สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


รูปแบบการจำแนกธรรมระหว่าง คัมภีร์ธัมมสังคณี ๑ คัมภีร์วิภังค์ ๑ คัมภีร์ธาตุกถา ๑ ต่างกันอย่างไร ? ผู้ศึกษาจะได้ประโยชน์ในรูปแบบที่จำแนกนั้นอย่างไร ?

มีรายละเอียด ดังนี้

๑) ธัมมสังคณีปกรณ์

คำว่า​ " ธัมมสังคณีปกรณ์​ " ประกอบด้วย​ศัพท์ว่า ธัมม หมายเอาสภาวปรมัตถธรรมล้วนๆได้แก่​ จิต​ เจตสิก​ รูป​ และนิพพาน​ ไม่เกี่ยวกับอัตตา​ สัตว์​ บุคคล​ ตัวตน​ เรา​ เขา​ ทีเป็นสมมุติ​บัญญัติ​(อภิธาน​ 784) และศัพท์ว่า​ สังคณี​ สำเร็จมาจาก​ สํ+คณ+อี=สังคณี​ นัยนี้ จึงหมายถึงการนับจำนวนสภาว​ปรมัตถธรรม​ องค์​ธรรมก็คือ​ส่วนที่เป็นมาติกา(แม่บท)​ อีกนัยหนึ่ง​สำเร็จ​มาจาก​ สํ+คห+อี=สังคณี​ นัยนี้จึง​ หมายถึง​การประมวลรวบรวมสภาวปรมัตถธรรม​ องค์ธรรมก็คือส่วนที่เป็นกลไกประมวลรวบรวม​ สภาวปรมัตถธรรม​ ซึ่งมี​ 4​ กัณฑ์​ตามกิจที่ทำ​ ดังนี้​ คือ

      1.จิตตุปปาทกัณฑ์

      2.รูปกัณฑ์

      3.นิกเขปกัณฑ์

      4.อัฎฐ​กถากัณฑ์

ศัพท์​ว่า​ ปกรณ์​ สำเร็จ​มาจาก​ ปปุพโพ+กร​ กรเณ+ยุ=ปกรณ์​ หมายถึง​ คัมภีร์

เพื่อความแจ่มชัดแห่งองค์ธรรมอันเป็นทั้งโครงสร้าง​คัมภีร์​และเป็นทั้งศัพท์เทคนิค​(ศัพท์​วิชาการประจำวิชาการนั้นๆ)​

จักขอขยายทที่มา(อาคม)​พร้อมแจ้งเหตุผล(ยุตติ)​และหลักฐาน​ตามคัมภีร์​ที่อาศัยอ้างอิง

ศัพท์​ว่า​ มาติกา​ มีที่มา​ 2​ นัย​ คือ

      นัยที่​ 1.มาตาวิยาติ=มาติกา​ มีสภาพเหมือนแม่​ เรียกว่า​ มาติกา​ คัมภีร์​วิมติวิโนทนีฎีกา​ขยายความว่า​ มาติกาติ​ อุทฺเทโส, โส​ หิ นิทฺเทสปทานํ​ ชนนิฐาเน ฐิิตตฺตา​ มาตาวิยาติ​ มาติกา​ วุจฺจติ​ ฯ​ แปลว่า​ มาติกาที่เป็นแม่บท​ ก็คืออุทเทสที่เป็น​หัวข้อ, เพราะทั้งคู่นั้น​ ต่างตั้งอยู่ในฐานะผู้ให้นิทเทสที่เป็นข้อย่อยเกิดขึ้นเป็นหลัก(ปธาน)​ดังนั้น​จึกล่าวได้ว่าแม่บท(มาติกา)​เป็นเหมือนมารดาฯ

      นัยที่​ 2.มาตาวิยาติ=มาติกา​ มีสภาพเหมือนคลองส่งน้ำ​ ในคัมภีร์​นิสสยะฎีกาอักษรปัลลวะ​และอักษรสิงหลขยายความว่า​ คลองส่งน้ำย่อมนำน้ำคือมาติกาหลั่งไหล​ลงสู่สระไร่นาสวน​คือนิทเทสบท(ข้อย่อย)​

ประเภทของมาติกา​มี​ 5 ประเภท​ คือ

1.โดยอาศัยจำนวนนิทเทสบท​จำแนก​ มี​ 2​ ประเภท

      1) ติกมาติกา​ มี​ 22​ ติกะ.

      2)ทุกมาติกา​ มี​ 100​ ทุกะ

2.โดยอาศัยบุคคลผู้กล่าวจำแนก​ มี​ 2​ ประเภท

      1) อาทัจจภาษิต​ คือ​ มาติกาที่พระสัมมาสัมะุทธเจ้าทรงแสดง​ ได้แก่​ ติกะ​ 22​ ทุกะ​ 100​ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอภิธรรม​เฉพาะ​

      2) สาวก​ภาษิต​ คือ​ มาติกาที่สาวกแสดง​ ได้แก่​ สุตตันติกทุกมาติกา​ 42 ทุกะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระสูตรเฉพาะ​ที่พระสารีบุตรเถระแสดง

3.โดยอาศัยการสงเคราะห์​ปรมัทถธรรมลงในแต่ละมาติกา​จำแนก มี​ 2​ ประเภท

      1)นิปปเทสมาติกา​ คือ​ มาติกาที่สงเคราะห์​ปรมัทถธรรมได้หมดไม่มีส่วนเหลือ​ ได้แก่​ ติกะ​ 13​ และ​ ทุกะ​ 71

      2) สัปปเทสมาติกา​ คือ​ มาติกาที่สงเคราะห์​ปรมัทถธรรมได้ไม่หมด​ ยังมีส่วนเหลือ​ ได้แก่​ ติกะ​ 9​ และ​ ทุกะ​ 71

