สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

สุตมยญาณ

   ถาม ความรอบรู้(ปัญญา)ที่เกิดจากการฟัง(สุตมยปัญญา)อันทำให้การหยั่งรู้(ญาณ)แตกฉานที่เรียกว่าสุตมยญาณอันแปลว่า การหย้่งรู้ที่สำเร็จจากการฟัง    นั้น ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคกำหนดธรรมะอะไรเป็นขอบเขตแห่งความแตกฉานนั้น

์   ตอบ พระสารีบุตรมหาเถระกำหนดธรรม ๑๖ ประการนำมาอธิบายให้รอบรู้ ดังนี้

   ๑.ปัญญารอบรู้ธรรมที่ได้ฟังมาว่าธรรมที่ควรรู้ยิ่ง

ท่านพระสารีบุตรอธิบายถึงด้สดับมาว่าธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เหล่านี้ คือ (๑) สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร (๒) ธาตุ ๒ (๓) ธาตุ ๓ (๔) อริยสัจ ๔ (๕) วิมุตตายตนะ ๕ (๖) อนุตตริยะ ๖ (๗) นิททสวัตถุ ๗ (๘) อภิภายตนะ ๘ (๙) อนุปุพพวิหาร ๙ (๑๐) นิชชรวัตถุ ๑๐ ต่อจากนั้น ท่านอธิบายปัญญารอบรู้ธรรมที่ได้ฟังมาว่าธรรมที่ควรรู้ยิ่งอีก ๖ ชุด และในธรรม ๖ ชุดนั้น ท่านยังจำแนกออกเป็นหมวดอีก คือ

ชุดที่ ๑

ท่านพระสารีบุตรอธิบายแบ่งธรรมหมวดต่างๆ เป็น ๑๒ หมวด มีธรรมทั้งหมด ๒๓๑ ประการ ดังนี้

   หมวดที่ ๑ กระบวนการเกิดเวทนา แบ่งเป็น ๖ หมวดย่อย หมวดละ ๕ ประการ รวม ๓๐ ประการ คือ 

   ๑. จักขุ รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส และสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย

   ๒. โสตะ สัททะ โสตวิญญาณ โสตสัมผัส และสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุข เวทนาที่เกิดขึ้นเพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย

   ๓. ฆานะ คันธะ ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส และสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขม สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมานสัมผัสเป็นปัจจัย

   ๔. ชิวหา รส ชิวหาวิญญาณ ชิวหาสัมผัส และสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย

   ๕. กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส และสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขม สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย

   ๖. มโน ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส และสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย

   หมวดที่ ๒ ขันธ์ ๕  คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ 

   หมวด ๓ ปิยรูปสาตรูป แบ่งเป็น ๑๐ หมวดย่อย หมวดละ ๖ ประการ รวม ๖๐ ประการ คือ

   ๑. อายตนะภายใน ๖ คือ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน

   ๒. อายตนะภายนอก ๖ คือ รูป สัททะ คันธะ รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ 

   ๓. วิญญาณ ๖ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

   ๔. ผัสสะ ๖ คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

   ๕. เวทนา ๖ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

   ๖. สัญญา ๖ คือ รูปตาสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา

   ๗. สัญเจตนา ๖ คือ รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธัมมสัญเจตนา

   ๘. ตัณหา ๖ คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา

   ๙. วิตก ๖ คือ รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธัมมวิตก     

   ๑๐. วิจาร ๖ คือ รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธัมมวิจาร 

   หมวดที ๔ ธาตุ ๖ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ

   หมวดที่ ๕ กสิณ ๑๐ คือ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นิลกสิณ ปิตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ

   หมวดที่ ๖ อาการ ๓๒ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ บุตร มันสมอง

   หมวดที่ ๗ อายตนะ ๑๒ คือ จักขายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ มานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

   หมวดที่ ๘ ธาตุ ๑๘ คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหา วิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

   หมวดที่ ๘ อินทรีย์ ๒๒ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญาตัญญัสสามิตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์

   หมวดที่ ๑๐ ภพต่างๆ แบ่งเป็น ๔ หมวดย่อย หมวดละ ๓ ประการ รวม ๑๒ ประการ คือ

   ๑. กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

   ๒. กามภพ รูปภพ อรูปภพ

   ๓. สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ

   ๔. เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

   หมวดที่ ๑๑ ฌานสมาบัติ แบ่งเป็น ๓ หมวดย่อย หมวดละ ๔ ประการ รวม ๑๒ ประการ คือ

   ๑. รูปฌาน ๔ ได้แก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน 

   ๒. วิมุตติ ๔ ได้แก่ เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

   ๓. สมาบัติ ๔ ได้แก่ อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

   หมวดที่ ๑๒ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประการ ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพชาติ ชรามรณะ 

