บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๓)
------------------------------
วันพระ-ไปวัด
------------------------------
วันพระ ไปวัด - เป็นกิจวัตรประจำชีวิตอย่างหนึ่งของคนไทย สมัยก่อนนับวันเดือนปีทางจันทรคติ วันนี้กี่ค่ำ เมื่อไรวันพระรู้กันชัด สมัยนี้นับวันเดือนปีทางสุริยคติ วันนี้วันที่เท่าไร ขึ้นแรมหายไปจากการคิดคำนึง วันพระก็เลยจางหายไปด้วย
ภาษาไทยมีคำว่า “พอไปวัดไปวาได้” ใช้พูดถึงสตรีที่รูปร่างหน้าตาค่อนข้างดี แม้จะไม่สวยเด่น แต่ก็ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่จนเกินไป
“ไปวัดไปวา” ก็คือไปทำบุญวันพระ มีคนไปชุมนุมกันมาก แต่งเนื้อแต่งตัวเรียบร้อย เฉพาะสตรีก็ต้องแถม-งามเท่าที่จะงามได้ เข้าไปด้วย เพราะเป็นการไปเข้าสมาคมหรือออกงานอย่างหนึ่ง
การยกเอาการไปวัดมาพูดในฐานะเป็นโอกาสและเป็นที่อวดโฉมของสตรี จึงเป็นการยืนยันว่า การไปทำบุญวันพระเป็นวิถีชีวิตของคนไทย ถึงกับยกเอามาเป็นสำนวนพูดกันในภาษาไทย
- “วันโกนไม่ละ วันพระไม่เว้น” เป็นคำตำหนิคนที่ทำอะไรพร่ำเพรื่อไปหมด ถึงโอกาสควรหยุดได้ก็ไม่หยุดเสียบ้าง
- “พอไปวัดไปวาได้” เป็นคำพูดถึงสตรีที่รูปร่างหน้าตางามพออวดได้
- “วันพระไม่ได้มีหนเดียว” เป็นคำพูดทำนองอาฆาต หมายความว่าโอกาสที่จะทำการแก้ตัวหรือเอาคืนยังมีอีก
- “หน้าบอกบุญไม่รับ” เป็นธรรมเนียมไทย ไปวัดทำบุญมาแล้ว ระหว่างทางกลับบ้าน ผ่านบ้านคนรู้จักหรือได้พบญาติมิตร ก็จะเอ่ยปากแบ่งส่วนบุญให้ ภาษาชาวบ้านที่บอกบุญ (คือบอกให้รับส่วนบุญ) จะพูดว่า “แบ่งส่วนบุญให้ด้วยเน้อ” คนที่ได้รับฟังก็จะตอบว่า “เอ้อ โมทนาบุญเน้อ” (คำสุภาพเป็นทางการก็คือ สาธุ อนุโมทนาบุญด้วย อนุโมทนาบุญด้วยครับ อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ อนุโมทนาบุญด้วยจ้ะ) - นี่คือวัฒนธรรมบอกบุญ-รับบุญ
ใครที่อารมณ์ไม่ดี กำลังหงุดหงิดหรือกำลังโกรธอะไรอยู่ ไม่อยู่ในสภาพที่จะรับบุญได้ ใครมาแบ่งบุญบอกบุญก็จะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น
เวลาไปเจอคนอารมณ์ไม่ดีแบบนี้ จึงมีสำนวนพูดว่า “หน้าบอกบุญไม่รับ”
.......................
สมัยหนึ่ง ทางราชการไทยหยุดราชการวันพระ โรงเรียนก็ปิดเรียนวันพระด้วย เวลานี้เด็กรุ่นที่เคยหยุดเรียนวันพระคงจะเกือบหมดตัวแล้ว ต่อไปใครพูดว่าโรงเรียนหยุดวันพระ คนไทยก็คงไม่เข้าใจ
ลองมาฟังเหตุผลของทางราชการสมัยนั้นกันดู --
.........................................................
