แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิสัชชนา แสดงบทความทั้งหมด



สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สาระปุจฉา-วิสัชนา​การแปลพระไตรปิฎก​จากคัมภีร์​นิสสยะอักษรปัลลวะ

       การแปลพระไตรปิฎก​ที่ทรงคุณค่าสูงสุด (ปรมัตถประโยชน์)​ คือหลุดพ้น​จากวัฏฏทุกข์​ได้จริงนั้น​ โดยที่ได้ความหมาย​ กระชับ​ 1.รัดกุม​ 1.ตรงพุทธประสงค์​ 1.​ ซึ่งทั้ง​ 3​ ส่วนนั้น​  เหล่าท่านบูรพา​จารย์​ มี​ พระอรรถกถาจารย์, พระฏีกาจารย์​ และพระนิสสยาจารย์ทั้งหลาย​ ที่แตกฉานปฏิสัมภิทา​ 4​ พวกท่านเหล่านั้นมีวิธีการแปลกี่รูปแบบ?  แต่ละรูปแบบมีองค์ประกอบ​อะไรบ้าง?  องค์​ประกอบ​นั้นๆทำให้ได้ความหมาย​ กระชับ​ รัดกุม​ ตรงพุทธประสงค์​จริงหรือ? ความหมายที่ได้จากการแปลของท่านเหล่านั้นเป็นช่องทางให้ผู้ฝึกฝนเข้าถึงความแตกฉานปฏิสัมภิทา​ 4​  ได้จริงหรือ?


การแปล​ มี​ 3​ รูปแบบ​ คือ

     1. สัททัตถะ​ การแปลตามสภาวธรรมของศัพท์​(อภิธาน​ 94 สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์​ 6,อภิธาน​ 126  สภาวธรรมที่เป็นศัพท์​ 16)  มุ่งเอาตัวสภาวธรรม(องค์ธรรม)​ การแปลรูปแบบนี้่​ จึงได้ถ้อยคำที่บ่งบอกสภาวธรรมที่เป็นไป​ เพราะมีองค์ประกอบ​ 3​ ส่วน​ คือ

        ก. ลักษณะ​ของสภาวธรรม​ จากส่วนประกอบของศัพท์​ มี​ ธาตุ, ปัจจัย​ เป็นต้น

        ข. อาการที่มีอยู๋​ประจำเฉพาะสภาวธรรมนั้นๆ

        ค. ขอบเขตจำนวนสภาวธรรมที่แผ่ขยายออกไป

   ตัวอย่าง​ เช่น​ ศัพท์​ว่า​ ขันธ์​ มาจาก​ ข(ว่างเปล่า)​+ธา​ ธาตุ(ทรงไว้)​ สำเร็จ​เป็นขันธ์​ แปลว่า​ สภาวธรรมที่ทรงความว่างเปล่าจากอัตตาตัวตนไว้(ก)​ มีอาการ​ 11​ อย่าง​ คือ​ เป็น​ อดีต, อนาคต, ปัจจุบัน​ เป็นภายใน, ภายนอก​ มี​ หยาบฺ, ละเอียด​ มี​ เลว, ปราณีต​ มี​ ใกล้, ไกล(ข)​ มีจำนวน​ 20  ประเภท​ คือ​ ขันธ์​ 5×สภาพที่เห็นผิด​ 4​ เรากับขันธ์​เป็นอันเดียวกัน​ เหมือนเปลวไฟกับแสงไฟ​ 1.เรากับขันธ์​เป็นคนละอัน​ เหมือนต้นไม้กับเงา​ 1.​ เรากับขันธ์​เป็นคนละอัน​ เหมือนกลิ่นดอกไม้อยู่​ในดอกไม้​ 1.เรากับขันธ์​เป็นคนละอัน​ เหมือนแก้วมณีอยู่​ในหีบ(ค)​ ดังนั้น​การแปล​รูปแบบ​นี้​ เนื้อความจึง​ " กระชับ​ " ด้วยสภาวธรรม(องค์ธรรม)​ ตรงกับทางโลกที่เรียกว่า​ ศัพท์​วิชาการ​หรือศัพท์​เทคนิค​นั่นเอง

