ทองย้อย แสงสินชัย

ฉลาดกันเสียทีเรื่องกฐิน (๕)
-------------------------
๕ เพราะความโลภครอบงำจิต ความวิปริตจึงตามมา
กฐินใช้ผ้าผืนเดียว เป็นอันบ่งบอกว่า กฐินมีเจ้าภาพรายเดียว 
แต่ใน “เจ้าภาพรายเดียว” นั้น อาจประกอบด้วยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเป็น ๑๐ เป็น ๑๐๐ รายก็ได้ ดังพยานหลักฐานในคำว่า “กฐินสามัคคี” กล่าวคือ ๑๐ ราย หรือ ๑๐๐ รายนั้นสามัคคีกันรวมเข้าเป็นรายเดียว ใช้ผ้าผืนเดียว หรือถ้าจัดเป็นผ้าไตรก็ไตรเดียว
ไม่ใช่ว่า ๑๐ ราย หรือ ๑๐๐ ราย ที่มารวมกันนั้น แต่ละรายก็มีผ้ากฐินของตัวเอง เท่ากับว่ามีผ้ากฐิน ๑๐ ผืน ๑๐๐ ผืน หรือ ๑๐ ไตร ๑๐๐ ไตร ซึ่งจะผิดความเป็นจริง เพราะเจ้าภาพรายเดียวจะต้องมีผ้ากฐิน ๑๐ ผืน ๑๐๐ ผืนทำไม ในเมื่อเป็นที่รู้กันว่า ในการ “กรานกฐิน” นั้น สงฆ์ใช้ผ้าผืนเดียว
มีผ้าของใครของมันเป็น ๑๐ ผืน ๑๐๐ ผืน ถ้าบอกว่าเป็น “กฐินสามัคคี” ก็ยิ่งผิดความจริงไปใหญ่ ถ้าสามัคคีกันจริง ต้องใช้ผ้าผืนเดียวกัน ทุกรายเป็นเจ้าของร่วมกัน เจ้าภาพรายเดียวใช้ผ้าผืนเดียวตรงตามหลักพระวินัย
โปรดสังเกตวัดที่ใช้ผ้าขาวเป็นผ้ากฐิน (เช่นวัดธรรมยุต) เจ้าภาพจัดผ้าขาวผืนเดียวเป็นผ้ากฐิน ไม่ใช่ผ้าขาว ๑๐ ผืน ๑๐๐ ผืนตามจำนวนผู้ที่มารวมกันเป็นเจ้าภาพ
เวลานี้มีผู้จัดกฐินหลายวัดพยายามหาเจ้าภาพหลายๆ รายมารวมกันในการทอดกฐินวัดเดียวกัน แต่เลี่ยงไปใช้คำว่า “เจ้าภาพร่วม” บ้าง “กฐินคณะของ (ระบุชื่อเจ้าภาพ)” บ้าง 
เท่าที่ผมเคยเห็นมา มีทำกัน ๒ แบบ คือ -
๑ แต่ละเจ้าภาพร่วมหรือแต่ละคณะจัดผ้ากฐินและของบริวารของตัวเองมาพร้อม นั่งเป็นคณะๆ คณะใครคณะมัน ไม่รวมกัน พอกล่าวคำถวายกฐินเสร็จ พิธีกรก็จะเชิญเจ้าภาพแต่ละรายแต่ละคณะทยอยกันเอาผ้ากฐินและของบริวารของใครของมันเข้าไปถวาย 
ทุกเจ้าภาพ ทุกคณะ ถูกทำให้เข้าใจว่าตนหรือคณะของตนเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน 
ผู้จัดอ้างว่า ทำเช่นนี้ได้ ไม่ผิด เพราะนี่คือ “กฐินสามัคคี”
๒ ใช้วิธีจัดเตรียมผ้าไตรไว้ครบจำนวนภิกษุที่จำพรรษาในวัดนั้น เรียกว่า “ไตรกฐิน” แล้วประกาศเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาให้รับเป็นเจ้าภาพไตรกฐิน ไตรละเท่าไรก็กำหนดลงไป (ซึ่งมักจะเป็นตัวเลขที่ไม่เลวนัก) ใช้ศิลปะโฆษณาเชิญชวนเหมาะๆ ก็มีคนรับเป็นเจ้าภาพครบทุกไตร
ครั้นถึงกำหนดวันทอดกฐิน ก็เชิญผู้ที่รับเป็นเจ้าภาพมากันพร้อมหน้า พอกล่าวคำถวายกฐินเสร็จ พิธีกรก็จะเชิญเจ้าภาพแต่ละรายเข้าไปถวาย “ไตรกฐิน” ที่ตนรับเป็นเจ้าภาพ
