แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรรถกถา แสดงบทความทั้งหมด

 

อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อสัทธรรมปกาสินี ในขุททกนิกาย (ตอนที่ ๗/๗)  


๕๔. อรรถกถาทิพจักขุญาณุทเทส               

               ว่าด้วยทิพจักขุญาณ               

               คำว่า โอภาสวเสน - ด้วยสามารถแสงสว่าง.

               ความว่า ด้วยอำนาจแสงสว่างแห่งกสิณอย่างใดอย่างหนึ่ง คือเตโชกสิณ โอทาตกสิณ อาโลกกสิณอันเป็นอารมณ์แห่งจตุตถฌานอันแผ่ไปเพื่อเห็นรูปด้วยทิพยจักษุ.

               คำว่า นานตฺเตกตฺตรูปนิมิตฺตานํ - นิมิตคือรูปต่างกันและอย่างเดียวกัน.

               ความว่า รูปแห่งสัตว์ต่างๆ หรือรูปสัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในจำพวกที่มีกายต่างกัน หรือรูปทั้งหลายในทิศต่างๆ หรือรูปทั้งหลายที่ไม่ระคนกัน ชื่อว่า นานตฺตรูป - รูปต่างกัน.

               รูปแห่งสัตว์ผู้เดียว หรือรูปแห่งสัตว์ผู้เกิดในจำพวกที่มีกายอย่างเดียวกัน หรือรูปทั้งหลายในทิศเดียว หรือรูปทั้งหลายเข้ากันได้แห่งทิศต่างๆ เป็นต้น ชื่อ เอกตฺตรูป - รูปอย่างเดียวกัน.

               ก็ในคำว่า รูปํ นี้ ได้แก่ วัณณายตนะ (สี) เท่านั้น. เพราะวัณณายตนะนั้นย่อมแตกดับไป ฉะนั้นจึงชื่อว่ารูป.

               อธิบายว่า วัณณายตนะนั้น เมื่อถึงซึ่งวรรณวิการ - ความเปลี่ยนไปแห่งวรรณะ ก็ย่อมประกาศความถึงซึ่งหทัย. รูปนั่นแหละชื่อว่านิมิตคือรูป. แห่งนิมิตคือรูปต่างกันและอย่างเดียวกันเหล่านั้น.

               คำว่า ทสฺสนฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในอรรถว่าเห็น ได้แก่ปัญญาในการเห็นเป็นสภาวะ.

               คำว่า ทิพฺพจกฺขุญาณํ - ญาณในทิพจักขุ ชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นเช่นกับด้วยของทิพย์.

               ปสาทจักขุอันเป็นทิพย์ของทวยเทพอันเกิดขึ้นด้วยสุจริตกรรม อันไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินทั้งหลายมีน้ำดีเสมหะและโลหิตเป็นต้น สามารถรับอารมณ์แม้ในที่ไกลได้เพราะพ้นจากมลทินเครื่องเศร้าหมอง.

               ญาณจักขุแม้นี้อันเกิดเพราะกำลังแห่งวีริยภาวนา ก็เป็นเช่นนั้นนั่นเอง ฉะนั้นจึงชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นเช่นกับของทิพย์,

               ชื่อว่าทิพย์ แม้เพราะเป็นธรรมอันตนอาศัยทิพวิหารธรรม เพราะได้เฉพาะด้วยอำนาจทิพวิหารธรรม, ชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นของรุ่งเรืองมากด้วยการกำหนดอาโลกะ - แสงสว่าง, ชื่อว่าทิพย์ แม้เพราะมีทางไปมาก ด้วยการเห็นรูปภายในฝาเรือนเป็นต้นได้.

               คำทั้งหมดนั้น พึงทราบตามครรลองแห่งคัมภีร์ศัพทศาสตร์.

               เพราะอรรถว่าเห็น จึงชื่อว่าจักขุ, ญาณนั้นเหมือนกับจักขุ แม้เหตุนั้นจึงชื่อว่าจักขุ, จักขุนั้นด้วยเป็นเพียงดังทิพย์ด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่าทิพจักขุ. ทิพจักขุนั้นด้วย ญาณด้วย รวมกันเป็นทิพจักขุญาณ - ญาณในทิพจักขุ.


               ๕๕. อรรถกถาอาสวักขยญาณุทเทส               

               ว่าด้วยอาสวักขยญาณ               

               คำว่า จตุสฏฺฐิยา อากาเรหิ - ด้วยอาการ ๖๔.

               ความว่า ด้วยอาการแห่งอินทรีย์อย่างละ ๘ ในมรรคผลหนึ่งๆ ทั้ง ๘ ในมรรคผลละ ๘ ละ ๘ จึงรวมเป็น ๖๔.

               คำว่า ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ - อินทรีย์ ๓.

               ความว่า ในอินทรีย์ ๓ เหล่านี้คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์, อัญญินทรีย์, อัญญาตาวินทรีย์.

               คำว่า วสิภาวตา ปญฺญา - ปัญญาคือความเป็นผู้มีความชำนาญ.

               ความว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญ, ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญแห่งอัญญาตาวินทรีย์นั่นแหละด้วยอาการ ๘ ด้วยสามารถแห่งอินทรีย์ ๘ ในอรหัตผล.

               คำนี้พึงทราบว่าท่านกล่าวแล้ว เพราะความสำเร็จผลนั้นด้วยสามารถแห่งการสำเร็จเหตุ แม้เพราะความไม่มีในขณะแห่งอรหัตมรรค.

               บทว่า อาสวานํ ขเย ญาณํ - ญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย.

               ความว่า อรหัตมรรคญาณอันกระทำความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายอันตนฆ่าเสียแล้ว.


               ๔๖-๕๙. อรรถกถาทุกขสมุทยนิโรธมรรคญาณุทเทส               

               ว่าด้วยญาณในอริยสัจ               

               บัดนี้ เพื่อแสดงความตรัสรู้ด้วยญาณอันเดียวกันแห่งมรรคญาณหนึ่งๆ บรรดามรรคญาณทั้ง ๔ ด้วยการเกี่ยวเนื่องกับด้วยอรหัตมรรคญาณกล่าวคืออาสวักขยญาณ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงได้ยกญาณทั้ง ๔ มีคำว่า ปริญฺญฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในอรรถว่ารู้รอบเป็นต้นขึ้นแสดง.

               บรรดาสัจจะทั้ง ๔ นั้น ทุกขสัจจะ ท่านกล่าวก่อน เพราะทุกขสัจจะเป็นของหยาบ เพราะมีอยู่ทั่วไปแก่สัตว์ทั้งปวงและเป็นของที่รู้ได้โดยง่าย, แล้วแสดงสมุทยสัจจะต่อจากทุกขสัจจะนั้น เพื่อแสดงเหตุแห่งทุกขสัจจะนั้น, ต่อจากนั้นก็แสดงนิโรธสัจจะ เพื่อจะให้รู้ว่า ผลดับก็เพราะเหตุดับ แล้วแสดงมรรคสัจจะในที่สุด เพื่อจะแสดงอุบายเป็นเครื่องบรรลุถึงซึ่งนิโรธสัจจะนั้น.

               อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวทุกข์ก่อนก็เพื่อจะให้เกิดความสังเวชแก่สัตว์ทั้งหลายผู้ติดอยู่ด้วยความยินดีสุขในภพ, ทุกข์นั้นมิใช่มีมาโดยไม่มีเหตุ มิใช่มีเพราะพระอิศวรนิรมิตเป็นต้น, แต่มีมาจากสมุทัยนี้ ฉะนั้น ท่านจึงได้กล่าวสมุทยสัจจะไว้ในลำดับแห่งทุกข์นั้น เพื่อจะให้รู้เนื้อความนี้, แล้วกล่าวนิโรธไว้เพื่อให้เกิดความยินดีแก่สัตว์ทั้งหลายผู้มีใจสลดแล้ว ผู้แสวงหาธรรมเป็นเครื่องพ้นทุกข์ เพราะถูกทุกข์อันเป็นไปกับด้วยเหตุ คือสมุทัยครอบงำ, แล้วกล่าวมรรคอันให้ถึงนิโรธเพื่อให้บรรลุนิโรธ. ท่านได้ยกญาณทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งสัจจะทั้ง ๔ นั้นขึ้นแสดงตามลำดับ ณ บัดนี้.

               บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ปริญฺญฏฺเฐ - ในอรรถว่ารู้รอบ.

               ความว่า ในสภาวะที่ควรรู้รอบ ๔ อย่างมีการเบียดเบียนเป็นต้นแห่งทุกข์.

               คำว่า ปหานฏฺเฐ - ในอรรถว่าละ.

               ความว่า ในสภาวะที่ควรละ ๔ อย่างมีการประมวลมาเป็นต้นแห่งสมุทัย.

               คำว่า สจฺฉิกิริยฏฺเฐ - ในอรรถว่ากระทำให้แจ้ง.

               ความว่า ในสภาวะที่ควรทำให้แจ้ง ๔ อย่าง มีการออกจากทุกข์เป็นต้นแห่งนิโรธ.

               คำว่า ภาวนฏฺเฐ - ในอรรถว่าเจริญ.

               ความว่า ในสภาวะที่ควรเจริญ ๔ อย่างมีการนำออกเป็นต้นแห่งมรรค.


               ๖๐-๖๓. อรรถกถาทุกขทุกขสมุทัยทุกขนิโรธ               

               ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณุทเทส               

               ว่าด้วยทุกขทุกขสมุทัยทุกขนิโรธทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ               

               บัดนี้ เพื่อจะแสดงสัจญาณเป็นแผนกๆ ไปด้วยสามารถแห่งการพิจารณาถึงมรรคที่ได้เจริญแล้วก็ดี ด้วยอำนาจการได้ยินได้ฟังของผู้ไม่ได้อบรมมรรคก็ดี พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอาญาณ ๔ มีทุกขญาณเป็นต้นขึ้นแสดง.

               บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ทุกฺเข - ในทุกข์.

               ทุ ศัพท์ ในคำนี้ย่อมปรากฏในอรรถว่าน่าเกลียด. ชนทั้งหลายย่อมเรียกบุตรน่าเกลียดว่า ทุปุตตะ - บุตรชั่ว.

               ข ศัพท์นั้นย่อมปรากฏในอรรถว่าว่างเปล่า.

               จริงอยู่ ท่านเรียกอากาสที่ว่างว่า ขํ.

               ก็สัจจะที่ ๑ นี้ชื่อว่าน่าเกลียด เพราะเป็นที่ตั้งแห่งอุปัทวะเป็นอเนก, ชื่อว่าว่างเปล่า เพราะเว้นจากความยั่งยืน, ความงาม, ความสุขและอัตตาอันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาของพาลชน. เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าทุกข์ เพราะความเป็นของน่าเกลียดและเพราะเป็นความว่างเปล่า.

               ในคำว่า ทุกฺขสมุทเย - ในทุกขสมุทัยนี้

               สํ ศัพท์นี้แสดงถึงสังโยคะ - การประกอบพร้อมกัน ดุจในคำเป็นต้นว่า สมาคโม - มาประชุมพร้อมกัน สเมตํ - มาถึงพร้อมกัน.

               อุ ศัพท์นี้แสดงถึงการอุบัติ ดุจในคำเป็นต้นว่า อุปฺปนฺนํ - เกิดขึ้นแล้ว อุทิตํ - ตั้งขึ้นแล้ว.

               อย ศัพท์ก็ย่อมแสดงถึงการณะ - เหตุ.

               ก็สัจจะที่ ๒ นี้ เมื่อการประชุมพร้อมแห่งปัจจัยที่เหลือมีอยู่ก็เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าทุกขสมุทัย เพราะเหตุที่สัจจะที่ ๒ เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ในเมื่อมีการประกอบ.

               ในคำว่า ทุกฺขนิโรเธ - ในความดับแห่งทุกข์นี้ นิศัพท์แสดงถึงอภาวะ - ความไม่มี, และโรธศัพท์ แสดงถึงการเที่ยวไปในวัฏสงสาร. เพราะฉะนั้น ความไม่มีแห่งการเที่ยวไปแห่งทุกข์ กล่าวคือการเที่ยวไปในสังสารทุกข์ เพราะว่างจากคติทั้งปวง,

               อีกอย่างหนึ่ง เมื่อบรรลุนิโรธนั้นแล้ว ทุกขนิโรธอันท่องเที่ยวไปในสงสารย่อมไม่มี เพราะความที่ทุกขนิโรธเป็นปฏิปักษ์ต่อการท่องเที่ยวไปในสังสาร แม้เพราะเหตุนี้ ก็เรียกว่าทุกขนิโรธ.

               อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่าทุกขนิโรธ เพราะเป็นปัจจัยแก่การดับไม่เกิดแห่งทุกข์.

               ในคำว่า ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย - ในปฏิปทาเป็นเหตุถึงซึ่งทุกขนิโรธนี้ มรรคมีองค์ ๘ นี้ย่อมถึงซึ่งทุกขนิโรธ เพราะมุ่งหน้าต่อทุกขนิโรธนั้น โดยการกระทำให้เป็นอารมณ์ และเป็นปฏิปทาแห่งการบรรลุทุกขนิโรธ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.

               มรรคญาณ ๔ เท่านั้น ในเบื้องต้นท่านกล่าวว่า มรรคญาณด้วยสามารถแห่งการแสดงอาการคือการออก, ท่านกล่าวว่า อานันตริกสมาธิญาณด้วยสามารถแห่งการแสดงเหตุแห่งการให้ผลในลำดับ, ท่านกล่าวสัจวิวัฏญาณด้วยอำนาจการแสดงซึ่งการหลีกออกจากวัฏฏะด้วยสัจจะ, ท่านกล่าวอาสวักขยญาณเพื่อแสดงความเกิดขึ้นแห่งอรหัตมรรคญาณตามลำดับแห่งมรรค และเพื่อแสดงความรู้ยิ่งแห่งญาณนั้น,

               ท่านแสดงญาณ ๔ เป็นต้นว่า ปัญญาในปริญเญยยธรรม ชื่อว่าทุกขญาณ เพื่อแสดงความที่มรรคญาณทั้ง ๔ เป็นญาณที่ตรัสรู้ โดยความเป็นอันเดียวกันซ้ำอีก ท่านยกญาณทั้ง ๔ มีทุกขญาณเป็นต้นด้วยสามารถแห่งการแสดงการเกิดขึ้นแยกกันในสัจจะหนึ่งๆ อีก ฉะนั้น พึงทราบความต่างกันทั้งในเบื้องต้นและเบื้องปลาย ดังแสดงมาด้วยประการฉะนี้แล.