     2. โวหารัตถะ​ การแปลตามอรรถของศัพท์​(อภิธาน​ 105 คำพูดที่เป็นศัพท์​โวหาร​ 13​ ประเภท)​มุ่งเอาตัวกลไกที่พูดแยกสิ่งที่เหมือนกัน​ด้วยความต่าง, รวมสิ่งที่ต่างกันด้วยความเหมือน​ ดุจการแยกฝาแฝดผู้พี่ผู้น้อง​ และการรวมคู่แฝดในตระกูลที่มีคู่แฝดหลายคู่​ การแปลรูปแบบนี้จึงได้ถ้อยคำ​ ที่เป็นคู่ศัพท์และอรรถ​ 2​ ฝ่าย​ คือ​ ฝ่ายที่เนื่อง​อยู่​กับความเหมือน​ และฝ่ายที่เนื่อง​อยู่​กับความต่าง​ ดังนี้​ คือ


ฝ่ายที่เนื่องอยู่กับความเหมือน 3 คู่ คือ

        (1) ศัพท์สื่อลักษณะ(อักขระ) คู่กับอรรถรับทราบหลักการ(สังกาสนา) พอสื่อเสร็จก็จับเอาความเหมือนได้

        (2) ศัพท์สื่อขั้นตอน(พยัญชนะ)คู่กับอรรถรับทราบการเผยตัวอย่าง (วิวรณา) พอสื่อเสร็จก็จับเอาขบวนการได้

        (3) ศัพท์สื่อความประสงค์(นิรุตติ)คู่กับอรรถรับทราบการเน้นย้ำทำนอง(อุตตานีกัมมะ) พอสื่อเสร็จก็จับเอาการอุปมาได้


ฝ่ายที่เนื่องอยู่กับความต่าง 3 คู่ คือ

        (1) ศัพท์สื่อแนวทาง(ปท)คู่ กับอรรถรับทราบประเด็น (ปกาสนา)พอสืบเสร็จก็จับเอาความต่างได้

        (2) ศัพท์สื่อความเจาะจง(อาการะ)คู่กับอรรถรับทราบการเผยแง่มุม(วิภชนา) พอสื่อเสร็จก็จับเอาการแบ่งแยกได้

        (3) ศัพท์สื่อความชัดเจน(นิทเทส)คู่กับอรรถรับทราบการเน้นย้ำนิยาม(บัญญัตติ) พอสื่อเสร็จก็จับเอาการกำหนดความได้

   

เมื่อกล่าวโดยการแสดงธรรม ก็จะได้ขนาดการแสดงธรรมที่เหมาะสมกับประเภทบุคคล 3 รูปแบบ ดังนี้:-

        (1) อุคฆฏิตัญญูบุคคล อาศัยอรรถบอกหลักการ(สังกาสนา) หรือ อาศัยอรรถบอกประเด็น(ปกาสนา)อย่างใดอย่างหนี่ง ขนาดการแสดงธรรมจึงเป็นขนาดย่อ

        (2) วิปจิตัญญูบุคคล อาศัยอรรถบอกการเผยตัวอย่าง(วิวรณา) หรือ อาศัยอรรถบอกการเผยแง่มุม(วิภชนา)อย่างใดอย่างหนึ่ง ขนาดการแสดงธรรมจีงเป็นขนาดปานกลาง

        (3) เนยยบุคคล อาศัยอรรถบอกการเน้นย้ำทำนอง(อุตตานีกัมมะ) หรือ อาศัยอรรถบอกการเน้นย้ำนิยาม(บัญญัตติ) อย่างใดอย่างหนึ่ง ขนาดการแสดงธรรม จึงเป็นขนาดกว้างขวางพิสดาร 