4.โดยอาศัยการตั้งชื่อจำแนก​ มี​ 2​ ประเภท

      1)​อาทิสัทธนาม คือ​ มาติกา​ ที่การตั้งชื่อสำเร็จจากบทต้น​ เช่น​ กุสลาติกะ​ เป็นต้น

      2) สัพพลัทธนาม​ คือ​ มาติกา​ ที่การตั้งชื่อสำเร็จมาจากทุกบท​ เช่น​ เวทนาติก เป็นต้น

5 โดยอาศัยส่วนที่เป็นแนวพระอภิธรรม​(อภิธรรม​นัย)​และส่วนที่เป็นแนวพระสูตร(สุตตันตนัย)​ มี​ 3​ ประเภท

      1) ติกมาติกา​ มี​ 22​ ติกะ

      2) ทุกมาติกา​ มี​ 100​ ทุกะ

      3) สุตตันติกาทุกมาติกา​ มี​ 42 ทุกะ

ลำดับตอนที่แสดง​ มี​ 4​ กัณฑ์

      1.จิตตุปปาทกัณฑ์​(ตอนที่ทรงแสดงเรื่องจิตและเจตสิก

      2.รูปกัณฑ์​ ตอนที่ทรงแสดงเรื่องรูป

      3.นิกเขปกัณฑ์​ ตอนที่ทรงแสดงคัดแยกมาติกาเป็นหมวดย่อย​(บท)​ คือ​ ติกมาติก​า ธรรมหมวดสาม​ 22​ ติกะ​ เป็น​ 66 บท, ทุกมาติกา​ ธรรมหมวดสอง​ 100​ ทุกะ​ เป็น​ 200 บ​ท

      4.อัฎฐกถากัณฑ์​ ตอนที่ทรงแสดงการสรุป

องค์​ธรรมของอภิธรรม​นัย(ติกะ​ 22+ทุกะ100)

ยกเว้นสุตตันตนัย( ทุกะ​ 42)

๒) วิภังค์ปกรณ์

หมายถึง​คัมภีร์​ที่แสดงการจำแนกธรรม​ ซึ่งการจำแนกธรรม​ มี​ 2​ รูปแบบ​ คือ

1.แบบคัดแยกธรรมเป็นข้อย่อย​ เช่น​ กุสลติกะ​ แบงแยกเป็น​ 3​ ข้อย่อย​ คือ

      1)กุสลา ธัมมา

      2)อกุสลา​ ธัมมา

      3)อพยากตา​ ธัมมา

รูปแบบนี้่​ ใช้ในธัมมสังคณี​ปกรณ์

      2.แบบคัดรวมเป็นหมวดธรรม​ เช่น​ รวมธรรมที่จัดเป็นหมวดขันธ์​ได้​ ธรรมเหล่านั้น​ ต้องประกอบด้วยลักษณะ​ 11​ อย่าง​ คือ​ เป็น​ อดีต​ อนาคต​ ปัจจุบัน(3), เป็นไป​ ภายใน​ ภายนอก​(2), มี​ หยาบ​ ละเอียด (2), มี​ เลว​ ประณีต (2), มี​ อยู่ไกล้​ อยู่ใกล้​ (2) รูปแบบ​นี้​ใช้ใน วิภังค์ปกรณ์

      แบบ​ ธัมมสังคณีปกรณ์​ มี​ บทมาติกาเป็นบทตั้งเป็นอภิธรรม​ภาชนียนัยล้วน​ ส่วนแบบวิภังค์ปกรณ์​ มี​ บท​ 18​ วิภังค์​ เป็นบทตั้ง​ มีทั้งส่วนทีเป็นอภิธรรมภาชนียนัย, ส่วนทีเป็นสุตตันตภาชนียนัย​ และ​ ส่วนที่นำมาจากพระวินัยคือศีล​ 5​ เพื่อเป็นแนวตัวอย่างของบทตั้ง(สิกขาบทวิภังค์)​ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ​ปัญหาปุจฉกนัย

      สมจริงดังคัมภีร์​นิสสยะ​ อักษรปัลลวะ​ อักษร​สิงหล​ และอักษรขอม​ อธิบาย​ความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างธรรมที่เป็นบทตั้ง(บท​ 18​ วิภังค์)​ เปรียบ​ได้​กับเครื่องเครื่องยนต์​ ส่วนที่เป็นกลไกเปรียบได้กับอภิธรรมภาชนียนัย​ ส่วนที่เป็นระบบเปรียบได้กับสุตตันตภาชนียนัย​ ส่วนแนวที่เป็นตัวอย่าง​พระวัยเปรียบ​ได้​กับผู้ใช้เครื่องยนต์​ ชึ่งจะรู้ระเบียบ​การใช้เครื่อง​ยนต์​ได้ต้องอาศัยการถามตอบ(ปัญหา​ปุจฉกนัย)

