แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังยุตตนิกาย แสดงบทความทั้งหมด

 ทองย้อย แสงสินชัย

#บาลีวันละคำ (4,141)



สังยุตนิกาย

หมวดที่รวมพระสูตรอันประมวลไว้เป็นกลุ่ม

..............

พระไตรปิฎกมี 3 ส่วน คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก 

พระสุตตันตปิฎกแบ่งเป็น 5 หมวด เรียกว่า “นิกาย” คือ -

(สะกดตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554)

(1) ทีฆนิกาย

(2) มัชฌิมนิกาย

(3) สังยุตนิกาย

(4) อังคุตรนิกาย

(5) ขุทกนิกาย

..............

“สังยุตนิกาย” อ่านว่า สัง-ยุด-ตะ-นิ-กาย

ประกอบด้วยคำว่า สังยุต + นิกาย

(๑) “สังยุต”

เขียนแบบบาลีเป็น “สงฺยุตฺต” อ่านว่า สัง-ยุด-ตะ รากศัพท์มาจาก สํ + ยุตฺต 

(ก) “สํ” อ่านว่า สัง เป็นคำอุปสรรค ตำราบาลีไทยแปลว่า “พร้อม, กับ, ดี” หมายถึง พร้อมกัน, ร่วมกัน (together)

แปลงนิคหิตที่ สํ เป็น งฺ : สํ > สงฺ 

(ข) “ยุตฺต” รากศัพท์มาจาก ยุชฺ (ธาตุ = ผูก, ประกอบ) + ต ปัจจัย, แปลงที่สุดธาตุ คือ (ยุ)-ชฺ กับ ต เป็น ตฺต 

: ยุชฺ + ต = ยุชฺต > ยุตฺต แปลตามศัพท์ว่า “ประกอบแล้ว” หมายถึง เข้าคู่, เชื่อมโยงกัน (coupled; connected with)

สํ > สงฺ + ยุตฺต = สงฺยุตฺต (สัง-ยุด-ตะ) แปลว่า “ประกอบพร้อมแล้ว” = ประมวลเข้าด้วยกัน

“สงฺยุตฺต” (สะกดเป็น “สํยุตฺต” ก็มี) ใช้ในความหมายว่า -

(1) ผูก, มัด, จำจอง (tied, bound, fettered) 

(2) เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวโยงกัน, ผสมกัน (connected with, mixed with) 

(๒) “นิกาย” 

บาลีอ่านว่า นิ-กา-ยะ แสดงรากศัพท์ตามนัยแห่งหนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบัณฑิต) ดังนี้ - 

(1) นิกาย ๑ รากศัพท์มาจาก นิ (คำนิบาต = เข้า, ลง) + จิ (ธาตุ = สะสม) + ย ปัจจัย, แปลง จิ เป็น กา 

: นิ + จิ = นิจิ + ย = นิจิย > นิกาย (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “ที่อันเขามุงบัง” หมายถึง เรือน, ที่พัก, ที่อยู่

(2) นิกาย ๒ รากศัพท์มาจาก นิ (คำนิบาต = ไม่มี, ออก) + จิ (ธาตุ = สะสม) + ณ ปัจจัย, ลบ ณ, แผลง อิ ที่ จิ เป็น เอ, แปลง เอ เป็น อาย (จิ > เจ > จาย), แปลง จ เป็น ก

: นิ + จิ + ณ = นิจิณ > นิจิ > นิเจ > นิจาย > นิกาย (ปุงลิงค์) แปลตามศัพท์ว่า “หมู่ที่สะสมส่วนย่อยทั้งหลายไว้โดยไม่ต่างกัน” ( = พวกที่ไม่ต่างกันมารวมอยู่ด้วยกัน) หมายถึง นิกาย, ฝูง, กลุ่ม, หมู่, คณะ, กอง

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “นิกาย” ว่า collection, assemblage, class, group (การรวบรวม, การประชุม, ชั้น, กลุ่ม, พวก, หมู่) ไม่มีคำแปลที่หมายถึง เรือน, ที่พัก, ที่อยู่ ดังที่หนังสือ ศัพท์วิเคราะห์ แสดงความหมายของ นิกาย ๑

