แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Veeza แสดงบทความทั้งหมด



เรื่องจริง​ ณ​ ลานประหาร ที่ประเทศอิหร่าน


ชายหนุ่ม อายุ 24 ปี กำลังจะถูกแขวนคอ เพราะเขาฆ่าคนวัยเดียวกับเขา เมื่อตอนอายุ 17 ปี 

7 ปีผ่านไป เขาถูกพิพากษาโทษแขวนคอ โดยให้ญาติของเหยื่อเป็นฝ่ายกระทำคืน โดยให้เตะเก้าอี้ใต้เท้าที่เขายืนออก

แม่ของผู้ตายตบหน้าฆาตกรอย่างแรงก่อนจะทำการแขวนคอ เพราะลูกของเธอโดนไอ้ชั่วนี่ฆ่า ทำให้เธอโกรธแค้นและเสียใจมาก

ส่วนแม่ของคนที่จะถูกแขวนคอ เมื่อเห็นลูกตัวเองกำลังจะตายไปต่อหน้า ก็หมดเรี่ยวแรงทรงกาย​ ทรุดลงไปกับพื้น

และแล้ววินาทีตราตรึงใจก็ปรากฏ สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ....แม่ของผู้ตายไม่ได้เตะเก้าอี้ แต่เธอกลับเอื้อมมือไปคลายปลดเชือกประหารที่คอของฆาตกร! 

แม่ของฆาตกร เข้าไปก้มลงจูบเท้าแม่ของผู้ตาย

ทั้งสองแม่ต่างหลั่งน้ำตา แม่ที่ลูกของเธอถูกปลิดชีพบอกว่า..

"เพราะว่า​ ฉันทนทุกข์ทรมานจากการสูญเสียลูกรัก ฉันไม่ต้องการให้แม่อีกคน ทนทุกข์ทรมานเหมือนกับฉัน"

.

นี่แหละความยิ่งใหญ่ของพลังแห่งการให้อภัย ความเมตตา ความกล้าหาญของมนุษยชาติ !

ความกล้าหาญที่เธอยกโทษให้ฆาตกร ยิ่งใหญ่กว่าความกล้าหาญที่จะฆ่าเขาอีก

หวังว่าหลายๆคนที่อ่าน คงได้เรียนรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของคำว่า "แม่" 

เรื่องการให้อภัยผู้อื่นนับเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวคนเรามากที่สุด เพราะในทุกๆ ความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะในครอบครัว ในหมู่เพื่อน หรือแม้แต่กับคนที่เราไม่รู้จัก ก็อาจเกิดปัญหาขึ้นจนต้องมีการให้อภัยกัน

นักจิตวิทยาท่านหนึ่งกล่าวว่า  เหตุที่ทำให้คนมีความสุขคือ "ความเป็นเพื่อน" และ "การให้อภัย" ไม่ใช่ความร่ำรวย  

คนที่มีความสุขที่สุดจะห้อมล้อมตนเองด้วยครอบครัวและเพื่อนฝูง ไม่สนใจที่จะแข่งรวยกับคนข้างบ้าน แต่จะสนุกกับกิจกรรมประจำวันอย่างเต็มที่ และที่สำคัญที่สุดคือ เขาเป็นคนที่ให้อภัยคนอื่นได้ง่าย

ความสามารถในการยกโทษให้ผู้อื่นนั้น เป็นคุณสมบัติที่สัมพันธ์กับความสุขมากที่สุด ซึ่งเราเรียกว่า "ราชินีแห่งคุณงามความดี" ทั้งมวล 

สรุปที่แปลโดย : 

William Exotique

-------------------

 

[full-post]



อภิญญา ความสามารถเหนือมนุษย์

โดย พระสัทธัมมโชติกะ  ธัมมาจริยะ ๑

บรรยาย  ณ  พระอุโบสถวัดมหาธาตุ  

วันที่ ๕ ธันวาคม  ๒๔๙๙ เวลา ๑๕.๐๐ น.

----------------------------

บทความนี้จะให้ความรู้แก่ท่านในเรื่องการทำอภิญญาอย่างกว้างขวาง  ท่านอาจรู้ได้ว่าในสมัยปัจจุบันนี้อภิญญาจะเกิดขึ้นได้หรือไม่  การเกิดขึ้นของอภิญญามีหลักฐานแน่นอนอย่างไร  วิชาการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อภิญญา  แต่อาจแสดงได้เช่นเดียวกับอภิญญามีหรือไม่  มีผลแตกต่างกันอย่างไร  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ประดับความรู้แก่ท่านเป็นอย่างมาก

         สาสนสฺส  จ  โลกสฺส       วุฑฺฒี  ภวตุ  สพฺพทา

         สาสนมฺปิ  จ  โลกญฺจ      เทวา  รกฺขนฺตุ  สพฺพทา ฯ

        ศาสนาทั้ง ๓ คือ ปริยัตติศาสนา ปฏิบัติศาสนา ปฏิเวธศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดีพุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็ดี ขอจงเจริญยิ่งขึ้นไปตลอดกาลนาน ขอให้สัมมาเทวดาทั้งหลายจงช่วยรักษาศาสนาทั้ง ๓ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ทุกทิวาราตรีกาล 

        วันนี้ข้าพเจ้าจะได้บรรยายเรื่องอภิญญา ต่อที่ประชุมคณะอาจารย์วิปัสสนากรรมฐานทั้งหลาย พร้อมด้วยพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรม๒ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ และอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย  

        ในการแสดงเรื่องอภิญญานี้ เพื่อท่านผู้ฟังจะได้เข้าใจง่าย ข้าพเจ้าจะได้ตั้งเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยอภิญญา แล้วจะแก้ปัญหานั้น ๆ โดยลำดับไป ปัญหาที่เกี่ยวด้วยอภิญญานั้นมีอยู่ ๑๐ ข้อคือ:- 

                   ๑.     อภิญญา คืออะไร ?

                   ๒.    อภิญญา เป็นโลกียะหรือโลกุตตระ ?

                   ๓.    อภิญญา เกิดทางไหนในร่างกาย ?

                   ๔.    อภิญญา อาศัยอะไรเกิด ?

                   ๕.    อภิญญา มีกี่อย่าง คืออะไรบ้าง

                   ๖.   บุคคลจำพวกไหน  ที่จะได้อภิญญา ? 

                   ๗.   ในปัจจุบันนี้  อภิญญาจะมีขึ้นได้หรือไม่ ?

                   ๘.    ความสามารถเป็นพิเศษคล้าย ๆ กันกับอภิญญานั้น  มีหรือไม่ ?

                   ๙.    ถ้ามี  จะรู้ได้อย่างไรบ้างว่า  นี้เป็นอภิญญา  นี้ไม่ใช่อภิญญา ?

                  ๑๐.  วิธีแสดงกีฬาอภิญญานั้น  แสดงกันอย่างไรบ้าง ?

        ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะแก้ปัญหานั้น ๆ ต่อไป  ในจำนวนปัญหา ๑๐ ข้อนั้น

        ข้อ ๑ ปัญหาที่ว่าอภิญญาคืออะไร แก้ว่า ปัญญาที่สามารถรู้ยิ่งเป็นพิเศษหรือปัญญาที่มีความสามารถเป็นพิเศษยิ่ง ชื่อว่า อภิญญา

        ข้อ ๒ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า อภิญญาเป็นโลกียะหรือโลกุตตระนั้น แก้ว่าโลกียะก็มี โลกุตตตระก็มี หมายความว่า อาสวักขยอภิญญาอย่างเดียวเป็นโลกุตตระ อภิญญาที่เหลือนอกนั้นเป็นโลกียะทั้งสิ้น

        ข้อ ๓ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า อภิญญาเกิดในทางไหนในร่างกาย แก้ว่า เกิดในทางใจหรือหัวใจ หมายความว่า อภิญญาที่สามารถเห็นนรกสวรรค์ได้นั้น ก็ไม่ใช่เกิดทางตา อภิญญาที่สามารถได้ยินเสียงคำพูดของมด ปลวก หรือคำพูดของพรหมและเทวดาทั้งหลายได้นั้น ก็ไม่ใช่ เกิดทางหู คือ อภิญญาเหล่านี้จะต้องเกิดทางใจหรือหัวใจทั้งนั้น

        ข้อ ๔ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า อภิญญาอาศัยอะไรเกิด แก้ว่า โลกียอภิญญาต้องอาศัยสมาธิเกิด โลกุตตระอภิญญาต้องอาศัยสมาธิและภาวนามยวิปัสสนาญาณเกิดเสมอ หมายความว่า สมาธิที่เกิดจากรูป อรูปฌานทั้ง ๙ นี้ย่อมทำให้โลกียอภิญญาเกิดขึ้นได้ สมาธิและภาวนามยวิปัสสนาญาน ซึ่งเป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นของโลกุตตรอภิญญานั้น ได้แก่ขณิกสมาธิและอุปจารสมาธิหรือ อัปปนาสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่ง และจตุตถสังขารุเปกขาญาณ   คือ    สังขารุเปกขาญาณที่เกิดแก่พระอนาคามีบุคคลนั้นเอง

        ข้อ ๕ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า อภิญญามีกี่อย่าง คืออะไรบ้างนั้น แก้ว่า มี ๕ อย่างประการหนึ่งมี ๖ อย่าง ประการหนึ่ง มี ๗ อย่าง ประการหนึ่ง 

              ๕ อย่างนั้นคือ ๑.ทิพพจักขุอภิญญา ๒.ทิพพโสตอภิญญา ๓.อิทธิวิธอภิญญา ๔.ปรจิตตวิชานนอภิญญา  ๕. ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา              ๖ อย่าง๓นั้นคือ ๑.ทิพพจักขุอภิญญา ๒.ทิพพโสตอภิญญา ๓.อิทธิวิธอภิญญา ๔.ปรจิตตวิชานนอภิญญา ๕.ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา ๖.อาสวักขยอภิญญา ถ้าพูดให้จำได้ง่าย ๆ ก็คือ ในอภิญญาทั้ง  ๕ ดังกล่าวมาแล้านั้น   เพิ่มอาสวักขยอภิญญาขึ้นเป็นประการที่ ๖ นั้นเอง

              ๗ อย่างนั้นคือ ๑.ทิพพจักขุอภิญญา ๒.ทิพพโสตอภิญญา ๓.อิทธิวิธอภิญญา ๔.ปรจิตตวิชานนอภิญญา ๕.ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา ๖.ยถากัมมุปคอภิญญา ๗.อนาคตังสอภิญญา

              ความหมายของอภิญญาเหล่านี้ก็คือ:-

                   ทิพพจักขุ ปัญญาที่สามารถเห็นสิ่งที่อยู่ไกล ได้แก่นรกสรรค์เป็นต้น และสิ่งที่เล็ก ๆ หรือสิ่งที่ปกปิดซ่อนเร้นเหล่านี้ได้  ชื่อว่าทิพพจักขุอภิญญา

                   ทิพพโสตะ ปัญญาที่สามารถได้ยินเสียงที่อยู่ไกล หรือได้ยินเสียงเบาที่สุด หรือได้ยินเสียงที่มีสิ่งป้องกันไว้เหล่านี้ได้  ชื่อว่าทิพพโสตอภิญญา

                   อิทธิวิธะ ปัญญาที่สามารถทำอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ได้ เช่น เหาะได้ ดำดินได้ เดินน้ำได้ หายตัวได้ เป็นต้น  ชื่อว่าอิทธิวิธอภิญญา

                   ปรจิตตวิชานนะ  ปัญญาที่สามารถรู้จิตใจของผู้อื่นได้  ชื่อว่าปรจิตตวิชานนอภิญญา

                   ปุพเพนิวาสานุสสติ ปัญญาที่สามารถรู้ภพชาติที่เคยเกิดมาแล้ว ของผู้อื่นและตนเองได้ ชื่อว่าปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา

                   ยถากัมมุปคะ ปัญญาที่สามารถรู้สัตว์ทั้งหลายที่เกิดอยู่ตามภูมิต่างๆ นั้นว่า สัตว์นั้น สัตว์นี้เกิดขึ้นด้วยกรรมอย่างนั้นอย่างนี้  การกระทำนั้นการกระทำนี้  ชื่อว่ายถากัมมุปคอภิญญา

                   อนาคตังสะ ปัญญาที่สามารถรู้ภพชาติของผู้อื่นและตนเอง ที่จะเกิดต่อไปข้างหน้าได้ ชื่ออนาคตังสอภิญญา

                   อาสวักขยะ ปัญญาที่สามารถทำลายอาสวะให้หมดสิ้นไปได้ ชื่อว่าอาสวักขยอภิญญา ดังนี้

          ข้อ ๖ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า บุคคลจำพวกไหนที่จะได้อภิญญานั้น แก้ว่า ผู้ที่ได้สมาบัติ ๘ หรือ ๙ กล่าวคือ  รูปฌาน ๕ อรูปฌาน ๔ แล้ว และชำนาญเข้าฌานทั้ง ๙  โดยอนุโลมปฏิโลม  และ  ชำนาญเพ่งกสิณ ๑๐ โดยอนุโลมปฏิโลม หมายความว่า ชำนาญในการเพ่งกสิณแต่ละกสิณ โดยเข้าฌานทั้ง ๙  ให้ครบทั้ง ๑๐  กสิณและสมาบัติทั้ง  ๙  โดยอนุโลมปฏิโลม  อย่างนี้จึงจะได้อภิญญา

          สำหรับผู้ที่มีบารมีซึ่งเกี่ยวกับฌานอภิญญา หมายความว่าเคยได้อภิญญาและเคยปรารถนาไว้ในภพก่อนๆ นั้น แม้ว่าไม่ได้สมาบัติ ๙ ก็ตาม เมื่อขณะได้เพียงรูปปัญจมฌาน หรือ ได้มรรคผลแล้ว อภิญญาก็ย่อมเกิดขึ้นได้ นอกจากบุคคลทั้งสองจำพวกนี้แล้ว  ใคร ๆ   ก็ไม่สามารถจะได้อภิญญาโดยเด็ดขาด  ส่วนผู้ที่จะได้อาสวักขยอภิญญานั้น  มีแต่พระอนาคามี  จำพวกเดียวเท่านั้น

          ข้อ ๗ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า ในปัจจุบันนี้อภิญญาจะมีขึ้นได้หรือไม่ แก้ว่า อภิญญาเกิดขึ้นได้ กล่าวคือ สมัยนี้ถ้ามีผู้ใดผู้หนึ่ง  เจริญสมถกรรมฐานอันเกี่ยวด้วยการเพ่งกสิณ  โดยถูกต้องและมีความพยายามแล้ว ผู้นั้นก็จะได้ฌานอภิญญาเหมือนกัน เพราะเคยปรากฏในประเทศพม่าว่า ในสมัยที่ยังมีพระเจ้าแผ่นดิน มีพระมหาเถระองค์หนึ่ง ชื่อว่าอูเขมา ท่านว่าอูเขมาองค์นี้แสดงอภิญญาโดยการเหาะได้     กล่าวกันว่าพระมหาเถระองค์นี้เจริญสมถวิปัสสนาอยู่ในภูเขาสะกาย  ใกล้กับจังหวัดมันดะเล     ที่ภูเขาสะกายนั้นมียอดเขาหลายยอด ยอดเขาที่พระอูเขมาอยู่นี้เรียกว่า ยอดเขาปฐมียา    ต้นเหตุที่ผู้อื่นจะรู้ได้ว่า    พระอูเขมาได้ฌานอภิญญานั้น     ก็เพราะท่านอาจารย์ติลงสะยาดอ   ซึ่งเป็นอาจารย์ของพระอูเขมานี้แหละเป็นผู้บอก    ดังที่ข้าพเจ้าจะเล่าประวัติของท่านให้ทราบดังต่อไปนี้ 

                   ท่านอาจารย์มหาเถระองค์หนึ่ง เรียกกันว่าท่านอาจารย์ติลงสะยาดอ อยู่ในจังหวัดมันดะเล    ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศพม่าในสมัยนั้น    ท่านอาจารย์ติลงสะยาดอเมื่อมีอายุได้ถึง ๖๐ปีแล้ว    ก็เลิกจากการงานที่เกี่ยวกับปริยัติ และเตรียมตัวเพื่อจะออกเดินทางไปอยู่ที่ภูเขาสะกาย ในระหว่างที่ท่านเตรียมตัวที่จะไปนั้น บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย มีพระเจ้าแผ่นดินพร้อมด้วยพระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์เป็นต้น เหล่านี้ก็พากันนำปัจจัยไปมอบให้ไว้กับกัปปิยการก เพราะท่านอาจารย์ติลงสะยาดอนี้ เป็นที่เคารพนับถือของพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งเหมือนกัน เมื่อท่านเดินทางไปถึงภูเขาสะกายแล้ว   ก็เรียกกัปปิยการกมาถาม ได้ความว่า พระเจ้าแผ่นพร้อมด้วยพระราชินี   และพระบรมวงศานุวงศ์ได้มอบปัจจัยให้ไว้กับกัปปริการก   เมื่อได้ความเช่นนี้แล้ว  ท่านก็สั่งให้นำปัจจัยทั้งหมดนั้นใส่ไว้ในถุง   แล้วให้นำถุงเงินนั้นมา และให้นำไปพร้อมกันกับท่านที่ใกล้  ๆ  ปากเหว    แล้วสั่งให้กัปปริยการกหิ้วถุงเงินนั้นเดินหมุนเวียนไปมา   จนรู้สึกเวียนศรีษะแล้วท่านก็สั่งให้ทิ้งถุงเงินนั้นไปในเหว    และบอกกัปปิยการกว่า  เราไม่ต้องการเงินนี้   เพราะเงินที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้ไว้แก่เรามีอยู่แล้ว   คือบาตรนั้นเอง    หมายความว่าผู้ใดมีบาตรแล้ว   ผู้นั้นย่อมไม่อดอาหาร   ครั้นถึงเวลาท่านก็ไปรับบาตร  และถือไม้เท้าไปด้วย   เพราะบางครั้งท่านก็หกล้มในขณะที่หกล้มนั้น   ท่านก็เตือนตนเอง “ต้องมีความเพียร ต้องมีความเพียร”ดังนี้

                   สำหรับท่านอาจารย์ติลงสะยาดอนี้ ความประสงค์ของท่านที่มาอยู่ภูเขาสะกายนั้น ก็ต้องการทำวิปัสสนาธุระอย่างเดียวเท่านั้น ครั้นต่อมาลูกศิษย์บางท่านได้ตามมาเพื่อปฏิบัติท่านและขอร้องให้ท่านช่วยสอนปกรณ์วิสุทธิมรรค เพื่อรู้ในข้อปฏิบัติอันถูกต้อง ฉะนั้น ท่านก็สอนให้วันละเล็กละน้อย   ส่วนเวลาที่เหลือนอกนั้นท่านก็ปฏิบัติวิปัสสนาของท่านไป และไม่ทิ้งการไปรับบาตรทุกๆวัน