สำหรับประเทศไทยเราได้มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติและได้ใช้พุทธศักราชนับปีราชการ จึงสมควรที่จะมีวันหยุดสำหรับบำเพ็ญศาสนกิจด้วย โดยให้หยุดในวันธรรมสวนะและยกเลิกการหยุดวันเสาร์ครึ่งวันเสีย เพื่อข้าราชการและประชาชนจะได้ระลึกถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา และยึดมั่นในพระไตรสรณาคม จะได้ประพฤติแต่ทางที่ชอบที่ควร ในอันที่จะก่อให้เกิดความเรียบร้อยในสังคม จึงได้ลงมติให้แก้ไขวันหยุดราชการประจำสัปดาห์เสียใหม่ คือ
วันหยุดราชการปกติ ประจำสัปดาห์ ให้หยุดวันธรรมสวนะ และวันอาทิตย์ ทั้งนี้ใช้สำหรับโรงเรียนด้วย
.......
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๙
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
.........................................................
หลวงลุงที่เป็นผู้ปกครองผมสมัยที่บวชเณรท่านสั่งว่า เณร วันพระอย่าไปไหนนะ หมายความว่า วันพระให้อยู่แต่ในวัด อย่าออกไปทำธุระที่อื่น
ตอนนั้นยังไม่เข้าใจว่าหลวงลุงสั่งอย่างนั้นทำไม ต่อมาจึงได้พบคำสั่งของคณะสงฆ์สั่งว่า วันพระเป็นวันที่ประชาชนมาทำบุญที่วัด ขอให้เจ้าอาวาสกำชับพระภิกษุสามเณรในวัดต่างๆ ให้อยู่วัดเพื่อต้อนรับปฏิสันถารกับประชาชน ไม่ใช่ว่าคนมาทำบุญ แต่พระเณรไปไหนกันหมด คำสั่งนี้ดูเหมือนจะอยู่ในหนังสือแถลงการณ์คณะสงฆ์ น่าจะอยู่ในช่วงปี ๒๕๐๐ ก่อนหรือหลังไม่นาน (ผมบวชเณรปี ๒๕๐๔)
ขอแรงญาติมิตรที่ถนัดในการค้นหาเอกสารเก่าช่วยค้นต้นฉบับประกาศของรัฐบาลเรื่องหยุดราชการวันธรรมสวนะที่มีข้อความเต็มๆ และแถลงการณ์คณะสงฆ์ที่มีคำสั่งให้พระภิกษุสามเณรอยู่วัดในวันพระ มาให้ดูกันหน่อย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ผมลองหาดูแล้ว ไปไม่เป็นครับ
ประกาศของรัฐบาล (ตามภาพประกอบ) และแถลงการณ์คณะสงฆ์ (ตามที่ผมอ้างถึง) มีนัยสอดคล้องกันชอบกลอยู่ เดาเอาว่าคณะสงฆ์อาจเสนอแนะรัฐบาล จึงมีประกาศออกมา หรือรัฐบาลประกาศด้วยความคิดของรัฐบาลเอง คณะสงฆ์เห็นด้วยจึงรับลูกสั่งไปตามวัดต่างๆ
จำเนียรกาลผ่านมา นานแค่ไหนไม่ทราบ การหยุดราชการวันพระก็ถูกยกเลิกไป เหตุผลในการยกเลิกอ้างกันว่าอย่างไรไม่ทราบ ผมไม่เคยเห็นคำประกาศ
แต่เคยเห็นคำวิจารณ์แว่วๆ ว่าบริษัทห้างร้านไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อราชการ เอกชนไม่ได้หยุดวันพระ ราชการหยุดวันพระ ติดต่องานไม่ได้-ประมาณนั้น
ศาสนาคริสต์หยุดวันอาทิตย์ ไม่ได้ยินว่ามีใครบ่นติดต่องานไม่ได้ เพราะเอกชนก็หยุด ราชการก็หยุด หยุดเป็นสากล จะเห็นได้ว่าอิทธิพลของ “สากล” นั้นไม่ใช่ธรรมดา
