กฐินพระองค์เดียว

พุทธบัญญัติในการกรานกฐิน

      ขอโอกาสพูดย่อ ๆ รวบรัดว่า พระพุทธานุญาตที่เรียกว่าเป็นพุทธบัญญัติในเรื่องกฐิน มาในกฐินทันธกะ แห่งพระวินัยปิฎก (วินย.๕/๕๖/๑๓๖) ว่า

"อนุชานามิ ภิกฺขเว วสฺสํ วุตฺถานํ ภิกขูนํ กฐินํ อตฺถริตุํ.  ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลาย ผู้จำพรรษาแล้ว กรานกฐิน"

      ต่อจากนั้น ได้ตรัสแสดงสังมกรรมที่เรียกว่าการ "กรานกฐิน" ไว้ดังนี้ "ภิกษุทั้งหลาย ก็แล สงฆ์พึงกรานกฐินอย่างนี้ คือ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึ่งประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้-

       "ท่านผู้เจริญ ขอสงม์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินผืนนี้เกิดขึ้นแล้วแก่สงฆ์

       ถ้าความพรั่งพร้อมของสงฆ์ถึงที่ สงฆ์พึงให้ผ้ากฐินผืนนี้ แก่ภิกษุมีชื่อนี้

       เพื่อกรานกฐิน"  (นี้เป็นญัตติ)

       "ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินผืนนี้เกิดขึ้นแล้วแก่สงฆ์

       สงฆ์ให้ผ้ากฐินผืนนี้ แก่ภิกษุมีชื่อนี้ เพื่อกรานกฐิน การให้ผ้ากฐินผืนนี้แก่

       ภิกษุชื่อนี้ เพื่อกรานกฐิน ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่

       ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงกล่าว"

       "ผ้ากฐินผืนนี้ สงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุมีชื่อนี้ เพื่อกรานกฐิน ชอบแก่สงฆ์

       เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้อย่างนี้" (นี้เป็นกรรมวาจา)


       กฐินตามพระพุทธานุญาตนี้ เป็นสังฆกรรมสำหรับภิกษุอย่างน้อย ๕ รูป ซึ่งได้จำพรรษาอยู่ในวัดเดียวกัน โดยภิกษุ ๔ รูปเป็นสงฆ์ผู้มอบให้ผ้ากฐิน และภิกษุ ๑ รูปเป็นผู้ได้รับผ้ากฐินที่สงฆ์มอบให้นั้น

      พุทธวินิจฉัยกรณีภิกษุจำพรรษารูปเดียวได้รับถวายผ้าในฤดูกฐิน 

     ในกรณีที่วัดใดมีภิกษุจำพรรษาถ้วนไตรมาสแต่อยู่รูปเดียว เมื่อมีผู้ถวายผ้าแก่เธอเป็นของสงฆ์ ก็ได้ทรงวินิจฉัย ตามเรื่องที่มาในจีวรขันธกะ แห่งพระวินัยปิฎก (วินย.๕@๖๔/๒เ๒๒) ว่า

     "ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาอยู่ผู้เดียว คนทั้งหลายในถิ่นนั้น ได้ถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์" ภิกษุรูปนั้นได้มีปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างน้อยจึงชื่อว่าสงฆ์ แต่เรารูปเดียว และคนเหล่านี้ได้ถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์" ถ้ากระไร เราพึงนำจีวรของสงฆ์เหล่านี้ไปพระนครสาวัตถี

      ครั้นแล้ว ภิกษุนั้นได้นำจีวรเหล่านั้นไปพระนครสาวัตถี กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

      "ดูกรภิกษุ จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอนั่นแหละ จนกว่ากฐินเดาะ" "ภิกษุทั้งหลาย ก็ในข้อนี้ ภิกษุจำพรรษารูปเดียว ประชาชนในถิ่นนั้น ถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า พวกข้าพเจ้าถวายแก่สงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตจีวรเหล่านั้นแก่ภิกษุนั้นเท่านั้น จนกว่ากฐินเดาะ"