                   ฝ่ายท่านอาจารย์พระอูเขมา ซึ่งเป็นศิษย์เก่าแก่ของท่าน ทราบว่าท่านอาจารย์ใหญ่มาพักอยู่ที่ภูเขาสะกาย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันนี้ เมื่อทราบข่าวดังนี้แล้วก็มาเยี่ยมท่านอาจารย์ติลงสะยาดอทุก ๆ วัน ในเวลาเย็น เพื่อสนทนาปราศรัยแล้วก็กลับไปยอดเขาเจดีย์ปฐมียา

                   วันหนึ่งเวลาเย็น ท่านอาจารย์ใหญ่กับพระอูเขมากำลังสนทนากันอยู่ ท้องฟ้ามืดครึ้มขึ้นแสดงอาการว่าฝนจะตก ท่านอาจารย์ใหญ่ก็บอกให้พระอูเขมารีบกลับ แล้วท่านก็เดินไปส่งจนถึงต้นทางที่จะไป แล้วจึงกลับ แต่ในขณะนั้นเองฝนก็ตกลงมา เมื่อฝนตกลงมาแล้ว ท่านก็เหลียวกลับไปดูพระอูเขมา โดยเป็นห่วงว่าคงจะไม่พ้นฝนเป็นแน่ แต่เมื่อเหลียวไปดู ก็ไม่เห็นพระอูเขมาเลย ท่านก็มองหาดูทั่ว ๆ ไป จึงได้เห็นพระอูเขมากำลังเหาะอยู่  เมื่อเห็นเช่นนั้นท่านก็ยืนดูจนลืมตัวที่จะเดินกลับ มองดูอยู่จนลับสายตาแล้วจึงเดินกลับ และบ่นพึมพำกับตนเองว่า อาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอมีชื่อเสียงโด่งดังเสียเปล่า ๆ ใช้อะไรไม่ได้ “ท่านอูเขมาเก่งมาก ท่านอูเขามาเก่งมาก”

         ในวันต่อมา ท่านพระอูเขมาได้มาเยี่ยมท่านอาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอตามเคย เมื่อได้สนทนาปราศรัยเรื่องอื่น ๆ กันแล้ว ท่านอาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอจึงได้ถามท่านอูเขมาว่า ท่านอูเขมาทำฌานอภิญญาได้ตั้งแต่เมื่อไร ท่านอูเขมาตอบว่า เมื่อข้าพเจ้าได้ทำฌานจนเห็นว่าคล่องแคล่วดีแล้วจึงได้ลองอฐิษฐานอภิญญาดู เมื่อประมาณสัก ๒ ปีมานี้ ท่านอาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอถามต่อไปว่า ได้ลองปฏิบัติโลกุตตรธรรมดูบ้างหรือเปล่า ท่านอูเขมารับว่า ได้เคยปฏิบัติอยู่ ท่านอาจารย์ใหญ่ถามอีกว่า ได้สำเร็จลุล่วงไปถึงขั้นไหน ท่านพระอูเขมาตอบว่า การปฏิบัติฌานอภิญญานั้น ตามธรรมดานิวรณ์ต่างๆ ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ตามปกติอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ปฏิบัติโลกุตตรธรรมเป็นอย่างยิ่งแล้ว รู้สึกว่ากามราคะและพยาปาทะไม่เกิดขึ้นในสันดาน เป็นเวลาล่วงมาปีเศษแล้ว ท่านอาจารย์ติลงสะยาดอได้กล่าวคำอนุโมทนาตามสมควร เมื่อท่านอูเขมากลับไปแล้ว ท่านอาจารย์ใหญ่ติลงสะยาดอก็พร่ำว่า “ท่านอูเขมาเก่งมาก ท่านอูเขมาเก่งมาก” ท่านพร่ำอยู่อย่างนี้ทุกวัน ลูกศิษย์ที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลาย ได้ยินท่านพร่ำอย่างนี้แล้วก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจแต่ไม่กล้าเรียนถาม ต่อมาลูกศิษย์ทั้งหลายได้ขอร้องให้ท่านมหาเถระองค์หนึ่ง ที่ชอบพอสนิทสนมกับท่านอาจารย์ใหญ่  เรียนถามต่อท่าน แล้วท่านก็เล่าเรื่องที่ท่านถามพระอูเขมาเหาะได้ให้ฟัง

            สำหรับท่านอาจารย์ติลงสะยาดอคนนั้น ต่อมาไม่ช้าก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ไม่ปรากฏแต่การได้อภิญญาเท่านั้น โดยเหตุดังกล่าวมาแล้วนี้แหละ ข้าพเจ้าจึงกล้ากล่าวได้ว่า แม้ในสมัยนี้ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งเจริญสมถกรรมฐาน อันเกี่ยวด้วยการเพ่งกสิณโดยถูกต้อง และมีความพยายามแล้ว ผู้นั้นก็จะได้ฌานอภิญญาเหมือนกัน

           ข้อ ๘ ปัญญาที่ตั้งไว้ว่า ความสามารถเป็นพิเศษคล้าย ๆ  กันกับอภิญญามีหรือไม่นั้น?แก้ว่ามี อันได้แก่ความสามารถพิเศษที่เกี่ยวด้วย การเห็น การเหาะ หายตัว ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออกกายสิทธิ ปิยสิทธิ ธนสิทธิ เหล่านี้เป็นต้น ที่สำเร็จจากเวทย์มนต์คาถา ยันต์ อำนาจเทวดา และอำนาจอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิขั้นต้น ที่เกิดจากการเพ่งกสิณ การที่พิจารณาลมหายใจเข้าออกและอำนาจอุเพงคาปิติ๔  ผรณาปีติ๕  สำเร็จวิชาปรอท มีวิชาความรู้เกี่ยวด้วยนักขัตตดาราวิทยาศาสตร์ หมายความว่า อำนาจเวทย์มนต์ คาถา ยันต์ เทวดา อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิขั้นต้น เหล่านี้อาจเห็นสิ่งที่ปกปิดได้ หายตัวได้ ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออกได้ กายสิทธิ ปิยสิทธิ ธนสิทธิได้ อำนาจอุเพงคาปิติ และสำเร็จวิชาปรอทเหล่านี้ ทำให้เหาะได้ หายตัวได้ อำนาจผรณาปีติ กายสิทธิ ปิยสิทธิ ธนสิทธิ สามารถฟันไม่เข้า ยิงไม่ออกได้ อำนาจความรู้ที่เกี่ยวกับด้วยนักขัตตดาราเหล่านี้ สามารถเห็นเรื่องราวต่าง ๆ ที่กำลังเกิด และจะเกิดข้างหน้าได้ อำนาจความรู้วิทยาศาสตร์นั้นสามารถประดิษฐ์วัตถุให้เป็นเรือบินซึ่งเสมือนกับเหาะไปได้ สามารถประดิษฐ์เครื่องวิทยุซึ่งเสมือนกับทิพพโสตะ สามารถประดิษฐ์เครื่องระเบิดปรมาณู ซึ่งอาจระเบิดให้วัตถุสิ่งของให้สูญหายไปในระหว่างวินาฑีก็ได้ 

            ข้อ ๙ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า ถ้ามี จะรู้ได้อย่างไรบ้างว่านี้เป็นอภิญญา นี้ไม่ใช่อภิญญา แก้ว่าอภิญญานั้นสามารถสำเร็จได้โดยแน่นอน และอาจทำอิทธิฤทธิอภิญญาต่าง ๆ ให้เกิดได้ไม่จำกัดเพียงแต่ต้องเปลี่ยนการเพ่งกสิณให้เหมาะสมกับอภิญญาที่ตนประสงค์เท่านั้น ความสามารถเป็นพิเศษที่เกิดจากเวทย์มนต์ คาถา ยันต์ อำนาจเทวดา อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิขั้นต้น อุเพงคาปีติ ผรณาปีติ สำเร็จวิชาปรอท ความรู้วิชาที่เกี่ยวด้วยนักขัตตดารา วิทยาศาสตร์ เหล่านี้เป็นไปได้ไม่แน่นอน และไม่สามารถจะทำให้อิทธิฤทธิอภิญญาต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ เช่นผู้ที่เห็นวัตถุสิ่งของอันปกปิด และสามารถเห็นตัวเลข ๑ ๒ ๓ ๔ เป็นต้น โดยอำนาจเวทย์มนต์ คาถา ยันต์ เทวดาอุปจารสมาธิ เป็นต้นเหล่านี้ บางทีก็ถูก บางทีก็ผิด เอาเป็นแน่นอนไม่ได้ และแม้ว่าเห็นสิ่งต่าง ๆดังกล่าวมาแล้ว ก็ไม่สามารถแลเห็นผู้ที่กำลังเสวยทุกข์ในนิริยภูมิ และผู้ที่กำลังเสวยสุขในตาวติงสาภูมิตามความเป็นจริง คงเป็นแต่เดาเอาหรือนึกคิดเอาเท่านั้นเอง อีกประการหนึ่งความสามารถเป็นพิเศษที่เกิดขึ้นจากอำนาจเทวดา เวทย์มนต์ คาถา ยันต์ อุปจารสมาธิ เป็นต้นเหล่านี้ เกิดขึ้นโดยไม่มีระเบียบหลักฐานมั่นคง ส่วนอภิญญานั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องมีระเบียบเป็นหลักฐานมั่นคง คือต้องเพ่งกสิณก่อนแล้วเข้ารูปปัญจมฌาน เมื่อออกจากรูปปัญจมฌานแล้วอฐิษฐานตามความปรารถนาของตน แล้วเข้ารูปปัญจมฌานต่อไป เมื่อออกจากรูปปัญจมฌานแล้ว อภิญญาก็เกิดขึ้นดังนี้

            ข้อ ๑๐ ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า วิธีแสดงกีฬาอภิญญานั้น แสดงกันอย่างไรบ้าง คำแก้ข้อปัญหานี้สำคัญมาก เพราะวิธีแสดงกีฬาอภิญญานั้น หาใช่ทำได้ง่าย ๆ ไม่ กล่าวคือ การเพ่งกสิณถ้าไม่ตรงกับอภิญญาที่ตนปรารถนาแล้ว อภิญญาก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ หมายความว่าแสดงอภิญญาไม่สำเร็จตามความประสงค์ของตนนั้นเอง ด้วยเหตุควรเข้าใจในการเพ่งกสิณ ที่เป็นเหตุสำคัญแห่งการเกิดขึ้นของอภิญญานั้น ดังนี้คือ

            ผู้ที่เป็นอภิญญาลาภี ถ้ามีความประสงค์จะเดินจงกรมอยู่ในท้องอากาศ จะต้องเพ่งปฐวีกสิณก่อน แล้วเข้ารูปปัญจมฌาน ซึ่งเป็นพื้นเป็นบาทของอภิญญา และเมื่อออกจากรูปปัญจมฌานจะต้องอธิษฐานต่อไปว่า ขอให้ข้าพเจ้าสามารถเดินจงกรมอยู่ในท้องอากาศได้ แล้วเข้ารูปปัญจมฌานอีก เมื่อออกจากรูปปัญจมฌานแล้ว อภิญญาก็เกิดขึ้นในขณะเดียวกันนี้แหละ ย่อมปรากฏว่าอภิญญาลาภีบุคคลนั้น กำลังเดินจงกรมอยู่ในท้องอากาศ

            อภิญญาลาภีบุคคลนั้น ถ้ามีความประสงค์จะไปในอากาศเหมือนกับเรือบิน ต้องเพ่งวาโยกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะแสดงนรกสวรรค์ ก็ต้องเพ่งอากาสกสิณหรืออาโลกกสิณ 

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะแสดงเนรมิตสัตว์ต่าง ๆ หรือต้นไม้ ภูเขาแม่น้ำ สถานที่ต่าง ๆ ก็ต้องเพ่งปฐวีกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะดำดิน หรือจะทำให้ฝนตก หรือจะทำให้สถานที่นั้น ๆ หวั่นไหว หรือจะทำให้น้ำปกติเป็นน้ำผึ้ง น้ำนม น้ำมัน ก็ต้องเพ่งอาโปกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำให้วัตถุสิ่งของหรือสถานที่นั้น ๆ เกิดไฟไหม้ หรือแสดงเปลวไฟให้ออกจากร่างกาย ก็ต้องเพ่งเตโชกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำให้ลมพายุเกิดขึ้น หรือจะแสดงวัตถุสิ่งของที่หนักให้เบา ก็ต้องเพ่งวาโยกสิณ

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำให้ความมืดเกิดขึ้นในเวลากลางวันก็ดีก้อนเหล็กก้อนหินเป็นแก้วมรกตก็ดี ต้องเพ่งนีลกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำให้วัตถุสิ่งของนั้น ๆ เป็นทอง ก็ต้องเพ่งปีตกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำน้ำปกติให้เป็นโลหิตก็ดี หรือจะทำก้อนเหล็กก้อนหินให้เป็นแก้วมณี หรือทับทิมก็ดี ต้องเพ่งโลหิตกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำทิพพจักขุอภิญญา และจะทำให้แสงสว่างเกิดขึ้น หรือจะทำให้รัศมีออกจากร่างกาย ต้องเพ่งอาโลกกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะแสดงสิ่งมีชีวิต ไม่มีชีวิต ที่มีอะไรปกปิดไว้อยู่นั้นให้ปรากฏก็ดี จะเข้าไปในภูเขา พื้นแผ่นดิน กำแพงก็ดี ต้องเพ่งอากาศกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำทิพพโสตอภิญญา ก็ต้องเพ่งวาโยกสิณหรืออากาสกสิณเสียก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะแสดงเนรมิตตนเองให้มีจำนวนเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ก็ต้องเพ่งปฐวีกสิณก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำปรจิตตวิชชานนอภิญญา ก็ต้องเพ่งอาโลกกสินก่อน

            อภิญญาลาภีบุคคล ถ้ามีความประสงค์จะทำปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา หรือยถากัมมุปคอภิญญา หรืออนาคตังสอภิญญา ก็ต้องเพ่งเตโชกสิณ โอทาตกสิณ อาโลกกสิณ อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน ในจำนวนกสิณที่ให้แสงสว่างทั้ง ๓ อย่างนี้ ท่านอรรถกถาจารย์แนะนำว่า โอทาตกสิณประเสริฐที่สุด

            อนึ่ง ท่านอรรถกถาจารย์ได้กล่าวต่อไปว่า  ยถากัมมุปคอภิญญาและอนาคตังสอภิญญาทั้ง ๒ อย่างนี้ต้องอาศัยทิพพจักขุอภิญญาเกิดขึ้นเสมอ หมายความว่า ผู้ที่จะทำอภิญญาทั้ง ๒ นี้ต้องทำทิพจักขุอภิญญาเสียก่อน แล้วต่อไปอภิญญาทั้ง ๒ นี้จึงนับสงเคราะห์เข้าในทิพพจักขุอภิญญา โดยเหตุนี้ท่านพระอนุรุทธาจารย์๖ จึงแสดงโลกียอภิญญาไว้เพียง ๕ ประการ ดังกล่าวว่า

         อิทฺธิวิธํ  ทิพฺพโสตํ       ปรจิตฺตวิชานนา

         ปุพฺพนิวาสานุสฺสติ       ทิพฺพจกฺขูติ  ปญฺจธา ฯ

            สำหรับผู้ที่จะทำให้อาสวักขยอภิญญาเกิดขึ้นได้นั้น ต้องปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐานทั้ง๔ จนถึงได้อนาคามิมัคค-ผลแล้ว ปฏิบัติต่อไปอาสวักขยอภิญญาก็เกิดขึ้นได้

            อนึ่ง อภิญญาลาภีจะแสดงอิทธิฤทธิ์ที่เกี่ยวกับการหายตัว หรือทำสิ่งที่เล็กให้ใหญ่ ทำสิ่งที่ใหญ่ให้เล็ก หรือหนทางที่ใกล้ให้ไกล หรือหนทางที่ไกลทำให้ใกล้ หรือทำให้ผู้อื่นลืมตัวไปเหล่านี้ อาศัยการเพ่งกสิณทั้ง ๑๐ นั้นแหละ ย่อมทำให้สำเร็จได้

            วิธีแสดงกีฬาอภิญญาดังกล่าวมานี้ ย่อมสามารถให้อภิญญา ซึ่งอภิญญาลาภีบุคคลปรารถนาสำเร็จลงไปได้ ถ้าไม่เป็นเช่นที่กล่าวมาแล้วนี้ การแสดงอภิญญานั้น ๆ ก็ไม่อาจสำเร็จไปได้ ดังจะยกตัวอย่างให้เห็น มีสามเณรองค์หนึ่งชื่อว่า สังฆรักขิต ซึ่งเป็นหลานของพระมหานาคเถระสามเณรองค์นี้ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในขณะที่ปลงผมจะบวชเณรนั้นเองและได้อภิญญาด้วย ในวันที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์และได้อภิญญานี้แหละ สามเณรนั้นได้ขึ้นไปบนดาวดึงสเทวโลก เมื่อถึงแล้วก็แสดงอิทธิวิธต่อที่ประชุม ซึ่งมีพระอินทร์และนางฟ้าทั้งหลาย

            การแสดงอิทธิวิธอภิญญาของสามเณรสังฆรักขิตก็คือ จะทำให้เวชยันต์ปราสาท ซึ่งมีส่วนสูงถึงหนึ่งพันโยชน์นั้นหวั่นไหว แต่เวชยันต์ปราสาทนั้นคงตั้งอยู่เป็นปกติ ไม่มีความหวั่นไหวแม้แต่ประการใดเลย ทั้งนี้เป็นเพราะเมื่อสามเณรสังฆรักขิตจะทำอภิญญาเพื่อให้เวชยันต์ปราสาทหวั่นไหวนั้น ได้เพ่งปฐวีกสิณก่อน ฉะนั้นการแสดงอภิญญานั้นจึงไม่สำเร็จ นางฟ้าทั้งหลายจึงพากันหัวเราะเยาะเย้ยขึ้นพร้อมกัน สามเณรก็รีบกลับลงมาหาท่านอาจารย์มหานาคเถระแล้วเล่าเรื่องให้ท่านอาจารย์ทราบ ท่านอาจารย์ก็แนะนำให้สามเณรเข้าใจดีแล้ว ก็รีบกลับขึ้นไปดาวดึงสเทวดลก และเพ่งอาโปกสิณแล้วเข้ารูปปัญจมฌาน เมื่อออกจากรูปปัญจมฌานก็อฐิษฐานต่อไปว่า ขอให้ความมุ่งหมายที่ข้าพเจ้าจะทำให้เวชยันต์ปราสาทนี้หวั่นไหวนั้น จงสำเร็จสมความปรารถนา แล้วก็เข้ารูปปัญจมฌานอีก ในขณะที่ออกจากรูปปัญจมฌานนั้นแหละ อภิญญาก็เกิดขึ้นสามารถทำให้เวชยันต์มหาปราสาทหวั่นไหวได้ เพราะในขณะนั้นเวชยันต์ปราสาทนั้น เหมือนกับท่อนไม้ที่อยู่ในน้ำ ฉะนั้น ปราสาทจึงหวั่นไหวจนดูเหมือนกับจะล้ม โดยเหตุนี้เสียงหัวเราะของนางฟ้าทั้งหลายก็เงียบหายไปทันที กลับเป็นเสียงร้องด้วยความตกใจกลัว และขอร้องต่อสามเณรสังฆรักขิตให้หยุดการกระทำดังกล่าวนี้เสีย

           คณะอาจารย์วิปัสสนากรรมฐาน และอุบาสกอุบาสิกาผู้ใจบุญทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้แสดงเรื่องอภิญญาโดยตั้งเป็นปัญหา ๑๐ ข้อ และได้แก้ปัญหานั้น ๆ จบลงแล้ว ท่านทั้งหลายก็อุตสาหะอดทนนั่งฟังจนจบ เป็นอันว่ากุศลเจตนาได้สำเร็จดีแล้ว ฉะนั้นด้วยอำนาจกุศลเจตนาที่เกิดจากการแสดงของข้าพเจ้า และการฟังของท่านวิปัสสนามามกคณะอาจารย์ พร้อมด้วยอุบาสกอุบาสิกาเหล่านี้ ขอจงสำเร็จตามความปรารถนาของข้าพเจ้า ตามที่ได้แสดงปรารภไว้ข้างต้นนั้นแล้วว่า

         สาสนสฺส จ โลกสฺส,  วุฑฺฒี ภวตุ สพฺพทา

         สาสนมฺปิ จ โลกญฺจ,  เทวา รกฺขนฺตุ สพฺพทา ฯ

        ศาสนาทั้ง ๓ คือ ปริยัตติศาสนา ปฏิบัติศาสนา ปฏิเวธศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี พุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็ดี ขอจงเจริญยิ่งขึ้นไปตลอดกาลนาน ขอให้สัมมาเทวดาทั้งหลายจงช่วยกันรักษาศาสนาทั้ง ๓ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ทุกทิวาราตรีกาลเทอญ.

