ทองย้อย แสงสินชัย

ช่วยกันจับคนให้ชนกับคัมภีร์
------------------------------
อย่าช่วยกันจับคนกับคนให้ชนกัน
ผมเขียนเรื่อง “ฉลาดกันเสียทีเรื่องกฐิน” มา ๒ ตอน ตั้งใจว่าจะหยิบยกแง่มุมต่างๆ ขึ้นมาเขียนไปอีกหลายตอน ได้เห็นท่าทีของญาติมิตรที่เข้ามาอ่านแล้ว คิดว่าควรจะต้องทำความเข้าใจกันเล็กน้อย
อันดับแรก พึงเข้าใจว่า เรื่องกฐิน-และทุกๆ เรื่องในพระพุทธศาสนา-มีหลักฐานต้นเดิมอยู่ที่คัมภีร์
คำว่า “คัมภีร์” ในความมายของผม หมายถึง พระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติ
๑ พระไตรปิฎก คือคัมภีร์ชั้นต้นสุด ที่ภาษาวิชาการเรียกว่าหลักฐานชั้นปฐมภูมิ
๒ อรรถกถา คือคัมภีร์ที่ขยายความพระไตรปิฎก คำขยายความในพระไตรปิฎกนั้นมีควบคู่มากับพระไตรปิฎกแล้ว ต่อมาจึงรวบรวมขึ้นเป็นคัมภีร์
๓ ฎีกา คือคัมภีร์ขยายความอรรถกถาอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ประเด็นต่างๆ ชัดเจนขึ้น
๔ อาจริยมติ เป็นคัมภีร์ชั้นหลังสุด คือครูบาอาจารย์รุ่นเก่าที่เรียกว่า โบราณาจารย์ ท่านศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกามาก่อนเรา บางเรื่องที่เราสงสัย ท่านก็เคยสงสัยมาก่อน และแสดงมติไว้ในบางเรื่องบางประเด็น อาจจะไม่ได้เขียนไว้เป็นคัมภีร์โดยเฉพาะ เพียงแต่บันทึกไว้ที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง เราก็ควรต้องตามไปศึกษาดูด้วย
เมื่อศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติครบถ้วน เราก็จะได้หลักความรู้ว่า เรื่องนี้ๆ-เช่นเรื่องกฐิน- ทำอย่างไรถูก ทำอย่างไรไม่ถูก 
ถูกหรือไม่ถูกตามที่คัมภีร์แสดงไว้
ไม่ใช่-ถูกหรือไม่ถูกตามที่คนรุ่นเราว่าเอาเอง
หน้าที่ของเราคือ ศึกษาตรงไปที่คัมภีร์ 
พูดภาษานักเลงปากท่อก็ว่า-วิ่งชนกับคัมภีร์
ชนแล้ว ผลที่ได้คือความรู้+ความเข้าใจของเราที่ออกมาจากคัมภีร์โดยตรง
คัมภีร์ของพระพุทธศาสนาเถรวาทบันทึกไว้เป็นภาษาบาลี
เหตุผลที่มีการเรียนบาลีก็มาจากตรงนี้ คือเพื่อเอาความรู้บาลีเข้าไปชนกับคัมภีร์ ได้ผลออกมาเป็นหลักปฏิบัติ-อย่างนี้ถูก อย่างนี้ไม่ถูก
ดังนั้น ถ้านักเรียนบาลีเรียนจนมีความรู้แล้วเอาความรู้บาลีวิ่งเข้าไปชนกับคัมภีร์ ความรู้และการปฏิบัติที่ถูกต้อง-อย่างนี้ถูก อย่างนี้ไม่ถูก-ก็จะแพร่หลายออกไป อะไรที่รู้กันผิดๆ เข้าใจกันผิดๆ ทำกันผิดๆ ก็จะค่อยๆ หมดไป
น่าเสียดายที่นักเรียนบาลีบ้านเราส่วนมากเรียนจบแล้วจบเลย ไม่มีอุตสาหะ ไม่มีอุดมคติ ที่จะวิ่งเข้าไปชนกับคัมภีร์ 
สังคมสงสัยเรื่องอะไรในพระพุทธศาสนา ก็ไม่รู้ว่าจะวิ่งไปหาคำตอบจากใครที่ไหน
....................
ทีนี้ คนที่ไม่ได้เรียนมาเพื่อจะไปชนกับคัมภีร์ วิ่งชนกับคัมภีร์ตรงๆ ไม่ได้ ไปไม่เป็น ทำอย่างไรจึงจะได้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง?
ก็ต้องใช้วิธีเก็บความรู้ความเข้าใจเอาจากคนที่เขาวิ่งชนกับคัมภีร์ได้
อย่างกรณีเรื่องกฐิน คนที่เขาวิ่งชนกับคัมภีร์แสดงความรู้ความเข้าใจไว้อย่างไร ก็ตามไปเก็บเอามาเป็นหลักความรู้หรือเป็นข้อมูลสำหรับตัวเองได้
แง่มุมไหนที่เราสงสัย แต่ยังไม่มีใครแสดงความเข้าใจไว้ให้ปรากฏ เราก็สามารถร้องขอ หรือ “ยุ” ให้คนที่สามารถวิ่งชนกับคัมภีร์ได้ให้วิ่งชนคัมภีร์ตรงแง่มุมนั้น เพื่อให้ได้คำตอบที่เราต้องการ
ถ้าคนเดียวยังไม่ชัวร์ จะขอให้คนอื่นอีกวิ่งชนตรงประเด็นเดียวกันนั้นอีก แล้วดูผลว่าจะออกมาตรงกันหรือไม่-ทำอย่างนี้ก็ยังได้ ก็ยิ่งดีด้วยซ้ำไป
ถ้าใช้วิธี-จับคนชนกับคัมภีร์ตรงๆ อย่างที่ว่ามานี้ ก็จะไม่มีปัญหาอะไรเลย 
แต่ที่มีปัญหาก็คือ มีคนชอบใช้วิธี-จับคนกับคนให้ชนกัน
จับคนกับคนให้ชนกัน-ทำอย่างไร?
