

กีฏาคิริสูตร

    ว่าด้วยเหตุการณ์ที่กีฎาคีรีนิคม

    ๑. ทรงแสดงคุณของการเว้นฉันโภชนะในราตรี

       ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในแคว้นกาสีพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมูใหญ่ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระกาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรางดฉันอาหารในเวลาราตรีอยู่ และเมื่อเรางคฉันอาหารในเวลาราตรีเสีย ก็รู้สึกว่ามีอาพาธน้อย มีความลำบากกายน้อย. มีความเบากาย ๑ มีกำลัง ๑ และอยู่อย่างผาสุก ๑ แม้เธอทั้งหลายก็จงงดฉันอาหารในเวลาราตรีกันเถิด เมื่อเธอทั้งหลายงดฉันอาหารในเวลาราตรี ก็จักรู้สึกว่ามีอาพาธน้อย มีความลำบากกายน้อย มีความเบากาย มีกำลัง และอยู่อย่างผาสุก" ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

    ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวจาริกไปในแคว้นกาสีโดยลำดับ เสด็จถึงนิคมของชนชาวกาสีชื่อกีฎาคิรีแล้ว นัยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิคมของชาวกาสีชื่อกีฎาคิรีนั้น

        ๒. ทรงแสดงขณะรับอารมณ์จากทวารทั้ง ๖ พึงสำรวมเวทนา ๓

        "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ว่า "บุรุษบุคคลนี้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ สุข หรือทุกข์หรือมิใช่ทุกข์มิใช่สุขอยู่ อกุศลธรรมของบุคคลนั้นย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ' ดังนี้ไซไหม"

    "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"

    "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายย่อมรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ว่า  'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม แต่ว่าเมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม แต่ว่าเมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยทุกขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุคลธรรมย่อมเสื่อม  กุศลธรรมย่อมเจริญ เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยทุกขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศล

ธรรมย่อมเสื่อม แต่ว่าเมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยทุกขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้ เสวยอทุกมสุขเวทนาเทีนปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม แต่ว่าเมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยอทุกขมสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ' ดังนี่ไช่ไหม"

    "ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"

     "สาธุ ภิกษุทั้งหลาย ถ้าข้อว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยสุขเวทนาเทีนปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม'ดังนี้ นี่จักเป็นข้อที่เราไม่ได้รู้แล้ว ไม่ได้เทีนแล้ว ไม่ได้ทราบแล้ว ไม่ได้ทำให้แจ้งแล้ว ไม่ได้สัมผัสแล้วด้วยปัญญาไซร้ เมื่อเราไม่รู้อย่างนี้จะพึ่งกล่าวว่า 'เธอทั้งหลายจงละสุขเวทนาเห็นปานนี้เสีย' ดังนี้ ข้อนี้จักเป็นการสมควรแก่เราหรือหนอ"

    "ไม่สมควรเลยพระพุทธเจ้าข้า"

    "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็

เพราะช้อว่า  ่เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม' ดังนี้ นี่เป็นข้อที่เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว สัมผัสแล้วด้วยปัญญา ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า 'เธอทั้งหลายจงละสุขเวทนาเห็นปานนี้เสีย'

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าข้อว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ' ดังนี้ นี่จักเป็นข้อที่เราไม่ได้รู้แล้ว ไม่ได้เห็นแล้ว ไม่ได้ทราบแล้ว ไม่ได้ทำให้แจ้งแล้ว ไม่ได้สัมผัสแล้วด้วยปัญญาไชร้ เมื่อเราไม่รู้อย่างนี้จะพึงกล่าวว่า 'เธอทั้งหลาย จงเช้าถึงสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่' ตังนี้ ข้อนี้จักเป็นการสมควรแก่เราหรือหนอ"

    "ไม่สมควรเลย พระพุทธเจ้าข้า"

    "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะข้อว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ' ดังนี้ นี่ เป็นข้อที่เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว สัมผัสแล้วด้วยปัญญา ฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า 'เธอทั้งหลายจงเข้าถึงสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่เถิด"

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าข้อว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยอทุกขมสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม'ดังนี้ จักเป็นข้อที่เราไม่ได้รู้แล้ว ไม่ได้เทีนแล้ว ไม่ได้ทราบแล้ว ไม่ได้ทำให้แจ้งแล้ว ไม่ได้สัมผัสแล้วด้วยปัญญาไซร้ เมื่อเราไม่รู้อย่างนี้จะพึงกล่าวว่า 'เธอทั้งหลายจงละอทุกขมสุขเวทนาเทีนปานนี้เสีย' ดังนี้ ข้อนี้จักเป็นการสมควรแก่เราหรือหนอ"

    "ไม่สมควรเลย พระพุทธเจ้าข้า"

    "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะข้อว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยอทุกขมสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญ กุศลธรรมย่อมเสื่อม' ดังนี้ นี่เป็นข้อที่เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว สัมผัสแล้วด้วยปัญญา ฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า"เธอทั้งหลายจงละอทุกชมสุขเวทนาเห็นปานนี้เสีย"

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าชัอว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยอทุกขมสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลรรมย่อมเสื่อม กูศลธรรมป่อมเจริญ ดังนี้ นี่จักเป็นข้อที่เราไมใด้รู้แล้ว ไมได้เห็นแล้ว ไม่ได้ทราบแล้ว ไม่ได้ทำให้แจ้งแล้ว ไม่ได้สมผัสแล้วด้วยปัญญาไซร้ เมื่อเราไม่รู้อย่างนี้จะพึงกล่าวว่า 'เธอ

ทั้งหลายจงเข้าถึงอทุกขมสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่เถิด' ดังนี้ ข้อนี้จักเป็นการสมควรแก่เราหรือหนอ"

"ไม่สมควรเลย พระพุทธเจ้าข้า"

    "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะข้อว่า 'เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้เสวยอทุกขมสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่ อกุศลกรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญ ดังนี้นี่ เป็นข้อที่เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว สัมผัสแล้วด้วยปัญญา ฉะนั้นเราจึงกว่าวว่า 'เธอทั้งหลายจงเข้าถึงอทุกขมสุขเวทนาเห็นปานนี้อยู่เถิด"

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรามิได้กล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุทั้งปวง' ดังนี้ แต่เราก็มิได้กล่าวว่า กิจที่ควรทำ

ด้วยความไม่ประมาทย่อมไม่มีแก่ภิกษุทั้งปวง' ดังนี้

        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุถึงประโยชน์ตนแล้ว มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้น แล้วเพราะรู้โดยชอบ เรากล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทไม่มีแก่ ภิกษุเห็นปานนั้น' ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะภิกษุเหล่านั้นได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วด้วยความไม่ประมาทและภิกษุเหล่านั้นจักเป็นผู้ไม่ประมาทต่อไป 

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดยังเป็นเสขะ ยังไม่ได้บรรลุถึงสิ่งที่ ใจปรารถนา ยังปรารถนาธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ(อรหัตตผล) อันยอดเยี่ยมอยู่ เรา กล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทยังมีอยู่แก่ภิกษุเห็นปานนั้น' ข้อนั้น เพราะเหตุอะไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทสำหรับภิกษุเหล่านี้ เช่นนี้ว่า 'ถ้ากระไร ท่านเหล่านี้จะพึงอยู่อาศัยเสนาสนะอันสมควร คบหากัลยาณมิตร ปรับอินทรีย์ ให้เสมอกัน ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชมาเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกันด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้' ดังนี้ เมื่อเห็นผลแห่งความไม่ประมาทสำหรับภิกษุเหล่านี้เช่นนี้ จึงกล่าวว่า ' กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุที่เห็นปานนี้'

    ๓. ทรงแสดงพระอริยบุคคลตามองค์คุณที่เข้าถึง ๗ ประเภท

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ ประเภทเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๗ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ

    ๑. อุภโตภาควิมุตบุคคล

    ๒. ปัญญาวิมุตบุคคล

    ๓. กายสักขีบุคคล

    ๔. ทิฏฐิปัตบุคคล

    ๕.  สัทธานุสารีบุคคล

    ๖. สัทธาวิมุตบุคคล  

    ๗. ธัมมานุสารีบุตคล

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อุภโตภาควิมุตตบุคคลเป็นไฉน     

    คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ได้สัมผัสวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติที่ ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ และอาสวะทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า อุภโตภาควิมุตตบุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา กล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมไม่มีแก่ภิกษุนี้' ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะภิกษุนั้นได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วด้วยความไม่ประมาท และ ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่อาจที่จะประมาทต่อไป (๑) 

     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปัญญาวิมุตตบุคคลเป็นไฉน         

     คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ยังมิได้สัมผัสวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติที่ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะทั้งหลายของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่าอุภโตภาควิมุตบุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมไม่มีแก่ภิกษุแม้นี้' ข้อนั้น เพราะเหตุอะไร เพราะภิกษุนั้นทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วด้วยความไม่ประมาท และภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่อาจที่จะประมาทต่อไป (๒)

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กายสักขีบุคคลเป็นไฉน

    คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ได้สัมผัสวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติที่ ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ และอาสวะบางอย่างของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็น ด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่ากายสักขีบุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทสำหรับภิกษุนี้เช่นนี้ว่า 'ไฉนท่านผู้นี้จะพึงอยู่อาศัยเสนาสนะอันสมควร คบหากัลยาณมิตร ปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกันด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้' ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้' (๓)

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิปัตตบุคคลเป็นไฉน

    คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ยังมิได้สัมผัสวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติ ที่ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางอย่างของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา ทั้งธรรมทั้งหลายที่ตถาคตประกาศแล้วผู้นั้นก็เห็นแจ้งแล้ว ด้วยมรรคปัญญา ประพฤติดีแล้ว บุคคลนี้เรียกว่าทิฏฐิปัตตบุคคล ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุนี้ เช่นนี้ว่า ไฉนท่านผู้นี้จะพึงอยู่อาศัยเสนาสนะอันสมควร คบหากัลยาณมืตร ปรับอินทรีย์ให้เสมกัน ทำให้แจงซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกันดัวยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้ ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุุนี้' (๔)

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธาวิมุตตบุคคลเป็นไฉน

    คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ยังมิได้สัมผัสวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติ ที่ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางอย่างของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา ตอนเชื่อในตถาคตของผู้นั้นก็ตั้งมั่นแล้ว มีรากหยั่งลง มั่นคงแล้ว บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุตตบุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว ว่า  'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้' ข้อนั้นเพราะ เหตุอะไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทสำหรับภิกษุนี้เช่นนี้ว่า 'ไฉน ท่านผู้นี้จะพึงอยู่อาศัยเสนาสนะอันสมควร คบหากัลยาณมิตร ปรับอินทรีย์ ให้เสมอกัน ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกันด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้' ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมมีแก่ภิกษุนี้' (๕) 

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธัมมานุสารีเป็นไฉน

    คือบุคคลบางบุคคลในโลกนี้ยังมิได้สัมผัสวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติที่ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่

แต่อาสวะบางอย่างของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา ทั้งธรรมทั้งหลายที่ตถาคตประกาศแล้วก็ควรแก่ความพินิจโดยประมาณปัญญาของผู้นั้น อีกอย่างหนึ่ง ผู้นั้นมีธรรมเหล่านี้ คือ

สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ บุคคลนี้ เรียกว่า ธัมมานุสารี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุนี้' ข้อนั้นเพราะเหตุ เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทสำหรับภิกษุนี้เช่นนี้ว่า 'ไฉนท่านผู้นี้จะพึงอยู่อาศัยเสนาสนะอันสมควร คบหากัลยาณมิตร ปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน ทำให้แจ้งซึ่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกัน ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้' ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุนี้(๖)

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธานุสารีบุคคลเป็นไฉน

    คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ยังมิได้สัมผัสวิโมกข์อันละเอียดคืออรูปสมาบัติ ที่ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่แต่อาสวะบางอย่างของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา ทั้งผู้นั้นก็มีแต่เพียงความเชื่อความรักในตถาคต อีกอย่างหนึ่งผู้นั้นมีธรรมเหล่านี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ บุคคลนี้เรียกว่าสัทธานุสารีบุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว ว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า 'ไฉนท่านผู้นี้จะ จึงอยู่อาศัยเสนาสนะอันสมควร คบหากัลยาณมิตร ปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต โดยชอบต้องการกันด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้' ดังนี้ เราจึงกล่าวว่า 'กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาทย่อมมีแก่ภิกษุนี้ (๗)

       ๔. ทรงแสดงลำดับการดำรงอยู่ในอรหัตตผล

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวถึงการดำรงอยู่ในอรหัตตผลด้วย การดำเนินไปครั้งเดียวเท่านั้นหามิได้ แต่การดำรงอยู่ในอรหัตตผลนั้นย่อมมีได้ ด้วยการศึกษาไปโดยลำดับ ด้วยการทำไปโดยลำดับ ด้วยวิธีการปฏิบัติไปโดยล่าดับ

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็การดำรงอยู่ในอรหัตตผลย่อมมีได้ด้วยการศึกษาไป โดยลำดับ ด้วยการทำไปโดยลำดับ ด้วยวิธีการปฏิบัติไปโดยลำดับอย่างไร

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรในธรรมวินัยนี้เกิดศรัทธาแล้วย่อมเข้าไปหา เมื่อเข้าไปหา ย่อมนั่งใกล้ เมื่อนั่งใกล้ ย่อมเงี่ยโสตลง เมื่อเงี่ยโสตลงแล้ว ย่อมฟังธรรม ครั้นฟังแล้ว ย่อมทรงจำธรรมไว้ ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้ว เมื่อพิจารณาเนื้อความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อการพิสูตรได้ เมื่อธรรมแต่ละประเภท(วิเสสลักษณะ)ทนต่อการพิสูตรได้ ฉันทะย่อมเกิด เมื่อเกิดฉันทะแล้ว ย่อมตั้งความเพียร(อุตสาหะ) ครั้นอุตสาหะแล้ว ย่อมไตร่ตรองสามัญญลักษณะคือไตรลักษณ์ มี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ครั้นไตร่ตรองแล้ว ย่อม มุ่งความเพียร เมื่อมีจิตมุ่งความเพียรสู่พระนิพพานแล้ว ย่อมทำให้แจ้งชัดซึ่งบรมสัจจะ ได้ด้วยกาย และย่อมเห็นแจ้งแทงตลอดบรมสัจจะนั้นได้ด้วยปัญญา ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ศรัทธาก็ดี การเข้าไปหาก็ดี การนั่งใกล้ก็ดี การเงี่ยโสตลงก็ดี การฟังธรรมก็ดี การทรงจำธรรมก็ดี การพิจารณาเนื้อความแห่งวิเสสลักษณะก็ดี ย่อมทนต่อการพิสูตรได้ ซึ่งความพินิจวิเสสลักษณะแห่งธรรมก็ดี ฉันทะก็ดี อุตสาหะก็ดี การไตร่ตรองก็ดี การตั้งความเพียรก็ดี หากมิได้มีแล้ว เธอทั้งหลายก็จะเป็นผู้วิปริตไป เป็นผู้ดูปฏิบัติผิดวิธีการไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษเหล่านี้ได้หลีกห่างจากธรรมวินัยนี้ไปไกล เท่าไรเล่า”

    ทรงกล่าวรุปสาระทั้ง ๔ หัวข้อ (บท ๔) ดังนี้

    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีคำอธิบายซึ่งมีอยู่ 4 บทที่เมื่อเรายกขึ้น แสดงแล้ว วิญญูชนจะพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความได้ด้วยปัญญาโดยไม่ช้านาน เราจัก แสดงแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจักรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งคำอธิบาย ๔ บทนั้น”

    “พวกข้าพระองค์เป็นพวกไหน และผู้รู้ทั่วถึงเป็นพวกไหน พระพุทธเจ้าข้า” 

    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ศาสดาใดเป็นผู้หนักในอามิส เป็นทายาทแห่ง อามิส ข้องอยู่ด้วยอามิส แม้การต่อรองราคาเหมือนเวลาซื้อขายอย่างนี้ว่า

'เมื่ออย่างนี้มีแก่พวกเรา พวกเราก็จะทำสิ่งนั้น เมื่อไม่มีอย่างนี้ พวกเราก็ จะไม่ทำสิ่งนั้น' ดังนี้ ก็ยังไม่สมควรแก่ศาสดานั้นเลย ไฉนการต่อรองราคา เหมือนเวลาซื้อขายอย่างนี้จักสมควรแก่ตถาคตผู้ปราศจากความข้องด้วยอามิส ด้วยประการทั้งปวงแล้วเล่า

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สำหรับสาวกผู้มีศรัทธา ผู้ประพฤติหยั่งลงในคำสั่ง สอนของพระศาสดาอยู่ ย่อมมีธรรมดาดังนี้ว่า 'พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็น พระศาสดา เราเป็นสาวก พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบ เราไม่ทราบ' (๑)     

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สำหรับสาวกผู้มีศรัทธา ผู้ประพฤติหยั่งลงในคำสั่งสอนของพระศาสดาอยู่ คำสั่งสอนของพระศาสดาย่อมงอกงามมีโอชา (๒)

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สำหรับสาวกผู้มีศรัทธา ผู้ประพฤติหยั่งลงในคำสั่งสอนของพระศาสดาอยู่ ย่อมมีธรรมดาดังนี้ว่า 'เนื้อและเลือดในสรีระของ เราจะเหือดแห้งไป คงเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที เมื่อเรายัง ไม่บรรลุถึงผลที่จะพึงบรรลุด้วยเรี่ยวแรงเยี่ยงลูกผู้ชาย ด้วยความเพียรเยี่ยงลูกผู้ชาย ด้วยความบากบั่นเยี่ยงลูกผู้ชายแล้ว จักไม่มีการคลายความเพียร เป็นอันขาด' ดังนี้ (๓)

