ความรู้เรื่องการประเคน (๕)
-------------------------
ด้วยเหตุผลที่ว่า ภิกษุกับสตรีควรจะเกี่ยวข้องใกล้ชิดกันให้น้อยที่สุด หากจำเป็นจะต้องเข้าใกล้กันก็ต้องระวังให้มากที่สุด ดังนั้น คณะสงฆ์ไทยจึงมีแนวปฏิบัติมาแต่โบราณกาลว่า เมื่อจะรับของจากสตรีจะไม่รับจากมือ (กาเยน) โดยตรง แต่จะรับโดยใช้ของเนื่องด้วยกาย (กายปฏิพทฺเธน) ทั้งนี้เพื่อป้องกันการสัมผัสถูกตัวกันอันอาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
วิธีปฏิบัติก็เป็นที่รู้เห็นกันทั่วไป ดังที่ท่านอธิบายไว้ว่า “ถ้าผู้หญิงประเคน ใช้ผ้ากราบหรือผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดรับ”
การถูกต้องตัวสตรีจะเป็นอาบัติหนักคือสังฆาทิเสส องค์ประกอบสำคัญอยู่ที่ “มีความกำหนัด”
“มีความกำหนัด” คำบาลีในตัวบทว่า “โอติณฺโณ”
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล โอติณฺณ ว่า affected with love, enamoured, clinging to, fallen in love with (ตกอยู่ในความรัก, กำลังหลงรัก, ใฝ่รัก, ตกหลุมรัก)
ถ้าภิกษุยืนยันขันแข็งว่า ขณะที่ถูกตัวสตรีนั้นอาตมาไม่ได้ “โอติณฺโณ” จะพิสูจน์ได้อย่างไร?
ความกำหนัดเป็นอาการทางจิตใจ ผู้ที่จะรู้ได้คือเจ้าตัวผู้เดียวเท่านั้น คนอื่นรู้ไม่ได้ หรือรู้ได้ยากอย่างยิ่ง
เพราะเป็นเรื่องพิสูจน์ยากเช่นนี้ วิธีที่ดีที่สุดก็คืออย่าให้เกิดปัญหาเสียก่อนแล้วจึงค่อยคิดแก้ไข แต่ควรป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา นั่นคือไม่เปิดช่องให้ถูกเนื้อต้องตัวกันได้ง่ายๆ
เมื่อไม่ถูกเนื้อต้องตัวกัน ก็ไม่ต้องมาตั้งกองพิสูจน์ว่ากำหนัดหรือไม่กำหนัด ตัดปัญหาได้เด็ดขาด
....................................................
รับด้วยกาย-สตรีส่งของให้ ภิกษุใช้มือรับของนั้นโดยตรง โอกาสที่จะถูกเนื้อต้องตัวกัน ๕๐/๕๐
รับด้วยของเนื่องด้วยกาย-สตรีส่งของให้ ภิกษุใช้ผ้ารอง สตรีวางของบนผ้านั้น โอกาสที่จะถูกเนื้อต้องตัวกัน ๐/๑๐๐
....................................................
หากจะมีคำอุทธรณ์ว่า หลักของการประเคนก็บอกไว้ชัดว่า -
ประเคนด้วยกายก็ได้ = สตรีจึงส่งของให้พระด้วยมือตรงๆ ได้
รับประเคนด้วยกายก็ได้ = พระจึงรับของจากมือสตรีตรงๆ ได้
การรับของจากมือสตรีตรงๆ หรือส่งของให้สตรีรับจากมือตรงๆ จึงสามารถทำได้ ไม่เป็นการผิดพระวินัย มิใช่หรือ?
