แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุโบสถ แสดงบทความทั้งหมด


"บุพพกรณ์ ของอุโบสถเป็นข้อวัตร ที่ต้องทำก่อนการประชุมสงฆ์ มี ๔ อย่าง คือ

       - การปัดกวาดโรงอุโบสถ ๑

       - การตามประทีป ๑

       - การจัดเตรียมน้ำฉัน น้ำใช้ ๑

       - และสี่กับด้วยการปูลาดอาสนะ ๑

     บรรดาข้อวัตร๔ อย่างเหล่านั้น การปัดกวาดโรงอุโบสถ การเตรียมน้ำฉันน้ำใช้ และการปูลาดอาสนะ เหล่าภิกษุสงฆ์และสามเณรทั้งหลายผู้รู้วัตร ได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว, ส่วนกิจในการตามประทีบไม่มี เพราะเวลานี้เป็นเวลากลางวันจึงไม่ต้องตามประทีป บุพพกรณ์ของอุโบสถทั้งหลายเหล่านี้ จึงนับว่าได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

      บุพพกิจของอุโบสถ เป็นกิจ ๕ ข้อ ที่ต้องทำก่อนการสวดพระปาติโมกข์ คือ

การบอกฉันทะที่นำมา ๑

การบอกฉันทะและปาริสุทธิที่นำมา ๑

การบอกฤดู ๑

การนับจำนวนภิกษุ ๑

และ๕ กับด้วยการแจ้งการให้โอวาทแก่ภิกษุณีผู้มาขอ ๑

       บรรดาบุพพกิจห้าข้อเหล่านั้น ของอุโบสถกรรมนี้ การบอกฉันทะที่นำมาและการบอกฉันทะและปาริสุทธิที่นำมา ของภิกษุทั้งหลายผู้ควรแก่ฉันทะและปาริสุทธิไม่มี เพราะไม่มีภิกษุผู้นั่งอยู่ละหัตถบาสกันในสีมานี้, 

      การบอกอย่างนี้ว่า ล่วงไปแล้วกี่อุโบสถ ยังเหลืออีกกี่อุโบสถ ชื่อว่า การบอกฤดู,  

      อนึ่ง ฤดูในศาสนานี้มี ๓ ฤดู คือ ฤดูหนาว ๑ ฤดูร้อน ๑ ฤดูฝน ๑  

      ก็ฤดูนี้เป็นฤดูฝน มี ๗ อุโบสถ กับ ๑ ปวารณา อุโบสถนี้เป็นอุโบสถที่ ๓  ท่านทั้งหลายพึงทรงจำการบอกฤดูไว้ด้วยอาการอย่างนี้.

       การนับจำนวนภิกษุทั้งหลายว่า ในโรงอุโบสถแห่งนี้ มีภิกษุจำนวนเท่าไหร่ เป็นผู้ประชุมพร้อมกันแล้วเพื่อประโยชน์แก่การทำอุโบสถ ชื่อว่า การนับจำนวนภิกษุ

        อนึ่งในโรงอุโบสถแห่งนี้มีภิกษุที่ประชุมพร้อมกันแล้วจำนวนทั้งสิ้นจำนวน ๓๕ รูป ท่านทั้งหลายพึงทรงจำการนับจำนวนภิกษุไว้ด้วยอาการอย่างนี้.

        ส่วนการให้โอวาทแก่ภิกษุณีนั้นไม่มี เพราะบัดนี้เหล่าภิกษุณีไม่มีแล้ว บุพพกรณ์และบุพพกิจ ทั้ง ๙ ประการ จึงเป็นอันได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วยประการอย่างนี้.

       #ปัตตะกัลละ คือความพรั่งพร้อม ในการที่จะกระทำอุโบสถกรรม ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ ต้องเป็นวันอุโบสถ๑

ต้องมีภิกษุผู้สมควรแก่กรรมเพียงพอตามกำหนดจำนวนอย่างต่ำ ๑

ต้องไม่มีภิกษุผู้เป็นสภาคาบัติ ๑

และต้องไม่มีบุคคลต้องห้ามในหัตถบาส ๑

      วันอุโบสถนั้น มี ๓ วันคือ วันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ, วันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ และวันสามัคคีอุโบสถ ก็วันนี้เป็นวันอุโบสถ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙

