ทองย้อย แสงสินชัย
ฉลาดกันเสียทีเรื่องกฐิน (๓)
-------------------------
๓ สังฆกรรมกฐินใช้สงฆ์ปัญจวรรค
ตอนนี้ ขอร้องญาติมิตรว่าอย่าเพิ่งรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะอ่าน ทั้งนี้เนื่องจากมีถ้อยคำที่ไม่คุ้น ไม่รู้ ไม่เข้าใจ
“สังฆกรรม” เอย
“สงฆ์ปัญจวรรค” เอย
ทำไมฉันจะต้องมารับรู้เรื่องพวกนี้?
ก็เพราะคิดอย่างนี้แหละครับ ชาวบ้านส่วนมากจึงไม่รู้เรื่องระเบียบวินัยของชาววัด
พระทำอะไรได้ทำอะไรไม่ได้ ไม่รู้
เห็นพระทำอะไร ผิดหรือถูก บอกไม่ได้
พระทำผิดวินัย แต่ชาวบ้านสนับสนุน ก็เกิดจากเหตุแบบนี้ คือสนับสนุนเพราะไม่รู้ว่าทำแบบนั้นผิด แต่คิดว่าถูกว่าดี
ลองศึกษาหลักกว้างๆ ก่อน “สังฆกรรม” คืออะไร
..............................................
สังฆกรรม: งานของสงฆ์, กรรมที่สงฆ์พึงทำ, กิจที่พึงทำโดยที่ประชุมสงฆ์ มี ๔ คือ
๑. อปโลกนกรรม กรรมที่ทำเพียงด้วยบอกกันในที่ประชุมสงฆ์ ไม่ต้องตั้งญัตติและไม่ต้องสวดอนุสาวนา เช่น แจ้งการลงพรหมทัณฑ์แก่ภิกษุ
๒. ญัตติกรรม กรรมที่ทำเพียงตั้งญัตติไม่ต้องสวดอนุสาวนา เช่น อุโบสถและปวารณา
๓. ญัตติทุติยกรรม กรรมที่ทำด้วยตั้งญัตติแล้วสวดอนุสาวนาหนหนึ่ง เช่น สมมติสีมา ให้ผ้ากฐิน
๔. ญัตติจตุตถกรรม กรรมที่ทำด้วยการตั้งญัตติแล้วสวดอนุสาวนา ๓ หน เช่น อุปสมบท ให้ปริวาส ให้มานัต
ที่มา: พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต
..............................................
คำว่า “ญัตติ” หมายถึง แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า มีเรื่องอะไรที่จะขอให้ที่ประชุมพิจารณา ตรงกับที่พูดกันในที่ประชุมสภาว่า “เสนอญัตติ”
คำว่า “อนุสาวนา” หมายถึง ประกาศถามความเห็นของที่ประชุมว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่เสนอ
คำว่า “ไม่ต้องตั้งญัตติ” หมายความว่า ไม่ต้องเสนอญัตติว่าจะให้พิจารณาเรื่องอะไร แต่แจ้งให้ที่ประชุมทราบเฉยๆ ว่า เรื่องนี้จะปฏิบัติอย่างนี้ เป็นเรื่องประเภทที่เรียกว่า “เรื่องแจ้งให้ทราบ” ที่ประชุมไม่ต้องออกความเห็น ทำเพียง “รับทราบ”
สังฆกรรมที่ “ไม่ต้องตั้งญัตติ” - เรียกว่า “อปโลกนกรรม” - ที่เราเห็นกันบ่อยๆ (แต่ไม่รู้ไม่เข้าใจ เพราะไปคิดเสียว่า-ทำไมฉันจะต้องมารับรู้เรื่องพวกนี้) ก็คืออปโลกน์สังฆทานเมื่อถวายภัตตาหารให้เป็นของสงฆ์-เช่นที่เห็นกันในเวลาทำบุญวันพระ
