แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปริจเฉทที่๙ แสดงบทความทั้งหมด



 สารบาญสมถกรรมฐาน หลักสูตร อชว.

------------------------------


ตอนที่ ๑ : ปรมัตถโชติกะ สมถกรรมฐานทีปนี  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_96.html

ตอนที่ ๒ : พรรณนาเนื้อความในสมถกรรมฐาน ตามอภิธัมมัตถสังคหะบาลี  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_17.html

ตอนที่ ๓ : แสดงจริต ๖ และ ภาวนา ๓  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_10.html

ตอนที่ ๔ : แสดงนิมิต ๓, เริ่มปฏิบัติ, สัปปายะ, อสัปปายะ, การรักษานิมิต :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_19.html

ตอนที่ ๕ : อธิบายสัปปาย และอสัปปายะ ๗ อย่าง :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_14.html

ตอนที่ ๖ : การขยายปฏิภาคนิมิตเพื่อทำรูปฌาน ๕  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_36.html

ตอนที่ ๗ : การปฏิบัติขั้นแรกและขั้นสุดท้ายเพื่อให้ได้อรูปฌาน ๔  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_75.html

ตอนที่ ๘ : การเจริญกสิณที่เหลือ คือ อาโป,เตโช,วาโย  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_46.html

ตอนที่ ๙ : การเจริญวรรณกสิน มีนีลกสิณเป็นต้น  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_98.html

ตอนที่ ๑๐ : กรรมฐานที่ทำให้ได้ฌานเร็ว  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_88.html 

ตอนที่ ๑๑ : แสดงอสุภ ๑๐  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_82.html

ตอนที่ ๑๒ : การเจริญอนุสสติ ๑๐   :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_50.html

ตอนที่ ๑๓ : การเจริญสีลานุสสติ  :   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_52.html

ตอนที่ ๑๔ : การเจริญสีลานุสสติ-เทวตานุสสติ  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_51.html

ตอนที่ ๑๕ : การเจริญอุปสมานุสสติ  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_5.html

ตอนที่ ๑๖ : การเจริญมรณานุสสติ  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_22.html

ตอนที่ ๑๗ : การเจริญกายคตาสติ   :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_92.html

ตอนที่ ๑๘ : การเจริญอานาปานสติ  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_66.html

ตอนที่ ๑๙ : การเจริญอัปปมัญญา ๔ (เมตตา) :   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_4.html

ตอนที่ ๒๐ : การเจริญกรุณา  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_21.html

ตอนที่ ๒๑ : การเจริญมุทิตา  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_28.html

ตอนที่ ๒๒ : การเจริญอุเบกขา  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_99.html

ตอนที่ ๒๓ : การเจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญา  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_7.html

ตอนที่ ๒๔ : การเจริญจตุธาตุววัตถาน  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_58.html

ตอนที่ ๒๕ : จำแนกกรรมฐาน ๔ โดยภูมิ   :   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_60.html

ตอนที่ ๒๖ : จำแนกกรรมฐานที่เหมาะสมแก่จริต  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_2.html

ตอนที่ ๒๗ : จำแนกกรรมฐาน ๓๐ ที่เข้าถึงอัปปนา  :   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_18.html

ตอนที่ ๒๘ : อัปปมัญญา ๓ กับรูปฌานเบื้องต่ำ ๓  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_29.html

ตอนที่ ๒๙ : จำแนกกรรมฐาน ๔๐ โดยนิมิต  :  https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_73.html

ตอนที่ ๓๐ : การปรากฏของอภิญญา   :   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_26.html

ตอนที่ ๓๒ : รูปแบต่าง ๆ ของอภิญญาต่าง ๆ :   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_13.html

ตอนที่ ๓๓ : การแสดงอภิญญาต่าง ๆ ของผู้ได้ฌาน   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post_1.html

ตอนที่ ๓๔ : ฤทธิ์ ๑๐ อย่า   :   https://prachaniyom.blogspot.com/2023/01/blog-post.html

ตอนที่ ๓๕ : ปัญหาในสมถกรรมฐาน  :   https://prachaniyom.blogspot.com/2022/12/blog-post_841.html

ตอนที่ ๓๖ : คำนิคมในการแต่งสมถกรรมฐาน (จบบริบูรณ์)  :   https://prachaniyom.blogspot.com/2022/12/blog-post_370.html

------------/////////------------

[full-post]

 


ปรมัตถโชติกะ

สมถกรรมฐานทีปนี

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

-----------------------------

อภิธัมมัตถสังคหะบาลีและคำแปลเพื่อท่องจำ


คำปฏิญญาของพระอนุรุทธาจารย์

      ๑.     สมถวิปสฺสนานํ            ภาวนานมิโต ปรํ 

               กมฺมฏฺฐานํ ปวกฺขามิ    ทุวิธมฺปิ ยถากฺกมํ ฯ

      ต่อจากปัจจัยสังคหวิภาคนั้น ข้าพเจ้าจะแสดงกรรมฐาน ๒ ประเภท คือ สมถภาวนากรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ตามลำดับ


สมถกรรมฐานนัย

แสดงกรรมฐาน ๔๐

๒. ตตฺถ สมถสงฺคเห ตาว ทส กสิณานิ, ทส อสุภา, ทส อนุสฺสติโย, จตสฺโส อปฺปมญฺญาโย, เอกา สญฺญา, เอกํ ววตฺถานํ, จตฺตาโร อารุปฺปา เจติ, สตฺตวิเธน สมถกมฺมฏฺฐานสงฺคโห ฯ

      ในบรรดากรรมฐาน ๒ อย่างนั้น ในสมถกรรมฐานสังคทะ นักศึกษาทั้งหลาย พึงทราบการรวบรวมสมถกรรมฐาน โดยแบ่งออกเป็น ๗ หมวดก่อน ดังนี้ คือ กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ อัปปมัญญา ๔ สัญญา ๑ ววัตถาน ๑ อารุปป ๔ ฯ


แสดงจริต ๖

๓. ราคจริตา โทสจริตา โมหจริตา สทธาจริตา พุทฺธิจริตา วิตกฺกจริตา เจติ ฉพฺพิเธน จริตสงฺคโห ฯ

      พึงทราบการรวบรวมจริต โดยมี ๖ อย่าง ดังนี้ คือ ราคจริต โทสจริต โมหจริต ศรัทธาจริต พุทธิจริต วิตกจริต ฯ


แสดงภาวนา ๓

๔. ปริกมฺมภาวนา อุปจารภาวนา อปฺปนาภาวนา เจติ ติสฺโส ภาวนา ฯ

      พึงทราบภาวนา ๓ อย่าง ดังนี้ คือ บริกรรมภาวนา อุปจารภาวนา อัปปนาภาวนา ฯ


แสดงนิมิต ๓

๕. ปริกมฺมนิมิตฺตํ อุคฺคหนิมิตฺตํ ปฏิภาคนิมิตฺตญฺเจติ ตีณิ นิมิตฺตานิ จ เวทิตพฺพานิ ฯ

      พึงทราบนิมิต ๓ ดังนี้ คือ บริกรรมนิมิต อุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต


แสดงกสิณ ๑๐

๖. กถํ ? ปถวีกสิณํ อาโปกสิณํ เตโชกสิณํ วาโยกสิณํ นีลกสิณํ ปีตกสิณํ โลหิตกสิณํ โอทาตกสิณํ อากาสกสิณํ อาโลกกสิณญฺเจติ อิมานิ ทส กสิณานิ นาม ฯ

จะพึงทราบสมถกรรมฐาน มีกสิณ ๑๐ เป็นต้น เหล่านั้นได้อย่างไร ?

      ปถวีกสิณ ดินที่พึงกระทำให้เป็นวงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว หรือเท่าขันน้ำ เท่ากระด้งอย่างเล็ก หรืออย่างใหญ่เท่าลานข้าว นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอด อย่างหนึ่ง

      อาโปกสิณ น้ำที่มีความใสสะอาดปราศจากสี ใส่ในภาชนะ มี ขัน บาตร เป็นต้นที่ขอบปากกว้างประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอด อย่างหนึ่ง

      เตโชกสิณ เปลวไฟที่กองกูณฑ์ไว้แล้ว เอาแผ่นหนังหรือผ้าก็ตามเจาะให้เป็น วงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว จึงไว้เบื้องหน้านั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอด อย่างหนึ่ง

      วาโยกสิณ ลมที่พึงกำหนดเห็นได้ด้วยอาศัยยอดไม้ ปลายไม้ไหว หรือที่พึงกำหนดได้ด้วยอาศัยการพัดมาถูกกายของตน นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ เพราะ ฯลฯ 

      นีลกสิณ สีเขียวที่ปรากฏในใบไม้ หรือ ในผ้าเป็นต้น ที่กระทำให้เป็นวงกลมมีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว เป็นต้น นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ เพราะ ฯลฯ

      ปีตกสิณ สีเหลืองที่ปรากฏในดอกไม้ หรือ ในผ้าเป็นต้น ที่กระทำให้เป็นวงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ ฯลฯ

      โลหิตกสิณ สีแดงที่ปรากฏในดอกไม้ หรือ ในผ้าเป็นต้น ที่กระทำให้เป็นวงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ ฯลฯ

      โอทาตกสิณ สีขาวที่ปรากฏในดอกไม้ หรือ ในผ้าเป็นต้น ที่กระทำให้เป็นวงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ ฯลฯ

      อากาสกสิณ อากาศที่พึงกำหนดได้โดยการตัดช่องฝา หรือผ้า เป็นต้น ให้เป็นวงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ ฯลฯ

      อาโลกกสิณ แสงสว่างของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงไฟ เป็นต้น ที่ส่องมาจากช่องฝาเป็นวงกลม มีประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว นั้นแหละ ชื่อว่า กสิณ เพราะพระโยคีบุคคลต้องใช้เพ่งให้ทั่วตลอด อย่างหนึ่ง

      ตามที่กล่าวมานี้แหละ ชื่อว่า กสิณ ๑๐


แสดงอสุภ ๓๐

๗. อุทฺธุมาตกํ วินีลกํ วิปุพฺพกํ วิจฺฉิทฺทกํ วิกฺขายิตกํ วิกฺขิตฺตกํ หตวิกฺขิตฺตกํ โลหิตกํ ปุฬุวกํ อฏฺฐิกญฺเจติ อิเม ทส อสุภา นาม ฯ

      อุทธุมาตกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยมีอาการพองขึ้นภายหลังที่ตายแล้ว ๒ - ๓ วัน อย่างหนึ่ง

      วนีลกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยมีสีต่างๆ ปนกัน คือ ที่มีเนื้อมากก็สีแดง ที่เป็นหนองก็มีสีขาว โดยส่วนมากมีสีเขียว อย่างหนึ่ง

      วิปุพพกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยมีน้ำเหลือง และ น้ำหนองไหลออกจากเนื้อ ที่ปริเปื่อยพัง อย่างหนึ่ง

      วิจฉิททกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยร่างกายนั้นขาดออกเป็น ๒ ท่อนอย่างหนึ่ง

      วิกขายิตกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยถูกสัตว์มีแร้ง กา สุนัข กัดทิ้งยื้อแย่งโดยอาการต่างๆ อย่างหนึ่ง

      วิกขิตตกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยถูกทิ้งเรี่ยรายไว้ มือ เท้า ศีรษะ อยู่คนละทาง อย่างหนึ่ง

      หตวิกขิตตกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยถูกสับฟันด้วยอาวุธ เป็นริ้ว เป็นรอยอย่างหนึ่ง

      โลหิตกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยมีโลหิตไหลอาบร่างกาย อย่างหนึ่ง

      ปุพวกอสุภ คือ ศพที่น่าเกลียดโดยมีหนอนไขทั่วร่างกาย อย่างหนึ่ง

      อัฏฐิกอสุก คือ ศพที่น่าเกลียดโดยมีแต่กระดูก อย่างหนึ่ง

      ตามที่กล่าวมานี้แหละ ชื่อว่า อสุภ ๑๐


แสดงอนุสสติ ๑๐

๘. พุทฺธานุสฺสติ ธมฺมานุสฺสติ สงฺฆานุสฺสติ สีลานุสฺสติ จาคานุสฺสติ เทวตานุสฺสติ อุปสมานุสฺสติ มรณานุสฺสติ กายคตาสติ อานาปานสฺสติ เจติ อิมา ทส อนุสฺสติโย นาม ฯ

      พุทธานุสสติ การระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มี อรหันตคุณเป็นต้น และพระสรีรกายอันประกอบด้วยสิริคุณ เป็นต้น อยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      ธัมมานุสสติ การระลึกถึงคุณทั้ง ๖ มี สฺวากฺขาตคุณ เป็นต้น ของพระธรรม ๑๐ ประการ คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน และพระไตรปีฎก อรรถกถา อยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      สังฆานุสสติ การระลึกถึงคุณทั้ง ๙ มี สุปฏิปนฺนตา เป็นต้น ของพระอริยสงฆ์อยู่เนืองๆ. อย่างหนึ่ง

      สีลานุสสติ การระลึกถึงความบริสุทธิ์ของศีลที่ตนรักษาไว้โดยปราศจากโทษ ๔ อย่าง คือ อขัณทะ ไม่ขาด, อฉิททะ ไม่ทะลุ, อสพละ ไม่ด่าง, และ อกัมมาสะ ไม่พร้อย อยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      จาคานุสสติ การระลึกถึงการบริจาคทานของตนที่เป็นไปโดยบริสุทธิ์ ไม่มีการโอ้อวด หรือ การเอาหน้าตา ชื่อเสียง ไม่มีการหวงแหน เป็นต้น อยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      เทวตานุสสติ การระลึกถึงกุศลกรรมของตน มีศรัทธา เป็นต้นอยู่เนืองๆโดยเปรียบเทียบกับ เทวดา พรหม ทั้งหลายว่า ผู้ที่บริสุทธิ์ด้วยสัปปุริสธรรม ๗ ประการคือ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา หิริ โอตตัปปะ เหล่านี้ เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วย่อมไปบังเกิด ในเทวโลก พรหมโลก และกุศลธรรมเหล่านี้ในจิตใจของตนก็มีอยู่เสมออย่างหนึ่ง

      อุปสมานุสสติ การระลึกถึงคุณของพระนิพพาน ที่มีสภาพสันติสุข คือ มีความสงบ จากกิเลส และความทุกข์ต่างๆ อยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      มรณานุสสติ การระลึกถึงความตาย ที่ตนต้องได้ประสบแล้วเกิดความสังเวชสลดใจ อยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      กายคตาสติ การระลึกถึง ๓๒ โกฏฐาส มีเกสา โลมา นขา ทันตา เป็นต้นอยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      อานาปานัสสติ การมีสติระลึกถึงลมหายใจเข้าออก อยู่เนืองๆ อย่างหนึ่ง

      ตามที่กล่าวมานี้แหละ ชื่อว่า อนุสสติ ๑๐


แสดงอัปปมัญญา ๔

๙. เมตฺตา กรุณา มุทิตา อุเปกฺขา เจติ อิมา จตสฺโส อปฺปมญฺญาโย นาม พฺรหฺมวิหาโรติ จ ปวุจฺจติ ฯ

      เมตตา การแผ่ความรักใคร่ หวังดี ต่อสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีเลือกชั้น วรรณะอย่างหนึ่ง

      กรุณา การแผ่ความสงสารต่อสัตว์ทั้งหลายที่กำลังได้รับความทุกข์อยู่ และที่จะได้รับความทุกข์ต่อไปข้างหน้า โดยไม่เลือกชั้น วรรณะ อย่างหนึ่ง

      มุทิตา การแผ่ความยินดีต่อสัตว์ทั้งหลายที่กำลังได้รับความสุขอยู่ และที่จะได้รับความสุขต่อไปข้างหน้า โดยไม่เลือกชั้น วรรณะ อย่างหนึ่ง

      อุเบกขา การวางเฉยต่อสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งไม่มีความรักใคร่ ความสงสารความยินดีแต่ประการใด โดยไม่เลือกชั้น วรรณะ อย่างหนึ่ง

      ทั้ง ๔ อย่างนี้ ชื่อว่า อัปปมัญญา เพราะไม่มีประมาณ หรือที่ชนทั้งหลายเรียกว่า พรหมวิหาร เพราะผู้ที่ปฏิบัติธรรมทั้ง อย่างๆ ใดอย่างหนึ่งนี้ เหมือนกับความเป็นอยู่ของพรหมทั้งหลาย


แสดงสัญญา ๑

๑๐. อาหาเรปฏิกูลสญฺญา เอกา สญฺญา นาม ฯ การพิจารณาในอาหารว่า เป็นของที่น่าเกลียด จนมีความรู้สึกเป็นไปตามที่พิจารณา นั้น ชื่อว่า สัญญา อย่างหนึ่ง


แสดงววัตถาน ๑

๑๑.จตุธาตุววตฺถานํ เอกํ ววตฺถานํ นาม ฯ การกำหนดพิจารณาธาตุทั้ง ๔ มีปถวีธาตุ เป็นต้น ที่ปรากฏในร่างกาย ชื่อว่า ววัตถาน อย่างหนึ่ง


แสดงอารุปป ๔

๑๒. อากาสานญฺจายตนาทโย จตฺตาโร อารุปฺปา นามาติ สพฺพถาปี สมถนิทฺเทเส จตฺตาลีส กมฺมฏฺฐานานิ ภวนฺติ ฯ 

      อากาสานัญจายตนฌาน เป็นต้น กล่าวคือ อากาสานัญจายตนฌาน ที่เกิดขึ้นโดยมีกสิณฺคฆาฏิมากาสบัญญัติเป็นอารมณ์ วิญญาณัญจายตนฌาน ที่เกิดขึ้น โดยมีอากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ อากิญจัญญายตนฌาน ที่เกิดขึ้นโดยมีนัตถิภาวบัญญัติเป็นอารมณ์ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ที่เกิดขึ้นโดยมีอากิญจัญญายตนฌานเป็นอารมณ์ เหล่านี้ชื่อว่า อารุปป ๘

      กรรมฐาน ๔๐ ในสมถกรรมฐานนิทเทส โดยประการทั้งปวง เป็นไปดังนี้


สัปปายเภท

แสดงการจำแนกกรรมฐานที่เหมาะสมแก่จริต

๑๓.  ก. จริตาสุ ปน ทส อสุภา กายคตาสติสงฺขาตา โกฏฺฐาสภาวนา จ ราคจริตสฺส สปฺปายา ฯ

        ข. จตสฺโส อปฺปมญฺญาย นีลาทีนิ จ จตฺตาริ กสิณานิ โทสจริตสฺส ฯ

        ค. อานาปานํ โมหจริตสฺส วิตกฺกจริตสฺส จ ฯ

        ฆ. พุทฺธานุสฺสติอาทโย ฉ สทฺธาจริตสฺส ฯ

        ง. มรณอุปสมสญฺญาววตฺถานานิ พุทฺธิจริตสฺส ฯ

        จ. เสสานิ ปน สพฺพานิปี กมฺมฏฺฐานานิ สพฺเพสมฺปี สปฺปายานิ ฯ

        ฉ. ตตฺถาปี กสิเณสุ ปุถุลํ โมหจริตสฺส ขุทฺทกํ วิตกฺกจริตสฺส ฯ 

                    อยเมตฺถ สปฺปายเภโท ฯ


      ก. สำหรับจริต ๖ อย่างนั้น การเจริญอสุก ๑๐ โกฏฐาส ๓๒ ที่เรียกว่ากายคตาสติ เหล่านี้ ย่อมเหมาะสมแก่ผู้ที่มีราคจริต

      ข. อัปปมัญญา ๔ กสิณ ๔ มีนีลกสิณ เป็นต้นเหล่านี้ ย่อมเหมาะสมแก่ผู้ที่มีโทสจริต

      ค. อานาปานัสสติ ย่อมเหมาะสมแก่ผู้ที่มีโมหจริต และวิตกจริต

      ฆ. อนุสสติ ๖ มีพุทธานุสสติ เป็นต้น ย่อมเหมาะสมแก่ผู้ที่มีศรัทธาจริต

      ง. มรณานุสสติ อุปสมานุสสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุธาตุววัตถาน เหล่านี้ ย่อมเหมาะสมแก่ผู้ที่มีพุทธิจริต

      จ. ส่วนกรรมฐานที่เหลือทั้งหมด ซึ่งได้แก่ ปถวีกสิณ อาโปกสิณเตโชกสิณ วาโยกสิณ อากาสกสิณ อาโลกกสิณ อรูปกรรมฐาน ๔ เหล่านี้ ย่อมเหมาะสมแก่บุคคลทั่วไป ไม่ว่าจริตใด

      ฉ. บรรดากรรมฐานเหล่านั้น ในกสิณ ๑๐ องค์กสิณต้องมีประมาณกว้างเท่าลานข้าว ย่อมเหมาะสมแก่ผู้ที่มีโมหจริต องค์กสิณต้องมีประมาณเล็กเท่ากระด้ง ย่อมเหมาะสมแก่ผู้ที่มีวิตกจริต

      ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ เป็นการจำแนกกรรมฐานที่เหมาะสมแก่จริต


ภาวนาเภท

แสดงการจำแนกกรรมฐานโดยภาวนา ๓

๑๔.      ก. ภาวนาสุ ปน สพฺพตฺถาปี ปริกมฺมภาวนา ลพฺภเตว ฯ

          ข. พุทฺธานุสฺสติอาทีสุ อฏฺฐสุ สญฺญาววตฺถาเนสุ จาติ ทสสุ กมฺมฏฺฐาเนสุ อุปจารภาวนาว สมฺปชฺชติ นตฺถิ อปฺปนา ฯ

          ค. เสเสสุ ปน สมตฺตึส* กมฺมฏฺฐาเนสุ อปฺปนาภาวนาปิ สมฺปชฺชติฯ

               (*ฉ. อภิธัมมัตถสังคหะ หน้า ๖๐ - สมตึส เสวาติ ฯ)

          ก. สำหรับกาวนาทั้ง ๆ นั้น บริกรรมภาวนา ย่อมได้อยู่เสมอในกรรมฐานทั้งหมด

          ข. ในกรรมฐาน ๑๐ อย่าง คือ อนุสสติ ๘ มีพุทธานุสสติ เป็นต้นอาหาเรปฏิกูสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ ย่อมได้ถึงอุปจารภาวนาเท่านั้น อัปปนาภาวนา คือ ฌาน ย่อมไม่เกิด