        เพราะมีองค์​ประกอบคู่ศัพท์กับอรรถ​ 2​ ฝ่าย​ ดังนั้นการแปลรูปแบบนี้่​ เนื้อความจึง​ " รัดกุม​ " ด้วยองค์ประกอบที่เป็นตัวกลไก คือ​ คู่ศัพท์และอรรถทั้ง​ 2​ ฝ่าย​ ตรงกับทางโลกที่เรียกว่า​ ศัพท์ข้อกำหนดนั่นเอง

     3.​ อธิปปายัตถธะ การแปลตามความมุ่งหมายของศัพท์​(อภิธาน​ 766  ความมุ่งหมายที่เป็นคำขยายความศัพท์​ 7​ ประเภท)​มุ่งเอาการขยายความของศัพท์​ให้โดดเด่นขึ้น​ การแปลรูปแบบนี้่​ จึงได้ถ้อยคำที่บ่งบอกตัวการ​ที่ขยายความให้ชัดเจนถูกต้องตามพุทธประสงค์​นั่นเอง​ เพราะขึ้นชื่อว่า​พระพุทธ​พจน์ ไม่ว่าจะทรงตรัสตรงๆ(มุขฺย)​ ตรัสอ้อมๆ(อุปจาระ)​ หรือตรัสเป็นนัย(นย)​ก็ตาม​ ล้วนสุขุมลุ่มลึก​ แต่ก็มีองค์​ประกอบที่เป็นจำนวนรูปแบบที่ทรงตรัสนั้น​ คือ​ แบบมุขฺย​มี​ 5​ แบบอุปจาร​ะ มี​ 12​ และแบบนัยมี​ 55​ ที่จะนำพาให้ผู้ศึกษา​เข้าถึงพุทธประสงค์ได้อย่างแน่นอน​ ซึ่งตรงกับศัพท์​บอกความประสงค์​ทางโลกนั่นเอง การฝึกแปลที่หาตัวสภาวธรรม, ตัวกลไก​และตัวการที่พระพุทธองค์​ทรงใช้ในการแสดงธรรมได้จึงเป็นอุปนิสัยปัจจัยให้ได้ความแตกฉานปฏิสัมภิทา​ 4​ ก็ด้วยเหตุผลดังกล่าวนั่นแล

     ดังนั้นผู้​มุ่งมั่นประสงค์จะท่องสัญจรไปในพระไตรปิฎก​โดยไม่ติดขัดสับสน​ และรู้พุทธประสงค์ได้โปรดศึกษาการแปลทั้งสามรูปแบบนี้ให้สันทัด​เถิด(คัมภีร์​สังวรรณา, คัมภีร์​สัททัตถเภทจินตา, คัมภีร์คันถาภรณวรรณา,คัมภีร์​วากยสังสยวิโสธนี คัมภีร์​ปทวิจารทีปนี, คัมภีร์​เนตติปกรณ์, คัมภีร์​อภิธาน, คัมภีร์​ธาตวัตถสังสังคหะ, คัมภีร์​มุขฺย, คัมภีร์​อุปจาระ, คัมภีร์​นยะ, คัมภีร์​นิสสยะ​ พร้อมทั้งอุทาหรณ์ในคัมภีร์​อรรถกถา​ และฏีกา)​


--------------

 

[full-post]

 


ปกิณกความรู้ว่าด้วยเรื่องคำถาม-คำตอบ (ปุจฉา-วิสัชชนา)

ปุจฉาโดยทั่วไป มี 5 ประเภท

1. อทิฏฐโชตนปุจฉา ถามในสิ่งที่ไม่เคยรู้

2. ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ถามเพื่อจะเทียบเคียงสิ่งที่รู้แล้ว

3. วิมติจเฉทนาปุจฉา ถามเพื่อจะตัดความสงสัย

4. อนุมติปุจฉา ถามเพื่อขอมติในที่ประชุม เช่นคำกล่าวถามความพร้อมเพรียงของสงฆ์ผู้จะกระทำสังฆกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง, ขอให้สงฆ์อนุมัติสังฆกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง.