วิธีนี้ก็เช่นเดียวกัน-คือเจ้าภาพทุกรายถูกทำให้เข้าใจว่าตนเป็นเจ้าภาพทอดกฐินวัดนั้น
ถ้ากฐินวัดเดียวมีเจ้าภาพได้หลายรายเช่นนี้ ธรรมเนียมการจองกฐินก็ไม่จำเป็นต้องมี ใครมาทอดก่อนก็ทอดไป ถือว่าเป็นเจ้าภาพรายหนึ่ง เรามาทอดทีหลังก็ยังทอดได้อีก ถือว่าเป็นเจ้าภาพอีกรายหนึ่ง รับประเคนเจ้าภาพรายที่หนึ่งแล้ว ก็รับเจ้าภาพรายที่สอง ที่สาม ที่สี่ต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่ต่างอะไรกับกรณีที่ยกตัวอย่างข้างต้น ถ้าทำแบบนี้ได้ ทอดกฐินจะต้องจองก่อนทำไมกันเล่า
และถ้าทำแบบนี้ก็ใช้ได้ “กฐินสามัคคี” (ตามความหมายเดิมแท้) ก็ไม่ต้องมี แต่ละเจ้าภาพที่มาทอดไม่จำเป็นต้องไปสามัคคีกับใคร ต่างคนต่างก็ทอดของตัวไป เพราะทอดได้หลายเจ้าภาพอยู่แล้ว ใช่หรือไม่?
แต่เพราะกฐินมีเจ้าภาพได้รายเดียว ใครทอดไปแล้ว คนอื่นมาทอดอีกไม่ได้ จึงต้องมีการ “จองกฐิน”
เพราะกฐินมีเจ้าภาพได้รายเดียว ถ้ามากันหลายราย รายหนึ่งทอดแล้ว รายอื่นๆ อดทอด ถ้าต้องการจะได้ทอดทุกราย ก็ต้องรวมทุกรายเข้าเป็นรายเดียวกันก่อนแล้วจึงทอด แบบนี้ได้ทอดหมดทุกราย ดังนั้น จึงเกิดมี “กฐินสามัคคี” คือทุกรายสามัคคีกันเป็นรายเดียวแล้วจึงทอด
.......................
สรุปความตามที่ว่ามาก็คือ กฐินมีเจ้าภาพรายเดียว ใช้ผ้าผืนเดียว เมื่อรับผ้ากฐินจากเจ้าภาพรายหนึ่งแล้วเท่ากับกฐินได้ทอดเสร็จแล้ว จะรับจากรายอื่นอีกไม่ได้
และนี่คือความความเข้าใจของผมที่ได้จากการศึกษาคัมภีร์
ขอย้ำว่า-นี่คือความความเข้าใจของผมที่ได้จากการศึกษาคัมภีร์
ไม่ใช่คัมภีร์ท่านว่าไว้อย่างนี้
แต่ผมศึกษาคัมภีร์แล้วเข้าใจว่าอย่างนี้
ประกอบด้วยหลักปฏิบัติที่บรรพบุรุษของเราดำเนินมาตั้งแต่อดีตกาลท่านก็ทำกันมาเช่นนี้
คนอื่นๆ ย่อมมีสิทธิ์ที่จะศึกษาคัมภีร์ได้เช่นเดียวกัน
ศึกษาแล้วเข้าใจว่าอย่างไร ย่อมแล้วแต่สติปัญญาของผู้ศึกษา
.....................................................
คำว่า “สุนักขัตตัง สุมังคะลัง”
นักเรียนบาลีได้ยินแล้ว เข้าใจว่าคำนี้แปลว่า “ฤกษ์ดี” (สุ=ดี, นักขัตตัง=ฤกษ์) “มงคลดี”
บางคนได้ยินแล้ว เข้าใจว่า “เวลาใดเราให้ทานแก่สุนัข (สุนัก=สุนัข) เวลานั้นย่อมเป็นมงคล”
.....................................................
นี่เป็นข้อเตือนใจในคำที่ผมบอกว่า-ศึกษาแล้วเข้าใจว่าอย่างไร ย่อมแล้วแต่สติปัญญาของผู้ศึกษา
.......................