มีภิกษุผู้สมควรแก่กรรมเพียงพอตามกำหนดจำนวนอย่างต่ำ เป็นปกกตัตตะภิกษุ

       อนึ่งภิกษุทั้งหลายเหล่านี้เป็นผู้ไม่ละหัตถบาส ดำรงอยู่ในสีมาเดียวกัน และวัตถุสภาคาบัติ มีการฉันอาหารในเวลาวิกาลเป็นต้น ไม่มีแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ บุคคลต้องห้าม ที่ควรเว้นไว้นอกหัตสบาส ๒๑ จำพวกมีคฤหัสถ์และบัณเฑาะก์ เป็นต้น ก็ไม่ได้มีอยู่ในหัตถบาสของภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ ดังนั้นความพรั่งพร้อม ด้วยลักษณะทั้ง ๔ ประการ อันชื่อว่าปัตตกัลละก็บริบูรณ์ดี

      "เมื่อสงฆ์ได้ทราบถึงความที่บุพพกรณ์และบุพพกิจได้ทำเสร็จแล้ว และองค์แห่งปัตตกัลละก็มีความบริบูรณ์ดังนี้แล้ว จึงควรเพื่ออันจะได้กระทำอุโบสถกรรม ดังนั้นกระผมขอโอกาสพระเถระในการเชื้อเชิญภิกษุผู้สวดพระปาติโมกข์ เพื่อแสดงพระปาติโมกข์ตามอนุมัติแห่งสงฆ์.

(ธัมมัชเฌสกภิกษุ พึงเข้าไปหาปาติโมกขุทเทสกภิกษุ ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่งนั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี กล่าวเชื้อเชิญ ๓ ครั้ง ว่า)

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (ว่า ๓ จบ)

     สงฺโฆ ภนฺเต(๑) เถรํ (๒)ปาติโมกฺขุทฺเทสํ อชฺเฌสติ, อุทฺทิสตุ เถโร(๓) ปาติโมกฺขํ.

     ทุติยมฺปิ ภนฺเต(๑) สงฺโฆ เถรํ (๒)ปาติโมกฺ

ขุทฺเทสํ อชฺเฌสติ, อุทฺทิสตุ เถโร(๓)ปาติโมกขํ.

     ตติยมฺปิ ภนฺเต(๑) สงฺโฆ เถรํ(๒) ปาติโมกฺ

ขุทฺเทสํ อชฺเฌสติ, อุทฺทิสตุ เถโร(๓)ปาติโมกขํ.

   “ ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ พระสงฆ์ย่อมเชื้อเชิญพระเถระ ให้แสดงพระปาติโมกข์ ขอพระเถระโปรดจงแสดงพระปาติโมกข์เถิด"

     แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ…

     แม้ครั้งที่ ๓ ฯลฯ"

(๑): อาวุโส, (๒):อายสฺมนฺตํ, (๓): อายสฺมา

……………………………………………

“วินโย นาม สาสนสฺส อายุ วินเย ฐิเต สาสนํ ฐิตํ โหติ.”

“พระวินัย เป็นอายุของพระศาสนา เมื่อพระวินัยยังดำรงอยู่ ศาสนาก็ชื่อว่ายังดำรงอยู่”


ที่มา - เพจ วัดเขาสนามชัย


[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


อุโบสถมีกี่อย่าง

   ถาม อุโบสถมีกี่อย่าง อะไรบ้าง แตกต่างกันอย่างไร

   ตอบ อุโบสถมี ๓ อย่าง ดังที่กล่าวไว้ในอรรถกถา ราชสูตร อัง, ติกนิบาต ข้อ ๔๗๖ ดังนี้

   ๑. ปกติอุโบสถ ได้แก่ การรักษาอุโบสถอันประกอบด้วยองค์แปด ชั่ววันหนึ่งคืนหนึ่ง ในวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม สมัยพุทธกาล