5. กเถตุกัมยตปุจฉา พระผู้มีพระภาคตรัสถามเพื่อตอบเอง

—————-


ในคัมภีร์ยมกปกรณ์ มี คำถาม ๔ อย่าง คือ

๑) “ปุเรปัญหา” เป็นปัญหาที่องค์ธรรมของสังสยบท และองค์ธรรมของสันนิษฐานบทต่างกัน และมีคำตอบที่ตรงข้ามกับคำถามในสังสยบท.

๒) “ปัจฉาปัญหา” เป็นปัญหาที่องค์ธรรมของสังสยบท และองค์ธรรมของสันนิษฐานบทเหมือนกัน จึงมีคำตอบที่รับรององค์ธรรมในสันนิษฐานบทว่า “อามนฺตา” (ใช่).

๓) “ปริปุณณปัญหา” เป็นปัญหาที่บริบูรณ์ คือ มีองค์ธรรมทั้งในสันนิษฐานบทและสังสยบท เหมือนกัน และต่างกัน (มีทั้งปุเรปัญหาและปัจฉาปัญหา) จึงทำให้มีคำตอบที่แบ่งออกไปเป็นสองแง่ คือแง่รับและแง่ปฏิเสธ.

๔) “โมฆปัญหา” เป็นปัญหาที่ไม่สมบูรณ์ ผิดพลาดไปทั้งสันนิษฐานบทและสังสยบท ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ คือ

ก. “สันนิษฐานบท” ไม่มีองค์ธรรม มีคำตอบที่เป็น “ปฏิกเขปวิสัชชนา” (นตฺถิ)

ข. “สังสยบท” ไม่มีองค์ธรรม มีคำตอบที่เป็น “ปฏิเสธวิสัชชนา” (โน)

————–///////———-


หลักการตอบคำถามของพระพุทธเจ้าโดยทั่วไป ๔ อย่าง

๑) เอกังสพยากรณ์ ตอบแบบยืนกระต่ายขาเดียว คือยืนยันว่าคำตอบเป็นอย่างเดียว ไม่เป็นอย่างอื่น

๒) วิภัชชพยากรณ์ ตอบแบบแยกแยะตอบ เพราะคำถามมีเงื่อนไข, มีตัวแปร…

๓) ปฏิปุจฉาพยากรณ์ ตอบแบบย้อนถาม เรื่องที่สามารถเทียบเคียงกับคำที่เขาถาม เพื่อให้เขาตอบเอง

๔) ฐปนียพยากรณ์ คำถามที่ไม่ถูกต้องหรือชวนให้เกิดความเข้าใจผิด จะทรงพักคำถามนั้นไว้ก่อน แล้วทรงแสดงหลักที่เรียกว่าปัจจยาการหรือปฏิจจสมุปบาทให้ผู้ถามฟัง เพื่อทำความเห็นให้ถูกต้องเสียก่อน…(คำถามประเภทนี้ ทรงใช้กับพวกเจ้าลัทธิต่าง ๆ หรือผู้ที่มีความเห็นไปในแนวสัสสตทิฏฐิ หรืออุจเฉททิฏฐิ อย่างใดอย่างหนึ่ง…)

“ฐปนียพยากรณ์” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ตอบ” ทรงตอบ แต่ใช้วิธีที่แยบยลในการตอบ…เป็นจิตวิทยาขั้นสุดยอด…


นอกจากนี้ การตอบ หรือวิสัชชนาธรรม ยังมีอีกหลายนัยะ เช่นในคัมภีร์ยมก มีคำวิสัชชนา ๕ อย่าง คือ

