ทองย้อย แสงสินชัย

ฉลาดกันเสียทีเรื่องกฐิน (๗)
-------------------------
๗ กฐินไม่เป็นอันกราน
คำว่า “กฐินไม่เป็นอันกราน” แปลมาจากคำบาลีว่า “อนตฺถตํ โหติ กฐินํ” (อะนัตถะตัง โหติ กะฐินัง) หมายถึงกฐินที่ไม่ถูกต้อง ใช้ไม่ได้ ไม่เป็นกฐิน หมายความว่า ในกระบวนการรับกฐินนั้นถ้าทำอย่างนี้ๆ กฐินก็เสีย ใช้ไม่ได้ ไม่เป็นกฐิน
ในคัมภีร์ (กฐินขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๕ ข้อ ๙๗) ท่านแสดงรายการ “กฐินไม่เป็นอันกราน” นับได้ ๒๔ กรณี
ศึกษาดูแล้ว ปรากฏว่าเป็นกรณีเกี่ยวกับพระปฏิบัติการกับผ้ากฐินทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับกรณีญาติโยมถวายผ้ากฐินเลย แต่ถึงกระนั้นก็มีบางกรณีที่ญาติโยมควรรู้ไว้ ขอยกมาแสดงดังนี้
.....................................................
นิมิตฺตกเตน กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่ท่านิมิตได้มา
ปริกถากเตน กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่พูดเลียบเคียงได้มา
สนฺนิธิกเตน กฐินไม่เป็นอันกรานด้วยผ้าที่เก็บไว้ค้างคืน
.....................................................
คัมภีร์อรรถกถา (สมันตปาสาทิกา ภาค ๓ หน้า ๒๑๕) ขยายความไว้ดังต่อไปนี้ (ในที่นี้ขอแปลแบบขยายความคำอธิบายของอรรถกถาไปในตัว ไม่แปลคำต่อคำ)
.....................................................
นิมิตฺตกเตนาติ อิมินา ทุสฺเสน กฐินํ อตฺถริสฺสามีติ เอวํ นิมิตฺตกเตน ฯ
.....................................................
คำว่า นิมิตฺตกเตน หมายความว่า ผ้าที่ได้มาด้วยการทำนิมิต คือพระไปพูดเป็นนัยๆ ให้ผู้ฟังเข้าใจเอาเอง เช่น
อิมินา ทุสฺเสน กฐินํ อตฺถริสฺสามิ
อาตมาจะกรานกฐินด้วยผ้าผืนนี้แหละ
อยํ สาฏโก สุนฺทโร สกฺกา อิมินา กฐินํ อตฺถริตุํ
ผ้าผืนนี้งามดีนะ ถ้าได้กรานกฐินก็เหมาะเลย
พระพูดอย่างนี้ เกิดคนฟังเขาถวายผ้านั้น พระเอามาทำเป็นผ้ากฐิน กฐินก็ไม่เป็นกฐิน
.....................................................
ปริกถากเตนาติ กฐินํ นาม ทาตุํ วฏฺฏติ กฐินทายโก พหุํ ปุญฺญํ ปสวตีติ เอวํ ปริกถาย อุปฺปาทิเตน ฯ
.....................................................
คำว่า ปริกถากเตน หมายความว่า ผ้าที่พระได้มาด้วยการพูดเลียบเคียง (hint) เช่น
กฐินํ นาม ทาตุํ วฏฺฏติ
การถวายกฐินเป็นสิ่งที่ควรทำ
กฐินทายโก พหุํ ปุญฺญํ ปสวตีติ
ผู้ถวายกฐินย่อมได้บุญมาก
พระพูดอย่างนี้ เกิดคนฟังเขามาทอดกฐินจริงๆ กฐินนั้นก็ไม่เป็นกฐิน
กรณีนี้เล็งไปที่เจตนาจะพูดให้เขาเอากฐินมาทอดที่วัดของตน แต่ถ้าเป็นการบรรยายอานิสงส์กฐินในกรณีทั่วๆ ไปโดยสุจริต ก็คงไม่เป็นไร แต่เนื่องจากเจตนาอยู่ในใจ ดูกันยาก ทางที่ดีควรเลี่ยงหรือตัดปัญหา ไม่พูดถึงเลยดีที่สุด พ้นหน้ากฐินไปแล้วยังมีเวลาพูดได้อีก
.....................................................
