แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนุปุพพิกถา แสดงบทความทั้งหมด



 ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,255)


อนุปุพพิกถา

พระพุทธศาสนาไม่ได้เอาสวรรค์มาล่อ

อ่านว่า อะ-นุ-ปุบ-พิ-กะ-ถา

แยกศัพท์เป็น อนุปุพพิ + กถา

(๑) “อนุปุพพิ”

เขียนแบบบาลีเป็น “อนุปุพฺพิ” (มีจุดใต้ พฺ ตัวหน้า) อ่านว่า อะ-นุ-ปุบ-พิ รูปคำเดิมเป็น “อนุปุพฺพ” ประกอบด้วย อนุ + ปุพฺพ 

(ก) “อนุ” (อะ-นุ) เป็นคำอุปสรรค มีความหมายว่า -

(1) ภายหลัง, ข้างหลัง (after, behind)

(2) ไปยัง, ตรงไปยังเป้าหมาย, ดำเนินต่อไป, ข้ามไปยัง, ข้างหน้า (for, towards an aim, on to, over to, forward)

นักเรียนบาลีท่องจำคำแปล “อนุ” ว่า น้อย, ภายหลัง, ตาม, เนืองๆ

แปลว่า “น้อย” เช่น “อนุเถระ” = พระเถระชั้นผู้น้อย “อนุภรรยา” = เมียน้อย

แปลว่า “ภายหลัง” เช่นคำว่า “อนุช” หรือ “อนุชา” = ผู้เกิดภายหลัง คือน้อง “อนุชน” = คนภายหลัง คือคนรุ่นหลัง, คนรุ่นต่อไป

แปลว่า “ตาม” เช่น “อนุบาล” = ตามเลี้ยงดู, ตามระวังรักษา

แปลว่า “เนืองๆ” เช่น “อนุสรณ์” = ระลึกถึงเนืองๆ คือเครื่องระลึก, ที่ระลึก 

(ข) “ปุพฺพ” อ่านว่า ปุบ-พะ รากศัพท์มาจาก ปุพฺพฺ (ธาตุ = เต็ม) + อ (อะ) ปัจจัย

: ปุพฺพฺ + อ = ปุพฺพ แปลตามศัพท์ว่า “ส่วนที่เต็ม” หมายถึง อดีต, แต่ก่อน, ก่อน (previous, former, before)

อนุ + ปพฺพ = อนุปุพฺพ แปลตามศัพท์ว่า “ตามก่อน” หรือ “ตามข้างต้น” คือข้างต้นเป็นอย่างไรหรือทำอย่างไร ที่ตามมาก็เป็นอย่างนั้นหรือทำอย่างนั้น เช่น คนหน้ายืน คนที่ตามมาก็ยืน และยืนต่อ ๆ กันไป นี่คือ “อนุปุพฺพ” “ตามก่อน” หรือ “ตามข้างต้น” คำไทยว่า “ตามลำดับ”

ถ้าเป็นจำนวน “ตามก่อน” หรือ “ตามข้างต้น” ก็หมายถึง จำนวนข้างต้นเป็นอะไร จำนวนที่ตามมาก็จะเป็นจำนวนที่ต่อมาจากข้างต้น เช่น ข้างต้นเป็น 1 จำนวนที่ตามมาก็จะเป็น 2 เป็น 3 ต่อกันไป อย่างนี้ก็เรียกว่า “อนุปุพฺพ” = “ตามลำดับ”

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “อนุปุพฺพ” ว่า following in one's turn, successive, gradual, by and by, regular (โดยลำดับ, ทีละน้อย, ค่อย ๆ, โดยสม่ำเสมอ) 

ในที่นี้ “อนุปุพฺพ” เป็นวิเสสนะ (คำขยายความ) ของ “กถา” ซึ่งเป็นอิตถีลิงค์ จึงต้องเปลี่ยนรูปเป็นอิตถีลิงค์โดยการ + อี ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: อนุปุพฺพ + อี = อนุปุพฺพี (อะ-นุ-ปุบ-พี) 

“อนุปุพฺพี” สมาสกับ “กถา” รัสสะ อี เป็น อิ จึงเป็น “อนุปุพฺพิ” (อะ-นุ-ปุบ-พิ)

