สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
อย่างไหนเป็นเสรีภาพและอิสรภาพ
ถาม เสรีภาพและอิสรภาพตามแนวของพุทธศาสนา นั่นคือข้อใดใน ๔ ข้อนี้
๑ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ
๒. คิด พูด ทำได้เต็มที่ ไม่ต้องสำรวมระวัง
๓. คิด พูด ทำได้ทุกกาลเวลาและสถานที่ ถ้าคิดดี พูดจริง ทำจริง
๔. ปฏิบัติตามมรรค มีองค์ ๘ ก็จะได้อิสรเสรีภาพขึ้นมาเอง
ตอบ เป็นการถามถึงเสรีภาพและอิสรภาพตามแนวของพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นคำตอบข้อสุดท้ายจึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องและตรงที่สุด คือปฏิบัติตามมรรค มีองค์ ๘ อันเป็นทางสายกลาง เป็นทางเพื่อตรัสรู้พระนิพพาน และหมดจดจากกิเลส ทั้งมวล
คนที่จะมีเสรีและเป็นใหญ่ในตัวเอง คือมีอิสระแก่ตัวเองนั้น คือคนที่เป็นไท ไม่เป็นทาสของกิเลสตัณหา พระพุทธเจ้าตรัสเรียกคนที่เป็นไทไม่เป็นทาสของกิเลสตัณหาว่า เสรีชน คนที่เข้าถึงความเป็นเสรีชน จึงจะชื่อว่า อิสรชน ได้
คนที่ยังมีกิเลส ล้วนตกอยู่ในอำนาจของกิเลสทั้งสิ้น ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงมีพระราชอำนาจไปทั่วโลก ก็ยังตกอยู่ในอำนาจของกิเลสตัณหา เป็นทาสของกิเลสตัณหา ไม่สามารถจะพ้นไปจากอำนาจของกิเลสตัณหาได้ เพราะฉะนั้น แม้ท่านจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ท่านก็ยังไม่ได้ชื่อว่าเสรีชนและอิสรชน ตามแนว พระพุทธศาสนา หากว่าท่านยังไม่สิ้นกิเลส
ลองคิดดูก็ได้ ประเทศต่างๆ ที่รบราฆ่าฟันกันอยู่ทุกวันนี้ก็ดี ที่แย่งความเป็นเจ้าโลกกันก็ดี ประเทศเหล่านั้นพูดให้ถูกก็คือ ผู้นำของประเทศเหล่านั้นล้วนแต่ต้องการ ครองโลกทั้งสิ้น เขาได้ความเป็นใหญ่มาจากเลือดเนื้อและชีวิตของคนในชาติ และจากน้ำตาของพ่อแม่พี่น้องญาติมิตรของคนที่ตายไป ความเป็นใหญ่ของเขาทำความเดือดร้อน ให้คนอื่นมากมาย บางครั้งทำความเดือดร้อนให้คนและสัตว์ทั่วโลก เพื่อต้องการเพียงความเป็นใหญ่ในโลก แต่ก็ไม่มีใครเป็นใหญ่ได้แท้จริง ไม่ช้าไม่นานก็ล้มหายตายจากกันไป แล้วก็กลับมาเกิดใหม่ ต่อสู้ดิ้นรนแสวงหาความเป็นใหญ่กันต่อไปอีก ไม่จบสิ้น ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหานี้แหละ กิเลสตัณหาจึงเป็นใหญ่เหนือคนเหล่านั้น แต่เสรีชนและอิสรชนในพระพุทธศาสนาคือพระอรหันต์นั้น ท่านอยู่เหนือกิเลส กิเลสท่าอะไรท่านไม่ได้เลย ท่านจึงเป็นเสรีชนและอิสรชนที่แท้จริง และการเป็นพระอรหันต์นั้น ต้องปฏิบัติตามทางสายกลาง คือมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น ข้อปฏิบัติอื่นไม่อาจให้ถึงความ เป็นพระอรหันต์ได้
คนทุกว่านี้ล้วนแสวงหาความเป็นเสรีชนและอิสรชนกันโดยไม่ถูกทางเป็น ส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงต้องประสบกับความทุกข์เดือดร้อนไม่รู้จบ แต่ก็ยังไม่สำนึก ยังคงแสวงหากันเรื่อยไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ หมดลมหายใจในชาตินี้แล้ว เกิดใหม่ ก็ยังตามไปแสวงหากันในชาติใหม่อีก เป็นทาสของกิเลสตัณหาชนิดที่โงหัวไม่ขึ้นทีเดียว คิดๆ ดูก็น่ากลัว ในการที่เราทั้งหลายได้ตายๆ เกิดๆ กันมานาน จนนับชาติไม่ได้ และ ยังจะตายเกิดกันไปอีกนานเท่าไรก็ไม่อาจจะนับได้เช่นกัน บางครั้งก็ได้เกิดในที่ดีมีความสุข บางครั้งก็พลัดลงไปอยู่ในที่ชั่ว ต้องทนทุกข์ทรมานมิใช่น้อย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะเราตกเป็นทาสของตัณหานี้แหละ ถ้าไม่คิดก็สบายดี แต่ถ้าคิดให้ลึกซึ้ง ให้ถ่องแท้ เราจึงจะ เห็นโทษภัยและความน่ากลัวในการที่จะต้องตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ผู้มีปัญญาทั้งหลายจึงแสวงหาทางที่จะพ้นจากความเป็นทาส ด้วยการปฏิบัติตามข้อปฏิบัติ คือมรรค มีองค์ ๘ แล้ว ประกาศความเป็นไท คือความเป็นอิสรชนหรือเสรีชนนี่แหละ
พระบรมศาสดาของเรา ทรงประกาศความเป็นเสรีชนด้วยความองอาจ ภายหลังจากทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าใหม่ๆ ว่า อเนกชาติสังสารัง เป็นต้น ซึ่งแปลว่า เมื่อเราแสวงหานายช่าง คือตัณหาผู้สร้างเรือนยังไม่พบ จึงต้องท่องเที่ยวไปสู่สงสารนับชาติไม่ถ้วน การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนนายช่าง คือตัณหาผู้สร้างเรือน เราพบท่านแล้ว ท่านจะสร้างเรือน คืออัตภาพร่างกายไม่ได้อีกแล้ว ซี่โครงของท่าน คือ กิเลสทั้งมวลเราก็หักเสียแล้ว ยอดเรือน คืออวิชชาเราก็รื้อแล้ว จิตของเราถึงวิสังขาร คือ พระนิพพานแล้ว ได้ถึงความสิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว
พระบรมศาสดาจึงทรงค้นพบความเป็นอิสรชนด้วยพระองค์เอง แล้วยังทรงชี้ทางให้ผู้อื่นได้พบความเป็นอิสรชนนั้นด้วย นับว่าเป็นพระมหากรุณาอย่างใหญ่หลวงหาที่สุดมิได้ หากว่าเราทั้งหลายในปัจจุบันจะได้เห็นคุณค่าของความเป็นเสรีชนแล้ว เราก็ควรจะได้ทำ ตามคำสอนของพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นเพียงผู้ชี้ทางให้เท่านั้น ส่วนการจะเดินไปตามทางนั้นจนบรรลุจุดหมายนั้นเป็นเรื่องของเราเอง ไม่มีใครช่วยใครได้
สรุปว่าความเป็นเสรีชนและอิสรชนที่แท้นั้น คือความเป็นผู้ไม่มีกิเลสอย่างสิ้นเชิง มิใช่อยากทำอะไร คิดอะไร พูดอะไร ก็ทำได้เต็มที่ตามความพอใจของตน

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