มีการรักษาในวัน ๕ ค่ำด้วย

   ๒. ปฏิชาคระอุโบสถ ได้แก่ อุโบสถของผู้ตื่นอยู่ การรักษาอุโบสถแบบนี้ ต้องอธิษฐานอุโบสถเดือนละ ๘ ครั้ง คือข้างขึ้น ๔ ครั้ง ข้างแรม ๔ ครั้ง วันที่รักษา ก็ได้แก่วัน ๕ ค่ำ ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ เหมือนปกติอุโบสถ ต่างกันแต่การรักษาปฏิชากระอุโบสถ ต้องรักษาครั้งละ ๓ วัน กล่าวคือ เมื่อจะรักษาอุโบสถวันใด ก็ต้องรับอุโบสถล่วงหน้าวันอุโบสถจริงๆ ๑ วัน เรียกว่าวันรับ และเลิกรักษาภายหลังวันอุโบสถจริงๆ ๑ วัน เรียกว่า วันส่ง คือจะรักษาอุโบสถวัน ๘ ค่ำ ก็รับอุโบสถตั้งแต่วัน ๗ ค่ำ ส่งอุโบสถวัน ๙ ค่ำ, จะรักษาอุโบสถวัน ๑๔ ค่ำ ก็รับอุโบสถตั้งแต่วัน ๑๓ ค่ำ ส่งอุโบสถ วัน ๑๕ ค่ำ จะรักษาอุโบสถวัน ๑๕ ค่ำ ก็รับอุโบสถตั้งแต่วัน ๑๔ ค่ำ ส่งอุโบสถใน วัน ๑ ค่ำ เพราะฉะนั้นการรักษาปฏิชาคระอุโบสถ จึงต้องรักษาครั้งละ ๓ วัน 

   ๓. ปาฏิหาริยปักขอุโบสถ หรือนิพัทธอุโบสถ ได้แก่ อุโบสถที่รักษาติดต่อกัน ๓ เดือนบ้าง ๑ เดือนบ้าง ๑๕ วันบ้าง มีวิธีการรักษาตามที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้

   ก. รักษาศีลอุโบสถทุกวัน ตลอดพรรษา ๓ เดือน

   ข. ถ้ารักษา ๓ เดือนไม่ได้ ก็รักษาทุกวันตลอด ๑ เดือน ในระหว่างวันมหาปวารณาทั้งสอง โดยปกติการเข้าพรรษา พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ๒ อย่าง คือ การเข้าพรรษาแรกกับการเข้าพรรษาหลัง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันเดือน เพราะฉะนั้น วันออกพรรษาก็ต้องห่างกัน ๑ เดือนด้วย ระยะเวลาออกพรรษาที่ห่างกัน ๑ เดือนนี้แหละ คือ วันรักษาปาฏิหาริยปักขอุโบสถอย่างที่ ๒ นี้

   ค. ถ้ารักษา ๑ เดือนไม่ได้ ก็รักษาทุกวันตลอดครึ่งเดือน นับแต่วันมหา ปวารณาแรก นั่นคือรักษาตั้งแต่วันออกพรรษาแรกติดต่อกันจนครบ ๑๕ วัน ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นการกำหนดวันที่รักษาอุโบสถ นอกจากนี้พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงแสดงวิธีรักษาอุโบสถไว้ให้ทราบด้วย ดังนี้

   ในอุโบสถสูตร อัง. ติกนิบาต ข้อ ๕๑๐ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอุโบสถ ๓ อย่าง แก่นางวิสาขามหาอุบาสิกาว่า ได้แก่ โคปาลกอุโบสถ นิคัณฐอุโบสถ และ อริยอุโบสถ แล้วทรงขยายความไว้ว่า

   โคปาลกอุโบสถ อุโบสถที่เปรียบด้วยคนรับจ้างเลี้ยงโค พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง แสดงว่า วิสาขา คนเลี้ยงโคมอบโคทั้งหลายให้เจ้าของทั้งหลายในเวลาเย็นแล้ว คำนึงอย่างนี้ว่า วันนี้โคเที่ยวหากินในที่โน้นๆ ดื่มน้ำในที่โน้นๆ พรุ่งนี้โคจักเที่ยวหากินในที่โน้นๆ จักดื่มน้ำในที่โน้นๆ ฉันใด คนรักษาอุโบสถบางคนก็ฉันนั้นเหมือนกัน คำนึง ไปอย่างนี้ว่า วันนี้เราเคี้ยวกินของควรเคี้ยวสิ่งนี้ๆ บริโภคของควรบริโภคสิ่งนี้ๆ พรุ่งนี้ เราจักเคี้ยวกินของควรเคี้ยวสิ่งนี้ๆ จักบริโภคของควรบริโภคสิ่งนี้ๆ คนรักษาอุโบสผู้นั้นมีใจไปกับความอยาก ใช้วันเวลาให้หมดไปด้วยความอยาก (ในการบริโภค) วิสาขา โคปาลกอุโบสถเป็นอย่างนี้ อุโบสถที่รักษาอย่างนี้ เป็นอุโบสถที่ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่มีแสงสว่างคือผลมาก ไม่แผ่ผลไปมาก (เพราะการแผ่ไปแห่งวิบาก มีไม่มาก) 