...................

 

[full-post]



อธิบายคำว่า "อาหาร" จาก วิสุทธิมรรค แปล - อธิบายโดย พระคันธสาราภิวังสะ


ชื่อว่า "อาหาร" โดยความหมายว่า "นำมาให้"

      คำอธิบายว่า "อาหรตีติ อาหาโร" (ชื่อว่า อาหาร โดยความหมายว่า นำมาให้) แสดงรูปวิเคราะห์ (คำจำกัดความ) ของ อาหาร ว่า

      - อาหรตีติ อาหาโร = สภาวะนำมาให้ ชื่อว่า อาหาร (อา บทหน้า + หร ธาตุ (หรเณ = นำไป) + ณ ปัจจัยในกัตตุสาธนะ)

      คำว่า "อาหาร" แปลตามศัพท์ว่า "เหตุ" หมายความว่า เหตุที่นำผลมาให้เพื่อผลเกิดขึ้นและดำรงอยู่ต่อไป ดังข้อความ (วิสุทธิ.มหาฎีกา ๑/๒d๔/๔๙๔) ว่า

      "ในพากย์นั้น คำว่า อาหรติ (นำมาให้) หมายความว่า นำผลมาให้ คือ ทำให้ผลเกิดขึ้นและดำเนินไปด้วยความเป็นเหตุที่เรียกว่า อาหารปัจจัยเพื่อให้ผลเกิดขึ้นและดำรงอยู่"


      โอชฏฺฐมกรูปํ เย     เวทนํ ปฏิสนฺธิกํ

      นามรูปํ อาหรนฺติ     ตสฺมาหารนฺติ วุจฺจติ ฯ 


อาหารนั้นมี ๔ อย่าง คือ :

      ๑. กพฬีการาหาร (อาหารที่ทำเป็นคำๆ) นำรูปมีโอชาเป็นที่ ๘ (โอชัฏฐมกรูป) มาให้

      ๒. ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ (การกระทบระหว่างจิตกับอารมณ์) นำเวทนา ๓ มาให้

      ๓. มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือมโนสัญเจตนา (ความตั้งใจ, กุศลกรรมและอกุศลกรรม) นำปฏิสนธิในภพ ๓ มาให้

      ๔. วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ (จิต) นำรูปนามในขณะถือปฏิสนธิมาให้


      "กพฬีการาหาร" คือ อาหารที่ทำเป็นคำๆ ย่อมนำรูปมีโอชาเป็นที่ ๘ มาให้ แต่สิ่งที่นำรูปดังกล่าวมาให้จริงๆ คือ โอชา (สารอาหาร)  ที่อยู่ในอาหารนั้น คำนี้จึงเป็นสำนวนทางภาษาที่เรียกว่า ฐานูปจาระ คือ สำนวนที่กล่าวถึงที่อาศัย แต่มุ่งให้หมายถึงสิ่งที่อาศัย กล่าวคือ อาหารเป็นที่อาศัยของโอชา แม้จะกล่าวถึงที่อาศัยคืออาหารก็เจตนาหมายถึงสิ่งที่อาศัยคือโอชาดังข้อความว่า

      "อนึ่ง คำนี้กล่าวไว้โดยเนื่องด้วยที่ตั้ง (ของโอชาคืออาหาร) แต่พึงทราบโดยลักษณะว่ามีลักษณะคือโอชา(วิสุทธิ.มหาฎีกา ๑/๒d๔/๔๙๔)"

      อาหารที่ถูกกลืนกินทำเป็นคำๆ ชื่อว่า "กพฬีการาหาร" นึ่ง คำนี้กล่าวไว้เพื่อแสดงอาหารพร้อมทั้งที่ตั้ง แต่สารอาหาร (โอชา) อันเป็นสาระของอาหารที่ถูกกลืนกินที่เรียกว่า สิ่งที่นำรสไป ซึ่งแล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ อันทำให้ค้ำจุนร่างกายที่มีอินทรีย์บริบูรณ์ ชื่อว่า อาหารรูป ในที่นี้ ดังจะเห็นได้ว่า อาหารรูปนี้มีลักษณะเป็นเหตุค้ำจุนร่างกายที่มีอินทรีย์บริบูรณ์ หรือมีลักษณะนำรูปมีโอชาเป็นที่ ๘ (อวินิพโภครูป ๘ มี โอชา เป็นที่ ๘) มาให้ (2)"


คำว่า "กพฬีการ" มีรูปวิเดราะห์ ๒ อย่าง คือ

      ๑. กรียตีติ กาโร, กพโฬ กาโร กพฬีกาโร(3) = อาหารที่ถูกกระทำให้เป็นคำ ชื่อว่า กพฬีการะ (วิเสสนบุรพบทกรรมธารยสมาส)

      ๒. กพฬํ กรียตีติ กพฬีกาโร(4) - อาหารที่ถูกกระทำให้เป็นคำ ชื่อว่า กพฬีการะ (กพฬ บทหน้า + กร ธาตุ <กรเณ = กระทำ> + ณ ปัจจัยในกรรมสาธนะ) รูปวิเคราะห์แรกลง อี อักษรเป็นอาคมในเพราะ กร ธาตุ ด้วยสูตรในสัททนีติปกรณ์ (สุตตมาลา สูตร ๑๓๓๘) ว่า  ยถารหมิวณฺณาคโม ภูกเรสุ (ลง อิ วัณณะเป็นอาคมตามสมควร ในเพราะ ภู และ กร ธาตุ) เพราะถือว่าเป็นบทสมาสทั่วไปที่ไม่ใช่กิตันตสมาส จึงลง อี อักษรเป็น อาคมโดย อี อักษรไม่มีอรรถพิเศษในกรรมธารยสมาส เช่น ภสฺมา กตํ ภสมีกตํ (สิ่งที่ทำให้เป็นขี้เถ้า ชื่อว่า ภัสมีกตะ)

      รูปวิเคราะห์ที่ ๒ ลง อี ปัจจัยในอรรถว่า อภูตตัพภาวะ คือ ความมีอยู่ด้วยระยะอื่นนั้น ของสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะเป็นกิตันตตัปปุริสสมาส คือ ตัปปุริสสมาสที่ลงกิตก์ปัจจัยอยู่ท้ายโดยลง อี ปัจจัยด้วยสูตรในกัจจายนไวยากรณ์ (สูตร ๕๗๑) ว่า "ปจฺจยาทนิฏฺฐา นิปาตนา สิชฺฌนฺติ" (ปัจจัยทั้งหลายที่ยังไม่สำเร็จย่อมสำเร็จได้ด้วยนิปาตนสูตร) ตามคำอธิบายในปทรูปสิทธิฎีกา หรือลง อี ปัจจัยด้วยสูตรว่า "ยทนุปฺปนฺนา นิปาตนา สิชฺฌนฺติ" (ปัจจัยทั้งหลายที่ยังไม่สำเร็จย่อมสำเร็จได้ด้วยนิปาตนสูตร) ตามคำอธิบายในคัมภีร์พาลาวตาร (ดู วิสุทธิมรรค ฉบับแปล เล่ม ๓ หน้า ๑๙๕-๙๗)

      ฉบับไทยทั่วไปในคัมภีร์นี้และคัมภีร์อื่นๆ พบปาฐะว่า กวฬิงการาหาร โดยถือว่าคำว่า กวฬิง เป็นบทสมาสที่ไม่ลบวิภัตติในบทหน้า แต่คำนี้ไม่สอดคล้องกับหลักการลง อี อาคมหรือ อีปัจจัยตามที่กล่าวมาแล้วในคัมภีร์ไวยากรณ์ จึงไม่ถูกหลักภาษา

---------------

(2) วิภาวินี. ๑๐/๒๗๓ 

(3) มณิ.มญชูสาฎีกา ๑/๑๐/๑๑๕

(4) วิสุทฺธิ.มหาฎีกา ๑/๒๙๔/๔๙๔, ปรมดุถ.ฎีกา ๑๕/๒๖๒

--------------

ภัยของอาหาร

ในอาหารเหล่านั้น :

      ๑. ความพอใจใน[อาหาร] (รสตัณหา) เป็นภัยของกพฬีการาหาร (เพราะความพอใจดังกล่าวทำให้เกิดวัฏฏทุกข์ทั้งหมดอันไม่มีประโยชน์ในภพนี้เป็นต้น(๕)

      ๒. การเข้าไปใกล้[อารมณ์] เป็นภัยของผัสสาหาร (เพราะไม่พ้นไปจากทุกข์ ๓ คือทุกข์แท้ ทุกข์แปรปรวน และทุกข์ประจำสังขาร)(5)

      ๓. การเกิดในภพใหม่  เป็นภัยของมโนสัญเจตนาหาร [เพราะไม่พ้นไปจากความพินาศที่มีการเกิดในภพใหม่เป็นเหตุ] (5)

      ๔. ปฏิสนธิ เป็นภัยของวิญญาณาหาร [เพราะไม่พ้นไปจากทุกข์ที่มีปฏิสนธิเป็นเหตุ](5)

      อนึ่ง ในอาหารเหล่านั้นที่มีภัยน่ากลัวอย่างนี้ พึงแสดง :-

      ๑. กพฬีการาหารด้วยคำสอนอันอุปมาเหมือนเนื้อบุตร (6) [เพื่อให้บริโภคโดยไม่มีความพอใจอาหาร] (7)

      ๒. ผัสสาหารด้วยคำสอนอันอุปมาเหมือนแม่โคที่ไม่มีหนังหุ้ม"(8) (เพราะไม่มีภัยคือการเข้าไปใกล้อารมณ์แก่ผู้เห็นโทษของผัสสะว่า เวทนาย่อมเกิดขึ้นเมื่อมีผัสสะ และเวทนาก็ควรถูกรู้เห็นว่าเป็นทุกข์และสิ่งเสียดแทงเป็นต้น(7)

      ๓. มโนสัญเจตนาหารด้วยคำสอนอันอุปมาเหมือนหลุมถ่านเพลิง(8) [เพราะไม่มีภัย คือการเกิดใหม่แก่ผู้เห็นโทษว่า ภพทั้งหลายเหมือนหลุมถ่านเพลิงที่ถูกไฟ ๑๑ กองเผาอยู่รอบด้าน"(7)

      ๔. วิญญาณาหารด้วยคำสอนอันอุปมาเหมือนหอก ๑๐๐ เล่ม"(9) [เพราะไม่มีภัยคือปฏิสนธิแก่ผู้เห็นโดยชอบว่า วิญญาณเหมือนโจร เพราะทำสิ่งที่เป็นโทษ เวทนาเหมือนหอกแทง เพราะเป็นสิ่งที่อดทนได้ยาก"

----------------

(5) วิสุทฺธิ.มหาฎีกา ๑/๒๔๔/๔๙๔

(6) วิสุทฺธิ.มหาฎีกา ๑/๒๙๔/๔๙๗

(7) สํ.นิ. ๑๖/๖๓/๙๗

(8) สํ.นิ. ๑๖/๖๓/๙๕

(9) สํ.นิ. ๑๖/๖๓/๙๖

-----------------

      ข้อความที่กล่าวเปรียบกพฬีการาหารเหมือนเนื้อบุตร ผัสสาหารเหมือนแม่โคที่ไม่มีหนังหุ้ม มโนสัญเจตนาหารเหมือนหลุมถ่านเพลิง และวิญญาณาหารเหมือนหอก ๑๐๐ เล่ม พบในสังยุตตนิกาย นิทานวรรค ปุตตมังสูปมสูตร มีข้อความเต็มดังต่อไปนี้

      ภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่างนี้เป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิดอาหาร ๔ อย่างมีอะไรบ้าง ? คือ

      ๑. กพฬีการาหารที่หยาบหรือละเอียด 

      ๒. ผัสสาหาร

      ๓. มโนสัญเจตนาหาร 

      ๔. วิญญาณาหาร 


      อาหาร ๔ อย่างนี้เป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้ว  หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด

      บุคคลพึงรู้เห็นกพฬีการาหารอย่างไร ? คือ อุปมาเหมือนสองสามีภรรยาถือเอาเสบียงเล็กน้อย เดินทางข้ามทางกันดาร  พวกเขามีบุตรน้อยคนหนึ่งที่น่ารักน่าเจริญใจ ขณะที่พวกเขากำลังเดินทางข้ามทางกันดาร เสบียงที่มีเพียงเล็กน้อยได้หมดสิ้นไป แต่ทางกันดารของพวกเขายังไม่ผ่านไป ยังเหลืออยู่ไกล ลำดับนั้น  เขาทั้งสองตกลงกันว่าเสบียงที่เหลืออยู่เล็กน้อยได้หมดสิ้นแล้ว แด่ทางกันดารยังเหลืออยู่ไกล ทางที่ดี พวกเราช่วยกันฆ่าบุตรน้อยที่น่ารักน่าเจริญใจคนนี้ ทำเป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง บริโภคเนื้อบุตรก็จะข้ามพันทางกันดารที่เหลืออยู่ได้ เราทั้งสามอย่าพินาศพร้อมกันเลย ต่อมา สองสามีภรรยานั้นก็ฆ่าบุตรน้อยที่น่ารักน่าเจริญใจคนนั้น ทำเป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง บริโภคเนื้อบุตรนั้นแหละจึงข้ามพ้นทางกันดารนั้นไปได้ พวกเขาบริโภคเนื้อบุตรไปพลาง ทุบอกไปพลาง รำพันว่า บุตรน้อยอยู่ที่ไหน ? บุตรน้อยอยู่ที่ไหน ?

      พระพุทธเจ้า : เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ?คือ พวกเขาบริโภคเนื้อบุตรเป็นอาหารเพื่อเล่น มัวเมา ประดับ หรือตกแต่งร่างกายหรือ ?

      ภิกษุ : หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า

      พระพุทธเจ้า : พวกเขาบริโภคอาหารที่ปรุงจากเนื้อบุตรเพียงเพื่อจะข้ามทางกันดารให้พ้นใช่ไหม ?

      ภิกษุ : ใช่ พระพุทธเจ้าข้า

      พระพุทธเจ้า : เรากล่าวว่าบุคคลพึงรู้เห็นกพฬีการาหารเหมือนเนื้อบุตร เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กพฬีการาหารได้แล้ว(ด้วยปริญญา ๓) ก็เป็นอันกำหนดรู้ราคะซึ่งเกิดจากกามคุณ ๕ เมื่อกำหนดรู้ราคะซึ่งเกิดจากกามคุณ  ได้แล้ว  สังโยชน์ที่ทำให้อริยสาวกมาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี

      บุคคลพึงรู้เห็นผัสสาหารอย่างไร ? คือ อุปมาเหมือนแม่โคที่ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝ่าอยู่ ก็จะถูกฝูงสัตว์ที่อาศัยฝาเจาะกิน ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกฝูงสัตว์ที่อาศัยต้นไม้เจาะกิน ถ้าลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกฝูงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำกัดกิน ถ้ายืนอยู่ในที่แจ้งก็จะถูกฝูงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอากาศเกาะจิกกิน ไม่ว่าแม่โคตัวที่ไม่มีหนังหุ้มตัวนั้นจะไปอาศัยอยู่ในสถานที่ใด ๆ  ก็ตาม ก็ถูกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ กัดกินอยู่ร่ำไป กล่าวว่าบุคคลพึงเห็นผัสสาหารเหมือนแม่โคที่ไม่มีหนังหุ้ม เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้วก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนา ๓ (คือ สุข ทุกข์ และอุเบกขา) เมื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ ได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีกิจใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งไปกว่านี้

      บุคคลพึงรู้เห็นมโนสัญเจตนาหารอย่างไร ?  คือ อุปมาเหมือนหลุมถ่านเพลิง ลึกกว่าชั่วคน เต็มไปด้วยถ่านเพลิง ไม่มีเปลวและควัน ครั้งนั้นบุรุษคนหนึ่งต้องการมีชีวิต ไม่อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์เดินมา บุรุษมีกำลังสองคนจับแขนของเขาคนละข้างฉุดไปลงในหลุมถ่านเพลิง ทันใดนั้น เขามีเจตนาปรารถนาตั้งใจจะไปให้ไกลจากหลุมถ่านเพลิง ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะเขารู้ว่า ถ้าเราจักตกหลุมถ่านเพลิงนี้ เราจักต้องตายหรือถึงทุกข์ปางตาย เรากล่าวว่าบุคคลพึงรู้เห็นมโนสัญเจตนาหารเหมือนหลุมถ่านเพลิง เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้มโนสัญเจตนาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ตัณหา ๓ [กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา] เมื่อกำหนดรู้ตัณหา ๓ ได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีกิจใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งไปกว่านี้

      บุคคลจึงพึงเห็นวิญญาณาหารอย่างไร ? คือ อุปมาเหมือนราชบุรุษจับโจรผู้ประพฤติชั่วได้แล้ว จึงทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ผู้นี้เป็นโจรประพฤติชั่วต่อพระองค์ ขอจงทรงลงพระอาญาตามที่ทรงพระราชประสงค์แก่โจรผู้นี้เถิด

      พระราชามีพระกระแสรับสั่งว่า ท่านทั้งหลาย จงใช้หอก ๑๐๐ เล่มแทงมันในเวลาเช้า ราชบุรุษจึงใช้หอก ๑๐๐ เล่มแทงนักโทษคนนั้น ในเช้าวันนั้น

      ต่อมาในเวลาเที่ยงวัน พระราชาทรงซักถามราชบุรุษว่า ท่านทั้งหลาย นักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ?