               ๖๕-๖๗. อรรถกถาอัตถปฏิสัมภิทาธัมมปฏิสัมภิทา               

               นิรุตติปฏิสัมภิทาปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณุทเทส               

               ว่าด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ๔               

               บัดนี้ เพื่อจะแสดงว่า ปฏิสัมภิทาญาณสำเร็จแก่พระอริยบุคคลทั้งปวงได้ด้วยอานุภาพแห่งอริยมรรคเท่านั้น ท่านจึงยกปฏิสัมภิทาญาณ ๔ มีอรรถปฏิสัมภิทาญาณเป็นต้นขึ้นแสดงอีก.

               ก็ปฏิสัมภิทาญาณเหล่านี้เป็นสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณทั่วไปแก่พระอริยบุคคลทั้งปวง แม้ในเมื่อไม่มีการแตกฉานในปฏิสัมภิทาด้วยกัน, แต่ที่ท่านยกขึ้นแสดงในภายหลัง พึงทราบว่าเป็นปฏิสัมภิทาญาณอันถึงความแตกฉานของผู้มีปฏิสัมภิทาแตกฉานแล้ว นี้เป็นความต่างกันของอรรถวจนะทั้ง ๒ แห่งคำเหล่านั้น.

               หรือญาณที่ท่านแสดงในลำดับมีทุกข์เป็นอารมณ์และมีนิโรธเป็นอารมณ์ เป็นอรรถปฏิสัมภิทา, ญาณมีสมุทัยเป็นอารมณ์และมีมรรคเป็นอารมณ์ เป็นธรรมปฏิสัมภิทา, ญาณในโวหารอันแสดงอรรถและธรรมนั้นเป็นนิรุตติปฏิสัมภิทา, ญาณในญาณทั้ง ๓ เหล่านั้นเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา.

               เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านยกสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณขึ้นแสดง เพื่อจะชี้แจงความแปลกกันแห่งเนื้อความแม้นั้น. ก็เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวให้แปลกกันด้วยนานัตตศัพท์ในภายหลัง, ในที่นี้จึงไม่กล่าวให้แปลกกันเหมือนอย่างนั้นดังนี้.


               ๖๘. อรรถกถาอินทริยปโรปริยัตตญาณุทเทส               

               ว่าด้วยอินทริยปโรปริยัตตญาณ               

               พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ครั้นยกญาณอันทั่วไปแก่พระสาวก ๖๗ ญาณขึ้นแสดงตามลำดับอย่างนี้แล้ว เพื่อจะแสดงญาณอันมีเฉพาะพระตถาคตเจ้าเท่านั้นไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย จึงได้ยกอสาธารณญาณ ๖ มีอินทริยปโรปริยัตตญาณขึ้นแสดง ณ บัดนี้.

               แม้บรรดาอสาธารณญาณทั้ง ๖ นั้น พระตถาคตเจ้าทั้งหลายเมื่อจะทรงตรวจดูความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีภาชนะเป็นเครื่องรองรับพระธรรมเทศนา ก็ย่อมตรวจดูด้วยพุทธจักษุ. อินทริยปโรปริยัตตญาณและอาสยานุสยญาณทั้ง ๒ นี้เท่านั้น ชื่อว่าพุทธจักษุ.

               สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า๑-

                                   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรวจดูสัตว์โลกด้วย

                         พุทธจักษุได้ทรงเห็นแล้วแล ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย

                         บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย บางพวกมีธุลี

                         คือกิเลสในจักษุมาก บางพวกมีอินทรีย์แก่กล้า

                         บางพวกมีอินทรีย์อ่อน ดังนี้เป็นต้น.

____________________________

๑- วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๙


               และเมื่อตรวจดูสัตว์โลกทั้งหลาย ก็ทรงตรวจดูความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ในสันดานของสัตว์ก่อน. ครั้นทรงทราบความแก่กล้าแห่งอินทรีย์แล้ว ต่อแต่นั้นก็ทรงตรวจดูอาสยานุสัยและจริต เพื่อแสดงธรรมตามสมควรแก่อาสยะเป็นต้น, แม้เพราะเหตุนั้น ท่านจึงยกอินทริยปโรปริยัตตญาณขึ้นแสดงก่อน, ในลำดับต่อจากนั้นก็ยกอาสยานุสยญาณขึ้นแสดง.

               ก็เมื่อจะทรงแสดงธรรม ย่อมทรงกระทำปาฏิหาริย์แก่ผู้ควรแนะนำด้วยปาฏิหาริย์, เพราะเหตุนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกญาณในยมกปาฏิหาริย์ขึ้นแสดงในลำดับต่อจากอาสยานุสยญาณ, เพื่อจะแสดงเหตุแห่งญาณทั้ง ๓ เหล่านี้จึงยกมหากรุณาญาณขึ้นแสดง แล้วยกสัพพัญญุตญาณขึ้นแสดงเป็นลำดับต่อไป เพื่อแสดงความบริสุทธิ์แห่งมหากรุณาญาณ.

               พึงทราบว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้ยกอนาวรณญาณขึ้นแสดงในลำดับแห่งสัพพัญญุตญาณนั้น เพื่อแสดงความที่พระสัพพัญญุตญาณเป็นญาณที่เนื่องด้วยการระลึกถึงธรรมทั้งปวง และเพื่อแสดงความที่พระสัพพัญญุตญาณเป็นอนาวริยภาพ คือไม่มีอะไรขัดข้อง.

               ในคำว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตญาณํ - ญาณในความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายนี้.

               บทว่า สตฺตานํ - แห่งสัตว์ทั้งหลาย.

               ข้างหน้าพึงนำมาประกอบในที่นี้ด้วยเป็น สตฺตานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตญาณํ.

               เมื่อควรจะกล่าวว่า ปรานิ จ อปรานิ จ ปราปรานิ ท่านก็เรียกเสียว่า ปโรปรานิ เพราะทำให้เป็น โรอักษรด้วยสนธิวิธี.

               ภาวะแห่งปโรประ ชื่อว่าปโรปริยะ, ปโรปริยะนั่นแหละชื่อว่าปโรปริยัตตะ, ความอ่อนและความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ ๕ มีสัทธาเป็นต้นของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าอินทริยปโรปริยัตตะ, ญาณในอินทริยปโรปริยัตตะ ชื่อว่าอินทริยปโรปริยัตตญาณ.

               อธิบายว่า ญาณในความที่อินทรีย์ทั้งหลายเป็นคุณสูงและต่ำ

               ปาฐะว่า อินฺทฺริยวโรวริยตฺตญาณํ - ญาณในความที่อินทรีย์เป็นคุณประเสริฐและไม่ประเสริฐ ดังนี้ก็มี.

               พึงประกอบคำว่า วรานิ จ อวริยานิ จ วโรวริยานิ - ประเสริฐด้วย ไม่ประเสริฐด้วย ชื่อว่าประเสริฐและไม่ประเสริฐ, ภาวะแห่งวโรวริยะ ชื่อว่าวโรวริยัตตะ.

               คำว่า อวริยานิ - ไม่ประเสริฐ. ความว่า ไม่สูงสุด.

               อีกอย่างหนึ่ง ปร-อินทรีย์ที่ใช้ได้ด้วย, โอปร-อินทรีย์ที่ใช้ไม่ได้ด้วย ชื่อว่าปโรประ.

               พึงประกอบความว่า ภาวะแห่งปโรประ ชื่อว่าปโรปริยัตตะ - ความเป็นแห่งอินทรีย์ที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ดังนี้.

               คำว่า โอปรานิ - อินทรีย์ที่ใช้ไม่ได้. มีคำอธิบายว่า ต่ำทราม.

               ความว่า ลามก ดุจในคำเป็นต้นว่า๑- พิจารณาธรรมอันลามกของผู้ใดอยู่ ดังนี้.

               ท่านตั้งปาฐะไว้เป็นสัตตมีวิภัตติว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺเตญาณํ ดังนี้ก็มี.

____________________________

๑- ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๕๙


               ๖๙. อรรถกถาอาสยานุสยญาณุทเทส               

               ว่าด้วยอาสยานุสยญาณ               

               สัตว์ทั้งหลายข้องอยู่ด้วยฉันทราคะในขันธ์ทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็นต้น เรียกว่า สตฺตา - สัตว์ทั้งหลาย ในคำนี้ว่า สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ - ญาณในอาสยานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย.

               สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑-

                                   ดูก่อนราธะ เพราะเหตุที่ความพอใจ ความ

                         กำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากใน

                         รูปแล เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น

                         ฉะนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ เพราะเหตุที่ความพอใจ

                         ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยาน

                         อยากในเวทนา... ในสัญญา... ในสังขาร... ใน

                         วิญญาณ เป็นผู้ข้องในวิญญาณ เป็นผู้เกี่ยวข้อง

                         ในวิญญาณนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ ดังนี้เป็นต้น.

____________________________

๑- สํ. ขนฺธ. ๑๗/๓๖๗


               ส่วนอาจารย์ผู้เพ่งเฉพาะตัวอักษร ไม่ใคร่ครวญถึงอรรถะ ก็ลงความเห็นว่า คำนี้เป็นเพียงคำนามเท่านั้น.

               ฝ่ายอาจารย์เหล่าใดใคร่ครวญถึงอรรถะ, อาจารย์เหล่านั้นก็ย่อมประสงค์ความว่า ชื่อว่าสัตว์ เพราะประกอบกับสิ่งทั้งปวง. สิ่งใดอาศัยอยู่ เป็นที่อาศัยอยู่แห่งสัตว์เหล่านั้น ฉะนั้นสิ่งนั้นจึงชื่อว่าอาสยะ,

               คำนี้เป็นชื่อของสันดานอันมิจฉาทิฏฐิ หรือสัมมาทิฏฐิอบรมแล้ว, หรือว่าอันโทษทั้งหลายมีกามเป็นต้น หรือคุณทั้งหลายมีเนกขัมมะเป็นต้น อบรมแล้ว.

               กิเลสใดๆ ที่นอนเนื่องเป็นไปตาม อยู่ในสันดานของสัตว์ ฉะนั้น กิเลสนั้นๆ จึงชื่อว่าอนุสยา. คำนี้เป็นชื่อของกิเลสทั้งหลายมีกามราคะเป็นต้นอันมีกำลัง.

               อาสยะด้วย อนุสยะด้วย ชื่อว่าอาสยานุสยะ. พึงทราบว่าเป็นเอกวจนะ โดยชาติศัพท์และด้วยสามารถแห่งทวันทวสมาส.

               อธิมุติกล่าวคือจริต สงเคราะห์เข้าในอาสยานุสยะ เพราะเหตุนั้น ในอุทเทสท่านจึงสงเคราะห์ญาณในจริตาธิมุติ เข้าด้วยอาสยานุสยญาณแล้วจึงกล่าวว่า อาสยานุสเย ญาณํ - ญาณในอาสยานุสยะ.

               ก็ท่านทำอุทเทสไว้ด้วยประสงค์ใด, นิทเทสท่านก็ทำไว้ด้วยประสงค์นั้นนั่นแล.


               ๗๐. อรรถกถายมกปาฏิหีรญาณุทเทส               

               ว่าด้วยยมกปาฏิหีรญาณ               

               พึงทราบคำวินิจฉัยในคำว่า ยมกปาฏิหีเร ญาณํ - ญาณในยมกปาฏิหีระ นี้ดังต่อไปนี้.

               ชื่อว่ายมกะ เพราะทำกองไฟและท่อธารแห่งน้ำเป็นต้น ให้เป็นไปในคราวเดียวกันไม่ก่อนไม่หลังทีเดียว, ชื่อว่าปาฏิหีระ เพราะกำจัดเสียซึ่งปฏิปักขธรรมทั้งหลายมีความไม่เชื่อเป็นต้น, ยมกะนั้นด้วย ปาฏิหีระด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่ายมกปาฏิหีระ.


               ๗๑. อรรถกถามหากรุณาสมาปัตติญาณุทเทส               

               ว่าด้วยมหากรุณาสมาปัตติญาณ               

               พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ - ญาณในมหากรุณาสมาบัติ นี้ดังต่อไปนี้.

               ธรรมชาติใด ครั้นเมื่อทุกข์ของผู้อื่นมีอยู่ ย่อมทำความหวั่นใจแก่สาธุชนทั้งหลาย หรือว่าย่อมรื้อคือย่อมเบียดเบียนทำลายทุกข์ของผู้อื่น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่ากรุณา.

               อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมเรี่ยไร คือย่อมแผ่ไปด้วยอำนาจการแผ่ไปในเหล่าทุกขิตสัตว์ - สัตว์ผู้มีทุกข์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่ากรุณา.

               กรุณาใหญ่ ชื่อว่ามหากรุณา ด้วยอำนาจกรรมคือการแผ่ไปและด้วยอำนาจกรรมอันเป็นคุณ.

               พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงพระมหากรุณา ย่อมเข้าสู่สมาบัตินี้ได้ ฉะนั้นจึงชื่อว่าสมาปัตติ - สมาบัติ. พระมหากรุณานั้นด้วย เป็นสมาบัติด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่ามหากรุณาสมาบัติ. ในมหากรุณาสมาบัตินั้น, ญาณอันสัมปยุตกับด้วยมหากรุณาสมาบัตินั้น.


               ๗๒-๗๓. อรรถกถาสัพพัญญุตญาณอนาวรณญาณุทเทส               

               ว่าด้วยสัพพัญญุตญาณอนาวรณญาณ               

               พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สพฺพญฺญุตญาณํ อนาวรณญาณํ - ญาณเป็นเครื่องรู้ธรรมทั้งปวง ญาณอันไม่มีอะไรติดขัด นี้ดังต่อไปนี้

               พระพุทธะพระองค์ใดทรงรู้ธรรมทั้งปวงมีประเภทแห่งคลองอันจะพึงแนะนำ ๕ ประการ ฉะนั้น พระพุทธะพระองค์นั้น ชื่อว่าสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวง, ความเป็นแห่งพระสัพพัญญู ชื่อว่าสัพพัญญุตา,

               ญาณคือพระสัพพัญญุตาญาณนั้น ควรกล่าวว่าสัพพัญญุตาญาณ ท่านก็กล่าวเสียว่า สัพพัญญุตญาณ.