   นิคัณฐอุโบสถ อุโบสถของนักบวชนิครนถ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า วิสาขา สมณะจำพวกหนึ่งชื่อนิครนถ์ เขาสอนสาวกให้ถืออย่างนี้ว่า มา บุรุษผู้เจริญ สัตว์เหล่าใดในทิศตะวันออก ตะวันตก เหนือใต้ อยู่เกินเขต ๑๐๐ โยชน์ ออกไป ท่านจงลงทัณฑ์(คือทำร้าย ฆ่า ตี เป็นต้น) ในสัตว์เหล่านั้นได้นิครนถ์สอนสาวกให้เอ็นดูกรุณาสัตว์บางเหล่า ไม่เอ็นดูกรุณาสัตว์บางเหล่าอย่างนี้ ในวันอุโบสถเขาสอนสาวกอย่างนี้ว่า มา บุรุษผู้เจริญ เจ้าจงเปลื้องผ้าออกให้หมดแล้วพูดอย่างนี้ว่า เราไม่เกี่ยวข้อง ต่อใครๆ ที่ไหนๆ และความกังวลในสิ่งอะไรๆ ที่ไหนๆ ก็ไม่มี แต่มารดาบิดาของเขา ก็รู้อยู่ว่า นี่บุตรของเรา ตัวเขาเองก็รู้อยู่ว่า นี่มารดาบิดาของเรา อนึ่ง บุตรภรรยาของเขาก็รู้ว่า นี่สามีของเรา เขาก็รู้ว่า นี่บุตรภรรยาของเรา ทาสกรรมกรและคนอาศัยของเขาก็รู้ว่า นี่นายของพวกเรา เขาก็รู้ว่า นี่ทาสกรรมกรและคนอาศัยของเรา ด้วยประการนี้ เขาสอนคนอื่นให้ถือความจริงในเวลาใด ก็ชื่อว่าเขาสอนให้มุสาวาทในเวลานั้น เรา (ตถาคต) กล่าวการสอนของเขานี้ในฐานะมุสาวาท ล่วงราตรีนั้นแล้ว เขาชื่อว่าบริโภค(กินอยู่ใช้สอย)โภคะเป็นอย่างของที่เจ้าของไม่ให้นั่นเอง เรา (ตถาคต) กล่าวการบริโภคของเขาใน ฐานะอทินนาทาน วิสาขา นิคัณฐอุโบสถเป็นอย่างนี้ อุโบสถที่รักษาอย่างนี้ เป็นอุโบสถ ที่ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่มีแสงสว่างคือผลมาก ไม่แผ่ผลไปมาก