      ราชบุรุษกราบทูลว่า เขายังมีชีวิตอยู่ พระพุทธเจ้าข้า จึงมีพระกระแสรับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงใช้หอก ๑๐๐ เล่ม แทงมันในเวลาเที่ยงวัน ราชบุรุษจึงใช้หอก ๑๐๐ เล่มแทงนักโทษคนนั้นในเวลาเที่ยงวัน

      ต่อมาในเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามราชบุรุษอีกว่า ท่านทั้งหลาย นักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ?

      ราชบุรุษกราบทูลว่า เขายังมีชีวิตอยู่ พระพุทธเจ้าข้า จึงมีพระกระแสรับสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงใช้หอก ๑๐๐ เล่มแทงมันในเวลาเย็น ราชบุรุษทั้งหลายจึงใช้หอก ๑๐๐ เล่มแทงนักโทษคนนั้นในเวลาเย็น

      เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ? คือ เมื่อเขาถูกหอก ๓๐๐ เล่ม แทงตลอดวัน จะพึงได้เสวยทุกข์โทมนัสซึ่งมีการแทงนั้นเป็นเหตุมิใช่หรือ ?

      ภิกษุ : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเขาถูกหอกหนึ่งเล่มแทงยังได้เสวยทุกข์โทมนัสซึ่งมีการแทงนั้นเป็นเหตุ ไม่ต้องพูดถึงเมื่อถูกหอก ๓๐๐ เล่มแทง

      พระพุทธเจ้า : ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าบุคคลพึงเห็นวิญญาณาหารเหมือนหอก ๓๐๐ เล่ม เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้รูปนามได้ เมื่อกำหนดรู้รูปนามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีกิจใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งไปกว่านี้

----------///-----------


[full-post]



สรุปลักษณะสัมมสนญาณ


การพิจารณาเพียงย่อๆ โดยลักษณะสัมมสนญาณมี ๔ อย่าง คือ :-

      ๑. กลาปสัมมสนะคือ การพิจารณารูปนามที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน, ภายนอก ภายใน, หยาบ ละเอียด, เลว ประณีต, ไกล ใกล้ ทั้งหมดนี้ เป็นอนิจจัง ทุกขังอนัตตา เพราะหมดไปสิ้นไปถ่ายเดียว ไม่มีกลับ ทนอยู่ไม่ได้ เป็นของน่ากลัว และไม่มีแก่นสาร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครๆ ทั้งสิ้น

      ๒. อัทธานสัมมสนะ คือ การพิจารณารูปนามที่เกิดดับ ล่วงลับไปเป็นเวลานาน คือพิจารณารูปนามในอดีต ไม่กลับมาเป็นรูปนามปัจจุบัน รูปนามปัจจุบันไม่กลับไปเป็นรูปนามอนาคต รูปนามภายในไม่เป็นรูปนามภายนอก รูปนามอดีตก็เกิดดับในอดีต รูปนามอนาคตก็เกิดดับในอนาคต รูปนามปัจจุบันไม่กลับเกิดในชาติหน้า แต่มีเหตุปัจจับสืบต่อกันอยู่ เมื่อปัจจุบันดี อนาคตก็ดี เมื่อปัจจุบันชั่วอนาคตก็ชั่ว อุปมาเหมือนดวงตรา เมื่อประทับลงไปบนกระดาษนั้น รูปดวงตรายังปรากฏติดอยู่ที่กระดาษแต่ดวงตราหาติดอยู่กับกระดาษไม่ ข้อนี้ฉันใด ความดีความชั่วก็ฉันนั้น ถ้าเราทำดีความดีก็ประทับตราไว้ ไม่หายสูญไปไหนเลย ดังนั้น รูปนามจึงเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

      ๓. สันตติสัมมสนะ คือ การพิจารณาเห็นความสืบต่อของรูปนาม เช่น รูปร้อนดับไป รูปเย็นเกิดขึ้น รูปเย็นดับไปรูปร้อนเกิดขึ้น หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมออย่างนี้ ดังนั้น รูปนามจึงเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาจริงๆ

      ๔. ขณสัมมสนะ คือ การพิจารณาเห็นความเป็นไปของรูปนามชั่วขณะหนึ่งๆ คือพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของรูปนามซึ่งเรียกว่า อุปปาทะ ฐีติ ภังคะ จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็มีรูปนามเกิดดับอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ตลอดวันตลอดคืน ดังนั้น รูปนามจึงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

      การเห็นรูปนามเกิดดับดังกล่าวนี้ ชื่อว่า สัมมสนญาณ การเห็นรูปนามเกิด-ดับของสัมมสนญาณนี้ เห็นเมื่อรูปใหม่เกิดขึ้นแล้วจึงเห็นรูปเก่าดับไป เช่น พิจารณาอิริยาบถนั่ง จะเห็นว่าอิริยาบถนั่งนั้นดับไปก็ต่อเมื่อได้เปลี่ยนอิริยาบถนั่งนั้นเป็นอิริยาบถอื่นไป จึงจะเห็นว่าอิริยาบถนั่งนั้นดับไป ดังนี้เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ปัญญาในญาณนี้ยังอ่อนอยู่

      อนึ่ง ตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณ นามรูปปัจจยปริคคหญาณ สัมมสนญาณทั้ง ๓ นี้ ล้วนเป็นญาณที่อาศัยสุตมยปัญญาและจินตามยปัญญา ก็สัมมสนญาณนี้ว่าโดยวิสุทธิสงเคราะห์เข้าในมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ และเป็นญาณที่ ๑ ในวิปัสสนาญาณ ๑๐ เป็นญาณที่ ๓ ในญาณ ๑๖ (โสฬสญาณ)

-------//------


 

[full-post]



วุฏฐานคามินีเกิดเป็นอย่างไร

ถาม : วุฏฐานคามินีเกิดเป็นอย่างไร ? 

ตอบ : ในขณะแห่งสังขารุเปกขาญาณ และอนุโลมญาณ ก่อนโคตรภูญาณและมรรคญาณจะเกิด

      - วุฏฐานะ เป็นชื่อของมรรค 

      - วุฏฐานคามินี แปลว่า ทางไปสู่มรรค เป็นชื่อของวิปัสสนา เรียกว่า "วุฏฐานคามินีวิปัสสนา" หมายถึง วิปัสสนาที่ทำให้ออกไปสู่มรรค ได้แก่ วิปัสสนาญาณ ๓ คือ 

      ๑. สังขารุเปกขาญาณ – วางเฉยในสังขารธรรม คือขันธ์ ๕ ด้วยการพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ 

      ๒. อนุโลมญาณ – คล้อยตามวิปัสสนาญาณเบื้องต่ำและน้อมไปตามมรรคญาณเบื้องบน 

      ๓. โคตรภูญาณ – ข้ามโคตรปุถุชนไปสู่อริยโคตร อาการของวุฏฐานคามินีตั้งแต่สังขารุเปกขาญาณ 


      สำหรับผู้ยิ่งด้วยศรัทธินทรีย์ ยิ่งด้วยสมาธินทรีย์ และยิ่งด้วยปัญญินทรีย์นั้น ให้ชื่อแก่มรรคต่างกัน ดังนี้ (มีแสดงในวิสุทธิมรรค ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ และในอรรถกถาพระสูตรต่าง ๆ) 

      ๑) ผู้ยิ่งด้วยศรัทธินทรีย์ มากด้วยอธิโมกข์ (ความน้อมใจเชื่อ) หนักในอธิศีลสิกขา เจริญสังขารุเปกขาญาณน้อมไปในไตรลักษณ์ แต่อนิจจานุปัสสนา คือความตามเห็นรูป-นามว่าไม่เที่ยงปรากฏชัดเจน, อนุโลมญาณมีความไม่เที่ยงของนาม หรือรูป อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ อาจเป็นอารมณ์ภายในหรือภายนอกก็ได้ โคตรภูญาณมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ มรรคได้ชื่อว่า อนิมิตตวิโมกข์ ผลได้ชื่อว่า อนิมิตตวิมุติ พระนิพพานของผู้นี้ชื่อว่า "อนิมิตตนิพพาน" 

        ขณะบรรลุโสดาปัตติมรรค ได้ชื่อว่า "สัทธานุสารี" แต่นั้นไป (โสดาปัตติผล-อรหัตตผล) ของผู้นั้น ได้ชื่อว่า "สัทธาธิมุติ" 


     ๒) ผู้ยิ่งด้วยสมาธินทรีย์ มากด้วยปัสสัทธิ (ความสงบ) หนักในอธิจิตตสิกขา เจริญสังขารุเปกขาญาณน้อมไปในไตรลักษณ์ แต่จะตามเห็นทุกขานุปัสสนาชัดเจน ขณะอนุโลมญาณมีความทุกข์ของนาม หรือรูป อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ อาจเป็นอารมณ์ภายในหรือภายนอกก็ได้ โคตรภูญาณมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ มรรคได้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ ผลได้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิมุติ พระนิพพานของผู้นี้ชื่อว่า "อัปปณิหิตนิพพาน"

        พระอริยบุคคลผู้เห็นทุกขานุปัสสนาชัดเจนนี้ อันเรียกว่า "อัปปณิหิตวิโมกข์" ยิ่งด้วยสมาธินทรีย์ บรรลุมรรค ๔ ผล ๔ หลังจากการออกจากรูปฌาน ๔ แล้วพิจารณาองค์ฌาน ๔ ด้วยวิปัสสนาภาวนา จากนั้นได้บรรลุมรรค-ผล ได้ชื่อว่า "กายสักขี" 

        ส่วนผู้ที่ได้ออกจากอรูปฌานแล้วบรรลุอรหัตตมรรค-ผล ขณะแห่งอรหัตตผล ผู้นั้นได้ชื่อว่า "อุภโตภาควิมุติ" เป็นผู้หลุดพ้นโดยส่วน ๒ คือ ทั้งส่วนรูปกายและนามกาย ฯ    


      ๓) ผู้ยิ่งด้วยปัญญินทรีย์ มากด้วยปัญญาความรู้ หนักในอธิปัญญาสิกขา เจริญสังขารุเปกขาญาณน้อมไปในไตรลักษณ์ แต่จะหนักไปทางอนัตตานุปัสสนา ขณะอนุโลมญาณมีความเป็นอนัตตาของนาม หรือรูป อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ อาจเป็นอารมณ์ภายในหรือภายนอกก็ได้ โคตรภูญาณมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ มรรคได้ชื่อว่า สุญญตวิโมกข์ ผลได้ชื่อว่า สุญญตวิมุติ พระนิพพาน ของผู้นี้ชื่อว่า "สุญญตนิพพาน"

         ขณะแห่งโสดาปัตติมรรคของพระอริยบุคคลท่านนี้ ได้ชื่อว่า "ธัมมานุสารี" ขณะแห่งโสดาปัตติผล จนถึง อรหัตตมรรค ได้ชื่อว่า "ฐีติปัตตะ" ส่วนขณะแห่งอรหัตตผล ได้ชื่อว่า "ปัญญาวิมุติ" ฯ 



 


[full-post]



พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

[337] อันตคาหิกทิฏฐิ 10 (ความเห็นอันถือเอาที่สุด, ความเห็นผิดที่แล่นไปสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง — the ten erroneous extremist views) คือเห็นว่า

       1. โลกเที่ยง (The world is eternal.)

       2. โลกไม่เที่ยง (The world is not eternal.)

       3. โลกมีที่สุด (The world is finite.)

       4. โลกไม่มีที่สุด (The world is infinite.)

       5. ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น (The soul and the body are identical.)

       6. ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง (The soul is one thing and the body is another.)

       7. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก (The Tathagata is after death.)

       8. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่เป็นอีก (The Tathagata is not after death.)

       9. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็ใช่ ไม่เป็นอีก ก็ใช่ (The Tathagata both is and is not after death.)

       10. ตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก ก็มิใช่ ย่อมไม่เป็นอีก ก็มิใช่ (The Tathagata neither is nor is not after death.)


       คำว่า ตถาคต ในที่นี้ อรรถกถาบางแห่งว่าหมายถึงสัตว์ (เช่น ม.อ. 3/135; สงฺคณี.อ. 528) บางแห่งว่า อัตตา หรืออาตมัน (อุ.อ. 430) บางแห่งว่าพระพุทธเจ้า (สํ.อ. 3/192)

----------------

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=23&i=51&p=1

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=136&p=1

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=17&i=155&p=1

----------------

ม.ม. 13/147/143;  - https://84000.org/tipitaka/read/?13/147/143

สํ.สฬ. 18/788/476; - https://84000.org/tipitaka/read/?18/788/476

องฺ.ทสก. 24/193/206; - https://84000.org/tipitaka/read/?24/193/206

ขุ.ปฏิ. 31/337/226; - https://84000.org/tipitaka/read/?31/337/226

อภิ.วิ. 35/1032/529 - https://84000.org/tipitaka/read/?35/1032/529

------------------


      "สักกายทิฏฐิ" เป็นความเห็นผิดที่เป็นพื้นฐาน เป็นอนุสัยกิเลสซึ่งมีอยู่กับทุกบุคคลที่ไม่ใช่พระอริยะ เรียกว่า ทิฏฐิสามัญ ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดทิฏฐิพิเศษที่มีโทษมากได้ เช่น สัสสตทิฏฐิ อเหตุกทิฏฐิ อกิริยทิฏฐิ นัตถิกทิฏฐิ คือ เห็นว่าบุญไม่มีบาปไม่มี และ สักกายทิฏฐิ ยังแบ่ง เป็น 20 ประการ ด้วย ลักษณะของความยึดถือ ว่าเป็นตัวตนมีลักษณะ หลายประการ 20 ประการมีดังนี้ครับ


๑. เห็นรูปเป็นตน คือ ขณะที่เห็นผิดยึดถือว่า รูปร่างกายเป็นเรา (ตน) อุปมาเหมือนเห็นเปลวไฟและสีของเปลวไฟเป็นอย่างเดียวกัน

๒. เห็นตนมีรูป คือ ขณะที่ยึดถือว่า นามธรรมเป็นเราที่มีรูปร่างกาย อุปมาเหมือนเห็นต้นไม้มีเงา

๓. เห็นรูปในตน คือ ขณะที่ยึดถือว่า นามธรรมเป็นเรา และรูปอยู่ในนามที่เราอุปมาเหมือนกลิ่นในดอกไม้

๔. เห็นตนในรูป คือ ขณะที่ยึดถือว่า นามธรรมเป็นเราที่อยู่ในรูปร่างกายอุปมาเหมือนแก้วมณีในขวด

๕. เห็นเวทนาเป็นตน คือ ขณะที่ยึดถือว่า ความรู้สึกเป็นเรา (ตน) อุปมาโดยนัยเดียวกันกับรูป

๖. เห็นตนมีเวทนา คือ ขณะที่ยึดถือรูป สัญญา วิญญาณ ว่าเป็นเรา และเรามีเวทนา

๗. เห็นเวทนาในตน คือ ขณะที่ยึดถือรูป สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นเรา และมีเวทนาในเรา

๘. เห็นตนในเวทนา คือ ขณะที่ยึดถือรูป สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นเรา และเรามีอยู่ในเวทนา

๙. เห็นสัญญาเป็นตน คือ ขณะที่ยึดถือว่า ความจำเป็นเรา (ตน)

๑๐. เห็นตนมีสัญญา คือ ขณะที่ยึดถือรูป เวทนา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นเรา และเรามีสัญญา

๑๑. เห็นสัญญาในตน คือ ขณะที่ยึดถือรูป เวทนา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นเรา และมีสัญญาในเรา

๑๒. เห็นตนในสัญญา คือ ขณะที่ยึดถือรูป เวทนา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นเรา และเรามีอยู่ในสัญญา

๑๓. เห็นสังขารเป็นตน คือ ขณะที่ยึดถือว่า สังขารตัวปรุงแต่งเป็นเรา

๑๔. เห็นตนมีสังขาร คือ ขณะที่ยึดถือรูป เวทนา สัญญา วิญญาณ ว่าเป็นเรา และเรามีสังขาร

๑๕. เห็นสังขารในตน คือ ขณะที่ยึดถือรูป เวทนพ สัญญา วิญญาณ ว่าเป็นเรา และมีสังขารในเรา

๑๖. เห็นตนในสังขาร คือขณะที่ยึดถือรูป เวทนา สัญญา วิญญาณ ว่าเป็นเรา และเรามีอยู่ในสังขาร

๑๗. เห็นวิญญาณเป็นตน คือในขณะที่ยึดถือว่า วิญญาณเป็นเรา (ตน)

๑๘. เห็นตนมีวิญญาณ คือขณะที่ยึดถือรูป เวทนา สัญญา สังขาร ว่าเป็นเรา และเรามีวิญญาณ

๑๙. เห็นวิญญาณในตน คือขณะที่ยึดถือรูป เวทนา สัญญา สังขาร ว่าเป็นเรา และมีวิญญาณในเรา

๒๐. เห็นตนในวิญญาณ คือขณะที่ยึดถือรูป เวทนา สัญญา สังขาร ว่าเป็นเรา และเรามีอยู่ในวิญญาณ


-------------------

 

[full-post]



๑) องค์ของปาณาติบาตนั้น มี ๕ อย่าง คือ


๑. ปาโณ สัตว์มีชีวิต

๒. ปาณสญฺิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต

๓. วธกจิตฺตํ มีจิตคิดฆ่า

๔. อุปกฺกโม (ปโยโค) มีความพยายาม

๕. เตนมรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

--------------

๒) อทินนาทานนั้น มีองค์ ๕ คือ


๑. ปรปริคฺคหิตํ ของที่เจ้าของหวงแหน

๒. ปรปริคฺคหิตสญฺญิตา รู้อยู่ว่า เป็นของที่เจ้าของหวงแหน

๓. เถยฺยจิตฺตํ จิตคิดลัก

๔. ปโยโค พยายามลัก

๕. เตน หรณํ - ได้ทรัพย์นั้นมา 

-------------

๓) องค์ของ "กาเมสุมิจาฉาจาร" (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 291)


๑. อคมนียวัตถุ (วัตถุที่ไม่ควรเกี่ยวข้อง)

๒. ตสมึ เสวนจิตตํ (มีจิตคิดเสพในอคมนียวัตถุนั้น)

๓. เสวนปฺปโยโค (พยายามเสพ)

๔. มคฺเคน มคฺคปฏิปตฺติอธิวาสนํ (การยังมรรคให้ถึงมรรค)

-------------

๔) มุสาวาทนั้น มีองค์ ๔ คือ


๑. อตถํ วตฺถุ เรื่องไม่แท้

๒. วิสํวาทนจิตฺตํ จิตคิดจะพูดให้คลาดเคลื่อน

๓. ตชฺโช วายาโม ความพยายามเกิดจากจิตคิดจะพูดให้คลาดเคลื่อนนั้น

๔. ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ คนอื่นรู้เรื่องนั้น.

