ดาบสามคม
-------------
วันนี้ (๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๕) ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นวันมหาปวารณา
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ไม่ได้เก็บคำว่า “มหาปวารณา” ไว้ แต่มีคำว่า“ปวารณา” (ปะ-วา-ระ-นา) บอกไว้ว่า -
...............................................
“ปวารณา : (คำกริยา) ยอมให้ภิกษุสามเณรขอหรือเรียกร้องเอาได้ เช่น ขอของจากผู้ปวารณา ใบปวารณา; บอกยอมให้ใช้ได้ด้วยความเต็มใจ เช่น ขอปวารณาจะใช้อะไรก็บอก; พิธีกรรมทางศาสนายอมให้สงฆ์ว่ากล่าวตักเตือนได้ ทําในวันขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันออกพรรษา, เรียกวันออกพรรษาว่า วันปวารณา หรือ วันมหาปวารณา. (ป.).”
...............................................
แม้ไม่ได้เก็บคำว่า “มหาปวารณา” แต่พจนานุกรมฯ ก็ยังใช้คำว่า “วันมหาปวารณา” ในคำนิยาม
คนส่วนมากเรียกวันขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่พระสงฆ์อยู่จำพรรษาว่า “วันออกพรรษา”
พึงทราบว่า กรณีเกี่ยวกับการออกพรรษาที่เราเข้าใจกันนี้ ในคัมภีร์ไม่ได้ใช้คำที่จะแปลได้ว่า “วันออกพรรษา”
ต่างจากกรณีเกี่ยวกับการเข้าอยู่จำพรรษาซึ่งในคัมภีร์มีคำเรียกว่า “วสฺสูปนายิกา” (วัด-สู-ปะ-นา-ยิ-กา) แปลตามศัพท์ว่า “ดิถีเป็นที่น้อมไปสู่กาลฝน” ก็คือที่เราเรียกกันว่า “วันเข้าพรรษา”
ภิกษุที่จำพรรษาครบ ๓ เดือนแล้ว คำบาลีเรียกว่า “วุตฺถวสฺส” (วุด-ถะ-วัด-สะ) แปลตามศัพท์ว่า “ผู้มีกาลฝนอันตนอยู่แล้ว” ถ้าแปลงคำนี้เป็น “วัน” ก็ควรจะเป็น “วุตฺถวสฺสา ติถี” หรือ “วุตฺถวสฺสทิวส” แปลตรงๆ ว่า “วันออกพรรษา”
แต่นี่เป็นการคิดเล่นๆ เพราะคำจริงๆ ไม่มี
วันที่จำพรรษาครบกำหนด ๓ เดือน คือวันขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๑๑
ตามปกติเมื่อถึงวัน ๑๕ ค่ำ หรือ ๑๔ ค่ำ (กรณีสิ้นเดือนที่เป็นเดือนคี่) พระสงฆ์จะต้องทำอุโบสถสังฆกรรม คือประชุมกันฟังพระปาติโมกข์
แต่เฉพาะวันขึ้น ๑๕ คํ่า เดือน ๑๑ นี้ ทรงมีพุทธานุญาตให้ทำ “ปวารณากรรม” แทน และมีคำเรียกวันนี้ว่า “ปวารณาทิวส” (ปะ-วา-ระ-นา-ทิ-วะ-สะ) คือ “วันปวารณา” หรือ “วันมหาปวารณา”
จึงเป็นอันได้ความว่า ที่เราเรียกกันเพลินไปว่า “วันออกพรรษา” นั้น คำจริงๆ ท่านเรียก “วันปวารณา” หรือ “วันมหาปวารณา” และไม่มีคำว่า “วันปวารณาออกพรรษา” อย่างที่บางคนเรียกกัน
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายเรื่อง “ปวารณา” ไว้ดังนี้ -
...............................................
ปวารณา :
1. ยอมให้ขอ, เปิดโอกาสให้ขอ
2. ยอมให้ว่ากล่าวตักเตือน, เปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือน, ชื่อสังฆกรรมที่พระสงฆ์ทำในวันสุดท้ายแห่งการจำพรรษา คือ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เรียกว่า วันมหาปวารณา โดยภิกษุทุกรูปจะกล่าวปวารณา คือ เปิดโอกาสให้กันและกันว่ากล่าวตักเตือนได้ดังนี้
“สงฺฆมฺภนฺเต ปวาเรมิ, ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา; วทนฺตุ มํ, อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย; ปสฺสนฺโต ปฏิกฺกริสฺสามิ. ทุติยมฺปิ ภนฺเต สงฺฆํ ปวาเรมิ, ... ตติยมฺปิ ภนฺเต สงฺฆํ ปวาเรมิ, ...”