๑) สรูปทัสสนวิสัชชนา แยกแยะคำตอบออกไปเป็น ๒ แง่ทั้งในแง่ยอมรับและปฏิเสธ เพราะคำถามเป็นได้ทั้งสองอย่าง…

๒) ปฏิวจนะวิสัชชนา รับรองคำถาม คือตอบว่า “ใช่” (อามนฺตา) นั่นเอง

๓) ปาฬิคติวิสัชชนา ตอบตรงกันข้ามกับคำถาม เช่นถามว่า “ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ, ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ? (รูปขันธ์ ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมิใด, เวทนาขันธ์ ก็ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมินั้น ใช่ไหม?) วิสัชชนาว่า “อุปฺปชฺชติ” กำลังเกิด (ตรงกันข้ามกับคำว่า “นุปฺปชฺชติ”)

๔) ปฏิกเขปวิสัชชนา เป็นคำตอบที่ห้ามคำถาม คือตอบว่า “นตฺถิ” (ไม่มี) เป็นการตั้งคำถามผิด ไม่มีองค์ธรรม

๕) ปฏิเสธวิสัชชนา เป็นคำตอบที่ปฏิเสธตอนหลังของคำถาม, หมายความว่า คำถามแบ่งออกเป็น ๒ ตอน, ตอนต้น พอตอบได้ แต่ตอนหลัง ถามผิด เพราะไม่มีองค์ธรรม อย่างนี้ตอบว่า “โน” (ไม่ใช่).


พระพุทธเจ้ามีคำตอบให้ทุกคำถาม…ผู้ศึกษาต้องเรียนรู้ทั้ง ๓ ปิฎก….//


————-///////—————-

[right-side]

 


ปกิณกความรู้ว่าด้วยเรื่องคำถาม-คำตอบ (ปุจฉา-วิสัชชนา)

ปุจฉาโดยทั่วไป มี 5 ประเภท


1. อทิฏฐโชตนปุจฉา ถามในสิ่งที่ไม่เคยรู้

2. ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ถามเพื่อจะเทียบเคียงสิ่งที่รู้แล้ว

3. วิมติจเฉทนาปุจฉา ถามเพื่อจะตัดความสงสัย

4. อนุมติปุจฉา ถามเพื่อขอมติในที่ประชุม เช่นคำกล่าวถามความพร้อมเพรียงของสงฆ์ผู้จะกระทำสังฆกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง, ขอให้สงฆ์อนุมัติสังฆกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง.

5. กเถตุกัมยตปุจฉา พระผู้มีพระภาคตรัสถามเพื่อตอบเอง

—————-


ในคัมภีร์ยมกปกรณ์ มี คำถาม ๔ อย่าง คือ

๑) “ปุเรปัญหา” เป็นปัญหาที่องค์ธรรมของสังสยบท และองค์ธรรมของสันนิษฐานบทต่างกัน และมีคำตอบที่ตรงข้ามกับคำถามในสังสยบท.

๒) “ปัจฉาปัญหา” เป็นปัญหาที่องค์ธรรมของสังสยบท และองค์ธรรมของสันนิษฐานบทเหมือนกัน จึงมีคำตอบที่รับรององค์ธรรมในสันนิษฐานบทว่า “อามนฺตา” (ใช่).

๓) “ปริปุณณปัญหา” เป็นปัญหาที่บริบูรณ์ คือ มีองค์ธรรมทั้งในสันนิษฐานบทและสังสยบท เหมือนกัน และต่างกัน (มีทั้งปุเรปัญหาและปัจฉาปัญหา) จึงทำให้มีคำตอบที่แบ่งออกไปเป็นสองแง่ คือแง่รับและแง่ปฏิเสธ.

