ทองย้อย แสงสินชัย
ฉลาดกันเสียทีเรื่องกฐิน (๔)
-------------------------
๔ กฐินผ้าผืนเดียว
หลักที่ควรช่วยกันจำในพุทธานุญาตเรื่องกฐินก็คือ “เดือนเดียว ครั้งเดียว เจ้าภาพเดียว ผ้าผืนเดียว”
ที่พูดว่า “กฐินผ้าผืนเดียว” นั้น พิสูจน์ได้จากเรื่องที่ทำกันอยู่ในบุญทอดกฐินอย่างน้อย ๒ เรื่อง คือ ธรรมเนียมจองกฐินเรื่องหนึ่ง และกฐินสามัคคีอีกเรื่องหนึ่ง
จองกฐินหมายความอย่างไร?
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ อธิบายความหมายคำว่า “จองกฐิน” ไว้ว่า
...................................................
... ก่อนถึงกฐินกาล ผู้ประสงค์จะทอดกฐิน ณ วัดใด ต้องไปแจ้งความจำนงให้พระและประชาชนละแวกวัดนั้นทราบว่า ตนจะทอดกฐินที่วัดนั้น เป็นการล่วงหน้า การแสดงความจำนงนี้เรียกว่า จองกฐิน ...
...................................................
สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน ที่คำว่า “กฐิน” ขยายความไว้ว่า
...................................................
... การจองกฐินนี้จองได้แต่วัดราษฎร์ วัดหลวงจองไม่ได้ เพราะมีนิยมว่าวัดหลวงต้องได้รับกฐินหลวง ...
...................................................
ทำบุญสารพัดอย่างไม่ต้องจอง แต่จะทอดกฐินทำไมต้องจอง?
เหตุผลมีดังจะกล่าวต่อไปนี้
ภายในฤดูกฐิน ๑ เดือน แต่ละวัดจะรับกฐินได้ครั้งเดียว เมื่อคนหนึ่งทอดกฐินที่วัดนั้นแล้ว คนอื่นจะมาทอดอีกไม่ได้
ข้อนี้ต่างจากทำบุญทั่วไป เช่น ทอดผ้าป่า ถวายสิ่งของให้เป็นของสงฆ์ (ที่นิยมเรียกกันลัดๆ ว่า “ถวายสังฆทาน” ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เข้าใจผิดกันไปทั้งโลกว่า “สังฆทาน” เป็นสิ่งของอะไรชนิดหนึ่ง) เป็นต้น ใครทอดผ้าป่าไปแล้ว คนอื่นจะมาทอดอีกสักกี่รายก็ได้ ใครถวายสังฆทานไปแล้ว คนอื่นจะมาถวายอีกสักกี่รายก็ได้
แต่ทอดกฐินทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะแต่ละวัดจะรับกฐินได้ครั้งเดียว
สมมุติว่าผู้มีศรัทธาจะทอดกฐินที่วัดแห่งหนึ่ง ลงทุนเตรียมการเป็นการใหญ่ แต่พอยกขบวนกฐินไปถึงวัดนั้น ปรากฏว่ามีผู้มาทอดไปก่อนหน้านั้นเรียบร้อยแล้ว
จะทำอย่างไร?
ก็ไปหาวัดอื่นสิ
ถ้าไปเจอแบบเดียวกันอีกจะทำอย่างไร จะต้องตระเวนหาวัดอื่นไปอีกกี่วัด
อนึ่ง วัดต่างๆ เป็นบุณยสถานสาธารณะ (ยกเว้นพระอารามหลวง ในบางกรณี-เช่นกรณีบุญกฐินดังกล่าวข้างต้น) เมื่อถึงฤดูกฐิน ใครเอากฐินมาทอดเป็นรายแรก ก็ต้องรับ จะปฏิเสธด้วยเหตุใดๆ - เช่นเลียบเคียงถามว่ามีเงินบริวารกฐินเท่าไร ถ้ามีน้อยก็ปฏิเสธ บอกว่ารอให้คนที่มีมากกว่ามาทอด - แบบนี้ หาได้ไม่
ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะต้องได้ทอดกฐินวัดที่หมายใจไว้อย่างแน่นอน จึงเกิดมีธรรมเนียม “จองกฐิน”
กรณีมีผู้จองไว้แล้วเช่นนี้ แม้ยังไม่ได้ทอด-เช่นยังไม่ถึงวันที่กำหนด-ใครจะมาขอทอดก่อน ทางวัดก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ และต้องปฏิเสธด้วย (แม้ว่าผู้มาขอทอดก่อนบอกว่าจะถวายเงินบริวารมากกว่าผู้จองเป็นสิบล้านร้อยล้านก็ตาม!!)