(๒) “กถา” 

รากศัพท์มาจาก กถฺ (ธาตุ = กล่าว) + อ (อะ) ปัจจัย + อา ปัจจัยเครื่องหมายอิตถีลิงค์

: กถฺ + อ = กถ + อา = กถา แปลตามศัพท์ว่า “เรื่องอันท่านกล่าวไว้”

“กถา” ในภาษาบาลีใช้ในความหมายดังนี้ -

(1) การพูด, การคุย, การสนทนา (talk, talking, conversation)

(2) ถ้อยคำ, เทศนา, ปาฐกถา (speech, sermon, discourse, lecture)

(3) เรื่องยาวๆ (a longer story)

(4) คำพูด, ถ้อยคำ, คำแนะนำ (word, words, advice)

(5) การอธิบาย, การขยายเนื้อความ (explanation, exposition)

(6) การสนทนาหรืออภิปราย (discussion)

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า - 

“กถา : (คำนาม) ถ้อยคํา, เรื่อง, คําอธิบาย, คํากล่าว. (ป.).”

: อนุปุพฺพี + กถา = อนุปุพฺพีกถา > อนุปุพฺพิกถา (อะ-นุ-ปุบ-พิ-กะ-ถา) แปลว่า “ถ้อยคำที่กล่าวไปตามลำดับ”

“อนุปุพฺพิกถา” ในภาษาไทยใช้ทับศัพท์เป็น “อนุปุพพิกถา” (ไม่มีจุดใต้ พ ตัวหน้า)

“อนุปุพพิกถา” ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554

ขยายความ :

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ข้อ [246] แสดง “อนุปุพพิกถา” ไว้ดังนี้ -

..............

อนุปุพพิกถา 5 (เรื่องที่กล่าวถึงตามลำดับ, ธรรมเทศนาที่แสดงเนื้อความลุ่มลึกลงไปโดยลำดับ เพื่อขัดเกลาอัธยาศัยของผู้ฟังให้ประณีตขึ้นไปเป็นชั้นๆ จนพร้อมที่จะทำความเข้าใจในธรรมส่วนปรมัตถ์ — Anupubbikathā: progressive sermon; graduated sermon; subjects for gradual instruction)

1. ทานกถา (เรื่องทาน, กล่าวถึงการให้ การเสียสละเผื่อแผ่แบ่งปัน ช่วยเหลือกัน — Dānakathā: talk on giving, liberality or charity)

2. สีลกถา (เรื่องศีล, กล่าวถึงความประพฤติที่ถูกต้องดีงาม — Sīla-kathā: talk on morality or righteousness)

3. สัคคกถา (เรื่องสวรรค์, กล่าวถึงความสุขความเจริญ และผลที่น่าปรารถนาอันเป็นส่วนดีของกาม ที่จะพึงเข้าถึง เมื่อได้ประพฤติดีงามตามหลักธรรมสองข้อต้น — Sagga-kathā: talk on heavenly pleasures)

4. กามาทีนวกถา (เรื่องโทษแห่งกาม, กล่าวถึงส่วนเสีย ข้อบกพร่องของกาม พร้อมทั้งผลร้ายที่สืบเนื่องมาแต่กาม อันไม่ควรหลงใหลหมกมุ่นมัวเมา จนถึงรู้จักที่จะหน่ายถอนตนออกได้ — Kāmādīnava-kathā: talk on the disadvantages of sensual pleasures)

5. เนกขัมมานิสังสกถา (เรื่องอานิสงส์แห่งความออกจากกาม, กล่าวถึงผลดีของการไม่หมกมุ่นเพลิดเพลินติดอยู่ในกาม และให้มีฉันทะที่จะแสวงความดีงามและความสุขอันสงบที่ประณีตยิ่งขึ้นไปกว่านั้น — Nekkhammānisaṁsa-kathā: talk on the benefits of renouncing sensual pleasures)

ตามปกติ พระพุทธเจ้าเมื่อจะทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่คฤหัสถ์ ผู้มีอุปนิสัยสามารถที่จะบรรลุธรรมพิเศษ ทรงแสดงอนุปุพพิกถานี้ก่อน แล้วจึงตรัสแสดงอริยสัจจ์ 4 เป็นการทำจิตให้พร้อมที่จะรับ ดุจผ้าที่ซักฟอกสะอาดแล้ว ควรรับน้ำย้อมต่าง ๆ ได้ด้วยดี

..............