๔) “โมฆปัญหา” เป็นปัญหาที่ไม่สมบูรณ์ ผิดพลาดไปทั้งสันนิษฐานบทและสังสยบท ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ คือ

ก. “สันนิษฐานบท” ไม่มีองค์ธรรม มีคำตอบที่เป็น “ปฏิกเขปวิสัชชนา” (นตฺถิ)

ข. “สังสยบท” ไม่มีองค์ธรรม มีคำตอบที่เป็น “ปฏิเสธวิสัชชนา” (โน)

————–///////———-


หลักการตอบคำถามของพระพุทธเจ้าโดยทั่วไป ๔ อย่าง

๑) เอกังสพยากรณ์ ตอบแบบยืนกระต่ายขาเดียว คือยืนยันว่าคำตอบเป็นอย่างเดียว ไม่เป็นอย่างอื่น

๒) วิภัชชพยากรณ์ ตอบแบบแยกแยะตอบ เพราะคำถามมีเงื่อนไข, มีตัวแปร…

๓) ปฏิปุจฉาพยากรณ์ ตอบแบบย้อนถาม เรื่องที่สามารถเทียบเคียงกับคำที่เขาถาม เพื่อให้เขาตอบเอง

๔) ฐปนียพยากรณ์ คำถามที่ไม่ถูกต้องหรือชวนให้เกิดความเข้าใจผิด จะทรงพักคำถามนั้นไว้ก่อน แล้วทรงแสดงหลักที่เรียกว่าปัจจยาการหรือปฏิจจสมุปบาทให้ผู้ถามฟัง เพื่อทำความเห็นให้ถูกต้องเสียก่อน…(คำถามประเภทนี้ ทรงใช้กับพวกเจ้าลัทธิต่าง ๆ หรือผู้ที่มีความเห็นไปในแนวสัสสตทิฏฐิ หรืออุจเฉททิฏฐิ อย่างใดอย่างหนึ่ง…)

“ฐปนียพยากรณ์” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ตอบ” ทรงตอบ แต่ใช้วิธีที่แยบยลในการตอบ…เป็นจิตวิทยาขั้นสุดยอด…


นอกจากนี้ การตอบ หรือวิสัชชนาธรรม ยังมีอีกหลายนัยะ เช่นในคัมภีร์ยมก มีคำวิสัชชนา ๕ อย่าง คือ

๑) สรูปทัสสนวิสัชชนา แยกแยะคำตอบออกไปเป็น ๒ แง่ทั้งในแง่ยอมรับและปฏิเสธ เพราะคำถามเป็นได้ทั้งสองอย่าง…

๒) ปฏิวจนะวิสัชชนา รับรองคำถาม คือตอบว่า “ใช่” (อามนฺตา) นั่นเอง

๓) ปาฬิคติวิสัชชนา ตอบตรงกันข้ามกับคำถาม เช่นถามว่า “ยตฺถ รูปกฺขนฺโธ นุปฺปชฺชติ, ตตฺถ เวทนากฺขนฺโธ นุปฺปชฺชตีติ? (รูปขันธ์ ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมิใด, เวทนาขันธ์ ก็ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมินั้น ใช่ไหม?) วิสัชชนาว่า “อุปฺปชฺชติ” กำลังเกิด (ตรงกันข้ามกับคำว่า “นุปฺปชฺชติ”)

๔) ปฏิกเขปวิสัชชนา เป็นคำตอบที่ห้ามคำถาม คือตอบว่า “นตฺถิ” (ไม่มี) เป็นการตั้งคำถามผิด ไม่มีองค์ธรรม

๕) ปฏิเสธวิสัชชนา เป็นคำตอบที่ปฏิเสธตอนหลังของคำถาม, หมายความว่า คำถามแบ่งออกเป็น ๒ ตอน, ตอนต้น พอตอบได้ แต่ตอนหลัง ถามผิด เพราะไม่มีองค์ธรรม อย่างนี้ตอบว่า “โน” (ไม่ใช่).


พระพุทธเจ้ามีคำตอบให้ทุกคำถาม…ผู้ศึกษาต้องเรียนรู้ทั้ง ๓ ปิฎก….//


————-///////—————-

[right-side]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.