   ชุดที่ ๒

   ท่านพระสารีบุตรอธิบายแบ่งธรรมหมวดพิสดารเป็น ๒ หมวด มีธรรม ๖,๘๖๘ ประการ ดังนี้

   หมวดที่ ๑ วิธีการจำแนกแบบอริยสัจ คือ ท่านพระสารีบุตรนำธรรม ๒๐๑(หมวดธรรมที่ควรรู้ยิ่งชุดที่หนึ่ง หมวดที่ ๒-๑๒) ประการ มาขยายความตามแบบอริยสัจ ๔ คำขยายความนั้นแตกต่างกันแบ่งเป็น ๕ นัย รวมธรรมได้ ๕.๔๕๔ ประการ

   หมวดที่ ๒ วิธีการจำแนกแบบอนุปัสสนา ๗ ประการ คือ ท่านพระสารีบุตรนำเอาธรรม ๒๐๑ ประการ มาขยายความตามแบบอนุปัสสนา ๗ ประการ คือ (๑) อนิจจานุปัสสนา (๒) ทุกขานุปัสสนา (๓) อนัตตานุปัสสนา (๔) นิพพิทานุปัสสนา (๕) วิราคานุปัสสนา (๖) นิโรธานุปัสสนา (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนา รวมธรรมได้ ๑,๔๑๔ ประการ

ชุดที ๓

   ท่านพระสารีบุตรอธิบายแบ่งธรรมหมวดผสมเป็น ๕ นัย คือ ท่านนำสภาวธรรม ๑๕ ประการ ได้แก่ (๑) ความเกิดขึ้น (๒) ความเป็นไป (๓) นิมิต (๔) กรรมเป็นเครื่อง ประมวลมา (๕) ปฏิสนธิ (๖) คติ (๗) ความบังเกิด (๘) ความอุบัติ (๙) ความเกิด (๑๐) ความแก่ (๑๑) ความเจ็บไข้ (๑๒) ความตาย (๑๓) ความเศร้าโศก (๑๔) ความรำพัน (๑๕) ความคับแค้นใจ มาขยายความเป็น ๕ นัย นัยละ ๓ ฝ่าย คือ (๑) ฝ่ายลบ ประกอบ ด้วยสภาวธรรมฝ่ายโลกิยะ ๑๕ ประการ (๒) ฝ่ายบวก ประกอบด้วยสภาวธรรมฝ่ายโลกุตตระ ๑๕ ประการ จัดเป็นคู่ตรงกันข้าม (๓) ฝ่ายผสม ประกอบด้วยสภาวธรรม ๒ ฝ่ายแรกผสมกัน ๓๐ ประการ รวมเป็นนัยละ ๖๐ ประการ เมื่อรวมสภาวธรรมทั้ง ๕ นัยจึงได้หัวข้อธรรม ๓๐๐ ประการ

   ชุดที่ ๔

   ท่านพระสารีบุตรอธิบายแบ่งธรรมหมวดสภาวะเป็น ๑๕ หมวด คือ (๑) สภาวธรรมล้วนๆ ๓๑ ประการ (๒) สภาวะแห่งสมถะและวิปัสสนา ๔ ประการ (๓) สภาวะแห่ง ธรรมต่างๆ ๙ ประการ (๔) สภาวะแห่งอินทรีย์ ๕ ประการ (๕) สภาวะแห่งพละ ๕ 

ประการ (๖) สภาวะแห่งโพชฌงค์ ๗ ประการ (๗) สภาวะแห่งองค์อริยมรรค ๘ ประการ (๘) สภาวะแห่งธรรม ๑๐ ประการ (๙) สภาวะแห่งองค์ฌาน ๕ ประการ (๑๐) สภาวะ แห่งธรรม ๑๕ ประการ (๑๑) สภาวะแห่งจิต ๑๕ ประการ (๑๒) สภาวะในจิตที่เป็น เอกัคคตารมณ์ ๔๓ ประการ (๑๓) สภาวะแห่งอริยมรรค ๑๘ ประการ (๑๔) สภาวะแห่งอิทธิบาท ๔๐ ประการ (๑๕) สภาวะแห่งอริยสัจ ๒๐ ประการ

   ชุดที่ ๕

   ท่านพระสารีบุตรอธิบายแบ่งธรรมหมวดกัมมัฏฐานเป็น ๔ หมวด คือ (๑) ธรรมฝ่าย อุปจารฌาน ๗ (๒) สมาบัติ ๘ (๓) มหาวิปัสสนา ๑๘ (๔) โลกุตตรธรรม ๘       

   ชุดที่ ๖

   ท่านพระสารีบุตรอธิบายแบ่งธรรมหมวดบัญญัติเป็น ๗ หมวด คือ (๑) สภาวะที่เป็นเหตุบัญญัติอินทรีย์ ๕ ประการ (๒) สภาวะที่เป็นเหตุบัญญัติพละ ๕ ประการ (๓) สภาวะ ที่เป็นเหตุบัญญัติโพชฌงค์ ๗ ประการ (๔) สภาวะที่เป็นเหตุบัญญัติองค์แห่งอริยมรรค ๘ ประการ (๕) สภาวะที่เป็นเหตุบัญญัติธรรม ๑๒ ประการ (๖) สภาวะที่เป็นเหตุบัญญัติธรรม ๘ ประการ (๗) สภาวะที่เป็นเหตุบัญญัติธรรม ๙ ประการ