      ถึงตอนนี้ อรรถกถาแห่งจีวรขันธกะนั้น ก็บอกวิธีปฏิบัติให้ (วินย อ.๓/๒๔๑) ว่า "ถ้าได้ภิกษุคณปูรกะ กฐินก็เป็นอันได้กราน จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอตลอด ๕ เดือน ถ้าไม่ได้กรานกฐิน จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอตลอดจีวรมาสเดือนเดียวเท่านั้น"

      ตามนี้ก็เป็นอันว่า แม้ภิกษุจำพรรษาแล้วอยู่รูปเดียว ก็มีทางที่จะกรานกฐิน โดยมีภิกษุอื่นมาร่วมประชุมเป็นคณปูรกะ (ให้ครบองค์สงฆ์) ก็จะทำสังมกรรมให้เธอกรานกฐินได้ 

      ในตอนนี้ ในคัมภีร์ที่เป็นหลักฐานอ้างอิง มีข้อผิดแผกขัดแย้งกันบ้าง ที่สำคัญ ๒ ประการ แต่ขอข้ามไปก่อน จับที่หลักก่อน เห็นได้ชัดว่า ตามพุทธบัญญัติเรื่องกฐินนี้ สังฆกรรมในการ "กรานกฐิน" มีสาระสำคัญอยู่ที่ว่า สงฆ์ (มีภิกษุ ๔ รูปเป็นอย่างน้อย) ตกลงกันมอบผ้ากฐิน (ที่ทุกรูปเป็นเจ้าของร่วมกัน ให้แก่ภิกษรูปหนึ่งเอาไปกราน*" (ข้อความนี้ว่า "สงฆ์พึงให้ผ้ากฐิน แก่ภิกษผู้กรานกฐิน ด้วยญัตติทุติยกรรม ซึ่งมาในคัมภีร์ปริวาร เท่ากับบ่งบอกว่า กฐินต้องมีภิกษุอย่างน้อย ๕ รูป) 

     (วิธีปฏิบัติในการกราน ท่านแสดงไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม ๘ คือคัมภีร์ปริวาร. วินย ๘/อ๑๔๗/๔๓๕ ซึ่งบอกไปจนตลอดว่า เมื่อกรานแล้ว ภิกษุนั้นมาแจ้ง ให้ภิกษุทั้งหลายอนุโมทนา)

     

     ในกรณีที่ภิกษุอยู่จำพรรษารูปเดียว เมื่อมีผ้าที่เขาถวายแก่สงฆ์ มีพุทธวินิจฉัยข้างต้นชัดเจนแล้วว่า ผ้าเป็นของภิกษรูปนั้นผู้เดียว ภิกษุอื่นไม่ว่ากี่รูป ถึงจะเป็นสงฆ์ ก็ไม่มีสิทธิในผ้านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ คือ เมื่อภิกษุรูปนั้นเป็นเจ้าของผ้านั้นแล้ว และสงฆ์ไม่มีสิทธิในผ้านั้น สังฆกรรมในการที่สงฆ์จะมอบให้ผ้ากฐินแก่ภิกษุนั้น ก็ทำไม่ได้ หมายความว่า สังฆกรรมในขั้นตอนของการมอบให้ผ้ากฐิน ก็เป็นอันข้ามไปเลย ภิกษุนั้น ซึ่งเป็นเจ้าของผ้านั้นอยู่แล้ว ก็เพียงเอาผ้านั้นไปกราน เสร็จแล้วก็มาบอกแจ้งแก่เหล่าภิกษุที่มาประชุมนั้น ภิกษุที่มาประชุมสงฆ์นั้น เมื่อไม่มีสิทธิมอบผ้าให้แก่ภิกษผู้กรานกฐิน ก็ไม่มีสิทธิที่จะอนุโมทนาด้วย จึงได้แต่เพียงรับทราบการกรานกฐินของเธอเท่านั้น พูดสั้นๆ ว่า เป็นกฐินที่ไม่มีสังฆกรรมในการมอบให้ผ้ากฐิน (ซึ่งเป็นสาระสำคัญของพุทธบัญญัติเรื่องกฐิน ส่งฆ์ไม่ได้เป็นเจ้าการในสังมกรรม เป็นกฐินที่เพียงให้สงฆ์รับทราบการกรานของภิกษุ (ผู้เป็นเจ้าของผ้าอยู่แล้ว สงฆ์เพียงมาประชุมกันรับทราบ จะพูดให้เกียรติ ก็ว่ามาประชุมกันอนุมัติ หรือเป็นกฐินโดยการอนุมัติของสงฆ์ (แทนที่สงฆ์จะทำสังฆกรรมมอบให้ผ้ากฐิน และอนุโมทนาการกรานกฐิน แล้วได้รับอานิสงส์ด้วยกันทั้งหมด ก็ได้แค่นิมนต์สงฆ์มารับทราบ/อนุมัติการกรานกฐิน จบเท่านั้น)