-----------------

๕) ปิสุณาวาจานั้น มีองค์ ๔ คือ


๑. ภินฺทิตพฺโพ ปโร ผู้อื่นที่พึงให้แตกกัน

๒. เภทปุเรกฺขารตา มุ่งให้เขาแตกกัน

๓. ตชฺโช วายาโม ความพยายามที่เกิดแต่ความมุ่งให้เขาแตกกันนั้น

๔. ตสฺส ตทตฺถวิชานนํ ผู้นั้นรู้เรื่องนั้น.

-----------------

๖) ผรุสวาจานั้น มีองค์ ๓ คือ


   ๑. อกฺโกสิตพฺโพ ปโร คนอื่นที่ตนด่า

   ๒. กุปิตจิตฺตํ จิตโกรธ

   ๓. อกฺโกสนา การด่า

-----------------

๗) สัมผัปปลาบนั้น มีองค์ ๒ คือ


   ๑. นิรตฺถกกถาปุเรกฺขารตา มุ่งกล่าวถ้อยคำที่ไร้ประโยชน์ มีเรื่องภารตยุทธ และเรื่องชิงนางสีดา เป็นต้น

   ๒. ตถารูปีกถากถนํ กล่าวเรื่องเช่นนั้น

       มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม ๒ - หน้าที่ 112 [สัมผัปปลาป]

       [๒๑๗] อกุศลเจตนาที่ยังกายประโยคและวจีประโยค ซึ่งเป็นเครื่องยังผู้อื่นให้รู้สิ่งที่มิใช่ประโยชน์ให้ตั้งขึ้น ชื่อว่าสัมผัปปลาปเพราะวิเคราะห์ว่า "สัมผัปปลาปีบุคคล ย่อมเจรจาคำเพ้อเจ้อ หาประโยชน์มิได้ ด้วยเจตนาธรรมนั่น"

-----------------

๘) อภิชฌานั้น มีองค์ ๒ คือ

    ๑. ปรภณฺฑํ (สิ่งของของบุคคลอื่น) ๑

    ๒. อตฺตโน ปริณามนญฺจ (น้อมมาเพื่อตน) ๑

-----------------

๙) พยาบาทนั้นมีองค์ ๒ คือ


   ๑. ปรสตฺโต (สัตว์อื่น) ๑

   ๒. ตสฺส จ วินาสจินฺตา (ความคิดที่ให้สัตว์นั้นพินาศไป) ๑

----------------

๑๐) องค์ของมิจฉาทิฏฐิมี ๒ อย่าง คือ 


   ๑. วตฺถุโน จคหิตาการวิปรีตตา (เรื่องทั้งหลายวิปริตจากอาการที่ถือเอา) ๑. 

   ๒. ยถา จ ตํคณฺหาติ ตถาภาเวน ตสฺสูปฏฺฐานํ (ความปรากฏแห่งเรื่องนั้นโดยความไม่เป็นจริงตามที่ยึดถือ) ๑. 

-----------------


[full-post]



ปฏิจจสมุปบาท

--------------------

- นิทเทส ๗  

    ตโยทฺธา ทฺวาทสงฺคานิ      อาการาเยว วีสติ

    ติสนฺธิ จตุสงฺเขปา          ตีณิ วฏฺฏานิ สตฺตมํ

    เทฺว มูลานีติ นิทฺเทสา      สตฺต ตตฺถ ปกาสิตา ฯ  

    (นิติเมธี - เรียบเรียงคาถา)

  ในปฏิจจสมุปบาทนั้น ท่านแสดงนิทเทส ๗ อย่าง คือ 

     ๑) อัทธา - กาล ๓ (อตีตอัทธา, ปัจจุบันอัทธา, อนาคตอัทธา)

     ๒) องค์ - องค์ ๑๒  (อวิชชา, สังขาร, วิญญาณ, นามรูป, สฬายตนะ, ผัสสะ, เวทนา, ตัณหา, ภว ชาติ ชรามรณะ)

     ๓) อาการ - อาการ ๒๐ (อดีตเหตุ ๕, ปัจจุบันผล ๕, ปัจจุบันเหตุ ๕, อนาคตผล ๕)

     ๔) สนธิ - ความสืบต่อ ๓ (ระหว่าง สังขาร+วิญญาณ, ระหว่าง เวทนา+ตัณหา, ระหว่าง กัมมภวะ+ชาติ)

     ๕) สังเขป - สังเขป ๔  (อดีตเหตุ, ปัจจุบันผล, ปัจจุบันเหตุ, อนาคตผล ๕)

     ๖) วัฏฏะ - วัฏฏะ ๓ (กิเลสวัฏฏ์, กรรมวัฏฏ์, วิปากวัฏฏ์) 

     ๗) มูล - มูล ๒ (อวิชชา-โมหมูล, ตัณหา-โลภมูล)

===============<>==============  

- นัย ๗

    สภาวเทสนาอตฺถ-         ปหานกิจฺจลกฺขณํ

    สตฺตโม ปจฺจโย เจติ     นยา ตตฺถ ปกาสิตา ฯ 

    (นิติเมธี - เรียบเรียงคาถา)


อาการที่ท่านแสดงปฏิจจสมุปบาท มี ๗ นัย (วิสุทธิมรรค) 


๑) สภาวนัย เป็นการแสดงสภาวะ คือองค์ธรรมของปฏิจจสมุปบาทธรรมแต่ละองค์

๒) อัตถนัย เป็นนัยที่แสดงความหมายขององค์ปฏิจจสมุปบาททั้ง ๑๒ องค์ และธรรมที่เป็นนิสสันทผล

๓) ลักขณนัย เป็นนัยที่แสดงลักขณาทิจตุกกะ ขององค์ปฏิจจสมุปบาทและนิสสันทผล

๔) กิจจนัย เป็นนัยที่แสดงรส (กิจรส) ขององค์ปฏิจจสมุปบาททั้ง ๑๒ และนิสสันทผล

๕) ปหานนัย เป็นนัยที่ให้ผู้ศึกษาเรียนรู้เพื่อละทิฏฐิ ๗ อย่าง เป็นต้น

๖) เทสนานัย เป็นการแสดงนัยแห่งเทศนาของพระพุทธเจ้า ซึ่งมี ๔ นัย

๗) ปัจจยนัย เป็นนัยแห่งการแสดง โดยนำเอาปัจจัยในมหาปัฏฐานมาสงเคราะห์ในความเป็นปัจจัยและปัจจยุปบันของปฏิจจสมุปบาท


==================<>====================

๑. นัยแห่งสภาวะ

    นัยแห่งสภาวะ นี้เป็นการแสดงสภาวะ คือ องค์ธรรมของปฏิจจสมุปบาทธรรม แต่ละองค์ คือ

   ๑) อวิชชา องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก ที่ในอกุศลจิต ๑๒

   ๒. สังขาร องค์ธรรมได้แก่ เจตนาเจตสิก ๒๙ ที่ในอกุศลจิต ๑๒ โลกียกุศลจิต ๑๗

   ๓. วิญญาณ องค์ธรรมได้แก่ โลกียวิปากจิต ๓๒

   ๔. นามรูป แบ่งเป็น ๒ อย่างคือ

      ก. นาม องค์ธรรมได้แก่ เจตสิก ๓๕ ที่ประกอบกับโลกียวิปากจิต ๓๒

      ข. รูป องค์ธรรมได้แก่ ปฏิสนธิกัมมชรูป ปวัตติกัมมชรูป จิตตชรูป

   ๕. สฬายตนะ องค์ธรรมได้แก่ ปสาทรูป ๕ โลกียวิปากจิต ๓๒

   ๖. ผัสสะ องค์ธรรมได้แก่ ผัสสะเจตสิก ที่ประกอบกับโลกียวิปากจิต ๓๒

   ๗. เวทนา องค์ธรรมได้แก่ เวทนาเจตสิก ที่ประกอบกับโลกียวิปากจิต ๓๒

   ๘. ตัณหา องค์ธรรมได้แก่ โลภะเจตสิก ที่ประกอบกับโลภมูลจิต ๘

   ๙. อุปาทาน องค์ธรรมได้แก่ โลกเจตสิก ที่ประกอบกับโลภมูลจิต ๘ และทิฏฐิเจตสิก ที่ประกอบกับทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

   ๑๐. ภพ มี ๒ อย่าง คือ

        ก. กัมมภวะ องค์ธรรมได้แก่ เจตนากรรม ๒๘ (เจตนาเจตสิกที่ประกอบใน อกุศลจิต ๑๒, โลกียกุศลจิต ๑๗)

        ข. อุปปัตติภวะ องค์ธรรมได้แก่ โลกียวิปากจิต ๓๒ เจตสิก ๓๕ กัมมชรูป ๒๐

   ๑๑. ชาติ องค์ธรรมได้แก่ อาการเกิดขึ้นของปฏิสนธิจิต ๑๙ เจตสิก ๓๕ กัมมชกกลาป ๓, ๗, ๔ (คัพภเสยยกะ ๓, โอปปาติกะ+สังเสทชะ ในกามภูมิ ๗ รูปพรหม ๔)

   ๑๒. ชรามรณะ องค์ธรรมได้แก่ อาการที่กำลังแก่และกำลังดับของโลกียวิบาก ๓๒ เจตสิก ๓๕ และ กัมมชรูป ๒๐

   ๑๓. โสกะ องค์ธรรมได้แก่ โทมนัสสเวทนา ที่ประกอบกับ โทสมูลจิต ๒ 

   ๑๔. ปริเทวะ องค์ธรรมได้แก่ จิตตชวิปปลาสสัททรูป (เสียงที่เกิดจากจิตที่วิปลาส)

   ๑๕. ทุกขะ องค์ธรรมได้แก่ กายิกทุกข์ คือ เวทนาเจตสิก ที่ประกอบกับทุกขสหคตกายวิญญาณจิต

   ๑๖. โทมนัสสะ องค์ธรรมได้แก่ เจตสิกทุกข์ คือ เวทนาเจตสิก ที่ประกอบในโทสมูลจิต ๒

   ๑๗. อุปายาสะ องค์ธรรมได้แก่ โทสเจตสิก ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยพยสนะ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง

==================<>====================

๒. นัยแห่งอรรถ

   ๑) อรรถ (ความหมาย) ของอวิชชา คือ - 

      - ธรรมชาติ ที่เป็นไปตรงกันข้ามกับปัญญา (วิชชา ปฏิปกฺขาติ อวิชฺชา)

      - ธรรมชาติ ที่ย่อมให้ได้ทุจริตธรรมที่ไม่ควรได้ (อวินฺทิยํ วินฺทตีติ อวิชฺชา)

      - ธรรมชาติ ที่ย่อมไม่ให้ได้สุจริตธรรมที่ควรได้ (วินฺทิยํ น วินฺทตีติ อวิชฺชา)

      - ธรรมชาติ ที่เป็นผู้ให้รู้ผิดในบัญญัติธรรม มี ชาย หญิง เป็นต้น ที่ไม่มีปรากฏโดยสภาวะ (อวิชฺชมาเน ชวาเปตีติ อวิชฺชา)

      - ธรรมชาติ ที่เป็นผู้ไม่ให้รู้ปรมัตถธรรม มี ขันธ์ ๕ เป็นต้น ที่มีปรากฏโดยสภาวะ (วิชฺชมาเน น ชวาเปตีติ อวิชฺชา)

      - ธรรมชาติ ที่ไม่ให้รู้ธรรมที่ควรรู้ มีอริยสัจจ์ ๔ เป็นต้น (วิทิตพฺพํ อวิทิตํ กโรตีติ อวิชฺชา)

***สรุปความว่า การไม่รู้ตามความเป็นจริงในสิ่งที่ควรรู้ รู้แต่สิ่งที่ไม่เป็นไป ตามความเป็นจริงที่ไม่ควรรู้ นั่นแหละ ชื่อว่า อวิชชา


   ๒) อรรถ (ความหมาย) ของสังขาร คือ- 

      - ธรรมชาติ ที่ปรุงแต่งสังขตธรรมที่เป็นผลโดยตรงให้เกิดขึ้น (สงฺขตํ สงฺขโรนฺติ อภิสงฺขโรนฺติ = สงฺขารา)

      - ธรรมชาติ ที่เป็นเหตุแห่งการปรุงแต่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของสัตว์ทั้งหลาย (สงฺขตํ กายวจีมโนกมฺมํ อภิสงฺขโรนฺติ เอเตหีติ = สงฺขารา)

      - ธรรมชาติที่เป็นบุญ และ เป็นผู้ปรุงแต่งให้ผลบุญเกิดขึ้นโดยตรงด้วย (ปุญฺญญฺจ ตํ อภิสงฺขาโร จาติ = ปุญฺญาภิสงฺขาโร)

      - ธรรมชาติที่เป็นบาปและเป็นผู้ปรุงแต่งให้ผลบาปเกิดขึ้นโดยตรงด้วย (อปุญฺญญฺจ ตํ อภิสงฺขาโร จาติ = อปุญฺญาภิสงฺขาโร)

      - ธรรมชาติที่เป็นกุศลตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เป็นผู้ปรุงแต่งให้ผลของตนเกิดขึ้นโดยตรงด้วย (อาเนญฺชญฺจ ตํ อภิสงฺขาโร จาติ = อาเนญฺชาภิสงฺขาโร)

      - ธรรมชาติที่ปรุงแต่งกาย (กายํ สงฺขโรตีติ = กายสงฺขาโร)

      - ธรรมชาติที่ปรุงแต่งวาจา (วาจํ สงฺขโรตีติ = วจีสงฺขาโร)

      - ธรรมชาติที่ปรุงแต่งใจ ( จิตฺตํ สงฺขโรตีติ = จิตฺตสงฺขาโร )


   ๓) อรรถ (ความหมาย) ของวิญญาณ คือ - 

      - ธรรมชาติที่ได้รู้อารมณ์อยู่เสมอ ( อารมฺมณํ วิชานาตีติ - วิญฺญาณํ)

      - ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้บุคคลทั้งหลายได้รู้อารมณ์เป็นพิเศษ (อารมฺมณํ วิชานนฺติ เอเตนาติ = วิญฺญาณํ)


   ๔) อรรถ (ความหมาย) ของนามรูป คือ-

      - นาม คือ ธรรมชาติ ที่น้อมไปในอารมณ์ ( อารมฺมเณ นมตีติ = นามํ)

      - รูป คือ ธรรมชาติที่สลายไป เพราะปัจจัยที่เป็นปฏิปักษ์กัน มีความร้อน และ ความเย็น เป็นต้น (สีตุณฺหาทิวิโรธิปจฺจเยหิ รุปฺปตีติ = รูปํ)


   ๕) อรรถ (ความหมาย) ของสฬายตนะ คือ-

      - อายตนะ คือ ธรรมชาติที่ทรงไ ว้ซึ่งสังสารวัฏฏ์อันยืดยาว (อายตํ สงฺสารวฏฺฏํ นยตีติ = อายตนํ)

      - อายตนะภายใน ๖ ชื่อว่า สฬายตนะ ( ฉ อายตนานิ = สฬายตนํ )

      - อายตนะทั้ง ๖ และอายตนะที่ ๖ ชื่อว่า สฬายตนะ (สฬายตนญฺจ ฉฏฺฐายตนญฺจ = สฬายตนํ)


   ๖) อรรถ (ความหมาย) ของผัสสะ คือ -

      - ผัสสะ คือ ธรรมชาติที่กระทบอารมณ์ (อารมฺมณํ ผุสตีติ = ผสฺโส )

      - ผัสสะ คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้สัมปยุตตธรรมกระทบอารมณ์ (ผุสนฺติ สมฺปยุตฺตธมฺมา เอเตนาติ = ผสฺโส)

      - จักขุสัมผัสสะ คือ การกระทบที่ประกอบกับจักขุวิญญาณ (จกฺขุวิญฺญาเณน สมฺปยุตฺโต สมฺผสฺโสติ = จกฺขุสมฺผสฺโส)

      - โสตสัมผัสสะ คือ การกระทบที่ประกอบกับโสตวิญญาณ (โสตวิญฺญาเณน สมฺปยุตฺโต สมฺผสฺโสติ = โสตสมฺผสฺโส)

      - ฆานสัมผัสสะ คือ การกระทบที่ประกอบกับฆานวิญญาณ (ฆานวิญฺญาเณน สมฺปยุตฺโต สมฺผสฺโสติ = ฆานสมฺผสฺโส)

      - ชิวหาสัมผัสสะ คือ การกระทบที่ประกอบกับชิวหาวิญญาณ (ชิวฺหาวิญฺญาเณน สมฺปยุตฺโต สมฺผสฺโสติ = ชิวฺหาสมฺผสฺโส)

      - กายสัมผัสสะ คือ การกระทบที่ประกอบกับกายวิญญาณ (กายวิญฺญาเณน สมฺปยุตฺโต สมฺผสฺโสติ = กายสมฺผสฺโส)