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สำหรับสาวกผู้มีศรัทธา ผู้ประพฤติหยั่งลงในคำสั่งสอนของพระศาสดาอยู่ พึงหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งได้ บรรดาผล ๒ อย่าง คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือไม่ก็ความเป็นพระอนาคามีในเมื่อขันธปัญจก (ขันธ์ ๕) ที่เป็นส่วนเหลือยังมีอยู่” (๔)

    พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้วภิกษุเหล่านั้นยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล


[full-post]



 สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


กลหวิวาทสูตร 

     ว่าด้วยสาเหตุให้เกิดความบาดหมางกัน    (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

    ความทะเลาะ ความวิวาท ความรำพัน ความโศก ความ ริษยา ความถือดี ความดูหมิ่น และการพูดส่อเสียด มีมาจากอะไร กิเลสเหล่านั้นมีมาจากอะไร ขอพระองค์ ได้โปรดตรัสเฉลยความนั้นด้วยเถิด

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

    ความทะเลาะ ความวิวาท ความรำพัน ความโศก ความ ริษยา ความถือดี ความดูหมิ่น และการพูดส่อเสียดมี มาจากสิ่งเป็นที่รัก ความทะเลาะความวิวาทกัน เมื่อเกี่ยวเนื่อง(สัมปยุต)กับความริษยาแล้ว พอเกิดโต้เถียงกัน(วิวาทะ) การพูดส่อเสียดก็ย่อมเกิดขึ้น

(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)    

    สิ่งเป็นที่รักทั้งหลายในโลกมีสาเหตุมาจากอะไร หรือว่า ชนเหล่าใดแลท่องเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ ความ โลภของชนเหล่านั้นมีสาเหตุมาจากอะไร อนึ่ง ความหวังและความสำเร็จสมหวังที่มีแก่นรชนในภายภาคหน้านั้นมีสาเหตุมาจากอะไร

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

    สิ่งเป็นที่รักทั้งหลายในโลกมีสาเหตุมาจากความพอใจ และ ชนเหล่าใดแลท่องเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ ความโลภของชนเหล่านั้น ก็มีสาเหตุมาจากความพอใจ อนึ่ง ความหวังและความสำเร็จสมหวังที่มีแก่นรชน ในภายภาคหน้านั้นก็มีสาเหตุมาจากความพอใจ

(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

    ความพอใจในโลกมีสาเหตุมาจากอะไร และกิเลสเครื่องตัดสินใจ(หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ ขุ.สุ.อ ๒/๓๙๒) มีมาจากอะไร อนึ่ง ความโกรธ ความเป็นผู้พูดเท็จ และความสงสัยมีมาจากอะไร หรือธรรมเหล่าใด ที่พระสมณะตรัสไว้แล้ว ธรรมเหล่านั้นมีมาจากอะไร

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) 

    คนทั้งหลายกล่าวถึงสิ่งใดว่า ความดีใจ ความเสียใจในโลก ความพอใจย่อมมีได้เพราะอาศัยสิ่งนั้น ๆ สัตว์ โลก เห็นความเสื่อมและความเจริญในรูปทั้งหลายแล้ว จึงทำการตัดสินใจ

    ธรรมแม้เหล่านี้ คือ ความโกรธ ความเป็นผู้พูดเท็จ และ ความสงสัย เมื่อความดีใจและความเสียใจทั้งสองมีอยู่ ก็มี ตามมา บุคคลผู้มีความสงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ(หมายถึงพึงศึกษาไตรสิกขาเพื่อบรรลุญาณทัสสนะ ขุ.สุ.อ.๒/๓๙๓) ธรรมทั้งหลายพระสมณะทราบแล้วจึงตรัสบอกไว้

(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

    ความดีใจและความเสียใจมีสาเหตุมาจากอะไร เมื่ออะไรไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านั้นจึงไม่มี อรรถคือความไม่มีและความมีนี้ ขอพระองค์ตรัสบอก ข้าพระองค์ด้วยว่ามีสาเหตุมาจากอะไร

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

    ความดีใจและความเสียใจมีสาเหตุมาจากผัสสะ เมื่อ ผัสสะไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านั้นก็ไม่มี อรรถคือความไม่มีและความมีนี้ขอบอกท่านว่ามีสาเหตุมา จากผัสสะนี้

(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

    ผัสสะในโลกมีสาเหตุมาจากอะไร และความยึดถือ มีมาจากอะไร เมื่ออะไรไม่มี ความยึดถือว่าเป็นของเรา จึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงจะถูกต้องไม่ได้

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

    ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูป ความยึดถือ มีสาเหตุมาจากความปรารถนา เมื่อความปรารถนาไม่มี ความยึดถือว่าเป็นของเราก็ไม่มี เมื่อรูปไม่มี ผัสสะก็ถูกต้องไม่ได้

(พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

    เมื่อบุคคลดำเนินอย่างไร รูปจึงจะไม่มี อนึ่ง สุขและ ทุกข์จะไม่มีได้อย่างไร ขอพระองค์ตรัสบอกอาการ ที่รูปเป็นต้นจะไม่มีอย่างนั้น แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ข้าพระองค์ได้ตั้งใจไว้ว่าจะรู้อาการอย่างนั้น

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)

    บุคคลที่มิใช่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ มิใช่เป็นผู้มี สัญญาโดยสัญญาผิดปกติ(หมายถึงบุคคลที่เป็นบ้าหรือมีจิตฟุ้งซ่าน) มิใช่เป็นผู้ไม่มีสัญญา(หมายถึงท่านผู้เข้านิโรธสมาบัติ หรือเทพที่เรียกว่า อสัญญีสัตว์) ทั้ง มิใช่เป็น ผู้มีสัญญาเด่นชัด(หมายถึงท่านผู้ได้อรูปฌาน) เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ รูป จึงจะไม่มี เพราะว่าธรรมอันเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้า(ในที่นี้หมายถึง ตัณหาและทิฏฐิ ขุ.สุ.อ ๒/๓๙๘) มีสาเหตุมา จากสัญญา

 (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)

    ข้าพระองค์ได้ทูลถามธรรมข้อใด พระองค์ก็ได้แถลง ธรรมข้อนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์จะขอทูลถามธรรมส่วนอื่นกะพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอก ธรรมนั้นด้วย ก็สมณพราหมณ์ผู้สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลกนี้ มีพวกหนึ่งกล่าวถึงความหมดจดของยักษ์ (สัตว์โลก)ด้วย อรูปสมาบัติว่าเป็นธรรมอันเลิศอย่างเดียวเท่านั้น หรือ ว่ายังมีสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งกล่าวถึงความหมดจด อย่างอื่นที่ยิ่งไปกว่าอรูปสมาบัตินี้

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า) 

    ก็สมณพราหมณ์ผู้สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลกนี้ มีพวกหนึ่ง (พวกสัสสตวาท) ย่อมกล่าวถึงความหมดจด แห่งสัตว์โลกด้วยอรูปสมาบัติเท่านั้นว่าเป็นธรรมอันเลิศ บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น มีสมณพราหมณ์อีกพวก หนึ่ง (พวกอุจเฉทวาท) อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดในอนุปาทิเสส (ความไม่มีอะไรเหลืออยู่) ย่อมกล่าวถึงความขาดสูญ

     มุนีผู้มีปัญญาพิจารณารู้ว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้อาศัยทิฏฐิ และรู้ถึงทิฏฐิอันเป็นที่อาศัยด้วย เพราะรู้ นักปราชญ์จึงเป็นผู้หลุดพ้นได้ จึงไม่ก่อความบาดหมาง กับใคร ไม่กลับมาในภพน้อยภพใหญ่อีก

    ท่านพุทธโฆสเถระพระอรรถกถาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์ปรมัตถโชติกาขยายความลำดับที่เกิดขึ้น ดังนี้

    อะไรหนอเป็นความบาดหมางเบื้องต้น ก็ความทะเลาะวิวาทกันอันมีกำลังแรงยิ่ง(ปหูตะ อภิธาน ๗๐๓)นั่นแหละ ซึ่งเกิดจากความยึดถือมั่นว่า ลัทธิของตนเท่านั่นเป็นลัทธิที่น่ารักเคารพที่สุด ครั้นพอเกิดการโต้วาทะกันเกิดขึ้น ความริษยากัน(มัจฉระ)ก็เกิดขึ้นร่วมด้วย(มจฺเฉรยุตฺตา) เป็นเหตุให้ความบาดหมางรุนแรงขึ้น มีองค์เพิ่มเป็น ๘ ประการ ดังนี้ ความทะเลาะกัน ๑ ความวิวาทกัน ๑ ความรำพันกัน ๑ ความโศกกัน ๑ ความริษยากัน ๑ ความถือดีต่อกัน ๑ ความดูหมิ่นต่อกัน ๑ ความพูดส่อเสียดต่อกัน ๑ ส่วนลำดับความรุนแรงมีกล่าวใน ๑๖  คาถา ท่านพียงแต่อธิบายศัพท์เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น


[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

อากังเขยยสูตร

    พระสูตรที่ว่าด้วยความสมประสงค์จากศีล ๑๗ สถานะ

    ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-  

    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสา วัตถี  ครั้งนั้นแล พระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ เหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีศีลอันสมบูรณ์ มีปาฏิโมกข์อันสมบูรณ์อยู่เถิด จงเป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวม ในปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่เถิด จงเป็นผู้เห็นภัยใน โทษทั้งหลายมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด

     ผลสำเร็จจากศีล มีได้ ๓ ช่องทาง ดังนี้

    ๑. ความสำเร็จเพราะมีศีลบริบูรณ์ คือ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง  ไม่พร้อย

    ๒. ความสำเร็จเพราะมีศีลถึงพร้อม คือรู้ทั้งโทษแห่งศีลวิบัติ และรู้ทั้งคุณแห่งศีลสมบัติ

    ๓. ความสำเร็จเพราะมีศีลบริสุทธิ์อ่อนหวาน เป็นดุจกก้อนน้ำอ้อยงบ ก้อนน้ำตาลกรวด ที่ปราศจากตัวหนอน(ตัวอ่อนของผึ้ง)

    ทั้งสามช่องทางก็เป็นดั่งสติปัฏฐาน ซึ่งมีสี่ช่องทาง  คือ กาย เวทนา จิต ธรรม จะอาศัยช่องทางหนึ่งช่องทางใดก็เข้าถึงหลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ได้ แม้ช่องทาง ความสำเร็จทั้งสามช่องทางของศีล ก็เข้าถึงความสำเร็จสมประสงค์ฉันนั้นนั่นแล

     สถานภาพที่พึงสมประสงค์ มี ๑๗ สถานะ ดังนี้

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า ขอเราพึงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพ และเป็นผู้ควรยกย่องของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายเถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรกระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนาเพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ประการ ที่ ๒

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า ขอเราพึงได้ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารเถิด ดังนี้

ภิกษุนั้นควรกระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอัน เป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาการ

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๓

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราบริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของเทวดาและมนุษย์ เหล่าใด สักการะเหล่านั้นของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นพึงมีผลานิสงส์มาก ดังนี้ ภิกษุนั้นควรกระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคา    

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๔

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ญาติและ สาโลหิตของเราเหล่าใด ล่วงลับทำกาละไปแล้ว มีจิตใจเลื่อมใส ระลึกถึงอยู่ ความระลึกถึงด้วยจิตอันเลื่อมใสของญาติและสาโลหิตเหล่านั้น พึงมีผลานิสงส์มากเถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรกระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาการ

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๕

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราพึงเป็น ผู้ข่มความไม่ยินดีและความยินดีได้ อนึ่ง ความไม่ยินดีอย่าพึ่งครอบงำ เราได้เลย เราจึงครอบงำ ย่ำยี ความไม่ยินดีอันเกิดขึ้นแล้วได้อยู่เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิต อันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาการ

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๖

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราจะพึงเป็น ผู้ข่มความกลัว และความขลาดได้ อนึ่ง ความกลัวและความขลาด อย่า พึงครอบงำเราได้เลย เราจึงครอบงำ ย่ำยี ความกลัว และความขลาด ที่เกิดขึ้นแล้วได้อยู่เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาการ

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๗

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราเป็นผู้ได้ ฌานทั้ง ๔ อันเกิดขึ้นกับจิตที่ผ่องใสยิ่ง เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ตามความปรารถนา พึงได้ไม่ยาก ไม่ลำบากเถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิต อันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาการ

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๘

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราพึงถูกต้อง ด้วยกายซึ่งวิโมกข์อันก้าวล่วงรูปาวจรฌานแล้ว เป็นธรรมไม่มีรูปสงบ ระงับอยู่เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบ วิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๙

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราพึงเป็นโสดาบัน เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ๓ พึงเป็นผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็น ธรรมดา เป็นผู้เที่ยง (ที่จะตรัสรู้) มีอันตรัสรู้เป็นเบื้องหน้าเถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิต อันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๐

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราเป็นพระสกทาคามี เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ๓ (และ) เพราะราคะ โทสะ โมหะ เป็นสภาพเบาบาง พึงมาสู่โลกนี้เพียงครั้งเดียว แล้วพึงทำที่สุดทุกข์ได้เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบ ด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๑

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราพึงเป็นอุปปาติกสัตว์ เพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ พึงปรินิพพานในพรหมโลกนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดาเถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร 

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๒

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า เราพึงบรรลุอิทธิวิธิหลายประการ คือคนเดียวพึงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนพึงเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพง ภูเขา ไปได้ ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่างก็ได้ พึงผุดขึ้น ดำลง แม้ใน แผ่นดิน เหมือนในน้ำก็ได้ พึงเดินบนน้ำ ไม่แตกแยก เหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระ อาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอด พรหมโลกก็ได้เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๓

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราพึงได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วยทิพยโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควร

เป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปใน ภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน(การอยู่ใน) สุญญาคาร 

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๔

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราจึงกำหนด รู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมี โทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู ก็รู้ว่าจิตหดหู หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะ ก็รู้ว่า จิตเป็นมหัคคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิต ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นแล้ว หรือจิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตยังไม่หลุดพ้น ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้ บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน)สุญญาคาร

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๕

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราพึงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือพึงระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมาก บ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เรา พึงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุทเทศ ด้วยประการฉะนี้เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๖   

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราจึงเห็น หมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณ ทราม ได้ดี  ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ พึงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายไป เขาจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วย อำนาจสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายไป เขาจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เราพึงเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ พึ่งรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้เถิด ดังนี้ ภิกษุ นั้นควรเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาคาร

    สถานภาพที่พึงสมประสงค์ ประการที่ ๑๗

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงสมประสงค์ว่า เราพึงทำให้ แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้น จึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตอันเป็นไปในภายใน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูน (การอยู่ใน) สุญญาการ 

    คำใดที่เรากล่าวแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็น ผู้มีศีลอันถึงพร้อม มีปาฏิโมกข์อันถึงพร้อมแล้วอยู่เถิด เธอทั้งหลายจงเป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวมในปาฏิโมกข์  ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและ โคจรอยู่เถิด เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มักเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทาน ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด ดังนี้ คำนั้น อันเราอาศัยอำนาจประโยชน์ จึงได้กล่าวแล้วฉะนี้แล

    พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนี้แล


[full-post]



มหาปรินิพพานสูตร


     มหาปรินิพพานสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยมหาปรินิพพาน หมายถึง การดับขันธ์ของพระผู้มีพระภาค ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ชื่อนี้ตั้งตามเนื้อหาสาระของพระสูตร

     พระสูตรนี้เป็นบันทึกประมวลลำดับเหตุการณ์และพระธรรมเทศนาในขบวนเสด็จจาริกแสดงธรรมครั้งสุดท้ายของพระผู้มีพระภาค ตลอดจนเหตุการณ์ในวันเสด็จดับขันธปรินิพพานการถวายพระเพลิง การแจกพระบรมสารีริกธาตุ และการสร้างพระสถูป

     สันนิษฐานกันว่า พระสูตรนี้ พระธรรมสังคาหกาจารย์ครั้งปฐมสังคายนาจัดทำขึ้นนับเป็นพระสูตรที่ยาวที่สุด


รูปแบบของพระสูตร

     รูปแบบของมหาปรินิพพานสูตรเป็นแบบบันทึกเล่าเรื่อง โดยประมวลเหตุการณ์และพระธรรมเทศนาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขบวนเสด็จจาริกแสดงธรรมครั้งสุดท้ายมารวมไว้


     ใจความสำคัญของพระสูตร

     เนื้อหาของพระสูตรนี้แบ่งเป็น ๖ ภาณวาร๑ และแบ่งย่อยออกเป็น ๔๔ ตอน๒ บางตอนบันทึกไว้ โดยย่อและมีรายละเอียดแยกไปตั้งเป็นสูตรหนึ่งต่างหากก็มี เช่น มหาสุทัสสนสูตร ชนวสภสูตร (ดู ทีฆนิกาย มหาวรรค) บางตอนปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่าง ๆ ทั้งของพระสุตตันตปิฎก ของพระวินัยปิฎก และของพระอภิธรรมปิฎก สาระสำคัญของแต่ละตอนมีดังนี้


ภาณวารที่ ๑ (ตอนที่ ๑ - ๗)