ในวิภังค์ปกรณั จึงมีธรรมเป็นบทตั้งได้​ 18​ วิภัังค์​ ดังนี้

      1.ขันธวิภังค์​ การจำแนกขันธ์

      2.อายตนวิภังค์​ การจำแนกอายตนะ

      3.ธาตุวิภังค์​ การจำแนกธาตุ

      4.สัจจวิภังค์​ การจำแนกสัจจะ

      5.อินทรียวิภังค์​ การจำแนกอินทรีย์

      6.ปฏิจจสมุปปาทวิภังค์​ การจำแนกปฏิจจสมุปบาท

      7.สติปัฏฐานวิภังค์​ การจำแนกสติปัฏฐาน

      8.สัมมัปปธานวิภังค์​ การจำแนกสัมมัปปธาน

      9.อิทธิปาทวิภังค์​ การจำแนกอิทธิบาท

      10.โพชฌังควิภังค์​ การจำแนกโพชฌงค์

      11.มัคคังควิภังค์​ การจำแนกองค์​มรรค

      12.ฌานวิภังค์​ การจำแนกฌาน

      13.อัปปมัญญาวิภังค์​ การจำแนกอัปปมัญญา

      14.สิกขาปทวิภังค์​ การจำแนกสิกขาบท

      15.ปฏิสัมภิทาวิภังค์​ การจำแนกปฏิสัมภิทา

      16.ญาณวิภังค์​ การจำแนกญาณ

      17.ขุททกวิภังค์​ การจำแนกอกุศล​ธรรมต่างๆ

      18.ธัมมหทยวิภังค์​ การจำแนกธรรมอันเปรียบเสมือนดวงใจ

      เพื่อให้เห็นประจักษ์​ถึงองค์​ธรรมที่ใช้หลักจำแนกธรรม​ ทั้งแนวคัดแยก(ธัมมสังคณีปกรณ์)​ และทั้งแนวคัดรวม(วิภังค์ปกรณ์)​ คัมภีร์​อภิ.มูลฎีกา​ 2/2 จึงกล่าวสำทับความว่า​ ในธัมมสังคณีปกรณ์​ทรงใช้ลำดับกัณฑ์​ทั้ง​ 4​ เป็นหลัก​จำแนก​ เพื่อให้สอดข้องกับกิจในอริยสัจ​ 4​ ในวิภังค์ปกรณ์​ ทรงใช้คุณ​สมบัติของ​บทวิภังค์ทั้ง​ 18​ เป็นหลักจำแนก​ เพื่อให้สอดข้องกับ​ อาเวนีกธรรม​ 18​ อันเป็นคุณ​สมบัติเฉพาะ​พระองค์​ ชึ่งสามารถอาศัยเป็นเหตุให้ทราบได้ว่า​ ทำไมติกมาติกา, ทุกมาติกา​ ส่วนไหนบ้าง​ สงเคราะห์​ได้ครบหรือไม่​ครบ​ บทวิภังค์ขัอทึ่ 5​ และข้อที่​ 14​ มีส่วนของการรู้จักใช้เครื่องยนต์​(รู้ระเบียบ=ปัญหา​ปุจฉกนัย)​เป็นประธาน​ บทวิภังค์ข้อที่​ 16​ และ​ ข้อที่​ 17​ มีส่วนรู้จักระบบ=สตตันตภาชนียนัยเป็นประธาน​ บทวิภังค์ข้อที่​ 18​ มีส่วนรู้จักหัวใจของเครื่องยนต์​(ธรรมะ)​อันเป็นหลักศูนย์กลาง​สัมพันธ์​เชื่อมโยง​กลไก(พระอภิธรรม)​ ระบบ(พระสูตร)​ ระเบียบ​(พระวินัย)

      แม้นเพียงแค่​เรื่องการจำแนกธรรม​ ทั้งแบบธัมมสังคณีปกรณ์​ และแบบวิภังค์ปกรณ์​ ผู้ใคร่ธรรมทั้งหลายก็จะมองเห็นความสุขุมลุ่มลึกละเอียดพิสดาร​ในแง่มุมต่างๆอันเป็นพระสัพพัญญุต​ญาณ​ของพระพุทธองค์​ แล้วไฉนเล่า​ ธาตุกถาปกรณ์, ปุคคล​บัญญัติ​ปกรณ์, กถาวัตถุปกรณ์​ฺ, ยมกปกรณ์, มหาปัฏ​ฐาน​ปกรณ์​จักไม่ทวีความเข้มข้นยิ่งๆขึ้นไปอีกหรือ? ควรหรือไม่หนอที่พวกเราชาวพุทธ​ที่โชคดีเกิดมาพบพระพุทธ​ศาสนาที่ดำรง​อยู่​จักไม่พากันศึกษาอนุรักษ์​ไว้ให้ลูกหลาน​ของเรา​ครับ

๓) ธาตุกถาปกรณ ์

      เป็นปกรณ์​ที่รวบรวม​ธรรมทีจำแนกแบบคัดรวม​ คือสังเคราะห์​เป็นหมวดธรรมในแนววิภังค์ปกรณ์​(125 บท)​ กับธรรมที่จำแนกแบบคัดแยกเป็นประเภทธรรม​ ในแนวธัมมสังคณีปกรณ์(266 บท)​ และในแนวธาตุกถาปกรณ์​โดยตรงฃึ่งจำแนกเป็นเชิงซ้อนเป็นหลักอยู่แล้ว(105 บท)​ด้วยแม่บทเป็นที่เป็นวิธีการ​ 14​ วิธี​ (นยมาติกา)​ที่จำเป็นต้องจำแนกสภาวธรรมในแนววิภังคปกรณ์​และในแนวธัมมสังคณีปกรณ์​ซ้ำอีกครั้งให้เป็นเชิงซ้อน)​เพื่อให้เห็นว่า​ บทสภาวธรรมทั้ง​ 3 แนว​ เกี่ยวข้องสัมพันธ์​กับ​ ขันธ์​ 5​ อายตนะ​ 12​ และธาตุ​ 18​ อย่างไร? ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้ทราบถึงหลักการปฏิบัติธรรมต่ออีกทอดหนึ่ง​ กล่าวคือ​ ขันธ์​ 5​ เป็นที่ตั้งแห่งความเห็นผิดว่า​ เป็นอัตตา​ ตัวตน​ เราเขา(สักกาย​ ทิฏฐิ=อัตตานุทิฏ​ฐิ)​ อันเป็นต้นเหตุแห่งความเห็นผิดทั้งสิ้น​ ที่ปรากฏเป็นลัทธิ​ 62​ นั่นแหละ​ อายตนะ​ 12​ เป็นที่อาศัยให้กิเลสรั่วรดใจ​ ซึ่งต้องสำรวมทั้งทวารกรรม​ คือ​ กาย​ วาจา​ ใจ​ ด้วยปาติโมกขสังวรศีล​ ​ทั้งต้องสำรวมทวารอินทรีย์​ มี​ ตา​ หู​ เป็นต้น​ ด้วยอินทรีย์สัวรศีล​ ส่วนธาตุ​ 18​ นอกจากเป็นที่อาศัยให้กิเลสรั่วรดใจแล้ว​ ยังเป็นที่อาศัยให้ทราบว่าการจะรักษาทั้งปาติโมกขสังวรศีล​ ทั้งอินทรีย์สังวรศีลใหได้หมดจดบริบูรณ์​เป็นวิสุทธิศีลเพื่อเป็นบาทฐาน​ให้แก่วิปัสสนาได้จำต้องอาศัยสติสัมปชัญญะอย่างจะขาดเสียมิได้​ เพราะธาตุมีขอบเขตที่กว้างกว่าอานุภาพที่โดดเด่นกว่าขันธ์​และอายตนะดังกล่าว​ ปกรณ์​นี้จึงได้ชื่อว่า​ " ธาตุกถาปกรณ์​ " ตามขอบเขตและอานุภาพที่เหนือกว่า​(สาติสยนัย)​นั่นเอง