          ค. ในกรรมฐาน ๓๐ ที่เหลือ ซึ่งได้แก่กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ กายคตาสติ ๑ อานาปานัสสติ ๑ อัปปมัญญา ๔ อรูป ๔ ย่อมสำเร็จได้ถึงอัปปนา คือ ฌาน


แสดงการจำแนกกรรมฐาน ๓๐ ที่เข้าถึงอัปปนาโดยฌานทั้ง ๙

๑๕.    ก. ตตฺถาปี ทส กสิณานิ อานาปานญฺจ ปญฺจกชฺฌานิกานิ ฯ

        ข. ทส อสุภา กายคตาสติ จ ปฐมชฺฌานิกา ฯ

        ค. เมตฺตาทโย ตโย จตุกฺกชฺฌานิกา ฯ

        ฆ. อุเปกฺขา ปญฺจมชฺฌานิกาติ ฉพฺพีสติ รูปาวจรชฺฌานิกานิ

        ง. จตฺตาโร ปน อารุปฺปา อารุปฺปชฺฌานิกาติ ฯ

               อยเมตฺถ ภาวนาเภโท ฯ

      ก. บรรดากรรมฐาน ๓๐ ที่ถึงอัปปนาเหล่านั้น กสิณ ๑๐ และอานาปานัสสติ ๑ ย่อมทำให้รูปฌานทั้ง ๕ เกิดขึ้นได้

      ข. อสุภ ๑๐ และกายคตาสติ  ย่อมทำให้ปฐมฌานเกิดขึ้นได้

      ค. พรหมวิหาร ๓ มีเมตตาเป็นต้น ย่อมทำให้รูปฌานเบื้องต่ำเกิดขึ้นได้

      ฆ. อุเบกขาพรหมวิหาร ๔ ย่อมทำให้รูปปัญจมฌานเกิดขึ้นได้ กรรมฐานที่ทำให้รูปฌานเกิดขึ้นได้นั้นมีจำนวน ๒๖ ดังนี้

      ง. ส่วนอรูปกรรมฐาน ๔ เหล่านี้ ย่อมทำให้อรูปฌานเกิดขึ้นได้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ เป็นการจำแนกกรรมฐานโดยภาวนา ๓ โคจรเภท


แสดงการจำแนกกรรมฐาน ๔ โดยนิมิต ๓

๑๖.   ก. นิมิตฺเตสุ ปน ปริกมฺมนิมิตฺตํ อุคฺคหนิมิตฺตญฺจ สพฺพตฺถาปี ยถารหํ ปริยาเยน ลพฺภนุเตว ฯ

      ข. ปฏิภาคนิมิตฺตํ ปน กสิณาสุภโกฏฺฐาสอานาปาเนเสวว ลพฺภติ, ตตฺถ หิ ปฏิภาคนิมิตฺตมารพฺภํ อุปจารสมาธิ อปฺปนาสมาธิ  ปวตฺตนฺติ ฯ

      แปล-

      ก. สำหรับนิมิตทั้ง ๓ นั้น บริกรรมนิมิต และอุคคหนิมิต ย่อมเกิดขึ้นได้ในกรรมฐานทั้งหมดโดยปริยาย ตามสมควรแก่กรรมฐาน

      ข. ส่วนปฏิภาคนิมิตนั้น ย่อมเกิดขึ้นได้ในกสิณ ๑๐ อุสภ ๑๐ โกฎฐาส ๑ อานาปานัสสติ ๑ เท่านั้น

      ในกรรมฐานเหล่านี้ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ ทั้ง ๒ ย่อมเกิดขึ้นโดยอาศัยปฏิภาคนิมิตเป็นอารมณ์


แสดงนิมิต และภาวนาที่เกิดเกี่ยวเนื่องกันจนถึงปฐมฌานเกิด

๑๗. กถํ ?

      ก. อาทิกมฺมิกสฺส หิ ปถวีมณฺฑลาทีสุ นิมิตฺตํ อุคฺคณฺหนฺตสฺส ตมารมฺมณํ ปริกมฺมนิมิตฺตนฺติ ปวุจฺจติ, สา จ ภาวนา ปริกมฺมภาวนา นาม ฯ

      ข. ยทา ปน ตํ นิมิตฺตํ จิตฺเตน สมุคฺคหิต โหติ จกฺขุนา ปสฺสนฺตสฺเสว มโนทฺวารสฺส อาปานมาคติ, ตทา ตเมวารมฺมณํ อุคฺคหนิมิตฺตํ นาม, สา จ ภาวนา สมาธิยติ ๆ

      ค. ตถาสมาหิตสฺส ปเนตสฺส ตโต ปรํ ตสฺมึ อุคฺคหนิมิตฺเต ปริกมฺมสมาธินา ภาวนามนุยุญฺชนฺตสฺส ยทา ตปฺปฏิภาคํ วตฺถุธมฺมวิมุจฺจิตปญฺญตฺติสงฺขาตํ ภาวนามยมารมฺมณํ จิตฺเต สนุนิสินฺนํ สมปฺปิตํ โหติ, ตทาปฏิภาคนิมิตฺตํ สมุปฺปนฺนนฺติ ปวุจฺจติ ฯ

      ฆ. ตโต ปฏฺฐาย ปริพนฺธวิปฺปหีนา"(ฉ. อภิธัมมัตถสังคหะ หน้า ๖๐ - ปริปนฺถวิปฺปหีนา กมฺมฏฺฐานานิ ฯ) กามาวจรสมาธิสงฺขาตา อุปจารภาวนา นิปฺผนฺนา นาม โหติ ฯ

      ง. ตโต ปรํ ตเมว ปฏิภาคนิมิตฺตํ อุปจารสมาธินา สมาเสวนฺตสฺส รูปาวจรปฐมชฺฌานมปฺเปติ ฯ


ความเป็นไปแห่งภาวนาทั้ง ๓ และนิมิตทั้ง ๓ นั้น เป็นไปอย่างไร ?

      ก. การเพ่งอารมณ์ของพระโยคีบุคคล ผู้เริ่มทำกรรมฐาน ในองค์กรรมฐานมีปริมณฑลของปถวีกสิณ เป็นต้น อยู่นั้น อารมณ์กรรมฐานที่กำลังเพ่งอยู่นั้นเรียกว่าบริกรรมนิมิต ภาวนาจิตที่มีบริกรรมนิมิตเป็นอารมณ์นั้นชื่อว่า "บริกรรมภาวนา"

      ข. เมื่อเวลาใด อารมณ์กรรมฐานนั้น เป็นอารมณ์ที่รับได้ชัดเจนด้วยจิตคือ อารมณ์ของกรรมฐานนั้น เข้าสู่เฉพาะหน้ามโนทวารวิถี เหมือนกับเห็นด้วยตาแล้ว เวลานั้นอารมณ์กรรมฐานนั้น ชื่อว่า "อุคคหนิมิต" และภาวนาจิตที่มีอุคคหนิมิตเป็นอารมณ์ ก็ย่อมสงบ

      ค. ต่อจากเวลาที่ใด้อุคคหนิมิต ของพระโยคีบุคคล ผู้มีจิตอันสงบดังอาการที่กล่าวมาแล้วนั้น เมื่อพยายามเจริญ คือ เพ่งอุคคหนิมิตโดยบริกรรมสมาธิอยู่เรื่อย ๆ เวลาใดอารมณ์ที่เหมือนกับอุคคหนิมิต และพ้นจากปรมัตถธรรม ซึ่งเรียกว่าบัญญัติ ที่สำเร็จมาจากภาวนาย่อมตั้งมั่นอยู่ในจิต คล้ายกับเอาเข้าไปปักแน่นอยู่ในจิตเวลานั้นย่อมกล่าวได้ ว่า "ปฏิภาคนิมิต" เกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว

      ฆ. ตั้งแต่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นเป็นต้นไป ได้ชื่อว่า อุปจารภาวนา คือกามาวจรสมาธิ ซึ่งสามารถประหาณนิวรณ์ทั้ง ๕ ซึ่งเป็นศัตรูของสมาธิเกิดขึ้นแล้ว

      ง. ต่อจากเวลาที่อุปจารภาวนาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อพระโยคีบุคคลเพ่งปฏิภาคนิมิตนั้น โดยอุปจารสมาธิให้เป็นไปโดยสมบูรณ์ กล่าวคือ พยายามรักษาปฏิภาคนิมิตนั้นไม่ให้หายไป แล้วรูปาวจรปฐมฌานก็ย่อมเกิดขึ้น


แสดงการเกิดขึ้นของฌานเบื้องบน มีทุติยฌาน เป็นต้น

      ๑๘. ตโต ปรํ ตเมว ปฐมชฺฌาน อาวชฺชนํ สมาปชฺชนํ อธิฏฺฐานํ วุฏฺฐานํ ปจฺจเวกฺขณา เจติ อิมาหิ ปญฺจหิ วสิตาหิ วสีภูตํ กตฺวา วิตกฺกาทิกโมฬาริกงฺคํ ปหานาย วิจาราทิสุขุมงฺคุปฺปตฺติยา ปทหโต ยถากฺกมํ ทุติยชฺฌานาทโย ยถารหมปฺเปนฺติ ฯ

      ต่อจากที่ปฐมฌานเกิดขึ้นแล้ว ฌานลาภีบุคคลกระทำให้ปฐมฌานนั้นเข้าถึงความชำนาญ โดยวสีทั้ง ๕ คือ

      ๑. ) อาวัชชนวสี ชำนาญในการพิจารณาองค์ฌาน โดยวิถีจิตติดต่อกัน ไม่มีภวังค์คั่นมาก

      ๒.)  สมาปัชชนวสี ชำนาญในการเข้าฌานได้โดยรวดเร็ว

      ๓.) อธิฏฐานวสี ชำนาญในการกำหนดเวลาเข้าตามที่ต้องการ น้อยหรือมากก็ตาม (เช่นกำหนดเข้า ๕ นาที ก็เข้าเพียง ๕ นาที กำหนดเข้า ๑ ชั่วโมง ก็เข้า ๑ชั่วโมง ตรงเวลาเป็นต้น)

      ๔.) วุฏฐานวสี ชำนาญในการกำหนดเวลาออกตามที่ต้องการ น้อยหรือมากก็ตาม (ตรงเวลา)

      ๕.) ปัจจเวกขณวสี ชำนาญในการพิจารณาองค์ฌาน โดยปัจจเวกขณชวนะที่เกิดขึ้นติดต่อกัน ไม่มีภวังค์คั่นมาก แล้วก็เพ่งปฏิภาคนิมิต เพื่อละองค์ฌานที่มีสภาพหยาบ มีวิตก เป็นต้น และเพื่อให้องค์ฌานที่มีสภาพสุขุม มีวิจาร เป็นต้น เกิดขึ้นดังนี้ แล้วทุติยฌานเป็นต้นย่อมเกิดขึ้นตามสมควรโดยลำดับ


บทอวสาน


      อิจฺเจวํ ปถวีกสิณาทีสุ ทฺวาวีสติกมฺมฏฺฐาเนสุ ปฏิภาคนิมิตฺตมปลพฺภติ ฯ 

      ในกรรมฐาน ๒๒ มีปถวีกสิณ เป็นต้น พึงได้ปฏิภาคนิมิตดังที่ได้กล่าวมาแล้ว


แสดงกรรมฐานที่เหลืออีก ๘ ที่ถึงอัปปนาพร้อมด้วยการเกิดขึ้นแห่งอรูปฌาน

      ก. อวเสเสสุ ปน อปฺปมญฺญา สตฺตปญฺญตฺติยา ปวตฺตนฺติ ฯ ส่วนในกรรมฐานที่เหลืออีก ๘ นั้น อัปปมัญญาทั้ง ๔ ย่อมเกิดขึ้นในอารมณ์ที่เป็นสัตวบัญญัติ

      ข. อากาสวชฺชิตกสิเณสุ ปน ยํ กิญฺจิ กสิณํ อุคฺฆาเฏตฺวา ลทฺธมากาสํ อนนฺตวเสน ปริกมฺมํ กโรนฺตสฺส ปฐมารุปฺปมปฺเปติ ฯ อากาสานัญจายตนฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่รูปฌานลาภี ที่กระทำอากาศบัญญัติซึ่งได้มาจากการเพิกกสิณอย่งใดอย่างหนึ่งในบรรดากสิณทั้ง ๙ เว้นอากาศกสิณ ให้เป็นอารมณ์ แล้วบริกรรมว่า อากาโส อนนฺโต อากาศนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

      ค. ตเมว ปฐมารุปฺปวิญฺญาณ อนนฺตวเสน ปริกมฺมํ กโรนฺตสฺส ทุติยารุปฺปมปฺเปติ ฯ วิญญาณัญจายตนฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่อากาสานัญจายตนฌานลาภี ที่กระทำอากาสานัญจายตนฌานให้เป็นอารมณ์ โดยบริกรรมว่า "วิญญาณํ อนนฺตํ" อากาสานัญจายตนฌาน นี้ไม่มีที่สิ้นสุด วิญญาณัญจายตนฌานก็ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น

      ฆ. ตเมว ปฐมารุปฺปวิญฺญาณาภาวํ ปน นตฺถิ กิญฺจีติ ปริกมฺมํ กโรนฺตสฺส ตติยารุปฺปมปฺเปติ ฯ อากิญจัญญายตนฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่วิญญาณัญจายตนฌานลาภี ที่กระทำนัตถิภาวบัญญัติ คือ ความไม่มีแห่งอากาสานัญจายตนฌานให้เป็นอารมณ์ โดยบริกรรมว่า "นตฺถิ กิญฺจิ" ไม่มีแม้แต่น้อย

      ง. ตติยารุปฺปํ สนฺตเมตํ, ปณีตเมตนฺติ ปริกมฺมํ กโรนฺตสฺส จตุตฺถารุปฺปมปฺเปติ ฯ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่อากิญจัญญายตนฌานลาภี ที่กระทำอากิญจัญญายตนฌานให้เป็นอารมณ์แล้ว โดยบริกรรมว่า "สนฺตเมตํ ปณีตเมตํ" อากิญจัญญายตนฌานนี้มีสภาพสงบหนอ มีสภาพประณีตหนอ


แสดงความเป็นไปของบริกรรมภาวนาและอุปจารภาวนา

ในการเจริญกรรมฐาน ๑๐ ที่ไม่ถึงอัปปนา

      ๒๐. อวเสเสสุ จ ทสสุ กมฺมฏฺฐาเนสุ พุทฺธคุณาทิกมารมฺมณมารพฺภ ปริกมฺมํ กตฺวา ตสฺมึ นิมิตฺเต สาธุกมุคฺคหิเต ตตฺเถว ปริกมฺมญฺจ สมาธิยติ อุปจาโร จ สมฺปชฺชติ ฯ

      ในกรรมฐานที่เหลือ ๑๑  นั้น พระโยคีบุคคล กระทำพุทธคุณ เป็นต้น ให้เป็นอารมณ์แล้วบริกรรม เมื่อเวลาที่พระโยคีบุคคลได้รับอารมณ์พุทธคุณ เป็นต้น ด้วยดีแล้วคือชัดเจนแล้ว บริกรรมกาวนาของผู้นั้นก็ย่อมตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เหล่านั้น และอุปจารภาวนาก็สมบูรณ์ไปด้วย


แสดงการปรากฏของอภิญญา

      ๒๑. อภิญฺญาวเสน ปวตฺตมานํ ปน รูปาจวรปญฺจมชฺฌานํ อภิญฺญา ปาทกปญฺจมชฺฌานา วุฏฺฐหิตฺวา อธิฏฺเฐยฺยาทิกมาวชฺเชตฺวา ปริกมฺมํ กโรนฺตสฺส รูปาทีสุ อารมฺมเณสุ ยถารหมปฺเปติ ฯ

      สำหรับรูปาวจรปัญจมฌานที่เกิดขึ้นโดยความเป็นอภิญญานั้น ย่อมเกิดขึ้นในอารมณ์ ๖ มีรูปารมณ์ เป็นต้น (เป็นอารมณ์) ตามสมควร แก่ผู้ที่ออกจากรูปปัญจมฌาน ซึ่งเป็นบาทของอภิญญา และพิจารณาอารมณ์ต่างฯ ที่ตั้งใจไว้แล้วกระทำบริกรรม (ความหมายว่า เมื่อธิฏฐานอภิญญาเสร็จแล้วเข้าปาทกฌาน การเข้าปาทกฌานนี้ เรียกว่า กระทำบริกรรม)


แสดงอภิญญา ๕

      ๒๒. อภิญฺญา จ นาม อิทฺธิวิธิ ทิพฺพโสตํ ปรจิตฺตวิชานนา ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติ ทิพฺพจกฺขูติ ปญฺจธา ฯ

                              อยเมตฺถ โคจรเภโท นิฏฐิโต จ สมถกมฺมฏฺฐานนโย ฯ


ชื่อว่าอภิญญานั้นมี ๕ อย่างดังนี้ คือ

      ๑.) อิทธิวิธอภิญญา อภิญญาที่เกี่ยวกับการแสดงอิทธิฤทธิต่างๆ

      ๒.) ทิพพโสตอภิญญา อภิญญาที่เกี่ยวกับหูทิพย์

      ๓.) ปรจิตตวิชานนอภิญญา อภิญญาที่เกี่ยวกับการรู้จิตใจของผู้อื่น

      ๔.) ปุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา อภิญญาที่เกี่ยวกับการระลึกชาติได้

      ๕.) ทิพพจักขุอภิญญา อภิญญาที่เกี่ยวกับตาทิพย์

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ป็นการแสดงประเภทของนิมิตอารมณ์ในกรรมฐานสังคนะ

------------///-------------


[full-post]



พรรณนาเนื้อความในสมถกรรมฐาน ตามอภิธัมมัตถสังคหะบาลี

อธิบายในบาลีข้อที่ ๑ ขยายความคำปฏิญญาของพระอนุรุทธาจารย์


      อนุสนธิ พระอนุรุทธาจารย์ ได้แสดงความเป็นไปของ รูป นาม โดยความ เป็นอนัตตะ ให้กุลบุตรทั้งหลายได้ทราบ โดยนัยทั้งสอง คือ ปฏิจจสมุปปาทนัย และปัฏฐานนัย จบลงแล้ว ต่อจากนั้นก็ได้ชี้ถึงแนวทางการปฏิบัติ สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา ให้กุลบุตรทั้งหลายได้ทราบ เพื่อเป็นเครื่องดำเนินงานในการปฏิบัติต่อไป

            สมถวิปสฺสนานํ         ภาวนานมิโต ปรํ

            กมฺมฏฺฐานํ ปวกฺขามิ    ทุวิธมฺปิ ยถากฺกมํ ฯ

      คาถาปฏิญญานี้แปลความว่า พระอนุรุทธาจารย์ ได้ให้คำปฏิญญาว่า จะแสดง

      กรรมฐาน ๒ ประเภท คือ สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน ตามลำดับ 

      ในลำดับแห่งการแสดงปัจจยสังคหะวิภาคจบลงแล้ว


      ปริจเฉทที่ชื่อว่า กรรมฐานสังคหะ หมายความว่า เป็นปริจเฉทที่แสดงการรวบรวมกรรมฐานต่างๆ ดังมีวจนัตถะแสดงว่า

      "กมฺมฏฺฐานานํ สงฺคโห = กมฺมฏฺฐานสงฺคโห"

      ปริจเฉทที่แสดงการรวบรวมกรรมฐานทั้งหมดชื่อว่า "กรรมฐานสังคหะ"


อธิบายบทโดยเฉพาะ ๆ ในคาถานี้

      ภาวนา แปลว่า ธรรมที่ควรเจริญ คือ ให้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในสันดานของตน ชื่อว่า ภาวนา ดังมีวจนัตถะแสดงว่า

      "ภาเวตพฺพาติ = ภาวนา"

      ธรรมที่บัณฑิตทั้งหลาย พึงทำให้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและครั้งหลังๆ ให้ติดต่อ กันเป็นนิจ จนถึงเจริญขึ้น จะนั้น จึงชื่อว่า ภาวนา

      การที่แสดงวจนัตถะ คือ เนื้อความของภาวนาดังนี้นั้น เพราะเป็นธรรมที่อำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้กระทำให้ได้รับความสุขกาย สุขใจ ทั้งในภพนี้และภพหน้าตลอดจนกระทั่งพ้นจากวัฏฏสงสาร


ธรรมที่ชื่อว่า ภาวนา นี้มีอยู่ ๒ อย่าง คือ

      ๑. สมถภาวนา  ๒ วิปัสสนาภาวนา

      ๑. สมถภาวนา "กิเลเส สเมตีติ = สมโถ" ธรรมใดทำให้กิเลสมีกามฉันทนิวรณ์ เป็นต้น สงบลง ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า สมถะ ได้แก่สมาธิ คือ เอกัคคตาที่ในมหากุศลจิต ๘ และ รูปาวจรปฐมฌานกุศลจิต ๑

      หรืออีกนัยหนึ่ง "จิตฺตํ สเมตีติ = สมโถ" ธรรมใดทำให้จิตที่ไม่สงบเนื่องมาจากการได้รับอารมณ์หลาย ๆ อย่าง สงบลงมาตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว ฉะนั้นธรรมนั้น ชื่อว่า สมถะ ได้แก่ สมาธิ คือ เอกัคคตาที่ใน มหากริยาจิต ๘ และรูปาวจรปฐมณานกริยาจิต ๑

      หรืออีกนัยหนึ่ง "วิตกฺกาทิ โอฬาริกธมฺเม สเมตีติ = สมโถ" ธรรมใดทำให้องค์ฌานชนิดหยาบมีวิตก เป็นต้น สงบลง คือ ไม่ให้เกิด ฉะนั้น ธรรมนั้น ชื่อว่า สมถะ ได้แก่สมาธิ คือ เอกัคคตาที่ใน ติยฌานกุศล กริยา เป็นต้น จนถึงปัญจมฌานกุศล กริยา


อธิบายในวจนัตถะทั้ง ๓ ข้อของสมถะตามลำดับ

      ๑.) ปุถุชนทั้งหลาย ที่กำลังเจริญสมถกรรมฐานอยู่นั้น ในเวลานั้นมหากุศลจิตตุปบาทย่อมเกิดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าผู้นั้นเป็นติเหตุกปุถุชน และมีความพยายามอย่างเพียงพอแล้วก็จะสามารถสำเร็จเป็นฌานลาภีบุคคล คือ รูปาวจรปฐมฌานกุศลย่อมเกิดขึ้น มหากุศลจิตตุปบาทและปฐมฌานกุศลจิตตุปบาท เหล่านี้ มีเอกัคคตาเจตสิกเป็นประธาน ท่านมุ่งหมายเอาเฉพาะเอกัคตาเจตสิกดวงนี้แหละ จึงแสดงวจนัตถะว่า "กิเลเส สเมตีติ = สมโถ"

