ทองย้อย แสงสินชัย
ฉลาดกันเสียทีเรื่องกฐิน (๖)
-------------------------
๖ อยากได้บริวารกฐินเยอะๆ คนสมัยก่อนทำอย่างไร
คนสมัยก่อน ทั้งชาววัดและชาวบ้าน เมื่อมีการทอดกฐินก็อยากได้บริวารกฐินเยอะๆ เหมือนกับคนสมัยเรานี่แหละ แต่เขามีวิธีที่เนียนกว่าเรา คือเขาไม่ดื้อวินัย เลี่ยงวินัย หรือแหกวินัยเอาดื้อๆ เหมือนเราในสมัยนี้
ศึกษาหลักในคัมภีร์กันก่อน
คัมภีร์อรรถกถาท่านก็คงอ่านวิสัยสมณะปุถุชนออกว่าอย่างไรๆ ก็ยังมีอารมณ์ “อยากได้” อยู่บ้างเป็นธรรมดา ท่านจึงเปิดทางไว้ ดังนี้ -
.....................................................
สเจ ตสฺมึ อนตฺถเตเยว อญฺโญ กฐินสาฏกํ อาหรติ
ถ้ากฐินนั้นยังไม่ทันได้กราน ผู้อื่นนำผ้ากฐินมา
อญฺญานิ จ พหูนิ กฐินานิสํสวตฺถานิ เทติ
และถวายผ้าอานิสงส์กฐินอื่นๆ เป็นอันมาก
โย อานิสํสํ พหุํ เทติ ตสฺส สนฺตเกเนว อตฺถริตพฺพํ ฯ
ผู้ใดถวายอานิสงส์มาก พึงกรานด้วยผ้ากฐินของผู้นั้นเถิด
อิตโร ยถา ตถา โอวทิตฺวา สญฺญาเปตพฺโพ ฯ
แต่ต้องชี้แจงให้ทายกอีกฝ่ายหนึ่งยินยอม
ที่มา: สมันตปาสาทิกา ภาค ๓ หน้า ๒๑๑ (กฐินกฺขนฺธกวณฺณนา)
.....................................................
ช่องที่คัมภีร์เปิดไว้ให้ตรงนี้ สามารถนำไป “ตีความ” ได้อย่างแนบเนียนว่า สงฆ์สามารถรับผ้ากฐินได้จากเจ้าภาพหลายราย พูดชัดๆ ว่า ทอดกฐินวัดหนึ่งอาจมีเจ้าภาพถวายผ้ากฐินได้มากกว่า ๑ เจ้าภาพ ไม่ใช่มีเจ้าได้รายเดียวดังที่เข้าใจกัน
ดูเผินๆ ชวนให้เข้าใจเช่นนั้น แต่ถ้าอ่านข้อความตอนท้ายให้ดีๆ จะเห็นว่า จะทำเช่นนั้นได้ต้องขึ้นอยู่กับความยินยอมพร้อมใจของเจ้าภาพรายแรกนั้นด้วย
ก่อนจะศึกษาอะไรกันต่อไป เชิญอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้
.....................................................