ดูก่อนภราดา!

ท่านจะเลือกไปไหน? -

: เริ่มต้นด้วยทาน ไปแค่สวรรค์ก็ได้

: เริ่มต้นด้วยทาน ไปถึงนิพพานก็ได้

[full-post]



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


อนุปุพพิกถา

     ถาม อยากทราบความหมายของคำว่า อนุปุพพิกถา เช่น อนาถบิณฑิกบรรจุโสดาบันเพราะฟังอนุปุพพิกถา เป็นต้น

     ตอบ คำว่า อนุปุพพิกถา แปลตรงๆ ว่า วาจา เป็นเครื่องกล่าวไปตามลำดับ นั่นก็คือเรื่องราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไปตามลำดับ คือไม่สับลำดับกัน ซึ่ง เรื่องที่ทรงกล่าวนั้นมีอยู่ ๕ เรื่อง คือ ทานกถา การกล่าวถึงทาน, สีลกถา กล่าวถึงศีล สัคคกถา กล่าวถึงสวรรค์, กามาทีนวกถา กล่าวถึงโทษของกาม, และ เนกขัมมานิสังสถา กล่าวถึงอานิสงส์ของการออกจากกาม

     สรุปว่า ทรงแสดงทานเป็นอันดับแรก ศีลเป็นอันดับที่ ๒ สวรรค์เป็นอันดับที่ ๓ โทษของกามเป็นอันดับที่ ๔ อานิสงส์ของการออกจากการเป็นอันดับที่ ๕ คือ แสดงเรียงกันไปตามลำดับ ตั้งแต่ข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๕

     อนุปุพพิกถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนเพื่อ ให้ท่านผู้นั้นมีจิตอ่อนโยนพอที่จะรับฟังธรรมะที่สูงกว่านั้นได้ ครั้นทรงทราบว่าท่านผู้นั้นมีจิตอ่อนโยนแล้วจึงทรงแสดงอริยสัจสี่ อันเป็นผลให้ผู้ฟังได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระอริยบุคคลมีพระโสดาบัน เป็นต้น จนถึงพระอรหันต์เป็นที่สุด ซึ่งจะ ขอกล่าวถึงกถาทั้ง ๕  นี้ไปตามลำดับ ตามที่อรรถกถาท่านอธิบายไว้ในอรรถกถาสุปปพุทธกุฏฐิสูตร ในขุททกนิกาย อุทาน

     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเรื่องของทานว่า เป็นเหตุให้เกิดความสุข เป็นเหตุให้เกิดสมบัติ เป็นที่ตั้งแห่งโภคะ เป็นที่พึ่งยึดเหนี่ยวของสัตว์ทั้งโลกนี้และโลกหน้า อะไรที่จะเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายเช่นกับทานนี้ไม่มี นี่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส หมายถึงสัตว์ที่ยังต้องเรียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏนี้เท่านั้น มิได้ทรงหมายเอาผู้ที่ออกจากวัฏฏะแล้ว ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญทานว่าเป็นที่พึ่งพิง ไม่มีอะไรเปรียบ ก็เพราะทานสามารถให้สิริราชสมบัติในโลก ให้จักรพรรดิสมบัติ สักกสมบัติ มารสมบัติ พรหมสมบัติ ตลอดจนสาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และสัมมา สัมโพธิญาณ