     ตอนที่ ๑ - ๓

     วัสสการพราหม มหาอำมาตย์แคว้นมคธ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห์ กราบทูลตามรับสั่งของพระเจ้าอชาตศัตรูเรื่องจะเสด็จไปปราบแคว้นวัชชี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอะไรในเรื่องนี้ แต่ได้ตรัสถามท่านพระอานนท์ที่กำลังถวายงานพัดอยู่ในขณะนั้นว่า พวกเจ้าวัชชียังปฏิบัติมั่นตามราชอปริหานิยธรรม ๗ ประการอยู่หรือไม่ เมื่อพระเถระทูลตอบว่า ยังปฏิบัติมั่นอยู่ จึงทรงพยากรณ์ว่าตราบใดที่พวกเจ้าวัชชียังปฏิบัติมั่นตามราชอปริหานิยธรรม๓ ทั้ง ๗ ประการ ตราบนั้นพวกเจ้าวัชชีจึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียวไม่มีความเสื่อมเลย แล้วทรงเล่าให้วัสสการพราหมณ์ฟังว่า เคยตรัสเรื่องราชอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้แก่พวกเจ้าวัชชี

     วัสสการพราหมณ์กราบทูลว่า พวกเจ้าวัชชีปฏิบัติเพียงประการเดียวก็จะมีแต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อม ไม่ต้องปฏิบัติให้ครบทั้ง ๗ ประการเลย พระเจ้าอชาตศัตรูไม่ควรทำสงครามกับพวกเจ้าวัชชีเลย นอกจากใช้วิธีทางการทูตหรือไม่ก็ทำให้แตกสามัคคีกัน แล้วทูลลากลับ

     หลังจากวัสสการพราหมณ์กลับไปไม่นาน พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ท่านพระอานนท์เรียกประชุมสงฆ์ทั้งหมด ที่พำนักอยู่ในกรุงราชคฤห์ในขณะนั้น และได้ตรัสพระธรรมเทศนาเรื่องอปริหานิยธรรมสําหรับภิกษุ หรือภิกขุยปริหานิยธรรมรวม ๖ หมวด เป็นอปริหานิยธรรม ๗ ประการ ๕ หมวด ๖ ประการ ๑ หมวด หมวดที่ ๔ ได้แก่ โพชฌงค์ ๗ หมวดที่ ๕ ได้แก่ สัญญา ๗ (คือ สัญญา ๗ ประการแรกในสัญญา ๑๐) และหมวดที่ ๕ ได้แก่ สารณียธรรม ๖

     จากนั้น ได้เสด็จพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ลงจากภูเขาติชฌกูฏไปยังอัมพลัฏฐิกาวัน (สวนมะม่วงหนุ่ม) เสด็จเข้าประทับ ณ ตำหนักหลวง ทรงแสดงพระธรรมเทศนาว่าด้วยศีล สมาธิ ปัญญา แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วเสด็จต่อไปจนถึงเมืองนาลันทา (นาฟันทา) ประทับทีปาวารีกัมพวัน (สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐี) แคว้นมคธ


     ตอนที่ ๔

     ท่านพระสารีบุตรเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคขณะประทับอยู่ที่ปาวา กัมพวันกราบทูลถึง ความเลื่อมใสที่ท่านมีต่อพระผู้มีพระภาคด้วยอาสภวาจา คือ วาจาอันองอาจตุจเสียงราชสีห์คาราม(สีหนาท) ว่า “ไม่เคยมี จักไม่มี และย่อมไม่มี สมณะหรือพราหมณ์ผู้อื่น ซึ่งจะมีปัญญาในทางพระสัมโพธิญาณ ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาค"

     เมื่อทรงท้วงติงว่า "พระเถระไม่มีเจโตปริยญาณ (ปัญญาหยั่งรู้วาระจิตของผู้อื่น) ในพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน จะรู้เรื่องในพระทัยของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นได้อย่างไร" ท่านกราบทูลว่า ท่านมี วิธีการอนุมาน โดยอาศัยองค์ธรรม ๓ หมวด คือ นิวรณ์ ๕ สติปัฏฐาน ๔ และโพชฌงค์ ๗ เป็นเครื่องมืออนุมานว่า เพราะพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงละนิวรณ์ ๕ ประการได้เด็ดขาด มีพระทัยมั่นคงดีในสติปัฏฐาน ๔ ประการ ทรงเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการ ตามความเป็นจริง จึงตรัสพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ท่านเปรียบเทียบท่านเองกับนายประตูผู้ฉลาดของเมืองชายแดนที่มีกำแพงมั่นคง มีประตูเข้า-ออกเพียงประตูเดียวว่า เขาย่อมรู้จักสัตว์ใหญ่ ๆ ทุกชนิดที่เข้าและออกจากเมืองนั้นโดยพิจารณา สำรวจที่ทางเข้า - ออกนี้ฉันใด ท่านก็พิจารณาสำรวจจากธรรม ๓ หมวดนี้ฉันนั้น

     พระผู้มีพระภาคทรงนิ่งมิได้ตรัสรับรองความถูกต้องของการอนุมานนี้ แต่อรรถกถาบอกให้ดูรายละเอียดเรื่องนี้ในสัมปสาทนียสูตร ในทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ตรงนี้มีข้อที่ควรศึกษา คือ ท่านพระสารีบุตรมิได้ตามเสด็จมาจากกรุงราชคฤห์ เพราะท่านก็ได้นิพพานในห้องที่ท่านเกิดนั่นเอง หลังจากขบวนเสด็จเคลื่อนไปแล้ว


     ตอนที่ ๕ - ๗

     พระผู้มีพระภาคเสด็จจากเมืองนาลันทาไปถึงปาฏลิคาม แคว้นมคธ ประทับ ณ บ้านรับรองของอุบาสก อุบาสิกาชาวปาฏสิคาม ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดอุบาสกและอุบาสิกาเหล่านั้น เรื่องโทษของผู้ทุศีล ๕ ประการ และอานิสงส์ของผู้มีศีล ๕ ประการ

     วันรุ่งขึ้นตรัสกับท่านพระอานนท์เรื่องการสร้างเมืองปาฏลีบุตร ที่มหาอำมาตย์แคว้นมคธ ๒ คน คือ สุนีธะและวัสสการพราหมณ์กำลังดำเนินการอยู่ว่า ต่อไปเมืองนี้จะเป็นเมืองชั้นเยี่ยม เป็นศูนย์กลางการค้าขาย แต่จะมีอันตราย ๓ อย่าง คือ อันตรายที่เกิดจากไฟจากนํ้า และจากการแตกสามัคคี ต่อมา มหาอำมาตย์ทั้งสองเข้าเฝ้ากราบทูลอาราธนาพระองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ไปเสวยพระกระยาหารที่บ้านพักของตน ครั้นเสวยพระกระยาหารเสร็จทรงอนุโมทนาด้วยพระคาถาที่ขึ้นต้นว่า ยสมี ปเทเส ก เปติ ซึ่งคณะสงฆ์ยังใช้เป็นบทเจริญพระพุทธมนต์ในงานขึ้นบ้านใหม่ งานฉลองอาคารใหม่ มาจนทุกวันนี้

     ครั้นทรงอนุโมทนาเสร็จแล้วได้เสด็จออกจากปาฏลิคามพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โดยมีมหาอำมาตย์ทั้งสองตามส่งเสด็จจนถึงท่าข้ามแม่น้ำคงคาจากฝั่งของแคว้นมคธไปยังฝั่งของแคว้นวัชชี มหาอำมาตย์จึงตั้งชื่อท่าที่ทรงข้ามฝั่งน้ำว่า ท่าพระโคดม


ภาณวารที่ ๒ (ตอนที่ ๘ - ๑๕)

     ตอนที่ ๘ - ๑๐

     พระผู้มีพระภาคทรงนำภิกษุสงฆ์ไปยังโกฏิกคาม ตรัสกับภิกษุทั้งหลายเรื่องอริยสัจ ๔ แล้วเสด็จต่อไปจนถึงนาทีกคามหรือญาติกตาม แคว้นวัชชี ประทับ ณ ตำหนักอิฐ (ที่ชาวบ้านญาติกคามสร้างถวาย) ทรงตอบคำถามของท่านพระอานนท์เรื่องคติและอภิสัมปรายภพของพุทธบริษัทของหมู่บ้านนั้นที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งมีทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกา และมีคุณธรรมตั้งแต่โสดาปัตติผล จนถึงอรหัตตผล สรุปว่า มีทั้งผู้ที่ไม่หวนกลับมาเกิดในโลกนี้อีกและผู้ที่จะบรรลุสัมโพธิในวันข้างหน้า (ดู ชนวสภสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค เพิ่มเติม)

     หลังจากตรัสตอบคำถามของท่านพระอานนท์จบแล้ว ทรงแสดงธรรมเรื่องแว่นธรรม เพื่อให้พุทธบริษัทใช้เป็นหลักสำหรับสำรวจตัวเอง พยากรณ์ตัวเองโดยไม่ต้องมาทูลถามพระองค์อีก ทรงสรุปว่า พระอริยสาวกผู้มีแว่นธรรม๔ นี้แล้วพยากรณ์ตนเองได้ว่า จะไม่ไปเกิดในนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เปรต อบาย ทุคติ และวินิบาตแน่นอน

     อนึ่ง ขณะประทับ ณ ตำหนักอิฐนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับศีลสมาธิ และปัญญาไว้หลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องสติปัฏฐาน ๔


     ตอนที่ ๑๑

     จากนั้น เสด็จต่อไปยังสวนมะม่วงของนางอัมพปาลี พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ วันรุ่งขึ้นเสด็จไปเสวยพระกระยาหารที่บ้านนางอัมพปาลีตามคำอาราธนา หลังจากเสวยพระกระยาหารแล้ว นางได้ถวาย สวนมะม่วงให้เป็นที่พักของสงฆ์ตลอดไป ขณะประทับที่สวนมะม่วงแห่งนี้ได้ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับศีล สมาธิ และปัญญาหลายเรื่อง


     ตอนที่ ๑๒ - ๑๕

     จากสวนมะม่วงของอัมพปาลี เสด็จต่อไปถึงเวฬุวคาม เขตกรุงเวสาลี รับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายแยกย้ายกันจำพรรษา ณ ที่ที่มีเพื่อนหรือคนที่คุ้นเคยกันโดยรอบกรุงเวสาลี ส่วนพระองค์ทรงจําพรรษา ณ เวฬุวคาม

     ขณะประทับอยู่เวฬุวตามนั้นได้เกิดอาการพระประชวรอย่างรุนแรง ทรงมีทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสจวนเจียนจะปรินิพพาน แต่ทรงอดกลั้นไว้ได้ด้วยอิทธิบาท ทําให้ท่านพระอานนท์ที่เฝ้าพยาบาลอยู่ตลอดเวลา รู้สึกดีใจ หายกังวลห่วงใย และกราบทูลความรู้สึกให้ทรงทราบพระองค์จึงตรัสสอนเรื่องความไม่เที่ยงของสังขารซึ่งต้องมีการพลัดพรากเป็นธรรมดา ทรงสอนให้มีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ายึดติดพระองค์


ภาณวารที่ ๓ (ตอนที่ ๑๕ - ๒๓)

     เช้าวันหนึ่งเสด็จไปบิณฑบาตในกรุงเวสาลี โดยมีท่านพระอานนท์ตามเสด็จ หลังจากเสวยพระกระยาหารแล้ว เสด็จต่อไปยังปาวาลเจดีย์ เขตกรุงเวสาลี ทรงแสดงนิมิตโอกาสให้พระเถระฟังถึง ๓ ครั้ง เพื่อให้ทูลอาราธนาให้ทรงดำรงพระชนมชีพต่อไปเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก แต่ท่านไม่เข้าใจความหมายแห่งนิมิตโอภาสนั้น จึงรับสั่งให้ท่านออกไปจากที่ประทับ และมารผู้มีบาปก็ได้โอกาสเข้าเฝ้าทูลอาราธนาให้ปรินิพพานโดยอ้างว่าถึงเวลาอันสมควรแล้ว พระองค์จึงทรงรับคำอาราธนาของมาร และทรงปลงพระชนมายุสังขารว่า จากวันนี้ไปอีก ๓ เดือน พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน


     ตอนที่ ๑๖ - ๒๐

     ทันทีที่ทรงปลงพระชนมายุสังขาร ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ทำให้ท่านพระอานนท์แปลกใจ จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามถึงสาเหตุ พระองค์ทรงตอบว่าเกิดจากสาเหตุ ๘ ประการคือ (๑) เกิดจากธรรมชาติของโลก (๒) เกิดจากอำนาจฤทธิ์ของผู้มีฤทธิ์มีอำนาจทางใจ (๓-๔) เกิดจากอำนาจบุญบารมีของพระพุทธเจ้า ๖ คราว ได้แก่ คราวเสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดา คราวประสูติ คราวตรัสรู้ คราวประกาศพระธรรมจักร คราวปลงพระชนมายุสังขาร และคราวเสด็จดับขันธปรินิพพาน

     ตรัสเล่าให้พระอานนท์ฟังต่อไปว่า พระองค์เคยเสด็จเข้าไปในบริษัท ๘ จําพวกคือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท จาตุมหาราชบริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบริษัท และ พรหมบริษัท โดยทรงปรับพระองค์ให้กลมกลืนกับบริษัทนั้น ๆ จนเขาจำพระองค์ไม่ได้ตรัสเล่าให้ท่านพระอานนท์ฟังต่อไปอีก ๓ เรื่อง คือ เรื่องอภิภายตนะ ๘ ประการ เรื่องวิโมกข์ ๘ ประการ และทรงเล่าเรื่องมารทูลอาราธนาให้ปรินิพพาน ซึ่งทรงรับคำอาราธนาของมารแล้ว


     ตอนที่ ๒๑ - ๒๓

     ท่านพระอานนท์กราบทูลอาราธนาให้ทรงดำรงพระชนมชีพต่อไปอีก ๑ กัป เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก ตรัสตอบว่า พระองค์ได้ทรงแสดงนิมิตให้ท่านพระอานนท์ฟังถึง ๖ ครั้งแล้ว เพื่อให้อาราธนา ถ้าพระเถระกราบทูลอาราธนา พระองค์จะทรงดำรงพระชนมชีพอยู่ได้เป็นกัป ๆ ด้วยอำนาจแห่งอิทธิบาท ๔ ประการ แล้วทรงแสดงอานุภาพของอิทธิบาท ๔ ประการให้ฟังและทรงย้ำว่า บัดนี้ทรงรับอาราธนาของมารแล้ว พระองค์จะปรินิพพานในอีก ๓ เดือนข้างหน้า จะตีนค่าไม่ได้ จากนั้น ตรัสชวนท่านพระอานนท์ไปพักที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี ต่อไป

     ขณะประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน รับสั่งให้ท่านพระอานนท์เรียกประชุมสงฆ์ที่ หอฉัน และได้ตรัสให้ภิกษุทั้งหลายศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติเจริญธรรมที่ควรรู้ยิ่งต่อไปนี้ เพื่อให้พระศาสนานี้ดำรงอยู่ได้ยืนนาน ซึ่งจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขแก่คนหมู่

มากตลอดจนเทวดาทั้งหลาย คือ

          ๑. สติปัฏฐาน ๔      ๒. สัมมัปปธาน ๔

          ๓. อิทธิบาท ๔       ๔. อินทรีย์ ๕

          ๕. พละ ๕           ๖. โพชฌงค์ ๗

          ๗. มรรคมีองค์ ๘


     จากนั้น ทรงแสดงสังเวชนียธรรมว่า

     “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงทําหน้าที่ให้สําเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด อีกไม่นานการปรินิพพานของตถาคตจะมีจากนี้ไปอีก ๓ เดือน ตถาคตจะปรินิพพาน"


ภาณวารที่ ๔ (ตอนที่ ๒๔ - ๒๘)

     ตอนที่ ๒๔

     ในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นหลังจากทรงแสดงสังเวชนียธรรมแล้ว ได้เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุงเวสาลี ครั้นเสวยพระกระยาหารแล้ว ขณะเสด็จกลับออกจากกรุงเวสาลีทรงหยุดทอดพระเนตรกรุงเวสาลีด้วยอาการมองของช้าง คือ หมุนตัวกลับหลังมอง เพราะช้างเอี้ยวคอมองไม่ได้ พระอาการที่ทอดพระเนตรกรุงเวสาลีครั้งนี้ เรียกว่า ทอดพระเนตรกรุงเวสาลีอย่างช้างมอง รับสั่งกับท่านพระอานนท์ว่า นี้เป็นการทอดพระเนตรกรุงเวสาลีครั้งสุดท้าย แล้วตรัสชวนท่านพระอานนท์ไปยังภัณฑุคาม

     ขณะประทับที่ภัณฑ์ตามทรงแสดงหลักธรรม ๔ ประการแก่ภิกษุทั้งหลายว่า เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดธรรมเหล่านั้น พระองค์และภิกษุทั้งหลายจึงเที่ยวเร่ร่อนไปตลอดกาลนาน คือ (๑) อริยศีล (๒) อริยสมาธิ (๓) อริยปัญญา (๔) อริยวิมุตติ


     ตอนที่ ๒๕

     ทรงน่าภิกษุสงฆ์ออกจากภัณฑตามไปยังหัตถีตามและชมพุคาม แต่ละแห่งทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายเกี่ยวกับศีล สมาธิ ปัญญา ในบริบทต่าง ๆ อีกมากแล้วเสด็จไปจนถึงโภคนครประทับ ณ อานนทเจดีย์

     ขณะประทับอยู่ ณ อานนทเจดีย์ ในโภคนคร ทรงแสดงมหาปเทส ๔ ประการเพื่อให้ภิกษุทั้งหลายใช้เป็นข้ออ้างในการตัดสินพระธรรมวินัยว่า อะไรเป็นพระพุทธพจน์ อะไรไม่เป็นพระพุทธพจน์ นับเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาพระธรรมวินัย มาจนถึงบัดนี้