คุณยายยี่สุ่น อายุ ๙๕ เป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตัวที่สุด พูดน้อย ฟังมาก ตั้งใจแน่วแน่มาตั้งแต่ยังสาวว่าจะขอเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสักครั้งหนึ่งในชีวิต เก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิต มาสมความปรารถนาเอาเมื่ออายุ ๙๕
หลังพระฉันเพลวันนั้น คุณยายผู้เป็นเจ้าภาพก็ถวายกฐินสำเร็จสมประสงค์ ถวายบริวารกฐินเท่าที่อุตส่าห์เก็บมาตลอดชีวิต ๑๐๐,๐๐๐.-บาท
พระสงฆ์อนุโมทนาจบแล้ว คุณยายกลับบ้านด้วยหัวใจที่เอิบอิ่มในบุญ-บุญใหญ่ครั้งเดียวในชีวิต และคงจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย
สงฆ์วัดนั้นยังไม่ได้ทำพิธีกรานกฐิน
ตกเย็นวันนั้นเอง ท่านเจ้าอาวาสก็ให้คนวัดมาเชิญคุณยายไปที่วัด แนะนำคุณนายมหาเศรษฐีวัยสาวคนหนึ่งให้คุณยายรู้จัก และบอกว่า คุณนายมหาเศรษฐีนำผ้ากฐินมาถวาย พร้อมบริวารกฐินเป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐.-บาท
คณะสงฆ์อันมีท่านเจ้าอาวาสเป็นประธานเห็นว่า สงฆ์ควรจะถือเอาประโยชน์ข้างมากจากกฐินปีนี้ และเห็นพ้องต้องกันให้สงฆ์กรานกฐินด้วยผ้ากฐินของคุณนายมหาเศรษฐีท่านนี้ จึงขอให้คุณยายเห็นแก่ประโยชน์ของสงฆ์และเห็นแก่ประโยชน์ของพระศาสนา ยินยอมพร้อมใจและร่วมอนุโมทนาบุญกับคุณนายมหาเศรษฐีด้วยเถิด
คุณยายยี่สุ่นผู้สงบเสงี่ยมเจียมตัว พูดน้อย ฟังท่านเจ้าอาวาสแล้วก็ก้มหน้า ครู่หนึ่งจึงพูดเบาๆ ด้วยถ้อยคำที่ไม่เคยมีใครได้ยินคุณยายพูดแบบนี้มาก่อน
“ถ้าคณะสงฆ์ตัดสินเช่นนั้นแล้ว ก็สุดแต่ฟ้าดินจะเมตตาเถิดเจ้าค่ะ”
แล้วคุณยายก็กราบลา
ตอนค่ำวันนั้น เวลาเดียวกับที่คณะสงฆ์วัดนั้นทำพิธีกรานกฐิน คุณยายยี่สุ่น อายุ ๙๕ ปี ก็สิ้นลมด้วยอาการสงบ
ไม่มีใครรู้ได้ว่า ขณะจิตสุดท้ายของคุณยายที่ดับไปนั้นประกอบด้วยโสมนัสหรือโทมนัส
.....................................................
คนสมัยก่อนเขารู้ช่องที่หลักพระวินัยเปิดให้เช่นนี้ แต่ไม่ต้องการให้เกิดนิยายน้ำเน่าซ้ำขึ้นมาอีก เขาจึงมีวิธีช่วยให้สงฆ์ได้ประโยชน์ข้างมากโดยไม่ต้องลำบากไปทำลายน้ำใจเจ้าภาพรายไหน ด้วยการคิดอ่านจองกฐินโดยวิธี “จองทับ”
วิธีจองทับทำกันอย่างไร?
เริ่มต้น ผู้จองกฐินจะแต่งคำประกาศไปติดไว้ที่ศาลาหน้าวัดนั้นใจความว่า
.....................................................
ข้าพเจ้าผู้มีชื่อนี้ มีศรัทธา ขอจองกฐินที่วัดนี้โดยจะมีเครื่องกฐินแบบนี้ๆ จะถวายจตุปัจจัยอันสมควรแก่สมณบริโภคแก่ภิกษุองค์ครองกฐินเป็นจำนวนเท่านี้ พระคู่สวด ๒ รูป รูปละเท่านี้ พระอันดับหมดทั้งวัดเป็นจำนวนรูปละเท่านี้ ถวายเงินบำรุงอารามเป็นจำนวนเท่านี้
ท่านผู้ใดเห็นประกาศนี้แล้วและมีศรัทธาสามารถจัดเครื่องกฐินได้ประณีตวิเศษกว่าของข้าพเจ้า และถวายปัจจัยบริวารกฐินได้มากกว่าที่ข้าพเจ้าประกาศไว้นี้แล้วไซร้ ขอท่านผู้นั้นจงทำใบจองมาปิดทับใบจองของข้าพเจ้านี้ภายในกำหนดเมื่อนั้นๆ เถิด ข้าพเจ้ายินดีถอนการจอง และยินยอมให้ท่านผู้นั้นเป็นเจ้าภาพแทนต่อไป
.....................................................