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“นิกาย : (คำนาม) น. หมู่, พวก, หมวด, ใช้เกี่ยวกับศาสนา ในกรณีเช่นคณะนักบวชในศาสนาเดียวกัน ที่แยกออกไปเป็นพวก ๆ เช่น มหานิกาย ธรรมยุติกนิกาย นิกายโรมันคาทอลิก นิกายโปรเตสแตนต์; เรียกคัมภีร์พระสุตตันตปิฎกที่แยกออกเป็น ๕ หมวดใหญ่ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตนิกาย อังคุตรนิกาย ขุทกนิกาย. (ป., ส.).”

ขยายความแทรก :

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายคำว่า “นิกาย” ไว้ดังนี้ -

..............

นิกาย : พวก, หมวด, หมู่, ชุมนุม, กอง; 

1. หมวดตอนใหญ่แห่งพุทธพจน์ในพระสุตตันตปิฎก ซึ่งแยกเป็น ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย และขุททกนิกาย; 

2. คณะนักบวช หรือศาสนิกชนในศาสนาเดียวกันที่แยกเป็นพวกๆ; ในพระพุทธศาสนามีนิกายใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็นนิกายพุทธศาสนาในปัจจุบัน ๒ นิกาย คือ มหายาน หรือนิกายฝ่ายเหนือ (อุตรนิกาย) พวกหนึ่ง และ เถรวาท หรือนิกายฝ่ายใต้ (ทักษิณนิกาย) ที่บางทีเรียก หีนยาน พวกหนึ่ง; 

ในประเทศไทยปัจจุบัน พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทด้วยกัน แยกออกเป็น ๒ นิกาย แต่เป็นเพียงนิกายสงฆ์ มิใช่ถึงกับเป็นนิกายพุทธศาสนา (คือแยกกันเฉพาะในหมู่นักบวช) ได้แก่ มหานิกาย และ ธรรมยุติกนิกาย ซึ่งบางทีเรียกเพียงเป็นคณะว่า คณะมหานิกาย และ คณะธรรมยุต 

..............

สงฺยุตฺต + นิกาย = สงฺยุตฺตนิกาย อ่านแบบบาลีว่า สัง-ยุด-ตะ-นิ-กา-ยะ ใช้ในภาษาไทยเป็น “สังยุตนิกาย” (ตัด ตฺ ตัวสะกดออกตัวหนึ่ง) อ่านว่า สัง-ยุด-ตะ-นิ-กาย 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า -

“สังยุตนิกาย : (คำนาม) ชื่อคัมภีร์นิกายที่ ๓ แห่งพระสุตตันตปิฎก แปลว่า หมวดประมวล คือ ประมวลเรื่องประเภทเดียวกันไว้ด้วยกันทั้งหมด.”

ขยายความ :

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ที่คำว่า “สังยุตตนิกาย” (ต 2 ตัว) บอกไว้ดังนี้ -

..............

สังยุตตนิกาย : นิกายที่ ๓ แห่งพระสุตตันตปิฎก; ดู ไตรปิฎก (เล่ม ๑๕ - ๑๙)

..............

ที่คำว่า “ไตรปิฎก” พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ฯ บอกความหมายไว้ดังนี้ -

..............

ไตรปิฎก : “ปิฎกสาม”; ปิฎก แปลตามศัพท์อย่างพื้นๆ ว่า กระจาดหรือตะกร้าอันเป็นภาชนะสำหรับใส่รวมของต่างๆ เข้าไว้ นำมาใช้ในความหมายว่า เป็นที่รวบรวมคำสอนในพระพุทธศาสนาที่จัดเป็นหมวดหมู่แล้ว โดยนัยนี้ ไตรปิฎก จึงแปลว่า “คัมภีร์ที่บรรจุพุทธพจน์ (และเรื่องราวชั้นเดิมของพระพุทธศาสนา) ๓ ชุด” หรือ “ประมวลแห่งคัมภีร์ที่รวบรวมพระธรรมวินัย ๓ หมวด” กล่าวคือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และ อภิธรรมปิฎก 

... ... ...