               จริงอยู่ ธรรมทั้งปวงต่างโดยเป็นสังขตธรรมเป็นต้น เป็นครรลองธรรมที่จะพึงแนะนำมี ๕ อย่างเท่านั้น#- คือสังขาร ๑, วิการ ๑, ลักขณะ ๑, นิพพาน ๑ และบัญญัติ ๑.

____________________________

#- ในคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาเรียกธรรม ๕ มีสังขารเป็นต้นนี้ว่าไญยธรรม.


               คำว่า สพฺพญฺญู - รู้ธรรมทั้งปวง ความว่า สัพพัญญูมี ๕ อย่างคือ

               ๑. กมสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงตามลำดับ,

               ๒. สกิงสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงในคราวเดียวกัน,

               ๓. สตตสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงติดต่อกันไป,

               ๔. สัตติสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงด้วยความสามารถ,

               ๕. ญาตสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงที่รู้แล้ว.

               กมสัพพัญญุตาย่อมมีไม่ได้ เพราะกาลเป็นที่รู้ธรรมทั้งปวงไม่เกิดขึ้น ตามลำดับ,

               สกิงสัพพัญญุตาก็มีไม่ได้ เพราะไม่มีการรับอารมณ์ทั้งปวงได้ในคราวเดียวกัน,

               สตตสัพพัญญุตาก็มีไม่ได้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งจิตในอารมณ์ตามสมควรแก่จิต มีจักขุวิญญาณจิตเป็นต้น และเพราะไม่มีการประกอบในภวังคจิต,

               สัตติสัพพัญญุตาพึงมีได้ เพราะสามารถรู้ธรรมทั้งปวงโดยการแสวงหา,

               ญาตสัพพัญญุตาก็พึงมีได้ เพราะธรรมทั้งปวงรู้แจ่มแจ้งแล้ว.

               ข้อว่าความรู้ธรรมทั้งปวงไม่มีในสัตติสัพพัญญุตาแม้นั้นย่อมไม่ถูกต้อง เพราะท่านกล่าวไว้ว่า๑-

                         อะไรๆ อันพระตถาคตเจ้านั้นไม่เห็นแล้วไม่มีในโลกนี้

                         อนึ่ง อะไรๆ ที่ไม่รู้แจ้งและไม่ควรรู้ก็ไม่มี, สิ่งใดที่ควร

                         แนะนำมีอยู่ พระตถาคตเจ้าได้รู้ธรรมทั้งหมดนั้นแล้ว

                         เพราะเหตุนั้น พระตถาคตเจ้าจึงชื่อว่าสมันตจักขุ.

               ฉะนั้น ญาตสัพพัญญุตาเท่านั้น ย่อมถูกต้อง.

____________________________

๑- ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๗๒๗


               ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ สัพพัญญุตญาณนั่นแลย่อมมีได้โดยกิจ โดยอสัมโมหะ โดยการสำเร็จแห่งเหตุ โดยเนื่องกับอาวัชชนะ ด้วยประการฉะนี้.

               อารมณ์เป็นเครื่องกั้นญาณนั้นไม่มี เป็นญาณที่เนื่องด้วยอาวัชชนะนั่นเอง ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าอนาวรณะ - ไม่มีการติดขัด, อนาวรณะนั้นนั่นแหละ ท่านเรียกว่าอนาวรณญาณ ด้วยประการฉะนี้.

               คำว่า อิมานิ เตสตฺตติ ญาณานิ - ญาณ ๗๓ เหล่านี้.

               ความว่า ญาณทั้ง ๗๓ เหล่านี้ ท่านยกขึ้นแสดงด้วยสามารถแห่งญาณอันทั่วไปและไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย.

               คำว่า อิเมสํ เตสตฺตติยา ญาณานํ - แห่งญาณ ๗๓ เหล่านี้.

               ความว่า แห่งญาณทั้งหลาย ๗๓ ญาณเหล่านี้อันท่านกล่าวแล้วตั้งแต่ต้น.

               ก็คำนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถว่าเป็นกลุ่ม.

               ปาฐะว่า เตสตฺตตีนํ ดังนี้ก็มี.

               เมื่อกล่าวว่า เตสตฺตติยา พึงทราบว่าเป็นพหุวจนะในรูปเอกวจนะ

               คำว่า สตฺตสฏฺฐิ ญาณานิ - ญาณ ๖๗ ได้แก่ ญาณ ๖๗ นับตั้งแต่ต้นมา.

               คำว่า สาวกสาธารณานิ - ทั่วไปแก่พระสาวก.

               ความว่า ชื่อว่าสาวก เพราะเกิดโดยชาติแห่งอริยะในที่สุดแห่งการฟัง, ชื่อว่าสาธารณะ เพราะการทรงไว้มีอยู่แก่ญาณเหล่านั้น,

               ญาณ ๖๗ นั้นเป็นญาณที่ทั่วไปแก่พระสาวกของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าสาวกสาธารณะ - ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย.

               คำว่า ฉ ญาณานิ - ญาณ ๖ ได้แก่ ๖ ญาณที่ท่านยกขึ้นแสดงในที่สุด.

               คำว่า อสาธารณานิ สาวเกหิ - ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก.

               ความว่า ญาณทั้งหลาย ๖ ญาณเฉพาะของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย ฉะนี้แล.


อรรถกถาญาณกถามาติกุทเทส               

ในอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อสัทธัมมปกาสินีจบ               

----------------------


[full-post]


อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อสัทธรรมปกาสินี ในขุททกนิกาย (ตอนที่ ๖/๗) 
 


๔๑. อรรถกถาขันติญาณุทเทส               

               ว่าด้วยขันติญาณ               

               บัดนี้ เพื่อจะแสดงวิปัสสนาญาณ ๒ ประการอันให้สำเร็จทัสนวิสุทธิ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกขันติญาณและปริโยคาหณญาณขึ้นแสดงต่อจากทัสนวิสุทธิญาณนั้น.

               ในขันติญาณนั้น คำว่า วิทิตตฺตา ปญฺญา - ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏ.

               ความว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้ว เพราะรู้แจ้งซึ่งธรรมมีรูปขันธ์เป็นต้น โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น.

               คำว่า ขนฺติ ญาณํ - ขันติญาณ ความว่า ธรรมชาติใดย่อมรู้ธรรมโดยความเป็นของไม่เที่ยงนั่นเอง ฉะนั้นจึงชื่อว่าขันติ,

               ญาณคือขันติ ชื่อว่าขันติญาณ. ด้วยขันติญาณนี้ ย่อมห้ามอธิวาสนขันติ. ขันติญาณนี้เป็นตรุณวิปัสสนาญาณอันเป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งสัมมสนญาณ มีการพิจารณาสังขารธรรมโดยความเป็นกลาป๑- เป็นต้น.

____________________________

๑- คือยังทำลายฆนสัญญาไม่ได้.


               ๔๒. อรรถกถาปริโยคาหณญาณุทเทส               

               ว่าด้วยปริโยคาหณญาณ               

               คำว่า ผุฏฺฐตฺตา ปญฺญา - ปัญญาอันถูกต้องซึ่งธรรม.

               ความว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้วเพราะความที่แห่งธรรมทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็นต้น เป็นธรรมอันญาณผัสสะถูกต้องแล้วด้วยสามารถแห่งการพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น.

               คำว่า ปริโยคาหเณ ญาณํ - ญาณในการหยั่งลง.

               ความว่า ญาณใดย่อมหยั่งลง ย่อมเข้าไปสู่ธรรมอันญาณผัสสะถูกต้องแล้วนั่นเอง ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าปริโยคาหณญาณ.

               อาจารย์บางพวกทำรัสสะ คาอักษรเสียบ้างแล้วสวด.

               ปริโยคาหณญาณนี้เป็นติกขวิปัสสนาญาณ เป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งภังคานุปัสนา.

               แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า วิปัสสนาญาณนั่นแหละเป็นขันติญาณสำหรับผู้มีสัทธาเป็นพาหะ, เป็นปริโยคาหณญาณสำหรับผู้มีปัญญาเป็นพาหะ. เมื่อเป็นเช่นนี้ ญาณทั้ง ๒ นี้ย่อมไม่เกิดพร้อมกันแก่คนๆ หนึ่ง, ญาณที่สาธารณะแก่พระสาวก ๖๗ ย่อมไม่เกิดขึ้นพร้อมกันแก่พระสาวกรูปหนึ่งในการเกิดขึ้นพร้อมกันแห่งญาณนั้น, เพราะฉะนั้น คำของอาจารย์บางพวกนั้น จึงไม่ถูก.


               ๔๓. อรรถกถาปเทสวิหารญาณุทเทส               

               ว่าด้วยปเทสวิหารญาณ               

               ประเทสวิหารญาณอันให้สำเร็จทัสนวิสุทธิญาณของพระอรหันต์ อันพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวญาณอันเป็นเหตุให้สำเร็จทัสนวิสุทธิญาณว่า ปุถุชนและพระเสกขบุคคลทั้งหลายพิจารณาอยู่ซึ่งธรรมทั้งสิ้นมีขันธ์เป็นต้นอันเข้าถึงวิปัสสนา, ไม่พิจารณาเอกเทสแห่งธรรมเหล่านั้น, เพราะฉะนั้น ปเทสวิหารญาณย่อมไม่ได้แก่ปุถุชนและพระเสกขบุคคลเหล่านั้น แต่ย่อมได้ตามชอบใจแก่พระอรหันต์เท่านั้นดังนี้ แล้วจึงยกขึ้นแสดงต่อจากปริโยคาหณญาณ.

               ในปเทสวิหารญาณ คำว่า สโมทหเน ปญฺญา - ปัญญาในการประมวลมา.

               ความว่า ปัญญาในการประมวลมา คือปัญญาในการรวบรวมมา ได้แก่ปัญญาในการกระทำซึ่งธรรมคือเวทนาอันเป็นธรรมพวกเดียวกันให้เป็นกอง บรรดาธรรมมีขันธ์เป็นต้น.

               ปาฐะว่า สโมธาเน ปญฺญา - ปัญญาในการประชุมดังนี้ก็มี.

               ใจความก็อันนั้นนั่นแหละ.

               คำว่า ปเทสวิหาเร ญาณํ - ญาณในวิหารธรรมส่วนหนึ่ง.

               ความว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่ด้วยอังคาพยพส่วนหนึ่ง โดยส่วนแห่งธรรมมีขันธ์เป็นต้น ชื่อว่าปเทสวิหาระ - ธรรมเป็นเครื่องอยู่ส่วนหนึ่ง, ญาณในปเทสวิหารธรรมนั้น.

               ในคำว่า ปเทสวิหาระนั้น ปเทสะมีอย่างต่างๆ คือ ขันธปเทสะ, อายตนปเทสะ, ธาตุปเทสะ, สัจจปเทสะ, อินทริยปเทสะ, ปัจจยาการปเทสะ, สติปัฏฐานปเทสะ, ฌานปเทสะ, นามรูปปเทสะ, ธัมมปเทสะ ชื่อว่าปเทสะ.

               ก็ปเทสะมีอย่างต่างๆ อย่างนี้ ก็คือเวทนานั่นเอง.

               อย่างไร? เวทนานั่นเองเป็นปเทสะแห่งธรรมมีขันธ์เป็นต้น อย่างนี้คือ

                         ขันธ์ ๕ เอกเทสแห่งขันธ์ คือเวทนาขันธ์,

                         อายตนะ ๑๒ เอกเทสแห่งธรรมายตนะ คือเวทนา,

                         ธาตุ ๑๘ เอกเทสแห่งธรรมธาตุ คือเวทนา,

                         สัจจะ ๔ เอกเทสแห่งทุกขสัจ คือเวทนา,

                         อินทรีย์ ๒๒ เอกเทสแห่งอินทรีย์ คือเวทนินทรีย์ ๕,

                         ปฏิจจสมุปปาทังคะ ๑๒ เอกเทสแห่งปัจจยาการ คือเวทนามีผัสสะเป็นปัจจัย,

                         สติปัฏฐาน ๔ เอกเทสแห่งสติปัฏฐาน คือเวทนานุปัสสนา,

                         ฌาน ๔ เอกเทสแห่งฌาน คือสุขเวทนาและอุเบกขาเวทนา,

                         นามรูป เอกเทสแห่งนามรูป คือ เวทนาเจตสิก.

               ธรรมทั้งปวงมีกุศลธรรมเป็นต้น, เอกเทสแห่งธรรมคือเวทนา ชื่อว่าปเทสวิหาระ ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเวทนานั้นนั่นแล.


               ๔๔. อรรถกถาสัญญาวิวัฏญาณุทเทส               

               ว่าด้วยสัญญาวิวัฏญาณ               

               เพราะเหตุที่ปุถุชนและพระเสกขบุคคลทั้งหลาย เมื่อเจริญญาณอันสำเร็จแล้วด้วยสมาธิภาวนา กระทำภาวนาธรรมที่ควรเจริญนั้นๆ ให้เป็นอธิบดี ให้เป็นใหญ่ พิจารณาธรรมทั้งหลายที่ตรงกันข้ามกับภาวนาธรรมนั้นมีสภาวะต่างๆ มีโทษเป็นเอนก โดยความเป็นธรรมมีโทษ แล้วตั้งจิตไว้ด้วยสามารถแห่งภาวนาธรรมนั้นๆ ก็ย่อมละปัจนิกธรรมเหล่านั้นๆ เสียได้.

               และเมื่อละก็เห็นสังขารธรรมทั้งปวงโดยความเป็นของว่างในกาลแห่งวิปัสสนาภายหลัง ย่อมละได้ด้วยสมุจเฉทปหาน.

               ก็แลเมื่อละอยู่อย่างนั้น ย่อมแทงตลอดสัจจะทั้งหลายละได้ด้วยการตรัสรู้ในขณะเดียว.

               พระอริยะทั้งหลายแม้ทั้งปวงย่อมปฏิบัติตามควรด้วยอาการทั้งหลายตามที่กล่าวแล้วนั่นแล, ฉะนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกญาณทั้ง ๖ มีสัญญาวิวัฏญาณเป็นต้นขึ้นแสดงต่อจากปเทสวิหารญาณตามลำดับ ณ บัดนี้.