เวลาถวายสิ่งของให้เป็นของสงฆ์ (ที่นิยมเรียกกันลัดๆ ว่า “ถวายสังฆทาน” ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เข้าใจผิดกันไปทั้งโลกว่า “สังฆทาน” เป็นสิ่งของอะไรชนิดหนึ่ง) เช่นถวายภัตตาหารเวลาทำบุญวันพระตามวัดต่างๆ เมื่อมรรคนายกนำกล่าวถวายจบแล้ว ถ้าในที่นั้นมีพระลงศาลาครบหรือเกิน ๔ รูป พระรูปหนึ่ง-โดยมากจะเป็นรูปที่ ๒-จะกล่าวคำอปโลกน์ นั่นแหละคือ “อปโลกนกรรม” ใจความเป็นการแจ้งให้ทราบว่า จะทำอย่างไรกับภัตตาหาร กล่าวคือ ภัตตาหารส่วนหนึ่งแจกให้ประธานสงฆ์ ส่วนที่เหลือแจกกันในบรรดาพระที่ลงศาลา
ที่ต้องทำ “อปโลกนกรรม” หรือต้องอปโลกน์ก่อนก็เพราะภัตตาหารนั้นญาติโยมตั้งเจตนาถวายเป็นของสงฆ์ (ที่นิยมเรียกกันลัดๆ ว่า “ถวายสังฆทาน”) ไม่ใช่ถวายเป็นของส่วนตัวแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ภิกษุรูปไหนจะฉันก็ยังฉันไม่ได้เพราะยังเป็นของสงฆ์อยู่ จึงต้องแบ่งแจกกันให้ภัตตาหารนั้นอยู่ในฐานะเป็นของส่วนตัวเสียก่อนจึงจะฉันได้
คำอปโลกน์มีสาระสำคัญเท่านี้เท่านั้น
มีคนเป็นอันมากเข้าใจผิดคิดไปว่า อปโลกน์คือการอนุญาตให้ญาติโยมชาวบ้านรับประทานอาหารหลังจากพระฉันแล้วได้
คนที่เข้าใจเช่นนี้ ไปทำบุญวัดไหนถ้าพระไม่อปโลกน์ก็จะไม่กินข้าววัดนั้น อ้างว่ากินของสงฆ์เป็นบาป เพราะพระยังไม่ได้อปโลกน์คือยังไม่ได้อนุญาต
เพื่อจะ “เอาใจ” คนที่เข้าใจผิดแบบนี้ บางวัด-หลายวัด เวลาอปโลกน์จึงเพิ่มถ้อยคำเข้าไปข้างท้ายมีใจความว่า -
... อาหารเหล่านี้เมื่อพระฉันแล้ว ก็ขอให้ญาติโยมอุบาสกอุบาสิการับประทานกันต่อไปเทอญ ...
เท่ากับช่วยตอกย้ำความเข้าใจผิดให้เข้าใจผิดลึกลงไปอีก
นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เกิดจากการไม่ศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจ
โปรดทราบว่า ภัตตาหารที่ถวายเป็นของสงฆ์ (ที่นิยมเรียกกันลัดๆ ว่า “ถวายสังฆทาน”) นั้น -
๑ สงฆ์ประชุมกันแบ่งแจกให้ภิกษุทั้งหลายจนกลายสภาพจากของสงฆ์เป็นของส่วนตัวหมดแล้ว
๒ ถ้ายังติดใจอยู่อีก ก็พึงทราบว่า อาหารที่ถวายเป็นของสงฆ์นั้น (๑) เมื่อพระฉันแล้วจะกลายสภาพเป็น “เดน” (๒) พระจะฉันหรือไม่ได้ฉันก็ตาม เมื่อพ้นเที่ยงวันไปแล้ว อาหารนั้นหมดสภาพที่จะเป็นของสงฆ์ ตกอยู่ในฐานะเป็น “เดน” เช่นเดียวกัน เพราะอาหารสำหรับพระมีอายุเพียงแค่เช้าชั่วเที่ยง
อาหารที่เป็นเดนนั้นอยู่ในฐานะของไม่มีเจ้าของ สรรพชีพที่ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยอาหารสามารถกินได้โดยไม่เป็นบาป
.......................