     ครั้นทรงแสดงถึงความดีของทาน คือการให้ปันอย่างนี้แล้ว เพื่อที่จะทรงแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ให้ทานนั้นสามารถที่จะบำเพ็ญความดีให้ยิ่งขึ้นไปได้ด้วยการสมาทานศีล ฉะนั่นจึงทรงแสดงศีลกถา ไว้ในลำดับต่อจากทาน ซึ่งศีลนั้นก็มีอานิสงส์มากมายไม่น้อยกว่าทาน ขึ้นชื่อว่าศีลแล้ว ย่อมเป็นที่พึ่งพำนักของสัตว์ทั้งหลาย ที่พึ่งพำนัก ที่ยึดหน่วง ต้านทาน ที่ไปในเบื้องหน้าของสมบัติในโลกนี้ และโลกหน้าเช่นกับศีลย่อมไม่มี เครื่องประดับที่เสมอด้วยศีล ไม่มี กลิ่นของศีลย่อมหอมทวนลมไปได้ ท่านกล่าวว่าชาวโลกตลอดจนเทวดาทั้งหลายย่อมไม่อิ่มในการที่จะแลดูบุคคลผู้หอมด้วยกลิ่นศีล

     และเพื่อที่จะทรงแสดงว่า บุคคลย่อมเกิดในสวรรค์ได้ด้วยศีลนี้ จึงทรงแสดงสัคคกถา คือกถาที่กล่าวถึงเรื่องสวรรค์ไว้ในลำดับต่อจากศีลว่าสวรรค์เป็นสถานที่ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ในสวรรค์นั้นมีความรื่นรมย์อยู่เป็นนิจ ย่อมได้ความสุข และสมบัติอันเป็นทิพย์ตลอดเวลาอันยาวนาน อย่างในเทวดาชั้นจตุมหาราชิกาก็สามารถ จะได้รับความสุขอันเป็นทิพย์นานถึงเก้าล้านปีมนุษย์ ในดาวดึงส์ ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นการยากที่จะพรรณนาถึงความสุขในสวรรค์ได้หมดสิ้น แต่เพราะเหตุที่สวรรค์แม้จะน่ารื่นรมย์เพียงไร แต่สวรรค์นั้นก็ไม่เที่ยง ไม่คงทนถาวร หมดบุญแล้วก็ไปเกิดในที่อื่น เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรยินดีพอใจในสวรรค์นั้น ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงโทษของกามทั้งหลาย ด้วยอาทีนวกถาว่า ในสวรรค์นั้น แม้อุดมไปด้วยกามอันเลอเลิศ แต่เพราะกามทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน จึงเป็นของต่ำทราม เศร้าหมอง กามทั้งหลายมีความสุขน้อยแต่มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก เพราะอาศัยกาม สัตว์ทั้งหลายจึงต้องทุกข์เศร้าหมองอยู่ในสงสารนี้

     ครั้นทรงแสดงโทษของกามให้เกิดความกลัวโทษอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดง เนกขัมมานิสังสกถา คือทรงประกาศอานิสงส์ของเนกขัมมะ ด้วย การพรรณนาคุณของบรรพชา คือการบวชและทรงพรรณนาคุณในฌาน เป็นต้น นี่คือ การแสดงอนุปุพพิกถาไปตามลำดับ

     ครั้นทรงทราบว่าผู้ฟังมีจิตอ่อนโยน ปราศจากความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ไม่หดหู หรือสงสัยลังเลใจ มีจิตน้อมไปในสัมมาปฏิบัติแล้ว จึงทรงแสดง สามุกกังสิกาเทศนา คือเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง สามุกกังสิกาเทศนานั้นก็คือ อริยสัจสี่ อันได้แก่ ทุกขอริยสัจ สมุทัยอริยสัจ นิโรธอริยสัจ และมรรคอริยสัจ ซึ่งเมื่อผู้ฟังน้อมใจไปในอริยสัจและปฏิบัติตามในทันทีที่ได้ฟัง ก็เกิดดวงตาคือปัญญาเห็นแจ้ง ในธรรมที่พระองค์ทรงแสดง บรรลุเป็นพระอริยบุคคล ตามควรแก่ปัญญาของผู้นั้น ในสมัยนั้นคือสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้น พระองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนเป็นจำนวนมากมาย แล้วจึงต่อด้วยอริยสัจสี่ เป็นเหตุให้ผู้ฟังได้บรรลุธรรมเป็นอันมาก ซึ่งบางท่านบรรลุแล้วก็ยังครองเพศคฤหัสถ์อยู่ ดำเนินชีวิตด้วยเพศของคฤหัสถ์ เช่น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นต้น แต่ก็มีผู้ที่ได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วสละเพศคฤหัสถ์ออกบวชเป็นภิกษุ ภิกษุณีก็มีไม่น้อย เช่น ยสกุลบุตร เป็นต้น