               ในสัญญาวิวัฏญาณนั้น คำว่า อธิปตตฺตา ปญฺญา - ปัญญามีกุศลเป็นอธิบดี.

               ความว่า ปัญญาที่กระทำกุศลธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้น ให้เป็นธรรมอันยิ่งโดยความเป็นแห่งอธิบดีแห่งกุศลธรรมทั้งหลายมีเนกขัมมะเป็นต้น แล้วเป็นไปโดยความเป็นธรรมอันยิ่งในกุศลธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้นนั้น.

               คำว่า สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในความหลีกออกจากนิวรณ์ด้วยสัญญา.

               ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า การหลีกออก การหมุนออก ความเป็นผู้หันหลังให้นิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้นได้ด้วยสัญญา ฉะนั้นจึงชื่อว่าสัญญาวิวัฏฏะ, ญาณในการหลีกออกจากนิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้นนั้นๆ ด้วยสัญญาที่กระทำภาวนาธรรมนั้นๆ ให้เป็นอธิบดี เป็นเหตุ เป็นกรณะ.

               สัญญา แม้จะมิได้กล่าวไว้ว่า เอตฺโต วิวฏฺโฏ - หมุนกลับจากภาวนาธรรมนี้ แต่ก็เป็นเหตุให้สัญญาหมุนกลับ เหมือนอย่างวิวัฏนานุปัสสนา.

               ก็สัญญานั้นมีความจำอารมณ์เป็นลักษณะ,

               มีการจำอารมณ์ได้และทำนิมิตไว้เป็นกิจ เหมือนช่างไม้ทำเครื่องหมายไว้ที่ไม้เป็นต้น.

               มีความจำได้ในสิ่งที่หมายไว้เป็นปัจจุปัฏฐาน เหมือนคนตาบอดคลำช้าง.

               อีกอย่างหนึ่ง มีการตั้งอยู่ไม่นานเพราะหยั่งลงในอารมณ์เป็นปัจจุปัฏฐาน เหมือนสายฟ้าแลบ,

               มีอารมณ์ที่กำหนดไว้เป็นปทัฏฐาน เหมือนสัญญาในหุ่นที่ทำด้วยหญ้าเกิดแก่ลูกเนื้อว่าเป็นบุรุษ.


               ๔๕. อรรถกถาเจโตวิวัฏญาณุทเทส               

               ว่าด้วยเจโตวิวัฏญาณ               

               คำว่า นานตฺเต ปญฺญา - ปัญญาในนานัตตธรรม.

               ความว่า ปัญญาที่เป็นไปแล้วในสภาวธรรมต่างๆ โดยความเป็นภาเวตัพพธรรม - ธรรมที่ควรเจริญ และในสภาวธรรมอื่นมีกามฉันทะเป็นต้น โดยเห็นว่าเป็นธรรมมีโทษ.

               และคำว่า นานตฺเต เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งนิมิตตสัตตมี.

               อีกอย่างหนึ่ง ละความเป็นต่างๆ ชื่อว่านานัตตะ,

               อธิบายว่า เหตุแห่งการละนานัตตธรรม เป็นนิมิตแห่งการละนานัตตธรรม เป็นปัญญาในกุศลธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้น.

               คำว่า เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการหลีกออกจากนิวรณ์ด้วยใจ.

               ความว่า การออกจากนิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้นได้ด้วยใจเป็นญาณในกุศลธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้น.

               ก็ในคำว่า เจโต นี้ ท่านประสงค์เอาเจตนา.

               เจตนานั้นมีการชักชวน เป็นลักษณะ

               อีกอย่างหนึ่ง มีการไหลออกแห่งผล เป็นลักษณะ,

               มีการรวบรวมมา เป็นกิจ,

               มีการจัดแจง เป็นปัจจุปัฏฐาน เหมือนนายช่างใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าศิษย์ ทำกิจของตนและกิจของคนอื่นให้สำเร็จฉะนั้น.

               ก็และเจตนานี้ย่อมปรากฏโดยความยกสัมปยุตธรรมทั้งหลายในกิจมีการระลึกถึงการงานอันเร่งรีบ.


               ๔๖. อรรถกถาจิตวิวัฏญาณุทเทส               

               ว่าด้วยจิตวิวัฏญาณ               

               คำว่า อธิฏฺฐาเน ปญญฺา - ปัญญาในการอธิฏฐาน.

               ความว่า ปัญญาในการตั้งมั่นแห่งจิตด้วยสามารถแห่งคุณมีเนกขัมมะเป็นต้น.

               คำว่า จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการออกไปแห่งจิต.

               ความว่า ญาณในการหลีกออกแห่งจิตด้วยสามารถแห่งการละนิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้น.

               ก็ในที่นี้ จิต

                         มีการรู้นิวรณ์ เป็นลักษณะ,

                         มีการเกิดก่อนและเป็นประธานในธรรมทั้งปวง เป็นกิจ,

                         มีการเกิดขึ้นต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย เป็นปัจจุปัฏฐาน,

                         มีนามรูป เป็นปทัฏฐาน.


               ๔๗. อรรถกถาญาณวิวัฏญาณุทเทส               

               ว่าด้วยญาณวิวัฏญาณ               

               คำว่า สุญฺญเต ปญฺญา - ปัญญาในความว่าง.

               ความว่า ปัญญาเป็นเครื่องตามความเห็นโดยความเป็นอนัตตาอันเป็นไปแล้วในอนัตตธรรมและธรรมอันเนื่องด้วยอนัตตะ เพราะอัตตะและธรรมะอันเนื่องด้วยอัตตะเป็นของว่าง.

               คำว่า ญาณวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในความหลีกออกด้วยญาณ.

               ความว่า ญาณนั่นแหละย่อมหลีกออกจากความยึดมั่นถือมั่น ฉะนั้นจึงชื่อว่าวิวัฏฏะ - ญาณอันเป็นเหตุแห่งการหลีกออกด้วยญาณนั้น.


               ๔๘. อรรถกถาวิโมกขวิวัฏญาณุทเทส               

               ว่าด้วยวิโมกขวิวัฏญาณ               

               ในคำนี้ว่า โวสฺสคฺเค ปญฺญา - ปัญญาในการสละ.

               พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

               ธรรมใดย่อมสลัดออก ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าโวสสัคคะ - การสลัดออก, การสละเสียได้ซึ่งกามฉันทะเป็นต้น เป็นปัญญาในคุณมีเนกขัมมะเป็นต้น.

               คำว่า วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการหลีกออกแห่งจิตด้วยวิโมกข์.

               ความว่า ธรรมใดย่อมพ้นจากนิวรณ์ทั้งหลายมีกามฉันทะเป็นต้น ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าวิโมกข์, การหลีกออกคือวิโมกข์ ชื่อว่าวิโมกขวิวัฏฏะ, วิโมกขวิวัฏฏะนั้นนั่นแหละเป็นญาณ.


               ๔๙. อรรถกถาสัจวิวัฏญาณุทเทส               

               ว่าด้วยสัจวิวัฏญาณ               

               คำว่า ตถฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในสภาวะที่เป็นจริง.

               ความว่า ปัญญาที่เป็นไปโดยไม่หลงด้วยสามารถแห่งกิจในสภาวธรรมอันไม่วิปริตในสัจจะหนึ่งๆ สัจจะละ ๔ๆ .

               คำว่า สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการหลีกออกด้วยสัจจะ.

               ความว่า ธรรมใดย่อมหลีกออกด้วยสามารถแห่งการออกจากส่วนสุดทั้ง ๒ ในสัจจะทั้ง ๔ ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าสัจวิวัฏฏะ, สัจวิวัฏฏะนั่นแหละเป็นญาณ.

               ญาณเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวไว้ถึง ๔ ประการอย่างนี้ คือ

                         ๑. สัญญาวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งกุศลธรรมเป็นอธิบดี,

                         ๒. เจโตวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งธรรมที่ควรประหาณ,

                         ๓. จิตวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งการตั้งมั่นแห่งจิต,

                         ๔. วิโมกขวิวัฏฏะ ด้วยสามารถแห่งการละปัจนิกธรรม.

               อนัตตานุปัสนาแล ท่านกล่าวว่า ญาณวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการหลีกออกด้วยญาณ ด้วยสามารถแห่งอาการอันว่างจากอัตตา, ภายหลังท่านก็กล่าวมรรคญาณไว้ ๒ อย่างคือ มคฺเค ญาณํ - ญาณในมรรค และ อานนฺตริกสมาธิมฺหิ ญาณํ - ญาณในอานันตริกสมาธิ, ท่านกล่าวคำว่า สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ - ญาณในการหลีกออกด้วยสัจจะ.


               ๕๐. อรรถกถาอิทธิวิธญาณุทเทส               

               ว่าด้วยอิทธิวิธญาณ               

               บัดนี้ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรยกอภิญญา ๖ ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เป็นไปด้วยอำนาจสัจวิวัฏญาณนั้นขึ้นแสดงโดยลำดับ.

               ในอภิญญา ๖ แม้นั้น ท่านยกอิทธิวิธญาณแสดงก่อน คือความแปลกประหลาด เพราะเป็นอานุภาพอันปรากฏแก่โลก, ยกทิพโสตญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๒ คือ ทิพโสตญาณอันเป็นโอฬาริกวิสัย เพราะเป็นอารมณ์ของเจโตปริยญาณ, ยกเจโตปริยญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๓ เพราะเป็นสุขุมวิสัย.

               บรรดาวิชชา ๓ ท่านยกบุพเพนิวาสานุสติญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๑ เพราะบรรเทาความมืดในอดีตที่ปกปิดบุพเพนิวาสคือการเกิดในชาติก่อน, ยกทิพจักขุญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๒ เพราะบรรเทาความมืดทั้งในปัจจุบันและอนาคต, ยกอาสวักขยญาณขึ้นแสดงเป็นอันดับที่ ๓ เพราะตัดความมืดทั้งหมดเสียได้เด็ดขาด.

               บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า กายมฺปิ - แม้กาย ซึ่งได้แก่ แม้ซึ่งรูปกาย.

               คำว่า จิตฺตมฺปิ - แม้ซึ่งจิต ได้แก่ แม้ซึ่งจิตอันมีฌานเป็นบาท.

               คำว่า เอกววตฺถานตา - เพราะการกำหนดเข้าเป็นอันเดียวกัน.

               มีคำอธิบายว่า ด้วยทิสมานกายหรืออทิสมานกาย เพราะตั้งไว้โดยความเป็นอันเดียวกันกับบริกรรมจิต และเพราะกระทำกายและจิตให้ระคนกันตามที่จะประกอบได้ ในคราวที่ประสงค์จะไป.

               ก็คำว่า กาโย - กาย ในที่นี้ ได้แก่ สรีระ.

               จริงอยู่ สรีระ ท่านเรียกว่ากาย เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งอวัยวะทั้งหลายมีเกสา - ผม เป็นต้นอันน่าเกลียดเพราะสั่งสมไว้ซึ่งอสุจิ และเป็นบ่อเกิดแห่งโรคหลายร้อย มีโรคทางจักษุเป็นต้น.

               จ ศัพท์ ท่านประกอบไว้ในคำนี้ว่า สุขสญฺญญฺจ ลหุสญฺญญฺจ - ซึ่งสุขสัญญาด้วย ซึ่งลหุสัญญาด้วย เป็นสมุจจยัตถะ ควบสัญญาศัพท์เดียวเท่านั้น อันสัมปยุตกับจตุตถฌานให้เป็น ๒ บทเพราะต่างกันโดยอาการ.

               จริงอยู่ อุเบกขาในจตุตถฌาน ท่านกล่าวว่า สนฺตํ - สงบ สุขํ - เป็นสุข, สัญญาที่สัมปยุตกับอุเบกขานั้น ชื่อว่าสุขสัญญา. สุขสัญญานั่นแหละ ชื่อว่าลหุสัญญา เพราะพ้นนิวรณ์ทั้งหลายและปัจนิกธรรมมีวิตกเป็นต้น.

               คำว่า อธิฏฺฐานวเสน - ด้วยสามารถแห่งการตั้งไว้.

               ความว่า ด้วยสามารถแห่งการตั้งไว้อย่างยิ่ง.

               อธิบายว่า ด้วยสามารถแห่งการเข้าไป.

               จ ศัพท์ในคำว่า อธิฏฺฐานวเสน จ ท่านนำมาเชื่อมเข้าไว้. เหตุตามที่ประกอบได้ของอิทธิวิธมีประการทั้งปวง ท่านกล่าวไว้แล้วเพียงเท่านี้.

               คำว่า อิชฺฌนฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในการสำเร็จ. ความว่า ปัญญาในสภาวะคือการสำเร็จ.

               คำว่า อิทฺธิวิเธ ญาณํ - ญาณในการแสดงฤทธิได้ต่างๆ

               มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ ในอรรถว่าสำเร็จ, และในอรรถว่าได้เฉพาะ เพราะอรรถว่าสำเร็จ.

               จริงอยู่ สิ่งใดจะเกิดขึ้น และจะได้เฉพาะ สิ่งนั้นท่านเรียกว่า อิชฺฌติ - ย่อมสำเร็จ.

               สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑-

                         ถ้าว่า เมื่อบุคคลปรารถนากามอยู่

                         และกามก็ย่อมสำเร็จแก่ผู้นั้น ดังนี้.

____________________________

๑- ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๐๘


               อนึ่ง ดุจดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

                                   เนกขัมมะย่อมสำเร็จ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ

                         เนกขัมมะย่อมกำจัดกามฉันทะ ฉะนั้นจึงชื่อว่าปาฏิหาริย์,

                                   อรหัตมรรคย่อมสำเร็จ ฉะนั้นจึงชื่อว่า อิทฺธิ 2- ฤทธิ,

                         อรหัตมรรคนั้นย่อมทำลายกิเลสทั้งหมดได้ ฉะนั้นจึงชื่อว่า

                         ปาฏิหาริย์ ดังนี้.

____________________________

๒- ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๗๒๒


               นัยอื่นอีก

               ชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ เพราะอรรถว่าสำเร็จ, คำนี้เป็นชื่อของอุบายสัมปทา.

               จริงอยู่ อุบายสัมปทาย่อมสำเร็จ เพราะประสบผลที่ตนประสงค์.

               สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า๒-

                                   จิตตคฤหบดีนี้แล เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม,

                         ถ้าเธอจักปรารถนาว่า ขอให้เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

                         ราชในอนาคตกาลไซร้ ความปรารถนาด้วยใจของเธอผู้

                         มีศีล จักสำเร็จ เพราะความปรารถนานั้นบริสุทธิ์ ดังนี้.

____________________________

๒- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๕๘๔


               นัยอื่นอีก

               สัตว์ทั้งหลายย่อมสำเร็จได้ด้วยธรรมชาตินั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อิทฺธิ - ฤทธิ คือธรรมชาติเป็นเหตุให้สำเร็จ.

               คำว่า อิชฺฌนฺติ - ย่อมสำเร็จ.

               มีคำอธิบายว่า สำเร็จ คือเจริญ คือย่อมถึงความโด่งดัง.

               วิธะ คือ อิทฺธิ - ฤทธิ นั่นแหละชื่อว่าอิทธิวิธะ - แสดงฤทธิต่างๆ.

               อธิบายว่า อิทธิโกฏฐาสะ - ส่วนแห่งฤทธิ อิทธิวิกัปปะ - ฤทธิสำเร็จได้ต่างๆ.

               มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า อิทธิวิธญาณ - ญาณในการแสดงฤทธิได้ต่างๆ .


               ๕๑. อรรถกถาโสตธาตุวิสุทธิญาณุทเทส               

               ว่าด้วยโสตธาตุวิสุทธิญาณ               

               คำว่า วิตกฺกวิปฺผารวเสน - ด้วยสามารถแห่งการแผ่วิตกไป.

               ความว่า ด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปคือด้วยกำลังแห่งวิตกของตน ในสัททนิมิตในเวลาทำบริกรรมเพื่อให้เกิดทิพโสตธาตุ

               ก็ในคำว่า วิตกฺโก นี้มีวิเคราะห์ว่า ธรรมชาติใดย่อมตรึก ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าวิตก.

               อีกอย่างหนึ่ง ความตรึกชื่อว่าวิตก, มีคำอธิบายท่านกล่าวไว้ว่า การพิจารณา.

               วิตกนี้นั้น-

                         มีการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ เป็นลักษณะ,

                         มีการประคองจิตไว้ในอารมณ์ เป็นกิจ.

               จริงอย่างนั้น ท่านกล่าวว่า พระโยคีบุคคลย่อมกระทำอารมณ์ให้ถูกกระทบด้วยวิตก.

                         มีจิตที่ทรงอยู่ในอารมณ์ เป็นปัจจุปัฏฐาน,

               และท่านกล่าวว่า มีอารมณ์อันมาถึงซึ่งคลอง เป็นปทัฏฐาน เพราะเกิดขึ้นโดยอินทรีย์ที่มาประชุมพร้อมซึ่งอารมณ์นั้น และโดยไม่มีอันตรายในอารมณ์อันแวดล้อมแล้ว.

               คำว่า นานตฺเตกตฺตสทฺทนิมิตฺตานํ - ซึ่งเสียงเป็นนิมิตหลายอย่างหรืออย่างเดียว. ความว่า ซึ่งเสียงเป็นนิมิตมีสภาวะต่างๆ และมีสภาวะเดียว.

               ก็ในคำว่าสัททนิมิตนี้ สัททะคือเสียงนั่นแหละเป็นนิมิต เพราะเป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นแห่งวิตก และเพราะเป็นนิมิตแห่งสังขาร. เสียงที่กลมกล่อมเป็นอันเดียวกัน เช่นเสียงกลอง หรือหลายเสียงมากมาย, เสียงในทิศต่างๆ หรือเสียงสัตว์ต่างๆ ชื่อว่านานัตตสัททา - เสียงต่างๆ, เสียงในทิศเดียว, หรือเสียงสัตว์ตัวเดียว, หรือเสียงแต่ละเสียงเช่นเสียงกลองเป็นต้น ชื่อว่าเอกัตตสัททา - เสียงเดียว.

               ก็ในคำว่า สทฺโท นี้มีวิเคราะห์ว่า ธรรมชาติใดย่อมแผ่ไป ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าสัททะ - เสียง.

               อธิบายว่า เสียงที่เปล่งว่าออก

               คำว่า ปริโยคาหเณ ปญฺญา - ปัญญาในการกำหนด.

               ความว่า ปัญญาเป็นเครื่องเข้าถึง. อธิบายว่า ปัญญาเป็นเครื่องรู้.

               คำว่า โสตธาตุวิสุทฺธิญาณํ - ญาณในโสตธาตุอันบริสุทธิ์

               ความว่า ชื่อว่าโสตธาตุ เพราะอรรถว่าได้ยิน และเพราะอรรถว่ามิใช่ชีวะ, และชื่อว่าโสตธาตุเพราะปัญญาทำกิจดุจโสตธาตุด้วยสามารถแห่งการทำกิจของโสตธาตุ, ชื่อว่าวิสุทธิ เพราะโสตธาตุนั้นหมดจดแล้ว เพราะปราศจากอุปกิเลส, โสตธาตุนั่นแหละบริสุทธิ์ ชื่อว่าโสตธาตุวิสุทธิ, ญาณคือความรู้ในโสตธาตุวิสุทธินั่นแหละ ชื่อว่าโสตธาตุวิสุทธิญาณ.


               ๕๒. อรรถกถาเจโตปริยญาณุทเทส               

               ว่าด้วยเจโตปริยญาณ               

               คำว่า ติณฺณํ จิตฺตานํ - แห่งจิต ๓ ดวง.

               ความว่า แห่งจิต ๓ ดวง คือ โสมนัสสหคตจิต ๑ โทมนัสสสหคตจิต ๑ อุเปกขาสหคตจิต ๑.

               คำว่า วิปฺผารตฺตา - ด้วยความแผ่ไป.

               ความว่า ด้วยความเป็นแห่งความแผ่ไป. อธิบายว่า ด้วยความเร็ว.

               คำว่า วิปฺผารตฺตา นี้เป็นปัญจมีวิภัตติลงในอรรถแห่งเหตุ.

               ความว่า เพราะเหตุแห่งความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ดวงของบุคคลเหล่าอื่น ในกาลเป็นที่กระทำบริกรรมเพื่อให้เจโตปริยญาณเกิดขึ้น.

               คำว่า อินฺทฺริยานํ ปสาทวเสน - ด้วยสามารถแห่งความผ่องใสของอินทรีย์ทั้งหลาย.

               ความว่า ด้วยสามารถความผ่องใสของอินทรีย์ ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้น,

               ก็ในที่นี้โอกาสเป็นที่ตั้งแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ท่านกล่าวด้วยคำว่า อินฺทฺริยานํ โดยผลูปจารนัย๑- ดุจคำว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง๒- ดังนี้.

               หทัยวัตถุนั่นแหละ ท่านประสงค์แล้วในที่นี้ แม้ในโอกาสแห่งอินทรีย์ประดิษฐานแล้ว.

____________________________

๑- ผลูปจารนัย - พูดเหตุแต่หมายถึงผล.

๒- วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๑๑


               คำว่า ปสาทวเสน - ด้วยสามารถแห่งความผ่องใส.

               ความว่า ด้วยสามารถแห่งความไม่ขุ่นมัว.

               เมื่อกล่าวว่า ปสาทปฺปสาทวเสน - ด้วยสามารถแห่งความเลื่อมใสและเลื่อมใสยิ่ง คำนี้พึงทราบว่า ท่านทำการลบ อปฺปสาท ศัพท์เสีย.

               อีกอย่างหนึ่ง คำนี้พึงทราบว่า แม้ความไม่เลื่อมใส เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยคำว่า ปสาทวเสน - ด้วยสามารถแห่งความเลื่อมใส นั่นเอง เพราะศัพท์ว่า อปฺปสนฺนํ - ไม่ผ่องใสแล้ว เป็นศัพท์ที่ไม่เพ่งถึงความเลื่อมใส.๓-

____________________________

๓- เลื่อมใสกินความถึงไม่เลื่อมใสด้วย แต่ไม่ผ่องใส ไม่กินความถึงความเลื่อมใส.


               คำว่า นานตฺเตกตฺตวิญฺญาณจริยาปริโยคาหเณ ปญฺญา - ปัญญาในการกำหนดจริยา คือวิญญาณหลายอย่างหรืออย่างเดียว.

               ความว่า ปัญญาในการรู้ความเป็นไปของจิต ๘๙ อันมีสภาวะต่างๆ กันและที่มีสภาวะเดียวกัน ตามสมควรแก่การเกิดขึ้น.

               ในวิญญาณจริยาทั้ง ๒ นี้ วิญญาณจริยาของผู้ไม่ได้สมาธิ เป็นนานัตตวิญญาณจริยา, วิญญาณจริยาของผู้ได้สมาธิ เป็นเอกัตตวิญญาณจริยา.

               อีกอย่างหนึ่ง จิตมีราคะเป็นต้นเป็นนานัตตวิญญาณจริยา, จิตปราศจากราคะเป็นต้นเป็นเอกัตตวิญญาณจริยา.

               ชื่อว่าปริยะ ในคำนี้ว่า เจโตปริยญาณํ นี้ เพราะอรรถว่ากำหนด. อธิบายว่า กำหนดรอบ.

               การกำหนดด้วยใจ ชื่อว่าเจโตปริยะ - กำหนดด้วยใจ,

               เจโตปริยะนั้นด้วย ญาณด้วย ฉะนั้นชื่อว่าเจโตปริยญาณ - ญาณในการกำหนดด้วยใจ. ปาฐะว่า วิปฺผารตา ดังนี้ก็มี. มีความว่าด้วยการแผ่ไป.


               ๕๓. อรรถกถาบุพเพนิวาสานุสติญาณุทเทส               

               ว่าด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ               

               คำว่า ปจฺจยปฺปวตฺตานํ ธมฺมานํ - ซึ่งธรรมทั้งหลายอันเป็นไปตามปัจจัย.                ความว่า ซึ่งปัจจยุปบันธรรมอันเป็นไปแล้วจากปัจจัยด้วยสามารถแห่งการอาศัยกันเกิดขึ้น.

               อกุศลกรรม ชื่อว่านานัตตะ - หลายอย่าง, กุศลกรรม ชื่อว่าเอกัตตะ - อย่างเดียว ในคำว่า นานตฺเตกตฺตกมฺมวิปฺผารวเสน นี้.

               อีกอย่างหนึ่ง กามาจวรกรรม ชื่อว่านานัตตะ - หลายอย่าง, รูปาวจรและอรูปาวจรกรรม ชื่อว่าเอกัตตะ - อย่างเดียว.

               สัมพันธ์ความว่า

               ปัญญาในการกำหนดธรรมอันเป็นไปแต่ปัจจัยด้วยสามารถการแผ่ไปแห่งกรรมหลายอย่างหรืออย่างเดียว.

               คำว่า ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ - ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้.

               ความว่า ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในก่อนคือในอดีตชาติ ชื่อว่าบุพเพนิวาสะ - ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในชาติก่อน.

               คำว่า นิวุตฺถา - ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่.

               ความว่า ขันธ์ที่เคยอยู่คือที่มีแล้ว เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปในสันดานของตน. หรือธรรมที่เคยอยู่แล้วในก่อนคือในอดีตชาติ ชื่อว่าบุพเพนิวาสะ - ธรรมที่เคยอาศัยอยู่ในก่อน.

               บทว่า นิวุตฺถา - ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่.

               ความว่า อยู่แล้วด้วยการอยู่เพราะอาศัยธรรมดังกล่าวแล้วเป็นอารมณ์ คือรู้แจ้งได้ด้วยจิตของตน ชื่อว่าการกำหนด ถึงแม้ว่ารู้แจ้งซึ่งจิตของคนอื่น ก็ชื่อว่าการกำหนด แต่ผู้ที่ทรงคุณอย่างหลังนี้ ย่อมมีแก่พระพุทธเจ้าเท่านั้น ในบรรดาการระลึกถึงการเวียนว่ายตายเกิดซึ่งขาดเป็นตอนๆ เป็นต้น.

               คำว่า ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติ - ตามระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้

               ความว่า ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในครั้งก่อนได้ด้วยสติใด สตินั้นชื่อว่าบุพเพนิวาสานุสติ.

               คำว่า ญาณํ - ญาณ ได้แก่ ญาณอันสัมปยุตด้วยสตินั้น.

               -------------------------

[full-post]


อรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อสัทธรรมปกาสินี ในขุททกนิกาย (ตอนที่ ๕/๗)  

๓๓. อรรถกถาอรณวิหารญาณุทเทส               

               ว่าด้วยอรณวิหารญาณ               

               ญาณทั้ง ๔ มีอรณวิหารญาณเป็นต้น ท่านยกขึ้นแสดงในลำดับแห่งญาณนี้ เพราะเกิดแก่พระอริยะทั้งหลายผู้บรรลุอริยผลด้วย มรรคญาณนี้เท่านั้น.

               ก็ในญาณทั้ง ๔ แม้นั้น ท่านยกอรณวิหารญาณขึ้นแสดงก่อน เพราะเกิดติดต่อกันไปแก่พระอรหันต์นั่นแล, และต่อแต่นั้น ท่านก็ยกนิโรธสมาปัตติญาณขึ้นแสดง เพราะนิโรธสมาบัตินั้นเป็นธรรมมีสัมภาระมาก แม้ในเมื่อเกิดแก่พระอนาคามีและพระอรหันต์ และเพราะนิโรธสมาบัติเป็นธรรมอันท่านสมมุติว่าเป็นนิพพานโดยพิเศษ, ต่อจากนั้น ท่านก็ยกปรินิพพานญาณขึ้นแสดงว่า ทีฆกาลิกะ - มีกาลนาน เพราะตั้งอยู่จดกาลเป็นที่ปรินิพพานในระหว่างกาลปรินิพพาน, ในลำดับต่อจากนั้นท่านก็ยกสมสีสัฏฐญาณขึ้นแสดงว่า รัสสกาลิกะ - มีกาลสั้น เพราะตั้งอยู่จดกาลเป็นที่ปรินิพพาน ในลำดับแห่งการสิ้นกิเลสทั้งปวงของพระอรหันต์ผู้สมสีสะ.

               บรรดาคำเหล่านั้น จ อักษรในคำว่า สนฺโต จ พึงแปลควบเข้ากับบทแม้ทั้ง ๓ ดังนี้คือ ทสฺสนาธิปเตยฺยํ จ, สนฺโต วิหาราคโม จ, ปณีตาธิมุตฺตตา จ.