      คงจะเป็นด้วยเหตุผลนี้ เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสงฆ์ไม่เป็นเจ้าการผู้ทำการมอบให้ผ้ากฐินของสงฆ์แก่ภิกษุ เป็นเพียงการอนุเคราะห์ภิกษุที่จัดเรื่องส่วนตัวให้เสร็จ ท่านจึงไม่จัดเรื่องนี้ไว้ในกฐินขันธกะ แต่รวมไว้ในจีวรขันธกะ

      ข้อผิดแผกซับซ้อนในวิธีปฏิบัติ และข้อผิดแผกขัดแย้งของหลักฐานอ้างอิง

      ที่กล่าวมานั้น เป็นคำอธิบายสำหรับเรื่องภิกษุจำพรรษาอยู่รูปเดียว (หรืออยู่กันมากกว่านั้นก็ตาม แต่ไม่ครบ ๕ รูป) ในจีวรขันธกะ ขอยุติไว้เท่านั้น

      ทีนี้ หันกลับมาดูเรื่องในกฐินขันธกะกันอีก มีคำอธิบายว่า ในกรณีที่ภิกษุผู้จำพรรษาต้น (ปุริมิกา) ซึ่งมีสิทธิกรานกฐิน มีจำนวนไม่ครบ ๕ รูป (จะมี ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือ ๔ รูป ก็ตาม) แต่มีภิกษุอื่นอยู่ในวัดด้วย ก็ให้เอาภิกษผู้จำพรรษาหลัง (ปัจฉิมิกา) เป็นคณปูรกะทำสังมกรรมกรานกฐินได้ (ทำได้ตลอดตั้งแต่มอบให้ผ้ากฐิน เพราะอยู่วัดนั้นด้วยกัน ร่วมเป็นเจ้าของผ้าได้ด้วย แต่พระที่เป็นดณปูรกะไม่มีสิทธิอนุโมทนา และไม่ได้อานิสงส์กฐิน 

     ที่กล่าวนี้ว่าตามอรรถกถา

     อย่างไรก็ดี ตรงนี้มีข้อผิดแผกแตกต่างกันของข้อความในคัมภีร์ที่เป็นหลักฐานอ้างอิง คือ สมันตปาสาทิกา อรรถกถาแห่งพระวินัยปิฎก ฉบับที่ใช้เป็นแบบเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์ไทย มีคำอธิบายตรงนี้ว่า (วินย. อ.๓/๒๑๐)

     "ปุริมิกาย อุปคตานมฺปน สพฺเพ ปจฺฉิมิกา คณปูรกา โหนฺติ อานิสํสํ น ลภนฺติ อานิสโส อิตเรสํเยว โหติ" ฯ 

     "ภิกษุผู้จำพรรษาหลังเป็นคณปูรกะของภิกษุผู้เข้าพรรษาต้นได้ทั้งหมด แต่ไม่ได้อานิสงส์ อานิสงส์มีแก่ภิกษุผู้เข้าพรรษาต้นเท่านั้น"