      ธาตุกถาปกรณ์นี้จึงลึกซี้งละเอียดพิสดาร​กว่าธัมมสังคณีปกรณ์​ และวิภังค์ปกรณ์​ เพราะปกรณ์​ทั้ง​ 2​ เป็นการจำแนกธรรมเชิงเดี่ยว​ มีแม่บท(มาติกา)​จำเพเาะเป็นบทตั้ง(บทมูล)​ในธัมมสังคณีปกรณ์​ก็คือบทกัณฑ์​ทั้ง​ 4​ กัณฑ์​ เพียงอย่างเดียวที่ดำรงอยู่ในฐานะที่เป็นแม่บท(มาดิกา)​ได้​ ใ​นวิภังค์ปกรณ์ก็คือบทวิภังค์ทั้ง​ 18​ วิภังค์​ เพียอย่างเดียวทีดำรงฐานะเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้​ จึงไม่จำเป็นต้องมีบทเพิ่มเติมเข้ามาท(บทมูลี)​และบทมูลกะอันเป็นผังแสดงรองรับก็ชัดเจนได้​ เพราะเป็นการจำแนกเชิงเดี่ยวนั่นเอง​ ส่วนธาตุกถาปกรณ์​เป็นการจำแนกเชิงซ้อน​ องค์ประกอบในการจำแนกทั้งหมด​ จึงมีฐานะเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้ทั้งหมด​ รวม​ 5​ มาตืกา แม้จะมีแม่บทที่เป็นวิธีการจำแนก(นยมาติกา)​เป็นหลักก็ตาม​ แต่สถานภาพของบทธรรมที่นำมาจำแนกต่างกัน​ รวมทั้งต้องสังกัดอยู่ในมาติกาทั้ง 5​ ด้วย​ จึงส่งผลต่อบทมูลและบทมูลีว่าจะมีได้หรือไม่​ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธรรมที่บทคาถากำกับและบทวิธีการจำแนก​(นยมาติกา)​ 14​ วิธีกำหนด​ สวนศัพท์มูลกะ​หมายถึงฝัง​ตาราง ถ้าใช้แสดงเป็นวิธีกำหนดจำนวนสภาวธรรมเป็นบทตั้ง(บทมูล)​ว่ามีเท่าไร? ก็เรียกว่า​ มูลกนัย​ เช่น​ เอกมูลกนัย เป็นต้น ส่วนบทปุจฉา​วาระ และบทวิสัชนา​วาระ ก็คืิบทสรุป​ในแต่ละครั้งที่จำแนก​ ซึ่งต้องมีประกอบทุกครั้ง​ เพราะความกระจ่างชัดของการจำแนกเชิงซ้อนปรากฏ​ที่ส่วนดังกล่าว

เนื้อหาธาตุกถาปกรณ์​ จึงมี​ 2​ ภาค​ คือ​ ภาคอุุทเทศ​ แสดงส่วนที่เป็นหัวข้อ​ กับภาคนิทเทส แสดงส่วนที่เป็นรายละเอียด​ ดังนี้

ก.ส่วนที่เป็นภาคอุทเทส​ แสดงธรรมที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมดมีสถานภาพเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้ทั้งหมด​ เพื่อบอกให้ทราบโดยปริยายว่าเป็นปกรณ์การจำแนกเชิงซ้อน​ มี​ 5​ มาติกา​ คือ

1.นยมาติกา​ คือ​ แม่บทที่เป็นส่วนแสดงวิธีจำแนกสภาวธรรมเป็นเชิงซ้อน​ 14​ นัย

      1) สงคโห อสงฺคโห​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีทั้ง​ส่วนที่สังเคราะห์​กันไม่ได้​ มีทั้งส่วนที่สังเคราะห์​กันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า สังคหาสังคหนัย​

      2)​ สงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสังเคราะห์​กันไม่ได้​ เกี่ยวข้อง​กับที่มีส่วนสังเคราะห์​กันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สังคหิเตนอสังคหิตนัย

      3) อสงฺคหิเตน​ สงฺคหิตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสงเคราะห์​กันได้เกี่ยวข้องกับส่วนที่สังเคราะห์​ไม่ได้​ จึง​เรียกนัยนี้ว่า​ อสังคหิเตนสังคหิตนัย

      4) สงฺคหิเตน​ สงฺคหิตํ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสงเคราะห์​กันได้​ เกี่ยวข้อง​กับส่วนที่สงเคราะห์​กันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สังคหิเตนสังคหิตนัย

      5) อสงฺคหิเตน​ อสงฺคหิตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสังเคราะห์​กันไม่ได้เกี่ยวข้องกับส่วนทีสังเคราะห์​กันไม่ได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ อสังคหิเตนอสังคหิตนัย