     ตอนที่ ๒๖ - ๒๘

     จากนั้น ทรงนำภิกษุสงฆ์ออกจากโภคนคร เสด็จไปยังกรุงปาวา เมืองหลวงของแคว้นมัลละ (แคว้นนี้ ขณะนั้น แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งมีกรุงปาวาเป็นเมืองหลวง อีกส่วนหนึ่งมีกรุงกุสินาราเป็นเมืองหลวง) ประทับ ณ อัมพวัน ของนายจุนทกัมมารบุตร ในวันรุ่งขึ้นเสด็จ

ไปเสวยพระกระยาหารที่บ้านของนายจุนทกัมมารบุตรพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ตามค่าอาราธนา

     หลังจากเสวยพระกระยาหารที่ชื่อสุกรมัททวะของนายจุนทกัมมารบุตรแล้วได้เกิดอาการพระประชวรอย่างรุนแรงลงพระบังคนหนักเป็นโลหิต ทรงมีทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส แต่ทรงใช้สติสัมปชัญญะข่มทุกขเวทนาไว้ ตรัสชวนท่านพระอานนท์ออกเดินทางต่อไปยังกรุงกุสินารา ระหว่างทางทรงหยุดพัก และรับสั่งให้พระเถระนำน้ำดื่มถวาย ซึ่งมีเรื่องอัศจรรย์ที่พระเถระประสบ คือ น้ำในแม่น้ำตรงนั้นมีน้ำน้อยและถูกกองเกวียน ๕๐๐ เล่มเหยียบย่ำไปก่อนหน้านั้นไม่นาน กลับเป็นน้ำใสสะอาด ท่านจึงตักมาถวายให้ทรงดื่มได้

     ขณะประทับพักผ่อนอยู่ที่ควงไม้ต้นหนึ่งนั้น เจ้ามัลละองค์หนึ่งพระนามว่าปุกกุสะเดินทางจากกรุงกุสินารามาเห็นเข้า จึงแวะเข้าไปเฝ้า ได้สนทนากันเรื่องอาฬารดาบสกาลามโคตร ในที่สุดเจ้าปุกกุสะได้ถวายผ้าเนื้อดีสีทอง ที่เรียกว่า ผ้าสิงควรรณ ๒ ผืน แล้วทูลลาจากไปพระเถระนำผ้า ๒ ตื่นมาคลุม พระวรกายของพระผู้มีพระภาค ปรากฏเป็นสีเปล่งปลั่งดังถ่านไฟที่ปราศจากเปลวไฟ ซึ่งตรัสเล่าว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดแก่พระองค์ ๒ ครั้ง คือ ครั้งที่ตรัสรู้และครั้งปรินิพพานนี้

     ตรัสต่อไปว่า คนทั้งหลายอาจเข้าใจว่า อาหารของนายจุนทะ ทำให้พระองค์ปรินิพพานแล้วพากันพูดให้นายจุนทะเดือดร้อน จึงรับสั่งให้ท่านพระอานนท์ทําความเข้าใจกับคนทั้งหลายว่า อาหารบิณฑบาตที่สําคัญ ๒ คราวให้ผลและวิบากเสมอกัน คือ อาหารบิณฑบาตที่เสวยแล้วตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณและอาหารบิณฑบาตที่เสวยแล้วปรินิพพาน


ภาณวารที่ ๕ (ตอนที่ ๒๙ - ๓๔)

     ตอนที่ ๒๙- ๓๐

     จากนั้น ทรงนำภิกษุสงฆ์ข้ามแม่น้ำหิรัญญวดี จากกรุงปาวาไปยังฝั่งกรุงกุสินาราแล้วเสด็จตรงไปยังสาลวัน ของพวกเจ้ามัลละ กรุงกุสินารา รับสั่งให้ท่านพระอานนท์จัดตั้งเตียงระหว่างควงไม้สาละคู่ คู่หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ แล้วประทับสีหไสยา ท่านพระอุปวาณะเข้าเวรยืนถวายงานพัดอยู่ ณ เบื้องพระพักตร์ รับสั่งให้ท่านพระอุปวาณะหลบไป ท่านพระอานนท์เห็นเหตุการณ์นั้น ต่อมาจึงเข้าเฝ้าทูลถามเหตุผล ตรัสตอบว่า ตอนนั้น มีเทพจำนวนมากจาก ๑๐ โลกธาตุ (หมื่นจักรวาล) ลงมาเฝ้าพระองค์ จึงรับสั่งให้ท่านพระอุปวาณะหลบไปเพื่อมิให้บัง

     ท่านพระอานนท์กราบทูลต่อไปว่า เมื่อพระองค์ยังมีพระชนม์อยู่ ท่านเองได้มีโอกาสพบปะสนทนาธรรมกับพระมหาเถระทั้งหลายที่มาเฝ้าตามกาลอันควรแต่หลังจากพุทธปรินิพพานจะไม่มีโอกาสเช่นนั้นอีก พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรื่องสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง ที่พุทธบริษัทจะมาบูชาสักการะ ซึ่งทำให้มีโอกาสพบปะกันได้

     ท่านพระอานนท์ทูลถามเรื่องการปฏิบัติต่อสตรี ตรัสตอบว่า อย่าดู ถ้าจำเป็นต้องดู ก็อย่าพูด ถ้าจําเป็นต้องพูด ต้องมีสติ

     ทูลถามต่อไปว่า จะปฏิบัติต่อพระสรีระของพระองค์อย่างไร ตรัสตอบว่าให้ปฏิบัติอย่างเดียวกับที่เขาปฏิบัติต่อพระบรมศพของพระเจ้าจักรพรรดิ

     จากนั้น ตรัสถึงถูปารหบุคคล ๔ จําพวก ว่าควรปฏิบัติอย่างไร เพราะเหตุไร


     ตอนที่ ๓๔ - ๓๖

     เมื่อทรงทราบว่าท่านอานนท์หลบไปยืนร้องไห้อยู่ จึงรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า แล้วทรงแสดงลักษณะที่เป็นอัจฉริยภาพของท่านเปรียบเทียบของพระเจ้าจักรพรรดิให้ภิกษุทั้งหลายฟังทําให้ท่านพระอานนท์คลายความเศร้าโศกลงได้

     ท่านพระอานนท์กราบทูลให้เสด็จไปปรินิพพานที่เมืองใหม่ ๆ เช่น กรุงจัมปากรุงราชคฤห์ กรุงสาวัตถี เมืองสาเกต กรุงโกสัมพี กรุงพาราณสี เพราะในเมืองเหล่านี้มีขัตติยมหาศาล พราหมณมหาศาล และคหบดีมหาศาล จํานวนมาก จะได้จัดการบูชาพระสรีระของพระองค์ได้อย่าปรินิพพานในเมืองเล็ก เมืองดอนเมืองกิ่งเช่นนี้เลย พระองค์จึงตรัสเล่าเรื่องที่เป็นโบราณคดีของกรุงกุสินารา ให้ภิกษุทั้งหลายฟัง คือ เรื่องพระเจ้ามหาสุทัสสนะ (ดูรายละเอียดใน มหาสุทัสสนสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค)

     จากนั้น รับสั่งให้ท่านพระอานนท์ไปแจ้งข่าวแก่พวกเจ้ามัลละผู้ครองกรุงกุสินาราได้ทรงทราบว่า พระองค์เสด็จมาประทับที่สาลวัน และจะเสด็จดับขันธปรินิพพานในคืนนั้นท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระดำรัสแล้วเข้าไปยังหอประชุมของพวกเจ้ามัลละถวายพระพรให้ทรงทราบ พวกเจ้ามัลละพร้อมพระประยูรญาติ จึงเข้าเฝ้าถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคตามล่าดับตระกูลจนครบถ้วน ในเวลาปฐมยามแห่งคืนนั้น


     ตอนที่ ๓๗ - ๓๘

     ต่อมาสุภัททปริพาชก ชาวเมืองกุสินารา ทราบข่าวนี้จึงมาขอเฝ้า เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาโดยย่อจากพระผู้มีพระภาคแล้ว ก็เกิดความเสื่อมใสขอบรรพชาอุปสมบททรงอนุญาตและทรงมอบหมายให้ท่านพระอานนท์จัดการบรรพชาอุปสมบทให้ ซึ่งถือเป็นภิกษุสาวกองค์สุดท้ายที่ทันเห็นพระผู้มีพระภาค

     จากนั้น รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า "ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย หลังจากเราล่วงลับไปก็จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย" แล้วรับสั่งเรื่องอื่น ๆ อีก ๒ เรื่อง คือ เรื่องการใช้คำว่า อาวุโส และ ภันเต เรื่องการลงพรหมทัณฑ์แก่ท่านฉันนะในที่สุดทรงเปิดโอกาสให้ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระองค์ถึงเรื่องที่ยังสงสัย แต่ไม่มีผู้ใดทูลถามเลยจึงตรัสพระปัจฉิมวาจาว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาเธอทั้งหลายจงทำหน้าที่ให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด”

 

ภาณวารที่ ๖ (ตอนที่ ๓๙ - ๔๔)

     ตอนที่ ๓๙

     ครั้นตรัสพระปัจฉิมวาจานั้นแล้ว ก็เสด็จดับขันธปรินิพพานโดยกระบวนการดังนี้ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌาน ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากทุติยฌาน ทรงเข้าตติยฌานเป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ออกจากสมาบัตินี้ แล้วทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ต่อไปทรงย้อนกลับ คือ ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วเข้าเนวสัญญานา สัญญายตนสมาบัติอีก ทรงปฏิบัติอย่างนี้จนถึงปฐมฌาน นับเป็นรอบที่ ๒ โดยอนุโลม ๑ รอบและปฏิโลม ๑ รอบ ต่อจากนั้นทรงออกจากปฐมฌาน เข้าทุติยฌาน ทรงออกจากทุติยฌานเข้าตติยฌาน ทรงออกจากตติยฌานเข้าจตุตถฌาน ทรงออกจากจตุตถฌานแล้วเสด็จตับขันธปรินิพพานและได้เกิดแผ่นดินไหว พร้อมกับมีกลองทิพย์ดังกึกก้องขึ้นเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว


     ตอนที่ ๔๐ - ๔๔

     ต่อไปเป็นตอนบูชาพระพุทธสรีระของพวกเจ้ามัลละ ตอนท่านพระมหากัสสปะนำคณะเดินทางมาถึง ตอนถวายพระเพลิง ตอนแจกพระบรมสารีริกธาตุให้แก่ผู้แทนของแคว้นต่าง ๆ และตอนแคว้นต่าง ๆ ทำการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และสร้างพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ


     เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วจะเห็นว่า พระสูตรนี้บันทึกเหตุการณ์ที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และพระธรรมเทศนาที่เป็นหลักสำคัญ ๆ ไว้อย่างดียิ่ง จึงควรศึกษาโดยละเอียดต่อไป

----------------------


[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

 

อปริหานิยสูตร

ว่าด้วยอปริหานิยธรรม

    ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ไม่อาจเสื่อม(จากสมถะและวิปัสสนา) ชื่อว่าอยู่ใกล้นิพพานแน่แท้

    ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

   ๑. สมบูรณ์ด้วยศีล

   ๒. คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย

   ๓. รู้จัดประมาณในการบริโภค 

   ๔. ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ

   ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีล เป็นอย่างไร

   คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้มีศีล สำรวมด้วยการสังวรในปาติโมกข์ เพียบพร้อม ด้วยอาจาระและโคจรอยู่ มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ใน สิกขาบททั้งหลาย ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีล เป็นอย่างนี้แล

   ภิกษุคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นอย่างไร

   คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปทางตาแล้ว ไม่ถือเอานิมิตและอนุพัญชนะ   ย่อม ปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จึงรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงทางหู ... ดมกลิ่นทางจมูก... ลิ้มรสทางลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย... รู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ไม่ถือเอานิมิตและอนุพยัญชนะ ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จึง รักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นอย่างนี้แล

   ภิกษุรู้จักประมาณในการบริโภค เป็นอย่างไร

   คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉันอาหาร ไม่ใช่เพื่อเล่น ไม่ใช่เพื่อมัวเมา ไม่ใช่เพื่อประดับ ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง แต่เพียงเพื่อความดำรงอยู่ได้แห่งกาย เพื่อให้กายนี้เป็นไปได้ เพื่อกำจัดความเบียดเบียน เพื่ออนุเคราะห์ พรหมจรรย์ ด้วยคิดเห็นว่า “เราจักกำจัดเวทนาเก่าและจักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ความดำเนินไปแห่งกาย ความไม่มีโทษ และการอยู่ผาสุกจักมีแก่เรา” ภิกษุรู้จัก ประมาณในการบริโภค เป็นอย่างนี้แล

   ภิกษุประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ เป็นอย่างไร

   คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่เป็นเหตุขัดขวางด้วยการ จงกรม ด้วยการนั่งตลอดวัน ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่เป็นเหตุขัดขวางด้วยการ จงกรม ด้วยการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี นอนดุจราชสีห์โดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ หมายใจว่าจะลุกขึ้นตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี ลุกขึ้นชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่เป็นเหตุขัดขวางด้วยการจงกรม ด้วยการนั่งตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี ภิกษุประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนืองๆ เป็นอย่างนี้แล

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ไม่อาจเสื่อม(จากสมถะและวิปัสสนา) ชื่อว่า อยู่ใกล้นิพพานแน่แท้

   " ภิกษุตั้งอยู่ในศีล สำรวมอินทรีย์ รู้จักประมาณในการบริโภค ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ มีความเพียรอยู่อย่างนี้ ไม่เกียจคร้านตลอดคืนและวัน ชื่อว่าบำเพ็ญกุศลธรรม(เจริญสมถะและวิปัสสนา)เพื่อบรรลุสภาวะอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ

   ภิกษุผู้ยินดีในความไม่ประมาท หรือมีปกติเห็นภัยในความประมาท ไม่อาจเสื่อม(จากสมถะและวิปัสสนา) ชื่อว่าอยู่ใกล้นิพพานแน่แท้ "

(องฺ.จตุกฺก จักกวรรค)


[full-post]

 


หานภาคินีปัญญา เป็นไฉน

     สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยกามครอบงำโยคาวจรบุคคลผู้ได้ปฐมฌาน ชื่อว่า หานภาคินีปัญญา สติที่มีสภาวะสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่นชื่อว่า ฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่ไม่สหรคตด้วยวิตกครอบงำ...ชื่อว่า วิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยนิพพิทาประกอบด้วยวิราคะครอบงำ... ชื่อว่า นิพเพธภาคินีปัญญา

     สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยวิตกครอบงำโยคาวจรบุคคลผู้ได้ทุติยฌาน ชื่อว่า หานภาคินีปัญญา สติที่มีสภาวะสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ชื่อว่า ฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยอุเบกขาครอบงำ...ชื่อว่า วิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยนิพพิทาประกอบด้วยวิราคะครอบงำ...ชื่อว่า นิพเพธภาคินีปัญญา

 สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยปีติและสุขครอบงำโยคาวจรบุคคลผู้ได้ตติยฌาน ชื่อว่า หานภาคินีปัญญา สติที่มีสภาวะสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่นชื่อว่า ฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยอทุกขมสุขเวทนาครอบงำ...ชื่อว่า วิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยนิพพิทาประกอบด้วยวิราคะครอบงำ...ชื่อว่า นิพเพธภาคินีปัญญา

     สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยอุเบกขาครอบงำโยคาวจรบุคคลผู้ได้จตุตถฌาน ชื่อว่า หานภาคินีปัญญา สติที่มีสภาวะสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่นชื่อว่า ฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยอากาสานัญจายตนะครอบงำ...ชื่อว่า วิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยนิพพิทาประกอบด้วยวิราคะครอบงำ...ชื่อว่า นิพเพธภาคินีปัญญา

     สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยรูปครอบงำโยคาวจรบุคคลผู้ได้อากาสานัญจายตนะ ชื่อว่า หานภาคินีปัญญา สติที่มีสภาวะสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่นชื่อว่า ฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนะครอบงำ...ชื่อว่า วิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยนิพพิทาประกอบด้วยวิราคะครอบงำ ...ชื่อว่า นิพเพธภาคินีปัญญา

     สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยอากาสานัญจายตนะครอบงำโยคาวจรบุคคลผู้ได้วิญญาณัญจายตนะ ชื่อว่า หานภาคินีปัญญา สติที่มีสภาวะสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่นชื่อว่า ฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยอากิญจัญญายตนะ

ครอบงำ...ชื่อว่า วิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยนิพพิทาประกอบด้วยวิราคะ...ชื่อว่า นิพเพธภาคินีปัญญา

     สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยวิญญาณัญจายตนะครอบงำโยคาวจรบุคคลผู้ได้อากิญจัญญายตนะ ชื่อว่า หานภาคินีปัญญา สติที่มีสภาวะสมควรแก่ธรรมนั้นตั้งมั่น ชื่อว่า ฐิติภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะครอบงำ...ชื่อว่า วิเสสภาคินีปัญญา สัญญามนสิการที่สหรคตด้วยนิพพิทาประกอบด้วยวิราคะครอบงำ...ชื่อว่า นิพเพธภาคินีปัญญา (๗)

…………..