      แต่ สมันตปาสาทิกา ฉบับอักษรพม่าที่เนื่องกับฉัฏฐสังคีติ (วินย มหาวคุค.อ.388 ไม่เป็นอย่างนี้ คือ ตอนที่ฉบับแบบเรียนบาลีของไทยว่า "สพฺเพ ปจฺฉิมิกา คณปูรกา" นั้น ฉบับอักษรพม่ามีเพียงว่า "สพฺเพ คณปูรกา" (ไม่มีคำว่า ปจฺฉิมิกา) ได้ทราบว่า สมันตปาสาทิกา ฉบับมหาจุฬาๆ ก็ตรงกับฉบับอักษรพม่าที่เนื่องกับฉัฏฐสังคีติ]

      อนึ่ง อรรถกถาและฎีกาวินัยทั้งหลาย ฉบับอักษรพม่าที่เนื่องกับฉัฏฐสังคีติ ในข้อความเดียวกันนี้ ก็มีเพียงว่า "สพฺเพ คณปูรกา" (ไม่มีคำว่า ปจฺฉิมิกา) ทั้งนั้น (ได้แก่ วินยสงคห.อ. 297, วินยาลงฺการ-ฎีก 2.125, วินยวินิจฺฉย-ฎีกา 2.231) แต่พอดูอรรถกถาแห่งพระปาฏิโมกข์ คือ กังขาวิตรณี มีคำอธิบายเรื่องนี้ในตอนว่าด้วยกฐินสิกขาบท ซึ่งทั้งฉบับอักษรไทย (กงฺขา.อ.๕๒๔/๑๘๒)/ และอักษรพม่า (กงฺขา.อ. 152) ตรงเป็นอย่างเดียวกัน ดังนี้

      ... ยตฺถ จตฺตาโร วา ตโย วา เทฺว วา เอโก วา ปุริมวสฺสํ อุปคโต, ตตฺถ ปจฺฉิมวสฺสูปคเต คณปูรเก กตฺวา อตฺถริตพฺพํ, เต จ คณปูรกาว โหนฺติ, อานิสํเส น ลภนฺติ, 

        "ในวัดใด ภิกษุ ๔ หรือ ๓ หรือ ๒ หรือ ๑ รูป ก็ตาม เข้าพรรษาต้น, ในวัดนั้น พึงกรานโดยเอาภิกษุที่เข้าพรรษาหลังเป็นคณปูรกะ แต่ภิกษุที่เข้าพรรษาหลังเหล่านั้น เป็นเพียงคณปูรกะเท่านั้นไม่ได้อานิสงส์)

      เมื่อดูตามนี้ ก็ได้ความตรงกับสมันตปาสาทิกา ฉบับแบบเรียนอักษรไทยข้างต้น โดยเฉพาะกังขาวิตรณี ดูจะมีข้อความบ่งชัดมาก ให้เห็นว่ากฐินเป็นสังฆกรรมของภิกษุทั้งหลายที่อยู่ในวัดเดียวกัน แต่ถ้าถือตามสมันดปาสาทิกา ฉบับอักษรพม่า  ที่ไม่ใส่คำว่า "ปจฺฉิมิกา" ผู้ร่วมสังมกรรมก็รวมทั้งพระวัดอื่นได้ด้วย เรื่องนี้ ขอยกให้พิจารณาชั่งกันดู

     อย่างไรก็ตาม เรื่องตรงนี้ ไม่ไปขัดแย้งอะไรกับเรื่องภิกษุจำพรรษาอยู่วัดรูปเดียว พูดถึงในจีวรขันธกะ คือเรื่องในจีวรขันธกนั้น ภิกษุอยู่รูปเดียว (หรือ ๒-๓-๔ รูป ก็ตาม แต่ไม่ครบ ๕) ผ้าที่ญาติโยมถวาย จึงเป็นของเธอผู้เดียว (หรือของพระที่อยู่กันนั้น) ไม่มีภิกษุอื่นเช่นพระจำพรรษาหลังอยู่ด้วย จึงไปเอาพระที่อื่นมาเป็นคณปูรกะ ที่ไม่มีสิทธิมอบให้ผ้ากฐิน ได้แค่มารับทราบการกรานของเธอ