การจองกฐิน บ่งว่าเจ้าภาพกฐินต้องมีรายเดียว
เจ้าภาพกฐินรายเดียว บ่งว่าผ้ากฐินมีผืนเดียว
แม้จะถวายทั้งไตร สงฆ์ก็ใช้เพียงผืนเดียว ก็เท่ากับกฐินมีผ้าผืนเดียวอยู่นั่นเอง
นี่คือ กฐินผ้าผืนเดียวพิสูจน์จากธรรมเนียมจองกฐิน
.......................
ทีนี้ก็มาถึงกฐินสามัคคี พิสูจน์ว่ากฐินมีผ้าผืนเดียวได้อย่างไร?
อันดับแรก ต้องลบข้อมูลความหมายของคำว่า “กฐินสามัคคี” ตามที่เข้าใจกันในปัจจุบันออกไปให้หมด
“กฐินสามัคคี” ตามความหมายเดิมแท้ไม่ใช่อย่างที่เข้าใจกันในปัจจุบัน
คำว่า “สามัคคี” ในทางธรรมวินัยนั้น ท่านใช้ในกรณีที่หมู่คณะเกิดแตกกัน แล้วต่อมากลับสมัครสมานกันได้อีก เช่น สงฆ์แตกกัน ไม่ทำอุโบสถสังฆกรรมร่วมกัน แต่ต่อมากลับสมัครสมานกันได้ ยอมทำอุโบสถสังฆกรรมร่วมกัน อุโบสถสังฆกรรมเช่นนี้ท่านเรียกว่า “สามัคคีอุโบสถ” - อย่างนี้เป็นต้น
หมู่คณะที่สมัครสมานกันดีอยู่แล้วเป็นปกติ จึงไม่มีเหตุที่จะต้องยกคำว่า “สามัคคี” ขึ้นมาพูด
ดังได้กล่าวแล้วว่า วัดเป็นบุณยสถานสาธารณะ เมื่อถึงฤดูกฐิน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะขอจองกฐินกับวัดที่ตนมีศรัทธา
กรณีมาขอจองรายเดียว ไม่มีปัญหา
แต่ถ้ามาขอจองพร้อมกัน ๒ ราย หรือ ๓ ราย จะทำอย่างไร?
ถ้ารายหนึ่งได้ทอด อีกรายหนึ่งหรืออีก ๒ รายก็อด
แต่ทุกรายย่อมอ้างได้ว่าตนมีสิทธิ์ที่จะได้ทอด ไม่มีสิทธิ์อด จึงต่างก็ไม่มีใครยอมใคร เปิดอภิปรายกันอย่างดุเดือด
นี่คือแตกกัน มาจองกฐิน ตั้งใจมาทำบุญแท้ๆ แต่ก็อาจจะฆ่ากันได้
ถ้าไลฟ์สดได้เหมือนในปัจจุบัน ก็-มันส์พะย่ะค่ะ
ครั้นแล้ว ก็เกิดมีคนหัวใส ใจกล้า ปัญญาดี เข้ามาห้ามทัพ ว่าช้าก่อนคุณพี่อย่าเพิ่งฆ่ากัน ทำแบบนั้นเดี๋ยวก็จะไม่มีใครได้ทอดกันสักราย ถ้ารายหนึ่งได้ทอด อีกหนึ่งหรือสองก็อด ใช่ไหม เอายังงี้สิ คุณพี่สองหรือสามเจ้าภาพนี่แหละรวมใจกันเข้าเป็นเจ้าภาพร่วมกัน เหลือเจ้าภาพเดียวถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย แบบนี้คุณพี่ก็ได้ทอดกฐินทุกราย ไม่มีใครอด
ทุกฝ่ายได้ฟังก็ได้สติ เออ ใช่ จากเดิมที่กำลังทะเลาะกัน กลับสมัครสามัคคีกันได้ จึงรวมตัวร่วมใจเป็นเจ้าภาพร่วมกัน แล้วจึงเรียกกฐินที่ทอดด้วยมีเหตุเช่นนี้ว่า “กฐินสามัคคี” หมายถึง กฐินที่คนแตกกันเพราะแย่งกันเป็นเจ้าภาพ แล้วกลับคืนดีสามัคคีกันได้