      ๒.) ผู้ที่สำเร็จเป็นพระรหันต์แล้วแต่กลับมาเจริญสมถกรรมฐาน เพื่อที่จะให้ได้โลกียฌานนั้น ในเวลานั้น มหากริยาจิตตุปบาทย่อมเกิดขึ้นเรื่อยๆ จนสำเร็จเป็นฌานลาภีบุคคล คือ รูปาวจรปฐมฌานกริยาจิตุปบาท ย่อมเกิดขึ้น มหากริยาจิตตุปบาทและ ปฐมฌาน กริยาจิตตุปบาทเหล่านี้ ไม่ได้ทำการประหาณกิเลสนิวรณ์แต่ประการใดหากแต่เกิดขึ้นทำให้จิตที่ไม่สงบ เนื่องมาจากการได้รับอารมณ์มากมายหลายประการนั้นสงบลงมาตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว มหากริยาจิตตุปบาทและปฐมณานกริยาจิตตุปบาทเหล่านี้ มีเอกัคคตาเจตสิกเป็นประธาน ท่านมุ่งหมายเอาเฉพาะเอกัคคตาเจตสิกดวงนี้แหละ จึงแสดง วจนัตถะว่า "จิตฺตํ สเมตีติ = สมโถ"

      ๓.) ปฐมฌานลากีบุคคลที่เป็นปุถุชนและพระเสกขะ อเสกขบุคคล เหล่านี้เมื่อเจริญสมถกรรมฐานต่อไป ฌานเบื้องบนมีทุติยฌานกุศล - กริยา เป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นตามลำดับ ทุติยฌานจิตตุปบาทที่เป็นกุศล กริยา เป็นต้นนี้ ไม่ต้องทำการประหาณกิเลสนิวรณ์ให้สงบลงอีกแต่ประการใด หากแต่เกิดขึ้น ทำให้จิตใจมีสมาธิแก่กล้ายิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับ พร้อมกับทำการละองค์มานอย่างหยาบมีวิตก เป็นต้น ให้สงบลง กล่าวคือ ทุติยฌานสมาธิก็ละวิตกองค์ฌาน ตติยฌานสมาธิก็ละวิจารองค์ฌาน จตุตถฌานสมาธิก็ละปีติองค์ฌาน ปัญจมฌานสมาธิก็ละสุของค์ฌานให้สงบลงไปเป็นชั้นๆ ในทุติยฌานกุศล - กริยาจิตตุปบาทเหล่านี้มีเอกัคคตาเจตสิกเป็นประธาน ท่านมุ่งหมายเอาเฉพาะเอกัคคตาเจตสิกดวงนี้แหละจึงแสดงวจนัตะว่า "วิตกฺกาทิ โอฬาริกธมฺเม สเมตีติ = สมโถ"


สมถะมี ๒ ประการ

      ๑.) ปริตตสมถะ การเจริญสมถกรรมฐานของบุคคลที่ยังไม่เข้าถึงอัปปนาภาวนานั้น ชื่อว่า ปริตตสมถะ เพราะในขณะนั้นมีแต่มหากุศล หรือ มหากริยาชวนะเท่านั้นที่เกิดขึ้น องค์ฌานที่ประกอบอยู่นั้นก็ยังมีกำลังอ่อนอยู่

      ๒.) มหัคคตสมถะ  การเจริญสมถกรรมฐานของบุคคลที่เข้าถึง อัปปนาภาวนา คือ มหัคคตฌาน ชื่อว่า มหัคคตสมถะ เพราะในขณะนั้นมหัคคตกุศล หรือกริยาชวนะเท่านั้นที่เกิดขึ้น และองค์ฌานที่ประกอบอยู่นั้นก็มีกำลังมาก สามารถเข้าไปเพ่งในสมถอารมณ์อย่างแน่วแน่  ส่วนองค์ฌานที่ประกอบกับมหัคคตกุศลนั้นเล่า ก็มีกำลังมาก สามารถประหาณนิวรณ์ธรรม โดยวิกขัมภนะอีกด้วย


๒. วิปัสสนาภาวนา

      "รูปาทิอารมฺมเณสุ ปญฺญตฺติยา จ นิจฺจ สุข อตฺต สุภ สญฺญาย จ วิเสเสน นามรูปภาเวน วา อนิจฺจาทิอากาเรน วา ปสฺสตีติ - วิปสฺสนา" ธรรมชาติใดย่อมเห็นแจ้งในอารมณ์ต่างๆ มีรูปารมณ์ เป็นต้น โดยความเป็นนาม รูป ที่พิเศษนอกออกไปจากบัญญัติ โดยการละทิ้งสัททบัญญัติ อัตถบัญญัติเสียสิ้นและย่อมเห็นแจ้งในอารมณ์ต่างๆ มีรูปารมณ์ เป็นต้น โดยอาการเป็น อนิจจะ ทุกขะ อนัตตะ อสุภะ  ที่พิเศษนอกออกไปจากนิจจสัญญาวิปัลลาส สุขสัญญาวิปัลลาส อัตตสัญญาวิปัลลาส สุภสัญญาวิปัลลาสเสีย ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า วิปัสสนาได้แก่ ปัญญาเจตสิก ที่ใน มหากุศล มหากริยา

      หรืออีกนัยหนึ่ง "ปญฺจกฺขนฺเธสุ วิวิเธน อนิจฺจาทิอากาเรน ปสฺสตีติ = วิปสฺสนา"

      ธรรมชาติใดย่อมเห็นแจ้งในขันธ์ ๕ โดยประการต่างๆ มี อนิจจะ ทุกขะ อนัตตะ อสุภะ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า วิปัสสนา ได้แก่ ปัญญาเจตสิกที่ในมหากุศล มหากริยา


อธิบายในวจนัตถะข้อที่ ๑


ในวจนัตถะข้อที่ ๑ นี้ ได้แบ่งออกเป็น ๒ ตอน คือ "รูปาทิอารมฺมเณส ปญฺญตฺติยา วิเสเสน นามรูปภาเวน ปสฺสตีติ = วิปสฺสนา" ตอนหนึ่ง

      "รูปาทิอารมฺมเณสุ นิจฺจ สุข อตฺต สุภ สญฺญาย วิเสเสน อนิจฺจาทิอากาเรน ปสฺสตีติ = วิปสฺสนา" ตอนหนึ่ง

      ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเนื่องมาจากคำว่า "วิปัสสนา" นั้นเอง กล่าวคือ วิปัสสนา นี้มีบทอยู่ ๒ บท เป็น "วิ" บทหนึ่ง "ปสสนา" บทหนึ่ง "วิ" แปลว่า พิเศษ "ปสสนา" แปลว่า ความเห็นแจ้ง เมื่อรวมเข้าทั้งสองบทแล้ว ก็คงแปลว่า ความเห็นแจ้งเป็นพิเศษ ดังแสดงวจนัตะว่า "วิเสเสน ปสฺสตีติ = วิปสฺสนา" ธรรมชาติใดย่อมเห็นแจ้งเป็นพิเศษ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า วิปัสสนา

      การเห็นแจ้งเป็นพิเศษซึ่งเป็นตัววิปัสสนาปัญญานี้มีอยู่ ๒ ประการ คือ 

      - การเห็นแจ้งเป็นพิเศษในอารมณ์ต่างๆ ที่มาปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยความเป็นรูป นาม ประการหนึ่ง

      - การเห็นแจ้งเป็นพิเศษในอารมณ์ต่างๆ ที่มาปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยความเป็น อนิจจะ ทุกขะ อนัตตะ อสุภะ ประการหนึ่ง

      การเห็นเช่นนี้แหละจึงกล่าวว่ามีการเห็นเป็นพิเศษ เพราะว่า อารมณ์ต่างๆที่มาปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ ในขณะแรกๆ ล้วนแต่เป็นปรมัตถ์อันได้แก่ รูป นาม ทั้งสิ้น แต่สัตว์ทั้งหลาย ไม่รู้ ไม่เห็น ในความเป็นไปของอารมณ์เหล่านี้ว่า เป็นรูป เป็นนาม คงรู้คงเห็นที่เป็นไปในฝ่ายบัญญัติอย่างเดียว คือ เมื่อได้แลเห็นรูปารมณ์ด้วยตา ก็รู้ว่าตนได้เห็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ ซึ่งเป็นบัญญัติ ได้ยินสัททารมณ์ด้วยหู ก็รู้ว่าตนได้ยินเรื่องนั้น เรื่องนี้ ซึ่งเป็นบัญญัติ ได้รับคันธารมณ์ด้วยจมูก ก็รู้ว่าตนได้กถิ่นชนิดนั้น ชนิดนี้ ซึ่งเป็นบัญญัติ ได้รับรสารมณ์ด้วยลิ้น ก็รู้ว่าตนได้ลิ้มสชนิดนั้น ชนิดนี้ ซึ่งเป็นบัญญัติได้รับโผฏฐัพพารมณ์ด้วยกาย ก็รู้ว่าตนได้สัมผัสกับวัตถุชนิดนั้น ชนิดนี้ ซึ่งเป็นบัญญัติได้รับรัมมารมณ์ด้วยใจ ก็รู้ว่าเป็นหญิง เป็นชายเป็นสัตว์ เป็นบุคคล ดี เลว ผิด ถูก ดีใจ เสียใจ โง่ ฉลาด เลื่อมใส สงสาร รักใคร่ซึ่งเป็นบัญญัติ

      ความรู้ ความเห็นเป็นบัญญัติดังกล่าวมาแล้วนี้ย่อมเป็นไปตามธรรมดา ส่วนความรู้ ความเห็นในอารมณ์ต่างๆ โดยความเป็นรูปนามนั้น เป็นความรู้ ความเห็นเป็นพิเศษ นี้เป็นคำอธิบายในวจนัตะตอนที่ ๑ ที่แสดงไว้ว่า "รูปาทิอารมฺมเณสุ ปญฺญตฺติยา วิเสเสน นามรูปภาเวน ปสฺสตีติ = วิปสฺสนา"

      ส่วนการเห็นแจ้งเป็นพิเศษในอารมณ์ต่างๆ ที่มาปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ โดยความเป็น อนิจจะ ทุกขะ อนัดตะ อสุภะ ประการที่ ๒ นั้น คือเมื่ออารมณ์ต่างๆ ที่เป็นภายนอกหรือภายในตนได้มาปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วแม้ว่าธรรมชาติของอารมณ์เหล่านี้จะมีสภาพเกิดดับประจำอยู่ก็จริง แต่หาได้รู้เห็นตามความเป็นจริง ตามสภาพของอารมณ์ที่มีการเกิดดับอยู่นั้นไม่ มีแต่ความรู้สึกว่าการเห็นการได้ยิน เป็นต้นนี้ตั้งอยู่เสมอโดยไม่ขาดสาย และอารมณ์ที่มาปรากฎเฉพาะหน้านั้นเล่าก็ตั้งอยู่เสมอ ไม่มีการดับไปและเกิดขึ้นใหม่คิดต่อกันแต่ประการใด ในขณะเดียวกันนั้นเองก็มีความรู้สึกนึกคิดว่า อารมณ์อย่างนี้สวยงาม น่ารัก อย่างนี้ ไม่สวย ไม่งาม ไม่น่ารัก เรื่องนี้ เมื่อจะเปรียบเทียบให้เห็นแล้วเหมือนกันกับความรู้สึกของผู้ที่กำลังดูภาพยนต์อยู่ คือ ในขณะนั้นมีแต่การเห็นภาพต่างๆ ที่สำเร็จเป็นบ้านเมือง ถนน หนทางต้นไม้ ภูเขา ตลอดจนกระทั่งสำเร็จในอิริยาบถใหญ่น้อยของคนหนึ่งๆ โดยครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว แต่หาได้เห็นไม่ว่าภาพต่างๆ ก็ดี อิริยาบถใหญ่น้อยของคนหนึ่งๆ ที่กำลังปรากฎเป็นไปอยู่ก็ดี มีการติดต่อกันเป็นระยะ ๆ ไปตามลำดับของฟิล์มมากมายหลายร้อยหลายพันแผ่น หาใช่มีแต่เพียงแผ่นเดียวไม่ ข้อนี้ฉันใดอารมณ์ต่างๆ ที่มาปรากฎเฉพาะหน้าทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เหมือนกันกับความเป็นไปของภาพยนต์ความรู้สึกต่างๆ ของบุคคล ในขณะที่กำลังได้รับอารมณ์อยู่นั้น เหมือนกับความรู้สึกของผู้ที่กำลังดูภาพยนต์อยู่

      ความรู้สึกในอารมณ์ต่างๆ ที่มาปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยความเป็น นิจจะ สุขะ อัตตะ สุภะ ดังกล่าวแล้วนี้ เป็นอกุศลก็มี เป็นกุศลญาณสัมปยุตก็มี ญาณวิปปยุตต์ก็มี แต่กุศลญาณสัมปยุตต์นี้ หาใช่ประกอบกับวิปัสสนาปัญญาแต่ประการใดไม่ คงเป็นเพียงปัญญาสามัญทั่วๆ ไปเท่านั้นสำหรับกุศลญาณสัมปยุตต์ที่ประกอบกับวิปัสสนาปัญญานั้น เมื่อได้รับอารมณ์ต่างๆ แล้วมีความรู้สึกได้ทันทีว่ามีความดับไป และเกิดขึ้นใหม่ติดต่อกันไปอย่างไม่ขาดสายโดยความเป็น อนิจจะ ทุกชะ อนัตตะ อสุภะ ความเห็นเช่นนี้แหละเป็นความเห็นที่พิเศษจาก นิจจะ สุขะ อัตตะ สุภะ ซึ่งมีเป็นประจำตามธรรมดานี้ เป็นคำอธิบายในวจนัตถะตอนที่ ๒ ที่แสดงว่า "รูปาทิอารมฺมเณสุ นิจฺจ สุข อตฺต สุภ สญฺญาย วิเสเสน อนิจฺจาทิอากาเรน ปสฺสตีติ = วิปสฺสนา"


อธิบายในวจนัตฉะข้อที่ ๒

      ในวจนัตถะข้อนี้ คำว่า "วิ" หมายความว่า ประการต่างๆ ประการต่างๆ นั้นได้แก่ อนิจจะ ทุกขะ อนัตตะ อสุภะ "ปสสนา" หมายความว่า การเห็นแจ้งเมื่อรวมคำทั้งสองนี้เข้าด้วยกันแล้ว หมายความว่า การเห็นแจ้งโดยประการต่างๆ มีอนิจจะ เป็นต้น

      เพราะตามธรรมดา สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ มีความเข้าใจในขันธ์ ๕ คือ กาย ใจ การเสวยอารมณ์ การจำอารมณ์ การจัดแจงปรุงแต่งในอารมณ์ การรู้อารมณ์ เหล่านี้ว่า เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวตน อยู่ภายใต้บังคับบัญชา สวยงาม ล้วนแต่เป็นความเห็น ความเข้าใจ ไปในฝ่ายวิปัลลาส ที่เป็นอกุศลบ้าง กุศลญาณสัมปยุตต์บ้าง ญาณวิปปยุตต์บ้าง กุศลญาณสัมปยุตต์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับวิปัลลาสธรรมนี้ " หาใช่ประกอบกับวิปัสสนาปัญญา แต่ประการใดไม่ ส่วนกุศลญาณสัมปยุตต์ที่ประกอบกับวิปัสสนาปัญญานั้น ย่อมเห็นแจ้งในขันธ์ ๕ ว่าเป็นอนิจจะ ทุกขะ อนัตตะ อสุภะ

      ดังนั้นจึงมีวจนัตะแสดงว่า "ปญฺจกฺขนฺเธส วิวิเธน อนิจฺจาทิอากาเรน ปสฺสตีติ = วิปสฺสนา"


วิปัสสนามี ๓ ประการ

      ๑.) สงฺขารปริคฺคณฺหนกวิปสฺสนา คือ วิปัสสนาญาณที่มีการกำหนดรู้ในสังขาร ธรรม รูป นาม

      ๒.) ผลสมาปตฺติวิปสฺสนา คือ วิปัสสนาญาณที่เป็นเหตุให้เข้าผลสมาบัติได้

      ๓.) นิโรธสมาปตฺติวิปสฺสนา คือ วิปัสสนาญาณที่เป็นเหตุให้เข้านิโรธสมาบัติได้

      ในวิปัสสนาภาวนาทั้ง ๓ ประการนี้ 

      - สังขารปริคคัณหนกวิปัสสนา นั้น ไม่ว่าจะเป็น ชนิด มันทะ หรือ ติกชวิปัสสนาก็ตาม เมื่อเข้าถึงความเป็นวุฏฐานคามินีวิปัสสนาแล้ว ก็ย่อมเป็นเหตุใกถัที่จะให้ได้มรรคทั้งนั้น ต่างกันก็เพียงแต่ว่าได้สำเร็จมรรคช้า หรือ เร็ว คือ ถ้าวิปัสสนาเป็นมันทะก็ให้สำเร็จมรรคช้า มรรคนั้นเรียกว่าทันทาภิญญามรรค ถ้าวิปัสสนาเป็นติกขะก็ให้สำเร็จมรรคเร็ว มรรคนั้นเรียกว่าขิปปาฏิญญามรรค

      - ผลสมาปัตติวิปัสสนา นั้น จะต้องเป็นติกขวิปัสสนา จึงจะเข้าถึงผลสมาบัติได้ทั้งนี้ก็เพราะว่า ติกขวิปัสสนานี้เป็นปัจจัยช่วยอุปการะ ให้ผลจิตตุปบาทเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องอาศัยมรรคจิตตุปบาท เช่นเดียวกันกับ มรรคจิตตุปบาท ในมรรควิถีเป็นปัจจัยช่วยอุปการะให้ผลจิตตุปบาทเกิด ๒-๓ ขณะต่อจากตน ฉันนั้น นี้มุ่งหมายเอาเพราะผู้ที่เริ่มเข้าผลสมาบัติใหม่ ๆ เท่านั้น ถ้าผู้นั้นชำนาญในการเข้าผลสมาบัติแล้ว มันทวิปัสสนาก็ได้เช่นเดียวกัน

      - ส่วน นิโรธสมาปัตติวิปัสสนา นั้นจะต้องเป็นวิปัสสนากลางๆ จะเป็นมันทะหรือ ติกวิปัสสนาอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้ เพราะว่า นิโรธสมาปัตติวิปัสสนา นี้เป็นวิปัสสนา ที่เกิดขึ้นสลับกันไปกับสมถะเรื่อยๆ ฉะนั้น จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ยุคนันธวิปัสสนา"

      เนื่องด้วยวิปัสสนา มี ๓ ประการดังกล่าวมาแล้วนี้ ท่านอรรถกถาจารย์จึงได้แสดงไว้ในวิสุทธิมรรคอรรถกถา(ฉ. ทุติยภาค หน้า ๓๔๗ - ๓๔๘)  และ ปฏิสัมภิทามรรคอรรถกถา"(ฉ. ปฐมภาค หน้า ๒๘๗) ว่า

      "วิปสฺสนา ปเนสา ติวิธา โหติ สงฺขารปริคฺคณฺหนกวิปสฺสนา, ผลสมาปตฺติวิปสฺสนา, นิโรธสมาปตฺติวิปสฺสนาติ. ตตฺถ สงฺขารปริคฺคณฺหนกวิปสฺสนา มนฺทา วา โหตุ ติกฺขา วา มคฺคสฺส ปทฏฺฐาน โหติเยว. ผลสมาปตฺติวิปสฺสนา ติกฺขาว วฏฺฏติ มคฺคภาวนาสทิสา, นิโรธสมาปตฺติวิปสฺสนา ปน นาติมนฺทนาติติกฺขา วฏฺฏติ. ตสฺมา เอส นาติมนฺทาย นาติติกฺขาย วิปสฺสนาย เต สงฺขาเร วิปสฺสติ." 