     ส่วนเรื่องในกฐินขันธกะนี้ ภิกษุอยู่ในวัดด้วยกันมากพอหรือเกิน ๕ รูป แต่ผู้ที่จำพรรษาต้นซึ่งมีสิทธิกรานกฐินมีเพียงรูปเดียว (หรือ ๒-๓-๔ รูป ก็ตาม แต่ไม่ครบ ๕) ผ้าที่ญาติโยมถวาย เป็นของภิกษุอื่นที่อยู่ในวัดด้วย จึงเอาพระองค์อื่นในวัดเป็นคณปูรกะ ที่มีสิทธิมอบให้ผ้ากฐิน แต่ไม่ได้อานิสงส์


มติในหลักฐานอ้างอิงที่ขัดแย้งกัน

      เรื่องปลีกย่อยหรือรายละเอียดต่างๆ ที่กล่าวในคัมภีร์ทั้งหลายมากมาย จะขอเว้นไว้ จะขอพูดอีกอย่างเดียวซึ่งน่าสนใจ และอาจจะช่วยให้มองเรื่องชัดขึ้น ดังได้บอกแล้วว่า ถ้ามีภิกษุจำพรรษาแล้วอยู่รูปเดียว เมื่อเธอได้ผ้า ก็เอาภิกษุที่อื่นมาเป็นคณปูรกะ  แต่เพียงมาให้ครบเป็นสงฆ์ที่จะรับทราบการกราน ไม่ได้มามอบให้ผ้ากฐิน คงเป็นด้วยเหตุนี้ คัมภีร์บางแห่งจึงบอกว่า (วชิรพุทธิ ฎีกา 497  เอโกปิ ตโย คณปูรเก ลภิตฺวา กถินํ อตฺถริตุํ ลภติ ...(ภิกษุแม้เพียงรูปเดียว ได้ภิกษุ ๓ รูปเป็นคณปูรกะ ก็กรานกฐินได้)

      แต่อีกคัมภีร์หนึ่งค้านเต็มที่ (วินยาลงการะฎีกา 2/95 ท่านว่า การกรานกฐินต้องมีอย่างต่ำ ๕ รูปเด็ดขาด น้อยกว่านั้นไม่ได้ เพราะรูปหนึ่งนั้นแยกมาเป็นผู้รับหรือผู้ได้ผ้า จึงต้องมีอีก ๔ รูปทำหน้าที่ของสงฆ์ (อย่างน้อยเป็นผู้รับแจ้ง รับทราบ หรือจะว่าอนุมัติ ก็แล้วแต่)

      เขียนบันทึกมา กลายเป็นค่อนข้างยืดยาว คงได้ความสั้นๆ ว่า "พระรูปเดียวกรานกฐินได้" เป็นพุทธานุญาตพิเศษ โดยเป็นสังฆกรรมแบบตัดข้ามขั้นตอน ซึ่งสงฆ์ไม่ได้เป็นเจ้าการ แต่สงฆ์เพียงมารับทราบ ดังที่อจจะเรียกว่าเป็นการกรานกฐินโดยอนุมัติของสงฆ์ (ไม่ใช่กรานกฐินกับผ้าของสงฆ์ที่สงฆ์มอบให้ และไม่เป็นการกรานที่ให้เกิดผลแก่สงฆ์ แต่กรานกับผ้าที่เป็นของตนเองแล้วโดยพุทธานุญาตพิเศษ และได้อานิสงส์ที่เป็นผลเฉพาะตน)

     อย่างไรก็ตาม เมื่อมองโดยรวม จะเห็นพระพุทธคุณ ในการที่ทรงยกย่องให้ความสำคัญแก่ภิกษุจำนวนมากมาย ที่บางทีต้องไปอยู่ลำพังโดดเดี่ยวในที่ห่างไกล จะได้เข้มแข็ง มีกำลังที่จะรักษาวัด รักษาพระศาสนา และปฏิบัติศาสนกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนยิ่งขึ้นไป โดยที่ในขณะเดียวกันนั้น ก็ให้อิงสงฆ์ ไม่มองข้าม ไม่ละเลยความสำคัญของสงฆ์

------------------------------

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

๑๕ กันยายน ๒๕๕๒





[full-post]

กฐิน,kathin,กฐินพระองค์เดียว,ปกิณกธรรม,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.