   อริยอุโบสถ อุโบสถของพระอริยเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า วิสาขา การทำจิตที่เศร้าหมองให้ผ่องแผ้ว ย่อมมีได้ด้วยความพยายาม การทำจิตที่เศร้าหมองให้ ผ่องแผ้วย่อมมีด้วยความพยายามอย่างไร คืออริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ระลึกถึงตถาคตว่า อิติปิโส ภควา ฯลฯ พุทโธ ภควา เมื่อเธอระลึกถึงตถาคตอยู่ จิตย่อมผ่องใส ปราโมทย์ ย่อมเกิด อุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตเหล่าใดมีอยู่ อุปกิเลสเหล่านั้นเธอย่อมละเสียได้ วิสาขา การทำศีรษะที่สกปรกให้สะอาด ย่อมมีได้ด้วยความพยายามอย่างไร ใช้ตะกรัน ดินเหนียว และน้ำ กับความพยายามที่สมกับกิจอันนั้นของตน (ประกอบกัน) การ ทำศีรษะที่สกปรกให้สะอาด ย่อมมีได้ด้วยความพยายามอย่างนี้ฉันใด การทำจิตที่เศร้าหมองให้ผ่องแผ้วย่อมมีได้ด้วยความพยายาม เมื่อเธอระลึกถึงตถาคตอยู่จิตย่อมผ่องใส ปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น อุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตเหล่าใดมีอยู่ อุปกิเลสเหล่านั้นเธอ ย่อมละเสียได้ฉันนั้นเหมือนกัน อริยสาวกนี้ ชื่อว่ารักษาพรหมอุโบสถ อยู่ร่วมกับพรหม และจิตของเธอปรารภพรหม ย่อมผ่องใส ปราโมทย์ ย่อมเกิดขึ้น อุปกิเลสเหล่าใดมีอยู่ อุปกิเลสเหล่านั้นเธอย่อมละเสียได้ การทำจิตที่เศร้าหมองให้ผ่องแผ้ว ย่อมมีด้วย ความพยายามเหล่านี้ (ในที่นี้คำว่า พรหม เป็นชื่อของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นผู้ที่รักษาอุโบสถแล้ว พึงเจริญพรหมอุโบสถ คือระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์นั่นเอง)

   นอกจากนี้พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงแสดงว่า อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ นอกจากจะระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์แล้ว ยังระลึกถึงพระธรรม พระสงฆ์ ระลึกถึงศีลอัน ไม่เศร้าหมองของตน ระลึกถึงคุณธรรมของเทวดา โดยเรียกอุโบสถเหล่านั้นว่า ธรรมอุโบสถ สังฆอุโบสถ ศีลอุโบสถ เทวดาอุโบสถ อริยสาวกย่อมรักษาอุโบสถด้วยการทำจิตให้ ผ่องแผ้วปราศจากอุปกิเลสด้วยการมีพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ และเทวดานุสสติ เป็นอารมณ์อย่างนี้

   อริยอุโบสถมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก มีความแผ่ไพศาลมาก กล่าวคือ พระราชาที่ทรงความเป็นใหญ่ในมหาชนบท ๑๖ แห่ง มีองคะ มคธะ กาสี โกสละ วัชชี มัลละ เจตี วังสะ กุรุ ปัญจาละ มัจฉะ สุรเสนะ อัสสกะ อวันตี คันธาระ กัมโพชะ ราชสมบัติทั้งหมดของพระราชาพระองค์นั้น ก็มีค่าไม่ถึงหนึ่งใน ๑๖ ส่วน ของอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์แปด เพราะราชสมบัติของมนุษย์ เมื่อเทียบกับทิพยสุข (ของเทวดา 6 ชั้น มีจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานนรดี ปรนิมมิตวสวดี แล้วเป็นของนิดหน่อย กล่าวคือ เมื่อแบ่งบุญในการรักษาอุโบสถตลอดวันหนึ่งคืนหนึ่ง เป็น ๑๖ ส่วนแล้ว จักรพรรดิราชสมบัติยังมีค่าไม่ถึงส่วนหนึ่งใน ๑๖ ส่วนนั้น เพราะว่า ผลวิบากของอุโบสถ ๑ ส่วนนั้น มากกว่าราชสมบัติทั้งหมดของพระเจ้าจักรพรรดิ ทั้งนี้ เพราะผู้ที่รักษาอริยอุโบสถนั้น ตายไปย่อมเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ๖ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง ซึ่งแต่ละชั้นย่อมเสวยสมบัติและความสุขอันเป็นทิพย์อย่างเลอเลิศ ยาวนานนับเป็นล้านๆ ปีมนุษย์ เพราะฉะนั้นราชสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิในเมืองมนุษย์จึงดูเป็นของเล็กน้อยนิดหน่อย เมื่อเทียบกับทิพยสุขในเทวโลก

   ด้วยเหตุนี้ เมื่อจะรักษาอุโบสถ จึงควรรักษาอริยอุโบสถตามเยี่ยงอย่างพระอริยเจ้าทั้งหลาย จึงจะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก เพราะเป็นการรักษาจิตให้ผ่องใส ไม่เศร้าหมองในปัจจุบัน และเป็นปัจจัยให้ได้เสวยทิพยสุขในเทวโลก ในเวลาสิ้นชีวิตไปแล้วด้วย


[right-side]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.