      6) สมฺปโยโค วิปฺปโยโค​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีทั้งส่วนประกอบกันได้​ มีทั้งส่วนประกอบกันไม่ได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สัมปโยควิปปโยคนัย

      7) สมฺปยุ​ตฺเตน​ วิปฺปยุตฺตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนประกอบกันไม่ได้​ เกี่ยวข้องกับส่วนที่ประกอบกันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สัมปยุตเตนวิปปยุตตนัย

      8. วิปฺปยุตฺเตน​ สมฺปยัตฺตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนประกอบกันได้​ เกี่ยวข้องกับส่วนที่ประกอบกันไม่ได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ วิปฺปยุต​เตนสัมปยุตตนัย

      9) สมฺปยุต​ฺเตน​ สมฺปยุตฺตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรม​มีส่วนประกอบกันได้​ เกี่ยวข้องกับส่วนที่ประกอบกันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สัมปยุตเตนสัมปยุตตนัย

      10) วิปฺปยุตฺเตน​ วิปฺฺปยุตฺฺตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนประกอบกันไม่ได้​ เกี่ยวข้องกับส่วนที่ประกอบกันไม่ได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ วิปปยุตเตนวิปยุตตนัย

      11) สงฺคหิเดน​ สมฺปยุตฺตํ​ วิปฺปยุตฺตํ​ คือ​ นัยที่สถาวธรรม​ มีทั้งส่วนที่ประกอบกันไม่ได้​ มีทั้งส่วนที่ประกอบกันได้​ เกี่ยวข้องกับส่วนที่สังเคราะห์​กันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สังคหิเตนสัมปยุตตวิปปยุตตนัย

      12) สมฺปยุตฺเตน​ สงฺคหิตํ​ อสงฺคหิตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรม​ มีทั้งส่วนที่สังเคราะห์​กันไม่ได้​ มีทั้งส่วนที่สังเคราะห์​กันได้​ เกี่ยวข้องกับส่วนที่ประกอบกันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สัมปยุตเตนสังคหิตาสังคหิตนัย

      13) อสงฺคหิเตน​ สมฺปยุตฺตํ​ วิปฺปยุตฺตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรม​ มีทั้งส่วนที่ประกอบกันไม่ได้​ มีทั้งส่วนที่ประกอบกันได้​ เกี่ยวข้องกับส่วนที่สังเคราะห์​กันไม่ได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ อสังคหิเดนสัมปยุุตตวิปปยุตตนัย

      14) วิปฺปยุตฺเตน​ สงฺคหิตํ​ อสงฺคหิตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรม​ มีทั้งส่วนที่สังเคราะห์​กันไม่ได้​ มีทั้งส่วนที่สังเคราะห์​กันได้​ เกี่ยวข้อง​กับส่วนที่ประกอบกันไม่ได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ วิปยุตเตนสังคหิตาสังคหิตนัย

เมื่อรู้ข้อความจากนยมาติกาทั้ง​ 14​ ข้อแล้ว​ อค์สภาวธรรม​ และสถานภาพขององค์สภาวธรรม​ ก็จะรู้ได้จากลิงค์และพจน์​ ตัวอย่าง​ เช่น

สงฺคโห ก็คือ​ ขันธนิทเทสที่เป็นเอกพจน์​ มีสถานภาพเป็นบทเภทสุทธ

สงฺคหิตา​ ก็คือ​ ขันธนิทเทสที่เป็นพหูพจน์​ มีสถานภาพเป็นบทมูล​ บทมูลี เพราะมีลืงค์ตรงกับขันธ์นั่นเอง

สงฺคหิตํ​ ก็คือ​ อายตนะนิทเทสที่เป็นเอกพจน์​ มีสถานภาพเป็นบทเภทสุทธ

สงฺคหิตานิ ก็คือ​ อายตนะนิทเทสที่เป็นพหูพจน์​ มีสถานภาพเป็น​ บทมูล​ บทมูลี เพราะมีลิงค์​ตรงกับอายตนะนั่นเอง

จำนวนบทที่แสดงได้ในแต่ละนยมาติกาก็ทราบได้โดยอาศัยมูลกมาติกา​ ตัวอย่างเช่น

ปฐมนยมาติกา​ สงฺคโห​ อสงฺคโก​ แสดงได้​ 371 บท

ทุติยนยมาติกา​ สงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ​ แสดงได้​ 42 บท

      บทสรุป​ความทั้งหมด ในแต่ละครั้งที่จำแนก​ ก็ทราบได้​ โดยอาศัย​บทปุจฉาวาระ​ และบทวิสัชนาวาระ​ อันเป็นเหตุให้อ่านผังตารางได้ทะลุปรุโปร่ง​ ประดุจอ่านแผนที่ค้นหาทรัพย์

2.อัพภันตรมาติกา​ คือ​ แม่บทที่เป็นส่วนแสดงองค์สภาวธรรมในธาตุกถาปกรณ์​ ซึงเป็นปกรณ์​ที่จำแนกสภาวธรรมเป็นเชิงซ้อน​ ดังนั้นสภาวธรรม​ จากหมวดธรรม​ 22​ หมวด​ จึงจำเป็นต้องแยกเป็นส่วนของเชิงเดียว​และเป็นส่วนของเชิงซ้อนให้ชัดเจน​ ดังนี้

ก.ส่วนของเชิงเดี่ยว

เมื่อนับจำนวนส่วนที่เป็นแม่บทชิงเดียวอย่างละเอียดครบถ้วน(ปูรณปทนิทเทส​)​ จึงได้​ 125 บท​ ดังนี้