ทีนี้ก็มาถึงประเด็น-สังฆกรรมกฐินใช้สงฆ์ปัญจวรรค หมายถึงอย่างไร
คำว่า “สงฆ์” ในภาษาสังฆกรรมหมายถึง ภิกษุตั้งแต่ ๔ (สี่) รูปขึ้นไป เพราะฉะนั้น กิจใดๆ ก็ตามที่ใช้คำรวมเรียกว่า “สังฆกรรม” ย่อมหมายความว่า ต้องมีภิกษุปรากฏตัวรวมกันอยู่ในที่นั้นอย่างน้อยที่สุด ๔ รูป
ใช้ภาษาการประชุมว่า ภิกษุอย่างน้อย ๔ รูปจึงจะครบองค์ประชุม
แปลว่า น้อยกว่า ๔ รูป ทำ “สังฆกรรม” ไม่ได้
ดังเช่น “อปโลกนกรรม” หรือการอปโลกน์ที่พูดไว้ข้างต้น ต้องมีภิกษุอย่างน้อย ๔ รูปจึงจะอปโลกน์ได้
โปรดสังเกต การถวายสิ่งของให้เป็นของสงฆ์ (ที่นิยมเรียกกันลัดๆ ว่า “ถวายสังฆทาน”) เท่าที่พบเห็นทั่วไปจะมีพระรับสังฆทานเพียงรูปเดียว กรณีอย่างนี้อปโลกน์ไม่ได้เพราะไม่ครบองค์ประชุม
นักนิยมทำบุญถวายสังฆทานเคยสังเกตหรือเคยสงสัยกันบ้างไหมครับว่าสิ่งของที่ท่าน “ถวายสังฆทาน” ไปนั้น ออกจากตรงนั้นไปอยู่ที่ไหน?
สิ่งของที่ถวายสังฆทานกันทุกวันนี้ส่วนมากหรือทั้งหมดเป็นของฉันของใช้ส่วนตัวสำหรับพระ นั่นหมายความว่า เมื่อรับถวายไปแล้ว ตามพระวินัยต้องแบ่งแจกกัน คือสงฆ์ต้องประชุมกันทำ “อปโลกนกรรม”
พระผู้รับมีรูปเดียว ไม่ครบองค์สงฆ์คือไม่ครบองค์ประชุม เมื่อรับแล้วจะต้องนำสิ่งของนั้นไปเข้าที่ประชุมสงฆ์ นั่นคือต้องไปหาพระมาอีกอย่างน้อย ๓ รูป (ตัวเอง ๑ เป็น ๔ ครบองค์สงฆ์) แล้วอปโลกน์แบ่งแจกกัน ภิกษุแต่ละรูปจึงจะฉันจะใช้ของนั้นได้
นักนิยมทำบุญถวายสังฆทานทั้งหลายเคยสงสัยบ้างไหมว่า วัดต่างๆ ที่จัด “มุมถวายสังฆทาน” ไว้ตรงนั้นตรงโน้นเพื่อบริการศรัทธาของญาติโยมนั้น ได้นำเอาของที่ท่านถวายสังฆทานไปเข้าที่ประชุมสงฆ์เพื่อทำ “อปโลกนกรรม” เช่นว่านี้กันบ้างหรือเปล่า?
หรือจะยังคงยืนยันว่า-ทำไมฉันจะต้องมารับรู้เรื่องพวกนี้?
.......................
ทีนี้ก็เข้าตรงประเด็น-สังฆกรรมกฐินใช้สงฆ์ปัญจวรรค
คำว่า “สงฆ์ปัญจวรรค” หมายความว่า “ภิกษุห้ารูปเป็นองค์ประชุม” (ปัญจ = ห้า วรรค = กลุ่ม, พวก > องค์ประชุม)
นั่นก็คือ สงฆ์ที่จะรับกฐินได้ตามพระวินัย ต้องมีภิกษุอยู่รวมกันอย่างน้อย ๕ รูป
ไม่ใช่ ๔ รูปก็ครบองค์ประชุมเหมือนสังฆกรรมบางประเภท
ตรงนี้เองคือคำตอบว่า ทำไมวัดต่างๆ เมื่อจวนจะเข้าพรรษาจึงต้องพยายามให้มีพระ-หรือหาพระมา-จำพรรษาไม่น้อยกว่า ๕ รูป
เรื่องนี้คนสมัยใหม่อาจไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไม่สนใจที่จะรู้ (ทำไมฉันจะต้องมารับรู้เรื่องพวกนี้?) แต่เรื่องนี้คนไทยแต่ก่อนเก่าเขารู้และเข้าใจกันเป็นอันดี
ใครยังพอจะจำกันได้บ้าง หลายปีมาแล้ว เมื่อคราวที่ทางบ้านเมืองหรือทางคณะสงฆ์คิดอ่านหาพระไปจำพรรษาที่วัดใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็มีตัวเลขกำหนดจำนวนพระว่า-อย่างน้อยวัดละ ๕ รูป นั่นแปลว่าความรู้ความเข้าใจในเรื่องสังฆกรรมกฐินยังพอมีหลงเหลืออยู่ในความคิดคำนึงของคนไทย-เมื่อคราวนั้น