[full-post]

 


สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

อนุปุพพิกถา

  ถาม อยากทราบความหมายของคำว่า อนุปุพพิกถา เช่น อนาถบิณฑิกบรรจุโสดาบันเพราะฟังอนุปุพพิกถา เป็นต้น

  ตอบ คำว่า อนุปุพพิกถา แปลตรงๆ ว่า วาจา เป็นเครื่องกล่าวไปตามลำดับ นั่นก็คือเรื่องราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไปตามลำดับ คือไม่สับลำดับกัน ซึ่ง เรื่องที่ทรงกล่าวนั้นมีอยู่ ๕ เรื่อง คือ ทานกถา การกล่าวถึงทาน, สีลกถา กล่าวถึงศีล สัคคกถา กล่าวถึงสวรรค์, กามาทีนวกถา กล่าวถึงโทษของกาม, และ เนกขัมมานิสังสถา กล่าวถึงอานิสงส์ของการออกจากกาม

  สรุปว่า ทรงแสดงทานเป็นอันดับแรก ศีลเป็นอันดับที่ ๒ สวรรค์เป็นอันดับที่ ๓ โทษของกามเป็นอันดับที่ ๔ อานิสงส์ของการออกจากการเป็นอันดับที่ ๕ คือ แสดงเรียงกันไปตามลำดับ ตั้งแต่ข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๕

  อนุปุพพิกถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนเพื่อ ให้ท่านผู้นั้นมีจิตอ่อนโยนพอที่จะรับฟังธรรมะที่สูงกว่านั้นได้ ครั้นทรงทราบว่าท่านผู้นั้นมีจิตอ่อนโยนแล้วจึงทรงแสดงอริยสัจสี่ อันเป็นผลให้ผู้ฟังได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระอริยบุคคลมีพระโสดาบัน เป็นต้น จนถึงพระอรหันต์เป็นที่สุด ซึ่งจะ ขอกล่าวถึงกถาทั้ง ๕  นี้ไปตามลำดับ ตามที่อรรถกถาท่านอธิบายไว้ในอรรถกถาสุปปพุทธกุฏฐิสูตร ในขุททกนิกาย อุทาน

  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเรื่องของทานว่า เป็นเหตุให้เกิดความสุข เป็นเหตุให้เกิดสมบัติ เป็นที่ตั้งแห่งโภคะ เป็นที่พึ่งยึดเหนี่ยวของสัตว์ทั้งโลกนี้และโลกหน้า อะไรที่จะเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายเช่นกับทานนี้ไม่มี นี่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส หมายถึงสัตว์ที่ยังต้องเรียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏนี้เท่านั้น มิได้ทรงหมายเอาผู้ที่ 

ออกจากวัฏฏะแล้ว ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญทานว่าเป็นที่พึ่งพิง ไม่มีอะไรเปรียบ ก็เพราะทานสามารถให้สิริราชสมบัติในโลก ให้จักรพรรดิสมบัติ สักกสมบัติ มารสมบัติ พรหมสมบัติ ตลอดจนสาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และสัมมา สัมโพธิญาณ

  ครั้นทรงแสดงถึงความดีของทาน คือการให้ปันอย่างนี้แล้ว เพื่อที่จะทรงแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ให้ทานนั้นสามารถที่จะบำเพ็ญความดีให้ยิ่งขึ้นไปได้ด้วยการสมาทานศีล ฉะนั่นจึงทรงแสดงศีลกถา ไว้ในลำดับต่อจากทาน ซึ่งศีลนั้นก็มีอานิสงส์มากมายไม่น้อยกว่าทาน ขึ้นชื่อว่าศีลแล้ว ย่อมเป็นที่พึ่งพำนักของสัตว์ทั้งหลาย ที่พึ่งพำนัก ที่ยึดหน่วง ต้านทาน ที่ไปในเบื้องหน้าของสมบัติในโลกนี้ และโลกหน้าเช่นกับศีลย่อมไม่มี เครื่องประดับที่เสมอด้วยศีล ไม่มี กลิ่นของศีลย่อมหอมทวนลมไปได้ ท่านกล่าวว่าชาวโลกตลอดจนเทวดาทั้งหลายย่อมไม่อิ่มในการที่จะแลดูบุคคลผู้หอมด้วยกลิ่นศีล