โดยรูปแบบที่คนเก่าทำกันมาย่อมเป็นเช่นนี้ แต่โดยเนื้อหา พูดกันตรงๆ ก็คือการประมูลกฐินนั่นเอง แต่ไม่เรียกว่าประมูล เขาเรียกว่า “จองทับ”
นักเลงบุญรายไหนผ่านมาเห็นเข้าหรือรู้ข่าวเข้า ถ้ารู้สึกว่าถูกลูบคม ก็จะแต่งใบจองมาปิดทับ ใจความสำคัญอยู่ตรงที่-จะถวายบริวารกฐินมากกว่าเป็นจำนวนเท่านี้ๆ ใครใดสามารถถวายได้มากกว่านี้ ก็ขอเชิญมาจองทับอีกได้
เชื่อหรือไม่ว่า บางวัดมีนักเลงบุญมาจองทับกันอย่างนี้ถึง ๔-๕ ทับก็เคยมี ชาวบ้านละแวกวัดนั้นลุ้นระทึกไปตามๆ กัน
ผลสุดท้ายเมื่อหมดกำหนดแล้ว ผู้จองทับรายสุดท้ายก็จะเป็นผู้ชนะ ถึงตอนนี้ก็เข้าไปแจ้งความประสงค์จองกฐินอย่างเป็นทางการกับทางวัด
วิธีนี้ คณะสงฆ์วัดนั้นไม่ต้องเป็นผู้เลือกว่าจะเอาผ้าของเจ้าภาพรายไหนเป็นผ้ากฐิน เพราะไม่มีให้เลือก เนื่องจากในที่สุดแล้วก็จะมีเจ้าภาพเพียงรายเดียว ซึ่งคัดสรรกันเองในบรรดาผู้แสดงความจำนงจะเป็นเจ้าภาพและได้รายที่ให้ผลประโยชน์แก่วัดมากที่สุด
วิธีนี้ วัดไม่ต้องทำลายน้ำใจเจ้าภาพ เจ้าภาพกับเจ้าภาพก็ไม่ต้องขัดใจกัน เพราะเปิดใจกว้างตั้งแต่ต้นทาง และถ้าจะว่าไปแล้ว วิธีนี้เองคือพื้นฐานของกฐินสามัคคี กล่าวคือ บรรดาผู้มาของทับนั้น เมื่อรายไหนชนะ รายอื่นๆ ก็มักจะมีน้ำใจเป็นกุศลเข้าสมทบด้วย กลายเป็นว่าทุกรายที่แข่งขันกันนั้นรวมกันเป็นเจ้าภาพ ผลประโยชน์ที่วัดจะพึงได้รับก็ยิ่งเพิ่มทวีขึ้น
วิธีจองทับนี้
วินัยสงฆ์ก็ไม่เสีย
ผลประโยชน์ก็ไม่สูญ
ศรัทธาก็ไม่ชอกช้ำ
น้ำใจก็มีแต่แช่มชื่น
ผมเชื่อว่า วิธีจองทับนี้คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักกันแล้ว จึงขอนำมาเสนอไว้เป็นการบันทึกภูมิปัญญาคนรุ่นเก่าไว้เป็นหลักฐาน และเชิญชวนคนรุ่นใหม่ให้ลองศึกษา แล้วพิจารณาหาทางนำกลับมาใช้กันดูบ้าง ก็จะเป็นสีสันอย่างหนึ่งของบุญกฐิน
--------------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๕
๑๕:๕๔

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