ทีนี้ ในคำสรุปตามความเข้าใจของผมที่ว่า-เมื่อรับผ้ากฐินจากเจ้าภาพรายหนึ่งแล้วเท่ากับกฐินได้ทอดเสร็จแล้ว จะรับจากรายอื่นอีกไม่ได้-ดังนี้ ถ้าประสงค์จะแย้งค้าน จะมีช่องให้แย้งได้หรือไม่
ท่านที่กำลังมองหาเหตุผลที่จะยกมาแย้งค้าน ผมขอชี้แนะให้ว่า-มีช่องที่จะแย้งได้อยู่ ดังจะชี้ช่องให้ดังนี้
สมัยพุทธกาลผ้าหายาก มีเจ้าภาพรายหนึ่งเอาผ้ากฐินมาถวายสงฆ์ สงฆ์ก็รับไว้ แต่ว่าผ้านั้นเป็นผืนเล็ก ไม่พอที่จะทำเป็นจีวร สังฆาฏิ หรือสบงผืนใดผืนหนึ่งได้ จะทำอย่างไร?
รับจากเจ้าภาพรายอื่นอีก ก็ขัดกับหลักที่ว่า-เมื่อรับผ้ากฐินจากเจ้าภาพรายหนึ่งแล้ว จะรับจากรายอื่นอีกไม่ได้
ไม่รับอีก ก็กรานกฐินด้วยผ้านั้นไม่ได้ เพราะผ้าไม่พอ
ส่วนที่ยังขาดอยู่ ให้พระไปช่วยกันเที่ยวหาเอาเอง ก็ลำบากอีก ผ้าหายาก กว่าจะหาได้พอ กว่าจะเอามาซัก-ย้อม-เย็บ เสร็จ อาจถึงสว่าง หมดเวลากรานกฐิน
กรณีเช่นนี้ ถ้าสามารถรับผ้าจากเจ้าภาพรายอื่นๆ ได้อีก ก็หมดปัญหา จึงเห็นได้ว่า หลักการที่ว่า-เมื่อรับผ้ากฐินจากเจ้าภาพรายหนึ่งแล้ว จะรับจากรายอื่นอีกไม่ได้-นั้น ไม่สมเหตุสมผล ก็คือเป็นหลักการ เป็นข้อสรุป หรือเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนั่นเอง
ผม-ในฐานะเป็นเจ้าของข้อสรุปหรือความเข้าใจเช่นนั้น-จะว่าอย่างไร?
ผมก็ยังคงยืนยันว่า หลักการนั้นถูกต้องแล้ว-อยู่นั่นเอง
เหตุผลก็คือ ในกรณีที่ผ้าที่รับจากเจ้าภาพรายแรกยังไม่พอ ก็สามารถรับจากเจ้าภาพรายอื่นได้อีกจนกว่าจะพอ ไม่ขัดต่อหลักการ เพียงแต่เพิ่มข้อยกเว้นเข้าไปว่า-เว้นไว้แต่ผ้านั้นยังไม่พอ
หลักการ-เมื่อรับผ้ากฐินจากเจ้าภาพรายหนึ่งแล้ว จะรับจากรายอื่นอีกไม่ได้-นั้น ยังคงอยู่ และยังต้องคงอยู่ด้วย
เพราะถ้ายกกรณี-เจ้าภาพรายแรกผ้าไม่พอ ขึ้นมาอ้างเป็นเหตุให้ยกเลิกหลักการ คือกลายเป็นว่า-รับผ้าจากเจ้าภาพกี่รายก็ได้ตามต้องการ-ดังนี้แล้วไซร้ หลักการตามพุทธานุญาตเรื่องกฐินที่ว่ากรานกฐินด้วยผ้าผืนเดียว ก็จะถูกเหยียบย่ำจมหายไปหมด
กรานกฐินด้วยผ้าผืนเดียว แล้วรับของญาติโยมมาในฐานะเป็น “ผ้ากฐิน” อีกเป็นสิบเป็นร้อยผืน รับมาทำไม?
เมื่อเจ้าภาพเขาถวาย เขาตั้งใจถวายเป็น “ผ้ากฐิน” รับของเขามาก็รับในฐานะเป็น “ผ้ากฐิน” แต่แล้วกลับไม่เอาไปใช้เป็นผ้ากฐินตามเจตนา เจ้าภาพผู้ถวายจะรู้สึกอย่างไร
หรือจะต้องล้มเลิกหลักการเดิมของพระพุทธเจ้า-กรานกฐินด้วยผ้าผืนเดียว สร้างหลักการใหม่ของสงฆ์ไทยไฮเทค-กรานกฐินด้วยผ้า ๑๐ ผืน ๑๐๐ ผืน ๑,๐๐๐ ผืน ตามจำนวนผ้าที่รับจากเจ้าภาพมาก็ได้
ในที่สุดก็จะเห็นความจริงว่า เพราะความโลภครอบงำจิต ความวิปริตจึงตามมา
ถ้าข่มความโลภลงเสียได้ ก็สามารถปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ควรแก่การอนุโมทนา
.......................