ขออนุญาตตอบด้วยวิธีสมมุติ
สมมุติว่า มีผู้สงสัยเรื่องกฐิน ทำอย่างนี้ถูกไหม ทำอย่างนั้นผิดไหม ถามมาที่ทองย้อย
ทองย้อยวิ่งชนกับคัมภีร์ ได้ผลออกมาเป็นความเข้าใจของทองย้อยว่า ทำอย่างนี้ถูก ทำอย่างนั้นผิด ก็บอกผู้สงสัยไป
ผู้สงสัยได้ฟังแล้วบอกกลับมาว่า-แต่ท่านเจ้าคุณนั่นท่านว่าทำอย่างนี้ผิด ทำอย่างนั้นถูก นี่ครับ
เอาเข้าแล้วไง จับ “ทองย้อย” ชนกับ “ท่านเจ้าคุณนั่น” เข้าแล้ว
นี่คือที่ผมว่า-จับคนกับคนให้ชนกัน
นี่เป็นวิธีที่คนส่วนหนึ่ง-และส่วนมากด้วย-ชอบทำ เห็นคนนั้นขัดแย้งกับคนนี้แล้วตื่นเต้นดี มีความสุข
วิธีที่ควรทำก็คือ จับคนชนกับคัมภีร์ แล้วเก็บความรู้ความเข้าใจของเขาเอามาเป็นข้อมูลของเรา
ความเข้าใจของใครตรงกับความเข้าใจของใคร 
หรือความเข้าใจของใครไม่ตรงกับความเข้าใจของใคร 
หน้าที่ของเราคือรับรู้ไว้ เก็บไว้เป็นข้อมูล-เป็นหลักความรู้ของเรา
เรามีข้อมูลอยู่ในมือว่า เรื่องนี้ประเด็นนี้ มีใครเข้าใจตรงกัน หรือมีใครเข้าใจไม่ตรงกันว่าอย่างไรบ้าง-เท่านี้พอแล้ว แค่นี้ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะช่วยให้เราวินิจฉัยเรื่องนั้นๆ ไปในแนวทางที่สมควรได้แล้ว
ที่เราพลาดกันมากๆ อีกจุดหนึ่งคือ เราชอบบอกกันว่า เรื่องนี้-เช่นเรื่องกฐินนี้-
ท่านเจ้าคุณนี่ท่านว่าอย่างนั้น
ท่านมหานั่นท่านว่าอย่างโน้น
ท่านอาจารย์โน่นท่านว่าอย่างนี้
นี่ก็คือจับท่านเจ้าคุณนี่ชนกับท่านมหานั่น
จับท่านมหานั่นชนกับท่านอาจารย์โน่น 
จับท่านอาจารย์โน่นชนกับท่านเจ้าคุณนี่
โปรดเข้าใจให้ถูกต้องว่า ท่านเจ้าคุณ ท่านมหา ท่านอาจารย์ไหนๆ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่ “ว่า” อะไรได้เลย
ที่มีสิทธิ์จะ “ว่า” ได้คือ “คัมภีร์” ครับ
ท่านเจ้าคุณ ท่านมหา ท่านอาจารย์ทำได้อย่างเดียวคือ คือศึกษาคัมภีร์ให้เข้าใจถูกต้องว่า เรื่องนั้นๆ คัมภีร์ต้องการจะให้ทำอย่างไร 
ศึกษาให้เข้าใจถูกต้อง
ไม่ใช่ไปกำหนดความเข้าใจเอาเอง
เวลานี้แทบจะไม่มีใครพุ่งชนคัมภีร์ คือไม่มีใครเอาใจใส่ว่า ปัญหานั้นๆ คัมภีร์ “ว่า” ไว้อย่างไร ทุกคนพุ่งไปที่ท่านเจ้าคุณ ท่านมหา ท่านอาจารย์ ท่าน “ว่า” อย่างไร 
จากนั้นก็ไปเข้าล็อกยอดนิยม
คือจับคนมาชนกัน
กรุณาอย่าจับคนที่เข้าใจไม่ตรงกันมาชนกันเลยครับ
ท่านผู้ใดเคยทำแบบนั้น ขอร้อง เลิกซะ
ท่านผู้ใดกำลังตั้งท่าจะทำ ขอร้อง อย่าทำ
คนที่เราต้องการคือ คนที่เรียนบาลีแล้วตั้งใจไปชนกับคัมภีร์ เพื่อเอาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องไปแจกจ่ายให้สังคม
คัมภีร์ที่รอการพุ่งชน-คือรอการศึกษาค้นคว้า-ก็มีอยู่ตรงนั้น
คนที่เรียนบาลีแล้วมีความสามารถจะพุ่งชนคัมภีร์ได้ ก็มีอยู่ตรงนั้น
คนที่สามารถจับคนกับคนให้ชนกันมีมากเกินพอแล้วครับ
ที่เราต้องการที่สุดขณะนี้คือ คนที่สามารถจับคนให้ชนกับคัมภีร์ครับ
------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๕ สิงหาคม ๒๕๖๕
๑๓:๕๒
[full-post]

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.