..............

ในส่วน “สุตตันตปิฎก” พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ฯ ขยายความไว้ดังนี้ -

..............

ข. พระสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม

๓. สังยุตตนิกาย ๕ เล่ม

เล่ม ๑๕ สคาถวรรค รวมคาถาภาษิตที่ตรัสและกล่าวตอบบุคคลต่างๆ เช่น เทวดา มาร ภิกษุณี พราหมณ์ พระเจ้าโกศล เป็นต้น จัดเป็นกลุ่มเรื่องตามบุคคลและสถานที่ มี ๑๑ สังยุตต์

เล่ม ๑๖ นิทานวรรค ครึ่งเล่มว่าด้วยเหตุปัจจัย คือหลักปฏิจจสมุปบาท นอกนั้นมีเรื่องธาตุ การบรรลุธรรม สังสารวัฏ ลาภสักการะ เป็นต้น จัดเป็น ๑๐ สังยุตต์

เล่ม ๑๗ ขันธวารวรรค ว่าด้วยเรื่องขันธ์ ๕ ในแง่มุมต่างๆ มีเรื่องเบ็ดเตล็ด รวมทั้งเรื่องสมาธิและทิฏฐิต่างๆ ปะปนอยู่บ้าง จัดเป็น ๑๓ สังยุตต์

เล่ม ๑๘ สฬายตนวรรค เกือบครึ่งเล่มว่าด้วยอายตนะ ๖ ตามแนวไตรลักษณ์ เรื่องอื่นมีเบญจศีล ข้อปฏิบัติให้ถึงอสังขตะ อันตคาหิกทิฏฐิ เป็นต้น จัดเป็น ๑๐ สังยุตต์

เล่ม ๑๙ มหาวารวรรค ว่าด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ แต่เรียงลำดับเป็นมรรค โพชฌงค์ สติปัฏฐาน อินทรีย์ สัมมัปปธาน พละ อิทธิบาท รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น นิวรณ์ สังโยชน์ อริยสัจจ์ ฌาน ตลอดถึงองค์คุณของพระโสดาบันและอานิสงส์ของการบรรลุโสดาปัตติผล จัดเป็น ๑๒ สังยุตต์ (พึงสังเกตว่าคัมภีร์นี้เริ่มต้นด้วยการย้ำความสำคัญของความมีกัลยาณมิตรเป็นจุดเริ่มต้นเข้าสู่มรรค)

..............

แถม :

ชื่อสังยุตในสังยุตนิกาย มีดังนี้ -

ไตรปิฎกเล่ม 15: เทวตาสังยุต เทวปุตตสังยุต โกสลสังยุต มารสังยุต ภิกขุนีสังยุต พรหมสังยุต พรหมณสังยุต วังคีสสังยุต วนสังยุต ยักขสังยุต สักกสังยุต รวม 11 สังยุต

ไตรปิฎกเล่ม 16: นิทานสังยุต อภิสมยสังยุต ธาตุสังยุต อนมตัคคสังยุต กัสสปสังยุต ลาภสักการสังยุต ราหุลสังยุต ลักขณสังยุต โอปัมมสังยุต ภิกขุสังยุต รวม 10 สังยุต

ไตรปิฎกเล่ม 17: ขันธสังยุต ราธสังยุต ทิฏฐิสังยุต โอกกันตสังยุต อุปปาทสังยุต กิเลสสังยุต สารีปุตตสังยุต นาคสังยุต สุปัณณสังยุต คันธัพพกายสังยุต วลาหกสังยุต วัจฉโคตตสังยุต สมาธิสังยุต  รวม 13 สังยุต