ข้อความบางตอนใน จตุกกนิทเทส  พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕ 

https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=35&siri=63

อธิบาย หานคามินีปัญญา เป็นต้น               

     ในคำว่า ปฐมสฺส ฌานสฺส ลาภึ (แปลว่า พระโยคาวจรผู้ได้ปฐมฌาน) เป็นต้น อธิบายว่า บุคคลนี้ใดได้ปฐมฌานซึ่งมีคุณอันน้อยมีอยู่ สัญญามนสิการเป็นธรรมสหรคตด้วยสามารถแห่งอารมณ์ ย่อมปรากฏ ย่อมท้วง ย่อมรบกวนพระโยคาวจรให้เสื่อมจากฌานนั้น เพราะฉะนั้น ปัญญาในปฐมฌานนั้นจึงเสื่อม เสื่อมรอบด้วยสามารถแห่งสัญญามนสิการอันเข้าไปเพ่งกามของบุคคลนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเรียกปัญญานั้นว่า หานภาคินี ดังนี้.

     คำว่า ตทนุธมฺมตา (แปลว่า สมควรแก่ธรรมนั้น) ได้แก่ เป็นสภาพสมควรแก่ปัญญานั้น.

     คำว่า สติ สนฺติฏฺฐติ (แปลว่า สติ...ย่อมตั้งมั่น) นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอามิจฉาสติ มิได้หมายเอาสัมมาสติ.

     จริงอยู่ สภาพอนุรูปแห่งปฐมฌานอันไม่น่ายินดี ก็ยินดีอยู่ เพราะเห็นปฐมฌานโดยเป็นธรรมประณีตแล้ว ความใคร่ (ตัณหา) ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลใด ปัญญาในปฐมฌานนั้นของบุคคลนั้น ย่อมไม่เสื่อม และก็ย่อมไม่เจริญด้วยอำนาจแห่งความใคร่ (นิกันติ) ย่อมเป็นปัญญาอันมีส่วนแห่งการดำรงอยู่ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกปัญญานั้นว่า ฐิติภาคินี ดังนี้.

     คำว่า อวิตกฺกสหคตา (แปลว่า สหรคตด้วยฌานอันไม่มีวิตก) ได้แก่ ชื่อว่าสหรคตด้วยฌานอันไม่มีวิตก เพราะมนสิการทุติยฌานอันไม่มีวิตก ด้วยสามารถแห่งอารมณ์อันสงบประณีต. คำว่า สมุทาจรนฺติ ได้แก่ ย่อมรบกวน ย่อมเตือนซึ่งพระโยคาวจรผู้ออกจากปฐมฌานอันคล่องแคล่วนั้น เพื่อต้องการบรรลุทุติยฌาน. อธิบายว่า ปัญญาในปฐมฌานนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า วิเสสภาคินี เพราะความเป็นฐานะ คือการเกิดขึ้นแห่งทุติยฌานอันเป็นของวิเศษ ด้วยสามารถแห่งสัญญามนสิการทั้งหลาย อันเข้าไปเพ่งซึ่งทุติยฌานอันมีในเบื้องบนแห่งปฐมฌานนั้น.

     คำว่า นิพฺพิทาสหคตา (แปลว่า สหรคตด้วยนิพพิทาญาณ) ได้แก่ บุคคลผู้ได้ปฐมฌานนั้นออกจากฌานแล้ว สหรคตด้วยวิปัสสนาญาณ กล่าวว่านิพพิทา

     จริงอยู่ ครั้นเมื่อการแตกไปแห่งองค์ของฌานกำลังเป็นไป วิปัสสนาญาณ ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมเดือดร้อน เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่า นิพพิทาญาณ ดังนี้.

     คำว่า สมุทาจรนฺติ ได้แก่ ย่อมเดือดร้อน ย่อมรบกวน เพื่อต้องการกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน.

     คำว่า วิราคูปสญฺหิตา (แปลว่า ประกอบด้วยวิราคะ) ได้แก่ ประกอบด้วยพระนิพพาน กล่าวคือวิราคะ.

     จริงอยู่ วิปัสสนาญาณอันมรรคนี้สามารถทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานคือวิราคะ เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกว่า ประกอบด้วยวิราคะ เพราะความเป็นไป. แม้สัญญามนสิการอันสัมปยุตด้วยวิราคะนั้น ก็ชื่อว่าประกอบด้วยวิราคะนั่นแหละ ว่าด้วยอำนาจแห่งสัญญามนสิการทั้งหลายของวิปัสสนานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า นิพเพธภาคินี เพราะความเป็นปทัฏฐาน (คือเป็นเหตุเกิดขึ้น) แห่งการแทงตลอดในฐานะทั้ง ๔ ด้วยประการฉะนี้. แม้ปัญญาในทุติยฌานเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้แหละ.

…………

อรรถกถา วิภังคปกรณ์ https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=35&i=801


[full-post]



พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖

อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต


ยมกวรรคที่ ๒

อวิชชาสูตร

    [๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชาย่อมไม่ปรากฏในกาลก่อนแต่นี้ อวิชชาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวคำนี้อย่างนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น อวิชชามีข้อนี้เป็นปัจจัยจึงปรากฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวอวิชชาว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของอวิชชา ควรจะกล่าวว่านิวรณ์ ๕ แม้นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕ ควรกล่าวว่า ทุจริต ๓ แม้ทุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของทุจริต ๓ ควรกล่าวว่า การไม่สำรวมอินทรีย์ แม้การไม่สำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารแห่งการไม่สำรวมอินทรีย์ ควรกล่าวว่าความไม่มีสติสัมปชัญญะ แม้ความไม่มีสติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่า การกระทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย แม้การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ควรกล่าวว่าความไม่มีศรัทธา แม้ความไม่มีศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา ควรกล่าวว่า การไม่ฟังสัทธรรม แม้การไม่ฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการไม่ฟังสัทธรรม ควรกล่าวว่า การไม่คบสัปบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ การไม่คบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ การไม่ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีศรัทธาให้บริบูรณ์ ความไม่มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายให้บริบูรณ์ การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ ความไม่มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การไม่สำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ ทุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังนิวรณ์ ๕ ให้บริบูรณ์ นิวรณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์ อวิชชานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงเบื้องบนภูเขา เมื่อฝนตกหนักๆ อยู่ น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วยให้เต็ม ซอกเขา ลำธารและห้วยที่เต็ม ย่อมยังหนองให้เต็ม หนองที่เต็มย่อมยังบึงให้เต็ม บึงที่เต็มย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็ม แม่น้ำน้อยที่เต็มย่อมยังแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม แม่น้ำใหญ่ที่เต็มย่อมยังมหาสมุทรสาครให้เต็ม มหาสมุทรสาครนั้น มีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การไม่คบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ ... นิวรณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์ อวิชชานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าววิชชาและวิมุตติว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของวิชชาและวิมุตติ ควรกล่าวว่า โพชฌงค์ ๗ แม้โพชฌงค์ ๗ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของโพชฌงค์ ๗ ควรกล่าวว่า สติปัฏฐาน ๔ แม้สติปัฏฐาน ๔ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสติปัฏฐาน ๔ ควรกล่าวว่า สุจริต ๓ แม้สุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสุจริต ๓ ควรกล่าวว่า การสำรวมอินทรีย์ แม้การสำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการสำรวมอินทรีย์ ควรกล่าวว่า สติสัมปชัญญะ แม้สติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่า การทำไว้ในใจโดยแยบคาย แม้การทำไว้ในใจโดยแยบคายเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ควรกล่าวว่าศรัทธา แม้ศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของศรัทธา ควรกล่าวว่า การฟังสัทธรรม แม้การฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของการฟังสัทธรรม ควรกล่าวว่า การคบสัปบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังศรัทธาให้บริบูรณ์ ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยแยบคายให้บริบูรณ์ การทำไว้ในใจโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ สุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงเบื้องบนภูเขา เมื่อฝนตกหนักๆ อยู่ น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วยให้เต็ม ซอกเขา ลำธารและห้วยที่เต็มย่อมยังหนองให้เต็ม หนองที่เต็ม ย่อมยังบึงให้เต็ม บึงที่เต็มย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็ม แม่น้ำน้อยที่เต็ม ย่อมยังแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม แม่น้ำใหญ่ที่เต็ม ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้เต็ม มหาสมุทรสาครนั้นมีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ ... โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ

จบสูตรที่ ๑ 

[full-post]



 ปัญญา ๔ อย่าง

[๔๒๘] ในหมวดสี่ กลุ่มที่ ๑ ปัญญามี ๔ อย่าง โดยจำแนกตามปัญญาในอริยสัจ ๔ คือ

     ๑. ปัญญาในทุกข์ ได้แก่ ปัญญาเกิดขึ้นจากการรับทุกขสัจเป็นอารมณ์ [ด้วยการทำลายความหลงที่ปิดบังทุกขสัจนั้น 761]

     ๒. ปัญญาในเหตุเกิดของทุกข์ได้แก่ ปัญญาเกิดขึ้นจากการรับสมุทยสัจเป็นอารมณ์ [ด้วยการทำลายความหลงที่ปิดบังสมุทยสัจนั้น 761]

     ๓. ปัญญาในความดับทุกข์ ได้แก่ ปัญญาเกิดขึ้นจากการรับนิโรธสัจเป็นอารมณ์ [ด้วยการทำลายความหลงที่ปิดบังนิโรธสัจนั้น 761]

     ๔. ปัญญาในทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ได้แก่ ปัญญาเกิดขึ้นจากการรับมรรคสัจ อันเป็นทางปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงความดับทุกข์เป็นอารมณ์ [ด้วยการทำลายความหลงที่ปิดบังมรรคสัจนั้น 761]

      ที่จริงแล้วปัจจเวกขณญาณชื่อว่าปัญญาที่เกิดขึ้นโดยอาศัยสัจจะที่ ๔ [คือมรรคสัจ] ส่วนญาณที่เกิดขึ้นโดยอาศัยสัจจะที่ ๓ [นิโรธสัจ] เป็นมรรคญาณ ญาณที่เกิดขึ้นโดยอาศัยสัจจะอื่นนอกจากนี้ [ทุกขสัจและสมุทยสัจ] เป็นวิปัสสนาญาณ โดยเนื้อความที่ปรากฏชัดเจน (761)


ในหมวดสี่กลุ่มที่ ๒ ปัญญามี ๔ อย่าง คือ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ที่ทำให้แตกฉานในผลเป็นต้น ดังพระพุทธดำรัสว่า

     "อตฺเถ ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา. ธมฺเม ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา. ตตฺร ธมฺมนิรุตฺตาภิลาเป ญาณํ นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา. ญาเณสุ ญาณํ ปฏิภานปฏิสมฺภิทา." (762)

     ๑. ความรู้ในผล [ซึ่งสามารถกระทำการกำหนดในผลได้อย่างแจ่มแจ้ง และจำแนกแยกแยะได้ 763] ชื่อว่า อรรถปฏิสัมภิทา

     ๒. ความรู้ในเหตุ [ซึ่งสามารถกระทำการกำหนดในเหตุได้อย่างแจ่มแจ้ง และจำแนกแยกแยะได้๗๖๓] ชื่อว่า ธรรมปฏิสัมภิทา

     ๓. ความรู้ในการพูดภาษาคงที่นั้น [ซึ่งสามารถกระทำการกำหนดในการใช้ภาษาคงที่ได้เป็นอย่างดี ชัดเจน และจำแนกแยกแยะได้764]ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา

     ๔. ความรู้ในญาณทั้งหลาย [ซึ่งสามารถกระทำการกำหนดญาณทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ชัดเจน และจำแนกแยกแยะได้ 764] ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา


อรรถปฏิสัมภิทา

      ในพระดำรัสข้างต้นโดยสังเขป คำว่า อัตถะ เป็นชื่อของผลอันเกิดจากเหตุ กล่าวคือผลของเหตุเรียกว่า อัตถะ เพราะถูกรู้คือได้รับจากการคล้อยตามเหตุ ว่าโดยประเภทแล้ว พึงทราบว่าอัตถะจำแนกเป็นธรรม ๕ อย่างดังนี้

      ๑. ผลอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดจากเหตุ [คือ ทุกขสัจและนิโรธสัจที่พบในสัจจวาระว่า ทุกฺเข าณํ (ความรู้ทุกข์), ในเหตุวาระว่า เหตุมฺหิ าณํ (ความรู้เหตุ), ในธัมมวาระว่า เย ธมฺมา ชาตา (ความรู้ธรรมที่เกิดเป็นผลแล้ว) และในปัจจยาการวาระว่า ชรามรเณ าณํ (ความรู้ในชราและมรณะ) (764)

      ๒. นิพพาน [ในสัจจวาระและปัจจยาการวาระ 764]

      ๓. เนื้อความของพระบาลีที่ตรัสแสดง [ในปริยัตติวาระ 764]

      ๔. วิบาก [ในปทภาชนีย์ 764]

      ๕. กิริยา [ในปทภาชนีย์ 764]


อรรถปฏิสัมภิทา คือ ความรู้อันแตกฉานของบุคคลผู้พิจารณาในผลดังกล่าวนั้น

      คำว่า อตฺถ ใน อตฺถปฏิสมฺภิทา มีความหมายว่า "ผล" และผลทั้ง ๕ อย่างนี้จำแนกออกเป็นผล ๓ อย่างโดยย่อ (764) ดังนี้

      ๑. ผลที่ถูกทำให้เกิดขึ้น (นิพพัตเตตัพพผล) คือ ผลทั้งหมดที่เกิดจากเหตุ ได้แก่ วิบาก และกิริยา

      ๒. ผลที่พึงบรรลุ (ปัตตัพพผล) คือ นิพพาน

      ๓. ผลที่พึงแนะนำ (ญาเปตัพพผล) คือ เนื้อความของพระบาลี เพราะเป็นข้อความที่พระพุทธเจ้าพึงแนะนำให้ผู้อื่นรู้ตาม

      คำว่า เหตุผลํ หิ ยสฺมา เหตุอนุสาเรน อริยติ อธิคมิยติ สมฺปาปุณิยติ, ตสฺมา อตฺโถติ วุจฺจติ (กล่าวคือ ผลของเหตุเรียกว่า อัตถะ เพราะถูกรู้คือได้รับโดยคล้อยตามเหตุ) แสดงรูปวิเคราะห์ของ อตฺถ ศัพท์ว่า

      - เหตุอนุสาเรน อริยติ อธิคมิยติ สมฺปาปุณิยตีติ อตฺโถ = ผลที่ถูกรู้คือได้รับจากการคล้อยตามเหตุ ชื่อว่า อัตถะ (อร ธาตุ <คติมฺหิ = ไป> + ถ ปัจจัยในกรรมสาธนะ)

      ๒. ผลที่พึงบรรลุ (ปัตตัพพผล) คือ นิพพาน

      ๓. ผลที่พึงแนะนำ (ญาเปตัพพผล) คือ เนื้อความของพระบาลี เพราะเป็นข้อความที่พระพุทธเจ้าพึงแนะนำให้ผู้อื่นรู้ตาม

      คำว่า เหตุผลํ หิ ยสฺมา เหตุอนุสาเรน อริยติ อธิคมิยติ สมฺปาปุณิยติ, ตสฺมา อตฺโถติ วุจฺจติ (กล่าวคือ ผลของเหตุเรียกว่า อัตถะ เพราะถูกรู้คือได้รับโดยคล้อยตามเหตุ) แสดงรูปวิเคราะห์ของ อตฺถ ศัพท์ว่า

      - เหตุอนุสาเรน อริยติ อธิคมิยติ สมฺปาปุณิยตีติ อตฺโถ = ผลที่ถูกรู้คือได้รับจากการคล้อยตามเหตุ ชื่อว่า อัตถะ (อร ธาตุ <คติมฺหิ = ไป> + ถ ปัจจัยในกรรมสาธนะ)

-------------

761 วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๒/๔๒๘/๘๙,  762 อภิ.วิ. ๓๕/๗๑๘/๓๕๙,  763 วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๒/๔๒๘/๙๐,  764 วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๒/๔๒๘/๙๐

-------------

ธรรมปฏิสัมภิทา

      คำว่า ธัมมะ นี้โดยสังเขปเป็นชื่อของเหตุกล่าวคือ เหตุเรียกว่า ธัมมะ เพราะสร้างผลนั้นๆ คือ ทำให้เกิดขึ้น หรืออำนวยให้ถึงผล ว่าโดยประเภทแล้ว พึงทราบว่าธัมมะจำแนกเป็นธรรม ๕ อย่างดังนี้

๑. เหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดผล [คือ สมุทยสัจและมรรคสัจที่พบในสัจจวาระ, เหตุวาระ, ธัมมวาระ และปัจจยาการวาระ 765]

๒. อริยมรรค (มรรคญาณอันประเสริฐที่มีองค์ ๘) [ในสัจจวาระและปัจจยาการวาระ 765]

๓. พระบาลีที่ตรัสแสดง [ในปริยัตติวาระ 765]

๔. กุศล [ในปทภาชนีย์ 765]

๕. อกุศล [ในปทภาชนีย์ 765]

ธรรมปฏิสัมภิทา คือ ความรู้อันแตกฉานของบุคคลผู้พิจารณาในเหตุดังกล่าวนั้น

      คำว่า ธมฺม ใน ธมฺมปฏิสมฺภิทา มีความหมายว่า เหตุ และเหตุทั้ง ๕ อย่างนี้จำแนกออกเป็นเหตุ ๓ อย่างโดยย่อ(765) ดังนี้

      ๑. เหตุทำให้เกิดผล (นิพพัตตกเหตุ) คือ เหตุทั้งหมดที่ก่อให้เกิดผล ได้แก่ กุศล และอกุศล 

      ๒. เหตุให้บรรลุ (สัมปาปกเหตุ) คือ อริยมรรค เพราะทำให้บรรลุพระนิพพาน

      ๓. เหตุให้รู้ (ญาปกเหตุ) คือ พระบาลี เพราะทำให้รู้ความหมาย

      คำว่า ปจฺจโย หิ ยสฺมา ตํ ตํ ทหติ ปวตฺเตติ วา สมฺปาปุณิตุํ วา เทติ, ตสฺมา ธมฺโมติ วุจฺจติ (กล่าวคือ เหตุเรียกว่า ธัมมะ เพราะสร้างผลนั้นๆ คือ ทำให้เกิดขึ้น หรืออำนวยให้ถึงผล) แสดงรูปวิเคราะห์ของ ธมฺม ศัพท์ว่า