      1.ขันธ์​ 5

      2.อายตนะ​ 12

      3.ธาตุ​ 18

      4.สัจจะ​ 4

      5.อินทรีย์​ 22

      6.ปฏิจจสมุปบาท​ 12

      7.สติปัฏฐาน​ 4

      8.สัมมัปปธาน​ 4

      9.อิทธิบาท​ 4

      10.ฌาน 4ง

      11.อัปปมัญญา​ 4

      12.อินทรีย์​ 5

      13.พละ​ 5

      14.โพชฌงค์​ 7

      15.อริยมรรค​มีองค์​ 8

      16.ผัสสะ​

      17.เวทนา

      18.สัญญา

      19.เจตนา

      20.จิต

      21.อธิโมกข์

      22.มนสิการ

รวม​ 125​ บท

ที่รู็ว่า​ เป็นบทสภาวธรรม​ที่จำแนกเป็นแบบคัดรวมเป็นหมวดธรรม​ เพราะตั้งแต่ข้อที่​ 7​ ถึงข้อที่​ 15​ มีจำนวนตัวเลขที่เป็นเครื่องหมายการคัดรวมเป็นหมวดธรรมกำกับ​ ซึ่งก็ตรงกับวิภังค์​ ข้อที่​ 1-13​ ในวิภังค์ปกรณ์​นั่นเอง​ แต่ปฏิจจสมุปบาท​ 12​ เว้นนัยที่แสดงเป็นประเภท​ จึงเพิ่ม​ อินทรีย์​ 5​ พละ​ 5​ รวมเป็น​15​ บท

ข.ส่วนของเชิงซ้อน

เมื่อนับจำนวนส่วนที่เป็นแม่บท(มาติกา)​เชิงซ้อนเฉพาะอย่างเดียว(เอกปทนิทเทส​)​ จึงได้​ 105 บท​ ดังนี้

      1.ขันธ์​ 5

      2.อายตนะ​ 12

      3.ธาตุ​ 18

      4.สัจจะ​ 4

      5.อินทรีย์​ 22

      6.ปฏิจจ​สมุปบาท​ 28

      7.สติปัฏฐาน

      8.สัมมัปปธาน

      9.อิทธิบาท

      10.ฌาน

      11.อัปปมัญญา

      12.อินทรีย์

      13.พละ

      14.โพชฌงค์

      15.มรรค

      16.ผัสสะ

      17.เวทนา

      18.สัญญา

      19.เจตนา

      20.จิต

      21.อธิโมกข์

      22.มนสิการ

      รวม​ 105​ บท

      ที่รู็ว่า​ เป็นบทสภาวธรรมที่จำแนกเป็นแบบเชิงซ้อน​ ก็เพราะ​ตั้งแต่ข้อที่​ 7​ ถึงข้อที่​ 15​ ไม่มีจำนวนตัวเลขกำกับ​ เพราะมุ่งหมายถึงสภาวที่เป็นองค์องค์​ธรรมทำกิจ​โดยตรงเช่นหมวดสติปัฏฐาน​ 4​ ก็คือตัวสติที่เข้าไปกำหนดแยกนาม-รูป​(อุปคัณหนะ)​เป็นลักษณะ​ ไม่ใช่ตัวสติทั่วไปที่ไม่เลื่อนลอย​(อปิลาปนะ)​เป็นลักษณะ​ และสภาพใจเป็นใหญ่เป็นประธานด้วยหมวดธรรม​ เช่นด้วยหมวดอิทธิบาท​ 4​ นับเป็นหนึ่งเพราะสภาพใจเป็นใหญ่เป็นประธานด้วยธรรมหมวดนั้นๆ​ ความว่าใจมีสภาพถึงความสุดด้วยหมวดธรรมนั้นๆนั่นเอง​ แต่ปฏิจจมุปบาท​เว้นนัยที่แสดงเป็นประเภท​ จึงต้องเพิ่มสภาพที่ใจเป็นใหญ่​เป็นประธานด้วยหมวดอินทรีย์​ 5, หมวดพละ​ 5​ อย่างละหนึ่งสภาพ​ จึงรวมเป็น​ 15​ ข้อ

ปฏิจจสมุปบาท​ มี​ 3​ นัย

      1.นัยที่นับเป็นองค์​ มี​ 12​ ส่วน(บท)​ เพื่อให้เห็นวัฏฏจักร์​ 3​ กิเลส, กรรม​ และวิบาก​ เป็นปัจจัยสืบเนื่องกันเป็นวงจรไม่ขาดสายได้สะดวก ​คือ​ อวิชชา​ สังขาร​ วิญญาณ​ นามัยรูป​ สฬายตนะ​ ผัสสะ​ เวทนา​ ตัณหา​ อุปาทาน​ ภพ ชาติ​ ชรามรณะ

      2.นัยที่นับเป็นประเภท​ มี​ 18​ ส่วน(บท)​ เพื่อให้เห็นวัฏฏทุกข์​ดำเนินไปไม่จบไม่ไม่สิ้นตราบเท่ากิเลสยังไม่หมดสิ้นได้สะดวก​ คือ​ อวิชชา​ สังขาร​ วิญญาณ​ นามรูป​ สฬายตนะ​ ผ้สสะ​ เวทนา​ ตัณหา​ อุปาทาน​ ภพ ชาติ​ ชรา​ มรณะ​ โสกะ​ ปริเทวะ​ ทุกข์​ โทมนัส​ อุปายาส

      3.นัยที่นับพิสดาร​เป็นเชิงซ้อน มี​ 28 ส่วน(บท)​ เพื่อให้เห็นแง่มุมการปฏิบัติ​ดับวัฏฏทุกข์อย่างสิ้นเชิงได้สะดวก​ คือ​ อวิชชา​ สังขาร​ วิญญาณ​ นามรูป​ สฬายตนะ​ ผัสสะ​ เวทนา​ ตัณหา​ อุปาทาน​ กัมมภวพ อุปปัตติภพ(9) กามภพ​ รูปภพ​ อรูปภพ(โดยตัณหา)​ สัญญีภพ​ อสัญญีภพ​ เนวสัญญีนาสัญญีภพ(โดยสัญญา)​ เอกโวการภพ​ จตุโวการภพ​ ปัญจโวการภพ(โดยขันธ์)​ ชาติ​ ชรา​ มรณะ​ โสกะ​ ปริเทวะ​ ทุกข์​ โทมนัส​ อุปายาส