               (พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้)

               คำว่า ทสฺสนํ - การเห็น ได้แก่ วิปัสสนาญาณ,

               ความเป็นใหญ่นั่นแหละ ชื่อว่าอาธิปเตยยะ ความเป็นแห่งความเป็นใหญ่,

               อีกอย่างหนึ่ง เพราะบรรลุถึงโดยอธิปติ จึงชื่อว่า อาธิปเตยฺยํ - ความเป็นแห่งความเป็นใหญ่, ทัสนะคือวิปัสสนาญาณนั้นด้วย เป็นอาธิปเตยยะด้วย ฉะนั้น จึงชื่อว่าทัสนาธิปเตยยะ - วิปัสสนาญาณเป็นอธิปติ.๑-

____________________________

๑- วีมังสาธิปติ.


               ธรรมใดย่อมอยู่ ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าวิหาระ, หรือว่าพระโยคีบุคคลย่อมอยู่ด้วยธรรมนั้น ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าวิหาระ เป็นเครื่องอยู่ของพระโยคีบุคคล, ธรรมใดอันพระโยคีบุคคลย่อมถึงทับคือย่อมบรรลุ ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าอธิคมะ - ธรรมอันพระโยคีบุคคลบรรลุ, วิหารธรรมนั่นแหละเป็นองค์คุณที่บรรลุ ฉะนั้น จึงชื่อว่าวิหาราธิคมะ - วิหารธรรมที่บรรลุ.

               ก็วิหาราธิคมนั้นเป็นนิพพุตะดับสนิทเพราะเว้นจากการเบียดเบียนของกิเลส ฉะนั้น จึงชื่อว่าสันตะ - สงบ.

               ก็สันตะนั้นคืออรหัตผลสมาปัตติปัญญา.

               เพราะอรรถว่าสูงสุดและเพราะอรรถว่าไม่ทำให้เร่าร้อน จึงชื่อว่าปณีตะ.

               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปณีตะ - เพราะนำไปสู่ความเป็นประธาน.

               การมีใจน้อมไป คือมีจิตส่งไปแล้วในปณีตะมีผลสมาบัตินั้นเป็นอย่างยิ่ง ชื่อว่าปณีตาธิมุตตะ - น้อมใจไปในผลสมาบัติ, ความเป็นแห่งการน้อมใจไปในผลสมาบัตินั้น ชื่อว่าปณีตาธิมุตตตา - ความน้อมใจไปในผลสมาบัติอันประณีต.

               ก็ปณีตาธิมุตตตานั้นเป็นบุรพภาคปัญญามีอันน้อมใจไปในผลสมาบัติแล.

               คำว่า อรณวิหาเร - ในวิหารธรรมอันไม่มีกิเลสเป็นข้าศึก ได้แก่วิหารธรรมมีกิเลสไปปราศแล้ว.

               จริงอยู่ กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น ย่อมรุกราน บดขยี้ เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น ราคาทิกิเลสนั้นจึงชื่อว่ารณา ผู้เบียดเบียน.

               อีกอย่างหนึ่ง สัตว์ทั้งหลายย่อมร้องไห้คร่ำครวญร่ำไรด้วยราคาทิกิเลสเหล่านั้น ฉะนั้น ราคาทิกิเลสเหล่านั้นจึงชื่อว่ารณา - กิเลสเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้คร่ำครวญ,

               วิหารธรรมแม้ทั้ง ๓ อย่าง ท่านได้กล่าวไว้แล้ว.

               รณะคือกิเลสเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้คร่ำครวญไม่มีแก่ธรรมนี้ ฉะนั้น ธรรมนี้จึงชื่อว่าอรณะ, พระอริยบุคคลย่อมนำธรรมอันเป็นข้าศึกออกได้ด้วยธรรมนั้น ฉะนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่าวิหาระ นำธรรมที่เป็นข้าศึกออก. อรณธรรมนั้นก็ชื่อว่าวิหารธรรม.

               ในนิทเทสวาระ๒- ปฐมฌานเป็นต้น ท่านสงเคราะห์ไว้ในปณีตาธิมุตตตาเหมือนกัน. ก็เพราะประสงค์จะเข้าผลสมาบัติ จึงเข้าฌานมีปฐมฌานเป็นต้นออกแล้ว เห็นแจ้งธรรมที่สัมปยุตกับฌาน,

               ก็อรณปฏิปทาอันใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วในอรณวิภังคสูตร๓- อรณปฏิปทาแม้นั้น ก็พึงทราบว่าท่านสงเคราะห์ด้วยข้อนี้แล.

____________________________

๒- ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๒๑๖  ๓- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๕๔


               จริงอย่างนั้น ในอรณวิภังคสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

                                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะแสดงธรรมชื่อ

                         อรณวิภังค์แก่เธอทั้งหลายว่า ...ไม่พึงประกอบ

                         เนืองๆ ซึ่งสุขอาศัยกามอันเลว เป็นของชาวบ้าน

                         เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบ

                         ด้วยประโยชน์ และไม่พึงประกอบเนืองๆ ซึ่งความ

                         เพียรเครื่องประกอบตนให้ลำบากอันเป็นทุกข์ ไม่

                         ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์

                                   ความปฏิบัติปานกลาง ไม่เข้าใกล้ที่สุด ๒

                         อย่างนี้นั้น อันตถาคตรู้พร้อมด้วยปัญญายิ่งแล้ว

                         เป็นข้อปฏิบัติทำให้มีจักษุ ทำให้มีญาณ เป็นไป

                         เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อ

                         นิพพาน

                                   พึงรู้จักการยกย่องและการตำหนิ ครั้นรู้แล้ว

                         ไม่พึงยกย่อง ไม่พึงตำหนิ พึงแสดงธรรมเท่านั้น,

                         พึงรู้การตัดสินความสุข ครั้นรู้แล้วพึงประกอบเนืองๆ

                         ซึ่งความสุขภายใน,

                                   ไม่กล่าววาทะลับหลัง ไม่พึงกล่าวคำล่วงเกิน

                         ต่อหน้า พึงเป็นผู้ไม่รีบด่วนพูด อย่าพูดรีบด่วน ไม่

                         พึงปรักปรำภาษาชนบท ไม่พึงล่วงเลยคำพูดสามัญเสีย

                         นี้เป็นอุทเทสแห่งอรณวิภังค์…

                                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น การ

                         ไม่ตามประกอบความเพียรเนืองๆ ซึ่งโสมนัสของผู้

                         มีความสุขโดยสืบต่อกามอันเลว เป็นของชาวบ้าน

                         เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วย

                         ประโยชน์ นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ไม่มีความคับใจ

                         ไม่มีความแค้นใจ ไม่มีความเร่าร้อน เป็นสัมมา-

                         ปฏิปทา. เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่าอรณธรรม.๔-

                                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น การ

                         ไม่ตามประกอบความเพียรเครื่องประกอบตนให้

                         ลำบาก อันเป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบ

                         ด้วยประโยชน์ นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะ

                         ฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่าอรณธรรม.๕-

                                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น

                         มัชฌิมาปฏิปทานี้ อันพระตถาคตรู้พร้อมยิ่งแล้ว

                         ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่าอรณธรรม.๖-

                                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นี้ การ

                         ไม่ยกย่อง การไม่ตำหนิ การแสดงธรรมเท่านั้น,

                         นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้

                         ชื่อว่า อรณธรรม.๗-

                                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น

                         สุขอาศัยเนกขัมมะ สุขเกิดแต่ความสงัด สุขเกิด

                         แต่ความสงบ สุขเกิดแต่ความตรัสรู้, นี้เป็นธรรม

                         ไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า

                         อรณธรรม.๘-

                                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น

                         วาทะหลับหลัง ที่จริง ที่แท้ ประกอบด้วยประโยชน์,

                         นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมนี้

                         ชื่อว่าอรณธรรม.๙-

                                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น

                         คำกล่าวล่วงเกินต่อหน้า ที่จริง ที่แท้ ประกอบ

                         ด้วยประโยชน์, นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ

                         เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่าอรณธรรม.๑๐-

                                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น

                         คำที่ไม่รีบด่วนพูด นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ

                         เพราะฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า อรณธรรม.๑๑-

                                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอรณวิภังค์นั้น

                         การไม่ปรักปรำภาษาชนบท และการไม่ล่วงเลย

                         สามัญภาษา นี้เป็นธรรมไม่มีทุกข์ ฯลฯ เพราะ

                         ฉะนั้น ธรรมนี้ชื่อว่า อรณธรรม.๑๒-

                                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พวก

                         เธอพึงศึกษาอย่างนี้แลว่า เราทั้งหลายจักรู้ธรรม

                         ชื่อว่าสรณะ๑๓- และรู้ธรรมชื่อว่าอรณะ๑๔-

                         ครั้นรู้แล้วจักปฏิบัติ อรณปฏิปทา.

                                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แล กุลบุตรชื่อสุภูติ

                         เป็นผู้ปฏิบัติแล้ว ซึ่งอรณปฏิปทา๑๕- ดังนี้.

____________________________

๔- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๖๓  ๕- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๖๔  ๖- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๖๕

๗- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๖๖  ๘- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๖๗  ๙- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๖๘

๑๐- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๖๙  ๑๑- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๗๐  ๑๒- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๗๑

๑๓- สรณะ ธรรมมีกิเลสเป็นเหตุยังสัตว์ให้ร้องไห้.

๑๔- อรณะ ธรรมไม่มีกิเลสเป็นเหตุยังสัตว์ให้ร้องไห้.

๑๕- ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๗๒


               ในอรณวิภังคสูตรนั้น มัชฌิมาปฏิปทา ท่านสงเคราะห์ด้วยทัสนาธิปเตยยะ พระนิพพาน และวิหาราธิคมะ.

               การไม่ประกอบกามสุขัลลิกานุโยคและอัตกิลมถานุโยค เป็นมัชฌิมาปฏิปทาแท้เทียว.

               จริงอยู่ สำหรับพระอรหันต์ บุรพภาคแห่งวิปัสสนาเป็นมัชฌิมาปฏิปทา และอรหัตผลสมาบัติก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ด้วยสามารถแห่งมรรคมีองค์ ๘. ส่วนปฏิปทาที่เหลือ พึงทราบว่าสงเคราะห์ด้วยปณีตาธิมุตตตานั่นแล.

               พระอรหันต์ทั้งปวงเป็นผู้อยู่ด้วยอรณธรรมก็จริง, ถึงอย่างนั้น พระอรหันต์เหล่าอื่นเมื่อจะแสดงธรรม ก็ย่อมแสดงธรรมยกย่องและ ข่มด้วยสามารถแห่งบุคคลว่า กุลบุตรเหล่านี้ปฏิบัติชอบในสัมมาปฏิบัติ และกุลบุตรเหล่านี้ปฏิบัติผิดในมิจฉาปฏิบัติ,

               แต่พระสุภูติเถระแสดงธรรมด้วยสามารถแห่งธรรมเท่านั้นว่า นี้เป็นมิจฉาปฏิบัติ, นี้เป็นสัมมาปฏิบัติ. เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสรรเสริญว่า พระสุภูติเถระเป็นผู้ปฏิบัติอรณปฏิปทานั้นนั่นแล, ทรงตั้งไว้ในฐานะอันเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้อรณวิหารีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสุภูติเลิศกว่าภิกษุสาวกของเราผู้มีปกติอยู่ด้วยอรณธรรม ฉะนี้แล.


               ๓๔. อรรถกถานิโรธสมาปัตติญาณุทเทส               

               ว่าด้วยนิโรธสมาปัตติญาณ               

               คำว่า ทฺวีหิ พเลหิ - ด้วยพละ ๒. ความว่า ด้วยสมถพละและวิปัสสนาพละ.

               คำว่า สมนฺนาคตตฺตา - เพราะประกอบแล้ว. ความว่า เพราะประกอบแล้ว หรือเพราะบริบูรณ์แล้ว.

               คำว่า ตโย จ - สังขาร ๓ เป็นวิภัตติวิปลาส ท่านกล่าวแก้ไว้ว่า ติณฺณญฺจ แปลว่า ๓.

               คำว่า สงฺขารานํ - สังขารทั้งหลาย ได้แก่ วจีสังขาร กายสังขารและจิตสังขาร.

               คำว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา - เพื่อระงับ.

               ความว่า เพื่อความสงบคือเพื่อดับ. อธิบายว่า เพื่อไม่เป็นไป.

               คำว่า โสฬสหิ - ญาณจริยา ๑๖ ได้แก่ อนุปัสนา ๘ มีอนิจจานุปัสนาเป็นต้น, โลกุตระ ๘ คือ มรรค ๔ ผล ๔ จึงรวมเป็น ๑๖.

               คำว่า ญาณจริยาหิ - ญาณจริยาทั้งหลาย ได้แก่ ความเป็นไปแห่งญาณ.

               คำว่า นวหิ - ด้วยสมาธิจริยา ๙ ได้แก่ รูปาวจรสมาธิ ๔ อรูปาวจรสมาธิ ๔ กับทั้งอุปจาระอีก ๑ จึงรวมเป็น ๙.

               คำว่า วสิภาวตา ปญฺญา - ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ.

               ความว่า อิสริยะความเป็นใหญ่เป็นไปตามสบายโดยพลัน ชื่อว่าวสะ - อำนาจ, วสะคืออำนาจนั้นมีอยู่แก่บุคคลนั้น ฉะนั้นผู้นั้นชื่อว่าวสี - ผู้มีอำนาจ, ความเป็นแห่งบุคคลผู้มีวสี ชื่อว่าวสีภาวะ, วสีภาวะนั่นแหละชื่อว่าวสิภาวตา ดุจ ปาฏิกุลฺยเมว ความเป็นของปฏิกูลนั่นแหละ ชื่อว่า ปาฏิกุลฺยตา ฉะนั้น. ปัญญามีตัวอย่างดังนี้.

               มีอธิบายว่า ปัญญาในวสิภาวตา คือปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ.

               แต่อาจารย์บางพวกทำทีฆะ สิอักษรแล้วสวด.

               จ ศัพท์ต้องสัมพันธ์ควบกับ สมนฺนาคตตฺตา จ - เพราะประกอบแล้วด้วย, ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา จ - เพื่อระงับสังขารทั้ง ๓ ด้วย, ญาณจริยาหิ จ - ด้วยจริยาทั้งหลายด้วย, สมาธิจริยาหิ จ - ด้วยสมาธิจริยาด้วย.