      วิปัสสนาญาณนี้ มี ๓ อย่าง คือ สังขารปริคคัณหนกวิปัสสนา วิปัสสนาญาณที่กำหนดรู้สังขารธรรม รูป นาม เพื่อจะได้มรรค, ผลสมาปัตติวิปัสสนา เป็นวิปัสสนาญาณที่พิจารณา รูป นาม เพื่อจะเข้าผลสมาบัติ, นิโรธสมาปัตติวิปัสสนาวิปัสสนาญาณที่มีการพิจารณามหัคคตธรรม เพื่อเข้านิโรธสมาบัติ

      ในวิปัสสนาญาณทั้ง ๓ นั้น สังขารปริคคัณหนกวิปัสลนา วิปัสสนาญาณที่เป็นมันทะ หรือ ติกขะก็ตาม ล้วนแต่เป็นเหตุใกล้ให้ได้มรรถทั้งนั้น ผลสมาปัตติวิปัสสนาต้องเป็นติกขะอย่างเดียว จึงจะสมควร เช่นเดียวกันกับการเจริญขึ้นขององค์มรรคในมรรคจิต (เพราะว่าวิปัสสนาญาณนี้แม้มีสังขารธรรมเป็นอารมณ์ก็ตาม แต่มีความเป็นไปอย่างท้อถอยจากสังขารธรรม ประการหนึ่ง และเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ผลจิตตุปบาท ที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ เหมือนกันกับมรรคจิตที่เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ผลจิตตุปบาทในมรรควิถี ประการหนึ่ง ดังนี้ ส่วน นิโรธสมาปัตติวิปัสสนานั้นจะต้องเป็นวิปัสสนาญาณอย่างกลางที่เป็นนาติมันทะนาติติกขะ (เพราะว่าถ้าวิปัสสนาญาณเป็นชนิดอ่อนแล้วสมาธิก็จะมีกำลังมาก  เมื่อสมาธิมีกำลังมาก จิต เจตสิกก็ไม่ดับ คือเข้านิโรชสมาบัติไม่ได้ เพียงแต่มีจิตใจสงบลง เท่านั้น ถ้าวิปัสสนาเป็นชนิดอย่างแก่กล้าก็มีการเห็นโทษในสังขารธรรมเป็นอย่างมาก ก็จะสำเร็จเป็นผลสมาบัติไป)

      หมายเหตุ ความที่กล่าวไว้ในวงเล็บนี้ คัดมาจากวิสุทธิมรรคมหาฎีกา  


กมฺมฏฐานํ 

คำว่า "กมุมฏฐานํ" แปลว่า เป็นที่ตั้งแห่งการเจริญสมถะ และ วิปัสสนา เมื่อแยกบทออกแล้วก็คงได้ ๒ บท คือ กมฺม + ฐาน

      กมฺม แปลว่า การกระทำ

      ฐาน แปลว่า เป็นที่ตั้ง

      ดังมีวจนัตถะว่า "กิริยา - กมฺมํ" การกระทำชื่อว่า กรรม "ติฏฺฐติ เอตฺถาติ - ฐานํ" การเจริญสมถะวิปัสสนา ย่อมตั้งอยู่ในอารมณ์มีกสิณ เป็นต้น และ รูป นาม ฉะนั้น อารมณ์อันมีกสิณ เป็นต้น และรูป นามจึงชื่อว่า ฐาน

      กรรมฐานมี ๒ อย่าง คือ 

      - อารมณ์กรรมฐาน อย่างหนึ่ง 

      - อารัมมณิกภาวนากรรมฐาน อย่างหนึ่ง 

      ใน ๒ อย่างนี้ 

      - อารมณ์กรรมฐาน ได้แก่อารมณ์ของสมถะ มีปถวีกสิณ เป็นต้น และอารมณ์ของวิปัสสนา มี เตภูมกสังขารธรรม คือ รูป นามที่เกิดอยู่ใน ภูมิทั้ง ๓ ดังมีวจนัตถะแสดงว่า "กมฺมสฺส ฐานํ = กมฺมฏฺฐานํ" อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งการเจริญสมถะ วิปัสสนา ชื่อว่า "กัมมัฏฐาน"

      - อารัมมณิกภาวนากรรมฐาน ได้แก่การพยายามเจริญสมถะ และวิปัสสนาที่เกิดขึ้นก่อน ๆ ดังมีวจนัตถะแสดงว่า "กมฺมสฺส ฐานํ = กมฺมฏฺฐานํ" ความพยายามที่เกิดขึ้นก่อน ๆ อันเป็นที่ตั้งของความพยายามที่เกิดขึ้นหลังๆ ชื่อว่า "กัมมัฏฐาน" 

      สำหรับวจนัดถะในข้อนี้นั้น หมายความว่า ความพยายามที่เกิดขึ้นในครั้งหลังๆ นี้ มีความพยายามที่เกิดขึ้นแล้วในขณะก่อน ๆ เป็นระยะสืบต่อกันมานั้นเองเป็นที่ตั้ง ฉะนั้นความพยายามที่เกิดขึ้นก่อนๆ นั้น จึงชื่อว่า "อารัมมณิกภาวนากรรมฐาน"

      เมื่อสรุปความแล้ว อารมณ์สมถะและวิปัสสนา มี กสิณ เป็นต้น ก็ชื่อว่า กรรมฐาน ความพยายามที่เกิดขึ้นก่อนๆ ติดต่อกันมาเป็นลำดับก็ชื่อว่า กรรมฐาน ทั้งสองประการนี้ต่างกันก็แต่เพียงอย่างหนึ่งเป็น "อารัมมณธรรม" อุปมาเหมือนตัวละคร ส่วนอีกอย่างหนึ่งเป็น อารัมมณิกธรรม อุปมาเหมือนกับผู้ดูละคร 

      แสดงวจนัตถะของคำว่า "กมฺมฏฺฐานํ" ตามนัยมูลฎีกา

      "กมฺมเมว วิเสสาธิคมสฺส ฐานนฺติ = กมฺมฏฺฐาน" (วา) "กมฺเม ภาวนา อารพฺโพ ฐานนฺติ = กมฺมฎฐานํ" ๒  (ฉ. วิภังค์มูลฎีกา หน้า ๑๕๕) (ฉ. วิภังค์มูลฎีกา หน้า ๑๕๖ แสดงไว้ดังนี้ : - "กมฺเม วา ฐาน ภาวนารมฺโภ กมฺมฏฺฐานํ")

      การเจริญภาวนาทั้งสองนี้แหละ เป็นเหตุแห่งการได้บรรลุฌาน มรรค ผล นิพพาน ที่เป็นธรรมพิเศษ ฉะนั้น จึงชื่อว่า กรรมฐาน

      หรืออีกนัยหนึ่ง ความพยายามเจริญในการกระทำทั้งสองอย่างนี้เป็นเหตุแห่งการได้บรรลุ ฌาน มรรค ผล นิพพาน ฉะนั้น จึงชื่อว่า กรรมฐาน

      ตามวจนัตถะทั้งสองนัยนี้ หมายความว่า การเจริญสมถะและวิปัสสนาทั้งสองอย่างนี้ชื่อว่า กรรมฐาน เพราะเป็นเหตุให้ผู้เจริญได้บรรลุ ฌาน มรรค ผล นิพพาน 


      ยถากฺกมํ คำว่า "ยถากฺกมํ" แปลว่า ตามลำดับ ดังมีวจนัตถะแสดงว่า

      "ยํยํ กโม = ยถากฺกโม" ลำดับใดๆ ชื่อว่า ยถากกมะ

      ในคาถาของพระอนุรุทธาจารย์ได้ใช้คำว่า "ยถากฺกมํ" ซึ่งเป็นคำพิเศษไว้ในลำดับสุดท้ายนั้น ก็เพื่อจะให้รู้ในคำปฏิญญาของท่น ว่าท่านจะแสดงสมถกรรมฐานก่อน แล้วจึงจะแสดงวิปัสสนากรรมฐานต่อไปตามลำดับ


จบอธิบายบทโดยเฉพาะๆ ในคาถาปฏิญญา

--------------


อธิบายในบาลีข้อที่ ๒ ที่แสดงสมถกรรมฐาน ๗ หมวด มี "ตตฺถ สมถสงฺคเห" เป็นต้น จนถึง "สตฺตวิเธน สมถกมฺมฏฺฐานสงฺคโห"

      ตอนใดเป็นที่แสดงการรวบรวมสมถกรรมฐาน ตอนนั้นชื่อว่า สมถสังคหะ

      หรือ สมถกรรมฐานสังคหะก็ได้ ดังแสดงวจนัตถะว่า 

      "สมถกมฺมฏฺฐานํ สงฺคโห กณฺโฑติ = สมถกมฺมฏฺฐานสงฺคโห"

      ตอนใด เป็นตอนที่แสดงการรวบรวมสมถกรรมฐาน ฉะนั้น ตอนนั้นชื่อว่า สมถกรรมฐานสังคหะ


การแสดงรวบรวมสมถกรรมฐานนี้ เมื่อว่าโดยหมวดๆ แล้ว มีอยู่ ๗ หมวด

      คือ ๑. กสิณ ๒. อสุภ ๓. นุสสติ ๔. อัปปมัญญา ๕. อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๖. จตุธาตุววัตถาน ๗. อารุปป


--------------///--------------- 

[full-post]

 


อธิบายในบาลีข้อที่ ๓ ที่แสดงถึงจริต ๖ มี "ราคจริตา" เป็นต้น จนถึง "ฉพฺพิเธน จริตสงฺคโห"


      คำว่า "จริตา" นั้นได้แก่ บุคคลที่มีกุศลธรรม หรือ อกุศลธรรมเกิดขึ้นบ่อยๆ สำหรับในที่นี้เป็นการแสดงถึงประเภททั้ง  ของจริต ฉะนั้น ควรจะแสดงเป็นคำว่า "ราคจริยา โทสจริยา" เป็นต้น จึงจะถูก เพื่อจะได้ตรงกันกับวิสุทธิมรรคอรรถถาจริยา หมายความว่า เกิดเสมอๆ ดังแสดงวจนัตถะว่า 

      "จรณํ ปวตฺตนํ = จริยา" ความเกิดขึ้นเสมอๆ ชื่อว่า จริยา 

      "ราคสฺส จริยา = ราคจริยา" ความเกิดขึ้นเสมอ ๆ แห่งราคะ ชื่อว่า ราคจริยา 

      "ราคจริยา เอตสฺส อตฺถีติ = ราคจริโต" ความเกิดขึ้นเสมอๆ แห่งราคะมีอยู่แก่บุคคลนั้น ฉะนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า ราคจริตา

      การแสดงวจนัตถะของจริตอื่น ๆ ก็คงเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้

      สำหรับจริตทั้ง ๖ อย่างนี้ เป็นการแสดงรวบรวมโดยสังเขป แต่เมื่อจะแสดงโดยพิสดารแล้ว ก็มีจำนวนถึง ๖๓ จริต

      โดยพิสดารมีจำนวน ๖๓ นั้น มีดังนี้ คือ

            ก. สุทธจริต มี ๑๔ 

            ข. มิสสกจริต มี ๔๕

      ก. สุทธจริต ๑๔ คือ ราคจริต, โทสจริต, โมหจริต, ราคโทสจริต, ราคโมหจริต, โทสโมหจริต, ราคโทสโมหจริต, ศรัทธาจริต, พุทธิจริต, วิตกจริต, ศรัทธาพุทธิจริต, ศรัทธาวิตกจริต, พุทธิวิตกจริต, ศรัทธาพุทธิวิตกจริต

      ข. มิสสกจริต ๔๘ คือ ในเอกมูล ๒๑ ในทวิมูล ๒๑ ในติมูล ๗

         ใน เอกมูล มีจริต ๒๑ คือ

      - ราคมูละ ๑. ราคศรัทธาจริต ๒. ราคพุทธิจริต ๓. ราควิตกจริต ๔. ราคศรัทธาพุทธิจริต ๕. ราคศรัทธาวิตกจริต ๖. ราคพุทธิวิตกจริต ๗. ราคศรัทธาพุทธิวิตกจริต

      - โทสมูล ๑. โทสศรัทธาจริต ๒. โทสพุทธิจริต ๓. โทสวิตกจริต ๔. โทสศรัทธาพุทธิจริต ๕. โทสศรัทธาวิตกจริต ๖. โทสพุทธิวิตกจริต ๗. โทสศรัทธาพุทธิวิตกจริต

      - โมหมูล ๑. โมหศรัทธาจริต ๒. โมหพุทธิจริต ๓. โมหวิตกจริต ๔. โมหศรัทธาพุทธิจริต . โมหศรัทธาวิตกจริต ๖. โมหพุทธิวิตกจริต ๗. โมหศรัทธาพุทธิวิตกจริต


      ใน ทวิมูล มีจริต ๒๑ คือ

      ราคโทสมูล ๑. ราโทสศรัทธาจริต ๒. ราคโทสพุทธิจริต ๓. ราคโทสวิตกจริต ๔. ราคโทสศรัทธาพุทธิจริต  ๕. ราคโทสศรัทธาวิตกจริต ๖. ราคโทสพุทธิวิตกจริต ๗. ราคโทสศรัทธาพุทธิวิตกจริต

      ราคโมหมูล ๑. ราคโมหศรัทธาจริต ๒. ราคโมหพุทธิจริต ๓. ราคโมหวิตกจริต ๕. ราคโมหศรัทธาพุทธิจริต ๕. ราคโมหศรัทชาวิตกจริต ๖. ราคโมหพุทธิวิตกจริต ๗. ราคโมหศรัทธาพุทธิวิตกจริต

      โทสโมหมูล ๑. โทสโมหศรัทธาจริต ๒. โทสโมหพุทธิจริต ๓. โทสโมหวิตกจริต ๔. โทสโมหศรัทธาพุทธิจริต.โทสโมหศรัทธาวิตกจริต ๖. โทสโมหพุทธิวิตกจริต ๗. โทสโมหศรัทธาพุทธิวิตกจริต


ใน ติมูล มี จริต ๗ คือ

      ราคโทสโมหมูล ๑. ราคโทสโมหศรัทธาจริต ๒. ราคโทสโมหพุทธิจริต ๓. ราคโทสโมหวิตกจริต ๔. ราคโทสโมหศรัทธาพุทธิจริต ๕. ราคโทสโมหศรัทธาวิตกจริต ๖. ราคโทสโมหพุทธิวิตกจริต ๗. ราคโทสโมหศรัทธาพุทธิวิตกจริต 

ดังมีบาลี"(ฉ. อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา กัมมัฏฐานปริจเภทวัณณนา หน้า ๒๕๖) แสดงว่า

            ราคาทิเก ติเก สตฺต     สตฺต สทฺธาทิเก ติเก

            เอกทฺวิติกมูลมฺหิ         มิสฺสโต สตฺตสตฺตกํ ฯ

      ในจริตทั้ง ๓ มีราคจริต  เป็นตัน มีจำนวน ๗ ในจริตทั้ง ๓ มีศรัทธาจริต เป็นตัน มีจำนวน ๗ ในเอกมูล ทวิมูล ติมูล นั้น มีจำนวน ๔๙ โดยประเภทที่ปะปนกัน

      การแสดงจริตพิสดาร ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่าในคนหนึ่งๆ นั้น ย่อมมีจริตหลายอย่างปะปนกันได้ คือ ๒ - ๓ - ๔ บ้าง แต่การให้กรรมฐานนี้จะให้หลายอย่างไปตามจำนวนจริตที่มีอยู่นั้น ย่อมให้ไม่ได้ เพียงแต่เลือกให้กรรมฐานอย่างใด อย่างหนึ่งที่เหมาะสมกับจริตอันหนึ่งที่ใด้ปรากฏชัดมากที่สุดกว่าบรรดาจริตอื่นๆ ที่มีอยู่เท่านั้น


ข้อสังเกตในจริตต่างๆ

      ยกเว้น ปรจิตตวิชานนอภิญญาลาภีเสียแล้ว ผู้ที่จะรู้ถึงอัธยาศัยจิตใจของบุคคลอื่นอย่างจริงจัง โดยแน่นอนนั้น ย่อมไม่มี จะมีก็เพียงสังเกตดูตามลักษณะที่มีอยู่ภายในร่างกาย หรือ ดวงชะตา แล้วก็ทายไปตามหลักของโหราศาสตร์ ดาราศาสตร์เท่านั้น นี้ป็นไปตามโลกียปกรณ์ที่ปรากฏมีอยู่โดยทั่วไป

      สำหรับในพระพุทธศาสนานั้น มีหลักที่จะพึงยึดถือเอาไว้เป็นเครื่องสังเกตรู้ได้ ในจริตต่างๆ ๖ ประการดังต่อไปนี้

            อิริยาปถโต กิจฺจา      โภชนา ทสฺสนาทิโต

            ธมฺมปฺปวตฺติโต เจว     จริยาโย วิภาวเยติ ฯ

                  (มาในวิสุทธิมรรคอรรถกถา)*(ฉ. วิสุทธิมัคค ปฐมภาค หน้า ๑๐๑)

      บัณฑิตพึงทราบจริตต่างๆ 

      - โดยอาศัย อิริยาบถ คือ การเดิน ยืน นั่ง นอน ประการหนึ่ง 

      - โดยอาศัย กิจ คือ การงานที่กระทำ ประการหนึ่ง 

      - โดยอาศัย โภชนะ คือ อาหาร ประการหนึ่ง 

      - โดยอาศัย ทัศนะ เป็นต้น คือ การดู การฟัง การดม การกิน การลูบไล้ แต่งตัว ประการหนึ่ง 

      - โดยอาศัย ความเป็นไปแห่งธรรม ต่างๆ คือ ความประพฤติดีหรือเลว ประการหนึ่ง 

         รวมเป็น ๕ ประการดังนี้


ผู้มี ราคจริต มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้

      ๑. ว่าโดยอิริยาบถ ผู้มีราคจริต เมื่อจะเดินไปนั้น ย่อมจะเดินไปตามปกติธรรมดา มีกิริยาท่าทางอันชดช้อย ค่อยๆ วางเท้าและยกขึ้น เมื่อจะวางลงนั้น ก็วาลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อจะยกขึ้นนั้น ยกขึ้นอย่างสม่ำเสมอ มีรอยเท้ากระโหย่ง เมื่อยืนหรือ นั่ง ก็น่าดู มีอาการอันละมุนละม่อม เวลานอนก็ไม่รีบร้อน การจัดที่นอนก็เรียบร้อยสม่ำเสมอ แล้วจึงค่อยๆ เอนตัวลงนอน มีการวางอวัยวะส่วนต่างๆ น้อยใหญ่ให้เรียบร้อย นอนอยู่ในอาการอันน่าดู เมื่อถูกปลุกให้ลูกก็ค่อยๆ ลุก ให้คำตอบเหมือนกับไม่ใคร่เต็มใจ

      ๒. ว่าโดยกิจ ผู้มีราคจริต เมื่อจะทำการงานใด ย่อมกระทำไปอย่างเรียบร้อย เช่น การปัดกวาด เป็นต้น สะอาดเตียน หมดจดดี ไม่ให้มีฝุ่นละอองปลิวฟุ้งตลบขึ้นมา มือที่ถือไม้กวาดนั้น ก็ถือไว้เป็นอย่างดี ค่อยๆ กวาดไปๆ อย่างแช่มช้าไม้รีบร้อน

      ๓. ว่าโดยโภชนะ ผู้มีราคจริต ชอบอาหารนละมุนละไม มีสอร่อยสนิทหวานมัน เมื่อบริโภคก็ทำคำข้าวให้กลมกล่อมพอเหมาะพอควร ไม่เล็กเกินไป หรือโตเกินไป ชอบลิ้มรสแปลกๆ รับประทานไปโดยไม่รีบร้อน ได้อาหารดีที่ถูกปากอย่างเดียวเท่านั้น ก็มีความพอใจมาก

      ๔. ว่าโดยทัศนะ ผู้มีราคจริต เมื่อได้แลเห็นรูปสวยงามที่เป็นการปลาบปลื้มใจ เสียงไพเราะ กลิ่นหอม รสดี เครื่องสัมผัสละเอียดอ่อน ที่เป็นไปอย่างธรรมดาแม้เพียงนิดๆ หน่อยๆ ก็เพ่งมองดู ตั้งใจฟังอย่างสนใจ เหมือนกับเกิดพิศวงงงงวยอย่างจริงๆ จังๆ คล้ายๆ กับว่าไม่เคยพบเคยเห็นสิ่งเหล่านี้ แม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้างก็ไม่มีการถือสา ไม่หยิบยกขึ้นมาว่าเป็นผิด หรือ ถูกแต่อย่างใด คงติดใจในคุณภาพแม้เพียงนิดเดียวที่มีอยู่ในสิ่งเหล่านี้ เมื่อสิ่งเหล่านี้ผ่านเลยไปแล้วก็ยังไม่ยอมลดละ ยังตามดู ตามฟัง อย่างที่เรียกว่าชะเง้อมอง เมื่อจะจากไปก็จากไปอย่างมีอาลัย บางทีถึงกับกลับหลังหันมองอย่างเสียดาย

      ๕. ว่าโดยธรรมปวัตติ ผู้มีราดจริต ย่อมมีจิตใจต่ำเป็นไปดังนี้ คือ 

            (๑) มายา เป็นผู้เข้าเล่ห์ 

            (๒) สาเฐยย เป็นผู้โอ้อวด 

            (๓) มาน เป็นผู้ถือตัว 

            (๔) ปาปีจฺฉตา เป็นผู้มีความประสงค์ที่เป็นไปในทางทุจริต 

            (๕) มหิจฺฉตา เป็นผู้ต้องการให้ผู้อื่น ยกย่องชมเชย สรรเสริญ ในคุณความดีของตนจนเกินประมาณ 

            (๖) อสนฺตุฏฺฐิตา เป็นผู้ไม่มีความพอใจในเครื่องอุปโภค บริโภค 

            (๗) สิงฺค เป็นผู้แง่งอน 

            (๘) จาปลฺย เป็นผู้ประดิษฐ์ประดอยเครื่องนุ่งห่มพิถีพิลันกับความสวยงามและตกแต่งกายด้วยเครื่องประดับต่างๆ


ผู้มี ศรัทธาจริต มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้

      ๑. ว่าโดยอิริยาบถ ๒. ว่าโดยกิจ ๓. ว่าโดยโภชนะ ๔. ว่าโดยทัศนะ คือการดู การฟัง เป็นต้น เหล่านี้ ย่อมเหมือนกันกับผู้ที่มีราคจริตทั้งสิ้น ต่างกันก็แต่เพียง ธรรมปวัตติ เท่านั้น

         คือผู้ที่มีศรัทธาจริตย่อมเป็นผู้ไม่มีมารยาสาไถย เป็นต้น แต่ประการใด คงมีจิตใจสูงที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีราคจริต เป็นไปดังนี้ คือ 

            (๑) มุตฺตจาคตา เป็นผู้ยอมเสียสละ กังวลห่วงใยในสิ่งทั้งปวง 

            (๒) อริยานํ ทสฺสนกามตา มีความต้องการพบเห็นพระอริยเจ้า 

            (๓) สทฺธมฺมโสตุกามตา ต้องการฟังพระสัทธรรม 

            (๔) ปโมชฺชพหุลตา มีความปรีดาปราโมทย์อย่างสูงในเมื่อได้พบเห็นพระอริยเจ้าและได้ฟังพระสัทธรรมแล้ว 

            (๕) อสฐตา เป็นผู้ไม่โอ้อวด 

            (๖) อมายาวิตา เป็นผู้ไม่มีมารยา

            (๗) ปสาโท เป็นผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย บิดา มารดา ครู อาจารย์ เป็นอย่างดี


ผู้มี โทสจริต มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้

      ๑. ว่าโดยอิริยาบถ ผู้มีโทสจริต เมื่อเดินไปนั้นย่อมเดินไปประดุจจิกปลายเท้า การวางเท้าลงและยกขึ้นอย่างเร็ว ไม่เรียบร้อย ผลีผลาม มีร้อยเท้าจิกปลาย เวลายืนหรือ นั่งอยู่นั้นก็มีกิริยาท่าทางอันกระด้าง เวลานอนก็รีบร้อนมาก การจัดที่นอนก็จัดตามแต่จะได้ แล้วทอดกายลงนอนอย่างเกะกะ ไม่เรียบร้อย เมื่อถูกปลุกให้ลุก ก็ลุกขึ้นอย่างผลุนผลัน มีหน้าตาบูดบึ้ง ให้คำตอบอย่างเดือด ๆ คล้ายกันกับว่าคนโกรธกัน

      ๒. ว่าโดยกิจ ผู้มีโทสจริต ทำการงานสะอาด แต่ไม่เรียบร้อย เช่น การปัดกวาด เป็นต้น มีเสียงดังฉาด ๆ โครมคราม มือกำไม้กวาดไว้แน่นอย่างขึงขัง กวาดไปอย่างรีบร้อน สะอาดเป็นหย่อม ๆ ทำให้ฝุ่นละอองปลิวฟุ้งตลบขึ้นมาทั้งสองข้าง