แต่ ณ คราวครั้งนี้ ผมไม่แน่ใจว่า ความรู้ความเข้าใจในเรื่องสังฆกรรมกฐินจะยังพอมีหลงเหลืออยู่ในความคิดคำนึงของคนไทยอยู่หรือเปล่า
แต่ก็มีข้อสังเกตว่า เวลานี้ที่กระแส-กฐินพระรูปเดียว ถูกชูขึ้นมา มีคนพูดว่า
“วัดไหนพระจำพรรษาไม่ถึง ๕ รูป ไปนิมนต์วัดอื่นมาให้ครบ ๕ รูปก็รับกฐินได้”
แสดงว่า ผู้พูดมีความรู้หรือยอมรับรู้ว่า จะทอดกฐิน-รับกฐินได้ต้องมีพระอย่างน้อย ๕ รูป
นี่คือความหมายในคำที่ผมพูดเป็นคำศัพท์ว่า-สังฆกรรมกฐินใช้สงฆ์ปัญจวรรค
ถึงตอนนี้เราก็ได้ความรู้ว่า สังฆกรรมแต่ละประเภทใช้องค์ประชุมสงฆ์ไม่เท่ากัน ที่ควรรู้พอเป็นตัวอย่างก็เช่น
- อปโลกน์ ใช้สงฆ์จตุรวรรค = ต้องมีพระอย่างน้อย ๔ รูป
- สวดปาติโมกข์ ใช้สงฆ์จตุรวรรค = ต้องมีพระอย่างน้อย ๔ รูป
- ปวารณา ใช้สงฆ์ปัญจวรรค = ต้องมีพระอย่างน้อย ๕ รูป
- อุปสมบทกรรม (บวชพระ) ใช้สงฆ์ทสวรรค = ต้องมีพระอย่างน้อย ๑๐ รูป
- อัพภาน (กระบวนการทำให้พระที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสพ้นจากอาบัติ) ใช้สงฆ์วีสติวรรค - ต้องมีพระอย่างน้อย ๒๐ รูป
และสังฆกรรมกฐิน ใช้สงฆ์ปัญจวรรค = ต้องมีพระอย่างน้อย ๕ รูป
ตรงนี้มีแง่มุมทางพระวินัยซ่อนอยู่นิดหนึ่ง ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะเถียงกันตาย นั่นคือ แท้ที่จริงแล้วสังฆกรรมกฐินในส่วนที่เป็นองค์ประชุมแท้ๆ ใช้สงฆ์จตุรวรรค คือมีพระ ๔ รูป ครบองค์สงฆ์อย่างต่ำสุดก็นับว่าครบองค์ประชุมแล้ว แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น ทั้งนี้เพราะจะต้องมีพระอีก ๑ รูปซึ่งเป็นผู้ที่สงฆ์จะมอบผ้ากฐินให้ปรากฏตัวอยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย พระรูปนี้ไม่นับเข้าในองค์ประชุม
เพราะฉะนั้น เมื่อนับองค์ประชุมแท้ๆ ตามจำนวนต่ำสุดก็คือ สังฆกรรมกฐินใช้พระ ๔ รูป (สงฆ์จตุรวรรค) + พระรับผ้ากฐิน ๑ รูป = ๕ รูป > สงฆ์ปัญจวรรค
ถ้าใครไปตรวจดูในคัมภีร์ว่าด้วยสงฆ์จำนวนเท่าไร (สงฆ์กี่วรรค) ทำสังฆกรรมอะไรได้บ้าง ในรายการ “สงฆ์ปัญจวรรค” (พระ ๕ รูป) จะไม่มีสังฆกรรมกฐินปรากฏอยู่ในรายการ
ทั้งนี้เพราะสังฆกรรมกฐินใช้สงฆ์จตุรวรรค คือพระ ๔ รูปครบองค์ประชุม ไม่ใช่พระ ๕ รูปจึงจะครบองค์ประชุม
แต่เพราะ-จะต้องมีพระอีก ๑ รูปที่สงฆ์จะมอบผ้ากฐินให้ปรากฏตัวอยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย เมื่อนับรวมกันจึงเป็นพระ ๕ รูป ท่านจึงใช้คำว่า “สงฆ์ปัญจวรรค” (พระ ๕ รูป) โดยอนุโลม
พูดเล่นสำนวนว่า สังฆกรรมกฐินใช้สงฆ์จตุรวรรค แต่ต้องมีพระห้ารูป
นี่แหละที่ผมบอกว่า-ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะเถียงกันตาย
-----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๖ สิงหาคม ๒๕๖๕
๒๐:๓๓
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