   ๒. ปัญญารอบรู้ธรรมที่ได้ฟังมาว่าธรรมที่ควรกำหนดรู้ ท่านพระสารีบุตรอธิบาย ถึงธรรมเหล่านี้ คือ (๑) ผัสสะซึ่งมีอาสวะเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน (๒) นามและรูป (๓) เวทนา ๓ (๔) อาหาร ๔ (๕) อุปาทานขันธ์ ๕ (๖) อายตนะภายใน ๖ (๗) วิญญาณฐิติ ๗ (๘) โลกธรรม ๘ (๙) สัตตาวาส ๙ (๑๐) อายตนะ ๑๐ ต่อจากนั้น ท่านนำธรรมที่ควร รู้ยิ่งชุดที่ ๑-๖ มาจำแนกเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้

   ๓. ปัญญารอบรู้ชธรรมที่ได้ฟังมาว่าธรรมที่ควรละ ท่านพระสารีบุตรอธิบายถึงธรรม เหล่านี้ คือ (๑) อัสมิมานะ (๒) อวิชชาและวิภวตัณหา (๓) ตัณหา ๓ (๔) โอฆะ ๔ (๕) นิวรณ์ ๕ (๖) ตัณหา ๖ (๗) อนุสัย ๗ (๘) มิจฉัตตะ ๘ (๙) ธรรมที่มีตัณหาเป็นมูล ๙ (๑๐) มิจฉัตตะ ๑๐ ต่อจากนั้น ท่านแสดงปหานะ(การละ)ไว้ ๔ หมวด และนำ ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ชุดที่ ๑ หมวดที่ ๑-๖ มาจำแนกเป็นธรรมที่ควรละ

   ๔. ปัญญารอบรู้ธรรมที่ได้ฟังมาว่าธรรมที่ควรเจริญ ท่านพระสารีบุตรอธิบาย ถึงธรรมเหล่านี้ คือ (๑) กายคตาสติที่ประกอบด้วยความสำราญ (๒) สมถะและวิปัสสนา  (๓) สมาธิ ๓ (๔) สติปัฏฐาน ๔ (๕) สัมมาสมาธิอันมีองค์ ๕ (๖) อนุสสติฏฐาน ๖ (๗) โพชฌงค์ ๗ (๘) อริยมรรคมีองค์ ๘ (๙) ปาริสุทธิปธานิยังคะ ๙ (๑๐) กสิณ ๑๐ ต่อจากนั้น ท่านแสดงภาวนาไว้ ๕ หมวด 

   ๕. ปัญญารอบรู้ธรรมที่ได้ฟังมาว่าธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ท่านพระสารีบุตรอธิบายถึงธรรมเหล่านี้ คือ (๑) เจโตวิมุตติที่ไม่กำเริบ (๒) วิชชาและวิมุตติ (๓) วิชชา ๓ (๔) สามัญญผล ๔ (๕) ธรรมขันธ์ ๕ (๖) อภิญญา ๖ (๗) ขีณาสวพละ ๗ (๘) วิโมกข์ ๘ (๙) อนุปุพพวิหาร ๙ (๑๐) อเลขธรรม ๑๐ ต่อจากนั้น ท่านนำธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ชุดที่ ๑ หมวดที่ ๑-๖ มาจำแนกเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง 

   ๖-๙. ปัญญารอบรู้ธรรมที่ได้ฟังมาว่าธรรมที่เป็นส่วนแห่งความเสื่อม ความตั้งอยู่ คุณวิเศษ และการชำแรกกิเลส ท่านพระสารีบุตรนำสมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ และ อรูปฌาน ๔ มาอธิบาย

   ๑๐-๑๒. ปัญญารอบรู้ธรรมที่ได้ฟังมาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ท่านพระสารีบุตรนำธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ชุดที่ ๑ หมวดที่ ๒-๑๒ มาจำแนกด้วยไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา

   ๑๓-๑๖. ปัญญารอบรู้ธรรมที่ได้ฟังมาว่าธรรมที่เป็นทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทัยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ท่านพระสารีบุตรอธิบายสัจจะ แต่ละข้อโดยละเอียด

   นี่คือขอบเขตความแตกฉานแห่งสุตมยญาณที่ต้องอาศัยสุตมยปัญญา ๑๖ แตกเป็นธรรมได้เป็นหลักหมื่นตามอันดับกิจที่เนื่องกันระหว่างสุตมยปัญญากับสุตมยญาณ หาใช่ปัญญาอันไหนญาณก็อันนั้นไม่

(สาระความเนื่องกันระหว่างสุตมยปัญญากับสุตมยญาณอันเป็นเหตุให้เกิดความแตกฉานในสุตมยญาณ จากคัมภีร์นิสสยะอักษรปัลลวะ)


[full-post]

สุตมยญาณ,พระสารีบุตร

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.