ไตรปิฎกเล่ม 18: สฬายตนสังยุต เวทนาสังยุต มาตุคามสังยุต ชัมพุขาทกสังยุต สามัณฑกสังยุต โมคคัลลานสังยุต จิตตคหปติปุจฉาสังยุต คามณิสังยุต อสังขตสังยุต อัพยากตสังยุต รวม 10 สังยุต

ไตรปิฎกเล่ม 19: มัคคสังยุต โพชฌังคสังยุต สติปัฏฐานสังยุต อินทริยสังยุต สัมมัปปธานสังยุต พลสังยุต อิทธิปาทสังยุต อนุรุทธสังยุต ฌานสังยุต อานาปานสังยุต โสตาปัตติสังยุต สัจจสังยุต รวม 12 สังยุต

..............

นี่คือเค้าโครงของ “สังยุตนิกาย” ในพระไตรปิฎกส่วนที่เป็นพระสุตตันตปิฎกหรือพระสูตร

รายละเอียดต่างๆ ของพระสูตรใน “สังยุตนิกาย” พึงศึกษาจากพระไตรปิฎกเล่ม 15-16-17-18-19 นั้นเทอญ

..............

ดูก่อนภราดา!

: รวมตัวกันได้ เป็นเรื่องสำคัญ

: รวมตัวกันทำอะไร สำคัญกว่า

[full-post]



      สังยุตตนิกาย​ เมื่อนับตามการจัดแบ่งเป็นวรรค มี​ 5​ วรรค​ เช่น​ สคาถวรรคเป็นต้น​ หรือเมื่อ​นับตามการจัดแบ่งเป็นสังยุต​ก็ มี​ 5​ สังยุต​ เช่น​ เทวดาสังยุต​ เป็นต้น​ ซึ่งนับยังไงก็ได้เพียง​ 2,752 สูตร​เท่านั้น​ แต่ทำไมในอรรถกถาพระวินัยจึงระบุ​ว่า​ มีจำนวน​ 7,762 สูตร(วิ.อ​ บาลี​ 1/17) ท่านนับยังไง? นับเป็นสาระประโยชน์​ข้อที่​ 1. แล้วเหตุผล​ที่จะได้สาระประโยชน์​นั้น​ คือสิ่งใด? นับเป็นแก่นสาระข้อที่​ 2.

      การนับไม่ซ้ำย่อมอาศัยประเด็น(ปกาสนา) เช่น​ ในสังยุตตนิกาย​ ที่อาศัยวรรค(กลุ่มหมวด)​ 5,​ ที่อาศัยสังยุต(กลุ่มเกี่ยวข้อง)​ 5

การนับซ้ำย่อมอาศัยหลักการ(สังกาสนา)​ เช่น​ ในพระวินัย​ ศีลสิกขาบทบัญญัติ​ มีหลักการ​ว่า​ การต้องอาบัติเกิดได้​ 6 ช่องทาง​ คือ​ 1. กาย​ 2. วาจา​ 3. ทั้งกายทั้งวาจา​ 4. กายกับใจ​ 5. วาจากับใจ​ 6. ทั้งกายวาจาทั้งใจ​ แต่รูปแบบที่เกิดขึ้น​มีได้​ 13​ รูปแบบ​(สมุฏฐาน​ศรีษะ)​ เมื่อท่านจับหลักการได้ว่า​ ศีลสิกขาบทบัญญัติ​ข้อนั้นๆ​ มีรูปแบบ​สมุฏฐาน​ศรีษะ​เป็นรูปแบบไหน​ ลักษณะ​ประจำศีลสิกขา​บทบัญญัติ​ 17​ ประการ​ มี​ อาปัต​ติ, อนาปัต​ติ​ เป็นต้น​ ก็จะพรั่งพรู​ออกมา​เพราะการจับหลักการได้โดยการสาวถึงเหตุและผลอันเนื่องกับหลักการนั่นเอง​ แม้ในพระสูตรก็มีนัยเช่นเดียว​กัน​ แม้จริตอัธยาศัย​ของสัตว์บุคคลจะแตกต่างกันก็ตาม​ สาสนปัฏฐาน(รูปแบบคำสอน)​ก็มีเพียง 16​ รูปแบบ​ มี​ สังกิเลสภาคิยสูตร(พระสูตรที่เกี่ยวข้องกับสังกิเลส)​เป็นต้น​ เมื่อท่านจับหลักการได้ว่า​ พระสูตรนั้นๆ​ เป็นรูปแบบสาสนปัฏ​ฐาน​ใด​ ลักษณะ​ประจำประเภท​รูปแบบสาสนปัฏ​ฐาน​นั้น​ๆ​ มีลักษณะ​ประเภทศัพท์​และอรรถ​(ปท 12,​ ศัพท์​ 6 ประเภท​และอรรถ​ 6 ประเภท), ลักษณะ​แนวการตีความ​(หาระ​ 16), ลักษณะ​มูล​ 18,​ ลักษณะ​วิธีการ(นัย​ 5) ที่มีเป็นองค์ประกอบในสูตรนั้นๆ​ ก็จะพรั่งพรู​ออกมาด้วยการเชื่อมโยงสำเร็จเป็นพระสูตร​นั้นๆด้วยหลักการ(สังกาสนา)​นั่นเอง