               คำว่า นิโรธสมาปตฺติยา ญาณํ - ญาณในนิโรธสมาบัติ. ความว่า ญาณอันเป็นนิมิตแห่งนิโรธสมาบัติ อุปมาเหมือนเสือเหลืองจะถูกฆ่าก็เพราะลายเสือ.

               คำว่า นิโรธสมาปตฺติ - นิโรธสมาบัติ. ความว่า สักว่าไม่มีเนวสัญญานาสัญญายตนะ, จะว่าเป็นธรรมใดธรรมหนึ่งก็มิใช่, เป็นเพียงบัญญัติ. และชื่อว่านิโรธ เพราะเหตุสักว่าไม่มี.

               อนึ่ง อันพระอริยบุคคลผู้เข้าอยู่ ชื่อว่าย่อมเข้า ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าสมาบัติ.


               ๓๕. อรรถกถาปรินิพพานญาณุทเทส               

               ว่าด้วยปรินิพพานญาณ               

               คำว่า สมฺปชานสฺส - ผู้มีสัมปชัญญะ.

               ความว่า พระโยคีบุคคลใดย่อมรู้โดยประการทั้งหลายด้วยดี ฉะนั้น พระโยคีบุคคลนั้นชื่อว่าสัมปชาโน ผู้รู้ด้วยดี, แห่งพระโยคีบุคคลนั้นผู้รู้ด้วยดี.

               คำว่า ปวตฺตปริยาทาเน - ในการครอบงำปวัตตขันธ์.

               ความว่า ความเป็นไปแห่งขันธ์ ชื่อว่าปวัตตะ. อธิบายว่า การเกิดขึ้น.

               ความเป็นไปแห่งกิเลสด้วย ความเป็นไปแห่งขันธ์ด้วย. การครอบงำ ความสิ้นไป ความไม่เป็นไปแห่งปวัตตขันธ์นั้น ชื่อว่า ปวตฺตปริยาทานํ - การครอบงำปวัตตขันธ์. ในการครอบงำปวัตตขันธ์นั้น.

               คำว่า ปรินิพฺพาเน ญาณํ - ญาณในปรินิพพาน.

               ความว่า ญาณอันเป็นไปแล้ว ในกิเลสปรินิพพานและขันธปรินิพพานนั้น ของพระอรหันต์ผู้พิจารณาอยู่ซึ่งความดับไป คือความไม่เป็นไปแห่งกิเลสทั้งหลายมีกามฉันทะเป็นต้น และอนุปาทิเสสปรินิพพานดับกิเลสและขันธ์โดยไม่เหลือ.


               ๓๖. อรรถกถาสมสีสัฏฐญาณุทเทส               

               ว่าด้วยสมสีสัฏฐญาณ               

               คำว่า สพฺพธมฺมานํ - แห่งธรรมทั้งปวง. ความว่า แห่งธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งปวง.

               คำว่า สมฺมาสมุจฺเฉเท - ในการตัดขาดโดยชอบ.

               ความว่า ในความดับด้วยดี ด้วยการตัดขาดสันตติด้วย.

               คำว่า นิโรเธ จ อนุปฏฺฐานตา - ในความดับด้วยในความไม่ปรากฏด้วย.

               ความว่า ดำเนินไปในนิโรธ ในความไม่ปรากฏอีก. อธิบายว่า ไม่เกิดขึ้นอีก.

               จ อักษรต้องสัมพันธ์ควบกับ สมฺมาสมุจฺเฉเท จ - ในการตัดขาดด้วยดีด้วย, นิโรเธ จ - ในความดับด้วย, อนุปฏฺฐานตา จ - ในความไม่ปรากฏด้วย.

               คำว่า สมสีสฏฺเฐ ญาณํ - ญาณในอรรถแห่งธรรมอันสงบและเป็นประธาน.

               ความว่า ธรรม ๓๗ ประการมีเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อสมะ - ธรรมอันสงบ, ธรรม ๑๓ ประการมีตัณหาเป็นต้น ชื่อสีสะ - ธรรมอันเป็นประธาน. ชื่อว่าสมะ เพราะปัจนิกธรรมทั้งหลายสงบ, ชื่อว่าสีสะ เพราะเป็นประธานตามสมควรแก่การประกอบและเพราะเป็นยอด.

               ธรรมอันสงบมีเนกขัมมะเป็นต้น และธรรมอันเป็นประธานมีสัทธาเป็นต้น ในอิริยาบถหนึ่งก็ดี ในโรคหนึ่งก็ดี ในชีวิตินทรีย์หนึ่ง ด้วยการสืบต่อกันโดยเสมอภาคก็ดี มีอยู่แก่ผู้นั้น ฉะนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่าสมสีสี ผู้มีธรรมอันสงบและธรรมอันเป็นประธาน.

               อรรถะคือเนื้อความแห่งสมสีสี ชื่อว่าสมสีสัฏฐะ ในอรรถะแห่งสมสีสะนั้น, อธิบายว่า ในความเป็นสมสีสี.

               ความเป็นแห่งสมสีสีย่อมมีแก่พระอรหันต์เท่านั้นผู้ปรารภวิปัสสนาในอิริยาบถหนึ่ง หรือในโรคหนึ่ง หรือในชีวิต ด้วยการสืบต่อกันโดยเสมอภาค แล้วบรรลุมรรค ๔ ผล ๔ ในอิริยาบถนั้นนั่นเอง หรือในโรค ในชีวิต ด้วยการสืบต่อกันโดยเสมอภาค ปรินิพพานอยู่ในขณะนั้นนั่นเอง ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ญาณในความเป็นแห่งสมสีสีดังนี้.

               สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ในปุคคลบัญญัติปกรณ์และอรรถกถาแห่งปกรณ์ว่า

                                   ก็บุคคลชื่อว่าสมสีสี เป็นไฉน? การสิ้นไป

                         แห่งอาสวะและการสิ้นไปแห่งชีวิตของบุคคลใด

                         มีไม่ก่อนไม่หลังกัน บุคคลนี้เรียกว่า สมสีสี.๑-

____________________________

๑- อภิ. ปุ เล่ม ๓๖/ข้อ ๓๒


               พึงทราบวินิจฉัยในสมสีสีนิทเทสดังต่อไปนี้

               คำว่า อปุพฺพํ อจริมํ - ไม่ก่อน ไม่หลัง.

               ความว่า ไม่ใช่ในภายหน้า ไม่ใช่ในภายหลัง คือ ในคราวเดียวกันด้วยสามารถแห่งปัจจุบันสันตติ. อธิบายว่า ในคราวเดียวกันนั่นเอง.

               คำว่า ปริยาทานํ - การประหาณ ได้แก่การสิ้นไปรอบ.

               คำว่า อยํ - บุคคลนี้ ความว่า บุคคลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกชื่อว่าสมสีสี.

               ก็สมสีสี บุคคลนี้นั้นมีอยู่ ๓ จำพวก คืออิริยาปถสมสีสี ๑, โรคสมสีสี ๑, ชีวิตสมสีสี ๑.

               บรรดาสมสีสีบุคคลทั้ง ๓ จำพวกนั้น บุคคลใดกำลังจงกรมอยู่ เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ยังจงกรมอยู่นั่นเองก็ปรินิพพาน, บุคคลใดกำลังยืนอยู่เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ยังยืนอยู่นั่นเองก็ปรินิพพาน, บุคคลใดกำลังนั่งอยู่เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ยังนั่งอยู่นั่นเองก็ปรินิพพาน บุคคลนี้ชื่อว่าอิริยาปถสมสีสี.

               ส่วนบุคคลใดเกิดโรคอย่างหนึ่งแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนาในภายในโรคนั่นเองแล้วบรรลุพระอรหัต แล้วปรินิพพานไปด้วยโรคนั้นนั่นแหละ, บุคคลนี้ชื่อว่าโรคสมสีสี.

               บุคคล ชื่อว่า ชีวิตสมสีสี เป็นไฉน?

               ศีรษะมี ๑๓.#- บรรดา ศีรษะเหล่านั้น อรหัตมรรคย่อมครอบงำอวิชชาอันเป็นกิเลสสีสะ, จุติจิตย่อมครอบงำชีวิตินทรีย์อันเป็นปวัตตสีสะ, จิตที่ครอบงำอวิชชา ครอบงำชีวิตินทรีย์ไม่ได้. จิตที่ครอบงำชีวิตินทรีย์ก็ครอบงำอวิชชาไม่ได้.

               จิตที่ครอบงำอวิชชาเป็นอย่างหนึ่ง และจิตที่ครอบงำชีวิตินทรีย์ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง. ก็ทั้ง ๒ ศีรษะนี้ของบุคคลใดย่อมถึงซึ่งการครอบงำพร้อมกัน บุคคลนั้นชื่อว่าชีวิตสมสีสี.

____________________________

#- ตัณหา, มานะ, ทิฏฐิ, อุทธัจจะ, อวิชชา, สัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา, ชีวิตินทรีย์, วิโมกข์ นิโรธะ.


               ศีรษะทั้ง ๒ นี้จะมีพร้อมกันได้อย่างไร? มีได้เพราะพร้อมกันโดยวาระ. อธิบายว่า การออกจากมรรคมีในวาระใด.

               พระอริยบุคคลตั้งอยู่ในปัจจเวกขณญาณ ๑๙ คือ

                         ในโสดาปัตติมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕,

                         ในสกทาคามิมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕,

                         ในอนาคามิมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๕,

                         ในอรหัตมรรค มีปัจจเวกขณญาณ ๔,

               แล้วหยั่งลงสู่ภวังค์ จึงปรินิพพาน.

               การครอบงำศีรษะทั้ง ๒ ชื่อว่าย่อมมีพร้อมกันได้ เพราะพร้อมกันโดยวาระนี้นั่นเอง เพราะเหตุนั้น บุคคลนี้ ท่านจึงเรียกว่าชีวิตสมสีสี.

               ก็ชีวิตสมสีสีบุคคลนี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาแล้วในที่นี้.


               ๓๗. อรรถกถาสัลเลขัฏฐญาณุทเทส               

               ว่าด้วยสัลเลขัฏฐญาณ               

               สุตมยญาณ, สีลมยญาณและภาวนามยญาณที่เป็นบาทแห่งวัฏสงสาร ย่อมไม่ชื่อว่าสัลเลขะ - ธรรมเป็นเครื่องขัดเกลา.

               ญาณเหล่านี้ก็ดี ญาณเหล่าอื่นก็ดี เฉพาะที่เป็นบาทแห่งโลกุตระ ท่านเรียกว่า สัลเลขะ - ธรรมเป็นเครื่องขัดเกลา ฉะนั้นเพื่อที่จะแสดงญาณทั้งหลายที่เป็นไปโดยอาการขัดเกลาปัจนิกธรรม พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอาสัลเลขัฏฐญาณขึ้นแสดงต่อจากสมสีสัฏฐญาณ ณ บัดนี้.

               ในสัลเลขัฏฐญาณนั้น คำว่า ปุถุนานตฺตเตชปริยาทาเน ปญฺญา - ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนามีสภาพต่างๆ และเดช.

               ความว่า ปัญญาในความสิ้นไปหมดไปแห่งกิเลสหนาทั้งหลายมีราคะเป็นต้น และนานัตตกิเลสอันเป็นสภาวะต่างๆ มีกามฉันทะเป็นต้น กับทั้งกิเลสมีความเป็นผู้ทุศีลเป็นต้นอันได้ชื่อว่าเดช เพราะอรรถว่าเร่าร้อนเพราะอรรถว่าไม่เจือด้วยโลกุตระ.

               มีคำกล่าวอธิบายไว้ว่าปัญญาในธรรม ๓๗ ประเภทมีเนกขัมมะเป็นต้น.

               หรือ อธิบายว่า ปัญญาอันหนา, ปัญญาอันมีสภาพ (ประเภท) ต่างๆ, และปัญญาอันเป็นเดช เป็นปัญญาในการสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา อันมีสภาพต่างๆ และเดช ๕ มีความเป็นผู้ทุศีลเป็นต้นเหล่านั้นดังนี้. จะแสดงการสงเคราะห์ปุถุธรรม๑- และนานัตตธรรม๑- ด้วยเดชทั้งหลายในนิทเทสวาระ.

____________________________

๑- ปุถุธรรม และนานัตตธรรมมีทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล


               คำว่า สลฺเลขฏฺเฐ ญาณํ - ญาณในอรรถว่าขัดเกลา มีวิเคราะห์ว่า ธรรมใดย่อมขัดเกลา ย่อมตัดขาดปัจนิกธรรมทั้งหลาย ฉะนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่าสัลเลขะ - ขัดเกลา, ญาณในธรรม ๓๗ ประเภทมีเนกขัมมะนั้นมีการขัดเกลาเป็นสภาวะ.

               ถึงแม้สัลเลขธรรม ๔๔ ประเภทอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสัลเลขสุตตันตะโดยนัยเป็นต้นว่า ชนทั้งหลายเหล่าอื่นจักเป็นผู้เบียดเบียน, ในข้อนี้ เราจักไม่เป็นผู้เบียดเบียนดังนี้.

               ก็พึงทราบว่า ท่านสงเคราะห์ด้วยสัลเลขญาณนี้เหมือนกัน.


               ๓๘. อรรถกถาวีริยารัมภญาณุทเทส               

               ว่าด้วยวีริยารัมภญาณ               

               บัดนี้ เพื่อจะแสดงวีริยะคือสัมมัปธานอันพระโยคีบุคคลผู้ตั้งอยู่ในสัลเลขญาณพึงกระทำ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกวีริยารัมภญาณขึ้นแสดงต่อจากสัลเลขญาณนั้น.

               ในวีริยารัมภญาณนั้น คำว่า อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ - ในอรรถว่าประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และมีตนอันส่งไปแล้ว.

               ความว่า ชื่อว่าอสัลลีนัตตะ - มีจิตไม่หดหู่ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่าจิตไม่หดหู่ ไม่ย่อท้อด้วยสามารถแห่งความเกียจคร้าน ของบุคคลนั้นมีอยู่ ดังนี้.