      - มโนสัมผัสสะ คือ การกระทบที่ประกอบกับมโนวิญญาณ (มโนวิญญาเณน สมฺปยุตฺโต สมฺผสฺโสติ = มโนสมฺผสฺโส)


   ๗) อรรถ (ความหมาย) ของเวทนา คือ - 

      - เวทนา คือ ธรรมชาติที่เสวยอารมณ์ (อารมฺมณํ เวทยตีติ = เวทนา)


   ๘) อรรถ (ความหมาย) ของตัณหา คือ -

      - ตัณหา คือ ธรรมชาติที่ยินดีติดใจในวัตถุกาม (วตฺถุกามํ ปริตสฺสตีติ = ตณฺหา)

      - ตัณหา คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายยินดีติดใจซึ่งวัตถุกาม (วตฺถุกามํ ตสฺสนฺติ ปริตสฺสนฺติ สตฺตา เอตายาติ = ตณฺหา)

      - กามตัณหา คือ ธรรมชาติที่ยินดีอยากได้ในอารมณ์ ๖ และยึดติดอยู่ในอารมณ์นั้นด้วย ( กาโม จ โส ตณฺหา จาติ = กามตณฺหา)

      - ภวตัณหา คือ ธรรมชาติที่เห็นว่า "ตัวตนที่อยู่ในอารมณ์ ๖ นั้น ปรากฏมีอยู่เสมอไม่สูญหาย และยินดีติดอยู่ในอารมณ์นั้นด้วย" (ภโว จ โส ตณฺหา จาติ = ภวตณฺหา)

      - วิภวตัณหา คือ ธรรมชาติที่เห็นว่า "ตัวตนที่อยู่ในอารมณ์ ๖ นั้น ไม่สามารถตั้งอยู่ได้ตลอด ย่อมสูญหายไป และยินดีติดใจอยู่ในอารมณ์นั้นด้วย หรือ 

        ความยินดีพอใจในอุจเฉททิฏฐิ (วิภโว จ โส ตณฺหา จาติ = วิภวตณฺหา (วา) วิภเว ตณฺหา = วิภวตณฺหา)


   ๙) อรรถ (ความหมาย) ของอุปาทาน คือ - 

      - อุปาทาน คือ ธรรมชาติที่ยึดถืออย่างแรงกล้า ไม่ย่อมปล่อย (ภุสํ อาทิยนฺติ อมุญฺจคาหํ คยฺหนฺตีติ - อุปาทานานิ)

      - อุปาทาน คือ ธรรมชาติที่เข้าไปยึดมั่น (อุปาทียนฺตีติ - อุปาทานานิ)


   ๑๐) อรรถ (ความหมาย) ของภพ คือ -

      - ภพ คือ กรรมที่เป็นเหตุของผล (ภวติ เอตสฺมาติ = ภโว)

      - กัมมภพ คือ กรรมที่เป็นเหตุให้ผลเกิดขึ้น (กมฺมเมว ภโว = กมฺมภโว)

      - อุปปัตติภพ คือ ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในภพใหม่ เพราะอาศัยกรรม (อุปปตฺติ จ โส ภโว จาติ = อุปปตฺติภโว)


   ๑๑) อรรถ (ความหมาย) ของชาติ คือ -

      - ชาติ คือ อาการเกิดขึ้นของขันธ์ (ชนนํ = ชาติ)

      - ชาติ คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการปรากฎขึ้นของสังขารธรรม (ชายนฺติ ปาตุภวนฺติ ธมฺมา เอตายาติ = ชาติ)


   ๑๒) อรรถ (ความหมาย) ของชรามรณะ คือ -

      - ชรา คือ ความแก่ของวิบากนามขันธ์ ๔ และนิปผันนรูป (ชิรณํ = ชรา)

      - ชรา คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้เข้าถึงความแก่ของสังขารธรรมทั้งหลาย (ชีรนฺติ ชิณฺณภาวํ คจฺฉนฺติ เอตายาติ = ชรา)

      - มรณะ คือ อาการที่กำลังดับของโลกียวิบากนามขันธ์ ๔ และกัมมชรูป (มริยเต = มรณํ)

      - มรณะ คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการตายของสัตว์ทั้งหลาย (มรนฺติ สตฺตา เอเตนาติ = มรณํ)


   ๑๓) อรรถ (ความหมาย) ของโสกะ คือ - 

      - โสกะ คือ ความเศร้าโศก (โสจนํ - โสโก)

      - โสกะ คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งความเศร้าโศกเดือดร้อนของสัตว์ทั้งหลาย (โสจนฺติ จิตฺตปริฬาหํ คจฺฉนฺติ เอเตนาติ - โสโก)


   ๑๔) อรรถ (ความหมาย) ของปริเทวะ

      - ปริเทวะ คือ อาการคร่ำครวญร่ำไห้ (ปริเทวนํ = ปริเทโว)

      - ปริเทวะ คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการคร่ำครวญร่ำไห้ของสัตว์ทั้งหลาย (ตํ ตํ ปวตฺตึ ปริกิตฺเตตฺวา เทวนฺติ กนฺทนฺติ เอเตนาติ - ปริเทโว)


๑๕) อรรถของทุกขะ คือ -

      - ทุกขะ คือ ธรรมชาติที่เป็นที่น่าเกลียดและทำลายความสุขกายของสัตว์ทั้งหลาย ( ทุกุจฺฉิตํ หุตฺวา กายิกสุขํ ขณตีติ = ทุกฺขํ )

      - ทุกขะ คือ ธรรมชาติที่สัตว์ทั้งหลายอดทนได้ยาก (ทุกฺขมนฺติ = ทุกฺขํ)

      - ทุกขะ คือ เวทนาที่อดทนได้ยาก (ขมิตุํ ทุกฺกรนฺตํ = ทุกฺขํ)


   ๑๖) อรรถ (ความหมาย) ของโทมนัสสะ คือ - 

      - โทมนัสสะ คือ ธรรมชาติที่เป็นเหตุให้ไม่สบายใจ (ทุมนสฺสภาโว = โทมนสฺสํ)

      ***เหตุให้เกิดโทมนัสสะ (ตามสุตตันตนัย)

         ๑. ประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ (อปฺปีเยหิ สมฺปโยโค)

         ๒. พลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ (ปีเยหิ วิปฺปโยโค)

         ๓. ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น (ยมฺปีจฺฉํ น ลภติ)


   ๑๗) อรรถ (ความหมาย) ของอุปายาส คือ - 

      - อุปายาส คือ ความลำบากใจอย่างหนัก (ภุโส อายาสนํ = อุปายาโส)

      - อุปายาส เป็นความลำบากใจอย่างหนึ่ง คือ ความกับแค้นใจ หรือ ความเสียใจอย่างใหญ่หลวง ที่สืบเนื่องมาจากโสกะ ปริเทวะ กล่าวคือ ความเศร้าโศกเสียใจ

      - ครั้งแรก จัดเป็น โสกะ เมื่อ โสกะมีกำลังมากขึ้น หรือ เสียใจหนักขึ้น จนถึงบ่นเพ้อรำพันคร่ำครวญออกมา จัดเป็น ปริเทวะ เมื่อคร่ำครวญร้องไห้ บ่น เพ้อรำพันหนักขึ้น จนถึงน้ำตาเหือดแห้ง จัดเป็น อุปายาส คือ ความแห้งใจ

      - อุปมาโสกะ ปริเทวะ อุปายาส เหมือนน้ำมันที่ถูกเคี่ยว น้ำมันที่ใส่ลงในกระทะ ที่ยกตั้งบนเตาไฟ เมื่อถูกความร้อน เริ่มมีอาการเดือดผุดขึ้น เปรียบได้กับอาการของ โสกะ,

น้ำมันที่ถูกความร้อนเผาจนเดือนพล่าน เปรียบได้กับอาการของ ปริเทวะ, น้ำมันที่ถูกเคี่ยวจนแห้งหมดกระทะ จนมีควันลุกฟุ้งขึ้น เปรียบได้กับอาการของ อุปายาส

==================<>====================

๓. นัยแห่งลักษณะ (ลักขณาทิจตุกกะ)

    ๑) ลักขณาทิจตุกะของอวิชชา

        - อญาณลกฺขณา มีความไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เป็นลักษณะ

        - สมฺโมหนรสา มีความหลง หรือความมืดมน เป็นกิจ

        - ฉาทนปจฺจุปฏฺฐานา มีความปกปิดสภาวะที่มีอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ เป็นอาการปรากฏ

        - อาสวปทฏฺฐานา มีอาสวะ ๓ (เว้นอวิชชาสวะ) เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๒) ลักขณาทิจตุกะของสังขาร

        - อภิสงฺขรณลกฺขณา มีการปรุงแต่ง เป็นลักษณะ

        - อายูหนรสา มีความขวนขวายให้เกิดปฏิสนธิ (ประมวลมาซึ่งผลที่เกี่ยวเนื่องกับตนเอง) เป็นกิจ

        - เจตนาปจฺจุปฏฺฐานา มีการตั้งใจกระทำ เป็นอาการปรากฏ

        - อวิชฺชาปทฏฺฐานา มีอวิชชา เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

     (๒) ลักขณาทิจตุกกะของ เจตนา

        - เจตยิกลกฺขณา มีความจงใจ เป็นลักษณะ

        - อายูหนรสา ประมวลมาซึ่งผลที่เกี่ยวเนื่องกับตนเอง เป็นกิจ

        - สํวิธานปจฺจุปฏฺฐานา มีการจัดแจง เป็นอาการปรากฏ

        - เสสขนฺธตฺตยปทฏฺฐานา มีนามขันธ์ ๓ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    

    ๓) ลักขณาทิจตุกะของวิญญาณ

        - อารมฺมณิ วิชชานนลกุขณ์ มีการรู้อารมณ์ เป็นลักษณะ 

        - ปุพฺพงฺคมรสํ มีการเป็นประธานแก่เจตสิกและกัมมชรูปเป็นกิจ

        - ปฏิสนฺธิปจฺจุปฏฺฐานํ มีการสืบต่อภพเก่าและภพใหม่ เป็นอาการปรากฏ

        - สงฺขารปทฏฺฐานํ (วา) มีสังขาร ๓ เป็นเหตุใกล้ (หรือ)

        - วตุถารมฺมณปทฏฺฐานํ มีวัตถุ ๖ กับอารมณ์ ๖ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๔) ลักขณาทิจตุกะของนาม

        - อารมฺมณํ นมนลกฺขณํ มีการน้อมไปสู่อารมณ์ เป็นลักษณะ

        - สมฺปโยครสํ มีการประกอบกับวิญญาณและประกอบกันเอง เป็นกิจ

        - อวินิพฺโภคปจฺอุปฏฺฐานํ มีการไม่แยกจากกันกับจิต เป็นอาการปรากฏ

        - วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณ (ปฏิสนธิวิญญาณ) เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๕) ลักขณาทิจตุกะของรูป

        - รูปปนลกฺขณํ มีการแปรปรวน เปลี่ยนแปลง สลายไป เป็นลักษณะ

        - วิกิรณรสํ มีการแยกออกจากจิตได้ เป็นกิจ

        - อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นอพยากตธรรม คือ รู้อารมณ์ไม่ได้) เป็นอาการปรากฏ

        - วิญญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณ (ปฏิสนธิวิญญาณ) เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๖) ลักขณาทิจตุกะของสฬายตนะ

        - อายตนลกฺขณํ มีการสืบต่อหรือความแผ่ไปซึ่งจิตและเจตสิก เป็นลักษณะ

        - ทสฺสนาทิรสํ มีการกระทำการเห็น เป็นต้น (การเกิดขึ้นของจิตเจตสิก) เป็นกิจ

        - วตฺถุทฺวารภาวปจฺปฏฺฐานํ มีความเป็นวัตถุ และทวาร เป็นอาการปรากฏ

        - นามรูปปทฎฐานํ มีนามรูป เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๗) ลักขณาทิจตุกะของผัสสะ

        - ผุสนลกฺขโณ มีการกระทบอารมณ์ เป็นลักษณะ

        - สํฆฏฺฏนรโส มีการทำให้จิตกับอารมณ์ติดต่อกันเป็นกิจ

        - สงฺคตฺปจฺจุปฏฺฐาโน มีการประชุมร่วมกันระหว่างทวาร, อารมณ์, และวิญญาณ เป็นอาการปรากฏ

        - สฬายตนปทฏฐาโน มีอัชฌัตติกายตนะ ๖ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๘) ลักขณาทิจตุกะของเวทนา

        - อนุภวนลกฺขณา มีการเสวยอารมณ์ เป็นลักษณะ

        - วิสยรสสมฺโภครสา มีการเสวยรสของอารมณ์ เป็นกิจ

        - สุขทุกฺขปจฺจุปฏฐานา มีความสุขและความทุกข์ เป็นผลปรากฏ

        - ผสฺสปทฏฺฐานา มีผัสสะ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๙) ลักขณาทิจตุกะของตัณหา

        - ทุกฺขเหตุลกฺขณา มีการเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง เป็นลักษณะ

        - อภินนฺทนรสา มีความพอใจในอารมณ์, ภพ, และภูมิ เป็นกิจ

        - อติตฺตภาวปจฺจุปฎฐานา มีความไม่อิ่มในอารมณ์ของจิตหรือบุคคล เป็นอาการปรากฏ

        - เวทนาปทฏฺฐานา มีเวทนา เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๐) ลักขณาทิจตุกะของอุปาทาน

        - คหณลกฺขณํ มีการยึดถือไว้อย่างมั่นคง เป็นลักษณะ

        - อมุญฺจนรสํ มีการไม่ยอมปล่อย เป็นกิจ

        - ตณฺหาทฬฺหตฺตทิฏฺฐิปจฺจุปฏฺฐานํ มีการยึดมั่นด้วยตัณหาและทิฏฐิ เป็นอาการปรากฏ

        - ตณฺหาปทฏฺฐานํ มีตัณหา เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๑) ลักขณาทิจตุกะของกัมมภวะ

        - กมฺมลกฺขโณ มีเจตนากรรม เป็นลักษณะ

        - ภาวนรโส มีการทำให้มี ทำให้เป็น (เกิด) เป็นกิจ

        - กุสลากุสลปจฺจุปฎฐาโน มีความเป็นกุศลและอกุศล เป็นอาการปรากฏ

        - อุปาทานปทฏฺฐาโน มีอุปาทาน เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๒) ลักขณาทิจตุกะของอุปปัตติภวะ

        - กมุมผลลกฺขโณ มีความเป็นผลของกรรม เป็นลักษณะ

        - ภวนรโส มีการเกิดขึ้น (ของวิบากจิต และ กัมมชรูป) เป็นกิจ

        - อพฺยากตปจฺจุปฎฐาโน มีความเป็นอพยากตธรรม เป็นอาการปรากฏ

        - อุปาทานปทฏฺฐาโน มีอุปาทาน เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๓) ลักขณาทิจตุกะของชาติ

        - ตตฺถ ตตฺถ ภเว ปฐมาภินิพฺพตฺติลกฺขณา มีการเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภพนั้น ๆ เป็นลักษณะ

        - นิยฺยาตนรสา มีการเป็นไปคล้ายกับมอบขันธ์ ๕ ที่มีขอบเขตภพหนึ่ง ๆ ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นกิจ

        - อตีตภวโต อิธ อุมฺมุชฺชนปจฺจุปฎฐานา (วา) ทุกฺขวิจิตฺตตฺตาปจฺจุปฏฐานา มีการผุดขึ้นในภพนี้จากภพก่อน หรือ มีสภาพเต็มไปด้วยทุกข์ เป็นอาการปรากฏ

        - อุปจิตนามรูปปทฏฺฐานา มีนามรูปที่เกิดขึ้นครั้งแรก เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๔) ลักขณาทิจตุกะของชรา

        - ขนฺธปริปากลกฺขณา มีความแก่ของขันธ์ ๕ เป็นลักษณะ

        - มรณูปนยนรสา มีการนำให้เข้าไปใกล้ความตาย เป็นกิจ

        - โยพฺพนฺนวินาสปจฺจุปฎฐานา มีการทำลายวัยที่ดี ให้พินาศไป เป็นอาการปรากฏ

        - ปริปจฺจมานนามรูปปทฏฺฐานา มีนามรูปที่กำลังแก่ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๕) ลักขณาทิจตุกะของมรณะ

        - จุติลกุขณํ มีการเคลื่อนย้ายจากภพที่อยู่ เป็นลักษณะ

        - วิโยครสํ มีการจากสิ่งที่เคยพบเห็นไปเป็นกิจ

        - คติวิปฺปวาสปจฺจุปฎฐานํ มีการย้ายที่อยู่จากภพเก่า เป็นอาการปรากฏ

        - ปริภิชฺชมานนามรูปปทฏฺฐานํ มีนามรูปที่กำลังดับ เป็นเหตุใกล้ไห้เกิด

    ๑๖) ลักขณาทิจตุกะของโสกะ

        - อนฺโตนิชฺฌามลกฺขโณ มีการเผาไหม้อยู่ภายใน หรือ มีความแห้งใจ เป็นลักษณะ

        - เจโตปรินิชฺฌายนรโส มีการทำให้จิตเดือนร้อน เป็นกิจ

        - อนุโสจนปจฺจุปฏฺฐาโน มีความเศร้าโศกเนือง ๆ ตามความพินาศ เป็นอาการปรากฏ

        - โทสจิตฺตุปฺปาทปทฏฺฐาโน มีโทสมูลจิตตุปบาท เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๗) ลักขณาทิจตุกะของปริเทวะ

        - ลาลปฺปนลกฺขโณ มีการพิลาปรำพัน เป็นลักษณะ

        - คุณโทสปริกิตฺตนรโส มีการรำพันถึงคุณและโทษ เป็นกิจ

        - สมฺภมปจฺจุปฏฺฐาโน มีจิตวุ่นวายไม่ตั้งมั่น เป็นอาการปรากฏ

        - โทสจิตฺตชมหาภูตปทฏฺฐาโน มีมหาภูตรูปที่เกิดจากโทสมูลจิต เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๘) ลักขณาทิจตุกะของทุกขะ

        - กายปีพนลกฺขณํ มีการเบียดเบียนร่างกาย เป็นลักษณะ

        - ทุปฺปญฺญานํ โทมนสฺสกรณรสํ  มีความเป็นเหตุให้โกรธ, เสียใจ เกิดขึ้นแก่ผู้มีปัญญาน้อย เป็นกิจ

        - กายิกาพาธปจฺจุปฏฺฐานํ มีความอาพาธทางกาย เป็นอาการปรากฏ

        - กายปสาทปทฏฺฐานํ มีกายปสาทรูปเป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๑๙) ลักขณาทิจตุกะของโทมนัสสะ

