สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ทำไมพระพุทธเจ้าแสดงธรรมขัดกัน
ถาม พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พึ่งตัวเอง แต่ขณะเดียวกัน ในที่บางแห่งก็ตรัสว่า ตัวตนไม่มี ถ้าไม่มีจะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นพ่อ เป็นแม่ ได้อย่างไร ฟังดูขัดกัน ชี้แจง ให้หายสงสัยด้วย
ตอบ คำถามนี้ ฟังดูแล้วเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่ความจริงแล้ว ไม่ขัดกันเลย ทั้งนี้เพราะพระพุทธเจ้านั้นทรงแสดงสัจจะ ๒ อย่าง คือ สมมติสัจจะ และ ปรมัตถสัจจะ สมมติสัจจะ คือความจริงโดยสมมติ ส่วนปรมัตถสัจจะนั้น ได้แก่ ความจริงที่เป็นปรมัตถ์ คือความเป็นจริงที่มีสภาวะรับรอง เช่น ขันธ์ ๕ เป็นต้น คำว่า ขันธ์ เป็นบัญญัติ คือเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นใช้เรียกสภาวธรรม ๕ อย่าง คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ขันธ์ ๕ ที่รวมกันเข้าเป็นรูปร่างต่างๆ คือเป็นนาย ก. บ้าง นาย ข. บ้าง เป็นต้น รูปร่างที่รวมกันเข้า มีวิญญาณ คือใจครองนี้แหละที่เราเรียกว่า คน ยึดว่าเป็นตน คำว่า ตน จึงเป็นบัญญัติตั้งขึ้นมาแทนขันธ์ ๕ ที่รวมกันเข้าเป็นตัวเรา
คำว่า ตน จึงเป็นคำที่รวมเอาขันธ์ ๕ ที่มีทั้งรูปขันธ์และนามขันธ์เข้าไว้ด้วยกัน แต่เพราะความที่ตนไม่มีโดยปรมัตถ์ คือไม่มีโดยสภาวะแต่มีอยู่ตามความจริงโดยบัญญัติ ไม่มีตามความจริงโดยปรมัตถ์ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า ตัวตนไม่มี การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแสดงธรรมทั้งที่เป็นสมมติและปรมัตถ์ ก็เพราะถ้าพระองค์ตรัส แต่ปรมัตถ์อย่างเดียว คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็จะถือว่าการฆ่าสัตว์ไม่บาป เพราะเมื่อ สัตว์ไม่มี การฆ่าสัตว์จะบาปได้อย่างไร เพราะเหตุนั้นทั้งๆที่พระองค์ทรงทราบว่า โดยการตรัสรู้แล้วพระองค์ตรัสรู้ธรรม เพราะความที่ธรรมทั้งหลายมีสภาวะให้รู้ได้ก็จริง แต่ก็ทรงบัญญัติคำหรือชื่อขึ้นมาเรียกสภาวธรรมเหล่านั้น เพื่อความเข้าใจกันอย่างหนึ่ง เพื่อกันความเห็นผิดของผู้ฟังอย่างหนึ่ง มิฉะนั้นคนจะนึกว่าพ่อแม่ไม่มี ผู้มีบุญคุณไม่มี พระพุทธเจ้าไม่มี พระอรหันต์เป็นต้นไม่มี เมื่อเห็นว่าท่านเหล่านี้ไม่มี ก็จะพากันทำบาป ต่อท่านเหล่านั้น มีการกล่าวจาบจ้วงลบหลู่ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้แหละ พระพุทธเจ้าจึง ทรงแสดงสัจธรรมทั้งที่เป็นปรมัตถสัจจะและสมมติสัจจะ
อีกอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มีสมมติสัจจะ เช่น ภาษาต่างๆ ที่ใช้พูด ใช้เขียน กันแล้ว เราจะไม่สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ทั้งทางโลกและทางธรรมได้เลย แม้การจะเข้าถึงสภาวะ อันเป็นปรมัตถ์ ก็ต้องอาศัยสมมติบัญญัติเป็นเครื่องนำทาง เพราะถ้าไม่มีสมมติบัญญัติ พระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถทรงแสดงธรรมเข้าถึงปรมัตถ์ก็ได้ จะเป็นเหมือนพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ธรรมแล้วไม่อาจบอกสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้ ถึงกระนั้นผู้ที่ฟังธรรมเข้าใจ เรื่องราวของปรมัตถ์ดีแล้ว เมื่อเวลาจะเข้าถึงสภาวปรมัตถ์ ก็จะต้องละบัญญัติก่อน จึงจะ เข้าถึงได้ เพราะฉะนั้นสมมติสัจจะ คือสมมติบัญญัติ จึงมีความสำคัญในการที่จะเข้าถึงปรมัตถสัจจะ สัจจะทั้งสองจึงต้องอิงอาศัยกัน จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งมิได้
สรุปว่า ในการศึกษาปรมัตถ์ต้องอาศัยสมมติ ในการปฏิบัติให้ถึงปรมัตถ์ ต้องเพิก คือละบัญญัติ
[right-side]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