      ๓. ว่าโดยโภชนะ ผู้มีโทสจริตชอบอาหารหยาบ ๆ รสเปรี้ยว เค็ม ขมฝาดจัด เมื่อบริโภคก็ทำคำโตจนคับปาก ไม่ใช่เป็นนักลิ้มรส รับประทานเร็ว ได้อาหารที่ไม่ถูกใจแม้เพียงอย่างเดียวก็พาลโกรธขึ้นมาได้

      ๔. ว่าโดยทัศนะ ผู้มีโทสจริต เมื่อได้แลเห็นรูปที่ไม่ค่อยสวยไม่ค่อยงามไม่เป็นการปลาบปลื้มใจ เสียงไม่ค่อยไพเราะ กลิ่นไม่ค่อยหอม รสไม่ค่อยดี เครื่องสัมผัสหยาบ ที่เป็นไปอย่างธรรมดา เม้เพียงนิดๆ หน่อยๆ ก็หงุดหงิดใจ ไม่อยากดูดูได้ไม่นาน ถ้ามีข้อบกพร่องประกอบอยู่บ้างเพียงนิดหน่อยในสิ่งเหล่านี้ก็ขัดใจ แม้ว่าความดีจะมีอยู่อย่างชัดแจ้งก็ตามที แต่ไม่มีความสนใจในคุณความดีนี้ แต่อย่างใดๆเมื่อสิ่งเหล่านี้ผ่านเลยไปก็ไม่รู้สึกเสียดาย เมื่อจะจากหรือหลีกไป ก็ใคร่จะพ้นออกไปอย่างเดียว ไม่มีการแลเหลียวคิดพะวงหลงอาลัยติดใจถึงเลย

      ๕. ว่าโดยธรรมปวัตติ ผู้มีโทสจริต ย่อมมีจิตใจต่ำเป็นไปดังนี้ คือ 

          (๑) โกธ เป็นผู้มักโกรธ 

          (๒) อุปนาท เป็นผู้ผูกโกรธ 

          (๓) มกฺข เป็นผู้ลบหลู่บุญคุณ 

          (๔) ปลาส เป็นผู้ตีเสมอ 

          (๕). อิสฺสา เป็นผู้มีความอิจฉาริษยาในคุณสมบัติของผู้อื่นที่ดีกว่าตน หรือเสมอตน 

          (๖) มจฺฉริย เป็นผู้มีความตระหนึ่


ผู้มี พุทธิจริต มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้

      ๑. ว่าโดยอิริยาบถ ๒. ว่าโดยกิจ ๓. ว่าโดยโภชนะ ๔. ว่าโดยทัศนะ คือการดู การฟัง เป็นตัน เหล่านี้ย่อมเหมือนกันกับผู้มีโทสจริตทั้งสิ้น ต่างกันก็แต่เพียงธรรมปวัตติ เท่านั้น

         คือผู้มีพุทธิจริตนั้น โกธะ อุปนาทะ มักขะ เป็นต้น เหล่านี้ไม่ค่อยจะปรากฏเกิดขึ้นแต่ประการใด คงมีจิตใจสูงที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้ที่มีโทสจริต เป็นไปดังนี้ คือ

            ๑) โสวจสฺสตา เป็นผู้ว่าง่ายในการสั่งสอนที่มีประโยชน์ ถึงแม้ผู้นั้นจะมิใช่เป็นบิดา มารดา ครู อาจารย์ ญาติสนิท มิตรสหายก็ตาม ถ้าคำตักเตือนแนะนำสั่งสอนใดๆ

ประกอบไปด้วยประโยชน์แล้วก็ยอมรับฟังทั้งสิ้น 

            ๒) กลฺยาณมิตฺตตา เป็นผู้เลือกคบแต่คนดีเป็นเพื่อน  โดยไม่มีการถือชั้นวรรณะ 

            ๓) โภชเนมตฺตญฺญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณในการรับอาหารที่เขาให้และในการบริโภค 

            ๔) สติสมฺปชญฺญํ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ 

            ๕) ชาคริยานุโยโค เป็นผู้หมั่นประกอบความเพียร มีจิตใจตื่นอยู่เป็นนิจในกิจที่ดี 

            ๖) สํเวโค เป็นผู้มีความเบื่อหน่ายและเห็นโทษในการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย 

           ๗) โยนิโสปธาน เป็นผู้มีความเพียรโดยเหมาะควร คือ หมั่นประกอบใน ทาน ศีล ภาวนา เพื่อให้ได้คติที่ดีในภพข้างหน้าต่อๆ ไปจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ทั้งปวง 


ผู้มี โมหจริต มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้

           ๑) ว่าโดยอิริยาบถ ผู้มีโมหจริต เมื่อเดินไปนั้นย่อมเดินไปโดยเปะปะ เมื่อวางเท้าลงและยกขึ้น ดุจดังคนขย่มตัว มีรอยเท้าจิกปลายและส้น เวลายืน หรือ นั่ง ก็มีอาการบ่ง เซ่อ เหม่อ ๆ ลอย ๆ เมื่อนอนก็ไม่น่าดู คือ นอนขว้างมือและเท้าเหวี่ยงกะกะไปโดยไม่รู้ตัว การจัดปูที่นอนก็ไม่เรียบร้อย ส่วนมากชอบนอนคว่ำหน้า เมื่อถูกปลุกให้ลุก ก็ลุกช้า มีการงัวเงีย หาวเรอ ทำอาการกระบิดกระบวนไปมาน่ารำคาญ

           ๒) ว่าโดยกิจ ผู้มีโมหจริต เมื่อจะทำการงานอันใดมักกระทำไปโดยหยาบๆไม่ถี่ถ้วน ดั่งค้าง เอาดีไม่ได้ เช่น การปัดกวาด เป็นต้น มือที่จับไม้กวาดก็จับไว้อย่างหลวมๆ ทำการกวาดไปตามแต่จะได้ ไม่สะอาด ทั้งไม่เรียบร้อย ทำให้มูลฝอยกระจุยกระจายเกลื่อนขึ้นมาในขณะที่กำลังกวาดอยู่

           ๓) ว่าโดยโภชนะ ผู้มีโมหจริต เป็นผู้ชอบในรสอาหารไม่แน่นอน เมื่อบริโภคก็ทำคำเล็กๆ ไม่กลมกล่อม เมีดข้าวตกเรี่ยราด เกลื่อนลาดกระจายไป ปากเลอะจิตใจฟุ้งซ่าน คิดไปบริโภคไปอย่างคนใจลอย

           ๔) ว่าโดยทัศนะ ผู้มีโมหจริต เมื่อได้เห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ว่าโดยเนื้อแท้ของตนเองแล้วก็เป็นคนเฉยๆ เพราะความซึมที่ไม่รู้นั้นเอง ต่อเมื่อมีผู้หนุนข้างขึ้นมา จึงมีการคล้อยตามเขาไป คือ คนอื่นเขาติก็พลอยติกับเขาด้วย ถ้าเขาชมก็พลอยชมกับเขาด้วย การได้ยิน การรู้กลิ่น เป็นต้น ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้

           ๕) ว่าโดยธรรมปวัตติ ผู้มีโมหจริต ย่อมมีจิตใจโง่เขลางมงาย เป็นไปดังนี้ ถือ 

              (๑) ถีนมิทฺธ เป็นผู้มีจิตใจง่วงเหงา หดหู่ ท้อถอย ไม่เข็มแข้ง 

              (๒) กุกฺกุจฺจ เป็นผู้มีความรำคาญ 

              (๓) วิจิกิจฺฉา เป็นผู้มีความลังเล สงสัย สนเท่ห์ 

              (๔) อาทานคาหิตา เป็นผู้มีการยึดถือมั่น โดยปราศจากเหตุผล 

              (๕) ทุปฺปฏินิสฺสคฺคิตา เป็นผู้อบรมสั่งสอนปลด เปลื้องความเห็นผิดนั้นๆ ได้ยาก 


    ผู้มี วิตกจริต มีข้อที่จะพึงสังเกตได้ดังต่อไปนี้

          ๑. ว่าโดยอิริยาบถ ๒. ว่าโดยกิจ ๓. ว่าโดยโภชนะ ๔ ว่าโดยทัศนะ คือ การดู การฟัง เป็นต้น เหล่านี้ย่อมเหมือนกันกับผู้มีโมหจริตทั้งสิ้น ต่างกันก็แต่เพียง ธรรมปวัตติ เท่านั้น 

         คือผู้มีวิตกจริต ย่อมมีจิตใจเป็นไปดังนี้ คือ 

              (๑) ภสฺสพหุลตา เป็นคนพูดพร่ำ 

              (๒) คณารามตา เป็นคนชอบคลุกคลีกับหมู่คณะ 

              (๓) กุสลานุโยเค อรติ เป็นผู้ไม่มีความยินดีในการบุญ  บริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา 

              (๔) อนวฏฺฐิตกิจฺจตา เป็นคนชอบพลุกพล่านไปทางโน้นทางนี้ เปลี่ยนงานเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด

              (๕) รตฺติธุมายนา กลางคืนชอบคิดวางโครงการแบบสร้างวิมานในอากาศที่จะทำในวันรุ่งขึ้น 

              (๖) ทิวาปชฺชลนา พอถึงกลางวันเข้าก็ลงมือทำงานตามโครงการที่ตนได้คิดไว้ไม่รู้ว่าผิดหรือถูกแต่ประการใด 

              (๗) ราริธาวนา เป็นคนเข้าความคิดไปในเรื่องร้อยแปด


ข้อที่จะพึงสังเกตรู้ในจริตต่างๆ 

      ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ พระพุทธองค์มิได้ทรวางหลักเกณฑ์ไว้แต่ประการใด ทั้งท่านอรรถกถาจารย์ที่เป็นปฏิสัมภิทาปัตตะ ฉฬาภิญญะ เตวิชชะ ก็ไม่ได้วางไว้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ท่านโบราณาจารย์ได้วางหลักไว้สืบต่อเนื่องกันมา เพื่อสะดวกแก่การพิจารณาที่จะให้กรรมฐานเท่านั้น

      ด้วยเหตุนี้จะถือเอาตามข้อสังเกต ดังที่ได้กถ่าวมาแล้วนี้ว่าเป็นที่ถูกต้องแน่นอนลงไปทีเดียวก็ยังไม่ได้ เพียงแต่อาศัยใช้สังเกตดูอัธยาศัยใจคอตามควรแก่ภูมิชั้นของกันและกันอย่างธรรมดาสามัญเท่านั้น เพราะบางคนนั้นหาใช่มีแต่เพียงจริตเดียวไม่มีถึง ๒-๓-๔ จริตปนกันก็มีอยู่ ดังที่ได้แสดงไว้ในจริตพิสดารนั้น ฉะนั้น จึงยากที่จะสังเกตให้รู้ชัดลงไปว่าคน ๆ นี้เป็นคนมีจริตชนิดไหน

      อนึ่งผู้ที่เป็นพหูสูตร ที่มีความรู้ดีเฉลี่ยวฉลาดมาก แม้ว่าจะเป็นผู้ที่มีจริตไม่ดีมาก็ตามที แต่สามารถอาจข่มจริตเหล่านั้นไว้มิให้ปรากฎออกมาด้วยอำนาจสติสัมปชัญญะก็ได้ ดังนั้น ยกเว้นปรจิตตวิชานนอภิญญาลาภีเสียแล้ว ผู้อื่นนอกนี้ที่จะล่วงรู้ถึงจริตของแต่ละบุคคลโดยแน่นอนถูกต้องหามีไม่


สมุฏฐานของจริต

      ในเรื่องนี้มีข้อน่าอัศจรรย์อยู่อย่างหนึ่งว่า คนเราในโลกนี้ล้วนแต่เกิดมาเป็นคนด้วยกันทั้งสิ้น แต่เหตุไฉนอัธยาศัยจิตใจจึงไม่เหมือนกัน แม้ที่สุดจนกระทั่งพี่น้องท้องเดียวกัน ก็ยังมีอัธยาศัยจิตใจแตกต่างกันไปได้ คือ บางคนมีอัธยาศัยใจคอดี บางคนก็ไม่ดี คนที่มีอัธยาศัยใจคอดีก็มี ความประพฤติทางกาย วาจา ดีได้ด้วย ส่วนคนที่มีอัธยาศัยใจคอไม่ดี มีความประพฤติทางกาย วาจา ไม่ดีไปด้วย การที่เป็นไปดังนี้นั้น เพราะเหตุอันใดมากระทำให้อัธยาศัยใจคอของคนเราแตกต่างกันไปเช่นนี้ ที่เป็นเช่นนี้นั้น ก็เพราะเนื่องมาจากการกระทำกุศลของคนทั้งกลายที่ในชาติปางก่อน ซึ่งเป็นตัวเหตุนั้น ได้กระทำลงไปโดยไม่เหมือนกันนั้นเอง กล่าวคือ ในขณะที่กำลังบริจาคทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนาอยู่นั้น กระแสจิตในขณะนั้น ย่อมปรารภไปในการมีชื่อเสียงบ้าง มีหน้ามีตาบ้าง อยากได้เสวยผลที่เป็นทิพยสมบัติ มนุษยสมบัติบ้าง อันเป็นตัวตัณหา มีการถือว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่บ้างอันเป็นตัวมานะ มี การถือว่า  เป็นตัวตนบ้าง อันเป็นตัวทิฏฐิ กุศลที่เกี่ยวเนื่องด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ เช่นนี้ จึงเป็นเหตุให้ผู้นั้นเป็นคนมีราคจริตในภพต่อไป ถ้ากระแสจิตในขณะนั้นเกิด ความโกรธ ความเสียใจ ความอิจฉาริษยา ความตระหนี่ ความเดือดร้อนใจอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาแล้ว กุศลที่เกี่ยวเนื่องด้วย โทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ เช่นนี้แหละ จึงเป็นเหตุทำให้ผู้นั้นเป็นคนมีโทสจริตในภพต่อไป

      ถ้ากระแสจิตในขณะนั้นมีความโง่เขลา ไม่รู้ในเหตุผลของการกระทำกุศลของตนแต่ประการใด หากแต่กระทำไปตามสมัยนิยมตามกาลเวลา หรือบางทีก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เคลือบแคลงสงสัยใน ทาน ศีล ภาวนา ที่ตนกำลังทำอยู่หรือบางทีก็มีจิตใจฟุ้งซ่านไปในเรื่องอื่น มิได้ตั้งใจในการกุศลที่ตนกระทำไปในขณะนั้นเกี่ยวเนื่องด้วยโมหะ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ เช่นนี้แหละ จึงเป็นเหตุทำให้ผู้นั้นเป็นคนมีโมหจริตในภพต่อไป

      ถ้ากระแสจิตในขณะนั้นมัวแต่คิดไปในความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ในเรื่องกามคุณอารมณ์ที่เป็นกามวิตก หรือ คิดไปในการปองร้ายผู้อื่นที่เป็นพยาบาทวิตก หรือคิดไปในทางเบียดเบียนทำลายความสุขคนอื่น สัตว์อื่น ให้ได้รับความเดือดร้อนที่เป็นวิหิงสาวิตก กุศลที่เกี่ยวเนื่องด้วยกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เช่นนี้แหละจึงเป็นเหตุทำให้ผู้นั้นเป็นคนมีวิตกจริตในภพต่อไป

      ถ้ากระแสจิตในขณะนั้น ประกอบด้วยความเชื่อ ความเลื่อมใส ในกรรมและผลของกรรม คุณของพระรัตนตรัย ตายแล้วเกิดใหมเรื่อย ๆ ไป ในเมื่อยังไม่ได้สำเร็จเป็นพระรหันต์ ที่เป็นตัวศรัทธา กุศลที่เกี่ยวเนื่องด้วยศรัทธาเช่นนี้แหละ จึงเป็นเหตุทำให้ผู้นั้นเป็นคนมีศรัทธาจริตในภพต่อไป

      ถ้ากระแสจิตในขณะนั้น ประกอบไปด้วยปัญญา คือ รู้ดีในเหตุผลของกุศลกรรมที่ตนกำลังกระทำอยู่ พร้อมกับความฉลาดในการกระทำกุศลนั้นๆ แล้วปรารภว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน ทรัพย์สิน เงินทอง ภรรยา สามี บิดา มารดามิใช่เป็นของของตนโดยแท้ ที่เป็นกัมมัสสกตาญาณ ตัวของตนก็ดี คนอื่นก็ดี ล้วนแต่เป็นรูป นาม ขันธ์ ๕ ทั้งสิ้นอาศัยซึ่งกันและกันเป็นไปอยู่ ที่เรียกกันว่านี้เป็นสัตว์เดรัจฉาน นี้เป็น มนุษย์ นี้เป็นชาย เป็นหญิง คนนั้น คนนี้ เหล่านี้ก็เพียงแต่สมมุติเรียกขึ้นตามโวหารของโลกเท่านั้น โดยความจริงแล้วหามีไม่ และรูปนามขันธ์ ๕ ที่อาศัยซึ่งกันและกันเป็นไปอยู่นั้น ก็มีความเกิดดับที่เป็นตัววิปัสสนาญาณ หรือ มีการพิจารณาเห็นว่า สัปบุรุษ ทั้งหลายย่อมตั้ง กาย วาจา ใจ ไว้ใน ทาน ศีล ภาวนาและตนก็ได้เอาเยี่ยงอย่าง เจริญรอยตามความประพฤติอันดีงามของท่านสัปบุรุษเหล่านี้อยู่ นับว่าเป็นโชคดีเป็นที่พึ่งของตนได้ ทั้งในภพนี้และกพหน้าอย่างแน่แท้ ที่เป็นตัวปัจจเวกขณญาณ หรือ ตั้งใจปรารถนาว่า ด้วยอำนาจแห่งกุศลผลบุญนี้ ขอให้ตนได้เป็นคนมีปัญญา กุศลที่เกี่ยวเนื่องด้วยปัญญาต่างๆ ดังกล่าวแล้วเช่นนี้แหละจึงเป็นเหตุทำให้ผู้นั้นเป็นคนมีพุทธิจริตในภพต่อไป

      เมื่อสรุปแล้วก็คงได้ความว่า คนทั้งหลายที่มีจริตต่างๆ กันโดยดีบ้าง ไม่ดีบ้างนั้น ก็เพราะเนื่องมาจากกุศลกรรมในภพก่อน ที่เกี่ยวเนื่องด้วยกระแสจิตต่างๆเกิดขึ้นแวดล้อมเป็นบริวาร ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นนั้นเอง เป็นเหตุที่ทำให้คนทั้งหลายมีจริตประจำตัวแตกต่างกัน

      ฉะนั้น พุทธศาสนิกชนผู้มีความประสงค์จะให้ตนเป็นคนมีนิสัยใจคอที่เป็นจริตฝ่ายดีในภพข้างหน้าต่อ ๆ ไปแล้ว จำเป็นยิ่งที่จะต้องหมั่นรักษาจิตใจตนไว้ให้ดีในขณะที่ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อย่าให้มีจิตใจต่ำเกิดขึ้นแทรกแซงได้ในขณะนั้น

      อนึ่ง เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา และยังมีชีวิตเป็นไปอยู่ในบัดนี้นั้น ถ้าเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอย่างดีแล้วก็ยังมีโอกาสที่จะแก้ไขปรับปรุง หรือเพิ่มเติมภาวะความเป็นอยู่ของตน ซึ่งเป็นผลกำไรที่จะได้รับในภพต่อไป โดยการสร้างกุศลต่างๆ กล่าวคือ ถ้าเห็นว่าตนเป็นคนโง่ก็จงเร่งศึกษาวิชาธรรมะ หรือช่วยอุปการะสนับสนุนแก่ผู้ที่กำลังศึกษาวิชาธรรมะ โดยสร้างตำราและสถานที่ศึกษา ถ้าเป็นคนขัดสนก็จงเร่งสร้างทานกุศล ถ้าเป็นคนขี้ริ้วก็จงพยายามทำความสะอาดปูชนียสถาน ตลอดจนกระทั่งการถวายทานก็จัดอย่างสะอาดเรียบร้อยทุกสัดส่วน และจงระวังอย่าให้ความโกรธ ความเสียใจ เกิดขึ้นในขณะนั้น ถ้าเป็นคนขี้โรคก็จงงดเว้นการเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายให้ได้รับความลำบาก แล้วจงช่วยเหลือเผื่อแผ่แก่ผู้ที่มีโรคโดยการให้ยา ให้เงิน ตลอดจนเครื่องกิน เครื่องใช้ ตามสมควรแก่กำลังของตนในเมื่อพอที่จะช่วยเหลือได้ ถ้าเป็นนสกุลต่ำก็จงมีความเคารพอ่อนน้อมต่อท่านที่มีคุณวุฒิวัยวุฒิ อย่าได้เย่อหยิ่งถือตัวแก่คนทั่วไป การประพฤติตนเป็นไปตามดังที่กล่าวแล้วนี้เป็นการแก้ไข ปรับปรุง ความเป็นอยู่ของตนให้ดีในภพต่อไป

      ส่วนการเพิ่มเติมความเป็นอยู่ของตนให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปนั้น ต้องเป็นคนไม่ลืมตัวโดยมาคำนึงถึงตนเองอยู่เสมอว่า การที่ตนมีปัญญาเฉลียวฉลาดก็ดี เป็นคนมั่งมีศรีสุขก็ดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนแต่ประการใดๆ ก็ดี มีผิวพรรณเปล่งปลั่งสวยงามก็ดี และเป็นคนมีตระกูลสูงก็ดี เหล่านี้ล้วนแต่ได้มาจากการกระทำกุศลที่ปราศจากกิเลสรบกวนในภพก่อนทั้งสิ้น แล้วพยายามสร้างกุศลต่าง ๆที่จะทำให้เกิดปัญญา ทรัพย์สินเงินทอง มีร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรค รูปร่างสวยงาม สกุลสูง ต่อไปในภพหน้าให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก นี้แหละเป็นการเพิ่มเติมความเป็นอยู่ของตน การสร้างกุศลเพื่อแก้ไขปรับปรุง และเพิ่มเติมดังกล่าวแล้วนี้ ล้วนแต่กระทำให้สำเร็จได้ตามความประสงค์ทั้งนั้น ฉะนั้น จึงกล่าวว่าผู้ที่มีสติสัมปชัญญะทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมเป็นผู้ได้รับผลกำไรจากการเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา ถ้าหากว่าผู้ใดขาดสติสัมปชัญญะในการที่จะแก้ไขปรับปรุง หรือ เพิ่มเติมความเป็นอยู่ของตนให้ดีแล้ว ก็ชื่อว่าผู้นั้นไม่ได้รับผลกำไรจากการเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนาเสียเลย


อธิบายในบาลีข้อที่ ๔ ที่แสดงถึงภาวนา ๓ มี "ปริกมฺมภาวนา" เป็นต้น จนถึง "ติสฺโส ภาวนา" 


บริกรรมภาวนา 

      มหากุศล มหากริยาที่เกิดขึ้นก่อนๆ นับตั้งแต่ได้เริ่มต้นเจริญสมถกรรมฐานใหม่ ๆ ตลอดมา จนถึงจดขอบเขตแห่งอุคคหนิมิตนั้น ชื่อว่า บริกรรม 

      "อปฺปนํ ปริกโรติ ปริสงฺขโรตีติ = ปริกมฺมํ" (วา) "ปริอาทิภูตํ กมฺมํ = ปริกมฺมํ"

      วิถีจิตอันใดย่อมจัดแจงปรุงแต่งอัปปนา ฉะนั้น วิถีจิตนั้นชื่อว่า บริกรรม 

      หรืออีกนัยหนึ่ง วิถีจิตที่เป็นเหตุแห่งการเจริญกรรมฐานเบื้องต้นชื่อว่า บริกรรม 

     คำว่า "ปริ" ที่ใน ปริกมฺมํ นี้เป็นอุปสารบท ในวจนัตถะข้อที่ ๑ คำว่า "ปริ" เป็น ธาตุวตฺถานุวตฺตกอุปสารปทํ หมายความว่า ไม่มีแสดงเนื้อความโดยเฉพาะ แต่คงเป็นไปตามเนื้อความของธาตุ ในวจนัตถะข้อที่ ๒ คำว่า "ปริ" เป็น ธาตุวตฺถวิเสสกอุปสารปท หมายความว่า ย่อมกระทำเนื้อความของธาตุให้มีความหมายเป็นพิเศษ คือแสดงให้รู้ว่า การเจริญกรรมฐานนี้เป็นการเจริญเบื้องต้น


บริกรรมภาวนา

      วิถีจิตที่จัดแจงปรุงแต่งอัปปนา หรือ วิถีจิตที่เป็นเหตุแห่งการเจริญกรรมฐานเบื้องต้นนี้ พระโยคีบุคคลควรกระทำให้เกิดขึ้นติดต่อกันอยู่เรื่อย ๆ และทวีมากยิ่งขึ้นไปเป็นลำดับ ฉะนั้นวิถีจิตนั้น ชื่อว่า "บริกรรมภาวนา"

      วิถีจิตที่เกิดขึ้นติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ ในขณะที่กำลังบริกรรมว่า ปถวีๆ อยู่ เป็นต้นนั้น วิถีจิตนั้นชื่อว่า "บริกรรมภาวนา" ดังมีวจนัตถะแสดงว่า 

      "ปริกมฺมญฺจ ตํ ภาวนา จาติ - ปริกมฺมภาวนา" วิถีจิตใดชื่อว่า บริกรรมด้วย ชื่อว่า ภาวนาด้วย ฉะนั้น วิถีจิตนั้นชื่อว่า บริกรรมภาวนา


อุปจารภาวนา 

      มหากุศล มหากริยา ที่เกิดขึ้นใกล้กันกับอัปปนาฌาน ชื่อว่าอุปจาร ดังมีวจนัตถะแสดงว่า 

      "อปฺปนาย สมีเป จรติ ปวตฺตตีติ - อุปจารํ" วิถีจิตอันใดเกิดขึ้นใกล้เคียงกันกับขอบเขตของอัปปนาฌาน ฉะนั้น วิถีจิตนั้น ชื่อว่าอุปจาร 

      วิถีจิตที่ชื่อว่า อุปจารนี้แหละ พระโยคีบุคคลควรกระทำให้เกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยให้ทวีมากยิ่งขึ้นไป ฉะนั้น วิถีจิตนั้นชื่อว่า อุปจารภาวนา ดังมีวจนัตถะแสดงว่า

      "อุปจารญฺจ ตํ ภาวนา จาติ - อุปจารภาวนา" วิถีจิตใดชื่อว่า อุปจารด้วยชื่อว่า ภาวนาด้วย ฉะนั้น วิถีจิตนั้น ชื่อว่า "อุปจารภาวนา"


อัปปนาภาวนา 

      ว่า "อัปปนา" นี้เป็นชื่อของวิตกโดยตรง ส่วนมหัคคตจิต โลกุตตรจิต เจตสิก ที่เรียกว่า อัปปนา นั้นเป็นการเรียกโดยอ้อมตามนัยอวยวูปจารนัยหมายความว่า ยกชื่อของวิตกขึ้นมาตั้งไว้ในธรรมที่ประกอบกันกับวิตก ดังมีวจนัตถะแสดงว่า 

      "อปฺเปติ สมุปฺยุตฺตธมฺเม อารมฺมณํ อภินิโรเปตีติ - อปฺปนา" ธรรมชาติใดย่อมยกสัมปยุตตธรรมขึ้นสู่อารมณ์เฉพาะหน้า ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า "อัปปนา" ได้แก่ วิตกองค์ฌาน ที่ประกอบกับมหัคคต-โลกุตตรธรรม "อปฺปนา จ สา ภาวนา เจติ - อปฺปนาภาวนา" ธรรมชาติใดเป็นอัปปนาด้วย เป็นการกระทำที่ถึงแล้วซึ่งความเจริญนั้นด้วย ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า "อัปปนาภาวนา"

      ในภาวนาทั้ง ๓ นี้ มหากุศล มหากริยาชวนะ ที่เกิดก่อนมหัคคตฌาน และโลกุตตรฌานนั้นแหละ ชื่อว่า บริกรรมภาวนา แต่บริกรรมภาวนานี้ได้ถูกแบ่งออกเป็น ๒ ตอน คือตอนแรกของมหากุศล มหากริยา ที่เกิดอยู่ห่างไกลจากมหัคคตฌานและโลกุตตรฌานนั้น มหากุศลมหากริยานี้ ชื่อว่า บริกรรมภาวนา เมื่อเกิดอยู่เรื่อยๆ และทวียิ่งๆ ขึ้นมาตามลำดับเกือบใกล้ที่มหัคคตและโลกุตตรฌาน จะเกิด มหากุศล มหากริยานี้ชื่อว่า อุปจารภาวนา เมื่อสรุปแล้วก็คงได้ความว่า บริกรรมภาวนานี้เอง เมื่อเกิดอยู่ใกล้ที่มหัคคตฌานและโลกุตตรฌานจะเกิดนั้นบริกรรมภาวนานี้ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "อุปจารภาวนา" เหมือนกันกับภวังคจลนะดวงที่ ๒ ที่เกิดขึ้นก่อนวิถีจิต ชื่อว่า "ภวังคุปัจเฉทะ"

-----------////-------------


[full-post]



อธิบายในบาลีข้อที่ ๕ ที่แสดงถึงนิมิต ๓ มี "ปริกมฺมนิมิตฺตํ" เป็นต้น จนถึง "ตีณิ นิมิตฺตานิ จ เวทิตพฺพานิ" 

      

"บริกรรมนิมิต" 

      อารมณ์กรรมฐานต่างๆ มี ปถวีกสิณ เป็นต้น ชื่อว่า "นิมิต" ดังมีวจนัตถะแสดงว่า

      "อารมฺมณิกธมฺเมหิ นิมิยเต ฌานิยเต = นิมิตฺตํ" 

       ธรรมอันใดพึงรู้เป็นนิจ โดย จิต เจตสิก ซึ่งเป็นอารัมณณิกธรรมทั้งหลาย ฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า "นิมิต" ได้แก่อารมณ์

      คำว่า "บริกรรมนิมิต" นี้ ก็คือนิมิตของบริกรรมนั้นเอง เหมือนกับคำบาลีที่ว่า "ราชปุตฺโต" ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า โอรสของพระราชา ข้อนี้ฉันใด คำว่าบริกรรมนิมิตก็เช่นเดียวกัน ดังมีวจนัตถะแสดงว่า "ปริกมฺมสฺส นิมิตฺตํ = ปริกมฺมนิมิตฺตํ" อารมณ์ของบริกรรมภาวนา ชื่อว่า "บริกรรมนิมิต" ได้แก่รูปารมณ์ หรือ โผฏฐัพพารมณ์หรือ ธัมมารมณ์ ซึ่งเป็นองค์กรรมฐานที่พระโยคีบุคคลใช้เจริญ


"อุคคหนิมิต" 

      อารมณ์กรรมฐานมี ปถวีกสิณ เป็นต้น ที่ปรากฏขึ้นแล้วทางใจโดยไม่ต้องอาศัยตาเพ่งนั้น ชื่อว่า "อุคคหนิมิต" ดังมีวจนัตถะแสดงว่า 

      "อุคฺคเหตพฺพนฺติ= อุคฺคหํ, อุคฺคหญฺจ ตํ นิมิตฺตญฺจาติ - อุคฺคหนิมิตฺตํ" 

       อารมณ์ใดพึงยึดแล้วโดยมโนทวาริกกุศล หรือ กริยาชวนะ ฉะนั้น อารมณ์นั้นชื่อว่า อุคคหะ อารมณ์ใดที่พึงยึดแล้วโดย มโนทวาริกกุศล หรือ กริยาชวนะด้วย เป็นนิมิตด้วย ฉะนั้น อารมณ์นั้นชื่อว่า อุคฺคหนิมิต 

       หรืออีกนัยหนึ่ง "อุคฺคณาตีติ - อุคฺคโห, อุคฺคหสฺส นิมิตฺตํ = อุคฺคหนิมิตฺตํ" วิถีจิตอันใด ย่อมยึดไว้ซึ่งอารมณ์กรรมฐาน ฉะนั้น วิถีจิตนั้นชื่อว่า อุคคหะ ได้แก่ มโนทวารวิถี ที่มีกุศล หรือ กริยาชวนะ อารมณ์ของมโนทวารวิถีจิตชื่อว่า อุคคหนิมิต

      ความแตกต่างกันระหว่าง บริกรรมนิมิต กับ อุคคหนิมิตอารมณ์กรรมฐานที่เป็น บริกรรมนิมิต อุคคหนิมิต ทั้งสองนี้ ต่างกันก็แต่เพียงว่า บริกรรมนิมิตนั้น พระโยดีบุคคลเห็นได้ด้วยตา เป็นปัจจุบันรูปารมณ์ ส่วนอุคคหนิมิตนั้น เป็นภาพที่พระโยคีบุคคลเห็นได้ด้วยใจ เป็นอตีตรูปารมณ์ เมื่อว่าโดยรูปร่างสัณฐาน สีสรร วรรณะ ตลอดจนประมาณความเล็ก หรือ ใหญ่แล้ว ก็คงเหมือนกันทั้งสิ้น

      ปฏิภาคนิมิต อารมณ์กรรมฐานที่มีส่วนคล้าย ชื่อว่าปฏิภาค ฉะนั้น ปฏิภาคนิมิต นั้น จึงเป็นอารมณ์กรรมฐาน ที่มีสภาพคล้ายกันกับอุคคหนิมิต ดังมีวจนัตถะ แสดงว่า "ปฏิภาคํ นิมิตฺตํ - ปฏิภาคนิมิตฺตํ" อารมณ์กรรมฐานที่มีสภาพคล้ายกันกับอุคคหนิมิต ชื่อว่า "ปฏิภาคนิมิต"


ความแตกต่างกันระหว่าง อุคคหนิมิต กับ ปฏิภาคนิมิต

      อารมณ์กรรมฐานที่เป็นอุคคหนิมิต กับ ปฏิภาคนิมิตทั้งสองนี้ เป็นอารมณ์ที่ปรากฏขึ้นทางใจด้วยกันทั้งคู่ ต่างกันก็เพียงแต่ รูปารมณ์ที่เป็นอุคคหนิมิตนั้น มีสภาพคงที่เหมือนกันกับของเดิมทุกประการ ส่วนรูปารมณ์ที่เป็นปฏิภาคนิมิตนั้นไม่เหมือนกันกับของเดิม คือ องค์กสิณที่พระโยคีบุคคลจัดทำขึ้นนั้นมีรอยนิ้วจับต้องติดอยู่ก็ดีหรือ ดินนั้นมีผงธุลีแปดเปื้อนติดอยู่เล็ก ๆ น้อยๆ ก็ดี เมื่อปรากฏเป็นอุคคหนิมิตขึ้นทางใจนั้น สิ่งเหล่านี้ก็คงปรากฏเห็นได้ทุกอย่างเหมือนกับของเดิม ไม่มีการผิดแผกแปลกแต่อย่างใด สำหรับปฏิภาคนิมิตนั้น ถึงแม้จะปรากฏทางใจเช่นเดียวกันก็ตาม แต่รูปารมณ์นี้มีความใสสะอาด บริสุทธิ์หมดจดมากกว่าอุคคหนิมิตร้อยเท่า เหมือนกับความบริสุทธิ์ หมดจด ใสสะอาดปราศจากเมฆหมอกของดวงจันทร์ในวันเพ็ญ ทั้งชี้ขาดลงไปไม่ได้อีกด้วยว่า ปฏิภาคนิมิตนั้นมีสีสรรวรรณะอย่างนั้นๆ ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะปฏิภาคนิมิตนั้น เป็นรูปารมณ์แทนอุคคหนิมิตที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจสมาธิ จึงคงมีแต่ความใสสะอาดปราศจากมลทินประการเดียว และปฏิภาคนิมิตนี้ก็ไม่มีปรมัตถสภาวะรองรับอยู่แต่อย่างใดอีกด้วย ดังที่ท่านอาจารย์ธัมมปาลเถระ ได้แสดงไว้ในวิสุทธิมรรคมหาฎีกาว่า "ตญฺเจ โข ปฏิภาคนิมิตตํ เนว วณฺณวนฺตํ น สณฺฐานวนฺตํ อปรมตฺถสภาวตฺตา"

      ถ้าว่าโดยความเป็นจริงแล้ว ปฏิภาคนิมิตนั้นไม่มีรูปร่างสัญฐาน ไม่มีสีสรร วรรณะ แต่อย่างใด เพราะมิใช่เป็นปรมัตถสภาวะ เพียงแต่มีสภาพเป็นบัญญัติ 

      กถํ ? คำว่า "กถํ" นี้เป็นคำปุจฉาที่พระอนุรุทธาจารย์ได้ตั้งขึ้น เพื่อท่านเองจะได้ขยายความต่อไปเรียกว่า กเถตุกมฺยตาปุจฺฉา หมายความว่า เมื่อมีความประสงค์จะวิสัชนาด้วยตนเองแล้ว ก็ตั้งเป็นคำถามขึ้นก่อน (กเถตุํ กาโม ปุจฺฉา = กเถตุกมฺยตาปุจฺฉา)


อธิบายในบาลีข้อที่ ๖ ที่แสดงถึงกสิณ ๑๐

      มี "ปถวีกสิณ" เป็นต้น จนถึง "อิมานิ ทส กสิณานํ นาม ปถวีกสิณํ" คำว่า "ปถวี" ในที่นี้มิได้มุ่งหมายเอา สภาวปถวี ที่มีลักษณะแข็งหรือ อ่อนแต่ประการใด หากแต่มุ่งหมายเอา สสัมภารปถวี คือ ดินที่มีสัฐานกลมถ้าเป็นชนิดเล็กก็โตประมาณเท่าจานข้าว หรือ ตะแกรงเล็กที่มีขนาดกว้าง ๑ คืบกับ ๔ องคุลี ถ้าเป็นชนิดใหญ่ก็โตประมาณเท่ากับลานข้าว นี้แหละเรียกว่า ปถวีคำว่า "กสิณ" แปลว่า ทั้งหมด หมายความว่า ผู้ที่เพ่งกสิณนั้นจะต้องเพ่งองค์กสิณให้ทั่วไปพร้อมๆ กัน ดังที่ท่านอาจารย์เลดีมหาเถระแสดงไว้ในปรมัตถทีปนีมหาฎีกาว่า "อเสสผริตพฺพฏฺเฐน กสิณํ" ชื่อว่า กสิณ เพราะอรรถว่า เป็นสิ่งที่พึงแผ่ทั่วไปโดยไม่มีเหลือ

      ดังนั้น ปถวีนั้นก็ได้แก่ ดินที่มีปริมณฑลกลม โดยจัดทำขึ้นบ้าง หรือ เป็นดินที่มีปริมณฑลกลมอยู่แล้วโดยมิได้จัดทำขึ้นแต่อย่างใด ที่เป็นชนิดเล็ก หรือ ใหญ่ซึ่งพระโยคีบุคคลควรเพ่งโดยทั่วไปพร้อมๆ กันนั้นเอง ดังมีวจนัตถะแสดงว่า "ปถวีเยว กสิณนฺติ = ปถวีกสิณํ " ดินที่มีสัญฐานกลมนั้นแหละเป็นดินที่พระโยคีบุคคลต้องเพ่งโดยทั่วไปพร้อม ๆ กัน  มิใช่เพ่งเฉพะแต่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง โดยใช้บริกรรมว่า ปถวีๆ ด้วยภาวนาจิต ฉะนั้น จึงชื่อว่า "ปถวีกสิณ"

      การที่กล่าวว่า ดินมีปริมณฑลกลมอยู่แล้วโดยมิได้จัดทำขึ้น แต่ใช้เป็นองค์กสิณได้นี้ มุ่งหมายเอาเฉพาะแต่ผู้ที่ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย คือ มีบุญบารมีที่เกี่ยวกับการเคยได้รูปวจรฌานมาแล้วจากภพก่อนใกล้ ๆ กันกับภพนี้ โดยการเพ่งปถวีกสิณเท่านั้น เพราะผู้ที่เคยได้รูปาจวรฌานมาแล้วจากภพก่อนใกล้ ๆ กันกับภพนี้ โดยการเพ่งปวีกสิณนั้น ครั้นมาในภพนี้เมื่อได้แลเห็นดินที่มีปริมณฑลกลม หรือ ลานข้าวเข้าแล้วก็เพ่งดูโดยบริกรรมว่า ปถวีๆ เพียงเท่านี้ ภาพปถวีกสิณนั้นก็ปรากฎติดอยู่กับใจได้ ที่เรียกว่าเป็น อุคคหนิมิต เมื่อได้อุคีคหนิมิตแล้ว ก็ไม่จำเป็นอย่างใดที่จะต้องมาเพ่งดินหรือลานข้าวนั้นอีก คงเพ่งแต่อุคคหนิมิตที่ตนได้มาแล้วนั้นอยู่กับบ้าน หรือ กุฎีต่อไปจนกว่าจะได้ปฏิภาคนิมิตและได้รูปฌาน


บุพพกิจ คือ กิจเบื้องต้นของผู้ที่จะเข้าปฏิบัติ

      พุทธศาสนิกชนที่เป็นคฤหัสถ์ ชาย หญิง และบรรพชิตทั้งหลายที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานี้เมื่อมีความเชื่อ ความเลื่อมใส ในคุณของพระรัตนตรัยเชื่อบุญ เชื่อบาป ผลของบุญ บาป โลกนี้ โลกหน้า นรก สวรรค์ เหล่านี้ เป็นต้นแล้วสมควรที่จะแสวงหาอมตธรรม ธรรมที่ไม่ตาย


การแสวงหาอมตธรรมนี้มีอยู่ ๒ ประการ คือ

      ๑. ทางตรง ได้แก่ การเจริญวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐานทั้ง ๘

      ๒. ทางอ้อม ได้แก่ การเจริญสมถภาวนาก่อน ต่อเมื่อได้สำเร็จเป็นฌานลาภีแล้ว จึงจะเจริญวิปัสสนาต่อไป

      ในการเจริญทั้ง ๒ นี้ การเจริญสมถภาวนาก็ดี การเจริญวิปัสสนาภาวนาก็ดี กิจเบื้องต้นก่อนที่จะลงมือเจริญนั้นมีอยู่ ๗ ประการ คือ 

      ๑. ตั้งตนอยู่ในศีล 

      ๒. ตัดมหาปลิโพธ เครื่องกังวลใหญ่ ๑๐ ประการ 

      ๓. แสวงหากัลยาณมิตรที่มีความรู้ในการให้กรรมฐาน 

      ๔. ทำการศึกษาอบรมในกรรมฐานที่เหมาะสมกับจริตของตน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปริยัติที่เนยยบุคคลทั้งหลายเว้นเสียมิได้ 

      ๕. เว้นจากสถานที่ที่เป็นโทษแก่การปฏิบัติ 

      ๖. อยู่ในสถานที่ที่สะดวกสบายแก่การปฏิบัติ 

      ๗. ตัดขุททกปลิโพธเครื่องกังวลเล็กๆ น้อย ๆ แล้วก็ลงมือปฏิบัติ


ขยายความในบุพพกิจทั้ง ๓ ตามลำดับดังต่อไปนี้

๑. ตั้งตนอยู่ในศีล

      - ศีล ๕ หรือ อาชีวัฏฐมกศีล เป็นศีลของคฤหัสถ์

      - ศีล ๘ ธรรมดา เป็นศีลของชี

      - ศีล ๑๐ เป็นศีลของสามเณร

      - ปาฏิโมกขสังวรศีล เป็นศีลของพระ


๒. มหาปลิโพธ ๑๐ ประการ

           (ฉ. วิสุทธิมัคค ปฐมภาค ทสปลิโพธวัณณนา หน้า ๘๖)

            อาวาโส จ กุลํ ลาโภ      คโณ กมุมญฺจ ปญฺจมํ

            อทฺธานํ ญาติ อาพาโธ     คนฺโถ อิทฺธีติ เต ทสาติ ฯ 

      แปลความว่า เครื่องก่อกวนให้เกิดความกังวลมีอยู่ ๑๐ ประการ คือ ที่อยู่ ที่อาศัย มีวัด กุฎี บ้านเป็นต้น 

      ทายกทายิกา ลาภสักการะ หมู่คณะ นวกรรม การงานที่จัดซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ซึ่งเป็นที่ ๕ 

      การเดินทาง ญาติโยม อาพาธ การศึกษา การสอนพระปริยิติธรรม การแสดงอิทธิฤทธิ์

      เครื่องตัดปลิโพชทั้ง ๑๐ ประการมีชื่อตามภาษาบาลี ดังนี้

            อาวาสปลิโพธ กุลปลิโพธ ลาภปลิโพธ คณปลิโพธ กมฺมปลิโพธ

            อทฺธานปลิโพธ ญาติปลิโพธ อาพาธปลิโพธ คนฺถปลิโพธ อิทฺธิปลิโพธ


๓. แสวงหากัลยาณมิตร

(ฉ. วิสุทธิมัคค ปฐมภาค กัมมัฏฐานทายกวัณณนา หน้า ๙๔ - นิโยชโกติ) 