               คำว่า อตฺตา ได้แก่ จิต. ดุจคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเป็นอาทิไว้ว่า๑-

                         ก็พวกคนไขน้ำย่อมไขน้ำไป, พวกช่างศรย่อมดัดศรให้ตรง,

                         ช่างถากก็ถากไม้, บัณฑิตทั้งหลายก็ย่อมฝึกตน ดังนี้.

____________________________

๑- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๖


               ชื่อว่าปหิตัตตะ - มีตนส่งไปแล้ว เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า อัตภาพอันตั้งไว้แน่วแน่ส่งไปปล่อยไป โดยไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิตด้วยธรรมนั้นดังนี้.

               คำว่า อตฺตา ได้แก่ อัตภาพ. ดุจคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเป็นอาทิไว้ว่า๒-

                         อนึ่ง ภิกษุณีใด พร่ำตีตนแล้วร้องไห้ (เป็นปาจิตตีย์).

____________________________

๒- วิ. ภิกฺขุนี. เล่ม ๓/ข้อ ๒๑๗


               อสัลลีนัตตะนั้นด้วย ปหิตัตตะนั้นด้วย ชื่ออสัลลีนัตตปหิตัตตะ - มีจิตไม่หดหู่และมีตนส่งไปแล้ว.

               ธรรมใดย่อมประคองคือย่อมอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฉะนั้นจึงชื่อว่าปัคคหะ - ธรรมอันประคองสหชาตธรรม. ปัคคหะ ธรรมอันประคองสหชาตธรรมนั่นแหละเป็นอรรถ ชื่อว่าปัคคหัฏฐะ. อธิบายว่า มีการประคองเป็นสภาวะ.

               การประคองซึ่งจิตไม่หดหู่และมีตนอันส่งไปแล้ว ชื่อว่าอสัลลีนัตตปหิตัตตปัคคหัฏฐะ. ในอรรถว่าประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และมีตนอันส่งไปแล้วนั้น.

               การไม่ย่อท้อ การไม่หมุนกลับในปธานความเพียร อันพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวแล้วด้วยคำว่า อสัลลีนัตตะ ปหิตัตตะ เพราะเป็นคำอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๓-

                         เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

               จักเริ่มตั้งความเพียรอันไม่ย่อหย่อนว่าจะเหลือแต่หนัง

               เอ็นและกระดูกก็ตามที เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือด

               แห้งไปเถิด, ยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยว

               แรงของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่น

               ของบุรุษแล้วไซร้ ก็จักไม่หยุดความเพียรเลยดังนี้เป็นต้น.

____________________________

๓- องฺ. ทุก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๒๕๑


               ก็วีริยะ - ความเพียรอันเป็นไปแล้วด้วยดี พ้นแล้วจากโกสัชชะ - ความเกียจคร้าน และอุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวแล้วด้วยคำว่าปัคคหัฏฐะ.

               คำว่า วีริยารมฺเภ ญาณํ - ญาณในการปรารภความเพียร.

               ความว่า ความเป็นแห่งความแกล้วกล้า ชื่อว่าวีริยะ, หรือวีรกรรมของผู้แกล้วกล้าทั้งหลาย ชื่อว่าวีริยะ, หรือ ชื่อว่าวีริยะ เพราะเป็นกิจอันบุคคลพึงให้ดำเนินไปพึงให้เป็นไปได้ด้วยวิธี, ด้วยนัย, ด้วยอุบาย.

               วีริยะนี้นั้นมีความอุตสาหะเป็นลักษณะ, มีการอุปถัมภ์สหชาตธรรมเป็นกิจ, มีการไม่ย่อท้อเป็นอาการปรากฏเฉพาะหน้า, มีความสังเวชเป็นเหตุใกล้ โดยพระบาลีว่า เป็นผู้สลดแล้ว เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย ดังนี้เป็นต้น, หรือมีเหตุเป็นเครื่องเริ่มความเพียรเป็นเหตุใกล้.

               การปรารภความเพียรโดยชอบ พึงทราบว่าเป็นมูลแห่งสมบัติทั้งปวง. ความริเริ่มกล่าวคือวีริยะ ชื่อว่าวีริยารัมภะ - เริ่มความเพียร. ท่านห้ามความริเริ่มที่เหลือด้วยวีริยารัมภศัพท์นี้.

               จริงอยู่ อารัมภศัพท์นี้มาแล้วในอรรถเป็นอเนกมีอรรถว่า กรรม, อาบัติ, กิริยา, วีริยะ, หิงสา, วิโกปนะ.

               ก็คำว่า อารมฺโภ แปลว่า กรรม มาในคาถานี้ว่า๔-

                          ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ    สพฺพํ อารมฺภปจฺจยา

                          อารมฺภานํ นิโรเธน      นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ

                                   ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ ทุกข์ทั้งหมด

                         ย่อมเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย, ความเกิดขึ้นแห่ง

                         ทุกข์ย่อมไม่มีเพราะการดับแห่งกรรมทั้งหลาย.

____________________________

๔- ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๐๐


               คำว่า อารมฺโภ แปลว่า อาบัติ มาในคำนี้ว่า ปรารภจะล่วงอาบัติด้วย ย่อมเดือดร้อนด้วย.๕-

               อารมฺโภ แปลว่า กิริยา เป็นเครื่องยกเสาสำหรับผูกสัตว์บูชายัญ มาในคำนี้ว่า มหายัญทั้งหลายที่มีการจะต้องริเริ่มมาก, มหายัญเหล่านั้นหามีผลมากไม่.๖-

               อารมฺโภ แปลว่า วีริยะ มาในคำนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงริเริ่ม, จงก้าวไป, จงประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา.๗-

               อารมฺโภ แปลว่า หิงสา - ฆ่า, เบียดเบียน มาในคำนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงเฉพาะพระสมณโคดม.๘-

               อารมฺโภ แปลว่า วิโกปนะ - การพรากมีการตัดการหักเป็นต้น มาในคำนี้ว่า เป็นผู้เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม.๙-

____________________________

๕- องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๑๔๒  ๖- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๓๙

๗- สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๖๑๗  ๘- ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๕๖  ๙- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๓๓


               แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาวีริยะ เท่านั้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ความริเริ่มกล่าวคือวีริยะ - ความเพียร ชื่อว่าวีริยารัมภา - ปรารภความเพียร วีริยะนี้แลท่านเรียกว่าอารัมภะด้วยสามารถแห่งความพยายาม. ญาณในวีริยารัมภะนั้น.

               อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อสลฺลีนตฺตา ปหิตตฺตา ดังนี้บ้าง, ความว่า เพราะไม่หดหู่, เพราะไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิต.

               ปาฐะแรกนั่นแลถูก.

               แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาไว้ว่า ความพร้อมเพรียงแห่งสัมโพชฌงค์คือสติ, ธรรมวิจยะ, วีริยะ, ปีติ ชื่อว่าอสัลลีนัตตา, ความพร้อมเพรียงแห่งโพชฌงค์ คือสติ, สมาธิ, ปัสสัทธิ, อุเบกขา ชื่อว่าปหิตัตตา, ความพร้อมเพรียงแห่งสัมโพชฌงค์ทั้ง ๗ ชื่อว่าปัคคหัฏฐะ ดังนี้.


               ๓๙. อรรถกถาอัตถสันทัสนญาณุทเทส               

               ว่าด้วยอัตถสันทัสนญาณ               

               บัดนี้ เพื่อแสดงว่า ธรรมเทศนาอันท่านผู้บรรลุมรรคผลอันสำเร็จด้วยสัมมาวายามะ พึงกระทำเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลกดังนี้ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกอัตถสันทัสนญาณขึ้นแสดงต่อจากวีริยารัมภญาณนั้น.

               ในอัตถสันทัสนญาณนั้น คำว่า นานาธมฺมปฺปกาสนฺตา - การประกาศธรรมต่างๆ.

               ความว่า การแสดง การเทศนา โดยการประกาศธรรมต่างๆ คือ สังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวง. ก็การประกาศนั่นแหละ ชื่อว่า ปกาสนฺตา.

               คำว่า อตฺถสนฺทสฺสเน - ในการแสดงให้เห็นชัดซึ่งอรรถธรรม.

               ความว่า ในการแสดงให้เห็นชัดซึ่งอรรถธรรมต่างๆ แก่ชนทั้งหลายเหล่าอื่น. ธรรมทั้งหลายและอรรถทั้งหลาย ชื่อว่าอรรถธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง.


               ๔๐. อรรถกถาทัสนวิสุทธิญาณุทเทส               

               ว่าด้วยทัสนวิสุทธิญาณ               

               บัดนี้ เพื่อจะแสดงทัสนวิสุทธิอันเป็นเหตุแห่งการแสดงตามสภาวธรรมของพระอริยบุคคลนั้นผู้กำลังแสดงให้เห็นชัดอยู่แก่ชนทั้งหลายเหล่าอื่นด้วยธรรมิกถา พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอาทัสนวิสุทธิญาณขึ้นแสดงต่อจากอัตถสันทัสนญาณนั้น.

               ในทัสนวิสุทธิญาณนั้น คำว่า สพฺพธมฺมานํ เอกสงฺคหตา นานตฺเตกตฺตปฏิเวเธ - ในการสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียวกันในการแทงตลอดธรรมต่างกันและธรรมเป็นอันเดียวกัน.

               ความว่า การแทงตลอดสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวงสงเคราะห์โดยความเป็นอันเดียวกัน, และความต่างกันแห่งนีวรณธรรมมีกามฉันทะเป็นต้น, กับทั้งความเป็นอันเดียวกันแห่งธรรมทั้งหลายมีเนกขัมมะเป็นต้น.

               อธิบายว่า อภิสมัย คือตรัสรู้.

               ก็ปฏิเวธนั้นได้แก่ มรรคปัญญา ๑ ผลปัญญา ๑.

               มรรคปัญญาเป็นปฏิเวธ เพราะกำลังแทงตลอดด้วยการตรัสรู้สัจจะในขณะตรัสรู้สัจจะ, ผลปัญญาเป็นปฏิเวธ เพราะแทงตลอดแล้ว.

               พึงทราบวินิจฉัยใน คำว่า เอกสงฺคหตา ดังต่อไปนี้ :-

               สังคหะ - การสงเคราะห์มี ๔ อย่างคือ ชาติสังคหะ - สงเคราะห์โดยชาติ, สัญชาติสังคหะ - สงเคราะห์โดยสัญชาติ, กิริยาสังคหะ - สงเคราะห์โดยการกระทำ, คณนสังคหะ - สงเคราะห์โดยการนับ.

               บรรดาสังคหะ ๔ อย่างนั้น สังคหะนี้ว่า กษัตริย์ทั้งปวงจงมา พราหมณ์ทั้งปวงจงมา แพศย์ทั้งปวงจงมา ศูทรทั้งปวงจงมา หรือ ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีวะ, ธรรมเหล่านี้ ท่านสงเคราะห์ลงในสีลขันธ์๑- ดังนี้. ชื่อว่าชาติสังคหะ เพราะว่าในที่นี้ กษัตริย์เป็นต้นดังที่กล่าวแล้วทั้งหมด ท่านสงเคราะห์เป็นอันเดียวกันโดยชาติ ดุจในฐานะแห่งคำที่กล่าวว่า คนชาติเดียวกันจงมา ดังนี้.

               สังคหะนี้ว่า ชนชาวโกศลทั้งปวงจงมา ชนชาวมคธทั้งปวงจงมา ชนชาวภารุกัจฉกะจงมา หรือ ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ สัมมาวายามะ, สัมมาสติและสัมมาสมาธิ, ธรรมเหล่านี้ ท่านสงเคราะห์ลงในสมาธิขันธ์๑- ดังนี้. ชื่อว่าสัญชาติสังคหะ เพราะว่า ในที่นี้ ชนชาวโกศลเป็นต้นดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ท่านสงเคราะห์เป็นอันเดียวกันโดยที่เป็นที่เกิด โดยที่เป็นที่อยู่อาศัย ดุจในฐานะแห่งคำที่กล่าวว่า คนสัมพันธ์กันโดยชาติ ในที่เดียวกันจงมา ดังนี้.

               สังคหะนี้ว่า นายควาญช้างทั้งปวงจงมา นายสารถีฝึกม้าทั้งปวงจงมา, หรือ ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ, ธรรมเหล่านี้ ท่านสงเคราะห์ลงในปัญญา๑- ดังนี้. ชื่อว่ากิริยาสังคหะ เพราะว่านายควาญช้างเป็นต้นเหล่านั้นทั้งหมด ท่านสงเคราะห์เป็นอันเดียวกันด้วยการกระทำคือกิริยาของตน.

____________________________

๑- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๕๐๘


               สังคหะนี้ว่า จักขายตนะย่อมถึงการนับโดยขันธ์เป็นไฉน? จักขายตนะย่อมถึงการนับได้ด้วยรูปขันธ์. หากว่า จักขายตนะย่อมถึงการนับได้ด้วยรูปขันธ์, ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า จักขายตนะ ท่านนับสงเคราะห์ด้วยรูปขันธ์๒- ดังนี้. ชื่อว่าคณนสังคหะ.

               ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาคณนสังคหะนี้.

____________________________

๒- อภิ. ก. ๓๗/๑๑๒๘


               การกำหนดนับสงเคราะห์ธรรมเป็นแผนกๆ โดยความเป็นอันเดียวกัน ในอาการ ๑๒ มีตถัฏฐะ - สภาพตามความเป็นจริงเป็นต้นมีแก่สังคหะเหล่านั้น ฉะนั้น สังคหะเหล่านั้นจึงชื่อว่าเอกสังคหา, ความเป็นแห่งเอกสังคหะ ชื่อว่าเอกสังคหตา - การสงเคราะห์ธรรมต่างๆ โดยความเป็นอันเดียวกัน.

               คำว่า ทสฺสนวิสุทฺธิญาณํ - ญาณในความบริสุทธิ์แห่งมรรคญาณและผลญาณ.

               ความว่า มรรคญาณและผลญาณชื่อว่าทัสนะ, ทัสนะนั่นแหละบริสุทธิ์ชื่อว่าทัสนวิสุทธิ, ญาณคือทัสนวิสุทธิชื่อว่าทัสนวิสุทธิญาณ. มรรคญาณย่อมบริสุทธิ์ ฉะนั้นจึงชื่อว่าทัสนวิสุทธิ, ผลญาณก็ชื่อว่าทัสนวิสุทธิ เพราะบริสุทธิ์แล้ว.

               -----------------------------

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.