แต่พระเดชพระคุณพระธรรมปัญญาภรณ์ (ไพบูลย์ ชินวํโส ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุราชบุรีท่านอธิบายเหตุผลของทางราชการที่เลิกหยุดวันพระให้ผมฟัง ท่านจะรู้มาจากไหนไม่ทราบ ท่านบอกว่า ทางราชการอ้างว่า ที่หยุดวันพระก็เพื่อให้ข้าราชการไปวัด แต่ปรากฏว่าหยุดงานวันพระ ข้าราชการส่วนมากก็ไม่ได้ไปวัดอยู่นั่นเอง กลายเป็นหยุดไปเที่ยว ไม่สมเจตนารมณ์ เพราะฉะนั้น ยกเลิกดีกว่า หยุดเสาร์อาทิตย์เหมือนเดิมดีแล้ว เป็นสากลด้วย - เข้าล็อกสากลอีก
พระพระธรรมปัญญาภรณ์แสดงความเห็นในเชิงแย้งว่า ปกติข้าราชการไปทำงาน พ่อแม่หรือปู่ย่าตายายเฝ้าบ้าน การหยุดราชการวันพระ แม้ตัวข้าราชการเองจะไม่ไปวัด แต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็จะมีโอกาสไปวัดได้ ไม่ต้องเฝ้าบ้านเพราะลูกหลานที่เป็นข้าราชการหยุดงานอยู่บ้านเอง ไปส่งคนแก่ไปวัดแล้วตัวเองกลับบ้านก็ทำได้ เพราะฉะนั้น การหยุดราชการวันพระจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าวัดทำบุญได้อย่างแน่นอน อย่ามองเฉพาะตัวข้าราชการอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงโอกาสของคนในบ้านด้วย
.......................
ประจักษ์พยานอีกจุดหนึ่งที่ยืนยันว่า วันพระไปวัดเป็นกิจวัตรของชาวพุทธจนกลายเป็นวัฒนธรรมของชาววัด ก็คือ มจร และ มมร อันเป็นสถาบันการศึกษาในคณะสงฆ์หยุดเรียนวันอาทิตย์กับวันพระ สอดคล้องกับคำสั่งคณะสงฆ์ (ตามที่ผมอ้างถึง) ที่ว่าวันพระให้พระภิกษุสามเณรอยู่วัด อย่าออกไปไหน ทั้งนี้เพื่อต้อนรับปฏิสันถารชาวบ้านญาติโยมที่มาทำบุญ
วันพระไปวัด - จึงเป็นกิจวัตร เป็นประเพณีที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย ยังไม่เหลือเพียงตำนานเล่าขาน แต่ยังมีผู้คนประพฤติปฏิบัติกันอยู่จริงๆ
แต่จากการติดตามเฝ้าดูอย่างต่อเนื่อง น่าวิตกครับ ทุกวันนี้ มจร และ มมร เข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมของชาวโลกมากขึ้นทุกที บุคลากรของ มจร และ มมร หรือผู้ที่เข้ามาทำกิจกรรมเกี่ยวกับ มจร และ มมร ก็เป็นชาวโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าผู้บริหารไม่แข็งพอ ไม่ตระหนักถึงคุณค่า โดยเฉพาะการหยุดวันพระอันเป็น “อัตลักษณ์” ของพระพุทธศาสนา ในอนาคต การหยุดเรียนวันพระอาจถูกยกเลิกโดยไม่มีใครเห็นว่าเป็นเรื่องเสียหายอะไร หยุดเสาร์อาทิตย์ตามโลกเขาดีกว่า มันเป็นสากล
ถึงตอนนั้น ก็-สวัสดีพระพุทธศาสนาในสถาบันการศึกษาของสงฆ์ไทย
.......................
เขียนมา ๓ ตอนแล้ว ยังไปไม่ถึงประตูวัด
ตอนหน้าน่าจะเข้าประตูได้ครับ
------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๕
๑๖:๕๗
[right-side]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