      - ตํ ตํ ทหตีติ ธมฺโม = สภาวะสร้างผลนั้น ชื่อว่า ธัมมะ (ธร ธาตุ <ธารเณ = ทรงไว้> + รมฺม ปัจจัยในกรรมสาธนะ)

      ตามวิธีสังวัณณนา (วิธีอธิบายศัพท์และเนื้อความ) แสดงความหมายของ ธา ธาตุใน ธมฺม ศัพท์ว่า ทหติ (สร้าง) มิได้มีความหมายว่า ธาเรติ (ทรงไว้) เหมือนในฐานะอื่น ส่วนคำว่า ปวตฺเตติ วา สมฺปาปุณิตุํ วา เทติ (คือ ทำให้เกิดขึ้น หรืออำนวยให้ถึงผล) แสดงคำอธิบายของ ทหติ (สร้าง) ว่าเป็นการทำให้เกิดผลที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือทำให้บรรลุถึงผลที่เกิดขึ้นแล้ว เนื้อความที่กล่าวมานี้มีแสดงไว้โดยละเอียดในพระอภิธรรม (คัมภีร์วิภังค์) ตามนัยเป็นต้นว่า 

      ทุกฺเข ญาณํอตฺถปฏิสมฺภิทา. ทุกฺขสมุทเย ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา. เหตุมฺหิ ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา. เหตุผเล ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา. เย ธมฺมา ชาตา ภูตา สญฺชาตา นิพฺพตฺตา อภินิพฺพตฺตา ปาตุภูตา. อิเมสุ ธมฺเมสุ ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา. ยมฺหา ธมฺมา เต ธมฺมา ชาตา ภูตา สญฺชาตา นิพฺพตฺตา อภินิพฺพตฺตา ปาตุภูตา, เตสุ ธมฺเมสุ ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา. ชรามรเณ ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา. ชรามรณสมุทเย ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา ฯเปฯ สงฺขารนิโรเธ ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา. สงฺขารนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา. อิธ ภิกฺขุ ธมฺมํ ชานาติสุตฺตํ เคยฺยํ ฯเปฯ เวทลฺลํ. อยํ วุจฺจติธมฺมปฏิสมฺภิทา. โส ตสฺส ตสฺเสว ภาสิตสฺส อตฺถํ ชานาติอยํ อิมสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ, อยํ อิมสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถติ. อยํ วุจฺจติอตฺถปฏิสมฺภิทา. กตเม ธมฺมา กุสลา ? ยสฺมึสมเย กามาวจรกุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติฯเปฯ อิเม ธมฺมา กุสลา. อิเมสุ ธมฺเมสุ ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา. เตสํ วิปาเก ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา.(766)

      ความรู้ทุกข์เป็นอรรถปฏิสัมภิทา ความรู้ทุกขสมุทัยเป็นธรรมปฏิสัมภิทา

      ความรู้เหตุเป็นธรรมปฏิสัมภิทา ความรู้ผลของเหตุเป็นอรรถปฏิสัมภิทา

      ความรู้ธรรมที่เป็นผลอันเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดดีแล้ว เกิดใหม่แล้ว บังเกิดแล้ว ปรากฏแล้ว เป็นอรรถปฏิสัมภิทา ความรู้ธรรมที่เป็นเหตุอันทำให้ผลเหล่านั้นเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดดีแล้ว เกิดใหม่แล้ว บังเกิดแล้ว ปรากฏแล้ว เป็นธรรมปฏิสัมภิทา

      ความรู้ในชราและมรณะเป็นอรรถปฏิสัมภิทา ความรู้เหตุเกิดของชราและมรณะ เป็นธรรมปฏิสัมภิทา ...

      ความรู้การดับสังขารเป็นอรรถปฏิสัมภิทา ความรู้ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงความดับสังขาร เป็นธรรมปฏิสัมภิทา

      เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้มีความรู้ในธรรมอันเป็นสุตตะ เคยยะ ... เวทัลละ ความรู้เช่นนี้เรียกว่าธรรมปฏิสัมภิทา เมื่อภิกษุนั้นรู้เนื้อความแห่งธรรมที่ตรัสไว้นั้นๆ ว่า เนื้อความของพระบาลีเป็นอย่างนี้ๆ ความรู้เช่นนี้เรียกว่า อรรถปฏิสัมภิทากุศลธรรมคืออะไร ? คือ สมัยใดจิตที่เป็นกามาวจรกุศลเกิดขึ้น ... ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ความรู้ในธรรมเหล่านี้เป็นธรรมปฏิสัมภิทา และความรู้วิบากของกุศลธรรมเหล่านี้เป็นอรรถปฏิสัมภิทา

(766) อภิ.วิ. ๓๕/๗๑๙-๓๐/๓๕๙-๖๔


นิรุตติปฏิสัมภิทา

      คำว่า ตตฺร ธมฺมนิรุตฺตาภิลาเป าณํ (ความรู้ในการพูดภาษาคงที่นั้น) หมายความว่า นิรุตติปฏิสัมภิทา คือ ปัญญาแตกฉานในภาษามคธที่เป็นภาษาดั้งเดิมของเหล่าสัตว์ทั้งหมด ซึ่งเรียกว่า ธัมมนิรุตติ(ภาษาคงที่) เพราะเป็นภาษาที่แน่นอนอย่างนี้ว่า “คำนี้ถูก คำนี้ผิด”

      เมื่อได้ยินเสียงในเวลามีการพูดจากล่าวถ้อยคำที่[แสดงเนื้อความ]ถูกต้องไม่ผิดพลาด เรียกว่า สภาวนิรุตติ(ภาษาคงที่) โดยเกี่ยวกับผลและเหตุดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ผู้ที่บรรลุนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณเมื่อได้ยินคำว่า ผสฺโส เวทนา เป็นต้น ก็รู้ได้ว่าคำนี้ถูก แต่พอได้ยินคำว่า ผสฺสา เวทโน เป็นต้น ก็รู้ได้ว่าคำนี้ผิด

      คำว่า นิรุตฺติ มาจากศัพท์ว่า นิ (นำออก) + อุตฺติ (กล่าว) แปลตามศัพท์ว่า “ภาษาที่ถูกนำออกกล่าว” หมายถึง มูลภาษาที่ชาวมคธใช้สื่อสารพูดจากันในสมัยพุทธกาล และเป็นภาษาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์

คำว่า สภาวนิรุตฺติ มีรูปวิเคราะห์ว่า

      - สภาวภูตา นิรุตฺติ สภาวนิรุตฺติ = ศัพท์ที่คงสภาพเดิม, ศัพท์ที่ไม่แปรเปลี่ยน ชื่อว่าสภาวนิรุตติ (สัมภาวนาบุรพบทกรรมธารยสมาส)

คำว่า ธมฺมนิรุตฺติ มีรูปวิเคราะห์ว่า

      - ธมฺมภูตา นิรุตฺติ ธมฺมนิรุตฺติ = ศัพท์ที่คงสภาพเดิม, ศัพท์ที่ไม่แปรเปลี่ยน ชื่อว่า ธัมมนิรุตติ (สัมภาวนาบุรพบทกรรมธารยสมาส) วิสุทธิมรรคมหาฎีกา (767  วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๒/๔๒๘/๙๑)


    มีคำอธิบายอรรถของ ธมฺม ศัพท์ใน ธมฺมนิรุตฺติ ดังนี้

    ธมฺม ศัพท์ในคำว่า ธมฺมนิรุตฺตาภิลาเป แปลว่า “สภาพเดิม” ฉะนั้นจึงกล่าวว่า สภาวนิรุตฺติ หมายความว่า ภาษาที่ไม่แปรเปลี่ยน

      คำว่า สภาวนิรุตฺติ และ ธมฺมนิรุตฺติ เป็นคำไวพจน์กัน โดย ธมฺม ศัพท์ในคำว่า ธมฺมนิรุตฺตาภิลาเป มีความหมายเหมือน สภาว ศัพท์ใน สภาวนิรุตฺติ ดังนั้น คัมภีร์ฎีกาจึงอธิบายศัพท์ทั้งสองในความหมายเดียวกัน


ปฏิภาณปฏิสัมภิทา

      คำว่า ญาเณสุ ญาณํ (ความรู้ในญาณทั้งหลาย) หมายความว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา คือ ความรู้ที่มีปัญญาเป็นอารมณ์โดยผู้พิจารณารับเอาปัญญาในผล เหตุ และศัพท์ทุกอย่างเป็นอารมณ์ อีกอย่างหนึ่ง ปฏิภาณปฏิสัมภิทา คือ ความรู้อย่างกว้างขวางโดยเนื่องด้วยอารมณ์ของตนและหน้าที่เป็นต้นในญาณดังกล่าวนั้น

      ปฏิภาณปฏิสัมภิทาเป็นปัญญาอันแตกฉานในญาณ คือ ผล เหตุ และนิรุตติ รวมถึงความเข้าใจอารมณ์ หน้าที่ ลักษณะ รสะ ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานเป็นต้น เช่น ญาณประเภทนี้รับอารมณ์อย่างนี้แล้วเกิดขึ้นทำหน้าที่เช่นนี้ ญาณประเภทนี้มีลักษณะ รสะ ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานเช่นนั้น

      คำว่า สพฺพตฺถ ญาณํ แปลว่า “ความรู้ในญาณทุกอย่าง” หมายความว่า ความรู้ทั้งปวง ฉะนั้นจึงกล่าวว่า ญาณารมฺมณํ ญาณํ (ความรู้ที่มีปัญญาเป็นอารมณ์) 

      อีกอย่างหนึ่ง คำว่า สพฺพตฺถ แปลว่า ในผลเป็นต้นทุกอย่างอาทิ ศัพท์ในคำว่า สโคจรกิจฺจาทิวเสน (โดยเนื่องด้วยอารมณ์ของตนและหน้าที่เป็นต้น) หมายถึง ลักษณะ ปัจจุปัฏฐาน ปทัฏฐาน และภูมิ เป็นต้น (768  วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๒/๒๔๘/๙๒ )

สรุปความว่า ปฏิสัมภิทาญาณ คือ ปัญญาอันแตกฉานในผลเป็นต้น มี ๔ ประการ คือ

      ๑. อรรถปฏิสัมภิทา ปัญญาอันแตกฉานในผล คือ ผลทั้งหมดที่เกิดจากเหตุ วิบาก กิริยา นิพพาน และอรรถแห่งพระบาลี

      ๒. ธรรมปฏิสัมภิทา ปัญญาอันแตกฉานในเหตุ คือ เหตุทั้งหมดที่เกิดจากผล กุศล อกุศล อริยมรรค และพระบาลี

      ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาอันแตกฉานในนิรุตติ คือ ภาษาบาลี

      ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาอันแตกฉานในญาณทั้งสามข้างต้น


ระดับของปฏิสัมภิทา

     [๔๒๙] ปฏิสัมภิทา ๔ เหล่านั้นมีความแตกฉานเป็น ๒ ระดับ คือ

     ๑. ระดับเสขะ คือ ปฏิสัมภิทาของพระเสขะ เช่น พระอานนท์ จิตตคฤหบดี ธัมมิกอุบาสก อุบาลีคหบดีและขุชชุตตราอุบาสิกา ที่มีความแตกฉานในระดับเสขะ

     ๒. ระดับอเสขะ คือ ปฏิสัมภิทาของพระอัครสาวกและพระมหาสาวกที่มีความแตกฉานในระดับอเสขะ

     คำว่า เสข, อเสข มีศัพท์เดิมมาจาก เสกฺข, อเสกฺข ลบ ก อักษรที่เป็นพยัญชนะสังโยค ด้วยสูตรในโมคคัลลานไวยากรณ์ (กัณฑ์ที่ ๑ สูตร ๔๗) ว่า ตทมินาทีนิ (รูปว่า ตทมินา เป็นต้น ย่อมสำเร็จ) ดังคำว่า ทุโข = ทุกฺโข (ทุกข์)

     - ปุตฺตานญฺหิ วโธ ทุโข (เพราะการเบียดเบียนบุตรนำทุกข์มาให้)

     - มาติโฆ ลภเต ทุขํ (ผู้ทำร้ายมารดาย่อมได้รับทุกข์)

     - อปฺปสฺสาทา กามา ทุขา (กามคุณมีความเพลิดเพลินน้อย เป็นทุกข์)

     - นตฺถิ กามปรํ ทุขํ (ทุกข์ที่ยิ่งไปกว่าความใคร่ไม่มี) อเปขา = อเปกฺขา (การมองหา)

     - อุปสมฺปทาเปโข = อุปสมฺปทาเปกฺโข (ผู้มองหาการอุปสมบท) แม้สัททนีติปกรณ์ (ธาตุมาลา) ก็กล่าวว่า

      เสกฺโข, อเสกฺโข. กการโลเป “เสโข อเสโขติ รูปานิ ภวนฺติ. (769 นีติ.ธาตุ. ๓๒) เสกฺโข (พระเสกขะ), อเสกฺโข (พระอเสกขะ) เมื่อลบ ก อักษรก็มีรูปว่า เสโข (พระเสขะ), อเสโข (พระอเสขะ)


ปฏิสัมภิทาแก่กล้าด้วยเหตุ ๕ ประการ

     อนึ่ง ปฏิสัมภิทาที่มีความแตกฉานในทั้ง ๒ ระดับนี้ย่อมทำให้แก่กล้าด้วยเหตุ ๕ ประการดังนี้

      ๑. อธิคมะ การบรรลุธรรม คือ การบรรลุอรหัตตผล [เพราะความแตกฉานในระดับเสกขะมีขอบเขตแคบ ส่วนความแตกฉานในระดับอเสกขะมีขอบเขตกว้างขวาง 770 วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๒/๔๒๙/๙๓]

      ๒. ปริยัติ การเล่าเรียน คือ การศึกษาพระพุทธวจนะ

      ๓. สวนะ การฟัง คือ การสนใจฟังธรรมโดยเคารพ

      ๔. ปริปุจฉา ความต้องการรู้รายละเอียด คือ การกล่าวถึงข้อวินิจฉัยของคัณฐิบท

(บทที่มีเนื้อความเข้าใจยาก) และอรรถบท (บทที่มีใจความเข้าใจยาก) ในพระบาลีและอรรถกถาเป็นต้น[ข้อความว่า เป็นต้น หมายถึง อาจริยวาท (คำสอนของอาจารย์) และอัตตโนมติ (ความเห็นส่วนบุคคล) 771 ขุ.ป.อ.คณฺฐิปท ๓๐]

๕. ปุพพโยคะ ความเพียรในภพก่อน คือ การเจริญวิปัสสนาจนถึงสังขารุเปกขาญาณที่อยู่ใกล้อนุโลมญาณและโคตรภูญาณด้วยคตปัจจาคตวัตร (ข้อปฏิบัติในเวลาไปและกลับจากบิณฑบาต) ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน


คัมภีร์อภิธัมมาวตารมีการประพันธ์เป็นคาถาท่องจำว่า

        ปริยตฺติปริปุจฺฉาหิ      สวนาธิคเมหิ จ

        ปุพฺพโยเคน คจฺฉนฺติ    ปเภทํ ปฏิสมฺภิทา. (772 อภิ.วตาร ๑๑๙๑)

      ปฏิสัมภิทาญาณย่อมถึงความแตกฉานด้วยการเรียนพระพุทธพจน์ 

      ความต้องการรู้รายละเอียด การฟังธรรม การบรรลุธรรม และความเพียรใน

      ภพก่อน

-------------



[full-post]

 


(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต)


     [๓๒] จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว สงฺคหวตฺถูนิ กตมานิ จตฺตาริ ทานํ เปยฺยวชฺชํ อตฺถจริยา สมานตฺตตา อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ สงฺคหวตฺถูนีติ ฯ

         ทานญฺจ เปยฺยวชฺชญฺจ        อตฺถจริยา จ ยา อิธ

         สมานตฺตตา จ ธมฺเมสุ        ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ

         เอเต โข สงฺคหา โลเก        รถสฺสาณีว ยายโต ฯ

         เอเต จ สงฺคหา นาสฺสุ        น มาตา ปุตฺตการณา

         ลเภถ มานํ ปูชํ วา            ปิตา วา ปุตฺตการณา ฯ

         ยสฺมา จ สงฺคหา เอเต        สมเวกฺขนฺติ ปณฺฑิตา

         ตสฺมา มหตฺตํ ปปฺโปนฺติ        ปาสํสา จ ภวนฺติ เตติ ฯ

                              สังคหสูตร

      [๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังคหวัตถุ ๔ ประการนี้, ๔ ประการเป็นไฉน คือ ทาน การให้ ๑ เปยยวัชชะ ความเป็นผู้มีวาจาน่ารัก ๑ อัตถจริยา ความประพฤติประโยชน์ ๑ สมานัตตา ความเป็นผู้มีตนเสมอ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังคหวัตถุ ๔ ประการนี้แล ฯ

                          การให้ ๑ ความเป็นผู้มีวาจาน่ารัก ๑ ความประพฤติประโยชน์

                          ในโลกนี้ ๑ ความเป็นผู้มีตนสม่ำเสมอในธรรมนั้นๆ ตาม

                          สมควร ๑ ธรรมเหล่านั้นแล เป็นเครื่องสงเคราะห์โลก

                          ประดุจสลักเพลาควบคุมรถที่แล่นไปอยู่ไว้ได้ ฉะนั้น

                          ถ้าธรรมเครื่องสงเคราะห์เหล่านี้ ไม่พึงมีไซร้ มารดาหรือบิดาไม่

                          พึงได้ความนับถือหรือบูชาเพราะเหตุแห่งบุตร ก็เพราะเหตุที่

                          บัณฑิตพิจารณาเห็นธรรมเครื่องสงเคราะห์เหล่านี้ ฉะนั้น

                          พวกเขาจึงถึงความเป็นใหญ่ และเป็นที่น่าสรรเสริญ ฯ

                                               จบสูตรที่ ๒


(อรรถกถา อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ จักกวรรคที่ ๔)

