ทองย้อย แสงสินชัย
ฉลาดกันเสียทีเรื่องกฐิน (๑)
-------------------------
๑ อานิสงส์กฐินของภิกษุผู้รับกฐิน
มีคนเชื่อและพูดกันมาช้านานว่า ทอดกฐินเป็นบุญที่ได้อานิสงส์แรง ครั้นถามต่อไปว่า อานิสงส์แรงคืออะไร ก็ตอบไม่ได้ ไปไม่เป็น
อานิสงส์กฐินมี ๒ ส่วน คือส่วนที่เป็นของภิกษุผู้รับกฐิน และส่วนที่เป็นของทายกทายิกาผู้ทอดกฐิน
อานิสงส์กฐินส่วนที่เป็นของภิกษุผู้รับกฐิน กล่าวตามสำนวนที่แสดงไว้มีดังนี้
..............................................
๑. เที่ยวไปไม่ต้องบอกลาตามสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรคในปาจิตตีย์กัณฑ์
๒. เที่ยวจาริกไปไม่ต้องเอาไตรจีวรไปครบสำรับ
๓. ฉันคณโภชน์ได้
๔. เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
๕. จีวรที่เกิดขึ้นในที่นั้นเป็นของได้แก่พวกเธอ
..............................................
ต่อไปนี้เป็นการอธิบายขยายความ (ขออนุญาตปรับสำนวนในตัวบทเพื่อให้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น)
..............................................
อานิสงส์ข้อ ๑. ไปไหนมาไหนไม่ต้องบอกลาตามสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรคในปาจิตตีย์กัณฑ์
..............................................
สิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรคบัญญัติไว้ว่า -
..............................................
๖. ภิกษุรับนิมนต์ด้วยโภชนะทั้ง ๕ แล้ว จะไปในที่อื่นจากที่นิมนต์นั้น ในเวลาก่อนฉันก็ดี ฉันกลับมาแล้วก็ดี ต้องลาภิกษุที่มีอยู่ในวัดก่อนจึงจะไปได้ ถ้าไม่ลาก่อนเที่ยวไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัย คือจีวรกาล และเวลาทำจีวร.
ที่มา: นวโกวาท หน้า ๑๕
..............................................
สรุปความสั้นๆ ว่า ภิกษุอยู่ด้วยกัน จะไปไหนมาไหนต้องบอกกล่าวให้กันรู้ ถ้าไม่บอก มีความผิด
แต่ถ้าได้รับกฐินแล้ว ได้สิทธิพิเศษ ไปไหนมาไหนไม่ต้องบอกกันได้ ไม่มีความผิด
..............................................
อานิสงส์ข้อ ๒. ไปไหนมาไหนไม่ต้องเอาไตรจีวรไปครบสำรับ
..............................................
ตามวินัยสงฆ์ ภิกษุต้องมีไตรจีวรติดตัวอยู่เสมอ กำหนดว่าทุกเช้าตื่นขึ้นมาไตรจีวรอยู่กับตัวครบ ทั้งนี้ตามสิกขาบทที่ ๒ แห่งจีวรวรรคที่บัญญัติไว้ว่า -
..............................................
๒. ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนหนึ่ง ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้สมมติ.
ที่มา: นวโกวาท หน้า ๕
..............................................
แต่ถ้าได้รับกฐินแล้ว ได้สิทธิพิเศษ ตื่นเช้าขึ้นมาไม่มีไตรจีวรอยู่กับตัวครบสำรับได้ ไม่มีความผิด
..............................................
อานิสงส์ข้อ ๓. ฉันคณโภชน์ได้
..............................................
“คณโภชน์” (อ่านว่า คะ-นะ-โพด) เป็นศัพท์เทคนิคทางวินัยสงฆ์ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายไว้ดังนี้ -
..............................................
คณโภชน์: ฉันเป็นหมู่ คือ ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป รับนิมนต์ออกชื่อโภชนะแล้วฉัน; ในหนังสือวินัยมุข ทรงมีข้อพิจารณาว่า บางทีจะหมายถึงการนั่งล้อมโภชนะฉัน หรือฉันเข้าวง
..............................................
สิกขาบทที่ ๒ แห่งโภชนวรรค บัญญัติไว้ว่า -
..............................................
๒. ถ้าทายกเขามานิมนต์ออกชื่อโภชนะทั้ง ๕ อย่าง คือ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไปรับของนั้นมาหรือฉันของนั้นพร้อมกันตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัย คือ เป็นไข้อย่าง ๑ หน้าจีวรกาลอย่าง ๑ เวลาทำจีวรอย่าง ๑ เดินทางไกลอย่าง ๑ ไปทางเรืออย่าง ๑ อยู่มากด้วยกันบิณฑบาตไม่พอฉันอย่าง ๑ โภชนะเป็นของสมณะอย่าง ๑.
ที่มา: นวโกวาท หน้า ๑๓
..............................................
“คณโภชน์” ถือเอาความสั้นๆ ได้ ๒ นัย คือ
๑ มีผู้นิมนต์พระไปฉันภัตตาหารโดยระบุชื่ออาหาร เช่น นิมนต์ไปฉันไก่ย่าง นิมนต์ไปฉันหมูสะเต๊ะ ถ้าภิกษุไปฉัน มีความผิด
คนที่รู้วินัยพระ เมื่อจะนิมนต์พระไปฉัน จึงพูดเป็นคำกลางๆ คือ นิมนต์ฉันเช้า นิมนต์ฉันเพล หรือนิมนต์ฉันภัตตาหาร ฉันอะไรไม่ต้องระบุ
๒ พระล้อมวงฉันตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป มีความผิด
ข้อนี้น่าจะอนุวัติตามวัฒนธรรมนักบวชในสังคมชมพูทวีปที่บริโภคอาหารในภาชนะเฉพาะของใครของมัน เช่นที่เป็นธุดงค์ข้อหนึ่งคือฉันในบาตร เมื่อไม่ใช้ภาชนะร่วมกันก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งล้อมวงกัน ดังที่เราเห็นพระในหลายๆ สำนักนั่งฉันเป็นแถว สำรับใครสำรับมันหรือบาตรใครบาตรมัน
แต่ถ้าได้รับกฐินแล้ว ได้สิทธิพิเศษ (๑) มีผู้นิมนต์ไปฉันโดยระบุชื่ออาหาร ไปฉันได้ ไม่เป็นความผิด (๒) ฉันล้อมวงตั้งแต่ ๔ รูปขึ้น ไม่เป็นความผิด
..............................................