แปลว่า “ข้าพเจ้าขอปวารณากะสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ตาม ด้วยได้ยินก็ตาม ด้วยน่าระแวงสงสัยก็ตาม, ขอท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงว่ากล่าวกะข้าพเจ้าด้วยอาศัยความหวังดีเอ็นดู, เมื่อข้าพเจ้ามองเห็น จักแก้ไข แม้ครั้งที่สอง ... แม้ครั้งที่สาม ...” (ภิกษุผู้มีพรรษาสูงสุดในที่ประชุมว่า อาวุโส แทน ภนฺเต)
ปวารณาเป็นสังฆกรรมประเภทญัตติกรรม คือ ทำโดยตั้งญัตติ (คำเผดียงสงฆ์) อย่างเดียว ไม่ต้องสวดอนุสาวนา (คำขอมติ); เป็นกรรมที่ต้องทำโดยสงฆ์ปัญจวรรค คือ มีภิกษุตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป
ฯลฯ
ฯลฯ
...............................................
สาระสำคัญของ “ปวารณา” ก็คือการเปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่ร่วมสังคมกันว่ากล่าวทักท้วงตักเตือนกันได้ในเมื่อเห็นข้อบกพร่องผิดพลาดของกันและกัน อันเป็นความหมายของ “ปวารณา” ตามข้อ 2. ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ที่ยกมาข้างต้น
พึงสังเกตว่า เหตุผลที่อ้างได้ในการว่ากล่าวตักเตือนมี ๓ กรณี คือ -
๑ ทิฏฺฐะ: รู้เห็นเรื่องนั้นๆ มาด้วยตัวเอง = เห็นประจักษ์ซึ่งหน้า
๒ สุตะ: ได้รับคำบอกเล่า เช่นมีผู้รายงานให้ทราบ = มีพยานหลักฐาน
๓ ปริสังกา: นึกสงสัยขึ้นมาเอง = ไม่เห็น ไม่มีพยาน แต่สงสัย
เรามักกล่าวอ้างกันว่า จะว่ากล่าวใคร ต้องมีพยานหลักฐาน อย่าพูดลอยๆ
แต่จากคำปวารณาจะเห็นว่า แม้แต่สงสัย (ปริสงฺกาย วา) ก็สามารถยกขึ้นเป็นเหตุให้ว่ากล่าวกันได้ แต่ทั้งนี้พึงกระทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ หวังความถูกต้องดีงามเป็นที่ตั้ง มิใช่มุ่งแต่จะถล่มกันให้พังไปข้างหนึ่ง
คนส่วนมากไม่ได้คิดถึงเหตุผลข้อนี้ของ “ปวารณา” ดังนั้น สงสัยว่าใครจะทำอะไรไม่ถูกต้อง แต่ไม่มีพยานหลักฐาน ก็จะพากันนิ่งงัน ไม่กล้าว่ากล่าวอะไรกันอีกต่อไป เป็นช่องโหว่ให้คนทำผิดยังคงทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้นต่อไปได้เรื่อยๆ
..............
เรามีคำว่า “ดาบสองคม” หมายถึง “มีทั้งคุณและโทษ, อาจดีอาจเสียก็ได้”
แต่ผมมีความเห็นว่า “พยานหลักฐาน” นั้น เป็นดาบสามคมในกระบวนการยุติธรรม
คมที่หนึ่ง ใช้ลงโทษหรือกำราบคนชั่วคนผิดได้จริงๆ
คมที่สอง ใช้เป็นเครื่องมือให้คนชั่วคนผิดเอาตัวรอดได้ คือ คนชั่วคนผิดสร้างพยานหลักฐานขึ้นมาเพื่อแสดงว่าตนไม่ได้ทำชั่วทำผิด ศาลต้องตัดสินให้พ้นผิดทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าทำชั่วทำผิดจริงๆ-เราก็เห็นกันมาแล้ว
คมที่สาม ใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายหรือทำลายฝ่ายตรงข้าม ด้วยการอ้างหรือสร้างพยานหลักฐานเท็จ ดังที่ปรากฏว่าศาลเคยตัดสินลงโทษคนที่ไม่ได้ทำผิดแต่เพราะมีพยานหลักฐานมัดตัว
บางทีคนบริสุทธิ์ที่ถูกลงโทษ-หรือตัวผู้พิพากษาที่ตัดสินลงโทษนั่นเอง-ตายไปแล้วตั้งนาน ความจริงจึงปรากฏว่าจำเลยไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาและถูกลงโทษแต่ประการใด
ดูก่อนภราดา!
: คนทำผิดอาจอ้างได้ว่า “ไม่รู้”
: แต่ความไม่รู้ไม่เป็นเหตุให้อ้างได้ว่า “ไม่ผิด”
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๕
๑๖:๒๓
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