๒. สงฺคหสุตฺตวณฺณนา

     [๓๒] ทุติเย สงฺคหวตฺถูนีติ สงฺคณฺหนการณานิ. ทานญฺจาติอาทีสุ เอกจฺโจ หิ ทาเนเนว สงฺคณฺหิตพฺโพ โหติ, ตสฺส ทานเมว ทาตพฺพํ. เปยฺยวชฺชนฺติ ปิยวจนํ. เอกจฺโจ หิ "อยํ ทาตพฺพํ นาม เทติ, เอเกน ๓- ปน วจเนน สพฺพํ มกฺเขตฺวา นาเสติ, กึ เอตสฺส ๔- ทานนฺ"ติ วตฺตา โหติ. เอกจฺโจ "อยํ กิญฺจาปิ ทานํ น เทติ, กเถนฺโต ปน เตเลน วิย มกฺเขติ. เอส เทตุ วา มา วา, วจนเมวสฺส สหสฺสํ อคฺฆตี"ติ วตฺตา โหติ. เอวรูโป ปุคฺคโล ทานํ น ปจฺจาสึสติ, ปิยวจนเมว ปจฺจาสึสติ. ตสฺส ปิยวจนเมว วตฺตพฺพํ. อตฺถจริยาติ อตฺถสํวฑฺฒนกถา. เอกจฺโจ หิ เนว ทานํ, น ปิยวจนํ ปจฺจาสึสติ, อตฺตโน หิตกถํ วฑฺฒิกถเมว ปจฺจาสึสติ. เอวรูปสฺส ปุคฺคลสฺส "อิทํ เต กาตพฺพํ, อิทํ น กาตพฺพํ, เอวรูโป ปุคฺคโล เสวิตพฺโพ, เอวรูโป น เสวิตพฺโพ"ติ เอวํ อตฺถจริยกถาว กเถตพฺพา. สมานตฺตตาติ สมานสุขทุกฺขภาโว. เอกจฺโจ หิ ทานาทีสุ เอกมฺปิ น ปจฺจาสึสติ, เอกาสเน นิสชฺชํ, เอกปลฺลงฺเก สยนํ, เอกโต โภชนนฺติ เอวํ สมานสุขทุกฺขตํ ปจฺจาสึสติ. โส สเจ คหฏฺฐสฺส ชาติยา ปพฺพชิตสฺส สีเลน สทิโส โหติ, ตสฺสายํ สมานตฺตตา กาตพฺพา. ตตฺถ ตตฺถ ยถารหนฺติ เตสุ เตสุ ธมฺเมสุ ยถานุจฺฉวิกํ สมานตฺตตาติ อตฺโถ. รถสฺสาณีว ยายโตติ ยถา รถสฺส คจฺฉโต อาณิ สงฺคโห นาม โหติ, ยานํ ๑-สงฺคณฺหาติ, เอวมิเม สงฺคหา โลกํ สงฺคณฺหนฺติ. น มาตา ปุตฺตการณาติ ยทิ มาตา เอเต สงฺคเห ปุตฺตสฺส น กเรยฺย, ปุตฺตการณา มานํ วา ปูชํ วา น ลเภยฺย. สงฺคหา เอเตติ อุปโยควจเน ปจฺจตฺตํ. สงฺคเห เอเตติ วา ปาโฐ. สมเวกฺขนฺตีติ สมฺมาเปกฺขนฺติ. ปาสํสา จ ภวนฺตีติ ปสํสนียา จ ภวนฺติ.

(เชิงอรรถ: 

   ๑ ฉ.ม. สปฺปุริสาวสฺสโยติ 

   ๒ ฉ.ม. อวสฺสยนํ เสวนํ ภชนํ, สุ.วิ. ๓/๓๕๔/๒๖๐ จตฺตาโรธมฺมวณฺณนา     

   ๓ ฉ.ม. เอเกเกน ๔ ฉ.ม. กึ ตสฺส)


๒. สังคหสูตร

               อรรถกถาสังคหสูตรที่ ๒               

               พึงทราบวินิจฉัยในสังคหสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-

               บทว่า สงฺคหวตฺถูนิ คือ เหตุแห่งการสงเคราะห์กัน.

               ในบทว่า ทานญฺจ เป็นอาทิ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้.

               ก็บุคคลบางคนควรรับสงเคราะห์ด้วยทานอย่างเดียว ก็พึงให้ทานอย่างเดียวแก่เขา.

               บทว่า เปยฺยวชฺชํ คือ พูดคำน่ารัก.


       จริงอยู่ บุคคลบางคนพูดว่า ผู้นี้ให้สิ่งที่ควรให้ แต่ด้วยคำๆ เดียว เขาก็พูดลบหลู่หมดทำให้เสียหาย เขาให้ทำไม ดังนี้. บางคนพูดว่า ผู้นี้ไม่ให้ทานก็จริง ถึงดังนั้น เขาก็พูดได้ระรื่นเหมือนเอาน้ำมันทา. ผู้เช่นนั้นจะให้ก็ตามไม่ให้ก็ตาม แต่ถ้อยคำของเขา ย่อมมีค่านับพัน. บุคคลเห็นปานนี้ย่อมไม่หวังการให้ ย่อมหวังแต่ถ้อยคำที่น่ารักอย่างเดียว ควรกล่าวแต่คำที่น่ารักแก่เขาเท่านั้น.

         บทว่า อตฺถจริยา คือ พูดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์และทำความเจริญ.

         จริงอยู่ บางคนมิใช่หวังแต่ทานการให้ มิใช่หวังแต่ปิยวาจา ถ้อยคำที่น่ารัก หากหวังแต่การพูดที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล การพูดที่ทำความเจริญแก่ตนถ่ายเดียว. พึงกล่าวแต่เรื่องบำเพ็ญประโยชน์แก่บุคคลผู้เห็นปานนั้นอย่างนี้ว่า ท่านควรทำกิจนี้ ไม่ควรทำกิจนี้ บุคคลเช่นนี้ควรคบ เช่นนี้ไม่ควรคบ.

        บทว่า สมานตฺตตา คือ ความเป็นผู้มีสุขมีทุกข์เสมอกัน.

        จริงอยู่ บุคคลบางคนย่อมไม่หวังสังคหวัตถุมีทานเป็นต้น แม้แต่อย่างหนึ่ง หากหวังความร่วมสุขร่วมทุกข์อย่างนี้ คือนั่งบนอาสนะเดียวกัน นอนบนเตียงเดียวกัน บริโภคร่วมกัน. ถ้าเขาเป็นคฤหัสถ์ย่อมเสมอกันโดยชาติ บรรพชิตย่อมเสมอกันโดยศีล ความวางตนสม่ำเสมอนี้ ควรทำแก่บุคคลนั้น.

        บาทคาถาว่า ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ ความว่า ความวางตนสม่ำเสมอในธรรมนั้นๆ ตามสมควร.

        บาทคาถาว่า รถสฺสาณีว ยายโต ความว่า สังคหธรรมเหล่านี้ย่อมยึดเหนี่ยวโลกไว้ได้ เหมือนสลัก (ที่หัวเพลา) ย่อมยึดรถที่แล่นไปอยู่ คือย่อมยึดยาน (คือรถ) ไว้ได้ฉะนั้น.

        บาทคาถาว่า น มาตา ปุตฺตการณา ความว่า ถ้ามารดาไม่พึงทำการสงเคราะห์เหล่านั้นแก่บุตรไซร้ ท่านก็ไม่พึงได้รับความนับถือหรือบูชา เพราะบุตรเป็นเหตุ.

        สองบทว่า สงฺคหา เอเต เป็นปฐมาวิภัติใช้ในอรรถทุติยาวิภัติ. อนึ่ง ปาฐะว่า สงฺคเห เอเต ก็มี

        บทว่า สมเวกฺขนฺติ คือ ย่อมพิจารณาเห็นโดยชอบ.

        หลายบทว่า ปาสํสา จ ภวนฺติ คือ ย่อมเป็นผู้ควรสรรเสริญ.

                  ----------------

               จบอรรถกถาสังคหสูตรที่ ๒    


[full-post]

(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑) 

(๕) วฏฺฏกชาตกํ

     [๓๕]  สนฺติ ปกฺขา อปตนา          สนฺติ ปาทา อวญฺจนา,

                มาตา ปิตา จ นิกฺขนฺตา     ชาตเวท ปฏิกฺกมาติ ฯ

            ปีกของเรามีอยู่ แต่ก็บินไม่ได้ เท้าทั้งสองของเราก็มีอยู่ แต่ก็เดินไม่ได้,

            มารดาและบิดาของเราออกไปหาอาหาร ดูกรไฟ ท่านจงถอยกลับไปเสีย.

            วฏฺฏกชาตกํ ปญฺจมํ ฯ วัฏฏกชาดก ที่ ๕ 

------------------

อรรถกถา วัฏฏกชาดก

๕ วฏฺฏกชาตกํ

     สนฺติ ปกฺขาติ อิทํ สตฺถา มคเธสุ จาริกญฺจรมาโน ทาวคฺคินิพฺพาปนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

     พระศาสดา เมื่อเสด็จเที่ยวจาริกไปในมคธชนบททั้งหลาย ทรงปรารภการดับไฟป่า จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สนฺติ ปกฺขา ดังนี้. 

     เอกสฺมิญฺหิ สมเย สตฺถา มคเธสุ จาริกํ จรมาโน อญฺญตรสฺมึ มคธคามเก ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ภิกฺขุคณปริวุโต มคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ 

     มีเรื่องเล่ากันมาว่า สมัยหนึ่ง พระศาสดาเสด็จสู่ที่จาริกในชนบทของแคว้นมคธ เที่ยวบิณฑบาตในมคธคามแห่งหนึ่ง หลังจากกลับจากบิณฑบาตทำภัตตกิจเสร็จแล้ว พร้อมทั้งหมู่ภิกษุแวดล้อมดำเนินสู่หนทาง ฯ

     ตสฺมึ สมเย มหาทาโว อุฏฺฐหิ ฯ ปุรโต จ ปจฺฉโต จ พหู ภิกฺขู ทิสฺสนฺติ ฯ โสปิ โข อคฺคิ เอกธูโม เอกชาโล หุตฺวา อวตฺถรมาโน อาคจฺฉเตว ฯ 

     สมัยนั้น ไฟป่าเป็นอันมากตั้งขึ้น ภิกษุเป็นอันมากเห็นทั้งข้างหน้าและข้างหลัง. ไฟแม้นั้นแลมีควันเป็นกลุ่มเดียว มีเปลวเป็นกลุ่มเดียว กำลังลุกลามมาอยู่ทีเดียว.

     ตตฺเถเก ปุถุชฺชนภิกฺขู มรณภยภีตา ปฏคฺคึ ทสฺสาม เตน ทฑฺฒฏฺฐานํ อิตโร อคฺคิ น โอตฺถริสฺสตีติ อรณิสหิตํ นีหริตฺวา อคฺคึ กโรนฺติ ฯ

     บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุปุถุชนพวกหนึ่งกลัวต่อมรณภัย กล่าวว่า พวกเราจะจุดไฟตัดทางไฟ ไฟที่ไหม้มาจักไม่ไหม้ท่วมทับที่ ที่ไฟนั้นไหม้แล้ว จึงนำหินเหล็กไฟออกมาจุดไฟ.

     อปเร อาหํสุ อาวุโส ตุมฺเห กินฺนาม กโรถ คคนมชฺเฌ ฐิตํ จนฺทมณฺฑลํ ปาจีนโลกธาตุโต อุคฺคจฺฉนฺตํ สหสฺสรํสีปฏิมณฺฑิตํ สุริยมณฺฑลํ เวลาตีเร ฐิตา สมุทฺทํ สิเนรุ ํ นิสฺสาย ฐิตา สิเนรุ ํ อปสฺสนฺตา วิย สเทวเก โลเก อคฺคปุคฺคลํ อตฺตนา สทฺธึ คจฺฉนฺตเมว สมฺมาสมฺพุทฺธํ อโนโลเกตฺวา ปฏคฺคึ เทมาติ วเทถ พุทฺธพลํ นาม น ชานาถ เอถ สตฺถุ สนฺติกํ คมิสฺสามาติ ฯ

     ภิกษุอีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ พวกท่านกระทำกรรมชื่ออะไร พวกท่านไม่เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบุคคลผู้เลิศในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้เสด็จไปพร้อมกับตนนั่นเอง เหมือนคนไม่เห็นดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่ในท้องฟ้า ไม่เห็นดวงอาทิตย์ประดับด้วยรัศมีตั้งพัน กำลังขึ้นจากโลกธาตุ ด้านทิศตะวันออก เหมือนคนยืนอยู่ที่ริมฝั่งทะเล ไม่เห็นทะเล เหมือนคนยืนพิงเขาสิเนรุ ไม่เห็นเขาสิเนรุ ฉะนั้น พากันพูดว่า จะจุดไฟตัดทางไฟ ชื่อว่า พระกำลังของพระพุทธเจ้า พวกท่านไม่รู้ มาเถิดท่าน พวกเราจักไปยังสำนักของพระศาสดา.


     เต ปุรโต จ ปจฺฉโต จ คจฺฉนฺตา สพฺเพปิ เอกโต หุตฺวา ทสพลสฺส สนฺติกํ อคมํสุ ฯ สตฺถา มหาภิกฺขุสงฺฆปริวาโร อญฺญตรสฺมึ ปเทเส อฏฺฐาสิ ฯ ทาวคฺคิ อภิภวนฺโต วิย วิรวนฺโต อาคจฺฉติ อาคนฺตฺวา ตถาคตสฺส ฐิตฏฺฐานํ ปตฺวา ตสฺส ปเทสสฺส สมนฺตา โสฬสกรีสมตฺตํ ฐานํ ปตฺโต อุทเก โอปิลาปิตติณุกฺกา วิย นิพฺพายติ วินิพฺเพธโต ทฺวตฺตึสกรีสมตฺตฏฺฐานํ อวตฺถริตุํ นาสกฺขิ ฯ 

     ภิกษุเหล่านั้น เมื่อไปทั้งข้างหน้าและข้างหลัง แม้ทั้งหมดได้รวมกันไปยังสำนักของพระทศพล พระศาสดามีภิกษุหมู่ใหญ่เป็นบริวาร ได้ประทับยืนอยู่ ณ ประเทศแห่งหนึ่ง ไฟป่าไหม้เสียงดังมาเหมือนจะท่วมทับ ครั้นมาถึงที่ที่พระตถาคตประทับยืน พอถึงที่ประมาณ ๑๖ กรีส รอบประเทศนั้นก็ดับไป เหมือนคบไฟที่เขาจุ่มลงในนํ้า ฉะนั้น ไม่อาจท่วมทับที่ประมาณ ๓๒ กรีส โดยการแลบเข้าไป.


     ภิกฺขู สตฺถุ คุณกถํ อาหํสุ อโห พุทฺธานํ คุณา นาม อยญฺหิ นาม อเจตโน อคฺคิ พุทฺธานํ ฐิตฏฺฐานํ อวตฺถริตุ ํ น สกฺโกติ อุทเกน ติณุกฺกา วิย นิพฺพายติ อโห พุทฺธานํ อานุภาโว นามาติ ฯ 

     ภิกษุทั้งหลายพากันกล่าวคุณของพระศาสดาว่า น่าอัศจรรย์ ชื่อว่าพระคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ชื่อว่าไฟนี้ไม่มีจิตใจ ยังไม่อาจท่วมทับที่ที่พระพุทธเจ้าประทับยืน ย่อมดับไป เหมือนคบเพลิงหญ้าดับด้วยนํ้า ฉะนั้น น่าอัศจรรย์ ชื่อว่าอานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.


     สตฺถา เตสํ กถํ สุตฺวา น ภิกฺขเว อิทํ เอตรหิ มยฺหํ พลํ ยํ อิมํ ภูมิปฺปเทสํ ปตฺวา เอส อคฺคิ นิพฺพายติ อิทมฺปน มยฺหํ โปราณกสจฺจพลํ อิมสฺมึ หิ ปเทเส สกลมฺปิ อิมํ กปฺปํ อคฺคิ น ชลิสฺสติ กปฺปฏฺฐิติปาฏิหาริยํ นาเมตนฺติ อาห ฯ 

     พระศาสดาได้ทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ไฟนี้ถึงภูมิประเทศนี้แล้วดับไป เป็นกำลังของเราในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ ก็ข้อนี้เป็นกำลังแห่งสัจจะอันมีในก่อนของเรา ด้วยว่าในประเทศที่นี้ ไฟจักไม่ลุกโพลงตลอดกัปนี้แม้ทั้งสิ้น นี้ชื่อว่าปาฏิหาริย์ตั้งอยู่ตลอดกัป.

    อถายสฺมา อานนฺโท สตฺถุ นิสีทนตฺถาย จตุคฺคุณํ สงฺฆาฏึ ปญฺญเปสิ ฯ นิสีทิ สตฺถา ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา ฯ ภิกฺขุสงฺโฆปิ ตถาคตํ วนฺทิตฺวา ปริวาเรตฺวา นิสีทิ ฯ 

    ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ปูลาดสังฆาฏิ ๔ ชั้น เพื่อต้องการเป็นที่ประทับนั่งของพระศาสดา พระศาสดาประทับนั่งขัดสมาธิ ฝ่ายภิกษุสงฆ์ก็ถวายบังคมพระตถาคต แล้วนั่งแวดล้อมอยู่. 