  และเพื่อที่จะทรงแสดงว่า บุคคลย่อมเกิดในสวรรค์ได้ด้วยศีลนี้ จึงทรงแสดงสัคคกถา คือกถาที่กล่าวถึงเรื่องสวรรค์ไว้ในลำดับต่อจากศีลว่าสวรรค์เป็นสถานที่ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ในสวรรค์นั้นมีความรื่นรมย์อยู่เป็นนิจ ย่อมได้ความสุข และสมบัติอันเป็นทิพย์ตลอดเวลาอันยาวนาน อย่างในเทวดาชั้นจตุมหาราชิกาก็สามารถ จะได้รับความสุขอันเป็นทิพย์นานถึงเก้าล้านปีมนุษย์ ในดาวดึงส์ ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นการยากที่จะพรรณนาถึงความสุขในสวรรค์ได้หมดสิ้น แต่เพราะเหตุที่สวรรค์แม้จะน่ารื่นรมย์เพียงไร แต่สวรรค์นั้นก็ไม่เที่ยง ไม่คงทนถาวร หมดบุญแล้วก็ไปเกิดในที่อื่น เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรยินดีพอใจในสวรรค์นั้น ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงโทษของกามทั้งหลาย ด้วยอาทีนวกถาว่า ในสวรรค์นั้น แม้อุดมไปด้วยกามอันเลอเลิศ แต่เพราะกามทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน จึงเป็นของต่ำทราม เศร้าหมอง กามทั้งหลายมีความสุขน้อยแต่มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก เพราะอาศัยกาม สัตว์ทั้งหลายจึงต้องทุกข์เศร้าหมองอยู่ในสงสารนี้

  ครั้นทรงแสดงโทษของกามให้เกิดความกลัวโทษอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดง เนกขัมมานิสังสกถา คือทรงประกาศอานิสงส์ของเนกขัมมะ ด้วย การพรรณนาคุณของบรรพชา คือการบวชและทรงพรรณนาคุณในฌาน เป็นต้น นี่คือ การแสดงอนุปุพพิกถาไปตามลำดับ

  ครั้นทรงทราบว่าผู้ฟังมีจิตอ่อนโยน ปราศจากความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ไม่หดหู หรือสงสัยลังเลใจ มีจิตน้อมไปในสัมมาปฏิบัติแล้ว จึงทรงแสดง สามุกกังสิกาเทศนา คือเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง สามุกกังสิกาเทศนานั้นก็คือ อริยสัจสี่ อันได้แก่ ทุกขอริยสัจ สมุทัยอริยสัจ นิโรธอริยสัจ และมรรคอริยสัจ ซึ่งเมื่อผู้ฟังน้อมใจไปในอริยสัจและปฏิบัติตามในทันทีที่ได้ฟัง ก็เกิดดวงตาคือปัญญาเห็นแจ้ง ในธรรมที่พระองค์ทรงแสดง บรรลุเป็นพระอริยบุคคล ตามควรแก่ปัญญาของผู้นั้น ในสมัยนั้นคือสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้น พระองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนเป็นจำนวนมากมาย แล้วจึงต่อด้วยอริยสัจสี่ เป็นเหตุให้ผู้ฟังได้บรรลุธรรมเป็นอันมาก ซึ่งบางท่านบรรลุแล้วก็ยังครองเพศคฤหัสถ์อยู่ ดำเนินชีวิตด้วยเพศของคฤหัสถ์ เช่น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นต้น แต่ก็มีผู้ที่ได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วสละเพศคฤหัสถ์ออกบวชเป็นภิกษุ ภิกษุณีก็มีไม่น้อย เช่น ยสกุลบุตร เป็นต้น


[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.