ที่คิดจะหาช่องทางแย้งค้านประเด็น-เมื่อรับผ้ากฐินจากเจ้าภาพรายหนึ่งแล้ว จะรับจากรายอื่นอีกไม่ได้- ก็เพราะอยากจะรับกฐินจากเจ้าภาพได้หลายราย จะได้มีบริวาร (เงิน) กฐินเยอะๆ จึงหาเรื่องสมมุติขึ้นมาว่า ถ้าเจ้าภาพรายเดียวนั้นถวายผ้าไม่พอกรานกฐิน จะทำอย่างไร
เรื่องนี้ พระอรรถกถาจารย์ท่านฉลาดกว่า คือท่านเสนอแนะวิธีที่จะทำให้ไม่เกิดปัญหาดังที่สมมุตินั้น โดยยก “ธรรมเนียมของผู้ถวายกฐิน” ขึ้นมาแสดงไว้ดังนี้ -
.....................................................
กฐินทายกสฺส  วตฺตํ  อตฺถิ  
ธรรมเนียมของผู้ถวายกฐินมีอยู่
สเจ  โส  ตํ  อชานนฺโต  ปุจฺฉติ  ภนฺเต  กถํ  กฐินํ  ทาตพฺพนฺติ 
ถ้าเขา (ผู้มีศรัทธาจะถวายกฐิน) ไม่รู้ธรรมเนียมนั้นจึงถามว่า กฐินควรถวายอย่างไรเจ้าข้า
ตสฺส  เอวํ  อาจิกฺขิตพฺพํ 
ภิกษุพึงบอกเขาอย่างนี้ว่า -
ติณฺณํ  จีวรานํ  อญฺญตรปโหนกํ  สุริยุคฺคมนสมเย  วตฺถํ  กฐินจีวรํ  เทมาติ  ทาตุํ  วฏฺฏติ  
ควรถวายผ้าพอทำไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งได้ว่า “พวกข้าพเจ้าถวายผ้ากฐินจีวร” ดังนี้ ในเวลา (ตั้งแต่) ตะวันขึ้น (เป็นต้นไป เพื่อให้ภิกษุมีเวลาพอที่จะทำจีวรและกรานกฐินได้เสร็จทันก่อนตะวันขึ้น)
ตสฺส  ปริกมฺมตฺถํ  เอตฺตกา  นาม  สูจิโย  เอตฺตกํ  สุตฺตํ  เอตฺตกํ  รชนํ  ปริกมฺมํ  กโรนฺตานํ  เอตฺตกานํ  ภิกฺขูนํ  ยาคุภตฺตญฺจ  ทาตุํ  วฏฺฏตีติ  ฯ
ควรถวายเข็มเท่านี้เล่ม ด้ายเท่านี้ น้ำย้อมเท่านี้ เพื่อทำจีวรนั้น และถวายยาคูและภัตแก่พวกภิกษุเท่านี้รูปผู้ช่วยทำ ...
ที่มา: สมันตปาสาทิกา ภาค ๓ หน้า ๒๑๑ (กฐินกฺขนฺธกวณฺณนา)
.....................................................
ถ้าทำตามนี้ กรณีผ้ากฐินเจ้าภาพแรกไม่พอ ต้องรอรับจากเจ้าภาพรายอื่นๆ อีก (อันเป็นช่องทางที่จะรับกฐินได้เยอะๆ ได้เงินเยอะๆ!) ก็จะไม่เกิด กฐินก็จะเป็นกฐินบริสุทธิ์ สำเร็จได้ด้วยผ้าผืนเดียวเหมาะสมแก่วิสัยของสมณะศากยบุตรที่มุ่งความขัดเกลาทุกประการ
อยากได้บริวารกฐินเยอะๆ คนสมัยนี้ใช้วิธีดื้อวินัย คือวินัยว่ามีเจ้าภาพได้รายเดียว ก็ดื้อบอกหาเจ้าภาพมาช่วยกันทอดเยอะๆ
อยากได้บริวารกฐินเยอะๆ คนสมัยก่อนใช้วิธีคล้อยตามวินัย 
ทำอย่างไร ตอนหน้าจะเล่าให้ฟัง
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๙ สิงหาคม ๒๕๖๕
๑๕:๓๔
[full-post]

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.