      ที่นับ​เป็นองค์นั้นนับตามลักษณะ​ คือ​ โสกะ​ ปริเทวะ​ ทุกข์​ โทมนัส​ อุปายาส​ ทั้ง​ 5​นี้ไม่ต้องนับโดยเฉพาะ​ นับรวมเข้าในชรามรณะด้วยกัน​ เพราะเมื่อว่าโดยลักษณะแล้ว​ ชรามรณะ​กับ​ โสกะ​ ปริเทวะ​ ทุกข์​ โทมนัส​ อุปายาส​ ต่างล้วนมีลักษณะ​เหมือนกัน​ คือ​ มีอนิฏฐลักษณะ​ แปลว่า​ มีสภาพที่ไม่น่าปรารถนา​ไม่่่น่ายินดีเป็นลักษณะ​ อีกประการหนึ่ง​ ชรามรณะกับโสกะ​ ปริเทวะ​ ทุกข์​ โทมนัส​ และอุปายาส​ ต่างก็เป็นผลที่ได้รับมาจากเหตุอันเดียวกัน​ คือชาตินั่นเอง

ที่นับเป็นประเภทนั้นนับความต่างกันของสภาวะมิใช่สาธารณะ

ส่วนที่นับพิสดารเป็นเชิงซ้อนซึ่งเป็นเป้าหมาย​หลักของธาตุกถาปกรณ์​โดยตรง

3.นยมุขมาติกา​ คือ​ แม่บทที่เป็นส่วนกำหนดหลักการของวิธีการทั้ง​ 14​ วิธี​ ว่ามี​ 4​ แบบ​ คือ

      1)​แบบ​ ตีหิ สงฺคโห ก็คือแบบที่สภาวธรรมสังเคราะห์​เข้ากันได้กับหมวดธรรม​ 3​ หมวด​ หมายถึงการจำแนกสภาวธรรมแบบคัดรวมกันเป็น​ หมวดขันธ์​ หมวดธาตุ​ หมวด​ อายตนะ​

      2)แบบ​ ตีหิ อสงฺ็.คโห ก็คือ​ แบบที่สภาวธรรมสงเคราะห์​เข้ากันไม่ได้กับหมวดธรรม​ 3​ หมวด​ หมายถึงการจำแนกสภาวธรรมแบบคัดรวมกัน​เป็น​ หมวดขันธ์​ หมวดอายตนะ​ หมวดธาตุ

      3.)​แบบ​ จตูหิ​ สมฺปโยโค ก็คือแบบที่สภาวธรรม(ฝ่าย​นามธรรม)​ประกอบเข้ากันได้เป็นประเภททนามธรรม​ 4​ ประเภท หมายถึงการจำแนกสภาวธรรมฝ่ายนามธรรมเป็นแบบคัดแยกออกจากกันเป็นประเภทนามขันธ์​ 4​ คือเวทนาขันธ์​ สัญญาขันธ์​ สังขารขันธ์​ และวิญญาณขันธ์

      4.)แบบ​ จตูหิ​ วิปฺปโยโค​ ก็คือ​ แบบที่สภาวธรรม(ฝ่ายรูปธรรม)​ประกอบเข้ากันไม่ได้​เป็นนามธรรม​ 4​ ประเภท​ หมายถึงการจำแนกสภาวธรรมฝ่ายรูปธรรมเป็นแบบการขัดแยกออกจากกัน เป็นประเภทนามขันธ์​ 4​ คือ​ เวทนาขันธ์​ สัญญาขันธ์​ สังขารขันธ์​ และ​ วิญญาณขันธ์

การสังเคราะห์​สภาวธรรม​ มี​ 4​ แบบ คือ

      1.แบบ​ ชาติสังคหะ​ โดยอาศัยสภาวธรรมมีเชื้อชาติเป็นอย่างเดียวกัน​ จึงส่งผลมีสถานภาพ​เป็นพวกเดียวกันนั่นเอง​ ตัวอย่างเช่น​ ที่​ทรงตรัสว่า​ " วิสาขะผู้มีอายุ​ สภาวธรรมเหล่านี้​ คือ​ สัมมาวาจา​ สัมมากัมมันตะ​ สัมมาอาชีวะ​ สังเคราะห์​เป็นพวกศีล" (ม.มู 12/462/503)

      2.แบบ​ สัญชาติสังคหะ​ โดยอาศัยสภาวธรรมสืบเชื้อชาติจากแหล่งเดียวกัน​ จึงส่งผลให้มีสถานภาพเป็นฝ่ายเดียวกันนั่นเอง​ ตัวอย่างเช่น​ ที่ทรงตรัสว่า " วิสาขะผู้มีอายุ​ สภาวธรรมเหล่านี้​ คือ​ สัมมาวายามะ​ สัมมาสติ​ สัมมาสมาธิ​ สังเคราะห์​เป็นฝ่ายสมาธิ​"(ม.มู​ 12/462/503)

      3.แบบ​ กืริยาสังคหะ​ โดยอาศัยสภาวธรรมทำงานในแหล่งเดียวกัน​ จึงส่งผลให้มีสถานภาพเป็นกลุ่มเดียวกันนั่นเอง​ ตัวอย่าง​เช่นที่ทรงตรัสว่า​ " วิสาขะผู้มีอายุ​ สภาวธรรมเหล่วนี้​ คือ​ สัมมาทิฏฐิ​ สัมมาสังกัปปะ​ สังเคราะห์​เป็น​กลุ่มปัญญาขันธ์​ (ม.มู​ 12/462/503)