      ดังนั้นท่านใดประสงค์​จะเข้าถึงประเด็น(ปกาสนา)​อันเป็น​เหตุ​นับได้​ 2,752​ สูตร​ และเข้าถึงหลักการ(สังกาสนา)​อันเป็นเหตุนับได้​ 7,762​ สูตร​ พึงใส่ใจนับดูเถิด​ ท่านจะซาบซึ้งพระมหาปัญหา​ธิคุณของพระพุทธ​องค์​ และความชาญฉลาด​ของพระมหากัสสปเถระผู้รจนาคัมภีร์​เนตติปกรณ์​ที่ช่วยให้พวกเรานับได้​ ซึ่งถ้าไม่มีคัมภีร์​เนตติปกรณ์​ อย่าว่าแต่การนับเลย​ แม้ช่องทางก็มองไม่เห็น(สาระ​การนับจำนวนพระสูตรในสังยุตตนิกายจากคัมภีร์​นิสสยะ​อักษรปัลลวะ​ อักษร​สิงหล​ อักษร​โรมัน)

--------------- 

[full-post]



 "พีชสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙, (ฉบับมหาจุฬาฯ) สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค 


๒. พีชสูตร


"เสยฺยถาปิ  ภิกฺขเว  ปฐวีธาตุ เอวํ จตสฺโส วิญฺญาณฏฺฐิติโย ทฏฺฐพฺพา ฯ" ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ พึงเห็นภูมิ อันเป็นที่ตั้งของวิญญาณ ๔ ดั่งเช่นธาตุคือแผ่นดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งของพืช ๕ อย่าง ฉะนั้น ฯ


อธิบาย (ภูมิ อันเป็นที่ตั้งของวิญญาณ ๔ อย่าง) (หมายเอาเฉพาะภูมิที่มีรูปขันธ์ด้วย)

     ๑) ตติยฌานภูมิ ๓, จตุตถฌานภูมิ ๖  เป็นที่ตั้งของสัตว์จำพวก "เอกัตตกาย เอกัตตสัญญี" (มีกายเหมือน และมีสัญญา "ปฏิสนธิวิญญาณ" เหมือน)   

     ๒) ทุติยฌานภูมิ ๓  เป็นที่ตั้งของสัตว์จำพวก  "เอกัตตกาย นานาตตสัญญี" (มีกายเหมือน แต่มีสัญญา "ปฏิสนธิวิญญาณ" ต่าง)

     ๓) ปฐมฌานภูมิ ๓, อบายภูมิ ๔  เป็นที่ตั้งของสัตว์จำพวก "นานาตตกาย เอกัตตสัญญี" (มีกายต่าง แต่มีสัญญา (ปฏิสนธิวิญญาณ) เหมือน 

     ๔) มนุษย์ ๑, เทวภูมิ ๖ เป็นที่ตั้งของสัตว์จำพวก  "นานาตตกาย นานาตตสัญญี" (มีกายต่าง และมีสัญญา (ปฏิสนธิวิญญาณ) ต่าง 