        - จิตฺตปีฬนลกฺขณํ มีการเบียดเบียนใจ เป็นลักษณะ

        - มโนวิฆาตรสํ มีการทรมานใจ เป็นกิจ

        - มานสพฺยาธิปจฺจุปฏฺฐานํ มีความไม่สบายใจ เป็นผลปรากฏ

        - หทยวตฺถุปทฏฺฐานํ มีหทยวัตถุ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

    ๒๐) ลักขณาทิจตุกะของอุปายาส

        - จิตฺตปริทหนลกฺขโณ มีการเผาผลาญจิตอย่างหนัก เป็นลักษณะ

        - นิตฺถุนฺนรโส มีการทอดถอนใจ เป็นกิจ

        - วิสาทปจฺจุปฏฺฐาโน มีการขาดกำลังกายและกำลังใจ เป็นอาการปรากฏ

        - หทยวตฺถุปทฏฺฐาโน มีหทยวัตถุ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

==================<>====================

๔. นัยแห่งรส (กิจรส)

   นัยแห่งรส เป็นการแสดงถึงกิจ คือ หน้าที่ ขององค์ปฏิจจสมุปบาทแต่ละองค์ ที่มีหน้าที่เฉพาะของตน ๆ คือ

   ๑) อวิชชา มีหน้าที่ทำให้หลง ไม่รู้ตามความเป็นจริงของสังขารรูปนามขันธ์ ๕ หรือ ทำให้ไม่รู้สภาวธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง เป็นกิจ

   ๒) สังขาร มีหน้าที่จัดแจงปรุงแต่ง และ เป็นปัจจัยแก่วิญญาณ เป็นต้น เป็นกิจ

   ๓) วิญญาณ มีหน้าที่เป็นประธานแก่เจตสิกและกัมมชรูป เป็นกิจ

   ๔) นาม มีหน้าที่ในการประกอบกับวิญญาณและประกอบกันเอง เป็นกิจ

   ๕) รูป มีหน้าที่ในการแยกออกจากจิตได้ เป็นกิจ

   ๖) สฬายตนะ มีหน้าที่กระทำความเห็น เป็นต้นให้เกิดขึ้น คือ เป็นที่อาศัยเกิดรับรู้อารมณ์ของจิต เป็นกิจ

   ๗) ผัสสะ มีหน้าที่ทำให้จิตกับอารมณ์ติดต่อกัน เป็นกิจ

   ๘) เวทนา มีหน้าที่ในการเสวยรสของอารมณ์ เป็นกิจ

   ๙) ตัณหา มีหน้าที่ในการยินดีติดใจในอารมณ์ ภพ, และภูมิ เป็นกิจ

   ๑๐) อุปาทาน มีหน้าที่ในการยึดถืออารมณ์ไว้ไม่ยอมปล่อย เป็นกิจ

   ๑๑) กัมมภวะ มีหน้าที่ทำให้มี ทำให้เป็น (เกิด) คือ ทำให้วิบากวิญญาณและกัมมชรูปเกิดขึ้น เป็นกิจ

   ๑๒) อุปปัตติภวะ มีหน้าที่ในการเกิดขึ้นของวิบากวิญญาณ และกัมมชรูป เป็นกิจ

   ๑๓) ชาติ มีหน้าที่ในการเป็นไปคล้ายกับมอบขันธ์ 2 ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นกิจ

   ๑๔) ชรา มีหน้าที่นำให้เข้าไปใกล้ความตาย เป็นกิจ

   ๑๕) มรณะ มีหน้าที่จากสิ่งที่เคยพบเคยเห็นไป เป็นกิจ

   ๑๖) โสกะ มีหน้าที่ทำให้จิตเดือดร้อนเนือง ๆ เป็นกิจ

   ๑๗) ปริเทวะ มีหน้าที่ทำให้รำพึงรำพันถึงคุณ (ที่ยังไม่ได้ทำ)และโทษ(ที่ทำไปแล้ว) เป็นกิจ

   ๑๘) ทุกขะ มีหน้าที่เป็นเหตุให้เกิดความโกร, ความเสียใจแก่ผู้มีปัญญาน้อย เป็นกิจ

   ๑๙) โทมนัสสะ มีหน้าที่ในการทำให้ใจทรมาน เป็นกิจ

   ๒๐) อุปายาส มีหน้าที่ในการทำให้ขาดกำลังกายกำลังใจ หรือ มีการทอดถอนใจ เป็นกิจ

==================<>====================

๕. นัยแห่งการละ (ปหานะ)

     ๑) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร ย่อมละสัสสตทิฏฐิความเห็นผิดที่ว่าโลกมีผู้สร้างได้

     ๒) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า สังขาร (กรรม ๓ อย่าง มี ปุญญาภิสังขาร เป็นต้น ) เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ (โลกียวิบากวิญญาณ ๓๒) ย่อมสามารถละอัตตทิฏฐิ ความเห็นผิดในขันธ์ ๕ ว่า เป็นตัวตน ได้

     ๓) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า วิญญาณ (โลกียวิบากวิญญาณ ๓๒) เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป (ปฏิสนธิวิญญาณ ๑๘ เจตสิกที่ประกอบ ๓๕ และกัมมชรูป ๒๐) ย่อมสามารถละความเห็นผิดที่ว่า ขันธ์ ๕ เป็นธรรมที่มีแก่นสาร ได้

     ๔) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า นามรูป (ปฏิสนธิจิต ๑๙ เจตสิกที่ประกอบ ๓๕ และกัมมชรูป ๒๐ ) เป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะ (อายตนะภายใน ๖ มี จักขายตนะเป็นต้น) ย่อมสามารถละความเห็นผิดที่ว่า เราเป็นผู้เห็นเป็นผู้ได้ยินเป็นต้นได้

     ๕) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า สฬายตนะ (อายตนะภายใน ๖) เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ (ผัสสะ ๖ มี จักขุสัมผัสสะ เป็นต้น) ย่อมสามารถละความเห็นผิดที่ว่า มีผู้เข้าไปกระทบอารมณ์ได้

     ๖) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า ผัสสะ (ผัสสะ ๖) เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา (เวทนา ๖ มีจักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นต้น) ย่อมสามารถละความเห็นผิดที่ว่า มีผู้เข้าไปเสวยความสุขความทุกข์ ได้

     ๗) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า เวทนา (เวทนา ๖ ) เป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา (ตัณหา ๓ ในอารมณ์ ๖ มี กามตัณหา ในรูปารมณ์ เรียกว่า รูปตัณหา เป็นต้น) ย่อมสามารถละความทะยานอยากในการเกิดในภพภูมิต่าง ๆ ได้

     ๘) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน อุปาทาน ๔ มี กามุปาทาน เป็นต้น) ย่อมสามารถละความเห็นผิดที่ว่า ขันธ์เป็นของเราอย่างมั่นคง ได้

     ๙) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า อุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิดภพ (กัมมภพ, อุปปัตติภพ) ย่อมสามารถละอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นผิดที่ว่า ขันธ์ ๕ นี้ สูญโดยปราศจากเหตุ ได้

     ๑๐) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ (โลกียวิบากจิต ๓๒) ย่อมสามารถละสุขสัญญาวิปลาส ได้

     ๑๑) การเรียนรู้และเข้าใจในหลักที่ว่า ชาติ เป็นปัจจัยให้เกิดชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาส ย่อมสามารถละนิจจสัญญาวิปปลาส และสุภสัญญาวิปปลาส ได้


***การพิจารณาปฏิจจสมุปบาท มี ๔ นัย

     ๑) เอกัตตนัย การพิจารณาโดยนัยเดียว เป็นการพิจารณาแล้วรู้ว่า รูปนามขันธ์ ๕ ของสัตว์ทั้งหลาย มีการเกิดดับติดต่อกัน ไม่ขาดสาย ในภพหนึ่งก็ดี ในภพต่อ ๆ ไปก็ดี

     ๒) นานัตตนัย การพิจารณาโดยนัยต่าง ๆ กัน เป็นการพิจารณาแล้วรู้ว่า การสืบต่อกันของรูปนามขันธ์ ๕ นี้ แม้ว่าจะเป็นไป่โดยไม่ขาดสายก็จริง แต่สภาวะของปฏิจจสมุปบาทธรรมเหล่านี้ มีสภาพธรรมที่ต่าง ๆ กัน มีเหตุและผลที่ต่างกัน เช่น อวิชชา เป็นเหตุ สังขาร เป็นผล, สังขารเป็นเหตุ วิญญาณ เป็นผล ดังนี้เป็นต้น

     ๓) อพยาปารนัย ว่าด้วยความเกิดขึ้นโดยความเป็นเหตุและผลของกันและกัน ของสภาวธรรมนั้น ๆ โดยไม่มีการขวนขวายพยายามให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด เป็นการพิจารูณาแล้วรู้ว่า เพราะเหตุต่าง ๆ มีอวิชชา เป็นต้น ที่ให้ผลต่าง ๆ มี สังขาร เป็นต้นเกิดขึ้นนั้น ก็ไม่มีการขวนขวายพยายามเพื่อให้ผลนั้นเกิดขึ้น แต่ประการใด ธรรมที่เป็นเหตุและเป็นผลเหล่านั้น เกิดขึ้นและเป็นไปตามสภาวะของตนเท่านั้น

     ๔) เอวังธัมมตานัย ว่าด้วยความเป็นไปตามธรรมดาของตนเช่นนั้นเองของสภาวธรรมทั้งหลาย เป็นการพิจารณาแล้วรู้ว่า ผลของธรรมที่เกิดขึ้นนั้น มีเหตุของตน ๆ โดยเฉพาะไม่ก้าวก่ายกัน เช่น สังขารเกิดขึ้น เพราะมีอวิชชาเป็นเหตุ นอกจากอวิชชาแล้ว ธรรมอื่น ๆ ที่จะเป็นเหตุให้สังขารเกิดขึ้นนั้นไม่มี ดังนี้เป็นต้น


***ข้อควรศึกษา ในการพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ๔ นัย เพื่อละทิฏฐิทั้ง ๓

     ๑) เอกัตตนัย สามารถละ อุจเฉททิฏฐิ และ นัตถิกทิฏฐิ ได้ (แต่อาจเกิดสัสสตทิฏฐิได้)

     ๒) นานัตตนัย สามารถละ สัสสตทิฏฐิ ได้ (แต่อาจเป็นเหตุให้เกิด อุจเฉททิฏฐิได้)

     ๓) อพยาปารนัย สามารถละ อิสสรนิมมานวาททิฏฐิ และ อัตตทิฏฐิ ได้ (แต่อาจเป็นเหตุให้เกิด อกิริยทิฏฐิได้)

     ๔) เอวังธัมมตานัย สามารถละ อเหตุกทิฏฐิ และ อกิริยทิฏฐิ ได้ (แต่อาจเป็นเหตุให้เกิด สัสสตทิฏฐิได้)


***การพิจารณาโดยละเอียด ในการพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ทั้ง ๔ นัย

     ๑) การพิจารณาโดย เอกัตตนัย ย่อมสามารถละ อุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่า ขาดสูญ) และ นัตกทิฏฐิ (ความเห็นว่ากรรมไม่มีผล) ได้ เพราะได้พิจารณาเห็นสันตติ คือ ความสืบต่อกันไม่ขาดสายของรูปนาม ได้แก่ เห็นความเกิดแล้วตาย ตายแล้วก็เกิดอีก ไม่มีการสูญหายไปไหน แต่ถ้าพิจารณาโดยไม่รอบคอบ ผู้เห็นผิดอาจมีความยึดถือโดยความเป็นสัสสตทิฏฐิ ได้อีก เนื่องจากเห็นความสืบเนื่องกันแห่งรูปนามขันธ์ ๕ ไม่ขาดสายนั่นเอง

     ๒) การพิจารณาโดย นานัตตนัย ย่อมสามารถละ สัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่า เที่ยง) ได้ เพราะได้พิจารณาเห็นสภาพของเหตุและสภาพของผลนั้น ไม่เหมือนกัน และธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลนั้น ก็เกิดขึ้นใหม่อยู่เสมอไม่ใช่อันเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเห็นว่า เที่ยง ก็หายไป แต่ถ้าพิจารณาโดยไม่รอบคอบ ผู้เห็นผิดอาจมีความยึดถือ โดยความเป็นอุจเฉททิฏฐิ ได้อีก เนื่องจากเห็นความขาดตอนไปแห่งเหตุและผล แต่ละอย่าง ๆ นั่นเอง

     ๓) การพิจารณาโดย อพยาปารนัย ย่อมสามารถละ อิสสรนิมมานวาททิฏฐิ (ความเห็นว่า สิ่งทั้งหลาย มีพุระเจ้าเป็นผู้สร้าง) และอัตตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวตน) ได้ เพราะ ได้พิจารณาเห็นว่า ธรรมที่เป็นเหตุที่ให้ผลเกิดขึ้น และธรรมที่เป็นผลที่จากมาจากเหตุนั้น แต่ละอย่างก็เกิดขึ้นเป็นไปตามสภาวะของตน ไม่มีการขวนขวายพยายามแต่อย่างใด ทั้งไม่มีใครมาบ่งการด้วย แต่ถ้าพิจารณาโดยไม่รอบคอบ ผู้เห็นผิดอาจมีความยึดถือโดยความเป็นอกิริยทิฏฐิ ได้อีก เนื่องจากเห็นความขาดตอนไปแห่งเหตุและผล แต่ละอย่าง ๆ นั่นเอง

     ๔) การพิจารณาโดย เอวังธัมมตานัย ย่อมสามารถละ อเหตุกทิฏฐิ (ความเห็นว่าผลทั้งหลายไม่มีเห็น) และ อกิริยทิฏฐิ (ความเห็นว่า การกระทำทุกอย่างไม่เป็นกรรม) ได้ เพราะพิจารณาเห็นว่า ธรรมที่เป็นเหตุ และธรรมที่เป็นผลนั้น ย่อมเกิดขึ้นเป็นคู่ ๆ กันไป จะขาดเสียอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ แต่ถ้าพิจารณาโดยไม่รอบกอบ ผู้เห็นผิดอาจมีความยึดถือโดยความเป็นสัสสตทิฏฐิ ได้อีก เพราะเห็นความสืบเนืองกันแห่งเหตุและผลทั้งหลาย นั้นเอง

--------------------

***การพิจารณาปฏิจจสมุปบาทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

      ในสัปดาห์ที่ ๑ หลังจากตรัสรู้ พระพุทธองค์ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตลอด ๗ วัน ณ ที่นั้น พระพุทธองค์ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลมตามลำดับ ตลอดยามทั้ง ๓ แห่งราตรี โดยทรงเปล่งพระอุทาน ดังนี้

      ในปฐมยาม ทรงเปล่งพระอุทานว่า 

      "ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา

       อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส 

       อถสฺส กงฺขาว ปยนฺติ สพฺพา

       ยโต ปชานาติ สเหตุธมฺมํ"

   "เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ 

   เมื่อนั้น ความสงสัยของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป 

   เพราะมารู้แจ้งธรรมว่า เกิดแต่เหตุ"


      ในมัชฌิมยามทรงเปล่งพระอุทานว่า 

      "ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา

       อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส 

       อถสฺส กงฺขาว ปยนฺติ สพฺพา

       ยโต ขยํ ปจฺจยานํ อเวทิ"       

   "เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ 

   เมื่อนั้น ความสงสัยของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้แจ้งความ

   สิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลายว่าเป็นเหตุแห่งความสิ้นไปของผลทั้งหลาย"


      ในปัจฉิมยาม ทรงเปล่งพระอุทานว่า 

      "ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา

       อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส 

       วิธูปยํ ติตฺถติมารเสนํ

       สูโรว โอภาสยมนฺตลิกฺขํ"

   "เมื่อใด ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ 

   เมื่อนั้น พราหมณ์ย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัย 

   กำจัดความมืดทำอากาศให้สว่างได้ ฉะนั้น"

==================<>====================

๖. นัยแห่งการแสดง มี ๔ นัย

    ๑) แสดงจากต้นไปหาปลาย คือ แสดงตั้งแต่อวิชชา ไปตามลำดับจนถึง ชรามรณะเป็นที่สุด เรียกว่า อาทิปริโยสานอนุโลมเทศนา

    ๒) แสดงจากกลางไปหาปลาย คือ แสดงตั้งแต่ เวทนา ไปตามลำดับจนถึง ชรามรณะ เรียกว่า มัชฌิมปริโยสานอนุโลมเทศนา

    ๓) แสดงจากปลายไปหาต้น คือ แสดงตั้งแต่ชรามรณะ ถอยหลังไปตามลำดับจนถึงอวิชชา เรียกว่า ปริโยสานาทิปฏิโลมเทศนา

    ๔) แสดงจากกลางไปถึงต้น คือ แสดงตั้งแต่ตัณหา ถอยหลังไปตามลำดับจนถึงอวิชชา เรียกว่า มัชฌิมาทิปฏิโลมเทศนา

==================<>====================

๗. นัยแห่งปัจจัย (เป็นการแสดงปัจจัยสงเคราะห์) 


*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา

(๑) อวิชชาเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปุญญาภิสังขารนั้นได้อำนาจปัจจัย ๒ คือ

       ๑. อารัมมณปัจจัย ๒. ปกตูนิสสยปัจจัย

          ( กามปุญญาภิสังขาร ๒ ปัจจัย คือ อารัมมณปัจจัย, ปกตูนิสสยปัจจัย 

            รูปปุญญาภิสังขาร ๑ ปัจจัย คือ ปกตูปนิสสยปัจจัย )


(๒) อวิชชาเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่อปุญญาภิสังขารนั้นได้อำนาจปัจจัย ๑๕ คือ

       ๑. เหตุปัจจัย ๒. อารัมมณปัจจัย ๓. อธิปติปัจจัย ๔. อนันตรปัจจัย ๕. สมนันตรปัจจัย ๖. สหชาตปัจจัย ๗. อัญญมัญญปัจจัย ๘. นิสสยปัจจัย ๙. อุปนิสสยปัจจัย ๑๐. อาเสวนปัจจัย ๑๑. สัมปยุตตปัจจัย ๑๒. อัตถิปัจจัย ๑๓. นัตถิปัจจัย ๑ ๔. วิคตปัจจัย ๑๕. อวิคตปัจจัย


(๓) อวิชชาเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่อาเนญชาภิสังขารนั้นได้อำนาจปัจจัย ๑ คือ "ปกตูปนิสสยปัจจัย"

                                  