            ปีโย ครุ ภาวนีโย       วตฺตา จ วจนกฺขโม

            คมภีรญฺจ กถํ กตฺตา    โน จาฏฺฐาเน นิโยชเย" ฯ

      แปลความว่า ผู้ที่จะเป็นอาจารย์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตรของผู้ปฏิบัติสมถะวิปัสสนา ทั้งหลายนี้ ต้องประกอบด้วยคุณ ๗ ประการ คือ

      ๑) ปีโย เป็นผู้ที่น่ารัก น่าเลื่อมใส เพราะมีศีลบริสุทธิ์ อย่างหนึ่ง

      ๒) ครุ เป็นผู้ที่น่าเคารพ เพราะประกอบด้วยคุณธรรมมีศีล สมาธิ และการถือธุดงค์ มีปังสุกูลิกังคธุดงค์ เตจีวริกังคธุดงค์ ปีณฑปาติกังคธุดงค์ เอกาสนิกังคธุดงค์เหล่านี้ เป็นต้น อย่างหนึ่ง

      ๓) ภาวนีโย เป็นที่น่าสรรเสริญ เพราะมีจิตใจเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียงในบรรดาสหและลูกศิษย์ อย่างหนึ่ง

      ๔) วตฺตา เป็นผู้ที่สามารถอบรมลูกศิษย์ให้ดี อย่างหนึ่ง

      ๕) วจนกฺขโม เป็นผู้ยอมรับคำตักเตือนจากสหธรรมิก และลูกศิษย์ อย่างหนึ่ง

      ๖) คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา เป็นผู้สามารถแสดงธรรมอันลึกซึ้ง กล่าวคือ ความเป็นไปของรูป นาม ขันธ์ ๕ มีสัจจะ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ เหล่านี้ เป็นต้นได้อย่าง แจ่มแจ้งชัดเจน อย่างหนึ่ง

      ๗) อฏฐาเน โน จ นิโยชเย เป็นผู้เว้นจากการชักชวนในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แม้ที่สุดเพียงครั้งเดียวก็ไม่ทำ มีแต่การคอยชักนำให้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ตน และประโยชน์ของพระพุทธศาสนาอยู่เป็นนิจ อย่างหนึ่ง

      คุณ ๗ ประการดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้  ย่อมมีคุณแก่ตนและผู้ปฏิบัติตลอดทั่วไปในพระพุทธศาสนา ฉะนั้น ถ้าหากว่าผู้ที่เป็นอาจารย์ขาดคุณ ๗ ประการนี้ไปเพียงประการใดประการหนึ่งแล้ว จะเรียกว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกัลยาณมิตรที่แท้นั้นยังไม่ได้โดยเหตุนี้แหละ ผู้ที่เป็นอาจารย์ สมถะ วิปัสสนา ของผู้ปฏิบัติทั้งหลายควรพยายามอบรม ตั้งตนไว้ให้สมบูรณ์ด้วยคุณทั้ง ๗ ประการนี้ เพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตรที่ถูก ที่แท้ พร้อมมูล โดยอาการทั้งปวง สำหรับผู้ที่ปฏิบัติ สมถะ วิปัสสนา ทั้งหลายนั้นเล่า ก็ต้องแสวงหาอาจารย์ที่ประกอบด้วยคุณธรรม ๗ ประการนี้ด้วยเช่นกันจึงจะได้รับประโยชน์จากการปฏิบัตินี้อย่างสมบูรณ์ได้

๔. ทำการศึกษาอบรมในกรรมฐานที่เหมาะสมกับจริตของตน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปริยัติที่เนยยบุคคลทั้งหลายจะเว้นเสียไม่ได้คำอธิบายขยายความของข้อที่  นี้ จักขอระงับเอาไว้ไม่อธิบาย เพราะเนื้อความในข้อนี้ มีอยู่แล้วในหมวดสัปปายเภท ซึ่งเป็นหลักของอภิธัมมัตถสังคหะที่ได้แสดงมาแล้วแต่ตอนต้น

      สำหรับเนื้อความพิเศษนั้นจะได้ทราบโดยถี่ถ้วนในเมื่อถึงตอนอธิบายขยายความในหมวดสัปปายเภทต่อไป

๕. เว้นจากสถานที่ที่เป็นโทษแก่การปฏิบัติ

         ในที่นี้สถานที่ที่เป็นโทษแก่การปฏิบัติมีอยู่ ๑๘ ประการ คือ

            ๑.) มหาวาสํ ที่อยู่อาศัย กว้างขวางใหญ่โตมาก

            ๒.) นวาวาสํ ที่อยู่อาศัย ที่พึ่งสร้างขึ้นใหม่

            ๓.) ชราวาสํ ที่อยู่อาศัย ที่ชำรุดทรุดโทรมเก่าแก่

            ๔.) ปนฺถนิสฺสิตํ สถานที่ที่อยู่ ใกล้กับหนทาง

            ๕.) โสณฺที สถานที่ที่อยู่ ใกล้กับบ่อน้ำ สระน้ำ

            ๖.) ปณฺณํ สถานที่ที่อยู่ ใกลักับสวนผักต่างๆ

            ๗.) ปุปฺผํ สถานที่ที่อยู่ ใกล้กับสวนดอกไม้

            ๘.) ผลํ สถานที่ที่อยู่ ใกล้กับสวนผลไม้

            ๙.) ปฏฺฐนียตา สถานที่ที่อยู่ เป็นสโมสร

            ๑๐.) นครสนฺนิสฺสิตา สถานที่ที่อยู่ ใกล้กับตัวเมือง

            ๑๑.) ทารุสนฺนิสฺสิตา สถานที่ที่อยู่ ใกล้กับป่าฝืน

            ๑๒.) เขตฺตสนฺนิสฺสิตา สถานที่ที่อยู่ ใกล้กับนา

            ๑๓.) วิสภาคานํ ปุคฺคลานํ อตฺถิตา สถานที่ที่อยู่ของบุคคลที่ไม่ถูกกันกับตน

            ๑๔.) ปฏฺฏนสนฺนิสฺสิตา สถานที่ที่อยู่ใกล้กับท่าเรือสถานีรถไฟ สนามบิน

            ๑๕.) ปจฺจนฺตสนฺนิสฺสิตา สถานที่ที่อยู่ในชนบท ซึ่งชนเหล่านั้น ไม่เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

            ๑๖.) รชฺชสีมสนฺนิสฺสิตา สถานที่ที่อยู่ในระหว่างพรมแดนแวดล้อมไปด้วยราชภัย

            ๑๗.) อสปฺปายตา สถานที่ไม่สบาย ซึ่งเนื่องมาจากยักขภัย โจรภัย

            ๑๘.) กลฺยาณมิตฺตานํ อลาโภ สถานที่ไม่มีกัลยาณมิตร คือครูอาจารย์ ที่ประกอบด้วยคุณ ๗ ประการดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น

      สถานที่ทั้ง ๑๘ ประการนี้ ล้วนแต่เป็นโทษแก่การปฏิบัติทั้งสิ้น เหตุนั้น ผู้ปฏิบัติ ทั้งหลายพึงเว้นเสีย เหมือนกับพ่อค้าเวันจากทางที่มีภัยเสียฉะนั้น ดังนั้นท่านอรรถกถาจารย์จึงได้แสดงไว้ในวิสุทธิมรรคอรรถกถา*(ฉ. ปฐมภาค หน้า ๑๑๘)  ว่า

            มหาวาสํ นวาวาสํ           ชราวาสํ จ ปนฺถนี

            โสณฺทึ ปณฺณญฺจ ปุปฺผญฺจ    ผลํ ปฏฺฐิตเมว จ

            นครํ ทารุนา เขตฺตํ           วิสภาเคน ปฏฺฏนํ

            ปจฺจนฺตสีมาสปฺปาย           ยตฺถ มิตฺโต น ลพฺภติ

            ตานิฏฺฐารส ฐานานิ           อิติ วิญญาย ปณฺฑิโต

            อารกา ปริวชฺเชยฺย            มคฺคํ ปฏิภยํ(1) ยถาติ ฯ (1)ฉ. - สปฺปฏิภยํ


      ๖. อยู่ในสถานที่ที่สะดวกสบายแก่การปฏิบัติ สถานที่ที่สะดวกสบายแก่การปฏิบัตินั้นมีอยู่ ๕ ประการ ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า

           กถญฺจ ภิกฺขเว เสนาสนํ ปญฺจงฺคสมนฺนาคตํ โหติ อิธ ภิกฺขเว เสนาสนํ ฯ

         ดูกรภิกษุทั้งหลาย สถานที่ที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ซึ่งเหมาะสมแก่การปฏิบัตินั้น เป็นไฉน

         ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสนาสนะที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ในศาสนาของตถาคตนั้นมีดังนี้  คือ

            ๑.) นาติทูรํ โหติ นาจฺจาสนฺนํ คมนาคมนสมฺปนฺนํ ฯ มีหนทางไปมาสะดวกสบาย คือ ไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นักจากหมู่บ้าน

            ๒.) ทิวา อปฺโปกิณฺณํ รตฺตึ อปฺปสทฺทํ อปฺปนิคโฆสํ ฯ ไม่มีเสียงอีกทึก คือ กลางวันก็ไม่จอแจด้วยผู้คน กลางคืนก็เงียบสงัด

            ๓.) อปฺปธํสมกสวาตตปสรีสปสมฺผสฺสํ โหติ ฯ" (ฉ. วิสุทธิมัคค ปฐมภาค หน้า ๑๑๙ - อปฺปฑํสมกสวาตาตปสรีสปสมฺผสฺสํ) ไม่มีแมลงวัน ยุง สัตว์เลื้อยคลานมารบกวนกัดต่อย ไม่ถูกลม แดด

            ๔.) ตสฺมึ โข ปน เสนาสเน วิหรนฺตสฺส อปกสิเรเนว อุปฺปชฺชนฺติ จีวรปีณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารา ฯ สถานที่ที่บริบูรณ์ด้วยปัจจัย ๔ คือ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม อาหาร ที่พักอาศัย ยารักษาโรค ซึ่งผู้ปฏิบัติแสวงหาได้โดยง่ายไม่ลำบาก

            ๕.) ตสฺมึ โข ปน เสนาสเน เถรา ภิกขู วิหรนฺติ พหุสฺสุตา อาคตาคมา ธมฺมธรา วินยธรา มาติกาธรา เต กาเลน กาลํ อุปสงฺกมิตฺวา ปริปุจฺฉติ ปริปญฺหติ "อิทํ ภนฺเต กถํ อิมสฺส โก อตฺโถติ" ตสฺส เต อายสมนฺโต อวิวฏํ เจว วิวรนฺติ อนุตฺตานีกตญฺจ อุตฺตานีกโรนฺติ อเนกวิหิเตสุ จ กงฺขฏฺฐานิเยสุ ธมฺเมสุ กงฺขํ ปฏิวิโนเทนฺติ ฯ ในสถานที่นั้น มีพระภิกษุผู้เป็นพระเถระที่เป็นพหูสูตร มีความรู้อย่างกว้างขวาง เป็นผู้มีความท่องจำไว้ได้ คือ พระสูตร พระอภิธรรม พระวินัย และหัวข้อในพระไตรปีฎก พำนักอาศัยอยู่ พระโยคีบุคคลเข้าไปหาท่านตามกาลเวลาอันสมควร แล้วไต่ถามสอบสวนข้อความเหล่านั้นว่า บทนี้จะต้องทำความเข้าใจอย่างไร มีความหมายว่ากระไร ดังนี้ ท่านเหล่านั้นจะเปิดเผยข้อลี้ลับ และข้อธรรมที่ยังไม่กระจ่างท่านก็ทำให้กระจ่าง และบรรเทาความสังสัยในข้อธรรมที่สุขุมลุ่มลึกที่เป็นเหตุให้เกิดความสังสัย อันจะทำให้โยคีบุคคลนั้นได้รับประโยชน์อย่างใหญ่ไพศาล

             ๖) เอวํ โข ภิกฺขเว เสนาสนํ ปญฺจงฺคสมนฺนาคตํ โหติ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สถานที่ดังนี้แล ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ที่ประกอบด้วยองค์ ๕

๗. ตัดขุททกปลิโพธ เครื่องกังวลเล็กๆ น้อยๆ แล้วลงมือปฏิบัติ การตัดความกังวลหยุมหยิมเล็กๆ น้อยๆ ก่อนหน้าจะทำการปฏิบัติที่ได้ชื่อว่า ขุททกปลิโพธนั้น มีดังนี้ คือ

            ๑.) ทีฆานิ เกสนขโลมานิ ฉินทิตพุพานิ ฯ ตัดผม ตัดเล็บโกนหนวดที่ยาวเสียใหม่ให้เรียบร้อย

            ๒.) ชิณฺณจีวเรสุ ทฬฺทีกมฺมํ วา ตุนฺนกมฺมํ วา กาตพฺพํ ฯ จัดการปะชุนจีวรที่ใช้สึกหรือคร่ำไปแล้วนั้น ให้มั่นคงเรียบร้อยดีขึ้น ถ้าเนื้อผ้าฉีกขาดไปก็จัดการเย็บเสียใหม่

            ๓.) กิลิฏฺฐานิ จีวรานิ รชิตพฺพานิ  เมื่อสีของจีวรนั้นเก่าจางไปก็ต้องจัดการย้อมสีเสียใหม่ให้เรียบร้อย

            ๔.) สเจ ปตฺเต มลํ โหติ ปตฺโต ปจิตพฺโพ ฯ ถ้าในบาตรมีสนิมก็ต้องทำการระบมบาตรเสียใหม่ให้ดีขึ้น

            ๕.) มญฺจ ปีฐาทีนิ โสเธตพฺพานิ ฯ ต้องปัดกวาด เช็ดถู เตียงและดั่ง เป็นต้นให้สะอาดหมดจด

      การตัดผม ตัดเล็บ โกนหนวดเครา ปะชุนเย็บจีวร ย้อมจีวร ระบมบาตรที่เป็นสนิม ปัดกวาด เช็ดถู เตียงและดั่ง เป็นต้น ซึ่งเป็นเครื่องกังวลหยุมหยิมเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ผู้ปฏิบัติควรต้องจัดทำให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน จึงจะสบาย เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวล ถึงเรื่องเหล่านี้ในเวลาที่กำลังทำการปฏิบัติอยู่ 


การจัดทำองค์ปถวีกสิณและการเพ่งนั้น มีดังนี้

      พุทธศาสนิกชนที่เป็นคฤหัสถ์ทั้งชาย หญิง และบรรพชิตทั้งหลาย เมื่อมีความประสงค์ใคร่ที่จะเจริญสมถกรรมฐาน โดยการเพ่งปถวีกสิณนั้น จะต้องจัดการหาดินมาทำเป็นองค์กสิณขึ้นเสียก่อน โดยเลือกใช้ดินที่มีสีอรุณและมีความเหนียวพอประมาณ เพื่อจะได้ทำให้จิตใจแจ่มใสชุ่มชื่นเบิกบาน ทั้งจะได้ป้องกันไม่ให้ไปปะปนกันกับวัณณกสิณทั้ง ๔ คือ นีลกสิณ ปีตกสิณ โหิตกสิณ โอทาตกสิณ แต่อย่างใดๆ อีกด้วย เสร็จแล้วจัดการเก็บสิ่งสกปรกต่างๆ ที่มีติดอยู่กับดินนั้นออกเสียให้หมด เมื่อเห็นว่าดินนั้นมีความสะอาดดี  เรียบร้อยแล้ว จึงค่อยนำมาผสมกับน้ำทำการบีบยำนวดเฟ้นเคล้าคลึงไปมา จนกว่าดินนั้นจะละเอียดอ่อนสะอาดหมดจดจากฝุ่นละอองธุลีที่มีแปดเปื้อน แล้วก็คลึงแผ่ออกไปให้เป็นแผ่นวงกลมกว้างประมาณ ๑ คืบ กับ ๔ องคุลี เสร็จแล้วเอาสีเขียวหรือขาวมาทาลงรอบ ๆ ของวงกลมให้ใหญ่เท่ากับเศษหนึ่งส่วนสี่ของนิ้ว หรือมิฉะนั้น จะใช้หนังหรือไม้กระดานเป็นต้นก็ได้ มาตัดทำเป็นวงกลม แล้วเอาดินดังที่ได้กล่าวแล้วนี้ทาลงไปที่แผ่นหนังหรือกระดานนั้น ตามรอบๆ ของวงกลมก็คงใช้สีเขียว หรือ สีขาวให้ใหญ่เท่ากับเศษหนึ่งส่วนสี่ของนิ้วเช่นเดียวกัน สำหรับทางด้านที่จะใช้เพ่งนั้น ต้องจัดทำให้สะอาดเรียบร้อย สม่ำเสมอ เกลี้ยงเกลา เป็นพิเศษให้เหมือนกับหน้ากลอง

      อนึ่ง ถ้าต้องการจะทำองค์กสิณให้เล็กกว่า หรือ ใหญ่กว่าจากที่กำหนดไว้แล้วนั้นก็ได้ คือ จะให้เล็กลงไปอีกประมาณ  หรือ ๓ องคุลี หรือ ใหญ่กว่าไปอีกประมาณ ๔ หรือ ๙ องคุดี ก็ได้ ทั้งนี้ถ้าหากว่าองค์กสิณนั้นเล็ก จะทำให้จิตใจของพระโยคีตั้งมั่นอยู่กับองค์กสิณได้เร็ว และอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต ทั้งสองอย่างนี้ก็ปรากฎได้เร็วเช่นเดียวกัน แต่สำหรับจิตใจของพระโยคีบุคคลนั้นไม่สู้จะกว้างขวางนักคือ สมาธิไม่ค่อยมีกำลังแรง ถ้าองค์กสิณใหญ่ จะทำให้จิตใจของพระโยคีตั้งมั่นได้ช้าและอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต ทั้งสองนั้น ก็ปรากฏได้ช้าเช่นเดียวกัน แต่สำหรับจิตใจของพระโยคีบุคคลนั้นกว้างขวางยิ่ง คือ สมาธิกำลังแรงมาก

      สำหรับองค์กสิณที่ใช้เพ่งอยู่นี้ พระโยดีบุคคลจะต้องทำการเคารพนับถือให้เหมือนๆ กันกับการเคารพนับถือในพระบรมธาตุ แล้วต้องหมั่นดูแลพิทักษ์รักษา เช็ดถูให้สะอาดมิให้มีฝุ่นละอองธุลีใดๆ มาแปดเปื้อนอีกด้วย เหมือนกับการรักษาพระพุทธรูปฉันนั้น

      เมื่อพะโยบุคคล ได้จัดการทำองคักสิณเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว ต่อแต่นั้นก็พึงแสวงหาสถานที่ห่างจากหมู่คณะและเสียงต่างๆ จะเป็นภายในบริเวณบ้าน หรือภายในบริเวณวัด ตามเรือกสวน ป่า เขา ก็ได้ อันเป็นสถานที่ที่เงียบสงัด สะดวกสบายแก่การที่จะเข้าไปพักอาศัยอยู่ แล้วก็เริ่มต้นลงมือปฏิบัติต่อไป การลงมือปฏิบัติเพ่งปถวีกสิณนี้ต้องตั้งองค์ปถวีกสิณไว้ในที่จำเพาะหน้า โดยไม่ให้สูงไปหรือต่ำไปจากสายตาของตนนักเพราะว่าถ้าตั้งสูงไปก็จะต้องแหงนหน้าเพ่งดู ถ้าต่ำไปก็จะต้องก้มหน้าเพ่งดู ซึ่งจะทำให้ตนได้รับความลำบากในการเพ่งดูนั้น ครั้นเมื่อจะเข้าไปนั้งขัดสมาธิทำการเพ่งอยู่ก็จงนั่งลงภายในหัตถบาส คือ ๒ ศอก กับ  คืบ ซึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลไปจากองค์กสิณเพราะว่าถ้าหากนั่งไกลเกินไป จะทำให้การเห็นปริมณฑลขององค์กสิณไม่ได้ชัด ถ้าหากว่านั้งใกล้ไป ก็จะทำให้แลเห็นรอยนิ้วมือ หรือ รอยไม้ที่ใช้ทำการกดคลึงองค์กสิณนั้นได้อย่างแจ้งชัด เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะเป็นอุปสรรคแก่สมาธิ คือ ทำให้สมาธิหย่อนไปทั้งในขณะที่กำลังเพ่งอยู่ และเมื่อเวลาที่อุคคหนิมิตปรากฏเกิดขึ้น โดยเหตุนี้แหละจึงต้องนั่งภายในระยะที่ไม่ให้ใกล้ หรือ ไกลออกไปจากองค์กสิณดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้น ภายหลังจากที่ได้นั่งลงโดยเรียบร้อยแล้ว ต่อแต่นั้นก็จงเริ่มปรารภความพอใจที่จะได้มาซึ่งฌานที่จะทำตนให้พ้นออกไปจากกามคุณอารมณ์ต่างๆ อันเป็นตัวฉันทะที่ประกอบด้วยเนกขัมมสังกัปปะ  แล้วจงพิจารณาในคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปจนกว่าจิตใจจะบังเกิดความรู้สึกแช่มชื่นอิ่มเอิบปราโมทย์ในพระคุณนั้นๆ จากนั้นก็จงทำการแผ่เมตตาไปในสัตว์ทั้งหลาย มีเทวดาและมนุษย์ เป็นต้น พอสมควรเสร็จแล้วจึงค่อยน้อมใจมาพิจารณาถึงตัวของตนว่า คนนี้มีความตายเป็นธรรมดา ไม่มีสิ่งใดที่จะช่วยตนให้พ้นไปจากความตายได้ ฉะนั้นก่อนที่ความตายจะมาถึงตน ตนจึงจำเป็นที่จะต้องพยายามขวนขวายหาสรณะที่พึ่งให้แก่ตัวของตนให้จงได้ พร้อมกับมีความคิดเห็นว่า การปฏิบัติโดยเพ่งกสิณนี้ เป็นวิธีปฏิบัติของบัณฑิตทั้งหลาย มีพระสัมมาสมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า ตลอดจน พระอริยสาวก เป็นต้น และท่านทั้งหลายเหล่านี้ที่ท่านได้พ้นออกไปจากวัฏฏทุกข์ มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้นั้นก็เพราะอาศัยการเพ่งกสิณนี้เอง ดังนั้นการที่ตนจะพ้นออกไปจากสังสารวัฏฏ์ซึ่งมี การเกิดแก่ เจ็บ ตาย ได้ก็โดยอาศัยการเพ่งกสิณนี้เช่นเดียวกัน เมื่อคิดเห็นเช่นนี้แล้ว ก็จงยกมือขึ้นทำการอัญชลีกรรมแด่องค์กสิณนั้น แล้วทำการเพ่งดู พร้อมกับแผ่ใจตลอดทั่วไปภายในขอบเขตแห่งองค์กสิณนั้น  อย่าได้ใช้สายตาเพ่งดู หรือ ใช้ใจไปจดจ่อแต่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งขององค์กสิณเป็นอันขาด