      แบบ​ คณนสังคหะ​ โดยอาศัยการนับจำนวนสภาวธรรมเข้าคณะ(สังกัด)​ ตัวอย่าง​ เช่น​ จักขายตนะสังเคราะห์​เข้ากับรูปชันธ์(จำนวนรูป​ 28)​ได้เท่าไรบ้าง? (อภิ.ก​ 37/471/501)

ในธาตุกถา​ปกรณ์​จึงหมายเอาการสังเคราะห์​แบบ​ คณนสังคหะนั่นเอง

การสัมปยุตต์กันได้ของนามธรรมต้องประกอบพร้อมกันด้วยอาการ​ 4​ อย่าง​ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้​ คือ

      1.เอกุปปาทะ เกิดพร้อมกับ​น

      2.เอกนิโรธะ​ ดับพร้อมกัน

      3..เอกาลัมพนะ​ มีอารมณ์ที่ยึดเกาะอันดียวกัน

      4.เอกวัตถุกะ​ มีวัตถุที่อาศัยอันเดียวกัน

      4.ลักขณมาติกา​ คือแม่บทที่เป็นส่วนบอกลักษณะ​การสังเคราะห์​แบบ​.คณนสังคหะ​ ทีธาตุกถา​ปกรณ์​ใช้​ ว่ามี​ 2​ แบบ​ คือ

      1.แบบ​ สภาคะ​ คือ​ แบบที่สภาวธรรมมีส่วนเข้ากันได้ทั้งหมด​ เหตุเพราะมีส่วนเสมอเหมือน​กันทั้งหมดนั่นเอง​ จึงไม่มีส่วนเหลือ

      2.แบบ​ วิสภาคะ​ คือ​ แบบที่สภาวะมีส่วนเข้ากันไม่ได้ทั้งหมด​ เหตุเพราะไม่ส่วนเสมอเหมือน​กันทั้งหมดนั่นเอง​ จึงมีส่่วนเหลือ

      พาหิรมาติกา​ คือแม่บทที่เป็นส่วนแจ้งให้ทราบ​ว่า​ บทประเภทธรรมทั้งหมด​ 266 บทที่นำมาจากธัมมสังคณีปกรณ์​นั้นยังถือว่าเป็นบทธรรมภายนอกธาตุกถา ปกรณ์​อยู่​ เหตุเพราะต้องนำมาสังเคราะห์​แบบ​ คณนสังคหะซ้อนอีกครั้งนั่นเอง

      ข.ภาคนิทเทศ​ คือ​ ภาคส่วนที่แสดงรายละเอียดของภาคอุทเทศ​ คือมาติกาทั้ง​ 5​ ประชุม​บรรจบลงที่นยมาติกา(แม่บทที่แสดงวิธีการ​จำแนก​ 14​ วิธี)​ ซึ่งจะปรากฏชัดแจ้งในผังตารางการ​ จำแนกแต่ละวิธี​ ประดุจการเห็นลายแทง​หาขุมทรัพย์​ที่ละเอียดซับซ้อน​ได้ดี​ เพราะศึกษา​รายละเอียด​เนื้อหาทุกแง่ทุกมุมในปกรณ์​ที่ลึกซึ้งซับซ้อน​ ซึ่งในบรรดาอภิธรรมทั้ง​ 7​ ปกรณ์​ คัมภีร์​นิสสยะ​ อักษร​ปัลลวะ​ อักษร​สิงหล​ระบุว่า​ มี​ 3​ ปกรณ์​ คืิิอ

      1.ธาตุกถา​ปกรณ์​ ลึกซึ้งซับซ้อนการจำแนกสภาวธรรมเป็นเชิงซ้อน

      2.กถาวัตถุปกรณ์​ ลึกซึ้งซับซ้อนชั้นเชิงการแสดงวิวาท(ลัทธิ)

      3.มหาปัฏฐานปกรณ์​ ลึกซึ้งซับซ้อน​ หลักการ​ ประเด็น​ และวาระ

      เมื่อศึกษา​ธาตุกถา​ปกรณ์​ละเอียดทุกแง่ทุกมุม​ดีแล้ว​ พอเห็นบทธรรม​ ก็จะทราบถึงวิธีการจำแนก​ และแม่บทที่ใช้จำแนก​ทันที​ ประดุจนักชิมที่สันทัดอาหาร​ พอเห็นอาหารก็จะทราบถึงส่วนประกอบ​และขั้นตอน​การปรุงทันที​เช่นกัน

      เมื่อศึกษากถาวัตถุปกรณ์ละเอียดทุกแง่มุม​ดีแล้ว​ พอทราบประเด็นที่วิวาทะ ก็จะตัดสินได้ว่า​ ควรถามนำ​ หรือถามกลับ​ หรือถามเพื่อตำห​นิ​ หรือถามเพื่อสรุป​ ได้ทันทีประดุจเซียนมวยที่อ่านเชิงขาดก็จะตัดสินได้ว่า​ ท่านี้​ ควรใช้แม่ไม้ท่าไหนปะทะทันทีเช่นกัน

      เมื่อศึกษา​มหาปัฏ​ฐาน​ปกรณ์​ละเอียดทุกแง่มุมดีแล้ว​ พอเห็นปัจจัย​ ก็จะหยั่งถึง​ หลักการ, ประเด็น​ และ วาระได้ทันที​ ประดุจนักประดิษฐ์​เครื่องยนต์​ พอเห็นเครื่องยนต์​ ก็หยั่งถึง​ กลไก, ระบบ​ และระเบียบได้ทันทีเช่นกัน

[full-post]

อภิธรรมปิฎก,ธัมมสังคณี,วิภังค์,ธาตุกถา

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.