--------------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ


สังขารทั้ง ๓ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่วิปากวิญญาณนี้ได้อำนาจปัจจัย ๒ คือ

       ๑. ปกตูปนิสสยปัจจัย  ๒. นานักขณิกกัมมปัจจัย

             

------------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ"


(๑) วิปากวิญญาณ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่นาม คือเจตสิกที่ประกอบนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๙ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. อาหารปัจจัย ๖. อินทริยปัจจัย ๗. สัมปยุตตปัจจัย ๘. อัตถิปัจจัย ๙. อวิคตปัจจัย


(๒) ปฏิสนธิวิญญาณ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่หทัยวัตถุรูปนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๙ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. อาหารปัจจัย ๖. อินทริยปัจจัย ๗. วิปปยุตตปัจจัย ๘. อัตถิปัจจัย ธ. อวิคตปัจจัย


(๓) ปฏิสนธิวิญญาณ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปฎิสนธิกัมมชรูป (เว้นหทัยวัตถุ) นั้น ได้อำนาจปัจจัย ๘ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. นิสสยปัจจัย ๓. วิปากปัจจัย ๔. อาหารปัจจัย ๕. อินทริยปัจจัย ๖. วิปปยุตตปัจจัย ๗. อัตถิปัจจัย ๘. อวิคตปัจจัย


(๔) กัมมวิญญาณ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปฏิสนธิกัมมชรูปในอสัญญสัตตภูมิและปวัตติกัมมชรูปในปัญจโวการภูมิ และเอกโวการภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๑ คือ  "ปกตูนิสสยปัจจัย"


*** ปัญจโวการวิบาก ๒๘ (-อรูปวิบาก ๔) ที่เกิดหลัง ๆ เป็นปัจจัยแก่จตุสมุฏฐานิกรูปที่เกิดก่อนแล้วกำลังตั้งอยู่ ด้วยอำนาจปัจจัยกลุ่มปัจฉาชาตชาติ ฯ 

-----------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ"


  (๑) นาม คือ เจตสิกขันธ์ 3 ที่ประกอบกับโลกียวิปากจิต เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียวิปากจิต ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๗ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. สหชาตนิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. สัมปยุตตปัจจัย ๖. อัตถิปัจจัย  ๗. อวิคตปัจจัย


  (๒) นาม คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ที่ประกอบกับ โลกียวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียสเหตุกวิบาก ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้นได้อำนาจปัจจัย ๘ คือ

       ๑. เหตุปัจจัย ๒. สหชาตปัจจัย ๓. อัญญมัญญปัจจัย ๔. นิสสยปัจจัย ๕. วิปากปัจจัย ๖. สัมปยุตตปัจจัย

       ๗. อัตถิปัจจัย ๘. อวิคตปัจจัย


  (๓) นาม คือ เจตนาเจตสิก ที่ประกอบกับโลกียวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียวิบาก ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๙ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. สหชาตกัมมปัจจัย ๕. วิปากปัจจัย ๖. นามอาหารปัจจัย

       ๗. สัมปยุตตปัจจัย ๘. อัตถิปัจจัย ๙. อวิคตปัจจัย


 (๔) นาม คือ ผัสสะ เจตนา ที่ประกอบกับโกียวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียวิบาก ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๘ คือ

       ๑. สหชาดปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. นามอาหารปัจจัย ๖. สัมปยุตตปัจจัย 

       ๗. อัตถิปัจจัย ๘. อวิคตปัจจัย


 (๕) นาม คือ วิตก วิจาร ปีติ ที่ประกอบกับโลกียวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียวิบาก (เว้นทวิปัญจวิญญาณ) ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๘ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. ฌานปัจจัย ๖. สัมปยุตตปัจจัย

       ๗. อัตถิปัจจัย ๘. อวิคตปัจจัย


 (๖) นาม คือ ชีวิตินทรีย์ เวทนา ศรัทธา ที่ประกอบกับโลกียวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียวิบาก ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้นได้อำนาจปัจจัย ๘ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. สหชาตินทริยปัจจัย ๖. สัมปยุตตปัจจัย 

       ๗. อัตถิปัจจัย ๘. อวิคตปัจจัย


 (๗) นาม คือ วิริยะ สติ ปัญญา ที่ประกอบกับโลกียวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียวิบาก ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๙ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. สหชาตินทริยปัจจัย ๖. มัคคปัจจัย 

       ๗. สัมปยุตตปัจจัย ๘. อัตถิปัจจัย . ๙. อวิคตปัจจัย 


 (๘) นาม คือ เอกัคตา ที่ประกอบกับโลกียวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่โลกียวิบาก ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๑๐ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญูปัจจัย ๓. นิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. สหชาตินทริยปัจจัย ๖. ฌานปัจจัย ๗ มัคคปัจจัย

       ๘. สัมปยุตตปัจจัย ๙. อัตถิปัจจัย ๑๐. อวิคตปัจจัย

    ***การจำแนกปัจจัยและปัจจยุบัน ตั้งแต่ข้อ ๑-๘ ดังกล่าวมานี้ เป็นปัจจัยได้ทั้งในปฏิสนธิกาล และปวัตติกาล


  (๙) นาม คือ เจตสิกขันธ์ ๓ ที่ประกอบกับปัญจโวการปฏิสนธิจิต เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปัญจายตนะในปฏิสนธิกาลแห่งปัญจโวการภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๖ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. นิสสยปัจจัย ๓. วิปากปัจจัย ๔. สหชาตวิปปยุตตปัจจัย ๕. อัตถิปัจจัย ๖. อวิคตปัจจัย

ในที่นี้สำหรับ จักขุ โสตะ มานะ ชิวหา อายตนะทั้ง ๔ นี้ มุ่งหมายเอาสังเสทชะและโอปปาติกกำเนิด ส่วนกายายตนะนั้น ได้กำเนิดทั้งหมด


 (๑๐) นาม คือ เจตสิกขันธ์ ๓ ที่ประกอบกับปัญจโวการวิบาก เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปัญจายตนะในปวัตติกาลแห่งปัญจโวการภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๔ คือ

       ๑. ปัจฉาชาตปัจจัย ๒. ปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัย ๓. อัตถิปัจจัย  ๔. อวิคตปัจจัย


(๑๑) รูป คือ หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่ปัญจโวการปฏิสนธิจิต ๑๕ ในปฏิสนธิกาลแห่งปัญจโวการภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๖ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย  ๒. อัญญมัญญูปัจจัย ๓. สหชาตนิสสยปัจจัย ๔. สหชาตวิปปยุตตปัจจัย ๕. อัตถิปัจจัย ๖. อวิคตปัจจัย

 

(๑๒) รูป คือ หทัยวัตถุ ที่เกิดก่ ลังตั้งอยู่ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่ปัญจโวการวิบาก ๑๘ (เว้นทวิปัญจวิญญาณ) ในปวัตติกาลแห่งปัญจโวการภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๕ คือ

       ๑. วัตถุปเรชาตนิสสยปัจจัย ๒. วัตถุปเรชาตปัจจัย  ๓. วัตถุปเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ๔. อัตถิปัจจัย ๕. อวิคตปัจจัย


(๑๓) รูป คือ ปัญจายตนะ ที่เกิดก่อนและ ะกำลังตั้งอยู่ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มนายตนะ ซึ่งได้แก่ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐ ในปวัตติกาลแห่งปัญจโวการภูมินั้นได้อำนาจปัจจัย ๖ คือ

       ๑. วัตถุปเรชาตนิสสยปัจจัย ๒. วัตถุปเรชาตปัจจัย ๓. ปุเรชาตินทริยปัจจัย ๔. วัตถุปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ๕. อัตถิปัจจัย ๖. อวิคตปัจจัย


(๑๔) รูป คือ กัมมชมหาภูตรูป ๔ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปัญจายตนะ ที่ตั้งอยู่ในกลาปอันเดียวกันกับตน ทั้งในปฏิสนธิกาล และปวัตติกาลแห่งปัญจโวการภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๔ คือ

       ๑. สหชาตปัจจัย ๒. สหชาตนิสสยปัจจัย ๓. อัตถิปัจจัย ๔. อวิคตปัจจัย


(๑๕) รูป คือ รูปชีวิตินทรีย์ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ปัญจายตนะ ที่ตั้งอยู่ในกลาปอันเดียวกันกับตน ทั้งในปฏิสนธิกาล และปวัตติกาลแห่งปัญจโวการภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๓ คือ

       ๑. รูปชีวิตินทริยปัจจัย ๒. อัตถิปัจจัย ๓. อวิคตปัจจัย


(๑๖) รูป คือ กัมมชโอชา เป็นปัจจัยช่วยอุปกระแก่ปัญจายตนะ ที่ตั้งอยู่ในกลาปอันเดียวกันกับตน และในกลาปอื่นๆ ในปวัตติกาลแห่งกามภูมินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๓ คือ

       ๑. รูปอาหารปัจจัย ๒. อัตถิปัจจัย ๓. อวิคตปัจจัย


***เมื่อรวมอำนาจปัจจัยในการช่วยเหลืออุปการะ ของนามรูปแก่สฬายตนะนั้นได้ ๒๒ ปัจจัย คือ

       ๑. เหตุปัจจัย ๒. สหชาตปัจจัย ๓. อัญญมัญญปัจจัย๔. สหชาตนิสสยปัจจัย ๕. วัตถุปเรชาตนิสสยปัจจัย ๖. วัตถุปเรชาตปัจจัย ๗. ปัจฉาชาตปัจจัย ๘. วิปากปัจจัย ๙. กัมมปัจจัย ๑๐. รูปอาหารปัจจัย ๑๑. นามอาหารปัจจัย ๑๒. สหชาตินทริยปัจจัย ๑๓. ปเรชาตินทริยปัจจัย ๑๔. รูปชีวิตินทริยปัจจัย ๑๕. ฌานปัจจัย ๑๖. มัคคปัจจัย ๑๗. สัมปยุตตปัจจัย ๑๘. สหชาตวิปปยุตตปัจจัย ๑๙. วัตถุปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ๒๐. ปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัย ๒๑. อัตถิปัจจัย (ทั้ง ๕ ปัจจัย) ๒๒. อวิคตปัจจัย (ทั้ง ๕ ปัจจัย)

--------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส"

(๑) จักขายตนะ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่จักขุสัมผัสสะนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๖ คือ

       ๑. วัตถุปเรชาตนิสสยปัจจัย ๒. วัตถุปุเรชาตปัจจัย ๓. ปุเรชาตินทริยปัจจัย ๔. วัตถุปเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ๕. วัตถุปุเรชาตัตถิปัจจัย ๖. วัตถุปุเรชาตอวิตปัจจัย


(๒) โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่โสตสัมผัสสะ ฆานสัมผัสสะ ชิวหาสัมผัสสะ กายสัมผัสสะ นั้น ได้อำนาจปัจจัย ๖ ปัจจัย เช่นเดียวกับจักชายตนะเป็นปัจจัย จักขุสัมผัสสะเป็นปัจจยุปบัน


(๓) มนายตนะ คือ โลกียวิปากจิต ๒๒ (ทวิปัญจวิญญาณ) เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มโนสัมผัสสะ ที่ประกอบกันตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๘ คือ

      ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. สหชาตนิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. นามอาหารปัจจัย ๖. สหชาตินทริยปัจจัย ๗. สัมปยุตตปัจจัย ๘. สหชาตัตถิปัจจัย ๙. สหชาตอวิคตปัจจัย 

-------------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "ผสฺสปจฺจยา เวทนา" ผัสสะทั้ง ๖ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่เวทนาทั้ง ๖ นั้น ได้อำนาจ ปัจจัย ๘ คือ

      ๑. สหชาตปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. สหชาตนิสสยปัจจัย ๔. วิปากปัจจัย ๕. นามอาหารปัจจัย ๖. สัมปยุตตปัจจัย ๗. สหชาตัตถิปัจจัย ๘. สหชาตอวิคตปัจจัย


---------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "เวทนาปจฺจยา ตณฺหา" เวทนาเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ตัณหานี้ ได้อำนาจปัจจัย ๑ ปัจจัย คือ  "ปกตูปนิสสยปัจจัย"


-------------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ"


(๑) ตัณหาที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กามุปาทาน ที่เกิดหลังๆ นั้น ได้ปัจจัย ๑ คือ "ปกตูปนิสสยปัจจัย"


(๒) ตัณหาเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ทิฏฐปาทาน สีลัพพตปาทาน อัตตวาทุปาทาน ที่เกิดพร้อมกันกับตนนั้นได้ปัจจัย ๗ คือ

      ๑. เหตุปัจจัย ๒. สหชาตปัจจัย ๓. อัญญมัญญปัจจัย ๔. สหชาตนิสสยปัจจัย ๕. สัมปยุตตปัจจัย ๖. สหชาตัตถิปัจจัย ๓. สหชาตอวิตปัจจัย


(๓) ตัณหาที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่อุปาทาน ๓ (เว้นกามุปาทาน) ที่เกิดหลังๆ นั้น ได้ปัจจัย ๑ คือ ปกตูปนิสสยปัจจัย

--------------------

*แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "อุปาทานปจฺจยา ภโว"


(๑) กามุปาทาน เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กัมมภวะ ที่ประกอบกับตนนั้นได้อำนาจปัจจัย ๗ คือ

      ๑. เหตุปัจจัย ๒. สหชาติปัจจัย ๓. อัญญมัญญูปัจจัย ๔. สหชาตนิสสยปัจจัย ๕. สัมปยุตตปัจจัย ๖. สหชาตัตถิปัจจัย

๗. สหชาตอวิคตปัจจัย


(๒) ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตปาทาน อัตตวาทุปาทาน ทั้ง ๓ นี้เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กัมมภวะ ที่ประกอบกับตนนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๗ ถือ

      ๑. สหชาติปัจจัย ๒. อัญญมัญญปัจจัย ๓. สหชาตนิสสยปัจจัย ๔. มัคคปัจจัย ๕. สัมปยุตตปัจจัย ๖. สหชาตัตถิปัจจัย

๗. สหชาตอวิคตปัจจัย


(๓) อุปาทานทั้ง ๔ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กัมมกวะ ที่เกิดขึ้นติดต่อกันกับตนโดยไม่มีระหว่างคั่นนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๖ คือ

      ๑. อนันตรปัจจัย ๒. สมนันตรปัจจัย ๓. อนันตรูปนิสสยปัจจัย ๔. อาเสวนปัจจัย ๕. นัตถิปัจจัย ๖. วิคตปัจจัย ๔. อุปาทานทั้ง ๔ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กัมมภวะและอุปปัตติภวะ ที่ไม่ได้เกิดพร้อมกันกับตน หมายความว่า ตามธรรมคาผู้ที่ไม่มีอุปาทานแล้วนั้น

การกระทำของบุคคลนั้นไม่เป็นกุศลอกุศลกัมมภวะ และเมื่อตายจากโลกนี้แล้ว 


(๔) อุปปัตติภวะคือการเกิดเป็นสัตว์น้อยใหญ่ก็ย่อมไม่มี แต่การกระทำของสัตว์ทั้งหลายที่สำเร็จเป็นกุศลอกุศลกัมมภวะก็ดี และเมื่อตายจากโลกนี้แล้ว ไปเป็นสัตว์น้อยใหญ่อันเป็นอุปปัตติภวะก็ดี เหล่านี้ย่อมเป็นไปด้วยอำนาจอุปาทาน อย่างใคอย่างหนึ่งที่มีอยู่แล้วในสันคานของตนนั้นเองเป็นปัจจัย ฉะนั้น ในการช่วยอุปการะของอุปาทานทั้ง ๔ แก่ภวะทั้ง ๒ นี้ ย่อมได้อำนาจปกตูปนิสสยปัจจัยอย่างเดียว


(๕) ในขณะที่กุศลอกุศลกัมมภวะเกิดขึ้น โคยมีอุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์อย่างสามัญ ขณะนั้นอุปาทานทั้ง ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กุศลอกุศลกัมมภวะนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๑ คือ อารัมมณปัจจัย


(๖) ในขณะที่กุศลอกุศลกัมมภวะเกิดขึ้นโคยมีอุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอารมณ์อย่างเอาใจใส่เป็นพิเศษ ขณะที่อุปาทานทั้ง ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นปัจจัยช่วยอุปาการะแก่กุศลอกุศลกัมมภวะนั้น ได้อำนาจปัจจัย ๓ คือ

      ๑. อารัมมณปัจจัย ๒. อารัมมณาธิปติปัจจัย ๓. อารัมมณูปนิสสยปัจจัย

-----------------

แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "ภวปจฺจยา ชาติ" กัมมภวะเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ชาตินั้น ได้อำนาจปัจจัย ๑ คือ

      ๑. ปกตูปนิสสยปัจจัย ๒. นานักขณิกกัมมปัจจัย


   หมายเหตุ ในบท "ภวปจฺจยา ชาติ" นี้ ท่านมูลฎีกาเอากัมมภวะ และอุปปัตติภวะทั้ง ๒ โดยยกเหตุผลว่า ชาตินั้นก็คือ การเกิดขึ้นของโลกียวิบากและกัมมชรูปอันเป็นอุปปัตติภวะจะมีได้ก็ต้องอาศัยกัมมภวะ ถ้าขาดกัมมภวะแล้วอุปปัตติภวะก็มีไม่ได้ และถ้าอุปปัตติภวะไม่มี ชาติก็มีไม่ได้เช่นกัน ฉะนั้น ภวะ ที่เป็นปัจจัยของชาติจึงเอาทั้งกัมมภวะ และอุปปัตติภวะ แต่สำหรับท่านพระอรรถกถาจารย์นั้น ไม่เอาอุปปัตติภวะ

-----------------

แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "ชาติปจฺจยา ชรามรณํ" ชรา มรณะ ที่แสดงตามอภิธรรมภาชนียนัยนั้น ไม่มีปัจจัยสงเคราะห์ เพราะชรา ก็ได้แก่ฐิติขณะของรูปและนาม และมรณะก็ได้แก่ภังคักขณะของรูปและนามเช่นเดียวกัน ส่วนชรามรณะที่แสดงตามสุตตันตภาชนียนัยนั้นมีปัจจัยสงเคราะห์ได้ คือ

ชาติเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ ชรา มรณะ นั้นได้อำนาจปัจจัย ๑ คือ "ปกตูปนิสสยปัจจัย"

----------------

แสดงการสงเคราะห์ปัจจัย ๒๔ เข้าในบท "ชาติปจฺจยา โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ" ชาติเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาสะ เหล่านี้ ได้อำนาจปัจจัย ๑ ปัจจัย คือ "ปกตูนิสสยปัจจัย"

-------///-------

 

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.