      เมื่อทำการเพ่งแผ่ใจโดยทั่วๆ ไปอยู่นั้น ก็จงอย่าได้ไปสนใจกับสีของปถวี ที่เป็นองค์กสิณ และสภาวลักษณะของปถวี ที่มีความแข็ง อ่อน แต่อย่างใด ฯ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า มิได้ทำการเพ่งวัณณกสิณ แต่กำลังทำการเพ่งปถวีกสิณอยู่ ทั้งไม่ต้องไปทำการพิจารณาถึงปรมัตถปถวีแต่ประการใดอีกด้วย หากแต่ต้องตั้งใจเพ่งดูอยู่เฉพาะแต่ในบัญญัติปถวีอย่างเดียวเท่านั้น โดยเหตุนี้แหละพระโยคีบุคคลจึงไม่ควรไปสนใจในสีของปถวี และ ปรมัตถสภาวปถวีแต่อย่างใดๆ

      ฝ่ายภายในด้านจิตใจนั้น ก็จงทำความพอใจ อิ่มใจ ตั้งมั่นอยู่อย่างจริงใจในองค์กสิณ ให้เหมือนกันกับเสือที่กำลังกัดดึงดูดเอาแต่เฉพาะเนื้อเต่าออกมาจากกระดองเต่าฉันนั้น เมื่อกำลังเพ่งดูอยู่ก็จงลืมตาดูอยู่อย่างธรรมดา อย่าลืมตาให้โตหรือหรี่ตาให้เล็กลงไปแต่อย่างใดนัก พร้อมกันนั้นก็จงใช้ปากบริกรรมว่า ปถวีๆ หรือ ดินๆ เป็นระยะ ๆ ไป ไม่จำเป็นจะต้องบริกรรมโดยไม่หยุดหย่อน ซึ่งจะทำให้กลายเป็นการเสกคาถาไป และจงพยายามลืมตาบริกรรมให้มากที่สุดที่จะมากได้ ส่วนการหลับตาบริกรรมนั้น ก็จงใช้เป็นบางครั้งบางคราว แต่อย่าให้บ่อยนัก ทำอยู่เช่นนี้เรื่อยๆ ไปจนกว่าอุคคหนิมิตจะปรากฏขึ้น

      หมายเหตุ การงานที่จะพึงปฏิบัติในการเพ่งองค์กสิณที่เหลืออีก ๙ นั้นก็คงเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ทุกประการ ที่พิเศษ ๆ นอกออกไปจากนี้ก็จะได้แสดงให้ทราบโดยเฉพาะ ๆ ไป ในเมื่อถึงเรื่องขององค์กสิณนั้นๆ


วิธีป้องกันอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากใจในระหว่างที่อุคคหนิมิตยังไม่ปรากฏ

      ในระหว่างที่กำลังเพ่งดูสสัมภารปถวี หรือ อุตุชปถวีองค์กสิณ พร้อมกับใช้ปากบริกรรมว่า ปถวีๆ อยู่นั้น พระโยคีบุคคลนั้น ย่อมมีความต้องการให้อุคคหนิมิตปรากฏเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ แต่อุคคหนิมิตนั้นก็มิปรากฏได้โดยเร็วตามความประสงค์ของพระโยคี ฉะนั้น จิตใจของพระโยดีจึงรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อจิตใจรู้สึกเหน็ดเหนื่อยขึ้นมาแล้ว ร่างกายก็พลอยอ่อนเพลียและเหน็ดเหนื่อยตามใจไปด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ถีนมิทธนิวรณ์ ก็ได้โอกาสเกิดขึ้นครอบงำ โดยทำให้อยากหยุดพัก หรือไปทำกิจการอื่นๆ มีการปัดกวาด ทำความสะอาด สวดมนต์ไหว้พระ เป็นต้น ที่เป็นปลิโพธเครื่องกังวลต่างๆ ดังนั้น ถ้าอาการดังกล่าวแล้วนี้ บังเกิดขึ้นแก่พระโยดีบุคคลแล้วไซร้ ก็จงเตือนตนเองว่า มิวันใดก็วันหนึ่ง ความตายก็จะบังเกิดมีแก่ตนอย่างแน่แท้ทั้งอุคคหนิมิตก็ยังมิได้เกิดขึ้นเลย ถ้าตนขืนหยุดพัก หรือ มัวไปกังวลอยู่กับการงานอื่น ๆ แล้ว สมาธิของตนก็จะเสียไป ทั้งการงานเหล่านี้ตนก็เคยกระทำมาแล้วหลายภพหลายชาติ จนกระทั่งถึงภพนี้ก็ยังต้องทำอยู่ ะนั้น ในขณะที่ตนกำลังเพ่งปถวีกสิณอยู่นี้ ไม่บังควรที่จะไปกระทำกิจต่าง เหล่านี้เลย แล้วจงมีความพยายามอดทนเพ่งดูอยู่ต่อไปให้มาก และอย่ากะพริบตาบ่อยนัก ประมาณ ๒ หรือ ๓ นาที จึงค่อยใช้ปากบริกรรมว่า ปถวี ๆ หรือ ดินฯ เสียครั้งหนึง เป็นระยะห่างกันไปตามสมควร จนกว่าอุคคหนิมิตจะปรากฏขึ้น


เมื่ออุคคหนิมิตปรากฎขึ้นแล้ว

      พระโยคีบุคคล เมื่อกำลังเพ่งปถวีองค์กสิณ ที่ยังเป็นบริกรรมนิมิตอยู่นั้น บางท่านก็ได้อุคคหนิมิตเร็ว บางท่านก็ได้ช้า คือ ต้องพยายามอดทนต่อสู้อยู่นานกับนิวรณ์ซึ่งเป็นตัวอุปสรรคคอยขัดขวางอย่างยิ่ง อุคคหนิมิตจึงปรากฏขึ้นได้ เมื่อุคคหนิมิตปรากฏขึ้นทางใจได้ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเพ่งปถวีองค์กสิณที่เป็นบริกรรมนิมิต ซึ่งเป็นอารมณ์ภายนอกอีก แต่กลับเพ่งอุคคหนิมิต อันเป็นอารมณ์ที่ปรากฏขึ้นทางใจ และ ในเวลานั้น ความเป็นไปของปถองค์กสิณที่เป็นอุคคหนิมิต กับจิตใจของพระโยคีบุคคลนั้น เสมือนแม่เหล็กที่มีกำลัง ดึงดูดเอาสิ่งของที่เป็นเหล็กด้วยกันให้มาติดอยู่ได้ฉันใดจิตใจของพระโยคีบุคคลก็ดึงดูดเอาปถวีองค์กสิณ ที่เป็นอุคคหนิมิตให้ติดแนบอยู่กับใจได้ฉันนั้น ฉะนั้น การเห็นสิ่งของอื่นๆ ได้ก็เฉพาะแต่ในเวลาที่พระโยคีลืมตาดูอยู่เท่านั้น ครั้นหลับตาลงก็คงเห็นแต่เพียงภาพปถวีองค์กสิณอยู่อย่างเดียว อารมณ์ต่างๆ ที่ได้เห็นมาด้วยตาก็ไม่มีการมาปรากฏทางใจได้เลย ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ๆ ทั้งสิ้น กล่าวคือในขณะที่หลับตานอนอยู่ก็ดี ก็คงเห็น แต่ภาพปถวีองค์กสิณเท่านั้นมาปรากฏอยู่เบื้องบน เมื่อลุกขึ้นนั่งก็ปรากฏให้เห็นอยู่ข้างหน้า เมื่อก้มหน้าลงก็เห็นอยู่ข้างล่าง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นอยู่ข้างบน จะเหลียวซ้ายแลขวา ก็คงเห็นมาปรากฏอยู่ข้างๆ ตัว เมื่อเดินหลับตาจงกรมก็คงเห็นอยู่ข้างหน้าเรื่อยๆ ไป แม้ที่สุดจะลืมตาอยู่ในที่มืด จักขุทวารวิถีก็ไม่เกิด คงเห็นแต่ภาพปถวีองค์กสิณที่เป็น อุคคหนิมิตเท่านั้น อุปมาดังเช่นคนที่กลัวผี บังเอิญเดินไปพบซากศพ หรือ มีความจำเป็นที่จะต้องช่วยจัดช่วยทำความสะอาดให้แก่ศพบ้างบางประการ ครั้นถึงยามเข้านอนพอหลับตาลงก็เห็นแต่ภาพศพที่ตนได้ไปพบเห็น หรือ จับต้องจัดแจงมานั้น ปรากฏขึ้นติดตาอยู่ไม่รู้หาย ข้อนี้ฉันใดอุคคหนิมิตที่ปรากฏติดอยู่ทางใจของพระโยคีบุคคลก็ฉันนั้น นอกจากจะหลับลงไปเท่านั้นจึงจะไม่แลเห็น ถ้าตื่นขึ้นเวลาใด ในขณะที่ยังไม่ลืมตา เวลานั้นภาพปถวีองค์กสิณก็จะปรากฏขึ้นทางใจให้แลเห็นได้ทันที กับทำให้ความง่วงเหงาหาวนอนและความเกียจคร้าน อ่อนแอ ท้อแท้ ซึ่งเป็นตัวถีนมิทธนิวรณ์ก็ค่อยๆ ถอยห่างออกไปพร้อมด้วยนิวรณ์ที่เหลือ นอกนั้นก็ค่อยๆ ทุเลาเบาบางลงไปด้วย

      การเจริญสมถภาวนานี้ บุคคลใดจะได้สำเร็จเป็นฌานลาภี บุคคลนั้นต้องปฏิสนธิด้วยไตรเหตุ ฉะนั้น จะรู้ได้ว่าพระโยคีบุคคลนี้เป็นติเหตุกะหรือไม่นั้นก็อยู่ที่ปฏิภาคนิมิต ถ้าการเจริญสมถภาวนาของพระโยคีบุคคลเข้าถึงขั้นปฏิภาคนิมิตได้ก็พึงตัดสินว่า พระโยคีบุคคลนี้มีปฏิสนธิเป็นไตรเหตุ ถ้าหากว่า การเจริญภาวนาของพระโยคีบุคคลมิอาจเข้าถึงปฏิภาคนิมิต เพียงแต่ได้ถึงขั้นอุคคหนิมิตเท่านั้น เช่นนี้แล้วก็พึงตัดสินได้ว่า ไม่ใช่เป็นติเหตุกปฏิสนธิบุคคล จะให้ได้รับผลเป็นฌานลาภีบุคคลในภพนี้นั้นไม่ได้ แต่การเจริญสมถภาวนาของพระโยคีบุคคล ที่จะเข้าถึงขั้นปฏิภาคนิมิตได้นั้นก็เป็นไปต่างๆ กัน คือบางท่านก็ปฏิบัติอยู่ไม่ถึง ๑ เดือน หรือ ๑ ปี ปฏิภาคนิมิตก็ปรากฎขึ้น ต่อไปไม่ช้าก็สำเร็จเป็นฌานลากีบุคคล แต่บางท่านก็ต้องทำการปฏิบัติอยู่เป็นเวลานานประมาณ ๑๐ ปี ถึง ๒๐ ปี ปฏิภาคนิมิตจึงจะปรากฏ ต่อจากนั้นไปไม่ช้าก็สำเร็จเป็นฌานลากี ที่เป็นต่างๆ กันดังนี้ ก็เพราะอำนาจแห่งอินทรีย์ทั้ง ๕ และบารมีในภพก่อน ๆ ไม่เหมือนกันนั้นเอง ฉะนั้น เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งทำการเจริญสมถภาวนาได้เพียง ๑ เดือน หรือ ๒ - ๓ เดือนล่วงแล้ว แต่ปฏิภาคนิมิตก็หาได้ปรากฏกิดขึ้นแต่อย่างใดไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้แนะนำก็ดี ตนเองก็ดี จะถือเอาว่าผู้นั้นมิใช่เป็นติเหตุกปฏิสนธิบุคคล ก็หาเป็นที่ถูกต้องแน่นอนเสมอไปไม่ เหตุนี้จึงควรปฏิบัติอยู่เรื่อย ๆ ไปจนตราบเท่าถึงสิ้นชีวิตนั้นแหละถึงจะเป็นการดี เพราะใครๆ ก็มิอาจทราบได้ว่ บุคคลผู้นี้จะต้องใช้เวลาปฏิบัติอยู่นานเท่าใด จึงจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าเป็นไตรเหตุหรือมิใช้ไตรเหตุ สำหรับการที่จะสำเร็จเป็นฌานลาภีหรือไม่นั้น ไม่ต้องนำมาคิดนึก ถึงแม้ว่าภพนี้จักไม่สำเร็จก็ตามที ก็ยังเป็นที่ฝึกฝนอบรมสั่งสมอินทรีย์เอาไว้เพื่อจะให้ได้มาในภพข้างหน้าต่อไป


เมื่อปฏิภาคนิมิตปรากฎขึ้นแล้ว

      พระโยคีบุคคลที่ทำการเพ่งปถวีองค์กสิณ จนถึงได้อุคคหนิมิตปรากฎขึ้นทางใจแล้วนั้น พระโยคีบุคคลก็ไม่ต้องไปนั้งเพ่งปถวีองค์กสิณนั้นอีก แต่ต้องย้ายที่ไปเสียที่อื่น สุดแต่จะเห็นว่าที่ใดจะสะดวกสบายและสมควร ก็จงพักอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้นแล้วตั้งต้นเพ่งอุคคหนิมิตที่ได้มาแล้วนั้นต่อไป หากว่าอุคคหนิมิตที่ตนกำลังเพ่งบริกรรมอยู่นั้น เกิดเลือนหายไปเนื่องมาจากปลิโพธ เครื่องกังวลใจอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจงรีบกลับไปยังที่เก่า เริ่มต้นเพ่งปถวีองค์กสิณเสียใหม่ ต่อเมื่อได้อุคคหนิมิตแล้วจึงกลับไปยังที่ไหม่ตามเดิม แล้วเริ่มเพ่งอุคคหนิมิตนั้นต่อไป ทั้งนี้ก็เพราะว่า ถ้ายังเพ่งปถวีองค์กสิณเดิมอยู่อีก จะทำให้ปฏิภาคนิมิตปรากฏขึ้นได้โดยยาก ครั้นพยายามเพ่งอุคคหนิมิตอยู่ต่อไปอย่างไม่ขาดสายแล้ว อุคคหนิมิตที่ถูกเพ่งอยู่นั้นก็จะมีสภาพสะอาดปราศจากริ้วรอย ด่างพร้อย ด้วยมลทินต่างๆ มีแต่ความละเอียดประณีตยิ่งขึ้นมามากกว่าอุคคหนิมิตที่ปรากฏเมื่อขณะแรก คือ ค่อย ๆ ใสขึ้นมาเป็นลำดับเหมือนหนึ่งกับเนื้อกระจก จิตใจในขณะนั้นก็มีแต่ความชุ่มชื่นอิ่มเอิบอยู่โดยไม่รู้เบื่อต่อการนั้นเลย

      อุคคหนิมิตที่มีคุณภาพเช่นนี้แหละ จึงกลับเปลี่ยนชื่อเรียกว่า ปฏิภาคนิมิต กามาวจรสมาธิของพระโยคีบุคคล นับจำเดิมตั้งแต่เริ่มเพ่งบริกรรมนิมิตเป็นต้นมา ตลอดจนถึงการเพ่งอุคคหนิมิตนั้น ยังเป็นบริกรรมภาวนา คือ บริกรรมสมาธิอยู่ต่อเมื่อถึงตอนปฏิภาคนิมิต เกิดขึ้นนั้น กามาวจรสมาธิของพระโยดีบุคคลนั้นก็จะถูกเปลี่ยนชื่อ เรียกว่าอุปจารภาวนา หรือ อุปจารสมาธิไป ด้วยอำนาจแห่งอุปจารสมาธินี้แหละ นิวรณ์ธรรมต่างๆ ย่อมสงบลงเป็นอย่างดี ไม่มีโอกาสจะปรากฏขึ้นมาเป็นปริยุฏฐานะได้ คือ-

      ๑. ไม่มีกามฉันทนิวรณ์ ที่ไม่มีความยินดีพอใจ ติดใจในการเสวยกามคุณอารมณ์

      ๒. ไม่มีพยาบาทนิวรณ์ ที่ทำให้เกิดความโกรธ ความเสียใจ กลุ้มใจ

      ๓. ไม่มีถีนมิทธนิวรณ์ ที่ทำให้เกิดความง่วงเหงาหาวนอน ท้อถอย

      ๔. ไม่มีอุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ที่ทำให้เกิความฟุ้งซ่านรำคาญใจ

      ๕. ไม่มีวิจิกิจฉานิวรณ์ ที่ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย ลังเลใจ ในครูอาจารย์ที่ทำการแนะนำสั่งสอนถึงวิธีปฏิบัติ พร้อมกับแนวทางที่กำลังปฏิบัติอยู่ กับทำให้อวิชชานิวรณ์และกิเลสอื่น ๆ บรรเทาเบาลงไปด้วย

      เมื่อพระโยคีบุคคลได้พยายามเจริญภาวนาตลอดมา จนปฏิภาคนิมิตได้ปรากฏขึ้นนั้น ถ้าพระโยคีนั้นเป็นติกขบุคคลแล้ว ในไม่ช้าก็จะสำเร็จเป็นฌานลาภีบุคคล คือรูปาวจรปฐมฌานที่ชื่อว่า อัปปนาภาวนา หรือ อัปปนาสมาธิ ได้บังเกิดขึ้นแก่พระโยคีนั้นเอง แต่ถ้าหากเป็นมันทบุคคลก็จะสำเร็จเป็นฌานลาภีได้ช้า ดังนั้นในระหว่างที่รูปาวจรปฐมฌานยังไม่เกิดนั้น พระโยคีบุคคลจำเป็นต้องมีการระวังรักษาปฏิภาคนิมิตไว้เป็นอย่างดี เสมือนหนึ่งพระราชินีที่กำลังทรงพระครรภ์ อันพราหมณ์ปุโรหิตทั้งหลายได้ทำนายว่า พระกุมารในพระครรภ์นี้เป็นพระโอรส และจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ฉะนั้น จึงทรงทะนุถนอม บำรุงรักษา พระครรภ์นั้นเป็นอย่างดี มิให้มีภัยอันตรายใดๆ มาพ้องพาน กล้ำกลายได้ฉันใด พระโยคีบุคคลก็ต้องระวังรักษาปฏิภาคนิมิตไว้ให้จงดีเสมือนดังเช่นพระราชินีทรงระวังพระครรภ์ ฉันนั้น ถ้าหากไม่ระวังรักษาไว้ให้ดีแล้วปฏิภาคนิมิตนั้นก็จะเลือนหายไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาวนาจิต หรือ สมาธิของพระโยคี-บุคคลก็จะลดต่ำลงไป กล่าวคือ ภาวนาจิต หรือ สมาธิของพระโยคีบุคคล ในขณะที่ปฏิภาคนิมิตกำลังปรากฏอยู่นั้น จัดเข้าอยู่ในขั้นอุปจารฌาน หรือ อุปจารสมาธิ เมื่อปฏิภาคนิมิตเลือนหายไป ภาวนาจิต หรือสมาธิของพระโยคีบุคคลนั้นก็จะลดลงไปอยู่ขั้นบริกรรมภาวนา หรือ บริกรรมสมาธิตามไปด้วย ดังนั้น พระมหาพุทธโฆสาจารย์จึงได้แสดงไว้ในวิสุทธิมรรคอรรถกถาว่า

            นิมิตฺตํ รกฺขโต ลทฺธํ      ปริหานิ น วิชฺชติ

            อารกฺขมฺหิ อสนฺตมฺหิ      ลทฺธํ ลทฺธํ วินสฺสติ ฯ (๑ ฉ. วิสุทธิมัคค ปฐมภาค หน้า ๑๒๓)

      แปลความว่า พระโยดีบุคคลที่มีการรักษาปฏิภาคนิมิตไว้เป็นอย่างดี ย่อมไม่

      มีการเสื่อมจากอุปจารฌานสมาธิที่ตนได้มาแล้ว ถ้าไม่มีการรักษาปฏิภาคนิมิตให้ดีแล้ว

      อุปจารมานสมาธิที่ตนได้มาๆ นั้นก็ย่อมเสื่อมหายไป


วิธีรักษาปฏิภาคนิมิต

            อาวาโส โคจโร ภสฺสํ     ปุคุคโล โภชนํ อุตุ

            อิริยาปโถติ สตฺเตเต     อสปฺปาเย วิวชฺชเย

            สปฺปาเย สตฺต เสเวถ    เอวญฺหิ ปฏิปชฺชโต

            นจิเรเนว กาเลน         โหติ กสฺสจิ อปฺปนา ฯ๒ (๒ ฉ. วิสุทธิมัคค ปฐมภาค หน้า ๑๒๓)

      แปลความว่า พระโยคีบุคคล เมื่อมีความประสงค์ที่จะรักษาปฏิภาคนิมิตไว้ให้

      เป็นอย่างดีนั้น พึงเว้นจากอสัปปายะ อันเป็นสิ่งที่ไม่ควรแก่การภาวนาสมาธิ มี ๗ อย่าง

      คือ อาวาส ที่อยู่อาศัยที่หลับนอน โคจระ หมู่บ้านที่จะต้องเข้าไปบิณฑบาต ภัสสะ ถ้อยคำ 

      ปุคคล บุคคล โภชนะ อาหาร อุตุ ฤดู อิริยาบถ การเดิน นั่ง นอนแล้วพึงเสพ 

      แต่สัปปายะอันเป็นสิ่งที่สมควรแก่ภาวนาสมาธิ  ย่างเช่นเดียวกัน

      เมื่อพระโยคีบุคคลได้ปฏิบัติตามดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ บางท่านก็ได้อัปปนาฌานในกาลไม่นานนัก ฯ

[full-post]
ขับเคลื่อนโดย Blogger.