 

"เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อาโปธาตุ เอวํ นนฺทิราโค ทฏฺฐพฺโพ ฯ" 

 พึงเห็น ความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความเพลิดเพลินยินดี เหมือนดั่งเช่นอาโปธาตุ ฯ

"เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปญฺจ พีชชาตานิ เอวํ วิญฺญาณํ สาหารํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ" 

 พึงเห็น วิญญาณ พร้อมทั้งอาหาร (ปัจจัย) เหมือนดั่งเช่น พืช ๕ ชนิด ฯ  (วิญญาณํ พีชํ)

"รูปูปายํ วา ภิกฺขเว วิญฺญาณํ ติฏฺฐมานํ ติฏฺเฐยฺย รูปารมฺมณํ รูปปฺปติฏฺฐํ นนฺทูปเสวนํ วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺเชยฺย ฯ เวทนูปายํ วา ภิกฺขเว วิญฺญาณํ ติฏฺฐมานํ ติฏฺเฐยฺย ฯเปฯ  นนฺทูปเสวนํ วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺเชยฺย ฯ สญฺญูปายํ วา ฯเปฯ สงฺขารูปายํ วา ภิกฺขเว วิญฺญาณํ ติฏฺฐมานํ ติฏฺเฐยฺย สงฺขารารมฺมณํ สงฺขารปฺปติฏฺฐํ นนฺทูปเสวนํ วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺเชยฺย ฯ"

(แปลความว่า - ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงรูป (มีวัตถุรูปเป็นที่ตั้ง) ก็ดี เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่, วิญญาณ ที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเข้าไปซ่องเสพ (มีโลภะทำหน้าที่ชวนะ)  พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์.  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  วิญญาณที่เข้าถึงเวทนาก็ดี ฯลฯ วิญญาณที่เข้าถึงสัญญาก็ดี ฯลฯวิญญาณที่เข้าถึงสังขารก็ดี เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ วิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้งมีความยินดีเข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์.) 


(ข้อความ ตรงนี้ ท่านกล่าวถึง วิญญาณ (ภวังค์) 

     - ที่รับอารมณ์ที่เป็น "รูป คือรูปขันธ์" (รูปารมณ์,สัททารมณ์,คันธารมณ์,รสารมณ์,โผฏฐัพพารมณ์) แล้วแปรสภาพไปเป็น จักขุวิญญาณ,โสตวิญญาณ,ฆานวิญญาณ,ชิวหาวิญญาณ,กายวิญญาณ, มโนธาตุ ๓ ที่เป็นปัจจุบันในทางปัญจทวาร, และมโนวิญญาณธาตุ (คือ มโนทวาราวัชชนจิต ๑, กามชวนะ ๒๙, ตทารัมมณจิต ๑๑) ที่รับรูปขันธ์ที่เป็นธรรมารมณ์ (ปสาทรูป ๕,สุขุมรูป ๑๖) และวิสยรูป ๗ ได้อีก ในทางมโนทวาร โดยกาลทั้ง ๓ ฯ    

     - ที่รับอารมณ์ที่เป็น "เวทนา คือ เวทนาขันธ์" (ที่เป็นธัมมารมณ์ เกิดทางมโนทวาร)

     - ที่รับอารมณ์ที่เป็น "สัญญา คือ สัญญาขันธ์" (ที่เป็นธัมมารมณ์ เกิดทางมโนทวาร)

     - ที่รับอารมณ์ที่เป็น "สังขาร คือสังขารขันธ์ ได้แก่ เจตสิก ๕๐" (ที่เป็นธัมมารมณ์ เกิดทางมโนทวาร)

  (การรับอารมณ์ของวิญญาณ เป็นไปพร้อมกับนามอาหาร ๒ คือ ผัสสะ (ผัสสาหาร) และเจตนา (มโนสัญเจตนาหาร) เข้าประกอบด้วย  "สาหารํ") 