กฐินํ นาม อติอุกฺกฏฺฐํ วฏฺฏติ มาตรมฺปิ วิญฺญาเปตุํ น วฏฺฏติ อากาสโต โอติณฺณสทิสเมว วฏฺฏติ ฯ
อันธรรมดาว่าผ้ากฐินเป็นของบริสุทธิ์จริงๆ จึงจะสมควร แม้มารดาของตนก็ไม่ควรออกปากขอ ต้องเป็นดังผ้าที่ลอยมาจากอากาศนั่นแลจึงจะเหมาะ
.....................................................
สำนวน “ดุจเลื่อนลอยมาโดยนภากาศ” ที่ปรากฏในคำอปโลกน์กฐินมาจากคำของอรรถกถาตรงนี้เอง
คำอธิบายของอรรถกถาเป็นอันย้ำยืนยันว่า พระจะเที่ยวไปเชิญชวนบอกบุญขอให้ญาติโยมเอากฐินมาทอดที่วัดของตนเองนั้นไม่ได้เด็ดขาด
หลักข้อนี้พระสงฆ์ไทยในอดีตท่านรู้เข้าใจและถือเป็นหลักตายตัวกันมาแต่ไหนแต่ไร
น่าเป็นห่วงแต่พระสงฆไทยในปัจจุบันเฉพาะกลุ่มที่ถูกความปรารถนาบริวารกฐินครอบงำ ประกอบกับไม่ศึกษาสำเหนียกตระหนักในหลักพระธรรมวินัย อีกทั้งกลไกไฮเทคสมัยนี้ก็เอื้ออำนวยให้ใช้วิธีการที่ลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนได้สะดวก เป็นต้นว่า บอกบุญทางเฟซ ทางไลน์ ทางออนไลน์ เชิญญาติโยมมาทอดกฐินที่วัดของตน พระเขียนเอง แต่ใช้ชื่อชาวบ้าน ไม่มีทางที่จะพิสูจน์ทราบได้
คัมภีร์อรรถกถาตั้งคำถามว่า
.....................................................
กฐินํ เกน ทินฺนํ วฏฺฏติ ฯ
กฐิน ใครถวายจึงใช้ได้?
.....................................................
ถามชัดๆ - ใครบ้างที่มีสิทธิ์เป็นเจ้าภาพทอดกฐินได้?
แล้วอรรถกถาก็เฉลยเองว่า
.....................................................
เยนเกนจิ เทเวน วา มนุสฺเสน วา ปญฺจนฺนํ วา สหธมฺมิกานํ อญฺญตเรน ทินฺนํ วฏฺฏติ ฯ
ผู้ใดผู้หนึ่ง จะเป็นเทพ หรือเป็นมนุษย์ หรือเป็นสหธรรมิกทั้ง ๕ (คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี) คนใดคนหนึ่งถวายก็ใช้ได้
ที่มา: สมันตปาสาทิกา ภาค ๓ หน้า ๒๑๐ (กฐินกฺขนฺธกวณฺณนา)
.....................................................
เป็นอันว่า พระภิกษุสามารถเป็นเจ้าภาพทอดกฐินได้ เมื่อเป็นเจ้าภาพก็สามารถบอกบุญกฐินได้ ไม่ผิดพระวินัย แต่ต้องทอดที่วัดอื่น ไม่ใช่วัดที่ท่านจำพรรษาอยู่
ถ้าเกิดมีพระเอาหลักพระวินัยข้อนี้ไป “เลี่ยงบาลี” ท่านบอกบุญกฐินให้วัดผม ผมบอกบุญกฐินให้วัดท่าน แลกกันไปแลกกันมา สนุกไปเลย
ถ้ามีพระทำอย่างนี้ จะทำอย่างไรกัน?