ใช่แล้ว ถูกต้อง ไม่ผิด องค์ของการประเคนหรือหลักพระวินัยว่าไว้อย่างนั้น
แต่หลักที่คณะสงฆ์ไทยยึดถือปฏิบัติไม่ใช่มีแต่หลักพระวินัยล้วนๆ
เป็นที่รับรู้กันว่า พระสงฆ์ไทยมีกรอบอยู่ ๔ กรอบ
๑ พระธรรมวินัย
๒ คำสั่งของคณะสงฆ์-ซึ่งโดยปกติจะไม่ขัดกับพระธรรมวินัย
๓ กฎหมายของบ้านเมือง-ซึ่งจะต้องไม่ขัดกับพระธรรมวินัย
๔ จารีต-ทั้งจารีตของสงฆ์และจารีตของสังคม-ซึ่งจะต้องไม่ขัดกับพระธรรมวินัย
สงฆ์ไทยมีจารีตที่รับรู้ทั่วกันมาแต่ไหนแต่ไรว่า พระรับประเคนของจากสตรีจะไม่รับ “ด้วยกาย” (กาเยน) คือไม่รับจากมือตรงๆ แต่จะรับด้วยของเนื่องด้วยกาย (กายปฏิพทฺเธน) เช่นใช้ผ้ารอง ให้ผู้ประเคนวางของบนผ้า
ถ้าจะเถียงกัน ก็ตอบกลับไปได้ว่า พระวินัยก็ไม่ได้บังคับว่าต้องรับด้วยกายเท่านั้น ห้ามรับด้วยวิธีอื่น-มิใช่หรือ
นั่นคือ-ในเมื่อพระวินัยเปิดทางให้เลือกได้ สงฆ์ไทยจึงสละสิทธิ์ที่จะรับด้วยกาย แต่เลือกใช้สิทธิ์เฉพาะรับด้วยของเนื่องด้วยกายเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการถูกเนื้อต้องตัวกัน เป็นการตัดไฟแต่หัวลม หรือกันดีกว่าแก้
อุปมาเหมือนฉนวนหุ้มสายไฟ เป็นหลักประกันว่าไฟฟ้าจะไม่มีโอกาสลัดวงจร-เมื่อฉนวนยังหุ้มมิดชิดแน่นหนาตลอดสาย
ในกรณีรับ-ส่งของให้กัน การถูกเนื้อต้องตัวกันระหว่างพระกับสตรีจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น-เมื่อใช้วิธีรับหรือส่งด้วยของเนื่องด้วยกาย
นี่คือความฉลาดรอบคอบของบรรพบุรุษสงฆ์ไทยที่ใช้วิธีการเช่นนี้จนกลายเป็นจารีตของพระสงฆ์ไทย
ขอให้ย้อนไปอ่านตอนต้นที่ผมยกหลักการตามที่ท่านแสดงไว้มาให้ดู
หนังสือ พุทธประวัติสังเขป ส่วนที่ว่าด้วยศาสนพิธีสังเขป (แบบประกอบนักธรรมชั้นตรี) ของมหามกุฏราชวิทยาลัย --
....................................................
การประเคนของพระ คือการถวายของให้ถึงมือพระ. ถ้าผู้หญิงประเคน ต้องวางบนผ้าหรือภาชนะเช่นบาตรเป็นต้นที่พระถืออยู่.
....................................................
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต --
....................................................
๕. ภิกษุรับด้วยกายก็ได้ ด้วยของเนื่องด้วยกายก็ได้ (ถ้าผู้หญิงประเคน ใช้ผ้ากราบหรือผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดรับ)
....................................................
จารีตที่ประพฤติสืบต่อกันมา การรับรู้ของผู้คนในสังคม การนำมาอธิบายบอกกล่าว และการปฏิบัติจริงของพระสงฆ์ สอดคล้องต้องกันตลอดสาย
ฝ่ายที่อ้างหลักพระวินัยว่ารับด้วยกายก็ไม่ผิด ยังมักอ้างถึงพระสงฆ์พม่า พระสงฆ์ลังกา พระสงฆ์อินเดียเป็นต้น ว่าพระสงฆ์ในประเทศเหล่านี้รับ-ส่งของกับสตรีด้วยมือตรงๆ ทั้งนั้น มีแต่พระไทยเท่านั้นที่ใจแคบ ทำเหมือนกับรังเกียจผู้หญิง-ไปโน่นเลย
ถ้าจะทะเลาะกัน ก็ตอบกลับไปว่า ถ้าอยากรับ-ส่งของกับสตรีด้วยมือตรงๆ ก็ต้องไปบวชในคณะสงฆ์พม่าลังกาอินเดีย แต่เมื่อบวชในคณะสงฆ์ไทย ก็ต้องปฏิบัติตามจารีตของสงฆ์ไทย-ง่ายๆ แค่นี้
แต่เราไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันแต่ประการใด เพียงแต่ศึกษา เรียนรู้ สำเหนียก สำนึกถึงเพศภาวะและเหตุผลต้นปลายให้เข้าใจแจ้งชัด ก็จะเห็นชัดแจ้งว่า การรับ-ส่งของกับสตรีด้วยของเนื่องด้วยกาย คือใช้ผ้ารองรับ ไม่รับจากมือตรงๆ นั้น มีแต่ข้อดีโดยส่วนเดียว ไม่มีข้อเสียหายใดๆ เลย