  พร้อมกับนันทิราคะ คือมีตัณหา ได้แก่โลภะเข้าประกอบ หมายความว่า วิถีทั้งทาง ปัญจทวารและมโนทวารในที่นี้ มีโลภมูลจิตเป็นชวนะ 

  ด้วยอำนาจการเกิดเป็นวิถีนั่นแหละ (อันมีอารมณ์ทั้ง ๖ เป็นปัจจัย, สนับสนุนด้วยอาหาร) "วิญญาณ" จึงได้ชื่อว่า "เจริญ" โดยเฉพาะตรงชวนะ เสพติดต่อกันถึง ๗ ขณะ .... 

  นอกจากนั้น วิญญาณที่ทำหน้าที่เป็นชวนะ ได้ชื่อว่า "กัมมวิญญาณ" เพราะมีเจตนาเข้าประกอบ โดยได้ชื่อว่า "สังขาร" (อปุญญาภิสังขาร) หรือ (อปุญญกัมมภวะ, หรืออกุศลกรรม) เป็นเหตุให้วิบากเจริญต่อไปอีก คือ ก่ออุปปัตติภวะ คือ "ปฏิสนธิวิญญาณ, และปวัตติวิญญาณ" ในภพใหม่...(ด้วยอำนาจของเจตนาที่ทำหน้าที่เป็น พีชนิธานกิจ) 


"โย ภิกฺขเว เอวํ วเทยฺย อหํ อญฺญตฺร รูปา อญฺญตฺร เวทนาย อญฺญตฺร สญฺญาย อญฺญตฺร สงฺขาเรหิ วิญฺญาณสฺส อาคตึ วา คตึ วา จุตึ วา อุปปตฺตึ วา วุฑฺฒึ วา วิรูฬฺหึ วา เวปุลฺลํ วา ปญฺญเปสฺสามีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราจักบัญญัติการมา การไป จุติ อุปบัติ หรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งวิญญาณ เว้นจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้."


"รูปธาตุยา เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ราโค ปหีโน โหติ ราคสฺส ปหานา โวจฺฉิชฺชตารมฺมณํ ปติฏฺฐา วิญฺญาณสฺส น โหติ ฯ เวทนาธาตุยา เจ ฯ สญฺญาธาตุยา เจ ฯ สงฺขารธาตุยา เจ ฯ วิญฺญาณธาตุยา เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ราโค ปหีโน โหติ ราคสฺส ปหานา โวจฺฉิชฺชตารมฺมณํ ปติฏฺฐา วิญฺญาณสฺส น โหติ ฯ ตทปฺปติฏฺฐิตํ วิญฺญาณํ อวิรูฬฺหํ อนภิสงฺขจฺจ วิมุตฺตํ วิมุตฺตตฺตา    ฐิตํ ฐิตตฺตา สนฺตุสิตํ สนฺตุสิตตฺตา น ปริตสฺสติ อปริตสฺสํ ปจฺจตฺตญฺเญว ปรินิพฺพายติ ฯ ขีณา ชาติ ฯเปฯ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ ฯ"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความกำหนัดในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ  ในสังขารธาตุ  ในวิญญาณธาตุเป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้ เพราะละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี วิญญาณอันไม่มีที่ตั้งนั้น ไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไปจึงดำรงอยู่ เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น. เธอย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี."


อธิบาย

    ข้อความในส่วนท้ายนี้ ก็เป็นอันชัดเจน ถึงผู้ที่คลายราคะ กำจัดตัณหาได้เด็ดขาดด้วยอรหัตตมรรค ฯ วิญญาณไม่เจริญ คือไม่ก่อปฏิสนธิวิญญาณอีกในภพต่อไป จึงกล่าวว่า "วิญญาณดับ" (ปฏิสนธิวิญญาณ, ปวัตติวิญญาณ) เพราะสังขารดับ, สังขารดับ เพราะอวิชชา (ตัณหา) ดับ ... ฯ   


-------------///--------------

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.