     อถ สตฺถา "อิทํ ตาว ภนฺเต อมฺหากํ ปากฏํ อตีตํ ปฏิจฺฉนฺนํ ตํ โน ปากฏํ กโรถาติ ภิกฺขูหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

     ลำดับนั้น พระศาสดาอันภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องนี้ปรากฏแล้วแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายก่อน ส่วนเรื่องอดีตยังลี้ลับ ขอพระองค์โปรดกระทำเรื่องอดีตนั้นให้ปรากฏแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย จึงทรงนำเรื่องอดีตมาดังต่อไปนี้

     อตีเต มคธรฏฺเฐ ตสฺมึเยว ปเทเส โพธิสตฺโต วฏฺฏกโยนิยํ ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา มาตุกุจฺฉิโต ชาโต อณฺฑโกสมฺปทาเลตฺวา นิกฺขนฺตกาเล มหาภณฺฑสกฏนาภิปฺปมาโณ วฏฺฏกโปตโก อโหสิ ฯ

     ในอดีตกาล ในประเทศนั้นนั่นแหละในแคว้นมคธ พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดนกคุ่ม เกิดจากท้องมารดา ในเวลาทำลายกะเปาะฟองไข่ออกมา ได้เป็นลูกนกคุ่ม มีตัวประมาณเท่าดุมเกวียนบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่.

     อถ นํ มาตาปิตโร กุลาวเก นิปชฺชาเปตฺวา มุขตุณฺฑเกน โคจรํ อาหริตฺวา โปเสนฺติ ฯ ตสฺส ปกฺเข ปสาเรตฺวา อากาเส คมนพลํ วา ปาเท อุกฺขิปิตฺวา ถเล คมนพลํ วา นตฺถิ ฯ ตญฺจ ปเทสํ สํวจฺฉเร สํวจฺฉเร ทาวคฺคิ คณฺหาติ ฯ 

     ลำดับนั้น บิดามารดาให้พระโพธิสัตว์นั้นนอนในรัง แล้วนำอาหารมาเลี้ยงดูด้วยจะงอยปาก. พระโพธิสัตว์นั้นไม่มีกำลังที่จะเหยียดปีกออกบินไปในอากาศ หรือไม่มีกำลังที่จะยกเท้าเดินไปบนที่ดอน และไฟป่าย่อมไหม้สถานที่ตรงนั้นทุกปีๆ.

     โส ตสฺมึปิ สมเย มหาวิรวํ วิรวนฺโต ตํ ปเทสํ คณฺหิ ฯ สกุณสงฺฆา อตฺตโน อตฺตโน กุลาวเกหิ นิกฺขมิตฺวา มรณภยภีตา วิรวนฺตา ปลายึสุ ฯ โพธิสตฺตสฺสาปิ มาตาปิตโร มรณภยภีตา โพธิสตฺตํ ฉฑฺเฑตฺวา ปลายึสุ ฯ

     สมัยแม้นั้น ไฟป่านั้นก็ไหม้ประเทศนั้นเสียงดังลั่น. หมู่นกพากันออกจากรังของตนๆ ต่างกลัวต่อมรณภัย ส่งเสียงร้องหนีไป บิดามารดา แม้ของพระโพธิสัตว์ก็กลัวต่อมรณภัย จึงทิ้งพระโพธิสัตว์หนีไป.


      โพธิสตฺโต กุลาวเก นิปนฺนโกว คีวํ อุกฺขิปิตฺวา อวตฺถริตฺวา อาคจฺฉนฺตํ อคฺคึ ทิสฺวา จินฺเตสิ สเจ มยฺหํ ปกฺเข ปสาเรตฺวา อากาเส คมนพลํ ภเวยฺย อุปฺปติตฺวา อญฺญตฺถ คจฺเฉยฺยํ, สเจ ปาเท อุกฺขิปิตฺวา ถเล คมนพลํ ภเวยฺย ปาทุทฺธาเรน อญฺญตฺถ คจฺเฉยฺยํ, มาตาปิตโรปิ โข เม มรณภยภีตา มํ เอกกํ ปหาย อตฺตานํ ปริตฺตายนฺตา ปลาตา, อิทานิ เม อญฺญํ ปฏิสรณํ นตฺถิ อตฺตาโณมฺหิ อสรโณ กึ นุ โข อชฺช มยา กาตุํ วฏฺฏตีติ ฯ 

     พระโพธิสัตว์นอนอยู่ในรังนั่นเอง ชะเง้อคอแลเห็นไฟป่ากำลังไหม้ตลบมา จึงคิดว่า ถ้าเราจะพึงมีกำลังที่จะเหยียดปีกออกบินไปในอากาศไซร้ เราก็จะพึงโบยบินไปที่อื่น ถ้าเราจะพึงมีกำลังที่จะยกเท้าเดินไปบนบกได้ไซร้ เราก็จะย่างเท้าไปที่อื่นเสีย, ฝ่ายบิดามารดาของเราก็กลัวแต่มรณภัย ทิ้งเราไว้แต่ผู้เดียว เมื่อจะป้องกันตน จึงได้หนีไป, บัดนี้ ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เราไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่พึ่ง วันนี้ เราจะทำอย่างไรหนอจึงจะควร.


     อถสฺส เอตทโหสิ "อิมสฺมึ โลเก สีลคุโณ นาม อตฺถิ สจฺจคุโณ นาม อตฺถิ อตีเต ปารมิโย ปูเรตฺวา โพธิตเล นิสีทิตฺวา อภิสมฺพุทฺธา สีลสมาธิปญฺญาวิมุตฺติวิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปนฺนา สจฺจานุทฺทยการุญฺญขนฺติสมนฺนาคตา สพฺพสตฺเตสุ จ สมฺปวตฺตเมตฺตาภาวนา สพฺพญฺญุพุทฺธา นาม อตฺถิ เตหิ จ ปฏิวิทฺธา ธมฺมคุณา นาม อตฺถิ มยิ วาปิ เอกํ สจฺจํ อตฺถิ สํวิชฺชมาโน เอโก สภาวธมฺโม ปญฺญายติ ตสฺมา อตีตพุทฺเธ เจว เตหิ ปฏิวิทฺธคุเณ จ อาวชฺชิตฺวา มยิ วิชฺชมานํ สจฺจสภาวธมฺมํ คเหตฺวา สจฺจกิริยํ กตฺวา อคฺคึ ปฏิกฺกมาเปตฺวา อชฺช มยา อตฺตโน เจว เสสสกุณานญฺจ โสตฺถิภาวํ กาตุํ วฏฺฏตีติ ฯ 

     ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์นั้น ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า "ชื่อว่าคุณแห่งศีล ย่อมมีอยู่ในโลกนี้ ชื่อว่าคุณแห่งสัจจะก็ย่อมมี ในอดีตกาล ชื่อว่าพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายประทับนั่งที่พื้นต้นโพธิ ได้ตรัสรู้พร้อมยิ่งแล้ว ทรงเพียบพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติและวิมุตติญาณทัสสนะ ทรงประกอบด้วยสัจจะ ความเอ็นดู ความกรุณาและขันติ ย่อมมีอยู่ และคุณของพระธรรมทั้งหลายที่พระสัพพัญญพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น ทรงรู้แจ้งแล้ว ย่อมมีอยู่, เออก็ ความสัจอย่างหนึ่ง ย่อมมีอยู่ในเราแท้ สภาวธรรมอย่างหนึ่งย่อมมีปรากฏอยู่ เพราะฉะนั้น เราจะรำลึกถึงอดีตพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และคุณทั้งหลายที่อดีตพระพุทธเจ้าเหล่านั้นรู้แจ้งแล้ว ถือเอาสภาวธรรม คือสัจจะซึ่งมีอยู่ในเรา กระทำสัจกิริยาให้ไฟถอยกลับไป กระทำความปลอดภัยแก่ตนและหมู่นกที่เหลือในวันนี้ ย่อมควร. 

    เตน วุตฺตํ

        อตฺถิ โลเก สีลคุโณ         สจฺจํ โสเจยฺย นุทฺทยา

        เตน สจฺเจน กาหามิ        สจฺจกิริยมนุตฺตรํ

        อาวชฺชิตฺวา ธมฺมพลํ      สริตฺวา ปุพฺพเก ชิเน

        สจฺจพลมวสฺสาย             สจฺจกิริยมกาสหนฺติ ฯ

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

        คุณแห่งศีลมีอยู่ในโลก ความสัตย์ ความสะอาด และความเอ็นดู มีอยู่ในโลก 

        ด้วยความสัจนั้น ข้าพเจ้าจักทำสัจกิริยาอันยอดเยี่ยม 

        ข้าพเจ้าพิจารณากำลังแห่งธรรม ระลึกถึงพระชินเจ้าทั้งหลายในปางก่อน 

        อาศัยกำลังสัจจะ ขอทำสัจกิริยา.


     อถ โพธิสตฺโต อตีเต ปรินิพฺพุตานํ พุทฺธานํ คุเณ อาวชฺชิตฺวา อตฺตนิ วิชฺชมานํ สจฺจสภาวํ อารพฺภ สจฺจกิริยํ กโรนฺโต อิมํ คาถมาห

     ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ระลึกถึงพระคุณทั้งหลายของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ปรินิพพานไปแล้วในอดีต แล้วปรารภสภาวะคือสัจจะซึ่งมีอยู่ในตน เมื่อจะทำสัจกิริยาจึงกล่าวคาถานี้ว่า

        สนฺติ ปกฺขา อปตนา           สนฺติ ปาทา อวญฺจนา

        มาตา ปิตา จ นิกฺขนฺตา      ชาตเวท ปฏิกฺกมาติ ฯ

        ปีกของเรามีอยู่ แต่ก็บินไม่ได้ เท้าทั้งสองของเรามีอยู่ แต่ก็เดินไม่ได้ 

        มารดาและบิดาของเรา ออกไปหาอาหาร ดูก่อนไฟ ท่านจงถอยกลับไปเสีย.


     ตตฺถ สนฺติ ปกฺขา อปตนาติ มยฺหํ ปกฺขา นาม อตฺถิ อุปลพฺภนฺติ น จ โข สกฺกา เอเตหิ อุปฺปติตุํ อากาเสน คนฺตุนฺติ อปตนา ฯ 

     บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ ปกฺขา อปตนา ความว่า ชื่อว่า ปีกทั้งสองของเรามีอยู่ คือเกิดมีอยู่แต่ไม่อาจบิน คือไปทางอากาศด้วยปีกเหล่านั้นได้ เหตุนั้นจึงชื่อว่าบินไม่ได้.


     สนฺติ ปาทา อวญฺจนาติ ปาทาปิ เม อตฺถิ เตหิ ปน วญฺจิตุํ ปทวารคมเนน คนฺตุํ น สกฺกาติ อวญฺจนา ฯ 

     บาทคาถาว่า "สนฺติปาทา อวญฺจนา" ความว่า "แม้เท้าทั้งสองของเราก็มีอยู่แต่ไม่อาจเดิน คือไปโดยการย่างเท้าไปด้วยเท้าทั้งสองนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเดินไม่ได้".

     มาตา ปิตา จ นิกฺขนฺตาติ เย จ มํ อญฺญตฺถ เนยฺยุํ เตปิ มรณภเยน มาตาปิตโร นิกฺขนฺตา ฯ 

     บาทคาถาว่า "มาตาปิตา จ นิกฺขนฺตา" ความว่า อนึ่ง แม้มารดาบิดาผู้จะนำเราไปที่อื่น แม้นั้นก็ออกไปแล้ว เพราะกลัวตาย ฯ

     ชาตเวทาติ อคฺคึ อาลปติ ฯ 

     นกคุ่ม ร้องเรียกไฟว่า "ชาตเวท" 

     โส หิ ชาโตว เวทยฺติ ปญฺญายติ ตสฺมา ชาตเวโทติ วุจฺจติ ฯ 

     จริงอยู่ ไฟนั้นพอเกิดก็รู้ คือปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่าชาตเวทะ เกิดก็รู้.

     ปฏิกฺกมาติ ปฏิคจฺฉ นิวตฺตาติ ชาตเวทํ อาณาเปสิ ฯ 

     ด้วยบทว่า ปฏิกฺกม นี้ พระโพธิสัตว์สั่งไฟว่า จงถอยไป คือจงกลับไป.


     อิติ มหาสตฺโต สเจ มยฺหํ ปกฺขานํ อตฺถิภาโว เต จ ปสาเรตฺวา อากาเส อปตนภาโว ปาทานํ อตฺถิภาโว เต จ อุกฺขิปิตฺวา อวญฺจนภาโว มาตาปิตูนํ มํ กุลาวเกเยว ฉฑฺเฑตุวา ปลาตภาโว จ สพฺโพ สภาวภูโตเยว, ชาตเวท เอเตน สจฺเจน ตฺวํ อิโต ปฏิกฺกมาติ กุลาวเก นิปนฺนโกว สจฺจกิริยํ อกาสิ ฯ

     ดังนั้น พระมหาสัตว์นอนอยู่ในรังนั่นแหละได้ทำสัจกิริยาว่า ถ้าความที่ปีกทั้งสองของเรามี ๑ ภาวะคือการเหยียดปีกทั้งสองบินไปทางอากาศไม่ได้ ๑ ความที่เท้าทั้งสองมี ๑ ภาวะคือการยกเท้าทั้งสองนั้นเดินไปไม่ได้ ๑ ความที่มารดาบิดาทิ้งเราไว้ในรังนั่นแหละแล้วหนีไป ๑ ทั้งหมดเป็นตัวสภาวะทั้งนั้น ดูก่อนไฟ ด้วยคำสัจนี้ ท่านจงกลับไปจากที่นี้.


     ตสฺส สห สจฺจกิริยาย โสฬสกรีสมตฺเต ฐาเน ชาตเวโท ปฏิกฺกมิ ปฏิกฺกมนฺโต จ ปน ฌายมาโน วเน อญฺญํ คโต อุทเก ปน โอปิลาปิตา อุกฺกา วิย ตตฺเถว นิพฺพายิ ฯ 

     พร้อมกับสัจกิริยาของพระโพธิสัตว์นั้น ไฟได้ถอยกลับไปในที่ประมาณ ๑๖ กรีส ก็แหละ เมื่อจะถอยไป ก็ไหม้ไปยังที่อื่นในป่า ทั้งดับแล้วในที่นั้นเอง เหมือนคบเพลิงอันบุคคลให้จมลงในนํ้า ฉะนั้น


     เตน วุตฺตํ - เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกลว่า คาถาว่า- 

       สห สจฺเจ กเต มยฺหํ        มหาปชฺชลิโต สิขี

       วชฺเชสิ โสฬส กรีสานิ     อุทกํ ปตฺวา ยถา สิขี

        สจฺเจน เม สโม นตฺถิ      เอสา เม สจฺจปารมีติ ฯ  

       เมื่อเราทำสัจจะ เปลวไฟอันรุ่งเรืองใหญ่หลีกไป ๑๖ กรีส พร้อมด้วยคำสัตย์ 

       ประหนึ่งเปลวไฟอันตกถึงนํ้าก็ดับไป ฉะนั้น สิ่งไรเสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี 

       นี้เป็นสัจบารมีของเรา ดังนี้.


     ตํ ปเนตํ ฐานํ สกเลปิ อิมสฺมึ กปฺเป อคฺคินา อนภิภวนิยตฺตา กปฺปฏฺฐิติยนฺนาม ปาฏิหาริยํ ชาตํ ฯ 

     ก็สถานที่นี้นั้นเกิดเป็นปาฏิหาริย์ ชื่อว่าตั้งอยู่ชั่วกัป เพราะไฟจะไม่ไหม้ในกัปนี้แม้ทั้งสิ้น. 


      เอวํ โพธิสตฺโต สจฺจกิริยํ กตฺวา ชีวิตปริโยสาเน ยถากมฺมํ คโต ฯ 

      พระโพธิสัตว์ ครั้นทำสัจกิริยาอย่างนี้แล้ว ในเวลาสิ้นชีวิตได้ไปตามยถากรรม.


     สตฺถา น ภิกฺขเว อิมสฺส ปนสฺส อคฺคิโน อนชฺโฌตฺถรณํ เอตรฺหิ มยฺหํ พลํ โปราณํ ปเนตํ วฏฺฏกโปตกกาเล มยฺหเมว สจฺจพลนฺติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ 

     พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ไฟไม่ไหม้สถานที่นี้ เป็นกำลังของเราในบัดนี้ หามิได้ ก็กำลังนั่นเป็นของเก่า เป็นสัจจพลังของเราเองในครั้งเป็นลูกนกคุ่ม ดังนี้, ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย


     สจฺจปริโยสาเน เกจิ โสตาปนฺนา อเหสุํ เกจิ สกทาคามิโน เกจิ อนาคามิโน เกจิ อรหตฺตํ ปตฺตาติ ฯ 

      ในเวลาจบสัจจะ บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี บางพวกบรรลุพระอรหัต.


     สตฺถาปิ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา "มาตาปิตโร เอตรหิ มาตาปิตโรว อเหสุํ, วฏฺฏกราชา ปน อหเมวาติ ฯ

     ฝ่ายพระศาสดาก็ทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า มารดาบิดาในครั้งนั้นคงเป็นมารดาบิดา อยู่ตามเดิมในบัดนี้ ส่วนพระยานกคุ่ม ได้เป็น เราตถาคต แล.

                    วฏฺฏกชาตกํ ปญฺจมํ ฯ

                     วัฏฏกชาดก ที่ ๕ 

                       นิฏฺฐิตํ 

                       จบแล้ว

                      ----------


[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.