ก็คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากกราบขอร้องว่า อย่าทำเลย
ยึดหลักว่า เรื่องกฐิน พระอยู่นิ่งๆ ในทุกกรณี ปลอดภัยที่สุด
กฐินไม่เป็นอันกรานอีกกรณีหนึ่ง คือ
.....................................................
สนฺนิธิกเตนาติ เอตฺถ ทุวิโธ สนฺนิธิ กรณสนฺนิธิ จ นิจยสนฺนิธิ จ ฯ ตตฺถ ตทเหว อกตฺวา ฐเปตฺวา กรณํ กรณสนฺนิธิ นาม ฯ สงฺโฆ อชฺช กฐินทุสฺสํ ลภิตฺวา ปุนทิวเส เทติ อยํ นิจยสนฺนิธิ นาม ฯ
คำว่า ผ้าที่เก็บไว้ค้างคืน มี ๒ กรณี คือ กรณสันนิธิ และนิจยสันนิธิ
ตทเหว อกตฺวา ฐเปตฺวา กรณํ กรณสนฺนิธิ นาม ฯ
ทำจีวรไม่เสร็จในวันนั้น เก็บไว้ทำต่อวันรุ่งขึ้น นี้เรียกว่า กรณสันนิธิ (ค้างคืนเพราะทำไม่เสร็จ)
สงฺโฆ อชฺช กฐินทุสฺสํ ลภิตฺวา ปุนทิวเส เทติ อยํ นิจยสนฺนิธิ นาม ฯ
สงฆ์ได้ผ้ากฐินในวันนี้ แต่ยังไม่ได้ยกให้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ไปยกให้ในวันรุ่งขึ้น นี้เรียกว่านิจยสันนิธิ (ค้างคืนเพราะเก็บ)
.....................................................
กรณีผ้าค้างคืนก็คือที่เรารู้กันว่า สงฆ์รับกฐินแล้วต้องมอบผ้ากฐินให้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งในวันนั้น ช่วยกันทำเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่งให้เสร็จในวันนั้น และทำพิธีกรานกฐิน คือภิกษุที่ได้รับมอบผ้าเอาผ้าที่ทำเสร็จแล้วมาแจ้งให้ที่ประชุมสงฆ์ทราบเพื่ออนุโมทนาในวันนั้น
คำว่า “ในวันนั้น” กำหนดด้วยรุ่งอรุณ คือนับตั้งแต่เวลาที่รับถวายผ้ากฐินไปจนถึงก่อนรุ่งอรุณวันถัดไป
ไม่ใช่เช้าถึงค่ำถือว่าหมดวัน แต่นับต่อจากค่ำไปจนถึงรุ่งด้วย
และไม่ใช่ “ภายใน ๒๔ ชั่วโมง” อย่างที่บางคนชอบพูดเพลินไป
วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมงก็จริง แต่การนับ “ในวันนั้น” กรณีกรานกฐินนี้เอารุ่งอรุณเป็นเกณฑ์ ไม่ใช่เอาจำนวนชั่วโมงครบ ๒๔ ชั่วโมงเป็นเกณฑ์
.......................
สรุปความเป็นหลักความรู้ในตอนนี้ว่า -
๑ พระบอกบุญหากฐินมาทอดที่วัดที่ตนจำพรรษาอยู่ไม่ได้ ไม่ว่าการบอกบุญนั้นจะกระทำด้วยรูปแบบและวิธีการใดๆ ก็ตาม
๒ พระสามารถเป็นเจ้าภาพทอดกฐินที่วัดอื่นนอกจากวัดที่ตนจำพรรษาได้
๓ รับกฐินแล้วต้องทำพิธีกรานกฐินให้เสร็จภายในวันนั้น ค้างคืนไม่ได้
-----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕
๑๙:๕๔
[full-post]

กฐิน,กรานกฐิน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.