สำนวนโวหาร “ใจอ่อน” หรือจิตอ่อน คืออะไร ?
ศัพท์ในทางพุทธศาสนา ไม่มีศัพท์เฉพาะว่า “ใจอ่อน” หรือ “จิตอ่อน”
เมื่อพูดถึงจิต ท่านกล่าวในลักษณะใหญ่ ๆ ๔ อย่าง คือ
๑.จิตเป็นกุศล (กุศลจิต)
๒. จิตเป็นอกุศล (อกุศลจิต)
๓. จิตเป็นวิบาก, เป็นผล เรียก วิปากจิตบ้าง, ผลจิตบ้าง
๔. จิตที่เป็นกิริยา คือจิตที่นอกเหนือจากความเป็นกุศล,อกุศล,วิบาก (เป็นจิตพิเศษ, ส่วนมากเกิดขึ้นกับพระอรหันต์, มีบางส่วนเกิดกับปุถุชนได้ คือ ปัญจทวาราวัชนจิต,และมโนทวาราวัชนจิต)
แล้วถ้าแบ่งย่อย ๆ ออกไป ตามอำนาจของ เจตสิกที่ประกอบ, ตามอำนาจของอารมณ์, ทวาร…เป็นต้น ย่อมนับได้ถึง 89 หรือ 121 ชนิดด้วยกัน
ใจอ่อน หรือจิตอ่อน ในทางอภิธรรม หมายถึงสภาวจิตที่รับอารมณ์ไม่มั่นคง, จิตที่มีอารมณ์ไม่ชัดเจน คืออารมณ์ปรากฎไม่ชัดเจน เหมือนคนหลับๆ ตื่น ๆ เช่นเหมือนกับได้ยินเสียงแว่ว ๆ เข้าหู แต่ไม่รู้ว่าเสียงนั้นคือเสียงอะไร เสียงใคร มีความหมายว่าอย่างไร….เป็นต้น
อีกอย่างหนึ่ง ใจอ่อน หรือจิตอ่อน จะเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้สลบ, ผู้ใกล้จะตาย…มีชวนะจิตเกิดได้เพียง ๕ ขณะ (โดยปกติจะเกิด ๗ ขณะ) (ยกเว้นการทำยมกปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะมีชวนะจิตเกิดเพียง ๕ ขณะเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ก็เป็นไปเพื่อความรวดเร็วในการเปลี่ยนกสิณอารมณ์ในการทำให้ฌานจิตเกิดขึ้น …)
“ภาวะที่ใจอ่อน” วิพากษ์จากสำนวนโวหารของชาวโลก
– อาจเกิดพร้อมกับความเป็นอกุศลก็ได้ คือเกิดร่วมกับโลภะ หรือโมหะ จิตก็จะอ่อนไหวได้ง่าย เช่นเกิดความรักด้วยอำนาจของโลภะ จิตใจก็จะอ่อนลง…
– อาจเกิดพร้อมกับความเป็นกุศลก็ได้ คือเกิดร่วมกับเมตตา, กรุณา…จิตใจก็จะอ่อน ซึ่งจะมีกายมุทุตา,จิตตมุทุตาเจตสิกเข้าประกอบด้วยเสมอ
ในทางตรงกันข้าม จิตที่ได้ชื่อว่า “แข็งกระด้าง” โดยสำนวนภาษาไทยส่วนมาก จะหมายเอาจิตที่ประกอบด้วยโทสะ ความโกรธ จะทำให้พฤติกรรมทางกาย และวาจา แข็งกระด้าง (โทวจัสสตา) ดื้อด้าน ว่ายากสอนยาก…
ความแข็งกระด้างในทางธรรมะ อาจมุ่งหมายเอาภาวะจิตใจที่ประกอบด้วยอุเบกขาก็ได้ เป็นจิตที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหว หรือไม่สะทกสะท้าน ไม่อ่อนไหว เช่นฌานจิต หรือจิตที่ประกอบด้วยอุเบกขาในพรหมวิหาร ๔ จะไม่ฟูมฟาย ตีโพยตีพาย เมื่อคนรักหรือสิ่งที่รักสูญเสียไป…มีจิตเป็นอุเบกขาวางเฉย ด้วยอำนาจของปัญญา คือรอบรู้ความเป็นไปตามความจริงของสิ่งนั้น ๆ …. อีกอย่างหนึ่ง ความไม่ตีโพยตีพาย ฟูมฟายเสียน้ำตา… แต่มีความสงบเสงี่ยม ซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจของ อโทสะ คือความไม่โกรธ ก็ได้…เป็นไปด้วยอำนาจของขันติ หรือตะบะ คือความอดทน ก็ได้…
ความมีเมตตา ในทางอภิธรรม ได้แก่ อโทสะ คือความไม่โกรธ ถ้ายังมีความโกรธ หงุดหงิด ขัดเคืองอยู่ในใจ …ไม่ชื่อว่ามีเมตตา
เมตตา คือ อโทสะ อาจจะเกิดพร้อมกับปัญญาก็ได้, บางครั้งไม่เกิดพร้อมด้วยปัญญาก็ได้, (ส่วนปัญญา เกิดเมื่อใด ต้องมีอโทสะเกิดร่วมด้วยเสมอ)
============
VeeZa
๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