นี่คือ “กฐินสามัคคี” ตามความหมายที่ถูกต้อง
ถ้ากฐินใช้ผ้าได้หลายผืน คนทอดก็ไม่จำเป็นต้องสามัคคีกัน คุณถวายผืนหนึ่ง ฉันถวายผืนหนึ่ง แยกกันถวาย สงฆ์ท่านก็เอาไปทำเป็นผ้ากฐินทุกผืนนั่นแหละ
แต่ไม่ใช่เช่นนั้น
กฐินใช้ผ้าผืนเดียว รับของเจ้าภาพนี้แล้ว รับของเจ้าภาพรายอื่นอีกไม่ได้ เจ้าภาพทุกรายต้องรวมตัวร่วมใจกันเป็นเจ้าภาพผ้าผืนเดียวนั้นร่วมกัน จึงเรียกกฐินเช่นนั้นว่า “กฐินสามัคคี”
นี่คือ กฐินผ้าผืนเดียวพิสูจน์จากคำว่า “กฐินสามัคคี”
.......................
แต่ทุกวันนี้คำว่า “กฐินสามัคคี” ถูกตีความหมายผิดจากเดิมจนกู่ไม่กลับไปแล้ว
เจ้าภาพจองกฐิน แล้วก็ไปบอกบุญญาติมิตรให้มาร่วมทอด ไม่ได้ทะเลาะอะไรกันเลย ก็เรียกว่า “กฐินสามัคคี” ทั้งนั้น จนเวลานี้ถ้าพูดว่า “กฐิน” เป็นต้องต่อท้ายด้วยคำว่า “สามัคคี” ทั้งนั้น แล้วก็ช่วยกันอธิบายผิดให้เป็นถูก -
ทำนองเดียวกับคำว่า “ชุดสังฆทาน” และ “ถวายสังฆทาน”
ทำนองเดียวกับคำบาลีว่า “อิมานิ มะยัง ภันเต สังฆะทานานิ ...”
ทำนองเดียวกับคำว่า “จำวัด” (sleep) ที่พากันใช้ในความหมายว่า “จำพรรษา” (stay)
“กฐินสามัคคี” นั้น พจนานุกรมฉบับราบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ รับรองความหมายให้แล้ว กู่ไม่กลับแน่
แต่อีก ๓ คำนั้นร่อแร่ เป็นตายเท่ากัน
เวลานี้สังคมเราประหลาดมาก คือพากันยอมรับว่าความเข้าใจผิด-หรือพูดกันอย่างไม่เกรงใจ คือความโง่เขลาเพราะไม่ศึกษาให้เข้าใจ-นั้น เป็นความถูกต้อง คนที่พากันยอมรับนั้นไม่ใช่คนเขลาเลย เป็นคนที่ได้ชื่อว่าฉลาดอย่างยิ่งทีเดียว
เรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยที่-คนฉลาดยอมเป็นทาสของคนเขลา
อะไรที่เห็นกันชัดๆ ว่าผิด แต่ไม่คิดจะแก้ไขให้ถูก
กลับพากันยอมรับ แล้วช่วยกันอธิบายให้ผิดนั้นเป็นถูก ด้วยข้ออ้างที่ศักดิ์สิทธิ์ - ก็สังคมเขานิยมกันอย่างนี้!!
เจริญเลย
-----------------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๗ สิงหาคม ๒๕๖๕
๑๙:๒๕
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