อานิสงส์ข้อ ๔. เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
..............................................
เครื่องนุ่งห่มของภิกษุที่เราเรียกกันว่า “ไตรจีวร” ตามวินัยสงฆ์อนุญาตให้มีได้ชุดเดียว ถ้ามีผู้ถวายอีกก็ให้รับไว้ได้ เรียกผ้าที่รับไว้ใหม่นี่ว่า “อดิเรกจีวร” แปลว่า “ผ้าส่วนเกิน” ถ้าจะใช้ผืนใหม่ต้องสละผืนเดิมก่อน ถ้ารับผืนใหม่แต่ยังใช้ผืนเดิมอยู่ ก็ให้เก็บผืนใหม่ไว้ได้ แต่เก็บได้ไม่เกิน ๑๐ วัน
สิกขาบทที่ ๑ แห่งจีวรวรรคบัญญัติไว้ว่า -
..............................................
๑. ภิกษุทรงอติเรกจีวรได้เพียง ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ถ้าล่วง ๑๐ วันไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
ที่มา: นวโกวาท หน้า ๕
..............................................
แต่ถ้าได้รับกฐินแล้ว ได้สิทธิพิเศษ เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้นานเท่าที่ต้องการ
..............................................
อานิสงส์ข้อ ๕. จีวรที่เกิดขึ้นในที่นั้นเป็นของได้แก่พวกเธอ
..............................................
ตามหลักวินัยสงฆ์ ถ้ามีผู้ถวายปัจจัยไทยธรรมอันสมควรแก่สมณบริโภค-ยกจีวรขึ้นเป็นตัวอย่าง-แก่ภิกษุสงฆ์ในวัดหรือสำนักใดๆ ภิกษุทุกรูปไม่ว่าจะเป็นพระที่อยู่ประจำในวัดนั้นหรือพระจากต่างวัดที่มาถึงเข้าหรือมาพักชั่วคราว ย่อมมีสิทธิ์ได้รับแจกสิ่งนั้นๆ เสมอหน้ากัน โดยใช้ลำดับอาวุโส พระอาวุโสสูงไม่ว่าจะเป็นพระวัดนั้นหรือพระต่างวัดย่อมมีสิทธิ์ได้รับก่อน ถ้าของน้อยไม่พอแจกกันทั่วถึง พระที่อยู่ประจำวัดนั้นก็อาจไม่ได้รับ
แต่ถ้าได้รับกฐินแล้ว พระที่อยู่ประจำวัดนั้นได้สิทธิพิเศษคือได้รับแจกของนั้นก่อน พระต่างวัดแม้อาวุโสสูงก็ต้องไปต่อท้าย
..................
อานิสงส์รวมอีกประการหนึ่ง คือ พระมีเครื่องนุ่งห่มชุดเดียว ปีหนึ่งต้องเปลี่ยนทีหนึ่ง ช่วงเวลาที่กำหนดเปลี่ยนก็คือตั้งแต่กลางเดือน ๑๑ ออกพรรษาไปจนถึงกลางเดือน ๑๒ ซึ่งก็คือช่วงเวลาที่เรารู้กันว่า ทอดกฐินได้เดือนหนึ่งนั่นเอง ภาษาวินัยสงฆ์เรียกช่วงเวลานี้ว่า “จีวรกาล” แปลว่า “ช่วงเวลาหาจีวร” เป็นช่วงเวลาที่พระทุกรูปต้องขวนขวายหาผ้ามาเปลี่ยนจีวรชุดเก่า สมัยที่ผ้าหายาก-เช่นในสมัยพุทธกาล-จึงนับว่าเป็นภาระที่หนักหนาพอสมควรทีเดียวเพราะต้องทำให้เสร็จภายในเดือนเดียวนั้น
แต่ถ้าได้รับกฐิน มีพุทธานุญาตให้ขยายเขตจีวรกาลต่อจากกลางเดือน ๑๒ (หมดเขตจีวรกาลปกติ) ออกไปได้อีก ๔ เดือน คือไปหมดเขตจีวรกาลเอากลางเดือน ๔ ช่วยให้พระมีเวลาหาผ้ามาเปลี่ยนจีวรได้สบายๆ
และเพราะเหตุผลนี้เองที่ทำให้ชาวบ้านที่รู้วินัยสงฆ์พยายามขวนขวายทำบุญทอดกฐินโดยถือว่าเป็นบุญสำคัญ เพราะเป็นการช่วยให้พระมีเวลาเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มชุดใหม่ได้ด้วยความสบายใจ
ที่บอกกันว่าทอดกฐินได้อานิสงส์แรงก็เพราะเป็นการสงเคราะห์พระด้วยเรื่องเปลี่ยนเครื่องนุ่มห่มนี้แหละ
..............................................
ตอนต่อไป: อานิสงส์กฐินส่วนที่เป็นของทายกทายิกาผู้ทอดกฐิน
..............................................
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๓ สิงหาคม ๒๕๖๕
๑๔:๔๓
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