ตรงกันข้าม การรับ-ส่งของกับสตรีด้วยมือตรงๆ ดังที่พระภิกษุสามเณรบางรูป-หลายรูปเริ่มประพฤติกันอยู่ในเวลานี้และอ้างว่าไม่ผิดพระวินัย และข้อสำคัญ-ไม่ใช่เรื่องเสียหายนั้น-นั่นแหละคือก้าวแรกของความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ในอดีตกาล-ตัดตอนว่าเมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้ว-ถ้าผู้หญิงประเคนสิ่งของ พระสงฆ์ไทยใช้ผ้ากราบหรือผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดรับประเคน ตามจารีตของพระสงฆ์ไทย
๑๐๐ ปีต่อมา-คือ ณ วันนี้ ผู้หญิงประเคนสิ่งของ พระสงฆ์ไทยบางรูป-หลายรูป-เริ่มแหกจารีต-รับจากมือโดยตรง อ้างว่าไม่ผิดพระวินัย และไม่ใช่เรื่องเสียหาย
อีก ๒๐๐ ปีข้างหน้า ผู้หญิงประเคนสิ่งของ พระสงฆ์ไทยทั้งประเทศ-ทำลายจารีตของตัวเอง-รับจากมือโดยตรง อ้างว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย อีกทั้งจะได้สอดคล้องกับการปฏิบัติของพระสงฆ์ในประเทศอื่นๆ
อีก ๓๐๐ ปีข้างหน้า นอกจากรับ-ส่งสิ่งของจากมือตรงๆ แล้ว พระสงฆ์ไทยกับผู้หญิงถูกเนื้อต้องตัวกันได้ อ้างว่าไม่มีความกำหนัด-ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
อีก ๔๐๐ ปีข้างหน้า พระสงฆ์ไทยกับผู้หญิงจูงมือกันไปไหนมาไหนเหมือนชายหญิงทั่วไป อ้างว่าไม่มีความกำหนัด-ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
อีก ๕๐๐ ปีข้างหน้า พระสงฆ์ไทยกับผู้หญิงนั่งนอนร่วมกันในที่เดียวกันเหมือนชายหญิงทั่วไป อ้างว่าไม่มีความกำหนัด-ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
อีก ๑,๐๐๐ ปี อีก ๒,๐๐๐ ปีข้างหน้า พระสงฆ์ไทยกับผู้หญิงจะทำอะไรกันอีก ... ก็มาจากก้าวแรกคือรับของจากมือผู้หญิงตรงๆ ในวันนี้นั่นเอง
ลองตรองดูเถิดว่าจริงหรือไม่
...................
ถ้าใครกำลังจะบอกว่า คนมันจะละเมิด ต่อให้บัญญัติอะไรเคร่งครัดแค่ไหนมันก็ละเมิดจนได้นั่นแหละ
ก็ขอให้ลองคิดแบบนี้ดูด้วย -
เรามีกฎหมายห้ามลักขโมย ห้ามฆ่ากัน คนมันก็ยังลักขโมยกัน ยังฆ่ากันได้ทุกวัน เพราะฉะนั้น ยกเลิกกฎหมายเสียเถอะ
จะให้ทำอย่างนั้น ใช่ไหม?
พระธรรมวินัย-ตลอดไปจนถึงจารีตอันไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย เป็นสิ่งที่จะต้องช่วยกันธำรงรักษาไว้ให้มั่นคงที่สุด
โดยเฉพาะพระธรรมวินัยนั้น พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เพื่อเป็นแบบฝึกหัดขัดเกลาปุถุชนให้พัฒนาขึ้นไปสู่ความเป็นอริยชน ท่านผู้ใดปฏิญญาว่าท่านเป็นปุถุชน ท่านผู้นั้นยิ่งจำเป็นต้องปฏิบัติตามให้เข้มแข็งสุดความสามารถ
จารีตอันดีงามของพระสงฆ์ไทยนั้น ท่านผู้ที่รักษาสืบต่อกันมาก็เป็นปุถุชนเช่นเดียวกับพวกเรานี่แหละ เพราะฉะนั้น คนรุ่นเราจึงอยู่ในวิสัยที่สามารถจะรักษาสืบต่อไปได้อย่างแน่นอน
...................
บทความ “ความรู้เรื่องการประเคน” มีเจตนาที่จะถวายกำลังใจให้แก่พระภิกษุสามเณรที่สละชีวิตทางโลกมาดำรงชีวิตทางธรรม ขอให้มีฉันทะอุตสาหะศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจแตกฉาน แล้วมีความกล้าหาญที่จะมุ่งมั่นประพฤติปฏิบัติตามให้ดีที่สุด
ถ้ามีถ้อยคำหนักเบาไปบ้างในที่ใดๆ โปรดทราบว่ามิได้มีเจตนาจะล่วงเกินด้วยประการใดๆ ทั้งสิ้น กราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ด้วยความเคารพยิ่ง
-----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๗ กันยายน ๒๕๖๕
๑๗:๓๘
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